สวยอมตะตัวแม่ กิ๊ก สุวัจนี อวดหุ่นแซ่บเฟิร์ม เพื่อนดาราแห่คอมเมนต์สนั่น

สวยอมตะตัวแม่ กิ๊ก สุวัจนี อวดหุ่นแซ่บเฟิร์ม เพื่อนดาราแห่คอมเมนต์สนั่น

สวยอมตะตัวแม่ กิ๊ก สุวัจนี อวดหุ่นแซ่บเฟิร์ม เพื่อนดาราแห่คอมเมนต์สนั่น

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.30 น.

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ทำเอาโลกโซเชียลถังกับไฟลุกพรึ่บพรั่บ เมื่อคุณแม่ลูกสามดีกรีนางร้ายระดับตำนานอย่าง กิ๊ก สุวัจนี โพสต์ภาพล่าสุดลงอินสตาแกรมส่วนตัว พร้อมแคปชั่น ว่า “พูดไม่ค่อยเก่ง แต่รักหมดใจ” กับลุคใหม่ที่ทำเอาแฟนคลับและคนในวงการถึงกับร้องทักเป็นเสียงเดียวกันว่าเปลี่ยนไปมาก กาลเวลาไม่สามารถทำอะไรเธอได้จริง ๆ แม้จะขึ้นเลข 5 ไปแล้วก็ตาม

ซึ่งงานนี้ กิ๊ก สุวัจนี มาในลุคเรียบแต่โก้ แฝงความเซ็กซี่ด้วยหุ่นที่ฟิตและเฟิร์มสุด ๆ เห็นได้ชัดเลยว่าวินัยการออกกำลังกายที่เธอทำมาอย่างต่อเนื่องนั้นเห็นผลชัดเจนจริง ๆ

กิ๊ก สุวัจนี

หลังจากโพสต์ของ กิ๊ก สุวัจนี เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียล ทำเอาชาวเน็ตและเพื่อนพ้องน้องพี่ในวงการต่างเข้ามาถล่มคอมเมนต์ด้วยความตกตะลึงกันไม่หยุด เช่น

“ทำไมแม่เด็กลง 10 ปีคะ”

“สวยยยอะไรขนาดนี้”

“ขอวิธีลดน้ำหนักหน่อยค่ะ”

“สวยมากกกกค่ะ”

“คุณแม่สวยมากเลยค่ะ ฝากตัวด้วยนะคะ หนูแฟนใหม่พี่รัญชน์ค่ะ”

กิ๊ก สุวัจนี
กิ๊ก สุวัจนี
กิ๊ก สุวัจนี

นอกจากนี้ยังมีแฟนคลับและคนในวงการอีกเพียบที่เข้ามาชมความสวยและกดไลก์กันรัว ๆ บางคนถึงขั้นเข้ามาถามเคล็ดลับการลดน้ำหนักและรอชมผลงานการแสดงเรื่องใหม่ของแม่กิ๊กกันยกใหญ่

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก อินสตาแกรม kiksuwatjanee

ณเดชน์-ญาญ่า อวดภาพหวาน ก่อนเข้าพิธีแต่งงานที่นอร์เวย์

ณเดชน์-ญาญ่า อวดภาพหวาน ก่อนเข้าพิธีแต่งงานที่นอร์เวย์

ณเดชน์-ญาญ่า อวดภาพหวาน ก่อนเข้าพิธีแต่งงานที่นอร์เวย์

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.27 น.

20 พฤษภาคม 2569 ใกล้ถึงวันสำคัญเข้ามาทุกที สำหรับคู่รักซุปตาร์ “ณเดชน์ คูกิมิยะ” และ “ญาญ่า อุรัสยา” ที่กำลังเตรียมเข้าพิธีวิวาห์ตามธรรมเนียมชาวนอร์เวย์ หลังจากก่อนหน้านี้ทั้งคู่ได้เข้าพิธีแต่งงานแบบประเพณีอีสานสุดอบอุ่นที่จังหวัดขอนแก่น เมื่อช่วงกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา

       ล่าสุด ว่าที่บ่าวสาวได้เผยภาพสุดสวีทก่อนถึงวันแต่งงานที่ประเทศนอร์เวย์ ซึ่งเต็มไปด้วยโมเมนต์หวานและความอบอุ่นในทุกเฟรม จนแฟนๆ ต่างเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมความโรแมนติกของทั้งคู่กันอย่างล้นหลาม

        งานนี้แฟนคลับต่างตั้งตารอชมภาพบรรยากาศงานแต่งงานของ ณเดชน์ และ ญาญ่า ที่เชื่อว่าจะเต็มไปด้วยความอบอุ่น โรแมนติก และสวยงามราวเทพนิยายอย่างแน่นอน

ภาพจาก : @urassayas

สพฐ.ชู 4 นโยบายปฏิรูปการศึกษา คืนเวลาให้ครู สร้างการศึกษาที่มีคุณภาพ

สพฐ.ชู 4 นโยบายปฏิรูปการศึกษา คืนเวลาให้ครู สร้างการศึกษาที่มีคุณภาพ

สพฐ.ชู 4 นโยบายปฏิรูปการศึกษา คืนเวลาให้ครู สร้างการศึกษาที่มีคุณภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานเปิดการประชุมจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 – 2570 โดยมี นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมด้วย นายพิเชษฐร์ วันทอง และนางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการ กพฐ. นางอรุณี จิรมหาศาล และนางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เข้าร่วม ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพมหานคร

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษา ผ่านการระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวทางขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยยึดหลักการบริหารแบบ School-Based Management หรือ “การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน” ที่ให้ความสำคัญกับบริบทและการตัดสินใจของแต่ละโรงเรียน ภายใต้แนวคิด “เอกภาพเชิงนโยบาย แต่หลากหลายในการปฏิบัติ” ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ

