อดีตผู้พิพากษาอาวุโส เตือน ‘ประธานสภา’ คดีศักดิ์สยาม สุ่มเสี่ยงประเวงเวลา-เข้าข่าย ม.157

10 กันยายน 2569 เวลา 07:43 น.

วันที่ 10 กันยายน 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่าจาก คปท. ถึงดุลพินิจ “โสภณ ซารัมย์”: เมื่อ “การกลั่นกรอง” สุ่มเสี่ยงกลายเป็น “การประวิงเวลา” และภาระความรับผิดชอบตามกฎหมาย

ข่าวการเคลื่อนไหวของ เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) นำโดย นายพิชิต ไชยมงคล ที่บุกยื่นหนังสือถึง นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 เพื่อทวงถามความคืบหน้าการส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาให้ตั้ง “คณะผู้ไต่สวนอิสระ” ตรวจสอบการประพฤติมิชอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีมีมติยกคำร้องคดีซุกหุ้นของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้กลายเป็นจุดชนวนแฉให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างของกลไกตรวจสอบถ่วงดุลในรัฐธรรมนูญไทยอีกครั้ง

เมื่อย้อนกลับไปมองข้อเท็จจริง สมาชิกรัฐสภา (ทั้ง สส. ฝ่ายค้าน นำโดยพรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ และ สว. กลุ่มอิสระ) ได้ร่วมกันเข้าชื่อตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ยื่นต่อประธานรัฐสภามาตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2569 แต่เวลาผ่านพ้นไปกว่า 3 เดือน เรื่องดังกล่าวยังคงติดค้างอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาภายใน โดยมีการอ้างว่าอยู่ระหว่างการทำงานของ “คณะกรรมการกลั่นกรอง” ที่ประธานรัฐสภาแต่งตั้งขึ้น

1.”เหตุอันควรสงสัย” ตามมาตรา 236: ขอบเขตดุลพินิจ หรือ การใช้อำนาจเกินขอบเขต?

ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า หากสมาชิกรัฐสภาเข้าชื่อกันไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ยื่นคำร้องพร้อมหลักฐาน ให้ประธานรัฐสภาพิจารณาว่า “หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำตามที่ถูกกล่าวหา” ให้เสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ

ความหมายและขอบเขตทางกฎหมายของประโยคนี้ มีหลักการที่ต้องแยกออกจากกันให้เด็ดขาด:

• หน้าที่ประธานรัฐสภา (Gatekeeper): ทำหน้าที่เพียงตรวจสอบเงื่อนไขทางธุรการ ความครบถ้วนของรายชื่อ และเช็กในระดับ “มีเหตุอันควรสงสัย” (Reasonable Suspicion) ว่าคำร้องมีมูลเบื้องต้นหรือไม่ โดยไม่จำเป็นต้องถึงขั้นพิสูจน์จนสิ้นสงสัย

• หน้าที่คณะผู้ไต่สวนอิสระ (Adjudicator): เป็นผู้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญในการไต่สวนหาข้อเท็จจริง ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน และลงลึกในรายละเอียดของคดี

คำชี้แจงจากที่ปรึกษาประธานรัฐสภาที่ว่า “ช้าและถูกต้องถูกระเบียบ ดีกว่าเร่งดำเนินการแล้วเสียหาย” จึงนำมาสู่คำถามใหญ่ว่า คณะกรรมการกลั่นกรองกำลังทำอะไรอยู่?

หากคณะกรรมการชุดดังกล่าวทำการตรวจสอบเพียงแค่ความถูกต้องของเอกสารและฐานอำนาจ ย่อมใช้เวลาไม่นาน แต่หากลงลึกถึงขั้นชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ตรวจสอบข้อเท็จจริงเชิงลึก หรือวินิจฉัยความถูกผิดของ ป.ป.ช. เสียเอง ก็เท่ากับว่าคณะกรรมการกลั่นกรองกำลัง “ก้าวล่วงใช้อำนาจเกินขอบเขต (Ultra Vires)” ไปทำหน้าที่ของคณะผู้ไต่สวนอิสระใช่หรือไม่?

ยิ่งไปกว่านั้น คดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยามไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่มีฐานพยานหลักฐานเชิงลึกและเส้นทางการเงินที่ ศาลรัฐธรรมนูญเคยวางบรรทัดฐานไว้แล้วในคำวินิจฉัยที่ 1/2567 การอ้างว่าต้องใช้เวลามากกว่า 3 เดือนเพื่อพิจารณาว่า “มีเหตุอันควรสงสัยหรือไม่” จึงเป็นระยะเวลาที่ขัดต่อหลักความได้สัดส่วนอย่างยิ่ง

2. ความรับผิดชอบ (Accountability) ของ “โสภณ ซารัมย์”: ทั้งทางการเมืองและทางอาญา

การประวิงเวลาในกรณีนี้ไม่ได้กระทบเพียงแค่เกียรติภูมิของรัฐสภา แต่ยังผูกพันถึงภาระความรับผิดชอบของ นายโสภณ ซารัมย์ ใน 2 มิติสำคัญ:

1)ความรับผิดชอบต่อตำแหน่งประธานรัฐสภา (Conflict of Interest)
นายโสภณ ซารัมย์ ดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา โดยมีความสัมพันธ์สังกัดพรรคการเมืองเดียวกับ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ (พรรคภูมิใจไทย) การดึงเรื่องไว้นานกว่า 3 เดือนโดยไม่มีการเปิดเผยองค์ประกอบของคณะกรรมการกลั่นกรอง ไม่เปิดเผยขอบเขตหน้าที่ และไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจน ย่อมทำให้สังคมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะสงสัยว่าเป็นการใช้อำนาจเพื่อ “ช่วยเหลือพวกพ้อง” และตัดตอนกระบวนการตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ

2) ความรับผิดชอบทางอาญาและจริยธรรม (Legal Liabilities)
หากประธานรัฐสภาใช้อำนาจดุลพินิจโดยอ้างคณะกรรมการกลั่นกรองเพื่อหน่วงรั้ง หรือมีเจตนาปัดตกคำร้องโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรทางกฎหมาย ทั้งที่มีพยานหลักฐานและคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญปรากฏชัดเจน การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่าย:

• ความผิดฐานปฏิบัติหรือเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157): หากถูกพิสูจน์ได้ว่ามีการใช้อำนาจเพื่อถ่วงเวลาหรือช่วยเหลือผู้ถูกร้อง

• การฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง: ซึ่งอาจนำไปสู่การถูกร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. และศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิทางการเมืองในอนาคต

3. ทางออกเชิงสถาบัน: “ความโปร่งใสคือเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุด”

สิ่งที่สังคมและ คปท. เรียกร้องในวันนี้ ไม่ใช่การบีบบังคับให้ประธานรัฐสภา “รีบส่งเรื่องโดยไม่ตรวจสอบ” แต่คือการเรียกร้อง ความโปร่งใสและความรับผิดชอบ (Transparency & Accountability) ในการใช้อำนาจดุลพินิจ

หากประธานรัฐสภาและคณะกรรมการกลั่นกรองบริสุทธิ์ใจในการปฏิบัติหน้าที่ สิ่งที่ต้องทำทันทีเพื่อสลายข้อครหาคือ:

1.เปิดเผยรายชื่อ คณะผู้ทรงคุณวุฒิและองค์ประกอบของคณะกรรมการกลั่นกรอง

2. เปิดเผยขอบเขตอำนาจ ให้ชัดเจนว่าตรวจเฉพาะความสมบูรณ์ทางกฎหมาย ไม่ได้ไต่สวนแข่งกับคณะผู้ไต่สวนอิสระที่ประธานศาลฎีกาจะตั้งต่อไป

3. กำหนดกรอบเวลา (Timeline) ที่ชัดเจนในการลงมติว่าจะส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาหรือไม่

ความล่าช้าที่มีเหตุผลและตรวจสอบได้ คือ ความรอบคอบ

แต่ความล่าช้าที่ไม่เปิดเผยขั้นตอน ไร้กรอบเวลา และเงียบหาย คือ การประวิงเวลา

ถึงเวลาแล้วที่ประธานรัฐสภาต้องเร่งใช้อำนาจตามเจตจำนงของรัฐธรรมนูญ เพื่อพิสูจน์ว่าสถาบันนิติบัญญัติแห่งนี้ทำหน้าที่เพื่อรักษานิติรัฐ ไม่ใช่กลไกคุ้มกันพวกพ้องทางการเมือง!

วัส ติงสมิตร

นักวิชาการอิสระ

10/9/69

สับเละงบฯมหาดไทย ถล่มทิ้งทวน จัดซื้อแพงเว่อร์10เท่า เสาไฟ-เก้าอี้-เสื้อเกราะ แฉเปิดช่องล็อกสเปก

10 กันยายน 2569 เวลา 06:08 น.

สับเละงบฯมหาดไทย ถล่มทิ้งทวน จัดซื้อแพงเว่อร์10เท่า เสาไฟ-เก้าอี้-เสื้อเกราะ แฉเปิดช่องล็อกสเปก รัฐบาลดาหน้าอัดเท้ง ปลุกม็อบกดดันกกต.

“ภูมิใจไทย” ดาหน้า อัด“เท้ง”ปลุกม็อบกดดันกกต.ก่อนพิจารณาคดีฮั้ว สว.เหมาะสมแล้วหรือ ซัด“ฝ่ายค้าน”มุ่งกดดันต่อเนื่อง หากได้ผลตามต้องการ กลุ่มสว.สำรองได้ประโยชน์เขาเป็นพวกใครเดินขบวนอาทิตย์นี้ อย่าให้กระทบชีวิตปชช. “สว.พิสิษฐ์” ชี้ฝ่ายค้านปลุกม็อบ ไม่มีผลต่อการตัดสินใจของ กกต. สภาถกงบฯ 70 ทิ้งทวน “ฝ่ายค้าน”สส.ปชน.รุมถล่ม‘งบมหาดไทย’จวกปค.ซื้อซอฟต์แวร์ตรวจข้อมูลมือถือ100ล้าน ส่อไม่โปร่งใส- จัดซื้อเสื้อเกราะตัวละ4.6หมื่นสเปกเดียวกับกอ.รมน.แพงกว่า1.5หมื่น อัด“เสาไฟโซลาร์เซลล์”แพงเว่อร์10เท่า รวมถึงจัดซื้อเก้าอี้สเปกเดียวกันสุดแพง เปิดช่องล็อคสเปกขณะที่”สุชาติ”เพื่อไทย ค้านรัฐบาลใช้เงิน 1.55 หมื่นล้านบาท ซื้อประกันภัยพิบัติ ห่วงมีผลประโยชน์ทับซ้อน“หมอวรงค์”อัดงบเยียวยาภัยพิบัติ ซัดรัฐบาลทำประกันภัยพิบัติ1.55หมื่นล้านเบี้ยสูง20%แพงสุดในโลก หวั่นมีคนหวังคอมมิชชั่น

จากกรณี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า”วันอาทิตย์ 13ก.ย.ก่อนที่ กกต.มีมติคดีโกง สว.ชวนทุกคนร่วมเดิน 11กม.กดดัน กกต.จากหน้า iLaw10โมง ถึงหอศิลป์ฯ ช่วงเย็นครับ”

