ศธ.MOU 18 หน่วยงาน เปิดระบบ ‘SAFE SCHOOL’ ยกระดับความปลอดภัยเด็กไทย รับมือภัยยุคใหม่

ศธ.MOU 18 หน่วยงาน เปิดระบบ ‘SAFE SCHOOL’ ยกระดับความปลอดภัยเด็กไทย รับมือภัยยุคใหม่

ศธ.MOU 18 หน่วยงาน เปิดระบบ ‘SAFE SCHOOL’ ยกระดับความปลอดภัยเด็กไทย รับมือภัยยุคใหม่

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ “โรงเรียนปลอดภัย อุ่นใจในพื้นที่สร้างสรรค์” ร่วมกับ 18 หน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงกลาโหม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการสร้าง “ระบบนิเวศทางการศึกษา” ที่ปลอดภัยรอบด้านและเอื้อต่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายใหม่ของสังคมยุคปัจจุบัน โดยมี นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  และมีนายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ, ผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ, ผู้แทนจาก 18 หน่วยงาน (13 กระทรวง และ 5 องค์กรหลัก) เข้าร่วม ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. กล่าวว่า การลงนาม MOU ในครั้งนี้ก็ เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือในการสร้าง “โรงเรียนปลอดภัย” ให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ เด็กนักเรียนสามารถใช้ชีวิตและเรียนรู้อย่างมีความสุข พร้อมทั้งมีการแนะนำระบบ “EduSafe School” ซึ่งเป็นระบบดูแลความปลอดภัยที่ใช้งานง่ายผ่านช็อตคัตบนโทรศัพท์มือถือ เพียงกดใช้งาน ระบบจะเชื่อมต่อกับ Google Earth พร้อมให้ผู้ใช้บันทึกเสียงแจ้งเหตุหรือขอความช่วยเหลือ ก่อนส่งข้อมูลเข้าสู่ศูนย์ช่วยเหลืออัตโนมัติตลอด 24 ชั่วโมง รองรับโรงเรียนสังกัด สพฐ. กว่า 29,005 แห่ง และนักเรียนกว่า 6 ล้านคน  ทั้งนี้ เหตุอันตรายสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ ไม่เฉพาะในโรงเรียน จึงถือเป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้เด็กและเยาวชนไทยอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังมี “ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ”  ที่ทำงานร่วมกับนักจิตวิทยาและนักกฎหมาย เพื่อดูแลเด็กที่ได้รับผลกระทบด้านร่างกายและจิตใจในลักษณะ One Stop Service แบบครบวงจรอีกด้วย

“สาระสำคัญของ MOU ฉบับนี้ มุ่งเน้นการสร้างระบบความปลอดภัยในสถานศึกษาแบบ “บูรณาการทั้งระบบ” ครอบคลุมทั้งการป้องกัน ดูแล ช่วยหลือ และคุ้มครองผู้เรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา จากภัยในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรง อุบัติเหตุ การละเมิดสิทธิ ปัญหาสุขภาพกายและจิตใจ ปัญหายาเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า ตลอดจนภัยออนไลน์ และอาชญากรรมไซเบอร์ที่กำลังส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง” รมว.ศธ. กล่าวและว่า นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนา “พื้นที่สร้างสรรค์” ภายในสถานศึกษา ผ่านกิจกรรมด้านศิลปะ ดนตรี กีฬา นันทนาการ และการพัฒนาทักษะชีวิต เพื่อเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชน ได้ใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ พัฒนาศักยภาพของตนเอง และแสดงออกอย่างเหมาะสม ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและส่งเสริมสุขภาวะที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ

โดยภายใต้กรอบความร่วมมือ หน่วยงานแต่ละแห่งจะเข้ามามีบทบาทเฉพาะด้านตามความเชี่ยวชาญ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข จะสนับสนุนการคัดกรองสุขภาพกายและสุขภาพจิตของผู้เรียน รวมถึงการอบรมการปฐมพยาบาลและสุขภาพจิตเบื้องต้นแก่บุคลากรทางการศึกษา ขณะที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะร่วมผลักดันการรู้เท่าทันดิจิทัลและความปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อรับมือปัญหาการกลั่นแกล้งออนไลน์ และภัยทางอินเทอร์เน็ตในกลุ่มเยาวชน ด้านสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะร่วมดูแลความปลอดภัยและป้องกันอาชญากรรม ยาเสพติด และความรุนแรงในสถานศึกษา พร้อมสนับสนุนโครงการ D.A.R.E. เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชน  ขณะที่สำนักงาน ป.ป.ส. จะสนับสนุนมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด รวมถึงระบบเฝ้าระวัง คัดกรอง และส่งต่อผู้เรียนกลุ่มเสี่ยงเข้าสู่กระบวนการดูแลอย่างเหมาะสม ในส่วนของกระทรวงคมนาคม จะเข้ามาสนับสนุนมาตรฐานความปลอดภัยด้านการเดินทางของนักเรียน ทั้งรถรับส่งนักเรียนและการเดินทางไปทัศนศึกษา รวมถึงการรณรงค์เรื่องวินัยจราจรและการสวมหมวกนิรภัย ขณะที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะสนับสนุนกิจกรรมกีฬาและนันทนาการเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ วินัย และทักษะการใช้ชีวิตของผู้เรียน ขณะเดียวกัน กระทรวงวัฒนธรรม จะร่วมส่งเสริมการใช้ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ในการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ในโรงเรียน ส่วน กสศ. จะสนับสนุนผู้เรียนด้อยโอกาสและกลุ่มเปราะบาง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา

“เชื่อมั่นว่า การสร้าง “โรงเรียนปลอดภัย” ไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม ที่ต้องร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ที่ปลอดภัย อบอุ่น และสร้างสรรค์ เพื่อให้เด็กไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีทักษะชีวิต มีภูมิคุ้มกันต่อความเสี่ยงรอบด้าน สามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ในโลกยุคใหม่ และก้าวเดินอย่างมั่นคงสู่อนาคตที่ดีต่อไป“ รมว.ศธ. กล่าว

จุฬาฯ หนุนนโยบายพลังงานยั่งยืนผ่านงานวิจัย ฝ่าวิกฤติพลังงานไทยด้วย ‘พลังงานหมุนเวียน’

จุฬาฯ หนุนนโยบายพลังงานยั่งยืนผ่านงานวิจัย ฝ่าวิกฤติพลังงานไทยด้วย ‘พลังงานหมุนเวียน’

จุฬาฯ หนุนนโยบายพลังงานยั่งยืนผ่านงานวิจัย ฝ่าวิกฤติพลังงานไทยด้วย ‘พลังงานหมุนเวียน’

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาฯ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ และ Biorefinery Hub of Knowledge ภายใต้สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดงานเสวนาวิชาการหัวข้อ “ฝ่าวิกฤตพลังงานไทยด้วยพลังงานหมุนเวียน โอกาสหรือภาพลวง?” เพื่อวิเคราะห์เจาะลึกสถานการณ์พลังงานและศักยภาพของพลังงานสะอาดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้รับเกียรติจาก นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีเปิดงานและแสดงปาฐกถาพิเศษ