“ทุกท่านที่เข้าร่วมในวันนี้ถือเป็นกำลังสำคัญในการร่วมออกแบบอนาคตการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศ ทั้งด้านคุณภาพการเรียนรู้ ความปลอดภัย การลดความเหลื่อมล้ำ และการปรับปรุงพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ตอกย้ำแนวคิด “All for Education” เน้นความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างการศึกษาที่มีคุณภาพและยั่งยืนสำหรับเด็กไทยทุกคน และนำไปสู่การพัฒนาการศึกษาของประเทศได้อย่างแท้จริง” เลขาธิการ กพฐ. กล่าวและว่า สำหรับการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 – 2570 ศธ.ได้กำหนด 4 นโยบายหลักที่เกี่ยวข้องกับ สพฐ. ได้แก่ 1.คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนอนาคตให้เด็ก 2.รื้อสูตรความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณและโอกาส 3.ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง และ 4.โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้จัดกิจกรรม Workshop เพื่อวิเคราะห์สภาพปัจจุบัน ปัญหา และแนวทางพัฒนาในแต่ละประเด็นนโยบาย พร้อมคัดเลือกแนวทางที่มีความเป็นไปได้ โดยกำหนดกรอบเวลาดำเนินงานระหว่างเดือนมิถุนายน 2569 – กันยายน 2570 เพื่อนำไปจัดทำ (ร่าง) แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ของ สพฐ. รวมถึงใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำ (ร่าง) นโยบายและจุดเน้นของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 – 2571 ให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาการศึกษาไทยในอนาคตต่อไป

​‘SPACE-F’ ดันไทยสู่ FoodTech Hub หนุนปั้นกลุ่มทาเลนท์รับคลื่นการแข่งขันอาหารโลก

​‘SPACE-F’ ดันไทยสู่ FoodTech Hub หนุนปั้นกลุ่มทาเลนท์รับคลื่นการแข่งขันอาหารโลก

​‘SPACE-F’ ดันไทยสู่ FoodTech Hub หนุนปั้นกลุ่มทาเลนท์รับคลื่นการแข่งขันอาหารโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำทัพสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA พร้อมด้วย บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป มหาวิทยาลัยมหิดล และพันธมิตร ได้แก่ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ บจก.เนสท์เล่ (ไทย) และ Foodland Ventures จากไต้หวัน ร่วมเปิดตัว “SPACE-F ปีที่ 7” โครงการบ่มเพาะและเร่งการเติบโตฟู้ดเทคสตาร์ตอัประดับสากลแห่งแรกของประเทศไทย เพื่อสานต่อความสำเร็จในการแก้โจทย์ท้าทายของอุตสาหกรรมอาหารผ่านนวัตกรรมอย่างยั่งยืน โดยในปีนี้มุ่งเน้นกลยุทธ์การพัฒนาและทดสอบผลิตภัณฑ์ร่วม (Proof of Concept: POC) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ และตอบโจทย์ตลาดอย่างตรงจุด พร้อมเปิดตัวสตาร์ตอัปจำนวน 20 ราย จาก 10 ประเทศ ที่จะมีโอกาสเข้าร่วมพัฒนาและทดลองนวัตกรรมจริงกับพันธมิตรชั้นนำ เพื่อเป้าหมายสำคัญในการสนับสนุนสตาร์ตอัปให้สามารถก้าวข้ามช่วงวิกฤตของธุรกิจ และเติบโตสู่เชิงพาณิชย์ในระดับสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รมว.อว. เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมอาหารเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศไทย ที่กำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญจากการผลิตเพื่อปริมาณไปสู่การแข่งขันด้วยนวัตกรรมและมูลค่า ด้วยการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงผลักดันนโยบาย “ครัวไทยสู่โลก” เพื่อเป็นแนวทางเชิงกลยุทธ์ในการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร ขณะเดียวกันก็สร้างโอกาสทางรายได้ที่ยั่งยืนและมั่นคงให้กับเกษตรกรไทย ซึ่ง อว. มุ่งยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของภูมิภาค โดยมีอาหารและการแพทย์เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีจุดแข็งด้านความหลากหลายของวัตถุดิบ GI (Geographical Indication) ในแต่ละภูมิภาค ซึ่งเป็นทุนทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่สามารถนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมอาหาร สะท้อนอัตลักษณ์และสร้างความโดดเด่นให้สินค้าไทยในตลาดโลก

ทั้งนี้ โครงการ SPACE-F ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่ช่วยเร่งให้ประเทศไทยสามารถแปลงศักยภาพด้านอาหารไปสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะนำองค์ความรู้มาร่วมพัฒนา ต่อยอด เป็นนวัตกรรมหรือต้นแบบ และได้ทดสอบการใช้งานจริงกับพันธมิตรภาคอุตสาหกรรม ซึ่งถือเป็นหัวใจในการเชื่อมงานวิจัยเข้ากับตลาดจริง ช่วยลดความเสี่ยงและช่องว่างของระบบนวัตกรรมไทย

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA กล่าวว่า สำหรับ SPACE-F ปีที่ 7 มุ่งยกระดับการพัฒนาสตาร์ตอัปผ่าน 2 โปรแกรมหลัก ได้แก่ Incubator Program ที่เน้นวางรากฐานธุรกิจและพัฒนาต้นแบบสู่ผลิตภัณฑ์ที่พร้อมทดสอบตลาด และ Accelerator Program ที่มุ่งเร่งการขยายธุรกิจผ่านการเชื่อมโยงกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์และนักลงทุน โดยครอบคลุม 7 สาขาสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร ได้แก่ 1.โภชนาการส่วนบุคคล 2.โปรตีนแห่งอนาคต 3.ระบบอาหารหมุนเวียน 4.การผลิตอัจฉริยะ 5.การผลิตที่ยั่งยืน 6.ความปลอดภัยอาหาร และ 7.ประสบการณ์ผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อสร้างสตาร์ตอัปที่มีศักยภาพ และสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณภาพ และตอบโจทย์ความต้องการตลาดอย่างตรงจุด พร้อมแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืนในเวทีระดับโลก

