ไม่สำคัญเลยปิดไมค์!? ทราย สมุทร ข้องใจ ประเทศเจอภัยคุกคามรอบด้าน แต่เลือกทำร้ายคนไทยกันเอง!?

3 กันยายน 2569 เวลา 15:02 น.

ไม่สำคัญเลยปิดไมค์!? ทราย สมุทร ข้องใจ ประเทศเจอภัยคุกคามรอบด้าน แต่เลือกทำร้ายคนไทยกันเอง!?

เมื่อวันที่ 3 ก.ย.2569 สิรณัฐ สก๊อต หรือ ทราย สมุทร ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ถึงกรณี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ปิดไมค์นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ขณะอภิปรายร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ….(พ.ร.บ.อากาศสะอาด) ว่า “ไม่สำคัญเลยปิดไมค์ของเขา? ประเทศเรากำลังเจอภัยคุกคามรอบทุกด้านและคุณจะเลือกทำร้ายคนไทยกันเอง? สภามีเพื่อดูแลคนไม่ได้ตัดเสียงเรา”

ทรายสมุทร, ปิดไมค์, รัฐสภา, แนวหน้าออนไลน์

อธิบดีกรมการข้าว ชวนชาวนาพัฒนาระบบการผลิตข้าว ลดต้นทุน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ เตรียมความพร้อมการแข่งขันในตลาดโลก

4 กันยายน 2569 เวลา 09:23 น.

4 กันยายน 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เชิญชวนพี่น้องชาวนาทั่วประเทศร่วมปรับเปลี่ยนสู่การผลิต “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ซึ่งเป็นแนวทางการทำนายุคใหม่ที่มุ่งลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับศักยภาพข้าวไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า การผลิตข้าวคาร์บอนต่ำไม่ใช่การเพิ่มภาระให้เกษตรกร แต่เป็นการปรับวิธีการผลิตให้เหมาะสมและคุ้มค่ามากขึ้น โดยมุ่งลดการใช้ปัจจัยการผลิตที่ไม่จำเป็น ลดต้นทุน และเพิ่มรายได้สุทธิให้กับเกษตรกร ควบคู่ไปกับการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการเกษตร โดยแนวทางสำคัญที่เกษตรกรสามารถนำไปปรับใช้ได้ ประกอบด้วย 4 แนวทางหลัก ได้แก่ การจัดการฟางข้าวโดยไม่เผา การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง การใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสมตามความต้องการของพืชและสภาพดิน และการจัดการศัตรูข้าวแบบผสมผสาน ซึ่งล้วนเป็นวิธีที่ช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้สารเคมี และลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายอานนท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เกษตรกรไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนทุกขั้นตอนในคราวเดียว แต่สามารถค่อย ๆ ปรับใช้ตามความเหมาะสมของพื้นที่และศักยภาพของแต่ละครัวเรือน โดยกรมการข้าวพร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และให้คำแนะนำเพื่อให้เกษตรกรสามารถเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับแปลงนาของตนเองได้อย่างมั่นใจ

ทั้งนี้ ปัจจุบันหลายประเทศและตลาดผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรกรรม ดังนั้นการส่งเสริมการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำจึงเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้ภาคการผลิตข้าวของไทยสามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดโลก และรักษาความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในระยะยาว

“ข้าวคาร์บอนต่ำไม่ใช่เพียงการลด การปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่เป็นการพัฒนาระบบการผลิตข้าวให้ใช้ ทรัพยากรและปัจจัยการผลิตอย่าง มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความ สามารถในการทำกำไร ควบคู่กับการ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้าง ข้อมูลที่น่าเชื่อถือเพื่อเตรียมความพร้อม ของข้าวไทยต่อการแข่งขันและเงื่อนไข ด้านสิ่งแวดล้อมของตลาดโลก” อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

อธิบดีกรมการข้าว,กรมการข้าว,ชาวนา,ข้าว,ข้าวคาร์บอนต่ำ,

เกษตรอำเภอฯเตือนชาวสวนระวัง! หลังพบเบาะแสทุเรียนจากที่อื่นซุกตู้ทึบสวมสิทธิ์ทุเรียนทองผาภูมิ

3 กันยายน 2569 เวลา 14:25 น.