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ เน้นย้ำถึงบทบาทของสถาบันการศึกษาที่ไม่ได้เป็นแหล่งให้ความรู้เท่านั้นแต่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนสังคม จุฬาฯ มุ่งมั่นสร้างงานวิจัยที่มีคุณภาพ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศสู่ความยั่งยืน การเสวนาครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความเข้าใจ และนำไปสู่การพัฒนาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทยในระยะยาว”

อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค AI และเผชิญความท้าทายด้านพลังงาน จุฬาฯ จึงมีบทบาทในการระดมองค์ความรู้จากหลายหน่วยงาน อาทิ คณะวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี และสถาบันวิจัยพลังงาน เพื่อร่วมกันหาแนวทางรับมือทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยใช้ “พลังคน” และ “พลังจากงานวิจัย” เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ พร้อมเปิดเวทีให้ผู้เชี่ยวชาญแลกเปลี่ยนแนวคิด ทั้งนี้ หากสามารถขยายผลต้นแบบและองค์ความรู้ด้านพลังงานไปสู่ภาครัฐและเอกชนได้ จะช่วยให้ประเทศไทยลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอก และก้าวสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พน. ได้ปาฐกถาโดยกล่าวถึงทิศทางนโยบายพลังงานของประเทศว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการแก้ไขปัญหาพลังงานและส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือก แต่คือทางรอดของเศรษฐกิจไทยที่เราต้องร่วมมือกันทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน

ในส่วนของพลังงานทดแทน คุณเอกนัฏกล่าวว่า  Solar Cell ซึ่งเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้ป็นพลังงานไฟฟ้า ประเทศไทยมีการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ประเทศไทยนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) 30% เราควรส่งเสริมให้ติดแผงโซลาร์เซลล์และลดการนำเข้า LNG

ศ.ดร.ปราโมช รังสรรค์วิจิตร คณบดีวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาฯ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งต้นทุนพลังงานที่ผันผวนและความมั่นคงของระบบ การจัดงานครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับศักยภาพและข้อจำกัดของพลังงานหมุนเวียนอย่างรอบด้าน เพื่อตอบโจทย์ว่าพลังงานสะอาดจะสามารถทดแทนพลังงานหลักและขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่ ความก้าวหน้าของงานวิจัยด้านพลังงานทดแทนที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปี โดยมีผลงานที่สามารถต่อยอดสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ได้จริง เช่น การผลิตเอทานอลจากวัสดุทางการเกษตรทั้งที่บริโภคได้และไม่ได้ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของภาคการศึกษาในการพัฒนาเทคโนโลยีและพร้อมผลักดันสู่ภาคอุตสาหกรรมในอนาคต

รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงการพัฒนาพลังงานทางเลือกที่ครอบคลุมทั้งไบโอดีเซล พลังงานแสงอาทิตย์ และระบบไมโครกริด เพื่อสร้างระบบพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน โดยคณะฯ ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและศูนย์วิจัยเพื่อทดสอบและพัฒนานวัตกรรม รวมถึงเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรและต้นแบบเทคโนโลยีที่สามารถขยายผลสู่ระดับจังหวัดและประเทศได้

ศ.ดร.วิบูลย์ ศรีเจริญชัยกุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาฯ กล่าวถึงบทบาทของสถาบันในการสนับสนุนเชิงนโยบาย โดยวิเคราะห์แนวโน้มพลังงานในอนาคตและเสนอแนวทางการผสมผสานพลังงานทดแทนเข้ากับระบบพลังงานของประเทศ พร้อมยกตัวอย่างการพัฒนา “Smart Campus” ภายในจุฬาฯ ที่มีการติดตั้งโซลาร์เซลล์และบริหารจัดการพลังงานระหว่างอาคาร ซึ่งองค์ความรู้ดังกล่าวสามารถต่อยอดสู่การพัฒนาในระดับสังคมได้

ในหลวง พระราชทานเครื่องราช ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร สละชีวิตปกป้องนักเรียน

ในหลวง พระราชทานเครื่องราช ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร สละชีวิตปกป้องนักเรียน

ในหลวง พระราชทานเครื่องราช ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร สละชีวิตปกป้องนักเรียน

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.52 น.

19 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศเรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่ผู้วายชนม์ ความว่า

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นประถมาภรณ์มงกุฎไทย ให้แก่ นางศศิพัชร สินสโมสร อดีตผู้อำนวยการสถานศึกษา วิทยฐานะผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาสงขลา สตูล สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขึ้นพื้นฐาน

เนื่องจากขณะที่ยังมีชีวิตได้ปฏิบัติหน้าที่ให้ลักษณะเป็นการเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตจนได้รับอันตรายถึงแก่อันตราย โดยได้ปกป้อง ดูแลให้ความช่วยเหลือ ไม่ทอดทิ้งครูและนักเรียนที่อยู่ในความดูแลของตน และยอมเสียสละตนเป็นตัวประกันแทนครูและนักเรียน เป็นเหตุให้ถูกยิงจนได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิต จากเหตุการณ์คนร้ายก่อเหตุจับครูและนักเรียนเป็นตัวประกันภายใน โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 12 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

สพฐ.ระดมสมองทำแผนเคลื่อน 4 นโยบายเสมา 1

สพฐ.ระดมสมองทำแผนเคลื่อน 4 นโยบายเสมา 1

สพฐ.ระดมสมองทำแผนเคลื่อน 4 นโยบายเสมา 1

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.31 น.

สพฐ.จัดประชุมเวิร์กช็อป ระดมสมองผู้เกี่ยวข้องกับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ความเห็น 4 นโยบายหลัก รมว.ศธ. เล็งบรรจุทำแผน 3 ระยะ สั้น-กลาง-ยาว สู่การปฏิบัติจริง

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพฯ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ประชุมจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)  ประจำปีงบประมาณ 2569-2570 โดยมีนายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ ฝ่ายการเมือง พร้อมด้วยคณะทำงานของ รมว.ศธ., ผู้บริหาร สพฐ.ส่วนกลาง, ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา, ผู้บริหารสถานศึกษา, ครู ผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานภายนอก ผู้แทนภาคีเครือข่ายจากองค์กรภาครัฐและเอกชน รวมจำนวน 250 คน เข้าร่วม

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวเปิดการประชุมตอนหนึ่งว่า กระทรวงศึกษาธิการ ( ศธ.)ได้ประกาศนโยบายการศึกษา ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 – 2570 ซึ่งมี 4 นโยบายหลัก ที่เกี่ยวข้องกับ สพฐ. ได้แก่ 1.คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนอนาคตให้เด็ก 2.รื้อสูตรความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณและโอกาส 3.ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง และ 4.โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง ดังนั้น เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม วันที่ 19-20 พ.ค.นี้ สพฐ.จึงประชุมระดมสมองจากทุกภาคส่วน เพื่อนำประสบการณ์ นำปัญหาที่พบเจอมาแชร์ ให้ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และนำมาสังเคราะห์ สรุป เพื่อทำแผนสู่การปฏิบัติที่เชื่อมโยงกับการขับเคลื่อนนโยบาย 5 ภารกิจหลัก ของ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