นางสิริจิตร์ จิระเรืองเกียรติ Senior Director – Group Innovation บจก.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป กล่าวว่า ไทยยูเนี่ยนให้ความสำคัญกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตและการถนอมอาหารที่ทันสมัย ครอบคลุมตั้งแต่การคงคุณภาพและความสดใหม่ของผลิตภัณฑ์ การพัฒนารูปลักษณ์ให้มีความน่าสนใจ ไปจนถึงการวิจัยด้านประสาทสัมผัส เพื่อสร้างเนื้อสัมผัสและรสชาติที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้ โครงการ SPACE-F ยังคงยึดมั่นในแนวทางการดำเนินงานแบบ “No Equity Taken” เพื่อเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปสามารถรักษาสิทธิความเป็นเจ้าของในผลงานนวัตกรรมได้อย่างเต็มที่ มีความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ และเติบโตได้อย่างอิสระและยั่งยืนในระยะยาว

รศ.ดร.พสิษฐ์ ภควัชร์ภาณุรัตน์ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์อาหาร โภชนาการ เทคโนโลยีชีวภาพ และสาขาที่เกี่ยวข้อง ม.มหิดลจึงทำหน้าที่เป็นขุมพลังทางวิชาการและโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรม โดยเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปเข้าถึงห้องปฏิบัติการชั้นสูง โรงงานต้นแบบและเครื่องมือวิจัยที่ทันสมัย พร้อมรับคำปรึกษาเชิงลึกจากทีมนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเปลี่ยนผ่านงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกได้จริง ความร่วมมือในครั้งนี้จึงถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารที่ยั่งยืน และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางเทคโนโลยีอาหารระดับโลก การมีส่วนร่วมของมหาวิทยาลัยมหิดลในโครงการ SPACE-F ยังมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีอาหารของประเทศอีกด้วย

แลกเปลี่ยนสื่อเพื่อการเรียนรู้เด็ก ‘SMART BOY’ ละครเด็กสั้น ใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ในโรงเรียน

แลกเปลี่ยนสื่อเพื่อการเรียนรู้เด็ก ‘SMART BOY’ ละครเด็กสั้น ใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ในโรงเรียน

แลกเปลี่ยนสื่อเพื่อการเรียนรู้เด็ก ‘SMART BOY’ ละครเด็กสั้น ใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ในโรงเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ไทยพีบีเอส และสถานีโทรทัศน์สาธารณะไต้หวัน (PTS) ลงนามความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนสื่อเพื่อการเรียนรู้เด็กและเยาวชน ส่งละครเด็กสั้น “SMART BOY” สู่โรงเรียนในไต้หวันเป็นเวลา 3 ปี ส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมและสร้างความเข้าใจระหว่างเยาวชนของทั้งสองประเทศ

นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส เปิดเผยว่า ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายในการใช้สื่อสาธารณะเป็นเครื่องมือส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม สร้างความเข้าใจระหว่างเยาวชนของทั้งสองประเทศ และเปิดโอกาสให้คอนเทนต์เด็กจากประเทศไทยได้เข้าถึงผู้ชมต่างประเทศในมิติของการศึกษาและการเรียนรู้ ซึ่งภายใต้ข้อตกลง PTS ได้รับสิทธิ์ในการเผยแพร่ละครสั้นสำหรับเด็กเรื่อง “SMART BOY” ซึ่งผลิตโดยไทยพีบีเอส จากความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนของสมาชิกสหภาพการกระจายเสียงเอเชียแปซิฟิก หรือ Asia-Pacific Broadcasting Union (ABU) เพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมการเรียนรู้ภายในโรงเรียนและสถาบันการศึกษาในไต้หวัน โดยไม่มีวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์ เป็นระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.2569 ถึงวันที่ 30 เม.ย.2572 โดยมีข้อตกลงครอบคลุมสิทธิ์ในการจัดฉายแบบไม่แสวงหากำไร

โดยเมื่อปี 2562  SMART BOY เคยออกอากาศทาง NHK ประเทศญี่ปุ่น ผ่านช่อง NHK ETV เพื่อผู้ชมเด็กและเยาวชน และยังเคยได้รับคัดเลือกเข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์เด็กและเยาวชนนานาชาติไต้หวัน หรือ Taiwan International Children’s Film Festival (TICFF) อีกด้วย

“SMART BOY” ละครสั้นเล่าเรื่องของ “เก่งกล้า” เด็กชายวัย 9 ขวบ ที่อาศัยอยู่กับพ่อซึ่งมีอาชีพช่างซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า แม้จะเป็นเด็กเรียนดี มีน้ำใจ และใฝ่ฝันอยากเป็นนายกรัฐมนตรี แต่กลับต้องเผชิญสถานการณ์ท้าทาย เมื่อแอบนำเกมบอยของเพื่อนสนิทมาเล่นจนเกิดความเสียหาย ทำให้ต้องเรียนรู้การรับผิดชอบ การแก้ปัญหา และคุณค่าของความซื่อสัตย์ เนื้อหาสะท้อนมิตรภาพ การเติบโต และบทเรียนชีวิตของเด็กๆ ผ่านมุมมองเรียบง่ายแต่ร่วมสมัย ทำให้ “SMART BOY” ได้รับความสนใจจากสื่อสาธารณะและเวทีสื่อเด็กในต่างประเทศ และถูกนำไปต่อยอดเป็นสื่อการเรียนรู้สำหรับเยาวชนในระดับนานาชาติอีกครั้ง ผ่านความร่วมมือระหว่าง Thai PBS และ Public Television Service Foundation ในครั้งนี้