 

เกษตรอำเภอทองผาภูมิส่งสัญญาณเตือนชาวสวน หลังพบเบาะแสทุเรียนจากภาคใต้ซุกตู้ทึบสวมสิทธิ์ทุเรียนทองผาภูมิ หวั่นกระทบชื่อเสียงและพาหนอนเจาะเปลือกแพร่ระบาด เศรษฐกิจพัง

นายชยุติ โสไกร หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า ขณะนี้ทุเรียนทองผาภูมิใกล้จะหมดแล้ว อย่าเอาทุเรียนตู้ทึบมาสวมสิทธิ์ทุเรียนทองผาภูมิ สิ่งที่น่าเป็นห่วงจากทุเรียนต่างถิ่นคือ ถ้าเราไม่ช่วยกันป้องกัน หนอนเจาะเปลือกอาจระบาดรุนแรงได้ในพื้นที่ทองผาภูมิและกาญจนบุรี จากเบาะแสเรารู้ตั้งแต่รถตู้ทึบขนทุเรียนของคุณผ่านด่านที่ไทรโยคแล้ว แต่ขอแจ้งเตือนกันไว้ก่อนที่จะใช้มาตรการอื่น

จากข้อมูลข้างต้น สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา นายจตุพร อิ่มจิตร เกษตรอำเภอทองผาภูมิ ได้ประกาศเตือนภัยทุเรียนสวมสิทธิ์และเฝ้าระวังหนอนเจาะเปลือก โดยเกษตรทองผาภูมิเตือนภัย! ระวังทุเรียนใต้สวมสิทธิ์เป็นทุเรียนทองผาภูมิ

เรื่องนี้สำคัญมาก อยากให้พี่น้องอ่านให้จบ ขณะนี้พบว่ามีทุเรียนจากตู้ทึบที่ขนมาจากภาคใต้ แอบอ้างสวมสิทธิ์เป็นทุเรียนทองผาภูมิ ซึ่งไม่เป็นธรรมทั้งกับผู้บริโภคและเกษตรกรตัวจริงในพื้นที่ของเรา ขอฝากถึงพ่อค้าแม่ค้าทุกท่าน ถ้าเป็นทุเรียนใต้ กรุณาบอกตามตรงว่าเป็นทุเรียนใต้ อย่าสวมสิทธิ์เป็นทุเรียนทองผาภูมิ เพราะตอนนี้ผลผลิตทุเรียนทองผาภูมิของเราใกล้จะหมดฤดูกาลแล้ว การสวมสิทธิ์แบบนี้จะทำให้ผู้บริโภคสับสน และเสียชื่อเสียงทุเรียนทองผาภูมิที่เกษตรกรตั้งใจปลูกกันมาทั้งปี

อีกเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังไม่แพ้กัน คือทุเรียนที่ขนมาจากภาคใต้แต่อาจมีหนอนเจาะเปลือกทุเรียนติดมาด้วย ซึ่งเสี่ยงที่จะแพร่ระบาดเข้าสู่สวนทุเรียนในพื้นที่ของเราได้ในอนาคต

ที่ผ่านมา สำนักงานเกษตรจังหวัดได้กล่าวถึงขบวนการหลอกลวงผู้บริโภค โดยนำทุเรียนจากภาคใต้มาแอบอ้างสวมสิทธิ์ขายเป็น “ทุเรียนทองผาภูมิ” ซึ่งกำลังเป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและชื่อเสียงของเกษตรกรในจังหวัดกาญจนบุรีอย่างมาก เนื่องจากทุเรียนทองผาภูมิได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งมีราคาและมูลค่าในตลาดสูงกว่าทุเรียนข้ามถิ่นทั่วไป

หากถูกจับกุม โทษทางกฎหมายสำหรับพ่อค้าแม่ค้าที่นำทุเรียนอื่นมาสวมสิทธิ์แอบอ้าง จะเข้าข่ายมีความผิดทางกฎหมายหลายกระทง ดังนี้ 1. ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 2. ความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค เจตนาทำให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ หรือคุณภาพของสินค้า มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ 3. ความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) แอบอ้างใช้ชื่อสินค้า GI เพื่อหลอกลวง มีโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท

กาญจนบุรี, ทองผาภูมิ, ทุเรียน

ฮือฮากาฬสินธุ์! พบ ‘ปลาหมอคางดำ’ ท้ายเขื่อนลำปาว เกษตรกรลั่นไม่กลัว-พร้อมจับทำลาบก้อย

3 กันยายน 2569 เวลา 14:11 น.