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชี พรรคภูมิใจไทย(ภท.)โพสต์ข้อความว่า หัวหน้าพรรคการเมืองควรทำเช่นนี้หรือ วิพากษ์วิจารณ์ กกต.ทำได้ เรียกร้องให้ทำงานโปร่งใส-ทำได้ ชุมนุมโดยสงบ-เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่การที่หัวหน้าพรรคการเมืองและผู้นำฝ่ายค้าน เชิญชวนประชาชนเดิน กดดัน กกต.ก่อนพิจารณาคดี สว.เป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถามว่า เหมาะสมกับสถานะและความรับผิดชอบของหัวหน้าพรรคการเมืองหรือไม่ โดยเฉพาะหากเป้าหมายไม่ใช่เพียงเรียกร้องให้ กกต.ทำหน้าที่ แต่ต้องการให้ผลการพิจารณาออกมาในทิศทางที่กำหนดล่วงหน้าตรวจสอบองค์กรอิสระได้ แต่ไม่ควรใช้มวลชนกดดันคำวินิจฉัย เพราะคดีต้องตัดสินด้วย กฎหมายและพยานหลักฐาน ไม่ใช่ด้วย กระแสมวลชนหรือแรงกดดันทางการเมือง ยิ่งเป็นหัวหน้าพรรค ยิ่งต้องเคารพหลักนิติรัฐ

‘สิริพงศ์’ซัดฝ่ายค้านกดดันต่อเนื่อง

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคมให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เชิญชวนประชาชนมาร่วมเดินขบวนในวันอาทิตย์ที่ 13ก.ย.เป็นการกดดันคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ในคดีฮั้ว สว.หรือไม่ว่าประเด็นนี้ตนคิดว่าสังคมต้องทำความเข้าใจ วันนี้เราถูกกล่าวหาว่ามีกระบวนการต่างๆ เกี่ยวกับ สว.ตนจึงอยากเชิญชวนให้ประชาชนทำความเข้าใจว่าถ้าวันนี้การดำเนินการของ กกต.ไม่ว่าจะอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าผลออกมาเป็นที่ไม่พอใจของฝ่ายตรงกันข้าม เขาก็จะบอกว่าเป็นเพราะ กกต.ได้รับความกดดันจากรัฐบาล นี่คือคำพูดที่เรามักได้ยินอยู่เป็นประจำ แต่ขณะเดียวกัน วันนี้ฝ่ายค้านทำให้เห็นเลยว่ากำลังกดดัน กกต.โดยการเชิญคนออกมาเดินบนท้องถนน ก่อนหน้านี้ก็มีการทำลักษณะนี้คือ การไปออกกำลังกายที่หน้าสำนักงาน กกต.ซึ่งประสบความสำเร็จหรือไม่ประสบความสำเร็จก็แล้วแต่ ซึ่งเขาบอกว่านี่เป็นการกดดัน กกต.

เตือนลงถนนอย่าทำปชช.เดือดร้อน

นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า ความพยายามในการกดดัน กกต.ของฝ่ายค้านมีการทำมาอย่างต่อเนื่อง วันนี้ฝ่ายค้านไม่ได้ทำเพียงลำพัง แต่ทำกับเครือข่ายของฝ่ายค้านด้วย ซึ่งการทำในครั้งนั้น อย่างการไปออกกำลังกายหน้าสำนักงาน กกต.อาจจะไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง แต่การดำเนินการใดๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมากก็ต้องขอความกรุณา เช่น การที่จะชุมนุมในสถานที่สาธารณะ ไม่ได้รบกวนต่อการสัญจรของประชาชนก็อาจจะทำได้ แต่การที่จะไปปิดถนนหรือเดินขบวนเป็นระยะทางไกลๆ ใช้เวลานานๆ อาจจะกระทบต่อชีวิตของประชาชนก็ต้องขอฝากด้วย ดังนั้น จึงอยากขอว่าความพยายามในการกดดัน กกต.ครั้งนี้ ถ้าผลไม่ออกมาเป็นอย่างที่เขาคาดไว้แล้วมันจะเป็นอย่างไร หรือถ้าผลออกมาเป็นไปอย่างที่เขาคาดหวัง ผลที่ตามมาใครได้ประโยชน์ สมมุติกลุ่ม สว.ต่างๆ ถูกดำเนินคดี ถูกให้ออกไป แล้วใครได้ประโยชน์ คนที่ได้ประโยชน์ย่อมเป็นกลุ่ม สว.สำรอง ซึ่งเป็นพวกของใคร ตรงนี้ขอชวนให้ทุกคนได้คิดว่า สิ่งที่พูดไปทั้งหมดนี้ ตรงไปตรงมาหรือไม่

เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่ผู้นำฝ่ายค้านนำขบวนเชิญชวนประชาชนมาร่วมในวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย.นี้ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าในการสื่อสารกับประชาชนเขาอาจจะบอกได้ว่าเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่ถ้าสำหรับคนที่ติดตามการเมืองมาย่อมรู้คำตอบอยู่แล้วว่า ในการดำเนินการหวังมาซึ่งสิ่งใด

‘พิสิษฐ์’เชื่อปลุกกดดัน’กกต.’ไม่ได้

ขณะที่นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว.ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) แถลงถึงการประชุมในสัปดาห์หน้าตรงกับวันที่ กกต.จะพิจารณาคดีฮั้วสว.ทั้ง 138คน มั่นใจหรือไม่ว่า จะยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ว่าเราไม่ทราบว่าทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะประกาศอย่างไร และจะมีผลอย่างไร ขึ้นอยู่กับประเด็นหลัก คือเมื่อกกต.ประกาศรายชื่อแล้วทั้งหมดต้องส่งไปยังศาลฎีกา หากศาลฎีการับก็จะถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยตามกฎหมายอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ในการประชุมกิจการวุฒิสภาได้มีการพูดถึงเรื่องนี้หรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ไม่มี เพราะยังไม่ได้มีการดำเนินการอะไร เรายังไม่ทราบถึงจำนวนที่ชัดเจนแน่นอน เมื่อถามว่า ส่วนตัวได้มีการประเมินว่าการเคลื่อนไหวบนเวทีฝ่ายค้านจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของกกต.หรือไม่นั้น ส่วนตัวคิดว่าไม่น่ามีผลให้กกต.ตัดสินใจไปตามกระบวนการของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพราะกกต. คงมีหลักการและกฎเกณฑ์ เหตุผล ที่จะปฏิบัติหน้าที่รวมถึงกรอบกฎหมายในการพิจารณาในความผิดต่างๆ ของแต่ละบุคคล

จี้‘โสภณ’ชงศาลไต่สวน’ศักดิ์สยาม‘

เวลา10.20น.ที่รัฐสภา นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) พร้อมคณะ เข้ายื่นหนังสือถึง นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ผ่าน พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา โดย นายพิชิต กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้ประธานรัฐสภาส่งคำร้องของ คปท.ที่ยื่นให้ผู้นำฝ่ายค้านและสว.ร่วมกันลงชื่อ เพื่อส่งผลคำวินิจฉัยของปปช.กรณี นายศักดิ์ สยามชิดชอบ ซึ่งตรงข้ามกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน การใช้สิทธิ์สมาชิกรัฐสภาร่วมกันลงชื่อเป็นเจตจำนงของรัฐธรรมนูญที่ให้สมาชิกรัฐสภาเข้ามาตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระ เช่น ปปช.ซึ่งสส.และสว.ได้ลงชื่อเรียบร้อยแล้วและได้ยื่นต่อประธานรัฐสภา ซึ่งหน้าที่ของประธานรัฐสภาคือ การตรวจสอบว่า ลงชื่อครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่ ก่อนจะส่งไปยังประธานศาลฎีกาในการตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระขึ้นมาตรวจสอบ แต่ประธานรัฐสภากลับไปตั้งกรรมการชุดพิเศษเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง การกระทำแบบนี้เท่ากับทำตัวเป็นผู้พิพากษาเสียเองโดย คปท.เห็นว่า การตั้งกรรมการของประธานรัฐสภาเป็นการถ่วงเวลา ทำลายเจตนารมย์รัฐธรรมนูญที่ให้รัฐสภาตรวจสอบองค์กรอิสระ

สภาถกงบปี 70วาระ2-3ถล่มทิ้งทวน

เมื่อเวลา 10.00น.วันที่ 9 ก.ย.ที่รัฐสภา ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี2570 วงเงิน 3.78ล้านล้านบาท วาระ2-3 ต่อเนื่องเป็นวันที่สาม มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม เริ่มต้นพิจารณา มาตรา20 กระทรวงมหาดไทยวงเงิน 226,929ล้านบาท

ปชน.ซัดซื้อซอฟต์แวร์100ล.ไม่โปร่งใส

โดย สส.พรรคฝ่ายค้าน ได้ลุกอภิปรายกันเป็นส่วนใหญ่ น.ส.ชลณัฏฐ์ โกยกุล สส.กทม. พรรคประชาชนอภิปรายว่าขอเสนอตัดงบโครงการจัดหาระบบวิเคราะห์และสำเนาข้อมูลโทรศัพท์มือถือ เพื่อการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัล วงเงิน 100 ล้านบาท ของกรมการปกครอง เป็นโครงการสำหรับดึงและตรวจข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือเพื่อนำมาใช้เป็นหลักฐานแต่ไม่สามารถชี้แจงได้ว่า ซอฟต์แวร์ ที่จะซื้อคือผลิตภัณฑ์อะไรแต่กำหนดราคากลางมาแล้ว 100ล้านบาท โดยไปสืบราคาจาก 2บริษัท โดยบริษัทแรกมีรายได้ 0 บาท ที่แจ้งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและบริษัทที่สองมีรายได้ 480,000 บาท ทั้งที่โครงการมีวงเงิน 100 ล้านบาท ช่วงนี้คำว่า“ฮั้ว”เป็นคำที่อ่อนไหวต่อความรู้สึกของคนบางกลุ่มจึงต้องชี้แจงให้ได้อย่างโปร่งใส

ชี้จัดซื้อซ้ำซ้อนกับตำรวจที่มีระบบอยู่แล้ว

ขณะที่เรื่องความปลอดภัยของข้อมูลทางโทรศัพท์ที่ระบุว่าข้อมูลต้องถูกส่งไปให้ผู้บริการภายนอกประเทศช่วยประมวลผลจึงเป็นห่วงการเข้าถึงข้อมูล เพราะช่วงที่ผ่านมากรมการปกครองมีกระแสข่าวว่ามีข้อมูลหลุด รวมถึงเรื่องความซ้ำซ้อนการทำงาน เพราะปัจจุบันตำรวจและหน่วยงานพิสูจน์หลักฐานมีการตรวจข้อมูลจากโทรศัพท์อยู่แล้ว เหตุใดกรมการปกครองต้องซื้อระบบของตัวเองอีก 100 ล้านบาท งานที่กรมการปกครองทำ มีอะไรที่ระบบของตำรวจทำไม่ได้ หากต่างคนต่างซื้อ คนที่จ่ายเงินคือประชาชน

แฉปค.ซื้อเสื้อเกราะตัวละ4.6หมื่น

น.ท.กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนอภิปรายมาตรา20กระทรวงมหาดไทยว่าปีนี้กรมการปกครอง ของบเพื่อขอซื้อเสื้อเกราะกันกระสุนจำนวน 14,814 ตัว วงเงิน 482.8 ล้านบาท ประกอบด้วย เสื้อเกราะสำหรับกองบัญชาการกองรักษาการดินแดนจำนวน 4,977 ตัว ราคาตัวละ 46,000บาท วงเงิน 228.9 ล้านบาท สำหรับชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านอีก1,200 ตัว ราคาตัวละ 46,000 บาท วงเงิน 55.2ล้านบาทและเสื้อคออ่อนระดับ3Aอีก 8,637 ตัวราคาตัวละ 23,000 บาท วงเงิน 198.6 ล้านบาท