ปรับโฉม ‘ท้องฟ้าจำลอง’ เป็นต้นแบบแหล่งเรียนรู้ทุกช่วงวัย กระตุ้นความคิด-พัฒนาทักษะแห่งอนาคต

ปรับโฉม ‘ท้องฟ้าจำลอง’ เป็นต้นแบบแหล่งเรียนรู้ทุกช่วงวัย กระตุ้นความคิด-พัฒนาทักษะแห่งอนาคต

ปรับโฉม ‘ท้องฟ้าจำลอง’ เป็นต้นแบบแหล่งเรียนรู้ทุกช่วงวัย กระตุ้นความคิด-พัฒนาทักษะแห่งอนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน Kick off “From Museum to Lifelong Learning Ecosystem Center” ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ , นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ , นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกศธ.,นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดศธ., นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ร่วมพิธีเปิด

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รมว.อว. กล่าวว่า การก้าวผ่านกรอบแนวคิดเดิมของ “พิพิธภัณฑ์” ไปสู่การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิต ต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันของหลายภาคส่วน ตนเชื่อว่าท้องฟ้าจำลองเป็นสถานที่ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนไทยเกินครึ่งหนึ่งของคนทั้งประเทศ จึงอยากเปลี่ยนนิยามของท้องฟ้าจำลองว่าเป็นพื้นที่การศึกษาที่ดีสำหรับสร้างความหวังให้กับทุกคนเห็นว่าความฝันนั้นเป็นจริงได้เพื่อเป็นแรงผลักดันให้สามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆได้

“ปัจจุบันบริบทและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เราเรียนอาจจะไม่มีความหมายเลยก็ได้ แรงบันดาลใจจึงไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสำหรับเด็กอย่างเดียว ทำให้เราต้องเปลี่ยนนิยามของท้องฟ้าจำลองใหม่ ที่ไม่ใช่เป็นเพียงพื้นที่สำหรับเด็กเท่านั้น แต่ต้องเป็นพื้นที่เปิดกว้างสำหรับพี่น้องแรงงาน ผู้ด้อยโอกาส หรือผู้ที่สูญเสียงาน ให้สามารถเข้ามาค้นหาแรงบันดาลใจ เพื่อเริ่มต้นชีวิตหรืออาชีพใหม่ได้ในทุกช่วงวัย และด้วยประชากรที่มีเป็นจำนวนมาก พื้นที่ท้องฟ้าจำลองแห่งเดียงคงไม่เพียงพอที่จะเป็นปัจจัยความสำเร็จในการขับเคลื่อน Lifelong Learning Ecosystemได้ จึงต้องเชื่อมโยงกับภาคีเครือข่ายทั่วประเทศเพื่อกระจายโอกาสการเรียนรู้ให้ครอบคลุมไปทั่วประเทศ“ รมว.อว. กล่าว

ด้าน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. กล่าวว่า ศธ.กําหนดให้ท้องฟ้าจําลองกรุงเทพเป็นศูนย์กลางต้นแบบระดับประเทศ เชื่อมโยงศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั้ง 20 แห่งทั่วประเทศ พร้อมขยายเครือข่ายไปสู่สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้ “ทุกที่ ทุกเวลา และตลอดช่วงชีวิต” โดยนําเทคโนโลยีสมัยใหม่มาผสานเข้ากับวิทยาศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และนวัตกรรม สร้างประสบการณ์การเรียนรู้รูปแบบใหม่ที่กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และพัฒนาทักษะแห่งอนาคต สําหรับเด็ก เยาวชน และประชาชนทุกช่วงวัย

ขณะที่ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร. กล่าวว่า สกร. เตรียมจัดกิจกรรมเนื่องในวันพิพิธภัณฑ์สากล (International Museum Day) พร้อมพิธีเปิดงาน “From Museum to Lifelong Learning Ecosystem Center” เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาแหล่งเรียนรู้สาธารณะสู่ “ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ” ที่ผสานองค์ความรู้การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ศิลปวัฒนธรรมและการเรียนรู้แห่งอนาคตสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย

ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการและกิจกรรมการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ศิลปวัฒนธรรมและการเรียนรู้แห่งอนาคตสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย ภายใต้แนวคิด “Digital & Future Technology Zone” และ “Co-Learning Space” ที่มุ่งสร้างประสบการณ์การเรียนรู้รูปแบบ Immersive และ Hands-on Learning ให้ประชาชนได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสกิจกรรมด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมแห่งอนาคต อาทิ AI Metaverse นิทรรศการเสมือนจริง หุ่นยนต์ เทคโนโลยี VR และ AR ท้องฟ้าจำลองเคลื่อนที่ เกม E-Sport และเทคโนโลยีโดรน ซึ่งสะท้อนแนวทางการพัฒนาพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ให้ทันต่อโลกยุคดิจิทัล 

นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ในรูปแบบ Co-Learning Space ที่เปิดโอกาส ให้เยาวชนและประชาชนได้ทดลองเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ผ่านกิจกรรม Interactive และการทดลองจริง ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมการดูดาวด้วยกล้องโทรทรรศน์วิทยาศาสตร์สุขภาพ พลังงาน ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ และการเรียนรู้ด้านเซลล์เชื้อเพลิงเบื้องต้น 

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ กิจกรรมกลุ่ม STEM / Maker / Workshop ที่เน้นการพัฒนาทักษะ แห่งอนาคตและความคิดสร้างสรรค์ ผ่านกิจกรรม Hologram งานศิลปะสร้างภาพ 3 มิติ หุ่นยนต์สำรวจ ดวงจันทร์ หุ่นยนต์คัดแยกขยะ หุ่นยนต์เพื่อการเรียนรู้ และกิจกรรม STEAM ที่ช่วยส่งเสริมกระบวนการคิด วิเคราะห์ และการสร้างนวัตกรรมองย่าสร้างสรรค์ 

เสมา 1 รับข้อสั่งการนายกฯ บูรณาการทำงานร่วม สร้างทักษะให้ทันการเปลี่ยนแปลง

เสมา 1 รับข้อสั่งการนายกฯ บูรณาการทำงานร่วม สร้างทักษะให้ทันการเปลี่ยนแปลง

เสมา 1 รับข้อสั่งการนายกฯ บูรณาการทำงานร่วม สร้างทักษะให้ทันการเปลี่ยนแปลง

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.11 น.