ฮือฮากาฬสินธุ์! พบ ‘ปลาหมอคางดำ’ ท้ายเขื่อนลำปาว ประมงกาฬสินธุ์–สกลนคร ปูพรมปูอวนสำรวจ 6 จุด ด้านเกษตรกรเลี้ยงกุ้งลั่นไม่กลัว พร้อมจับทำลาบก้อย-หมักปลาร้ากิน

วันที่ 3 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ แหล่งเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามขนาดใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งใช้น้ำจากโครงการส่งน้ำและรักษาลำปาว (เขื่อนลำปาว) หลังเกิดกระแสข่าวในโลกออนไลน์ว่า ชาวประมงพื้นบ้าน ต.หนองสรวง อ.หนองกุงศรี พบปลาน้ำจืดลักษณะคล้ายปลาหมอคางดำบริเวณท้ายเขื่อนลำปาว สร้างความแตกตื่นให้กับหน่วยงานภาครัฐที่เกรงว่าจะเกิดการแพร่ระบาดในพื้นที่ภาคอีสาน

ล่าสุด เจ้าหน้าที่สำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ลงพื้นที่สำรวจและสอบถามเจ้าของโพสต์ดังกล่าว แต่ยังไม่พบตัวปลาเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามในวันนี้เจ้าหน้าที่ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ ร่วมกับทีมผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานประมงจังหวัดสกลนคร ได้วางแผนสนธิกำลังนำอวนลงพื้นที่ตรวจสอบและดักจับปลาในเขื่อนลำปาวรวม 6 จุดเป้าหมาย เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่ามีการหลุดรอดของปลาหมอคางดำจริงหรือไม่ พร้อมแจ้งเตือนชาวประมงรอบอ่างเก็บน้ำ 6 อำเภอ และผู้เลี้ยงปลากระชังกว่า 400 ราย รวม 12,000 กระชัง ให้ช่วยกันสังเกตและเฝ้าระวัง

ขณะที่บรรยากาศในกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งและชาวบ้านในพื้นที่ กลับไม่ได้รู้สึกตื่นตระหนกหรือหวาดกลัวต่อกระแสข่าวดังกล่าว โดยต่างมองผ่านวัฒนธรรมการกินของคนอีสานว่า หากเป็นปลาที่ไม่มีพิษภัยก็สามารถนำมาปรุงอาหารรับประทานเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพได้

นางนิรมิต เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม บ้านตูม หมู่ 19 ต.บัวบาน เปิดเผยว่า เลี้ยงกุ้งมานานเกือบ 30 ปี ในพื้นที่กว่า 20 ไร่ ที่ผ่านมาลากอวนหรือสูบน้ำจับกุ้งก็พบเพียงปลาช่อน ปลาซิว และปลาสร้อยตามธรรมชาติ ไม่เคยเจอปลาหมอคางดำแม้แต่ตัวเดียว และตนก็ไม่รู้สึกกลัว เพราะคนอีสานกินปลาได้ทุกชนิด หากพบจริงก็พร้อมจับมาปิ้งย่าง ปรุงอาหารในครัวเรือน หรือหากมีจำนวนมากก็จะนำไปทำปลาร้าถนอมอาหารเก็บไว้กินได้ตลอดทั้งปี