ชี้สเปกเดียวกอ.รมน.แพงกว่า1.5หมื่น

น.ท.กิตติพงษ์ ยืนยันว่าไม่ได้ติดขัดในการจัดหาเสื้อเกราะให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยง แต่สิ่งที่ติดใจคือ ราคาและที่มาของราคา เพราะเสื้อเกราะที่กรมการปกครองซื้อราคาตัวละ46,000บาท ขณะที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.)ซื้อเสื้อเกาะสเปกเดียวกันราคาตัวละ31,000บาท ส่วนต่าง 15,000 บาท ถ้าใช้เงิน 93,000 บาท กรมการปกครองจะซื้อได้เพียง 2 ตัว ขณะที่ กอ.รมน.ซื้อได้ถึง 3 ตัว ถ้าสเปกเหมือนกันจริง คำถามคือ ทำไมประชาชนต้องจ่ายแพงกว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะการซื้อเสื้อเกราะ แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในการพิจารณางบประมาณแต่ละปี ที่สินค้าประเภทเดียวกันบางครั้งตราอักษรและสเปกเดียวกัน

“โครงการนี้ยังสะท้อนปัญหาคือคุณภาพใบเสนอราคา จากข้อมูลที่ได้รับในการพิจารณางบประมาณหนึ่งในบริษัทที่ทางหน่วยงานไปสืบราคามาประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการขายเสื้อนักเรียน แต่เสนอใบเสนอราคามาเป็นขายเสื้อเกราะและบริษัทนี้รายได้ทั้งปีรวมกันเพียง12,000 บาทแต่เสื้อเกราะ1 ตัว ราคาตัวละ 46,000บาทหมายความว่าเสื้อเกราะเพียง1 ตัวมีมูลค่าสูงกว่ารายได้ของบริษัททั้งปี”น.ท.กิตติพงษ์ กล่าว

อัดมท.ซื้อเก้าอี้สเปกเดียวกันสุดแพง

นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ สส.กทม.พรรคประชาชนอภิปรายว่าสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้รับงบ 4,356ล้านบาท จากการตรวจสอบในโครงการจัดซื้อเก้าอี้ใน 11 จังหวัด รวม 1,041 ตัว มีวงเงิน 6 ล้านบาท แต่พบว่าในสถานที่เดียวกัน ครุภัณฑ์แบบเดียวกัน แต่ราคาแตกต่างกัน เช่น ที่ จังหวัดลำพูน จัดซื้อ 205 ตัว แบ่งใช้ 2 ห้อง คือ ห้องปฏิบัติการ 46 ตัว ราคาตัวละ 12,000 บาท และห้องประชุมจามเทวี 80 ตัว ราคาตัวละ 19,500 บาท หรือ จังหวัดแพร่ เพื่อใช้ที่ศาลากลางจังหวัดแห่งใหม่ แบ่งใช้ 2 ห้อง คือห้องจดหมายเหตุ เก้าอี้แบบประธานทั้งหมด 3 ตัว ตัวละ 6,600 บาท และห้องเวียงโกศัย ซื้อเก้าอี้แบบเดียวกัน ราคาตัวละ 5,000 บาท ยังมีการจัดซื้อเก้าอี้แบบทั่วไป ห้องจดหมายเหตุ ซื้อตัวละ 3,000 บาท ทั้งหมด 164 ตัว แต่ห้องเวียงโกศัย ซื้อ 64 ตัว ราคา 2,270 บาท

จังหวัดอ่างทอง จัดซื้อแบ่งเป็น 3ห้อง คือ ห้องป่าโมก ซื้อ 4,000 บาท ห้องโพธิ์ทอง ซื้อ 4,500 บาท และ ห้องสามโก้ ซื้อ 3,800 บาท ส่วนเก้าอี้แบบทั่วไป ห้องป่าโมกซื้อ 2,800 บาท ห้องโพธิ์ทองซื้อ 2,900 บาท ห้องสามโก้ซื้อ 2,600 บาท การจัดซื้อเกิดขึ้นในศาลากลางจังหวัดเดียวกัน แต่ทำไมถึงจัดซื้อในราคาที่ต่างกัน หากนับเฉพาะโครงการที่ตนยกตัวอย่างมา จัดซื้อด้วยราคาที่ถูกสุดเหมือนกัน จะลดงบประมาณได้ถึง 740,000 บาท

แฉเสาไฟโซลาร์เซลล์แพงเว่อร์10เท่า

ขณะที่ นายอิทธิพล ชลธารศิริ สส.ขอนแก่น พรรคประชาชน อภิปรายถึงโครงการเสาไฟโซลาร์เซลล์ ผ่านบัญชีนวัตกรรมไทย ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ พบว่ามีราคาแพงผิดปกติ 4-10 เท่า ของราคาที่จัดซื้อ เปิดช่องการล็อกสเปกอย่างถูกกฎหมายโดยอปท.หลายแห่งตั้งโครงการจัดซื้อเสาไฟโซลาร์เซลล์ ตามบัญชีนวัตกรรมไทย ราคาต้นละ 6-7หมื่นบาท เทียบกับราคาที่อปท.เคยจัดซื้อเองตามปกติ อยู่ที่ 6,900 -16,500บาทต่อต้น

“ต้นตอปัญหาไม่ได้อยู่ที่เสาไฟ แต่อยู่ที่กลไกบัญชีนวัตกรรมไทยที่เปิดช่องให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อจัดจ้างสินค้าในราคาที่ตั้งไว้ล่วงหน้า ไม่มีการแข่งขัน ซึ่ง วิธีการฮั้วตามบัญชีนวัตกรรมไทยคือ เซลล์จะนำสินค้าไปเสนอนายกอบต. เซลล์บางรายไปถ่ายรูปคู่นายกอบต.เป็นหลักฐานว่า จองสินค้าไว้แล้ว รายอื่นห้ามเข้ามา จากนั้นจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจง ไม่ต้องแข่งขันราคา จบที่ราคาเต็มเพดาน ตามราคานวัตกรรม ล็อกสเปกกันสบายๆ ส่วนต่าง4-10 เท่า ทั้งนี้ ป.ป.ช.เคยเตือนตั้งแต่ปี2567ว่า เป็นช่องว่างทางกฎหมายนำไปสู่ตลาดผู้ขายผูกขาด การทุจริตเชิงนโยบาย เอื้อประโยชน์ผู้ขาย ขณะที่สตง.ก็เคยตรวจสอบเสาไฟโซลาร์เซลล์ท้องถิ่น ตามบัญชีนวัตกรรมไทย พบว่ามีราคาแพงเกินจริง” นายอิทธิพล อภิปราย

‘สุชาติ’ขอโยกงบมท.10%ให้‘ปภ.’

เวลา10.30น. นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายขอปรับลดงบประมาณกระทรวงมหาดไทย ลง 10%เป็นเงิน 2.3 หมื่นล้านบาท โดยให้ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ลดรายจ่ายซ้ำซ้อน รายจ่ายโครงการที่ไม่มีผลต่อประชาชนเพื่อนำไปจัดสรรให้กับ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ที่ใช้เงินเพื่อบรรเทาสาธารณภัย ต่อปี 3-4 หมื่นล้านบาท

ค้านใช้เงินหมื่นล.ซื้อประกันภัยพิบัติ

นายสุชาติ ยังอภิปรายว่าตนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง กรณีที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติแนวทางใช้งบ 1.55หมื่นล้านบาท เพื่อซื้อประกันภัยจากบริษัทเอกชน เพราะการบรรเทาสาธารณภัย เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล ทั้งนี้มีตัวอย่างที่เกิดขึ้นเช่นตอนโควิด ที่มีโครงการประกันภัยโควิด ตรวจพบจ่าย จบ ซึ่งบริษัทประกันภัยเจ๊งไป 4 บริษัท ติดหนี้ประชาชน 4.2หมื่นล้านบาท ในที่สุดสมาคมประกันภัยและรัฐบาลต้องช่วยเหลือ

“ไม่มีบริษัทประกันภัยใดใหญ่พอที่จะประกันครัวเรือนมากถึง 30 ล้านครัวเรือนและภัยพิบัติขนาดใหญ่ เช่นน้ำท่วม แผ่นดินไหว หรือภัยที่กระทบกับประชาชนจำนวนมาก เป็นความเสี่ยงที่เกิดพร้อมกัน ไม่มีบริษัทประกันภัยไหนทำได้ ทั้งนี้ บริษัทเอกชนมีข้อจำกัด หากเกิดความเสียหายหลายหมื่นล้านบาทหรือหลายแสนล้านบาท รัฐบาลต้องรับผิดชอบซึ่งรัฐบาลเป็นผู้ประกันสาธารณภัยที่ใหญ่ที่สุด ไม่มีความจำเป็นให้บริษัทรายเล็กใดๆ รับผิดชอบ เพราะเชื่อว่าจะรับผิดชอบไม่ได้”นายสุชาติ ย้ำ

นายสุชาติ อภิปรายอีกว่าหากรัฐจ่ายเงินปีละ1.55หมื่นล้านบาท เงินจะไหลออกจากภาครัฐไม่ว่าภัยพิบัติจะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่หากรัฐนำเงินไปตั้งกองทุนสำรองบรรเทาสาธารณภัย ในเวลา 10 ปีจะได้เงิน 1.55แสนล้านบาท หากมีภัยบางปีใช้เงิน 3-4 หมื่นล้านบาท สามารถรองรับได้ ทั้งนี้ เงินจำนวนดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของประชาชน แต่หากจ่ายค่าประกันภัยเท่ากับจ่ายให้กับเอกชนในสิ่งที่คาดหวัง ตรวจสอบ นับไม่ได้ นอกจากนั้นการซื้อประกันภัยในวงเงิน 1.55หมื่นล้านบาท ถือว่ามากแบบไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย ต้องเกี่ยวข้องกับการคัดเลือกบริษัทกำหนดเงื่อนไขกรมธรรม์ ประเมินความเสี่ยง อาจมีนายหน้าประกันภัยเกี่ยวข้อง

หวั่นมีผลประโยชน์ทับซ้อน

“นายหน้าประกันภัยจ่ายเปอร์เซ็นต์เยอะสำหรับคนที่คิดว่าจะเป็นผู้เลือกบางครั้งจ่ายเป็นพันล้านบาทจึงกังวลว่าจะเกิดต้นทุนค่านายหน้า มีผลประโยชน์ทับซ้อน ความเสี่ยงใช้ดุลยพินิจ เรื่องนี้ต้องการความโปร่งใสมาก และที่สำคัญ กรมธรรม์มีเงื่อนไขมากมีข้อยกเว้น ถึงเวลาเงินคุ้มกันไม่บรรลุวัตถุประสงค์ เช่น กำหนดน้ำท่วม 3 วัน แต่น้ำท่วมแค่ 2 วันประกันไม่จ่ายให้ และมีข้อผิดพลาดจนรัฐบาลอยู่ไม่ได้ แต่ประชาชนยังต้องการความช่วยเหลือ”นายสุชาติ อภิปรายและว่าหากรัฐบาลต้องการบริหารความเสี่ยงควรตั้งระบบเงินสำรองภัยพิบัติของรัฐบาลให้โปร่งใส หลักเกณฑ์ชัดเจนภายใต้การตรวจสอบของสภา เงินที่ไม่ใช้ปีนี้สะสมไปใช้ได้ ตนขอให้รัฐบาลทบทวนซื้อประกันภัยสาธารณะเพราะผู้รับประกันความปลอดภัยของประชาชนที่มีหน้าที่โดยตรง คือ รัฐบาล

“วรงค์”ถล่มงบเยียวยาภัยพิบัติปภ.