“การเวิร์กช็อป แบ่งกลุ่มหารือ 8 ประเด็นย่อยที่เกี่ยวกับครู นักเรียน และงบประมาณภายใต้กรอบนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ข้อ 1 ถึง ข้อ 4 ดังนี้ กลุ่มที่ 1.ลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนของครู กลุ่มที่ 2 Cloud Kitchen นำร่องระบบครัวกลาง กลุ่มที่ 3. การปรับเกณฑ์การประเมินผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มที่ 4. การปรับสูตรการจัดสรรงบประมาณใหม่ โดยคำนึงถึงความจำเป็นและบริบทของพื้นที่เป็นสำคัญ กลุ่มที่ 5 ผลักดันหลักสูตรฐานสมรรถนะ กลุ่มที่ 6 ยกระดับมาตรฐานการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล (Global Partnerships) และผลักดันการบูรณาการสมรรถนะด้านการรู้เท่าทันสื่อและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ กลุ่มที่ 7 การจัดตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ 24 ชั่วโมง” และ กลุ่มที่ 8 ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา สำหรับนโยบายหลักภารกิจที่ 5 การสร้างสถาปัตยกรรมใหม่ ยกเครื่อง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาตินั้น ทุกคนสามารถให้ข้อเสนอแนะไว้ได้

“ ทั้ง 8 กลุ่มจะระดมสมอง แชร์ประสบการณ์ ให้ข้อเสนอแนะ สรุป สังเคราะห์  เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา เช่น มีคำตอบว่าทำอย่างไรในการลดภาระครู มีการหาทางออกที่เหมาะสมในแต่ละเรื่อง ซึ่ง รมว.ศธ.พูดเสมอว่าจะไม่ตัดเสื้อโหลให้ทุกคนใส่ ทุกโรงเรียนทั้ง 29,005 แห่งไม่ต้องทำเหมือนกันทั้งหมด ทั้งนี้ การจัดการศึกษาต้องมีเอกภาพเชิงนโยบาย แต่หลากหลายปฏิบัติ หลังได้ข้อสรุปในแต่ละประเด็นแล้ว สพฐ.จะมาทำแผนกำหนดเป้าหมายระยะสั้น 3 เดือน ระยะกลาง และระยะยาว ” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

ด้าน นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าวว่า สพฐ.จะคัดเลือกและวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของวิธีการแก้ปัญหาและวิธีการพัฒนา พร้อมทั้งกำหนดระยะเวลาดำเนินการในช่วงเดือนมิถุนายน 2569 – กันยายน 2570

ตามประเด็นของแต่ละนโยบาย เพื่อนำไปจัดทำร่างแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 – 2570 ของ สพฐ. และสังเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการประชุมฯ ครั้งนี้ เพื่อนำไปจัดทำร่างนโยบายและจุดเน้นของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 – 2571 เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายกระทรวงศึกษาธิการต่อไป.

เครือโรงเรียนชั้นนำจากสหราชอาณาจักรเตรียมเปิดโรงเรียนนานาชาติที่ภูเก็ต รับกระแสความต้องการที่เติบโตนอกกรุงเทพฯ

เครือโรงเรียนชั้นนำจากสหราชอาณาจักรเตรียมเปิดโรงเรียนนานาชาติที่ภูเก็ต รับกระแสความต้องการที่เติบโตนอกกรุงเทพฯ

เครือโรงเรียนชั้นนำจากสหราชอาณาจักรเตรียมเปิดโรงเรียนนานาชาติที่ภูเก็ต รับกระแสความต้องการที่เติบโตนอกกรุงเทพฯ

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.48 น.

NLCS ซึ่งได้รับรางวัล Independent Secondary School of the Year 2026 เตรียมเปิดโรงเรียนแห่งใหม่ทั้งในรูปแบบไป-กลับและแบบโรงเรียนประจำในย่านเชิงทะเล สำหรับครอบครัวในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย

ภูเก็ต ประเทศไทย, – NLCS International ได้ลงนามในข้อตกลงกับ VLC Group เจ้าของโรงแรมและรีสอร์ตระดับพรีเมียมหลายแห่งในภูเก็ตและเขาหลัก เพื่อพัฒนาโรงเรียนนานาชาติ NLCS Phuket โดยนำรูปแบบการศึกษาของหนึ่งในโรงเรียนเอกชนชั้นนำที่ได้รับการจัดอันดับสูงสุดในสหราชอาณาจักรมาสู่ตลาดการศึกษานานาชาติที่เติบโตอย่างรวดเร็วของประเทศไทย

North London Collegiate School ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2393 โดย Frances Mary Buss ผู้บุกเบิกด้านการศึกษา และถือเป็นหนึ่งในโรงเรียนเอกชนที่ได้รับการยอมรับและประสบความสำเร็จมากที่สุดแห่งหนึ่งของสหราชอาณาจักรในการจัดอันดับ The Sunday Times Parent Power Guide 2026 โรงเรียน NLCS ได้รับรางวัล Independent Secondary School of the Year, Independent International Baccalaureate School of the Year และ Independent Secondary School of the Year in London อีกทั้งในตารางจัดอันดับ NLCS ได้รับการจัดอันดับให้เป็นโรงเรียนหญิงอันดับหนึ่งของสหราชอาณาจักร พร้อมคว้าอันดับสองในกลุ่มโรงเรียนทั้งหมดในลอนดอน และอันดับสามในระดับประเทศจากทุกโรงเรียนทั่วสหราชอาณาจักร

โรงเรียนนานาชาติ NLCS Phuket จะเปิดสอนตั้งแต่ระดับปฐมวัยไปจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยได้รับการพัฒนาให้เป็นโรงเรียนพรีเมียมแบบสหศึกษาทั้งแบบไป-กลับและแบบประจำ โรงเรียนตั้งอยู่ในพื้นที่เชิงทะเล หนึ่งในย่านที่อยู่อาศัยที่เติบโตเร็วที่สุดของภูเก็ต โรงเรียนแห่งนี้มีเป้าหมายรองรับทั้งครอบครัวชาวไทย ชาวต่างชาติ และครอบครัวนานาชาติที่มองหาการศึกษาระบบอังกฤษที่มีมาตรฐานเข้มข้นในภูเก็ต พร้อมทั้งมีระบบโรงเรียนประจำสำหรับนักเรียนจากทั่วประเทศไทยและภูมิภาคโดยรอบ

พิธีลงนามข้อตกลงจัดขึ้นที่ Courtyard by Marriott Phuket, Patong Beach Resort โดยมี คุณ Daniel Lewis กรรมการผู้จัดการของ NLCS International และ คุณณรุจ จิรายุส กรรมการผู้จัดการของ VLC Group และ NLCS Phuket ร่วมลงนามในนามของทั้งสององค์กร

“หลายครอบครัวคิดว่า ภูเก็ตเป็นจังหวัดที่โดดเด่นเรื่องการมีคุณภาพชีวิตที่ดีอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมา ยังมีช่องว่างในตลาดสำหรับโรงเรียนที่มีความเป็นเลิศทางวิชาการสูง และมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับหนึ่งในสถาบันการศึกษาชั้นนำของสหราชอาณาจักร” คุณณรุจ จิรายุส กรรมการผู้จัดการของ VLC Group กล่าว “ในฐานะธุรกิจครอบครัวที่เติบโตมาจากภูเก็ต ทางเรามองว่าการศึกษาเป็นส่วนสำคัญของการเติบโตในก้าวต่อไปของเกาะนี้ เป้าหมายของเราคือการช่วยให้ภูเก็ตเป็นสถานที่ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นสำหรับการใช้ชีวิต การเรียนรู้ และการสร้างชุมชน” คุณณรุจ กล่าวเสริม