ด้าน นายอนุชา เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งและพ่อค้าคนกลาง บ้านตูม หมู่ 4 ต.บัวบาน กล่าวเสริมว่า ถึงแม้จะติดตามข่าวผลกระทบต่อบ่อเลี้ยงกุ้งมาตลอด แต่ในพื้นที่จริงยังไม่เคยเจอ ซึ่งชาวบ้านและเพื่อนเกษตรกรคุยกันว่าไม่กลัวเลย แถมบางคนยังพูดขำๆว่าอยากให้หลุดเข้ามาเยอะๆจะได้จับมาทำเมนูเด็ดอย่างลาบ ก้อย ต้มยำ กินกับข้าวเหนียวจิ้มแจ่ว หรือจับใส่ไหทำปลาร้ารสแซ่บนัว เพราะวิถีคนอีสานหาอาหารกินง่าย อะไรกินได้ก็กินอยู่แล้ว

ทั้งนี้ ผลการสืบเสาะและดักจับปลาด้วยอวนโดยละเอียดในพื้นที่ 6 จุด ของทีมประมงกาฬสินธุ์และสกลนคร ในช่วงบ่ายวันนี้ จะมีการสรุปรายงานผลและวางมาตรการรับมืออย่างเป็นทางการต่อไป

กาฬสินธุ์, กุ้งก้ามกรามยางตลาด, ประมงกาฬสินธุ์, ปลาหมอคางดำ, เขื่อนลำปาว

เปิดอาคารศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงาน ศฝปท. ยกระดับเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และพลังงานภาคตะวันออก

4 กันยายน 2569 เวลา 12:49 น.

เปิดอาคารศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงาน ศฝปท. จ.ระยอง NSM จับมือสำนักปลัดกระทรวงกลาโหมพัฒนาและยกระดับเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และพลังงานที่สำคัญของภาคตะวันออกเพื่อสนับสนุนการพัฒนากำลังคนด้านปิโตรเลียมและพลังงาน

นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM พร้อมด้วย ดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการ NSM เข้าร่วมพิธีเปิดอาคารศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงาน ศูนย์ฝึกศึกษาบุคลากรด้านปิโตรเลียมและพลังงานทหาร (ศฝปท.) ณ ตำบลพลา อำเภอบ้านฉาง จ.ระยอง แหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานที่รวบรวมและถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับพลังงานปิโตรเลียม พลังงานทดแทน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในอนาคต โดย NSM ได้ร่วมพัฒนาและยกระดับศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และพลังงานที่สำคัญของภาคตะวันออก สอดคล้องกับบทบาทของจังหวัดระยองในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมและพลังงานที่สำคัญของประเทศ

ในโอกาสนี้ ได้รับเกียรติจาก พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีเปิดฯ พร้อมด้วยหัวหน้าหน่วยขึ้นตรงสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในจังหวัดระยอง เข้าร่วมเป็นสักขีพยานและร่วมแสดงความยินดีในการเปิดแหล่งเรียนรู้แห่งสำคัญด้านพลังงานของประเทศ

นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ กล่าวว่า NSM ได้ร่วมมือกับสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม ในการพัฒนาและบริหารจัดการอาคารศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงาน ศูนย์ฝึกศึกษาบุคลากรด้านปิโตรเลียมและพลังงานทหาร (ศฝปท.) จ.ระยอง ร่วมกัน โดยอาศัยความเชี่ยวชาญของ NSM ในการพัฒนานิทรรศการและการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ เพื่อยกระดับศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานที่มีความทันสมัย สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาพลังงานของประเทศและแผนพลังงานชาติ ตลอดจนถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และประวัติความเป็นมาของกรมการพลังงานทหารให้แก่ประชาชนและผู้สนใจได้อย่างครบถ้วน

นายสุวรงค์ กล่าวต่อว่า อาคารศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงาน ศฝปท.(ระยอง) เป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญที่รวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับพลังงานปิโตรเลียม พลังงานทดแทน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในอนาคต โดย NSM ได้ร่วมพัฒนาเนื้อหา รูปแบบนิทรรศการ และกิจกรรมการเรียนรู้ให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและสื่อการเรียนรู้รูปแบบใหม่ เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่เข้าใจง่าย สนุก และเข้าถึงได้สำหรับผู้เข้าชมทุกกลุ่มวัย

“ศูนย์แห่งนี้จึงมิได้เป็นเพียงพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านพลังงานเข้ากับการดำรงชีวิตประจำวันและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับที่มา ความสำคัญ และบทบาทของพลังงานแต่ละประเภท ตลอดจนส่งเสริมการตระหนักรู้ถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน เพื่อก้าวสู่อนาคตพลังงานอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายสุวรงค์ กล่าว

NSM, ภาคตะวันออก, ศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงาน ศฝปท., สำนักปลัดกระทรวงกลาโหม

ธ.กรุงเทพ หนุน มจพ. เดินหน้าศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล คณะแพทยศาสตร์ เสริมศักยภาพการเรียนรู้–วิจัย

4 กันยายน 2569 เวลา 12:36 น.