เสมา 1 รับข้อสั่งการนายกฯ บูรณาการทำงานร่วม ศธ.-อว.-รง. สร้างทักษะให้ทันการเปลี่ยนแปลง ย้ำโรงเรียนต้องออกใบจบให้เด็กตามสิทธิรัฐธรรมนูญ

20 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการให้บูรณาการในการทำงาน เนื่องจากมี พ.ร.ก.เงินกู้ วงเงินรวม 400,000 ล้านบาท โดยส่วนแรก จะใช้ในการช่วยเหลือภาคประชาชน ภาคเกษตร ต่างๆ จำนวน 200,000 ล้านบาท ส่วนอีกจำนวน 200,000 ล้านบาท ใช้ในเรื่องการพัฒนาทุนมนุษย์ เรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ เรื่องทักษะ AI

“ท่านนายฯ สั่งการในที่ประชุม ครม.ว่าให้กระทรวงศึกษาธิการ , กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงแรงงาน ไปสร้างทักษะให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของ ศธ.ที่จะต้องไปดำเนินการ โดยในวันพรุ่งนี้ (21 พ.ค.) ผมจะเรียกผู้บริหารองค์กรหลักของ ศธ.มาหารือกัน เพื่อเตรียมทิศทางการพัฒนาให้สอดคล้องกับหลักสูตรว่าจะต้องเพิ่มอะไรเข้าไปบ้าง ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดว่าจะต้องใช้วงเงินเท่าไหร่ในการดำเนินการ” รมว.ศธ.กล่าว

นายประเสริฐ กล่าวถึงการจัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์การเรียนการสอน (แทบเล็ต) ของนักเรียน ว่า ขณะนี้บางเขตพื้นที่การศึกษา ยังไม่ได้รับแทบเล็ต เมื่อมีการตั้งงบประมาณ และมีการดำเนินการเช่าซื้อแล้วที่มีกำหนดระยะเวลาประมาณ 3 ปีต่อเนื่อง ก็ต้องดำเนินการต่อไป ส่วนที่มีการเสนอขอเพิ่มเข้ามาตนก็ต้องรับฟังในหลายๆด้าน เพราะเป็นอุปกรณ์ใช้พัฒนาความรู้

นายประเสริฐ กล่าวถึงกรณีโรงเรียนไม่แจกใบจบให้นักเรียนที่ค้างค่าเทอม ว่า เรื่องนี้ได้ถูกนำเข้าหารือในที่ประชุม ครม.ด้วยเช่นกัน เนื่องจากมีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ยื่นหนังสือมาว่ามีเด็กส่วนหนึ่งที่ไม่ชำระค่าบำรุงการศึกษา ทางโรงเรียนจึงไม่ออกเอกสารใบจบให้ ซึ่งเรื่องนี้กระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายให้โรงเรียนออกเอกสารให้เด็กที่จบการเรียนว่าต้องได้รับเอกสารสำคัญทางการเรียน ถึงแม้ผู้ปกครองจะชำระหรือไม่ชำระเงินอะไรต่างๆ ก็ตาม แต่เด็กต้องได้รับเอกสารสำคัญทางการเรียน

“ผมก็เคยได้สั่งการเรื่องนี้ไปแล้ว แต่อาจจะมีบางโรงเรียนมีประเด็นนี้หรือเปล่า แต่ผมก็ยังไม่เคยได้รับรายงาน อย่างไรก็ตาม ผมจะสั่งการให้เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สั่งการที่ชัดเจนไปยังโรงเรียนต่างๆ ว่าต้องออกเอกสารจบให้นักเรียน เพราะเป็นสิทธิของเด็กตามรัฐธรรมนูญที่เขาจะได้รับเอกสารสำคัญ เขามีสิทธิเรียนฟรีอยู่แล้ว ส่วนเรื่องค้างค่าอะไรนั้นก็ต้องไปหาวิธีแก้ไขกัน เพราะถ้าโรงเรียนไม่ออกใบจบให้ เด็กก็ไม่สามารถไปเรียนต่อได้” รมว.ศธ.กล่าว

กู้ร่างสำเร็จ นักดำน้ำอิตาลี 2 รายสุดท้ายติดถ้ำลึกใต้ทะเลมัลดีฟส์

กู้ร่างสำเร็จ นักดำน้ำอิตาลี 2 รายสุดท้ายติดถ้ำลึกใต้ทะเลมัลดีฟส์

20 พ.ค. 2569 16:03 น.