NLCS International ร่วมมือกับพันธมิตรทั่วโลกในการพัฒนาโรงเรียนที่สะท้อนปรัชญาการศึกษาของโรงเรียนต้นแบบ ไม่ว่าจะเป็นความมุ่งมั่นด้านวิชาการ การดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิดและเหมาะสมกับแต่ละบุคคล และกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่หลากหลาย ปัจจุบันเครือข่ายโรงเรียนของ NLCS ครอบคลุมทั้ง NLCS Jeju, NLCS Dubai, NLCS (Singapore), NLCS Kobe และ NLCS Hong Kong ซึ่งมีกำหนดเปิดในปี 2570

“NLCS Phuket ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของครอบครัวโรงเรียนนานาชาติของเรา” คุณ Daniel Lewis กรรมการผู้จัดการของ NLCS International กล่าวว่า “เป้าหมายของเราคือการมอบการศึกษาที่ที่ส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาการ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความสุขและความตื่นเต้น ที่ให้คุณค่าด้านความเป็นตัวตนของนักเรียนทุกคน พร้อมปลูกฝังความรักในการเรียนรู้อย่างแท้จริง สิ่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ชื่อที่มีชื่อเสียงติดอยู่หน้าโรงเรียนเท่านั้น แต่จุดแข็งของ NLCS อยู่ที่ความเชื่อมโยงระหว่างโรงเรียนในเครือ คุณภาพและความลึกซึ้งของการสนับสนุนทางด้านวิชาการ และความเชื่อร่วมกันของเราที่ว่า นักเรียนที่มีความสุขและมั่นใจ คือผู้ที่พร้อมก้าวสู่ความสำเร็จในอนาคต”

ระบบโรงเรียนประจำจะเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของ NLCS Phuket ซึ่งเปิดโอกาสให้ครอบครัวสามารถเข้าถึงการศึกษาของ NLCS ได้ โดยไม่จำเป็นต้องส่งบุตรหลานไปเรียนต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมศักยภาพของภูเก็ตให้เป็นศูนย์กลางด้านการศึกษาระดับภูมิภาค เปิดโอกาสให้นักเรียนได้อยู่ใกล้ครอบครัว ประเทศบ้านเกิด และศูนย์กลางการเดินทางสำคัญของเอเชียมากยิ่งขึ้น

โรงเรียนแห่งนี้คาดว่าจะเปิดรับนักเรียนได้ประมาณ 1,000 คนในช่วงเริ่มต้น และมีศักยภาพในการขยายรองรับนักเรียนได้ถึงประมาณ 1,500 คนในอนาคต สิ่งอำนวยความสะดวกที่วางแผนไว้ประกอบด้วยหอพักนักเรียน พื้นที่แยกสำหรับระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา อาคารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สระว่ายน้ำขนาด 50 เมตร โรงยิมกีฬา สนามเทนนิสในร่ม และสนามฟุตบอล

การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเติบโตอย่างต่อเนื่องของภาคการศึกษานานาชาติในประเทศไทยที่เริ่มขยายตัวออกนอกกรุงเทพมหานคร โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย (Kasikorn Research Centre) คาดการณ์ว่า ในปี 2568 ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยจะเติบโต 9.7% ขณะที่จำนวนนักเรียนนานาชาติคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 8.3% รายงานดังกล่าวยังระบุว่า โรงเรียนนานาชาติมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มเติมไปยังต่างจังหวัด โดยภูเก็ตถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของภูมิภาคนี้

สำหรับภูเก็ต การเข้ามาของโรงเรียนชั้นนำทั้งแบบไป-กลับและแบบโรงเรียนประจำ ถือเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเสริมโครงสร้างพื้นฐานสำหรับครอบครัวบนเกาะ โรงเรียนนานาชาติยังมีบทบาทในการดึงดูดผู้พำนักระยะยาว ผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะ ผู้ประกอบการ และนักลงทุน พร้อมทั้งช่วยสนับสนุนความต้องการในภาคที่อยู่อาศัย การท่องเที่ยวและโรงแรม ค้าปลีก การคมนาคม บริการท้องถิ่น และการจ้างงานอีกด้วย

คุณณรุจ กล่าวเพิ่มเติมว่า “โรงเรียนชั้นนำมักเป็นศูนย์กลางในการสร้างชุมชนรอบตัว เราได้เห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นมาแล้วในสถานที่อย่างดูไบและเกาะเชจู ซึ่งภาคการศึกษามีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมให้พื้นที่เหล่านั้นกลายเป็นจุดหมายปลายทางด้านที่อยู่อาศัยที่มีความเป็นนานาชาติ สำหรับ NLCS Phuket เราต้องการสนับสนุนการพัฒนาภูเก็ตให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษาที่มีความเป็นเลิศของภูมิภาค”

NLCS Phuket จะยังคงมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับเครือข่ายโรงเรียน NLCS ทั่วโลก โดยได้รับการสนับสนุนจาก NLCS International ในด้านการออกแบบโรงเรียน การพัฒนาหลักสูตร การสรรหาบุคลากร การพัฒนาศักยภาพครู การวางแผนด้านวิชาการ และการประกันคุณภาพการศึกษา

สเปนจับกุมลูกชายผู้ก่อตั้งแบรนด์ Mango ต้องสงสัยเหตุบิดาตกหน้าผาเสียชีวิต

สเปนจับกุมลูกชายผู้ก่อตั้งแบรนด์ Mango ต้องสงสัยเหตุบิดาตกหน้าผาเสียชีวิต

19 พ.ค. 2569 16:29 น.

สเปนจับกุมลูกชายผู้ก่อตั้งแบรนด์ Mango ต้องสงสัยเหตุบิดาตกหน้าผาเสียชีวิต

ตำรวจสเปนบุกจับกุม “โจนาธาน อันดิก” ลูกชายคนโตของ “อิซัก อันดิก” มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้งอาณาจักรเสื้อผ้าแบรนด์ดังระดับโลก Mango ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุตกหน้าผาเมื่อปี 2024 หลังพบพิรุธในคำให้การ 

สำนักงานตำรวจแห่งแคว้นกาตาลุญญา ประเทศสเปน แถลงยืนยันการจับกุม โจนาธาน อันดิก ลูกชายคนโตของ อิซัก อันดิก ผู้ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่นระดับโลก Mango หลังจากที่นายอิซักได้พลัดตกหน้าผาเสียชีวิตระหว่างการเดินป่าเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2024 ซึ่งการจับกุมในครั้งนี้เป็นการยืนยันตามรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ลา วานกวาร์เดีย 