ธนาคารกรุงเทพ หนุน มจพ. เดินหน้าศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล คณะแพทยศาสตร์ เสริมศักยภาพการเรียนรู้–วิจัย สร้างกำลังคนการแพทย์ยุคดิจิทัล ตอบโจทย์ระบบสุขภาพแห่งอนาคต

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) จัดพิธีรับมอบเงินสนับสนุนการจัดตั้ง “ศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล” คณะแพทยศาสตร์ มจพ. จากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ณ ห้องประชุมราชพฤกษ์ อาคารนวมินทรราชินี มจพ. โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเรียนรู้ และส่งเสริมการประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับการจัดการศึกษา การวิจัย และการพัฒนากำลังคนด้านการแพทย์ให้สอดรับกับบริบทของโลกยุคดิจิทัล ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ศาสตราจารย์ ดร. ธานินทร์ ศิลป์จารุ อธิการบดีพร้อมคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยฯ ร่วมให้การต้อนรับ

ทั้งนี้ คุณพจณี คงคาลัย ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวถึงการสนับสนุนครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของภาคการเงินในการมีส่วนร่วมสนับสนุนการศึกษา การพัฒนานวัตกรรม และการสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนากำลังคนด้านการแพทย์และสุขภาพ ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญต่อการยกระดับระบบบริการสุขภาพของประเทศ โดยเฉพาะการเตรียมบุคลากรให้มีทั้งความรู้ทางวิชาชีพ ความสามารถด้านเทคโนโลยี และทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อให้สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมในการดูแลสุขภาพ การวิจัย และการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ อันจะนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการให้บริการแก่ประชาชนในระยะยาว

สำหรับพิธีส่งมอบเงินสนับสนุน คุณพจณี คงคาลัย ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ส่งมอบเงินสนับสนุนแก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นจำนวนเงิน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาท) โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัย  ศาสตราจารย์  ดร.ธานินทร์ ศิลป์จารุ อธิการบดี ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ เซี่ยงฉิน ผู้อำนวยการอุทยานเทคโนโลยี มจพ.  ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรวิทย์ จตุรพาณิชย์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร ศาสตราจารย์ ดร.เสาวณิต สุขภารังษี  รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ พร้อมคณะผู้บริหารของ มจพ. และผู้บริหารของธนาคารกรุงเทพฯ เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในการรับมอบ

ในโอกาสนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นภดล วิวัชรโกเศศ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ อุทยานเทคโนโลยี มจพ. ในฐานะผู้ออกแบบและมีส่วนสำคัญในการดำเนินการจัดตั้ง “ศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล” ได้อธิบายถึงระบบการดำเนินงานและแนวทางการใช้ประโยชน์ของศูนย์ฯ โดยระบุว่า ศูนย์การเรียนรู้ฯ แห่งนี้จะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เปิดกว้างสำหรับนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ นักศึกษาของ มจพ. ตลอดจนบุคคลทั่วไป รวมถึงบุคลากรจากภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และหน่วยงานภาครัฐ ทั้งนี้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงองค์ความรู้และกิจกรรมการเรียนรู้ผ่าน ระบบทางไกล (Online Learning) ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการเรียนรู้ได้อย่างสะดวกและทั่วถึง อีกทั้งองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้และต่อยอดกับระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) เพื่อสนับสนุนการให้บริการทางการแพทย์และสุขภาพในรูปแบบดิจิทัล อันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ และรองรับการเปลี่ยนแปลงของระบบสุขภาพในอนาคต