เวลา 11.07น.นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี อภิปรายในส่วนมาตรา20 กระทรวงมหาดไทย โดยขอตัดงบประมาณ 10%เน้นสื่อสารไปยังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)พร้อมระบุว่าความรู้สึกของประชาชน ไม่ได้ต้องการการเยียวยา แต่ต้องการไม่ให้เกิดภัยพิบัติดังนั้นภารกิจสำคัญของปภ.คือการป้องกันภัยพิบัติ สิ่งสำคัญที่ตนอยากสื่อสาร คือ ข้อมูลความเสียหายที่เกิดจากภัยพิบัติ ฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายราชการต้องการทำเพราะข้อมูลที่ผ่านมาไม่ถูกต้องอาทิเช่นที่นายกฯเคยระบุว่าเราเสียค่าเยียวยาปีละ4 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อมาดูเอกสารจริง ตัวเลขดังกล่าวเป็นการรวมทั้งหมด 4 ปี เมื่อเฉลี่ยออกมาเหลือเพียงปีละ 9,877ล้านบาท แต่การที่นายกรัฐมนตรีออกมาตรการทำประกันภัยพิบัติวงเงิน 15,500ล้านบาท ตนมองว่าไม่สมเหตุสมผล และไม่แฟร์กับประชาชน เพราะเป็นการอ้างอิงจากตัวเลขของปี 2569 ปีเดียว

ซัดรัฐจ่ายเบี้ยสูง20%แพงสุดในโลก

นพ.วรงค์อภิปรายว่าตามหลักวิชาการในเรื่องสัดส่วนเบี้ยประกันต่อทุนประกัน วงเงิน15,500ล้านบาท สัดส่วนทุนประกันอยู่ที่ 75,000 ล้านบาท คิดเป็น 20%เท่ากับว่าภัยพิบัติใหญ่ของประเทศเฉลี่ยจะเกิด 5 ปีต่อ 1ครั้ง ต้องถามว่ามันเป็นไปได้หรือไม่ นอกจากนี้ค่าเฉลี่ยของทั่วโลก การทำประกันภัยพิบัติในแต่ละประเทศรวมถึงธนาคารโลก มีค่าเฉลี่ยสัดส่วนทุนประกันอยู่ที่ 4-8% แต่รัฐบาลชุดนี้ปล่อยงบออกไป 20%ถือว่าแพงที่สุดในโลก ประเด็น คือ ไม่ควรนำภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในแต่ละปีมาคิดคำนวณ

หวั่นมีคนหวังฟันค่าคอมมิชชั่น

นพ.วรงค์ เสนอว่า รัฐบาลควรทำตามมาตรฐานของหลายประเทศทั่วโลก โดยยกตัวอย่างว่าหากวงเงินประกัน 15,500 ล้านบาทเก็บเข้ากองทุน 5 พันล้านบาท ก็ทำประกันกับบริษัทประกันจะกี่บริษัทก็ได้หากเกิดความเสียหายในวงเงิน 1 หมื่นกว่าล้าน ก็ใช้เงินกองทุนดูแลได้ หลังจากนั้นค่อยให้บริษัทประกันต่างประเทศเข้ามาดูแล ดังนั้น หากยังเดินหน้าในรูปแบบเดิม ก็เท่ากับเอาภาษีประชาชนไปเสียเปรียบ และประชาชนจะมองว่า มีคนบางกลุ่มต้องการคอมมิชชั่นจากการทำประกัน

‘สาทิตย์’ฉะกมธ.ไม่ซัดสถ.โกงสอบ

ต่อมา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในมาตรา 20 งบประมาณกระทรวงมหาดไทยโดยตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2570ว่าเหตุใดจึงมุ่งปรับลดงบฯ เพียงแค่รายการครุภัณฑ์ทั่วไป แต่ละเลยการตรวจสอบกรณีการทุจริตและโกงสอบท้องถิ่นครั้งมโหฬารของกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น(สถ.)ที่มีการทุจริต

เปิด3ปมชำแหละโกงสอบท้องถิ่น

โดยแบ่งออกเป็น 3 ข้อหลัก คือ 1.งบฯระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ 277ล้านบาทที่กรม สถ.ขอตั้งงบฯไซเบอร์ และการปกป้องระบบไว้สูง แต่ในปี 2569กลับมีการแฮกข้อมูลและเข้าไปแก้ไขไฟล์ดิจิทัลเกี่ยวกับการสอบเข้ารับราชการท้องถิ่นมากถึง115ครั้ง ที่กมธ.ไม่ได้ซักถามหรือประเมินประสิทธิภาพในส่วนนี้เลย 2.เหตุใดจึงตั้งงบฯเบี้ยประชุมบอร์ดกลางและอนุกรรมการตรวจสอบไว้เกือบ100 ล้านบาท แต่กลับไม่มีการตรวจสอบย้อนหลังว่าในปีที่มีการโกงสอบเข้าเกิดขึ้น มีการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมไปกี่ครั้ง และรัฐบาลเรียกคืนงบเบี้ยประชุมที่จ่ายให้กับชุดที่เกิดการทุจริตหรือไม่ อย่างไร

ซุกเงินค่าสมัครสอบทั่วปท.กว่า175ล้าน

3. คดีโกงสอบ สถ.ที่มีผู้สมัครสอบสูงถึง 438,277ราย กรมสถ.จัดเก็บค่าธรรมเนียมคนละ 400 บาท เป็นเงินนอกงบประมาณกว่า 175.3ล้านบาท แม้จะมีการว่าจ้างมหาวิทยาลัยจัดสอบในวงเงิน 133 ล้านบาท แต่ยังมีเงินส่วนต่างเหลืออีกมหาศาล กลับไม่เคยนำมาแสดงไว้ในรายงานงบประมาณแผ่นดินอย่างเปิดเผย

“การโกงสอบเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ถือเป็นการทำลายระบบคุณธรรมในระบบราชการไทยอย่างร้ายแรง ผมขอเรียกร้องให้กมธ.ลุกขึ้นชี้แจง และเสนอให้ต่อไปนี้ เงินค่าสมัครสอบใดๆและงบจัดสอบในส่วนของท้องถิ่นทั้งหมด ต้องนำกลับเข้ามาอยู่ในระบบเงินงบประมาณแผ่นดินทั้งหมด เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถตรวจสอบได้ หากกมธ.ไม่มีคำตอบในเรื่องนี้ก็ถือว่าทำหน้าที่ได้อย่าง น่าผิดหวังมาก” นายสาทิตย์ กล่าว

‘ชวน’กระตุกงบมท.อื้อฉาวโกงสอบ

ขณะที่นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายมาตรา20งบกระทรวงมหาดไทยว่ากระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงหลักในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชน รับจัดสรรงบฯปี 2570 เป็นวงเงินกว่า 2.27 แสนล้านบาท ปัจจุบันมีข่าวอื้อฉาวเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่น ตนเป็นผู้แทนราษฎรมานานได้เห็นผู้ว่าราชการจังหวัดทั้งคนดี ซื่อสัตย์สุจริต และคนที่ใช้ไม่ได้ย้ายไปไหน ก็หอบเอาทรัพย์สินราชการไป

ห่วงการเมืองแทรกแซงโยกย้ายขรก.

“สิ่งน่าห่วงที่สุดในยุครัฐบาลปัจจุบันคือการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่ถูกแทรกแซงโดยนักการเมืองจนอดีตผู้ว่าฯปัตตานีจากพรรคภูมิใจไทย ต้องออกมาแฉเองว่าการแต่งตั้งโยกย้ายในยุคนี้มีปัญหา มีการนำข้าราชการอาวุโสน้อยย้ายข้ามหัวข้าราชการที่ตั้งใจทำงาน ทำให้ข้าราชการที่ดีหมดกำลังใจ และทำลายระบบราชการแผ่นดินอย่างสิ้นเชิง การตั้งคนที่เป็นเพียงตัวแทนผลประโยชน์ทางการเมือง ประเทศไม่ได้อะไรเลย ได้แค่พรรคการเมืองเท่านั้น แต่ถ้าตั้งคนดีเข้าไป งบประมาณที่กมธ.ตรากตรำทำงานหนักมาตลอด2เดือนกว่าจึงจะมีประโยชน์และเกิดการบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชนได้จริง”นายชวน ระบุ

เตือนกมธ.แก้ก่อนบ้านเมืองเสียหาย

นายชวนอภิปรายอีกว่า เคยทำหนังสือเปิดผนึกส่งถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 เพื่อขอให้กำชับข้าราชการวางตัวเป็นกลาง และสั่งการปราบปรามการซื้อเสียงที่ระบาดหนักทั่วประเทศโดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดตรัง บ้านเกิดของบิดาปลัดกระทรวงมหาดไทยแต่ปรากฏว่าไม่ประสบความสำเร็จ เพราะข้าราชการยุคนี้เกรงใจและเกรงกลัวนักการเมืองจนไม่กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง

“ผมไม่มีเวลามาก แต่ขอฝากเตือนกมธ.ว่าอย่าดูดาย หากเราปล่อยให้บ้านเมืองเป็นเช่นนี้ ไม่ใส่ใจเรื่องตัวบุคคลที่เข้ามาบริหาร มุ่งดูแค่ตัวเลขงบประมาณว่าจัดสรรสำเร็จแล้ว ประเทศจะไปต่อไม่ได้จึงขอฝากข้อคิดให้ กมธ.ช่วยกันหาแนวทางแก้ไข เพื่อไม่ให้ระบบราชการและบ้านเมืองเสียหายไปมากกว่านี้”นายชวน อภิปรายย้ำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก ส.ส.ฝ่ายค้านที่สงวนคำแปรญัตติงบกระรวงมหาดไทยได้อภิปรายกันอย่างเต็มที่ซึ่งใช้เวลาอภิปรายนานกว่า 6 ชั่วโมง ก่อนที่ประชุมลงมติเห็นชอบตามกมธ.แก้ไข จากนั้นเวลา 15.23 น. ที่ประชุมได้เริ่มเข้าสู่การพิจารณาในมาตรา 21 งบประมาณกระทรวงยุติธรรม

เจ๊รวย ขอเอ็นจอย เกาะขอบจอชมคอนเสิร์ต อัสนี-วสันต์ ระหว่างอภิปรายงบฯ ปี 70 เสียงดังลั่นไปถึงชั้นลอย

9 กันยายน 2569 เวลา 22:36 น.

9 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 20.50 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระ 2 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3

ทั้งนี้ ระหว่างการพิจารณามาตรา 24 กระทรวงศึกษาธิการ พบว่า นางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดแท็บเล็ต เพื่อดูคอนเสิร์ตอัสนี-วสันต์ ซึ่งเสียงของคอนเสิร์ตนั้น ดังไกลมาถึงสื่อมวลชนที่อยู่บนชั้นลอยของห้องประชุมสุริยัน โดยคาดว่า เป็นการชมสด FAREWELL CONCERT อัสนี-วสันต์ “อยากจะย้ำ ชัดๆ ครั้งสุดท้าย” รอบสุดท้ายของการบอกลา วันที่ 9 ก.ย.2569 ผ่านทางแอพ AIS PLAY

ผอ.JIC สวน กัมพูชา ไปอ่านข้อตกลงหยุดยิง และปฏิบัติตามให้ครบถ้วน ก่อนเปิดเจรจาจัดทำเขตแดน

9 กันยายน 2569 เวลา 21:58 น.