ในวันเกิดเหตุ โจนาธานอยู่กับบิดาวัย 71 ปีเพียงลำพัง ก่อนที่เจ้าพ่อค้าปลีกแฟชั่นรายใหญ่จะพลัดตกจากที่สูงจนเสียชีวิตบริเวณใกล้กับถ้ำซัลนีเตร ในเมืองกอลบาโต ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขามอนต์เซอร์รัต ใกล้นครบาร์เซโลนา ซึ่งมีลักษณะเป็นหน้าผาสูงชันและหุบเหว

ในช่วงแรก เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นอุบัติเหตุ โดยผลการสอบสวนเบื้องต้นชี้ว่านายอิซักอาจจะลื่นล้ม และผู้พิพากษาได้สั่งปิดคดีไปเมื่อเดือนมกราคม ปี 2025 เนื่องจากไม่พบหลักฐานที่ส่อถึงการกระทำความผิดทางอาญา

อย่างไรก็ตาม ทีมสืบสวนของตำรวจแคว้นกาตาลุญญา ร่วมกับอัยการและศาล ได้ตัดสินใจรื้อคดีขึ้นมาสอบสวนใหม่ในเดือนตุลาคม ปี 2025 หลังจากพบ “ความไม่สอดคล้องและข้อพิรุธหลายประการ” ในคำให้การของโจนาธาน อันดิก โดยสื่อสเปนหลายสำนักรายงานตรงกันว่า พ่อลูกคู่นี้มีความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดและมีปากเสียงกันอย่างรุนแรงไม่นานก่อนเกิดเหตุ

ด้านโจนาธาน อันดิก ยังคงปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยยืนยันว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของบิดา และย้ำว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุ ซึ่งเขาจะถูกนำตัวไปขึ้นศาลในเมืองมาร์ตอเรลล์ ใกล้กับเมืองบาร์เซโลนา เพื่อให้ผู้พิพากษาสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้งในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้

ขณะที่ทางครอบครัวอันดิกได้ออกแถลงการณ์แสดงความมั่นใจในความบริสุทธิ์ของโจนาธาน โดยระบุว่า “ทางครอบครัวจะยังคงให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่มีอำนาจอย่างเต็มที่เหมือนเช่นที่ผ่านมา นอกจากนี้ เราเชื่อมั่นว่ากระบวนการยุติธรรมจะสิ้นสุดลงโดยเร็วที่สุด และจะพิสูจน์ได้ว่า โจนาธาน อันดิก เป็นผู้บริสุทธิ์”

สำหรับ อิซัก อันดิก เกิดเมื่อปี 1953 ที่เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี ในครอบครัวชาวยิวเซฟาร์ดิก ก่อนจะย้ายมาตั้งรกรากที่แคว้นกาตาลุญญา ประเทศสเปน ในช่วงทศวรรษ 1960 ขณะอายุได้ 14 ปี เขาเริ่มเส้นทางสายแฟชั่นจากการขายเสื้อผ้าและรองเท้าตามตลาดนัดเมื่ออายุ 17 ปี ก่อนจะขยายกิจการเปิดร้านแฟชั่น และก่อตั้งแบรนด์ Mango ในปี 1984 จนกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจสิ่งทอที่ยิ่งใหญ่ของสเปน และสามารถแข่งขันในเวทีระดับโลกคู่กับแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Zara

ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต อิซัก อันดิก ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร (Non-Executive Chairman) ของ Mango และได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารฟอร์บส ว่ามีทรัพย์สินมูลค่าสูงถึง 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.5 แสนล้านบาท).

อ่านข่าว euronews / independent

ยอดตายไวรัสอีโบลาในดีอาร์คองโกพุ่งอย่างน้อย 131 ราย อนามัยโลกหารือวัคซีนทางเลือก

ยอดตายไวรัสอีโบลาในดีอาร์คองโกพุ่งอย่างน้อย 131 ราย อนามัยโลกหารือวัคซีนทางเลือก

19 พ.ค. 2569 15:50 น.

ยอดตายไวรัสอีโบลาในดีอาร์คองโกพุ่งอย่างน้อย 131 ราย อนามัยโลกหารือวัคซีนทางเลือก

การระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกทวีความรุนแรง มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 131 คน และพบผู้ต้องสงสัยติดเชื้อมากกว่า 510 ราย ขณะที่องค์การอนามัยโลกเร่งหารือแนวทางใช้วัคซีนทางเลือกรับมือการระบาดของไวรัสสายพันธุ์ที่ยังไม่มียารักษาเฉพาะ

สถานการณ์การระบาดของอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือดีอาร์คองโก กำลังสร้างความวิตกในระดับนานาชาติ หลังเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 131 คน และพบผู้ต้องสงสัยติดเชื้อมากกว่า 513 ราย

รัฐบาลดีอาร์คองโกระบุว่า ขณะนี้พบการแพร่ระบาดขยายวงกว้างมากขึ้น โดยมีรายงานผู้ป่วยในหลายพื้นที่ใหม่ ได้แก่ เมืองเนียกุนเด ในจังหวัดอิตูรี เมืองบูเตมโบ ในจังหวัดนอร์ทคิวู และเมืองโกมา ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญทางตะวันออกของประเทศ และแถลงให้ความมั่นใจแก่ประชาชนว่า ทีมบุคลากรทางการแพทย์กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อแกะรอยและตรวจสอบผู้ต้องสงสัยติดเชื้อ พร้อมขอให้ประชาชนอยู่ในความสงบและไม่ตื่นตระหนก แต่ความกังวลของภาคประชาชนยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้านองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การระบาดของอีโบลาสายพันธุ์ “บันดิบูเกียว” (Bundibugyo) เป็น “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ” (PHEIC) แต่ระบุว่ายังไม่เข้าเกณฑ์การระบาดใหญ่ทั่วโลก (Pandemic)

หนึ่งในความท้าทายครั้งใหญ่ของวิกฤตครั้งนี้คือ ไวรัสอีโบลาสายพันธุ์บันดิบูเกียว มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 40% และในปัจจุบันยัง “ไม่มีวัคซีนหรือยารักษาใดๆ ที่ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ” สำหรับสายพันธุ์นี้โดยเฉพาะ ทำให้ WHO เตรียมจัดประชุมผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาทางเลือกด้านวัคซีนและมาตรการควบคุมโรคเพิ่มเติม

หนึ่งในวัคซีนที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคือ “Ervebo” ของบริษัท Merck ซึ่งเดิมใช้ป้องกันอีโบลาสายพันธุ์ซาอีร์ แต่มีผลการทดลองในสัตว์ที่บ่งชี้ว่าอาจช่วยป้องกันสายพันธุ์บันดิบูเกียวได้บางส่วน

ดร.โมโซกา ฟัลลาห์ รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายวิทยาศาสตร์ของศูนย์ควบคุมโรคแอฟริกา หรือ Africa CDC ระบุว่า ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมดก่อนตัดสินใจเลือกแนวทางรับมือที่เหมาะสมที่สุด

ขณะเดียวกันศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯ (CDC) เปิดเผยว่า ยืนยันว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัสนี้ข้ามพรมแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างยูกันดาแล้ว 2 ราย และมีผู้เสียชีวิต 1 ราย