กู้ร่างสำเร็จ นักดำน้ำอิตาลี 2 รายสุดท้ายติดถ้ำลึกใต้ทะเลมัลดีฟส์

หน่วยกู้ภัยมัลดีฟส์ร่วมกับทีมผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ ประสบความสำเร็จในการกู้ร่างนักดำน้ำชาวอิตาลี 2 รายสุดท้ายขึ้นสู่ผิวน้ำ หลังติดอยู่ภายในถ้ำใต้ทะเลลึก สรุปยอดผู้เสียชีวิตจากโศกนาฏกรรมทางน้ำครั้งร้ายแรงที่สุดของมัลดีฟส์รวม 6 ราย ซึ่งรวมถึงศาสตราจารย์ด้านนิเวศวิทยาทางทะเล ลูกสาว และนักวิจัย

สำนักโฆษกประธานาธิบดีมัลดีฟส์และแหล่งข่าวจากกระทรวงการต่างประเทศอิตาลี  แถลงยืนยันร่วมกันว่า เจ้าหน้าที่สามารถกู้ร่างของนักดำน้ำชาวอิตาลี 2 รายสุดท้าย ขึ้นมาจากถ้ำใต้ทะเลลึกได้สำเร็จแล้ว ถือเป็นการเสร็จสิ้นภารกิจค้นหาอันยาวนาน นับตั้งแต่เกิดโศกนาฏกรรมดำน้ำครั้งที่มียอดผู้เสียชีวิตสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 พ.ค. ที่ผ่านมา เมื่อกลุ่มนักดำน้ำชาวอิตาลีจำนวน 5 คน ได้ขาดการติดต่อไปขณะลงไปสำรวจถ้ำใต้น้ำลึก บริเวณแนวเกาะปะการังวาฟู (Vaavu Atoll) ในจุดดำน้ำเดวานา คานดู (Devana Kandu) ซึ่งก่อนหน้านี้ทีมกู้ภัยสามารถกู้ร่างผู้เสียชีวิตรายแรกได้ในวันเกิดเหตุ และกู้ร่างได้อีก 2 รายเมื่อวันที่ 20 พ.ค. ก่อนจะพบร่าง 2 รายสุดท้ายติดอยู่ภายในถ้ำที่ระดับความลึกถึง 60 เมตร ในวันพุธ โดยร่างผู้เสียชีวิตทั้งหมดถูกส่งต่อไปยังสถาบันนิติเวชในกรุงมาเล เมืองหลวงของมัลดีฟส์แล้ว

รายงานระบุว่า กลุ่มนักดำน้ำดังกล่าวเดินทางมายังมัลดีฟส์ภายใต้ภารกิจวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับปะการังอ่อน โดยมีผู้นำทีมคือ ศ.ดร.โมนิกา มอนเตฟัลโคเน อายุ 51 ปี ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศวิทยาทางทะเลและศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเจนัว ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญและดำน้ำในน่านน้ำมัลดีฟส์มาอย่างยาวนาน โดยผู้เสียชีวิตรายอื่นๆ ประกอบด้วย โจออร์เจีย ลูกสาวของเธอ, นักวิจัยอีก 2 คน และครูฝึกสอนดำน้ำประจำกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของอิตาลี Corriere della Sera ได้อ้างคำแถลงของมหาวิทยาลัยเจนัวที่ระบุว่า “กิจกรรมดำน้ำลึกที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ ไม่ได้อยู่ภายใต้แผนงานหรือกิจกรรมที่กำหนดไว้ในภารกิจทางวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัย แต่เป็นการทำกิจกรรมส่วนบุคคล และการยื่นขออนุญาตต่อทางการมัลดีฟส์นั้น คาดว่าเป็นการดำเนินการนอกเหนือขอบเขตภารกิจที่ทางมหาวิทยาลัยให้การรับรอง”

ภารกิจการค้นหาในครั้งนี้เต็มไปด้วยความยากลำบากและอันตราย เนื่องจากระดับความลึกที่มากเกินไป โดยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา จ่าสิบเอก โมฮาเหม็ด มูฮุดฮี เจ้าหน้าที่กู้ภัยสังกัดกองกำลังป้องกันตนเองแห่งชาติมัลดีฟส์ ได้เสียชีวิตจากภาวะน้ำหนีบ หรือโรคจากการลดความดันอากาศ (Decompression Sickness) ระหว่างพยายามดำน้ำลงไปกู้ร่างของผู้เสียชีวิต

การเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่มัลดีฟส์ส่งผลให้ทางการท้องถิ่นต้องประกาศระงับปฏิบัติการค้นหาชั่วคราว ก่อนที่รัฐบาลอิตาลีจะเข้ามาประสานงานจัดตั้งทีมกู้ภัยสากล โดยมีการดึงตัวทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการดำน้ำลึกจากประเทศฟินแลนด์เข้ามาสนับสนุน จนสามารถกู้ร่างที่เหลือขึ้นมาได้ โดยในรายสุดท้าย เจ้าหน้าที่ต้องดำน้ำนำร่างขึ้นมาอย่างระมัดระวังและต้องแวะพักตามจุดลดความกดอากาศตามขั้นตอนความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด

ปัจจุบัน สำนักงานตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของมัลดีฟส์กำลังเร่งสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของการเสียชีวิต โดยมุ่งประเด็นไปที่การดำน้ำลึกเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากประเทศมัลดีฟส์มีกฎหมายห้ามไม่ให้นักท่องเที่ยวทั่วไปดำน้ำลึกเกินกว่า 30 เมตร แต่ร่างของกลุ่มผู้เสียชีวิตกลับถูกพบในถ้ำที่ลึกถึง 60 เมตร ซึ่งเบื้องต้นทางการได้สั่งระงับใบอนุญาตประกอบการของเรือดำน้ำนำเที่ยวที่กลุ่มชาวอิตาลีใช้บริการแล้ว เพื่อรอผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการดำน้ำ ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่และแหล่งรายได้หลักของประเทศมัลดีฟส์ ซึ่งประกอบด้วยเกาะปะการังขนาดเล็กกว่า 1,192 เกาะ กระจัดกระจายอยู่บนมหาสมุทรอินเดีย แม้ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจะมีรายงานอุบัติเหตุทางน้ำอยู่บ้าง แต่เหตุการณ์รุนแรงในลักษณะนี้ถือว่าเกิดขึ้นได้ค่อนข้างยากมากในมัลดีฟส์.