ผอ.JIC สวน กัมพูชา ไปอ่านข้อตกลงหยุดยิง และปฏิบัติตามให้ครบถ้วน ก่อนเปิดเจรจาจัดทำเขตแดน สร้างความสงบชายแดนยั่งยืน

เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (ผอ.JIC) กล่าวถึงกรณีฝ่ายกัมพูชาประท้วงไทย โดยกล่าวหาว่าละเมิดอธิปไตยและดำเนินกิจกรรมในดินแดนกัมพูชา ว่า อยากให้ฝ่ายกัมพูชากลับไปทบทวนสิ่งที่ไทยและกัมพูชาได้ตกลงร่วมกัน โดยเฉพาะถ้อยแถลงร่วมลงวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ก่อนที่จะกล่าวหากัน ควรอ่านถ้อยแถลงร่วมให้ครบถ้วน และปฏิบัติตามสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันอย่างจริงจัง สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการรักษาการหยุดยิง ไม่ยั่วยุ ไม่เพิ่มกำลัง ลดความเสี่ยงทางทหาร และทำให้พื้นที่มีความปลอดภัยสำหรับประชาชนทั้งสองประเทศ

กรณีที่กัมพูชาระบุว่าทหารไทยอยู่ในพื้นที่ของกัมพูชา พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ต้องแยกให้ชัดระหว่าง “ข้อกล่าวอ้างเรื่องเขตแดน” กับ “แนววางกำลัง” หลังการหยุดยิง โดยทั้งสองฝ่ายมีหน้าที่รักษาสถานะตาม Troop Deployment Line หรือแนววางกำลังของกำลังทหารตามที่ตกลงกัน ฝ่ายไทยยืนยันว่าปฏิบัติอยู่ในแนววางกำลังของไทย ไม่ได้ใช้การหยุดยิงเป็นโอกาสในการรุกคืบหรือเพิ่มกำลัง ดังนั้น ไม่ควรนำคำกล่าวอ้างฝ่ายเดียวเกี่ยวกับเขตแดนมาใช้แทนกระบวนการตรวจสอบและปักปันเขตแดน ซึ่งมีกลไกทวิภาคีรองรับอยู่แล้ว

ส่วนกรณีกัมพูชาต้องการให้เร่งประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) และตั้งข้อสังเกตว่าไทยกำลังถ่วงเวลานั้น ผอ.JIC กล่าวว่า ไทยไม่ได้ปฏิเสธ JBC ตรงกันข้าม ไทยต้องการให้ JBC ทำงานและเกิดผลอย่างแท้จริง แต่ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่สำรวจร่วมกัน สิ่งพื้นฐานที่สุดคือพื้นที่ต้องปลอดภัย ต้องรักษาการหยุดยิง ลดการเผชิญหน้า ไม่ยั่วยุ ไม่เพิ่มกำลัง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องร่วมมือกันเก็บกู้ทุ่นระเบิดและลดอันตรายในพื้นที่ “ถ้าพื้นที่ยังไม่ปลอดภัย เจ้าหน้าที่เทคนิคจะลงไปทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร”

เมื่อถามว่า ไทยกำลังตั้งเงื่อนไขด้านความมั่นคงก่อนเดินหน้า JBC หรือไม่ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ไม่ใช่การตั้งเงื่อนไข แต่เป็นการทำให้สิ่งที่ตกลงกันสามารถเกิดขึ้นจริง Security หรือความมั่นคง ไม่ใช่อุปสรรคของ JBC แต่เป็นสิ่งที่ทำให้ JBC สามารถทำงานได้ เมื่อพื้นที่ปลอดภัย เจ้าหน้าที่จึงสามารถลงสำรวจได้ เมื่อการเผชิญหน้าลดลง การเจรจาก็เดินหน้าได้ และเมื่อความหวาดระแวงลดลง ความไว้ใจก็จะกลับมา นี่คือเหตุผลที่ทุกส่วนของถ้อยแถลงร่วมต้องดำเนินการควบคู่กัน

สำหรับการดำเนินการกับพื้นที่สแกมเมอร์ว่ามีความเกี่ยวข้องกับข้อตกลงชายแดนอย่างไร ผอ.JIC กล่าวว่า อีกเรื่องที่ต้องไม่ลืมคือปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งกระทบต่อประชาชน ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยหรือกัมพูชา แต่มีผู้เสียหายจากหลายประเทศ โดยถ้อยแถลงร่วมมีเจตนารมณ์ให้ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันลดภัยคุกคามและสร้างความปลอดภัยตามแนวชายแดน ดังนั้น การจัดการเครือข่ายสแกมเมอร์ต้องดำเนินการอย่างจริงจัง โปร่งใส และร่วมมือกัน ไม่ควรนำข้อพิพาทเรื่องเขตแดนมาเป็นเหตุให้การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติหยุดชะงัก

ผอ.JIC ย้ำว่า “สิ่งที่ไทยต้องการไม่ซับซ้อน คือควรอ่านถ้อยแถลงร่วมให้ครบ และทำตามที่เราตกลงกัน รักษาการหยุดยิง ไม่ยั่วยุ ไม่เพิ่มกำลัง รักษาแนววางกำลัง ร่วมกันทำให้พื้นที่ปลอดภัย ร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด ร่วมปราบปรามสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ แล้วให้ JBC ทำหน้าที่เรื่องเขตแดนตามกลไกที่มีอยู่ หากทั้งสองฝ่ายทำสิ่งเหล่านี้ได้ การเจรจาก็จะเดินหน้าได้”

สำหรับเป้าหมายสุดท้ายของไทย พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า เป้าหมายของไทยไม่ใช่การเอาชนะกันด้วยแถลงการณ์ แต่คือประชาชนของทั้งสองประเทศต้องปลอดภัย และชายแดนต้องกลับมาสงบ ปัญหาเขตแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จึงยิ่งต้องใช้กลไกทวิภาคี ใช้ข้อเท็จจริง ใช้กฎหมาย และพูดคุยกัน โดยต้องหยุดยิงให้จริง ทำให้พื้นที่ปลอดภัย ปฏิบัติตามข้อตกลง และให้ JBC ทำหน้าที่ นี่คือเส้นทางที่เป็นรูปธรรมที่สุดในการนำไทยและกัมพูชากลับไปสู่ความสงบสุขร่วมกัน

ทั้งนี้ ผอ.JIC สรุปแนวทางของไทยด้วยหลัก “SECURITY → TRUST → JBC → PEACE” หรือ “พื้นที่ปลอดภัย สร้างความไว้ใจ ความไว้ใจทำให้ JBC เดินหน้า และ JBC กับกลไกทวิภาคีจะนำไปสู่สันติสุขของประชาชน” พร้อมย้ำว่า “ปลายทางไม่ใช่ชัยชนะของฝ่ายใด แต่คือความสงบสุขของประชาชนทั้งสองประเทศ”ผอ.JIC กล่าว

กาฬสินธุ์ผวา! พบ ‘ปลาหมอคางดำ’ โผล่เขื่อนลำปาว สหกรณ์ปลานิลชี้โดนมือดีแอบปล่อย

10 กันยายน 2569 เวลา 12:01 น.

กาฬสินธุ์ผวา! พบ ‘ปลาหมอคางดำ’ โผล่เขื่อนลำปาว สหกรณ์ปลานิลชี้โดนมือดีแอบปล่อย ด้านประมงจังหวัดสั่งเอกซเรย์ 5 จุดลุยกำจัดด่วน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความกังวลใจให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในพื้นที่ภาคอีสาน หลังสำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ออกมายืนยันชัดเจนว่าพบปลาหมอคางดำ ซึ่งเป็นเอเลี่ยนสปีชีส์ระบาดเข้ามาปรากฏตัวในน่านน้ำเขื่อนลำปาว แหล่งเพาะเลี้ยงปลานิลกระชังรายใหญ่ของจังหวัดกาฬสินธุ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจบริเวณกระชังปลาของสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังเขื่อนลำปาว จำกัด ต.ภูดิน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ พบว่าเกษตรกรยังคงเลี้ยงปลาตามปกติ แต่มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

นายวุฒิศักดิ์ ผู้จัดการสหกรณ์ผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังเขื่อนลำปาว จำกัด เปิดเผยว่า ยืนยันหนักแน่นว่าปลาหมอคางดำไม่ได้ปะปนมากับลูกพันธุ์ปลานิลหรือปลาทับทิมอย่างแน่นอน เพราะมาจากฟาร์มมาตรฐานของกรมประมง และหากแพร่พันธุ์ตามธรรมชาติจริง ก็ต้องพบตั้งแต่ต้นน้ำที่อ่างเก็บน้ำลำพันชาด อ.วังสามหมอ จ.อุดรธานี ในปริมาณมาก แต่นี่กลับพบเพียง 3 ตัว บริเวณบ้านนาอวน ต.หนองสรวง อ.หนองกุงศรี เพียงจุดเดียว

ตนจึงตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นฝีมือมนุษย์ที่แอบนำมาจากภาคกลางแล้วนำมาปล่อยลงเขื่อน อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่าเขื่อนลำปาวเป็นน้ำจืดสนิท ทำให้อัตราการรอดและขยายพันธุ์ของปลาหมอคางดำน่าจะต่ำ และยังไม่กระทบตลาดปลากระชังในขณะนี้

ด้าน นายบุญธง เภาเจริญ ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ เปิดเผยมาตรการรับมือเร่งด่วนว่า ในวันที่ 12 กันยายน 2569 นี้ กรมประมงจะส่งทีมผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่นำมาตรการ “เอกซเรย์” ปูพรมตรวจวัดและสำรวจประชากรปลาครอบคลุมทั้งระบบ 5 จุด (ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ) ในเขต อ.ท่าคันโท, อ.หนองกุงศรี, อ.ห้วยเม็ก, อ.สหัสขันธ์ และ อ.เมืองกาฬสินธุ์

นอกจากนี้ สำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ได้ประสานความร่วมมือกับ เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และกลุ่มชาวประมงพื้นบ้าน บูรณาการกำลังร่วมกันเฝ้าระวังและจับกุมตัดวงจรการแพร่พันธุ์ของปลาหมอคางดำทันที พร้อมวอนขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนหากพบเห็นให้ช่วยกันกำจัดหรือแจ้งเจ้าหน้าที่ด่วน เพื่อปกป้องระบบนิเวศและอาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในเขื่อนลำปาวอย่างยั่งยืน

‘ดร.สุวินัย’ เตือนรัฐบาลอนุทิน ระวังการสร้าง ‘ตัวจุดชนวน’ ให้ ‘สนธิ’

10 กันยายน 2569 เวลา 07:40 น.

จากกรณีก่อนหน้านี้ที่ สนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวที่บ้านพระอาทิตย์ แถลงทิศทางการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหม่ ภายใต้แนวคิด “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” โดยประกาศเตรียมเดินหน้ารวบรวมพลังประชาชนและยกระดับการเคลื่อนไหวทางการเมือง

ล่าสุดวันนี้ 10 กันยายน 2569 ดร.สุวินัย ภรณวลัย นักเขียนและอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์วิเคราะห์ทิศทางที่รัฐบาลอนุทินควรรับมือม็อบสนธิแแบไหน พร้อมข้อความทั้งหมดระบุว่า “รัฐบาลอนุทินควรรับมือม็อบสนธิอย่างไร?
/////