นอกจากนี้ ยังมีแพทย์ชาวอเมริกันติดเชื้ออีโบลาระหว่างปฏิบัติงานในคองโก โดยกลุ่มมิชชันนารีทางการแพทย์ Serge ระบุว่า ผู้ติดเชื้อคือ ดร.ปีเตอร์ สแตฟฟอร์ด ซึ่งเตรียมถูกส่งตัวไปรักษาที่ประเทศเยอรมนี ขณะที่แพทย์อีก 2 คน รวมถึงภรรยาของเขา อยู่ระหว่างกักตัวเฝ้าระวังอาการหลังสัมผัสผู้ป่วย

รายงานยังระบุว่า มีชาวอเมริกันอย่างน้อย 6 คนสัมผัสเชื้อระหว่างการระบาดครั้งนี้ โดยรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังประสานเคลื่อนย้ายบุคลากรบางส่วนไปยังพื้นที่กักกันปลอดภัย CDC ระบุว่า แม้ความเสี่ยงต่อสหรัฐฯ ยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ได้เริ่มมาตรการเฝ้าระวังเข้มงวด ทั้งการติดตามผู้เดินทางจากพื้นที่ระบาด การเพิ่มศักยภาพการตรวจหาเชื้อ และการเตรียมความพร้อมของโรงพยาบาลทั่วประเทศ

สหรัฐฯ ยังประกาศคำเตือนการเดินทางระดับ 4 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ห้ามประชาชนเดินทางไปยังดีอาร์คองโก ขณะที่ WHO แนะนำให้คองโกและยูกันดาเพิ่มมาตรการคัดกรองข้ามพรมแดน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสไปยังประเทศอื่น

ด้านรวันดาประกาศเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจคัดกรองตามแนวชายแดนกับคองโก ส่วนไนจีเรีย ระบุว่ากำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขยังเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพิธีศพแบบดั้งเดิมที่มีการสัมผัสร่างผู้เสียชีวิต เนื่องจากเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เชื้อแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในการระบาดครั้งใหญ่ในแอฟริกาตะวันตกเมื่อปี 2014-2016 ซึ่งมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 28,600 คน และเสียชีวิตกว่า 11,000 คนทั่วโลก.

ที่มา BBC / Reuters

จีนอ่วม ฝนกระหน่ำภาคใต้-กลาง ทำน้ำท่วมดินถล่ม สังเวยแล้วอย่างน้อย 10 ศพ

จีนอ่วม ฝนกระหน่ำภาคใต้-กลาง ทำน้ำท่วมดินถล่ม สังเวยแล้วอย่างน้อย 10 ศพ

19 พ.ค. 2569 14:44 น.

จีนอ่วม ฝนกระหน่ำภาคใต้-กลาง ทำน้ำท่วมดินถล่ม สังเวยแล้วอย่างน้อย 10 ศพ

หลายมณฑลทางตอนใต้และตอนกลางของจีนเผชิญฝนตกหนักและน้ำท่วมรุนแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 คน โรงเรียนและธุรกิจหลายแห่งต้องปิดทำการ ขณะที่ทางการเร่งอพยพประชาชนและประกาศเตือนภัยดินถล่ม น้ำป่า และน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่

หน่วยงานท้องถิ่นของจีนเปิดเผยว่า พายุฝนที่ตกลงมาอย่างหนักและต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค. ที่ ผ่านมา ได้ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมสูงและตัดขาดเส้นทางคมนาคมในหลายมณฑลทางตอนกลางและตอนใต้ของประเทศจีน 

โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาของจีนประกาศเตือนภัยความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภัยพิบัติเกี่ยวเนื่องจากน้ำ เช่น ดินถล่ม น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังรอการระบายในเขตเมืองหลวงและย่านชุมชน ครอบคลุมพื้นที่มณฑลเจียงซี, อันฮุย, หูหนาน, หูเป่ย, กุ้ยโจว, กว่างซี, กวางตุ้ง และเกาะไหหลำ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ยกระดับมาตรการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ประสบภัยแล้ว

ในเมืองจิงโจว มณฑลหูเป่ย ทางตอนกลางของประเทศ ระดับน้ำท่วมขังในตัวเมืองพุ่งสูงขึ้นจนถึงระดับหัวเข่าของชาวเมือง โดยคลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนแพลตฟอร์ม “โต่วอิน”  แสดงให้เห็นภาพชาวบ้านสามารถจับปลารวมถึงสัตว์น้ำที่หลุดลอยมาตามท้องถนนได้อย่างง่ายดาย ขณะที่รถยนต์จำนวนมากจมอยู่ใต้บาดาลเกือบมิดคัน ท่ามกลางตึกรามบ้านช่องและอาคารพาณิชย์ที่ถูกล้อมรอบไปด้วยมวลน้ำ

สถานีวิทยุโทรทัศน์กลางแห่งประเทศจีน (CCTV) รายงานว่า มีผู้เสียชีวิตยืนยันแล้วอย่างน้อย 10 ราย โดยอุบัติเหตุที่ร้ายแรงที่สุดเกิดขึ้นที่เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตะวันตกเฉียงใต้ เมื่อรถกระบะคันหนึ่งที่บรรทุกผู้โดยสารมาถึง 15 คน เสียหลักพลัดตกจากถนนลงสู่แม่น้ำที่กำลังเชี่ยวกรากและเอ่อล้นเนื่องจากฝนตกหนัก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ทันทีอย่างน้อย 6 ราย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำป่าไหลหลากหลากเข้าท่วมหมู่บ้านในพื้นที่ลุ่มต่ำของมณฑลหูเป่ย์อีก 3 ราย และที่อำเภอสือเหมิน มณฑลหูหนาน อีก 1 ราย โดยในมณฑลหูหนานยังมีรายงานผู้สูญหายอีก 2 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงระดมกำลังค้นหาอย่างต่อเนื่อง

จากสภาวะน้ำท่วมขั้นรุนแรง ส่งผลให้เมืองใหญ่อย่างจิงโจวและจือเจียง ในมณฑลหูเป่ย ต้องประกาศมาตรการขั้นเด็ดขาดด้วยการสั่งระงับการเรียนการสอนในโรงเรียน หยุดสายการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม ปิดสถานประกอบการ และงดให้บริการระบบขนส่งสาธารณะชั่วคราว โดยทางการเมืองจิงโจวได้เปิดใช้งานแผนตอบสนองฉุกเฉินเพื่อควบคุมอุทกภัยระดับ 3 ตั้งแต่ช่วงเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา ในขณะที่มณฑลหูหนาน มีรายงานว่าประชาชนรวมทั้งสิ้น 18,406 ราย ได้รับการอพยพไปยังที่ปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว โดยเจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมสิ่งของจำเป็นขั้นพื้นฐานไว้คอยรองรับ

นักอุตุนิยมวิทยาชาวจีนระบุว่า ปรากฏการณ์ฝนตกหนักเป็นประวัติการณ์และครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่กว่า 1,000 กิโลเมตร ในครั้งนี้ เกิดจากการปะทะและบรรจบกันของมวลความชื้นมหาศาลจากอ่าวเบงกอล ทะเลจีนใต้ และมหาสมุทรแปซิฟิก ประกอบกับกลุ่มก้อนสภาพอากาศดังกล่าวเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ จึงทำให้มีปริมาณฝนสะสมหนาแน่นจนเกิดวิกฤต ซึ่งศูนย์อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของจีนคาดการณ์ว่า กลุ่มฝนรุนแรงจะค่อยๆ เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออกและทิศใต้ในช่วงสองวันนี้ โดยพื้นที่ลุ่มแม่น้ำแยงซีตอนกลางและตอนล่างจะเผชิญกับฝนตกชุกหนาแน่นที่สุด