ที่มา Reuters / AFP

2 ชาวญี่ปุ่น 1 ชาวจีน ถูกแทงในร้านอาหารเซี่ยงไฮ้ ญี่ปุ่นจี้จีนเร่งคุ้มครองความปลอดภัย

2 ชาวญี่ปุ่น 1 ชาวจีน ถูกแทงในร้านอาหารเซี่ยงไฮ้ ญี่ปุ่นจี้จีนเร่งคุ้มครองความปลอดภัย

20 พ.ค. 2569 15:38 น.

2 ชาวญี่ปุ่น 1 ชาวจีน ถูกแทงในร้านอาหารเซี่ยงไฮ้ ญี่ปุ่นจี้จีนเร่งคุ้มครองความปลอดภัย

กระทรวงการต่างประเทศจีนยืนยันว่า ชาวญี่ปุ่น 2 คน และชาวจีน 1 คน ได้รับบาดเจ็บจากเหตุคนร้ายใช้อาวุธมีดก่อเหตุภายในร้านอาหารแห่งหนึ่งในนครเซี่ยงไฮ้ ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นเรียกร้องให้จีนเพิ่มมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยของพลเมืองญี่ปุ่นในประเทศ

เกิดเหตุคนร้ายใช้มีดไล่แทงประชาชนภายในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ในเขตผู่ตง นครเซี่ยงไฮ้ ของจีน เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (19 พ.ค.) ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย โดยรัฐบาลญี่ปุ่นและกระทรวงการต่างประเทศจีนได้ออกมายืนยันตรงกันในวันพุธว่า ในกลุ่มผู้บาดเจ็บเป็นชาวญี่ปุ่น 2 ราย และชาวจีนอีก 1 ราย ซึ่งทั้งหมดถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว

เจ้าหน้าที่ตำรวจเขตผู่ตงเปิดเผยผ่านว่า ได้รับแจ้งเหตุคนร้ายใช้มีดปอกผลไม้ไล่ทำร้ายผู้คนภายในร้านอาหารแห่งหนึ่ง โดยสามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ในที่เกิดเหตุ เป็นชายวัย 59 ปี แซ่หยาง ซึ่งในขณะที่ถูกจับกุม ชายคนดังกล่าวมีอาการพูดจาไม่รู้เรื่องและแสดงพฤติกรรมคุ้มคลั่ง และจากการตรวจสอบประวัติพบว่าผู้ต้องหารายนี้มีประวัติการเจ็บป่วยทางจิตเรื้อรัง

สถานกงสุลใหญ่ญี่ปุ่น ณ นครเซี่ยงไฮ้ ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า มีพลเมืองชาวญี่ปุ่นได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ 2 รายจริง และขณะนี้กำลังอยู่ภายใต้การดูแลรักษาของแพทย์อย่างใกล้ชิด และระบุในแถลงการณ์ว่า “รัฐบาลญี่ปุ่นได้ยื่นข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาลจีน เพื่อขอให้ตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน พร้อมทั้งขอให้รัฐบาลจีนรับประกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพลเมืองชาวญี่ปุ่นทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในประเทศจีน” 

ด้านนายมิโนรุ คิฮาระ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีและโฆษกรัฐบาลญี่ปุ่น ได้ออกมาแถลงข่าวยืนยันการยื่นข้อเรียกร้องดังกล่าว พร้อมระบุว่า รัฐบาลญี่ปุ่นได้ส่งหนังสือแจ้งเตือนภัยไปยังชาวญี่ปุ่นทุกคนที่พำนักอยู่ในประเทศจีนแล้ว โดยย้ำว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะติดต่อประสานงานกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ในฐานะการปกป้องคุ้มครองพลเมืองของตน

เหตุแทงในครั้งนี้ กลายเป็นชนวนความขัดแย้งครั้งล่าสุดระหว่างจีนและญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันทั้งสองประเทศกำลังติดหล่มความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดอย่างหนัก หลังจากที่นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทากาอิจิ ผู้นำของญี่ปุ่น ได้ส่งสัญญาณว่ากองทัพโตเกียวอาจเข้าแทรกแซงทางทหาร หากรัฐบาลจีนเปิดฉากบุกโจมตีไต้หวัน

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายรัฐบาลปักกิ่งได้พยายามลดอุณหภูมิความร้อนแรงของเหตุการณ์นี้ โดยนายกัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้แถลงข่าวประจำวันว่า “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพียงคดีความไม่สงบในที่สาธารณะที่เป็นเอกเทศ และไม่ได้เกิดขึ้นจากแรงจูงใจทางการเมือง ซึ่งหน่วยงานที่มีอำนาจของจีนจะดำเนินการจัดการและดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด”

ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าว AFP รายงานว่า บรรยากาศที่ห้างสรรพสินค้าซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุในวันพุธเริ่มกลับเข้าสู่ความสงบเรียบร้อยแล้ว โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในชุดสูทสีเทาจำนวนหลายคนยืนกระจายกำลังตรวจตราความเรียบร้อยรอบพื้นที่อย่างเข้มงวด.

ที่มา AFP / KYODO NEWS

จีนยืนยันสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 200 ลำ หลังประชุม “ทรัมป์-สี จิ้นผิง”

จีนยืนยันสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 200 ลำ หลังประชุม "ทรัมป์-สี จิ้นผิง"

20 พ.ค. 2569 14:21 น.

จีนยืนยันสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 200 ลำ หลังประชุม “ทรัมป์-สี จิ้นผิง”

กระทรวงพาณิชย์จีนยืนยันเตรียมสั่งซื้อเครื่องบินโดยสารจากบริษัทโบอิ้ง ของสหรัฐฯ จำนวน 200 ลำ ชี้เป็นดีลใหญ่ครั้งแรกในรอบเกือบทศวรรษหลังถูกกีดกันจากตลาดการบินจีนมานาน ผลพวงจากความสำเร็จในการหารือระหว่างประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

กระทรวงพาณิชย์ของจีนได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเพื่อยืนยันว่า จีนจะทำการสั่งซื้อเครื่องบินโดยสารจากบริษัท โบอิ้ง ของสหรัฐฯ จำนวน 200 ลำ ซึ่งถือเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการครั้งแรกจากฝั่งรัฐบาลจีน แม้ว่าในแถลงการณ์จะยังไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับรุ่นของเครื่องบินที่จะสั่งซื้อก็ตาม

การประกาศดีลประวัติศาสตร์ในครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเพื่อเข้าร่วมประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เพื่อสร้างเสถียรภาพความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ซึ่งดีลนี้นับเป็นข้อตกลงซื้อขายเครื่องบินครั้งใหญ่ที่สุดของโบอิ้งในตลาดการบินจีนในรอบเกือบทศวรรษ หลังจากที่ผู้ผลิตเครื่องบินยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ รายนี้ถูกกีดกันออกจากตลาดการบินที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกมานานหลายปีเนื่องจากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ

ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมที่กรุงปักกิ่ง ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า “เราได้บรรลุข้อตกลงทางการค้าที่ยิ่งใหญ่มากมาย รวมถึงการสั่งซื้อเครื่องบินจากโบอิ้งมากกว่า 200 ลำ และยังมีคำมั่นสัญญาว่าอาจขยายเพดานไปได้สูงถึง 750 ลำ ซึ่งหากเป็นไปตามนั้น มันจะเป็นยอดสั่งซื้อเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์”  

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังระบุด้วยว่าเครื่องบินทั้งหมดจะถูกติดตั้งเครื่องยนต์ของบริษัท จีอี แอโรสเปซ (GE Aerospace) โดยมีรายงานว่านายเคลลี ออร์ตเบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของโบอิ้ง ได้ร่วมเดินทางไปกับคณะผู้แทนระดับสูงของสหรัฐฯ ในทริปนี้ด้วย พร้อมกับผู้นำภาคธุรกิจเทคโนโลยีชื่อดังอย่าง อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งเทสลา และ เจนเซน หวง ซีอีโอของ Nvidia ยักษ์ใหญ่ด้านชิป AI

ด้านโบอิ้ง ได้ออกแถลงการณ์แสดงความยินดีว่า “เราประสบความสำเร็จอย่างมากในการเยือนประเทศจีนครั้งนี้ และบรรลุเป้าหมายหลักในการเปิดตลาดจีนอีกครั้งสำหรับยอดสั่งซื้อเครื่องบินของโบอิ้ง โดยนี่เป็นข้อตกลงเบื้องต้นสำหรับ 200 ลำแรก และเราคาดหวังว่าจะข้อตกลงเพิ่มเติมตามมาในอนาคต”

กระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่า ภายใต้ข้อตกลงซื้อขายเครื่องบินดังกล่าว ฝ่ายสหรัฐฯ จะให้หลักประกันในการจัดหาและส่งมอบชิ้นส่วนรวมถึงส่วนประกอบของเครื่องยนต์อากาศยานให้กับจีนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อขยายเวลาข้อตกลงพักเก็บภาษีศุลกากร ที่เคยตกลงกันไว้ในการประชุมที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ก่อนการพบกันของสองผู้นำที่ประเทศเกาหลีใต้เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ซึ่งข้อตกลงเดิมกำลังจะหมดอายุลงในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยข้อตกลงดังกล่าวระบุให้สหรัฐฯ ลดภาษีสินค้าบางรายการจากจีน และให้จีนระงับการบังคับใช้มาตรการจำกัดการส่งออกแร่หายากและแม่เหล็ก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี รถยนต์ไฟฟ้า และยุทโธปกรณ์ทางทหาร

แถลงการณ์ระบุเสริมว่า ทั้งสองประเทศจะพยายามผลักดันให้เกิดการปรับลดภาษีศุลกากรแบบต่างตอบแทน ในกลุ่มสินค้าของแต่ละฝ่ายที่มีมูลค่ารวมตั้งแต่ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป โดยภาษีที่สหรัฐฯ จัดเก็บต่อจีนจะต้องไม่เกินระดับที่กำหนดไว้ในข้อตกลงปีที่แล้ว นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขข้อกังวลของกันและกันเกี่ยวกับมาตรการควบคุมการส่งออก ซึ่งจีนยืนยันว่ากำลังอยู่ระหว่างการทบทวนใบอนุญาตส่งออกแร่ธาตุสำคัญรวมถึงแร่หายากที่ใช้ในภาคพลเรือน

ขณะเดียวกัน ทำเนียบขาวยังได้เปิดเผยว่า จีนตกลงที่จะสั่งซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ มูลค่าอย่างน้อย 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในระหว่างปี 2026 ถึง 2028 ซึ่งไม่รวมข้อตกลงซื้อถั่วเหลืองที่มีอยู่เดิม ซึ่งแม้ว่าแถลงการณ์ของกระทรวงพาณิชย์จีนจะไม่ได้ระบุตัวเลขดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมา แต่ยอมรับว่าทั้งสองฝ่ายได้ผลลัพธ์ที่เป็นบวกในภาคการเกษตร โดยจีนจะฟื้นฟูระบบขึ้นทะเบียนผู้ส่งออกเนื้อวัวสหรัฐฯ ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ และจะกลับมานำเข้าผลิตภัณฑ์เนื้อไก่บางรายการจากสหรัฐฯ อีกครั้ง ขณะที่สหรัฐฯ สัญญาว่าจะขจัดหรือปรับปรุงมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี  เพื่ออำนวยความสะดวกในการนำเข้าผลิตภัณฑ์นมจากจีน.

ที่มา Reuters / BBC