สุวินัย ภรณวลัย

หลังจากคุณสนธิ ลิ้มทองกุล
ประกาศเดินหน้าเคลื่อนไหวทางการเมือง
คำถามหนึ่งที่น่าสนใจคือ
รัฐบาลอนุทิน
ควรรับมือกับการเคลื่อนไหวครั้งนี้อย่างไร?
จะตอบโต้แรง ๆ ดีไหม?
จะปล่อยผ่าน?
จะชี้แจงทุกเรื่อง?
หรือควรพยายามทำให้ม็อบยุติลงให้เร็วที่สุด?
ในความเห็นของผม
โจทย์สำคัญที่สุดของรัฐบาล
อาจไม่ใช่การ “เอาชนะคุณสนธิ” เลย (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
แต่คือ
อย่าทำอะไรจนทำให้คนที่เดิมไม่ได้คิดจะลงถนน
ตัดสินใจออกจากบ้านมาร่วมม็อบเสียเอง
…..
สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลควรเข้าใจก่อนคือ
คนที่ติดตามคุณสนธิ
คนที่เห็นด้วยกับคุณสนธิ
และคนที่พร้อมจะออกมาอยู่บนถนน
ไม่ใช่คนกลุ่มเดียวกันทั้งหมด
คนจำนวนมากอาจฟังรายการทุกสัปดาห์
เห็นด้วยบางเรื่อง
ไม่พอใจรัฐบาลบางเรื่อง
แต่ยังไม่ได้หมายความว่า
เขาจะยอมเสียเวลา
เสียงาน
เสียความสะดวก
และออกจากบ้านมาชุมนุม
…..
เพราะการออกมาชุมนุม
มีต้นทุนจริง
ต่างจากการดูคลิป
กด Like
หรือ Share ข่าว
ดังนั้น
สิ่งที่รัฐบาลควรระวังที่สุด
ไม่ใช่จำนวนคนที่มาร่วมกิจกรรมในวันใดวันหนึ่ง
แต่คือ
อย่าสร้างเหตุการณ์บางอย่าง
ที่ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกพร้อมกันว่า
“คราวนี้รับไม่ได้แล้ว”
สิ่งนี้ผมเรียกว่า
Trigger
หรือตัวจุดชนวน
…..
รัฐบาลจำนวนมากพลาด
ไม่ใช่เพราะฝ่ายค้านเก่งเกินไป
แต่เพราะรัฐบาล
สร้างตัวจุดชนวนให้ฝ่ายตรงข้ามเอง
บางครั้งเป็นเรื่องคอร์รัปชัน
บางครั้งเป็นกฎหมาย
บางครั้งเป็นการใช้อำนาจ
บางครั้งเป็นการจัดการกับผู้ชุมนุมเกินกว่าเหตุ
และบางครั้ง
เป็นเพียงการปกป้องคนของตัวเอง
จนคดีหนึ่งคดี
หรือเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์
กลายเป็นสัญลักษณ์แทนความไม่พอใจทั้งหมดของสังคม
…..
ถ้าผมเป็นรัฐบาลอนุทิน
สิ่งแรกที่ผมจะทำคือ
อย่าสร้างเรื่องที่ประชาชนเห็นแล้วเข้าใจทันทีว่า
“นี่มันเกินไปแล้ว”
เรื่องทางการเมืองที่ซับซ้อน
มักต้องอธิบายกันยาว
จึงไม่ง่ายที่จะระดมคนจำนวนมาก
แต่เรื่องที่
ไม่ยุติธรรมอย่างชัดเจน
เอื้อพวกพ้องอย่างชัดเจน
ใช้อำนาจเพื่อตัวเองอย่างชัดเจน
หรือปกปิดความผิดอย่างชัดเจน
อันตรายกว่ามาก
เพราะไม่ต้องมีใครอธิบายสองชั่วโมง
ประชาชนเข้าใจเอง
…..
ประการต่อมา
ถ้ามีข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชัน
อย่าปล่อยให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของรัฐบาลทั้งรัฐบาล
เรื่องที่ตรวจสอบได้
ก็ควรตรวจสอบ
ข้อมูลที่เปิดได้
ก็ควรเปิด
ถ้าคนของรัฐบาลผิดจริง
ก็ควรจัดการ
บางครั้งการตัดคนคนหนึ่งออกจากรัฐบาล
อาจมีต้นทุนทางการเมืองน้อยกว่า
การนำรัฐบาลทั้งรัฐบาล
ไปผูกติดกับคนคนนั้น
…..
อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากคือ
อย่าปิดกั้นกระบวนการตรวจสอบ
เพราะข้อกล่าวหาเรื่องหนึ่ง
อาจยังไม่สร้างม็อบ
แต่ถ้าประชาชนเริ่มรู้สึกว่า
รัฐบาล
หน่วยงานรัฐ
และผู้มีอำนาจ
กำลังช่วยกันปิดเรื่อง
ข้อกล่าวหาธรรมดา
สามารถเปลี่ยนกลายเป็นคำถามใหญ่ได้ทันทีว่า
“ระบบทั้งหมดกำลังปกป้องกันเองหรือไม่?”
เมื่อถึงจุดนั้น
เรื่องเฉพาะเรื่อง
อาจถูกยกระดับกลายเป็น
“ปัญหาของระบอบ”
ได้ง่ายมาก
…..
รัฐบาลควรระวังอีกเรื่องคือ
อย่าใช้อำนาจรัฐกับฝ่ายวิจารณ์หรือผู้ชุมนุมเกินกว่าเหตุ
หากมีการทำผิดกฎหมาย
ก็ดำเนินการตามกฎหมาย
แต่ต้อง
ได้สัดส่วน
โปร่งใส
มีมาตรฐานเดียวกัน
และอธิบายได้
เพราะไม่มีอะไรช่วยขยายม็อบได้ดีเท่า
ภาพที่ทำให้คนซึ่งเดิมไม่ได้เห็นด้วยกับผู้ชุมนุม
เริ่มรู้สึกว่า
“รัฐบาลทำเกินไปหรือเปล่า?”
รัฐบาลไม่ควรสร้างความชอบธรรมให้ม็อบ
ด้วยมือของตัวเอง
…..
ส่วนการตอบโต้คุณสนธิโดยตรง
ผมคิดว่า
<< ไม่ควรทะเลาะกับคุณสนธิทุกวัน >> (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
คุณสนธิมีสื่อของตัวเอง
สามารถตั้งประเด็นใหม่ได้ตลอด
ถ้ารัฐบาลวิ่งตามตอบทุกประโยค
ทุกคลิป
ทุกข้อกล่าวหา
สุดท้ายรัฐบาลจะกลายเป็น
ผู้ช่วยประชาสัมพันธ์ประเด็นของคุณสนธิ
โดยไม่รู้ตัว
เรื่องไหนเป็นข้อเท็จจริงสำคัญ
ก็ตอบด้วยข้อเท็จจริง
เรื่องไหนต้องตรวจสอบ
ก็ให้กระบวนการตรวจสอบทำงาน
ส่วนเรื่องไหนเป็นความคิดเห็น
ก็ปล่อยให้สังคมตัดสิน
ไม่จำเป็นต้องทำให้
สนธิ ปะทะ รัฐบาล
กลายเป็นละครรายวัน
…..
อีกข้อหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญมากคือ
อย่าดูถูกผู้ชุมนุม
ต่อให้คนออกมาน้อย
ก็ไม่ควรเยาะเย้ย
ไม่ควรพูดว่าเป็นคนแก่
เป็นม็อบตกยุค
หรือเป็นคนถูกหลอก
เพราะมนุษย์เมื่อถูกดูถูก
มักรวมตัวกันแน่นขึ้น
จากคนที่เดิมต่างคนต่างอยู่
อาจค่อย ๆ เกิดความรู้สึกว่า
“พวกเราถูกดูถูกเหมือนกัน”
รัฐบาลจึงไม่ควรช่วยสร้าง
“พวกเรา”
ให้ฝ่ายตรงข้าม
…..
อีกยุทธศาสตร์หนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญมากคือ
แยกปัญหาจริงทีละเรื่อง
ออกจากเรื่องเล่าใหญ่ทางการเมือง
ถ้ามีปัญหาเขากระโดง
ก็จัดการเรื่องเขากระโดง
ถ้ามีข้อสงสัยเรื่องฮั้ว สว.
ก็ให้กระบวนการตรวจสอบทำงาน
ถ้ามีปัญหาทุนพลังงาน
ก็เปิดข้อมูลและแก้ปัญหาที่ควรแก้
ถ้ามีปัญหาท้องถิ่น
ก็แก้ปัญหาท้องถิ่น
อย่าปล่อยให้ปัญหาจำนวนมาก
สะสมจนถูกนำมาร้อยเข้าด้วยกัน
แล้วกลายเป็นเรื่องเล่าว่า
ทุกอย่างเป็นหลักฐานของ
“ระบอบสีน้ำเงิน”
วิธีตอบโต้ Grand Narrative
หรือเรื่องเล่าใหญ่
ที่ดีที่สุด
อาจไม่ใช่การสร้างเรื่องเล่าใหญ่อีกชุดขึ้นมาสู้
แต่คือ
มุ่งแก้ปัญหาจริงทีละเรื่อง
แล้วแจ้งให้สังคมทราบทุกระยะ
…..
รัฐบาลควรจับตาอีกตัวแปรหนึ่งอย่างใกล้ชิด
คือ
ฐานการเมืองที่เดิมไม่ได้อยู่กับคุณสนธิ
โดยเฉพาะ
คนรุ่นใหม่
ฐานพรรคส้ม
ชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ
กลุ่มวิชาชีพ
และเครือข่ายภาคประชาชน
วันนี้คนเหล่านี้
ไม่ได้เป็นมวลชนชุดเดียวกับคุณสนธิ
มีประวัติศาสตร์ทางการเมือง
ความคิด
และวัฒนธรรมทางการเมือง
แตกต่างกันหลายเรื่อง
แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องระวังคือ
อย่าทำอะไร
ที่ทำให้ความแตกต่างเหล่านั้นหมดความสำคัญลงชั่วคราว
เพราะมีเรื่องหนึ่งเรื่อง
ที่ทุกฝ่ายรู้สึกตรงกันว่า
“รับไม่ได้”
เมื่อใดที่คนซึ่งไม่เคยคิดจะเดินตามคุณสนธิ
พูดว่า
“คราวนี้ไม่เกี่ยวแล้วว่าใครเป็นแกนนำ
ผมก็รับไม่ได้เหมือนกัน”
เมื่อนั้น
สมการการเมืองจะเปลี่ยนทันที
…..
ตรงนี้จึงนำมาสู่เรื่องที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุด
คือ
รักษาชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่
ให้อยู่ต่ำกว่าเส้นที่ทำให้เขาตัดสินใจลงถนน
รัฐบาลไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกคนรัก
ประชาชนสามารถ
ด่ารัฐบาลได้
วิจารณ์รัฐบาลได้
ไม่เลือกภูมิใจไทยได้
แชร์บทความโจมตีรัฐบาลได้
ทั้งหมดนี้
ยังเป็นเรื่องปกติของการเมือง
สัญญาณที่รัฐบาลต้องระวังคือ
เมื่อคนซึ่งปกติไม่เคยไปม็อบ
เริ่มถามกันเองว่า
“พรุ่งนี้เจอกันที่ไหน?”
เมื่อประโยคนี้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง
นั่นหมายความว่า
ความไม่พอใจ
กำลังเปลี่ยนเป็นการระดมมวลชนแล้ว
…..
รัฐบาลจึงไม่ควรประมาท
เพียงเพราะกิจกรรมช่วงแรกมีคนไม่มาก
ม็อบใหญ่หลายครั้งในประวัติศาสตร์
ไม่ได้เริ่มต้นด้วยคนจำนวนมหาศาล
คำถามที่รัฐบาลควรถาม
จึงไม่ใช่เพียงว่า
“วันนี้มากี่คน?”
แต่ควรถามว่า
“มีคนกลุ่มใหม่เริ่มเข้ามาหรือยัง?”
คนที่ไม่เคยติดตามคุณสนธิ
เริ่มออกมาหรือยัง?
ชนชั้นกลางเมือง
เริ่มขยับหรือยัง?
เครือข่ายอื่น
เริ่มเคลื่อนไหวด้วยตัวเองหรือยัง?
ถ้ายังไม่มี
รัฐบาลก็ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก
แต่ถ้าเริ่มเกิดขึ้น
อย่าหลอกตัวเองด้วยตัวเลขของเมื่อวาน
…..
ผมจึงคิดว่า
ยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดของรัฐบาลอนุทิน
อาจเป็นยุทธศาสตร์ที่ฟังดูธรรมดามาก
คือ
ทำรัฐบาลให้ปกติที่สุด
ทำงาน
แก้ปัญหา
เปิดให้ตรวจสอบ
จัดการคนของตัวเองเมื่อทำผิด
ไม่ตอบโต้เกินจำเป็น
ไม่ดูถูกฝ่ายตรงข้าม
ไม่ใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ
และไม่สร้างเรื่องอื้อฉาวใหม่ ๆ
เพราะในการเมืองมวลชน
ฝ่ายตรงข้ามสามารถ
สร้างเวทีได้
สร้างเครือข่ายได้
สร้าง Campaign ได้
สร้าง Narrative ได้
และรักษาฐานเดิมได้
แต่สิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามสร้างเองได้ยากที่สุด
คือ
เหตุการณ์ในโลกจริง
ที่ทำให้คนซึ่งเดิมไม่ได้คิดจะลงถนน
รู้สึกพร้อมกันว่า
“พอแล้ว”
…..
เพราะฉะนั้น
ถ้ารัฐบาลอนุทินถามผมว่า
ควรรับมือม็อบสนธิอย่างไร?
ผมจะไม่ตอบว่า
ต้องเอาชนะคุณสนธิ
ไม่ตอบว่า
ต้องทำให้ม็อบสลาย
และไม่ตอบว่า
ต้องโต้คุณสนธิให้ชนะทุกประเด็น
ผมจะตอบสั้น ๆ ว่า
อย่ามอบ ตัวจุดชนวน (Trigger) ให้คุณสนธิ (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
…..
เพราะบางครั้ง
คู่ต่อสู้ที่มีประสบการณ์
อาจไม่ใช่สิ่งที่อันตรายที่สุดสำหรับรัฐบาล
สิ่งที่อันตรายกว่า
คือรัฐบาลทำผิดพลาดเสียเอง
จนเปลี่ยนคนที่เดิมนั่งดูการเมืองอยู่ที่บ้าน
ให้ลุกขึ้น
ใส่รองเท้าผ้าใบ
เปิดประตู
แล้วออกไปอยู่บนถนน
โดยที่ฝ่ายตรงข้าม
แทบไม่ต้องทำอะไรเลย
~ สุวินัย ภรณวลัย”

สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สุวินัย ภรณวลัย

ลุยแก้อุเทน-ปทุมวัน หย่าศึกตีกัน สั่งงดเข้าพื้นที่3เดือน ยศชนันงัด4มาตรการ

10 กันยายน 2569 เวลา 06:09 น.

ลุยแก้อุเทน-ปทุมวัน หย่าศึกตีกัน สั่งงดเข้าพื้นที่3เดือน ยศชนันงัด4มาตรการ จี้หาสถานที่เรียนใหม่ ชี้กระทบความมั่นคง ภาพลักษณ์ท่องเที่ยว

“ยศชนัน”เดินหน้า 4 มาตรการแก้ปม “อุเทนถวาย-ปทุมวัน”สั่งงดใช้พื้นที่พิพาทอย่างน้อย 3 เดือน เร่งจัดพื้นที่เรียนใหม่ พร้อมวางแผนเปลี่ยนผ่านพื้นที่เดิมสู่พื้นที่แห่งนวัตกรรม เปิดกว้างให้ประชาชนใช้ประโยชน์ ย้ำความปลอดภัย-คุณภาพการศึกษา 2 สถาบัน ต้องไม่สะดุดเร่งแก้ปัญหาพราะพื้นที่สยาม-ปทุมวัน กระทบความมั่นคง ภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นประเทศ

เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2569 ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีการประชุมหารือเกี่ยวกับการจัดการพื้นที่การจัดการศึกษามหิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย โดยมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวง อว.เป็นประธานและมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว.,ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.ฤกษ์ชัย ฟูประทีปศิริ อธิการบดีมหิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก รศ.ดร.เสถียร ธัญญศรีรัตน์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(ผบช.น.) พล.ต.ต.ชรินทร์โกพัฒน์ตา รอง ผบช.น. (น.6) พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น.(น.1-2)พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น.(เทพนคร 1) พ.ต.อ.เอกภพ ตันประยูร รอง ผบก.น.1พ.ต.อ.ธรา แปงเครื่อง รอง ผบก.น.6พ.ต.อ.นริศ ปรารถนาพรรอง ผบก.น.6พ.ต.อ.ศิริชาติ จันทร์พรมมา ผกก.สน.ปทุมวัน พ.ต.อ.เชิดศักดิ์ รอดเข็มผกก.สส.บก.น.6 รวมทั้งหน่วยงานและฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่ห้องประชุมชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว.โดยใช้เวลาประชุมประมาณ 45นาที

จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน แถลงผลการประชุมว่า การหารือครั้งนี้เป็นการสานต่อแนวทางที่ทุกฝ่ายได้พูดคุยและดำเนินการร่วมกันมาแล้ว โดยไม่ได้เป็นการทับซ้อนหรือยกเลิกคำสั่งหรือแนวทางเดิม แต่ต้องการทำให้สิ่งที่ได้ตกลงกันไว้สามารถเดินหน้าได้รวดเร็วและเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะการพิจารณาประเด็นด้านกฎหมาย ความมั่นคง และความปลอดภัย เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามหลักเกณฑ์และกรอบเวลาที่ชัดเจน เนื่องจากเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของ2สถาบัน แต่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ปทุมวันและสยาม ซึ่งเป็นทั้งพื้นที่เศรษฐกิจ พื้นที่ท่องเที่ยว พื้นที่การศึกษาและพื้นที่ที่เยาวชนเข้ามาใช้ชีวิตร่วมกัน ดังนั้นความปลอดภัยจึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญอย่างใกล้ชิด

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า จากการหารือร่วมกับผู้บริหารของทั้งสองสถาบัน ได้กำหนดแนวทางดำเนินการต่อจากนี้ 4ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.งดจัดการเรียนการสอนในพื้นที่พิพาทอย่างน้อย 3เดือน โดยจะดำเนินการทันทีนับตั้งแต่วันที่ 9ก.ย.นี้เป็นต้นไป โดย กระทรวง อว.จะออกคำสั่งให้ทั้ง 2สถาบันปฎิบัติตาม เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยให้กับนักศึกษา บุคลากรและประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ หากการเปลี่ยนผ่านด้านพื้นที่ยังไม่แล้วเสร็จ จะยังคงงดการเข้าใช้พื้นที่พิพาทต่อไป ขณะเดียวกัน ผู้บริหารทั้ง 2สถาบันจะต้องจัดรูปแบบการเรียนการสอนที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้มาตรการด้านความปลอดภัยส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาของนักศึกษา

2.เร่งจัดพื้นที่ใหม่ให้อุเทนถวาย โดยมอบหมายให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกจัดเตรียมพื้นที่ใหม่ที่ไม่อยู่ในพื้นที่พิพาท และเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในช่วงเวลา 3 เดือนที่กำหนด เพื่อให้สามารถย้ายการจัดการเรียนการสอนไปยังพื้นที่ใหม่ได้ หากยังไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ภายในกรอบเวลาดังกล่าว จะต้องพิจารณาขยายระยะเวลาการงดใช้พื้นที่พิพาทออกไป เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัย 3.ให้สถาบันเทคโนโลยีปทุมวันจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Plan) ด้วย โดยนอกจากการปฏิบัติตามมาตรการงดใช้พื้นที่ในช่วง 3 เดือน ยังต้องเตรียมความพร้อมในระยะยาวด้วย สำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพื้นที่หากมีความจำเป็นในอนาคต โดยไม่กระทบต่อการจัดการศึกษา

และ4.พัฒนาพื้นที่เดิมให้เป็นพื้นที่ด้านการศึกษา อุตสาหกรรม และนวัตกรรม โดยพื้นที่ปัจจุบันที่อุเทนถวายใช้งาน ซึ่งเป็นพื้นที่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยืนยันจะไม่ใช้พื้นที่ดังกล่าวในเชิงการค้าหรือเชิงพาณิชย์ แต่จะรักษาแนวคิดให้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมและนวัตกรรม เปิดโอกาสให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประชาชน ทั้งนี้ จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมจากสถาบันที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยกระทรวง อว.จะร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการบริหารจัดการพื้นที่ดังกล่าวให้ยังคงมีบทบาทเป็นพื้นที่ด้านการศึกษา การพัฒนาอุตสาหกรรม และนวัตกรรมต่อไป

“ระหว่างการเปลี่ยนผ่านจะมีการดูแลด้านความปลอดภัยอย่างเข้มข้น โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกองบัญชาการตำรวจนครบาลจะเข้ามาดูแลพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักศึกษา ประชาชน และนักท่องเที่ยวว่า พื้นที่สยามและปทุมวันซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของประเทศจะเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเข้ามาใช้ชีวิตและเดินทางได้อย่างปลอดภัย โดยสิ่งที่เราต้องการเห็นคือการยุติข้อพิพาทอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า วันนี้เราจึงต้องใช้กฎหมายและหลักเกณฑ์ที่มีอยู่เป็นกรอบในการดำเนินการ พร้อมกำหนดหน้าที่และกรอบเวลาของแต่ละฝ่ายให้ชัดเจน เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเดินหน้าไปพร้อมกันได้” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวและว่า

สำหรับประเด็นด้านคุณภาพการศึกษา ศ.ดร.ยศชนัน ย้ำว่า กระทรวง อว. จะดูแลทั้ง 2 สถาบันอย่างเต็มที่ ไม่ว่าการจัดการเรียนการสอนจะอยู่ในพื้นที่ใด โดยจะสนับสนุนเครื่องมือและทรัพยากรที่จำเป็น เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนแปลงด้านพื้นที่กระทบต่อคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ของนักศึกษา พร้อมทั้งรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของทั้งสองสถาบัน ทั้งศิษย์เก่าและนักศึกษาปัจจุบัน

เป้าหมายของเราคือทำให้ทุกฝ่ายสามารถเดินหน้าต่อไปได้พร้อมกัน ทั้งในเรื่องความปลอดภัย การยุติข้อพิพาท และการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เพราะท้ายที่สุดแล้ว เรามีเป้าหมายเดียวกัน คือการทำให้การศึกษาไทยมีคุณภาพและทำให้พื้นที่แห่งนี้กลับมาเป็นพื้นที่ที่สร้างประโยชน์ให้กับคนไทยทุกคน

วว.ยกระดับอุตฯไม้ดอกและไม้ประดับ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

10 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ โดย นางวิทยาลักษณ์ สามใจ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับไม้ดอกและไม้ประดับของจังหวัดเชียงใหม่” เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ในการยกระดับอุตสาหกรรมไม้ดอกและไม้ประดับของจังหวัดเชียงใหม่ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การผลิต การพัฒนาคุณภาพ การเพิ่มมูลค่าสินค้า การตลาด และการเชื่อมโยงสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่ ภายใต้แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG Economy (Bio-Circular-Green Economy) ที่มุ่งสร้างการเติบโตควบคู่กับความยั่งยืน โดยมี นายมนตรี แก้วดวง รักษาการผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ (ศนก.) ผศ.ดร.ณัฐพงค์ จันจุฬา นักวิจัย ศนก.  คณะนักวิจัย เข้าร่วมงาน ณ ตลาดมีโชค พลาซ่า จ.เชียงใหม่

ภายในงานมีการจัดกิจกรรม BLOOM AHOLIC  “หลงรักดอกไม้ หลงรักเมืองเชียงใหม่” เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ วิสัยทัศน์ และข้อเสนอแนะจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา นักวิจัย และผู้ประกอบการด้านไม้ดอกและไม้ประดับ ร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไม้ดอกของจังหวัดเชียงใหม่ให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าดอกไม้คุณภาพของประเทศ

โอกาสนี้ นายมนตรี แก้วดวง ในฐานะผู้แทน วว. ร่วมเสวนาในหัวข้อ “การประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับสินค้าไม้ดอกและไม้ประดับของจังหวัดเชียงใหม่” โดยได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การผลิตต้นพันธุ์ การจัดการแปลงปลูก เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการเชื่อมโยงตลาดและการสร้างแบรนด์ เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก

ทั้งนี้ วว. มุ่งใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับภาคการเกษตร สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทย และผลักดันเชียงใหม่สู่การเป็นเมืองแห่งไม้ดอกและไม้ประดับระดับนานาชาติ ความร่วมมือระหว่าง วว. และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ จะร่วมดำเนินงานครอบคลุมการวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี การให้คำปรึกษาทางวิชาการ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การยกระดับมาตรฐานสินค้า การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการผลักดันการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมไม้ดอกและไม้ประดับของจังหวัดเชียงใหม่ในระยะยาว พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ว้าว! วิทยาลัยเทคนิคอ่างทอง เปิดหลักสูตร “ช่างเชื่อมใต้น้ำ” แห่งแรกของไทย รายได้สูง

9 กันยายน 2569 เวลา 15:32 น.