ขณะเดียวกันที่เกาะไหหลำ ทางตอนใต้ของจีน ได้มีการประกาศเตือนภัยพิบัติทางธรณีวิทยา หลังจากเกิดเหตุภูเขาถล่มลงมาทับเส้นทางหลวงในอำเภอหลิงสุ่ย ส่งผลให้ทางการต้องสั่งปิดถนนสายหลักหลายสายเพื่อความปลอดภัย

นอกจากภัยพิบัติน้ำท่วมแล้ว ทางการในมณฑลกว่างซียังต้องรับมือกับเหตุแผ่นดินไหวขนาด 5.2 ที่เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ (18 พ.ค.) ซึ่งส่งแรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ในหลายเมือง โดยเจ้าหน้าที่ต้องเร่งจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวจำนวน 99 แห่ง เพื่อรองรับชาวบ้านมากกว่า 4,000 คน และอพยพประชาชนรวมแล้วกว่า 7,000 คนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติซ้ำซ้อนในเวลานี้.

ที่มา Global Times / Reuters

“สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด” เตรียมปลดพนักงานกว่า 7,800 ตำแหน่ง หลังนำ AI มาใช้

"สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด" เตรียมปลดพนักงานกว่า 7,800 ตำแหน่ง หลังนำ AI มาใช้

19 พ.ค. 2569 13:43 น.

“สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด” เตรียมปลดพนักงานกว่า 7,800 ตำแหน่ง หลังนำ AI มาใช้

ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดประกาศแผนลดพนักงานฝ่ายสนับสนุนกว่า 15% ภายในปี 2030 หรือราว 7,800 ตำแหน่ง หลังเร่งนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน พร้อมเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อเพิ่มผลกำไรและแข่งขันในธุรกิจธนาคารยุคใหม่

สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ธนาคารยักษ์ใหญ่ที่มีสำนักงานใหญ่ในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ได้แถลงแผนยุทธศาสตร์ระดับโลก โดยระบุว่าจะทำการปรับลดตำแหน่งงานในส่วนปฏิบัติการองค์กรและสนับสนุนลง 15% ภายในปี 2030 ซึ่งจากการคำนวณพบว่าจะส่งผลให้มีการเลิกจ้างพนักงานมากกว่า 7,800 ตำแหน่ง จากจำนวนพนักงานในกลุ่มนี้ทั้งหมดที่มีอยู่ราว 52,000 คน จากจำนวนพนักงานทั่วโลกของธนาคารที่มีอยู่เกือบ 82,000 คน

นายบิล วินเทอร์ส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด เปิดเผยว่า การปรับลดพนักงานในครั้งนี้ถูกขับเคลื่อนโดยระบบอัตโนมัติและการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาประยุกต์ใช้ พร้อมระบุว่า “นี่ไม่ใช่แค่การตัดลดต้นทุนแบบธรรมดา แต่ในบางกรณีมันคือการแทนที่ทุนมนุษย์ที่มีมูลค่าต่ำ ด้วยทุนทางเงินตราและทุนเพื่อการลงทุนที่เราใส่เข้าไปต่างหาก” อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าธนาคารตั้งเป้าที่จะโยกย้ายพนักงานส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบให้ไปปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งอื่นๆ ภายในองค์กรแทนหากเป็นไปได้

ธนาคารระบุในแถลงการณ์ว่า กำลังขยายขอบเขตการใช้งานจริงของระบบอัตโนมัติ การวิเคราะห์ขั้นสูง และ AI เพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีความคล่องตัว ช่วยในการตัดสินใจ และเพิ่มประสิทธิภาพทั้งในแง่การบริการลูกค้าและระบบการทำงานภายใน โดยศูนย์ปฏิบัติการแบ็กออฟฟิศที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจะอยู่ในเมืองเจนไนและบังกาลอร์ของอินเดีย รวมถึงในกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย และกรุงวอร์ซอของโปแลนด์

การประกาศลดพนักงานครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงปลายของแผนการดำเนินงานนับทศวรรษของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ที่ต้องการพลิกโฉมองค์กรจากธนาคารที่ตกเป็นเป้าหมายในการเข้าซื้อกิจการ ให้กลายเป็นสถาบันการเงินที่ทำกำไรได้อย่างมั่นคง โดยธนาคารได้ปรับเพิ่มเป้าหมายอัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้นที่จับต้องได้ ขึ้นไปอยู่ที่สูงกว่า 15% ในปี 2028 และคาดว่าจะขยับขึ้นไปถึงราว 18% ในปี 2030 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่

นอกจากนี้ ธนาคารยังคงมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูง รวมถึงกลุ่มลูกค้าบุคคลที่มั่งคั่งและสถาบันการเงินภายใต้ฝ่ายวาณิชธนกิจและบรรษัทภิบาล โดยธนาคารได้เลื่อนเป้าหมายในการดึงดูดเงินทุนใหม่สุทธิ มูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐให้เร็วขึ้นเป็นปี 2028 จากเดิมที่ตั้งไว้ปี 2029 หลังจากที่ในไตรมาสแรกธนาคารสามารถทำรายได้จากกลุ่มธุรกิจบริหารความมั่งคั่งและเงินทุนใหม่จากลูกค้าได้สูงเป็นประวัติการณ์

ข่าวดังกล่าวส่งผลให้ราคาหุ้นของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง พุ่งสูงขึ้น 2.5% ในช่วงการซื้อขายภาคเช้า สวนทางกับดัชนีฮั่งเส็งที่ค่อนข้างทรงตัวในวันเดียวกัน

สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดไม่ใช่สถาบันการเงินแห่งแรกที่ปลดพนักงานเพื่อหลีกทางให้ AI โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ดีบีเอส (DBS) ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์ ก็ได้ประกาศแผนปรับลดพนักงานสัญญาจ้างและพนักงานชั่วคราวราว 4,000 ตำแหน่งในช่วง 3 ปีข้างหน้าเช่นกัน

กระแสการเลิกจ้างงานที่เกี่ยวข้องกับ AI กำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อคนทำงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและกลุ่มนักศึกษาจบใหม่ โดยในปีนี้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่หลายแห่งที่ทุ่มเงินมหาศาลไปกับการสร้างเครื่องมือและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI ต่างพากันปลดพนักงานเป็นจำนวนมาก เช่น เมตา (Meta) บริษัทแม่ของเฟซบุ๊ก ที่ประกาศว่าจะปรับลดพนักงานลง 10% หรือราว 8,000 ตำแหน่ง พร้อมระงับการเปิดรับสมัครงานในอีกหลายพันตำแหน่ง รวมถึง แอมะซอน (Amazon) ที่ประกาศเลิกจ้างพนักงานมากกว่า 30,000 ราย และ ออราเคิล (Oracle) ที่ปรับลดไปมากกว่า 10,000 รายในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

ความเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ทั้งภาคการเงินและภาคเทคโนโลยีทั่วโลกกำลังเร่งรวมโมเดล AI ขั้นสูงเข้ามาในระบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลกที่ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจในปัจจุบัน.