ความร่วมมือระหว่าง มจพ. และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญจากความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคธุรกิจในการร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ โดยมุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษา พัฒนาสภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ และเสริมสร้างศักยภาพกำลังคนให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม สามารถปรับตัวและสร้างคุณค่าให้แก่สังคมท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกยุคดิจิทัล การสนับสนุนในครั้งนี้จึงมิได้เป็นเพียง “การมอบเงินเพื่อการศึกษา” หากแต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของนักศึกษา บุคลากร ตลอดจนบุคลากรจากภาครัฐและภาคเอกชน ให้มีโอกาสเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัย พร้อมพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานและการดำเนินชีวิต สามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในยุคดิจิทัลได้ต่อไป

คณะแพทยศาสตร์ มจพ., ธ.กรุงเทพ, มจพ., ศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล

‘สอวช.’เปิดเวที Policy Dialogue ชงปฏิรูประบบวิจัย‘กระจายโอกาส–ลดเหลื่อมล้ำ’

4 กันยายน 2569 เวลา 10:44 น.

‘สอวช.’เปิดเวที Policy Dialogue ชงปฏิรูประบบวิจัย‘กระจายโอกาส–ลดเหลื่อมล้ำ’ ดึงคนชายขอบร่วมกำหนดโจทย์ สร้างนวัตกรรมไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดเวทีเสวนาเชิงนโยบาย (Policy Dialogue) “การยกระดับบทบาทสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์เพื่อกำหนดนโยบายและขับเคลื่อนนวัตกรรมไทย” ครั้งที่ 4 ภายใต้หัวข้อ “Closing the Gap: Pathways to Inclusive Growth – ปิดช่องว่าง สร้างการเติบโตที่ทั่วถึง” เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเปิดวงนักวิชาการเสนอแนวทางปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรมไทย ให้เป็นกลไกแก้ความเหลื่อมล้ำตั้งแต่ระดับโครงสร้าง พร้อมกระจายอำนาจในการกำหนดโจทย์วิจัย เปิดพื้นที่ให้ประชาชนและชุมชนที่อยู่ห่างไกลจากอำนาจมีส่วนร่วม เพื่อให้ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้าถึงคนทุกกลุ่มอย่างเป็นธรรม

ดร.สุชาต อุดมโสภกิต ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า การพัฒนาประเทศระยะต่อไปต้องก้าวพ้นการมุ่งเน้นเพียง “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” ไปสู่ “การเติบโตที่ทั่วถึง” โดยให้ความสำคัญทั้งคุณภาพของการพัฒนาและการกระจายผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม เนื่องจากแม้ประเทศไทยจะลงทุนด้านการวิจัยและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง แต่ผลประโยชน์จากการพัฒนายังคงกระจุกตัวในบางพื้นที่ อุตสาหกรรม และกลุ่มประชากร ขณะที่ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างยังเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ดังนั้น การลดความเหลื่อมล้ำจึงต้องเริ่มตั้งแต่การออกแบบระบบและนโยบาย ไม่ใช่เพียงแก้ปัญหาที่ปลายทาง โดยต้องเข้าใจความแตกต่างของผู้คนและบริบทแต่ละพื้นที่ และนำองค์ความรู้จากสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มาเติมเต็มระบบวิจัยและนวัตกรรม เพื่อให้สามารถตอบโจทย์สังคมได้ลึกและรอบด้านมากขึ้น

รศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ อาจารย์ประจำสาขามานุษยวิทยา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า รากของความเหลื่อมล้ำไทยส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างการถือครองทุนและทรัพยากรที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะชุมชนที่มีข้อจำกัดด้านสิทธิและกฎหมายในการจัดการทรัพยากร จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างคน วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมควบคู่กับบริบทเฉพาะพื้นที่ พร้อมชี้ว่า ความเหลื่อมล้ำไม่ได้มีเพียงเรื่องรายได้ แต่ยังรวมถึงการลดลงของพื้นที่สำหรับ “ความรู้กระแสรอง” ซึ่งสะท้อนเสียง สิทธิ และประสบการณ์ของผู้คนที่อยู่นอกระบบหรือชายขอบ เมื่อองค์ความรู้เหล่านี้ถูกลดทอนลงจากการรวมศูนย์ของรัฐ ประชาชนบางกลุ่มจึงมีโอกาสน้อยลงที่จะถูกมองเห็นและมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ขณะเดียวกัน การพัฒนารูปแบบใหม่ เช่น “ทุนนิยมสีเขียว” แม้มีเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่หากการกำหนดกติกาและการจัดสรรผลประโยชน์ไม่เป็นธรรม ก็อาจทำให้เกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นต้องแบกรับต้นทุนมากขึ้น จึงต้องออกแบบนโยบายที่สร้างสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อม ความเป็นธรรม และสิทธิของประชาชน