 

วิทยาลัยเทคนิคอ่างทอง เปิดหลักสูตร “ช่างเชื่อมใต้น้ำ” แห่งแรกของประเทศ ปั้นนักศึกษาอาชีวะสู่สายอาชีพเฉพาะทาง รายได้สูง ต้องใช้ทักษะและความเชี่ยวชาญสูง เพื่อตอบโจทย์ตลาดแรงงานทั้งในและต่างประเทศ

วันที่ 9 ก.ย. ที่วิทยาลัยเทคนิคอ่างทอง ได้เดินหน้าพัฒนาหลักสูตรช่างเชื่อมใต้น้ำ รองรับความต้องการแรงงานฝีมือเฉพาะทาง หลังพบว่าอาชีพนี้ยังขาดแคลนในประเทศไทย โดยเปิดให้นักศึกษาระดับ ปวส. ได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ พร้อมฝึกทักษะการดำน้ำและการเชื่อมใต้น้ำอย่างเป็นระบบ

ดร.ไพฑูรย์ สังข์สวัสดิ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคอ่างทอง ได้นำ นายทัศนัย สุธาพจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง เยี่ยมชมวิทยาลัย และติดตามการเรียนการสอนด้านงานเชื่อมใต้น้ำ โดยมี อาจารย์ปราโมทย์ จามรเนียม หัวหน้าแผนกช่างเชื่อม ให้การต้อนรับและนำชมการฝึกปฏิบัติ

ดร.ไพฑูรย์ กล่าวว่า การเปิดหลักสูตรช่างเชื่อมใต้น้ำ ถือเป็นการพัฒนาทักษะช่างฝีมือเฉพาะทางที่มีความต้องการในตลาดแรงงาน แต่ยังมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในไทยจำนวนจำกัด ทางวิทยาลัยจึงนำองค์ความรู้จากครูผู้สอนที่จบจากโรงเรียนช่างฝีมือทหาร และผ่านการฝึกอบรมด้านการเชื่อมใต้น้ำมาแล้ว มาพัฒนาต่อยอดเป็นหลักสูตรการสอนในระดับ ปวส.

นักศึกษาที่จะเข้ารับการฝึก ต้องมีพื้นฐานด้านงานเชื่อม สามารถว่ายน้ำได้ และมีความพร้อมในการดำน้ำ เพราะต้องฝึกทั้งทักษะการเชื่อมและการปฏิบัติงานใต้น้ำควบคู่กัน ทางวิทยาลัยได้จัดเตรียมและจัดซื้ออุปกรณ์สำหรับฝึกดำน้ำและการเชื่อมใต้น้ำ เพื่อให้นักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติจริง ภายใต้การดูแลของครูผู้มีประสบการณ์

สำหรับงานที่รองรับผู้ผ่านการฝึกอบรม ได้แก่ งานซ่อมบำรุงท่อใต้น้ำ, งานท่อส่งน้ำมันชายฝั่งและในทะเล, งานซ่อมเรือเหล็ก, เรือดูดทราย และงานโครงสร้างต่าง ๆ ใต้น้ำ โดยเฉพาะการซ่อมเรือ หากต้องยกเรือขึ้นฝั่งจะมีค่าใช้จ่ายและใช้เวลานาน การมีช่างเชื่อมใต้น้ำลงไปซ่อมจุดที่มีปัญหาได้ทันที จะช่วยลดขั้นตอนและประหยัดต้นทุนไปได้มาก

ด้านรายได้ ถือเป็นสายอาชีพที่มีโอกาสสร้างรายได้สูงมาก ผู้ที่มีประสบการณ์และทักษะเฉพาะทาง สามารถทำงานในอุตสาหกรรมทางทะเลและงานซ่อมบำรุงโครงสร้างใต้น้ำ ซึ่งบางตำแหน่งมีรายได้สูงถึงหลักแสนบาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ลักษณะงาน และจำนวนครั้งที่ลงปฏิบัติงาน โดยค่าตอบแทนการลงทำงานแต่ละครั้ง (คิดเป็นเที่ยวหรือ Standard Dive) อยู่ที่ประมาณ 5,000 บาทต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับประเภทและเงื่อนไขของงาน

ส่วนเรื่องความปลอดภัย วิทยาลัยให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ระบบที่ใช้ฝึกจะเป็นกระแสไฟฟ้าตรง (DC) ซึ่งต่างจากกระแสไฟฟ้าสลับ (AC) ตามบ้านทั่วไป พร้อมปฏิบัติตามขั้นตอนความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด โดยมีครูผู้เชี่ยวชาญควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด

การเปิดหลักสูตรครั้งนี้ จึงเป็นอีกแนวทางในการพัฒนากำลังคนสายอาชีวะ ให้มีทักษะเฉพาะทางตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และเพิ่มโอกาสให้นักศึกษาได้ประกอบอาชีพที่มีรายได้สูงในอนาคต

‘รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์’ สานฝันเด็กพิเศษสู่อนาคต ผ่าน ‘ทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษา’ หนุนการเรียนรู้ พึ่งพาตนเอง

9 กันยายน 2569 เวลา 15:31 น.

การศึกษาเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยเปิดโอกาสให้เด็กพิเศษได้ค้นพบและพัฒนาศักยภาพของตนเอง เพราะเด็กแต่ละคนมีความสามารถและความต้องการที่แตกต่างกัน การเรียนรู้จึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการอ่านเขียนหรือความรู้ในห้องเรียน แต่ควรครอบคลุมถึงการพัฒนาทักษะการสื่อสาร การใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น การช่วยเหลือตนเอง และการฝึกทักษะอาชีพ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านความถนัดของตนเองและนำไปต่อยอดในชีวิตจริง การสร้างโอกาสทางการศึกษาที่เหมาะสมจึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้เด็กพิเศษสามารถเติบโตอย่างมีคุณภาพ ก้าวสู่การมีงานทำ และพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต…

ด้วยความสำคัญของการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กพิเศษ โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ และศูนย์พัฒนาการเด็กพิเศษพระมหาไถ่ ภายใต้การบริหารงานของมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ จึงจัดโครงการ “ทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษ” ขึ้นเพื่อระดมทุนสนับสนุนการจัดการศึกษา การฝึกอาชีพ ตลอดจนจัดหาอุปกรณ์และทรัพยากรที่จำเป็น เพื่อให้เด็กพิเศษได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง พร้อมเตรียมความพร้อมสู่การมีงานทำและพึ่งพาตนเองในอนาคต โดยงานจะจัดขึ้นในวันอังคารที่ 29 กันยายน 2569 เวลา 08.00–12.00 น. ณ หอประชุมศูนย์มหาไถ่ มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี

นางสาววรรณวนัช กันพรม ผู้จัดการโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ กล่าวว่า โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ และศูนย์พัฒนาการเด็กพิเศษพระมหาไถ่ จัดตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2561 เพื่อให้บริการด้านการกระตุ้นพัฒนาการ การศึกษาและฝึกอาชีพแก่เด็กพิเศษที่มีอายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไปโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ครอบคลุมการเรียนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ไปจนถึงระดับฝึกอาชีพ ปัจจุบันมีเด็กพิเศษในโรงเรียนกว่า 170 คน

การจัดการศึกษาให้กับเด็กพิเศษไม่ได้มุ่งเพียงให้เด็กอ่านออกเขียนได้หรือเรียนจบตามระดับการศึกษาเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับการค้นหาศักยภาพของเด็กแต่ละคน เพื่อให้นำความสามารถของตนเองมาต่อยอดเป็นทักษะที่ใช้ได้จริง ทั้งในชีวิตประจำวัน การสื่อสาร การอยู่ร่วมกับผู้อื่น ตลอดจนการฝึกทักษะอาชีพที่เหมาะสมกับความถนัดและศักยภาพของแต่ละบุคคล

“เด็กพิเศษแต่ละคนมีความสามารถและศักยภาพที่แตกต่างกัน สิ่งที่โรงเรียนให้ความสำคัญคือการค้นหาว่าเด็กแต่ละคนมีความสามารถด้านใด แล้วนำสิ่งนั้นมาพัฒนาให้เกิดเป็นทักษะ ทั้งด้านการเรียนรู้ การใช้ชีวิต และการฝึกอาชีพ เพราะเราอยากเห็นเด็ก ๆ สามารถก้าวไปข้างหน้าได้ด้วยตัวเอง และมีโอกาสเข้าสู่การทำงานจริงในอนาคต” นางสาววรรณวนัช กล่าว

ขณะเดียวกัน การจัดการศึกษาและการฝึกทักษะสำหรับเด็กพิเศษจำเป็นต้องมีสื่อการเรียนการสอน อุปกรณ์ฝึกอาชีพ และเครื่องมือเฉพาะที่เหมาะสมกับความต้องการของเด็ก รวมถึงบุคลากรและทรัพยากรที่เพียงพอต่อการดูแลและพัฒนาเด็กอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนจากภาคส่วนต่างๆ จึงมีส่วนสำคัญในการช่วยให้โรงเรียนสามารถจัดการศึกษาและพัฒนาทักษะที่จำเป็นให้กับเด็กได้อย่างเต็มศักยภาพ  ทุกการสนับสนุนอาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับเด็กพิเศษอาจหมายถึงโอกาสที่จะได้เรียน ได้ฝึก ได้ค้นพบความสามารถของตัวเอง และอนาคตที่สามารถมีงานทำและดูแลตัวเองได้ การให้โอกาสเด็กพิเศษจึงไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือในวันนี้ แต่เป็นการวางรากฐานให้เด็กพิเศษสามารถเติบโตอย่างมีคุณค่าและมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเต็มศักยภาพ

สำหรับโครงการ “ทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษ” ได้รับเกียรติจาก พระโสภณคณาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดญาณสังวราราม เจ้าคณะจังหวัดชลบุรี (ธรรมยุต) และนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา ศิษย์เก่า ตลอดจนประชาชนผู้มีจิตศรัทธาในพื้นที่เมืองพัทยาและพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมงาน

นางสาววรรณวนัช กล่าวอีกว่า ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโอกาสให้เด็กพิเศษ เพราะสิ่งที่เด็กๆ ต้องการไม่ใช่ความสงสาร แต่คือโอกาสในการเรียนรู้  การพัฒนาตัวเอง และโอกาสที่จะได้แสดงให้เห็นว่าเขาก็สามารถทำอะไรได้อีกมากมาย หากได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม” โครงการ “ทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษ” จึงเป็นมากกว่ากิจกรรมระดมทุน แต่เป็นการร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษา พัฒนาทักษะชีวิตและอาชีพ และสร้างเส้นทางสู่การพึ่งพาตนเองให้กับเด็กพิเศษ เพื่อให้พวกเขาสามารถเติบโตอย่างมีคุณค่าและมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเต็มศักยภาพ

ร่วมสร้างโอกาส เพื่ออนาคตของน้องๆ ร่วมบริจาคเงินหรือสิ่งของจำเป็นได้ที่ ธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี “โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์” หรือผ่านระบบ e-Donation ซึ่งสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 092-739-0990