ที่มา BBC / Reuters

สงครามอิสราเอล-ฮิซบอลเลาะห์ยังเดือด ยอดตายเลบานอนทะลุ 3,000 ศพ

สงครามอิสราเอล-ฮิซบอลเลาะห์ยังเดือด ยอดตายเลบานอนทะลุ 3,000 ศพ

19 พ.ค. 2569 12:30 น.

สงครามอิสราเอล-ฮิซบอลเลาะห์ยังเดือด ยอดตายเลบานอนทะลุ 3,000 ศพ

สถานการณ์สู้รบระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังคงรุนแรง แม้ทั้งสองฝ่ายตกลงขยายเวลาหยุดยิงออกไปอีก 45 วัน โดยกระทรวงสาธารณสุขเลบานอนเผยยอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลพุ่งเกิน 3,000 คน ขณะที่ทั้งสองฝ่ายยังเดินหน้าโจมตีกันต่อเนื่อง

กระทรวงสาธารณสุขของเลบานอนเปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตในประเทศจากการโจมตีของกองทัพอิสราเอล นับตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้พุ่งทะลุเกิน 3,000 ศพ โดยตัวเลขอย่างเป็นทางการ ณ วันจันทร์ที่ผ่านมา (18 พ.ค.) อยู่ที่ 3,020 ศพ ในจำนวนนี้รวมถึงผู้หญิง เด็ก และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์จำนวน 619 ราย ซึ่งสะท้อนว่าการสู้รบยังคงไม่มีทีท่าว่าจะลดลง แม้ว่าจะมีข้อตกลงหยุดยิงก็ตาม

ชนวนเหตุของสงครามครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 2 มีนาคม หลังจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธนิกายชีอะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ได้เปิดฉากยิงจรวดถล่มอิสราเอล เพื่อตอบโต้เหตุการณ์ที่อิสราเอลโจมตีปลิดชีพผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ท่ามกลางบริบทความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน

ตัวเลขผู้เสียชีวิตยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา  (15 พ.ค.) เลบานอนและอิสราเอลจะบรรลุข้อตกลงร่วมกันในการขยายเวลาหยุดยิงที่มีสหรัฐฯ เป็นตัวกลางออกไปอีก 45 วัน ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลาเที่ยงคืน และมีกำหนดจะกลับมาเจรจากันอีกครั้งในต้นเดือนมิถุนายน อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงครั้งแรกที่ประกาศโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 17 เมษายน มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเฉพาะในช่วงเวลาหยุดยิงนี้แล้วกว่า 400 ศพ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างละเมิดข้อตกลงหลายครั้ง

เงื่อนไขในข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าวเปิดช่องให้อิสราเอลสามารถปฏิบัติการโจมตีได้ หากอ้างว่าเป็นไปเพื่อต่อต้านกิจกรรมทางทหารของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งทางรัฐบาลเลบานอนได้ออกมาประณามการโจมตีเหล่านี้ โดยระบุว่าเป็นการทำลายความพยายามของรัฐบาลในการเข้ามาควบคุมอาวุธของกลุ่มติดอาวุธแต่เพียงผู้เดียวในประเทศ ขณะที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์เองก็แสดงท่าทีคัดค้านการที่รัฐบาลเลบานอนเข้าร่วมการเจรจาในครั้งนี้

รายงานระบุว่า นับตั้งแต่มีการประกาศขยายเวลาหยุดยิงเมื่อวันที่ 15 พ.ค. กองทัพอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีทางอากาศในเมืองและหมู่บ้านต่างๆ ทั่วทางตอนใต้ของเลบานอน รวมถึงบริเวณหุบเขาเบกา โดยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีหมู่บ้านมากกว่า 24 แห่ง แต่มีเพียง 9 แห่งเท่านั้นที่มีการแจ้งเตือนให้ประชาชนอพยพล่วงหน้า และล่าสุดในรอบ 24 ชั่วโมงก่อนวันจันทร์ อิสราเอลเผยว่าได้โจมตีที่ตั้งของฮิซบอลเลาะห์ไปมากกว่า 30 แห่ง พร้อมออกคำสั่งเตือนให้ชาวบ้านใน 3 หมู่บ้านทางตอนใต้อพยพออกจากพื้นที่

นอกจากนี้ แหล่งข่าวความมั่นคงของเลบานอนระบุว่า การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลใกล้กับเมืองบัลเบก ทางตะวันออกของประเทศ ได้ส่งผลให้ นายวาเอล มะห์มูด อับดุล ฮาลิม ผู้บัญชาการกลุ่มญิฮาดอิสลามปาเลสไตน์ ซึ่งเป็นพันธมิตรของฮิซบอลเลาะห์ เสียชีวิตพร้อมกับลูกสาวของเขา โดยกองทัพอิสราเอลออกมายอมรับว่าได้สังหารแกนนำรายนี้จริงและอ้างว่าได้ดำเนินมาตรการลดความเสี่ยงต่อพลเรือนแล้ว แต่ไม่มีการกล่าวถึงลูกสาวของผู้บัญชาการรายดังกล่าว

ทางกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ออกมาประกาศตอบโต้ โดยระบุว่ากองกำลังของตนได้ส่งฝูงโดรนโจมตีฆ่าตัวตาย เข้าใส่ค่ายทหารยาอารา และระบบป้องกันภัยทางอากาศไอออนโดมของอิสราเอลในพื้นที่กาลิลีทางตอนเหนือของอิสราเอล รวมถึงปฏิบัติการโจมตีกองทัพอิสราเอลในพื้นที่เลบานอนใต้หลายครั้ง ซึ่งทางกองทัพอิสราเอลยืนยันว่ามีวัตถุระเบิดและโดรนข้ามฝั่งเข้ามาในดินแดนของตนจริง

ปัจจุบัน กองกำลังภาคพื้นดินของอิสราเอลยังคงเดินหน้ายึดครองพื้นที่ชายแดนทางตอนใต้ของเลบานอน ลึกเข้ามาประมาณ 10 กิโลเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ระบุว่าเป็น “เขตความมั่นคง” โดยอิสราเอลได้ทำการรื้อถอนและทำลายหมู่บ้านหลายแห่ง โดยอ้างวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องพื้นที่ทางตอนเหนือของอิสราเอลจากการโจมตีของนักรบฮิซบอลเลาะห์ที่แฝงตัวอยู่ในย่านชุมชน

นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นเมื่อต้นเดือนมีนาคม ฝ่ายอิสราเอลต้องสูญเสียกำลังพลทหารไปแล้ว 20 นาย และมีพลเรือนเสียชีวิต 4 ราย ขณะที่วิกฤตครั้งนี้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในระดับภูมิภาค โดยอิหร่านระบุว่า การยุติสงครามของอิสราเอลในเลบานอน ถือเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องหลักของอิหร่านในการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งในภาพรวมกับสหรัฐฯ และอิสราเอล.

ที่มา BBC / Reuters