ด้าน รศ.ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การสร้างการเติบโตที่ทั่วถึงต้องเดินควบคู่กับ “การลงทุนทางสังคม” โดยระบบสวัสดิการไม่ควรเป็นเพียงกลไกช่วยเหลือเมื่อประชาชนประสบปัญหา แต่ต้องเป็นการลงทุนเพื่อเสริมศักยภาพให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองและดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ความเหลื่อมล้ำยังเกิดจากหลายปัจจัยซ้อนทับกัน เช่น กรณีเด็กออทิสติกจากครอบครัวฐานะดีที่มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาและพัฒนาทักษะ ขณะที่เด็กจากครอบครัวยากจนมีข้อจำกัดตั้งแต่ต้น ทำให้โอกาสทางการศึกษาและการเข้าสู่ตลาดแรงงานแตกต่างกันอย่างมาก รวมถึง “ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล” ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงการมีอุปกรณ์หรืออินเทอร์เน็ต แต่เชื่อมโยงกับการเข้าถึงบริการรัฐ สวัสดิการ และความช่วยเหลือ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีข้อจำกัดในการใช้เทคโนโลยี

รศ.ดร.อัจฉรา เสนอให้ปรับกระบวนการวิจัยและการพัฒนานโยบายจากการกำหนดโจทย์โดยส่วนกลาง ไปสู่การขับเคลื่อนจากพื้นที่ เปิดให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการมีส่วนร่วมตั้งแต่การกำหนดปัญหา ออกแบบงานวิจัย จนถึงพัฒนานโยบาย พร้อมย้ำว่า “Methodology หรือระเบียบวิธีวิจัยที่ดี ยังไม่เท่ากับงานวิจัยที่ถูกนำไปใช้จริง” เพราะงานวิจัยเชิงนโยบายต้องนำไปสู่การแก้ปัญหาและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง

ขณะที่ รศ.ดร.อุ่นเรือน เล็กน้อย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอให้ระบบวิจัยบูรณาการข้อมูลจากหลากหลายศาสตร์ เพื่อทำให้คนที่ระบบมองไม่เห็น ปรากฏอยู่ในกระบวนการกำหนดนโยบายมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่มาซ้อนทับกัน ทั้งความเสี่ยงภัย ความมั่นคงของมนุษย์ และระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อค้นหาพื้นที่ที่มีความเปราะบางหลายมิติ

รศ.ดร.อุ่นเรือน เสนอ “การเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์” (Strategic Moves) 3 ประการ ได้แก่ หนึ่ง กระจายอำนาจการกำหนดโจทย์วิจัย เปิดโอกาสให้คนที่อยู่ไกลจากอำนาจที่สุด มีส่วนร่วม ไม่ใช่เพียงกระจายงบประมาณ แต่ต้องกระจายอำนาจในการนิยามว่าปัญหาใดควรถูกศึกษา สอง สร้างคลังเครื่องมือกลางของประเทศ ให้โครงการวิจัยสามารถใช้และต่อยอดข้อมูล เครื่องมือ และบทเรียนร่วมกัน และ สาม ตรวจสอบความเป็นธรรมก่อนขยายผล โดยพิจารณาว่าใครได้รับประโยชน์ ใครรับความเสี่ยง และชุมชนสามารถดูแลระบบต่อได้หรือไม่ พร้อมเสนอให้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับประชาชน เป็นตัวชี้วัดสำคัญของงานวิจัยเพื่อสังคม โดยเฉพาะการตรวจสอบว่าคนที่อยู่ห่างไกลจากอำนาจและการมองเห็นของระบบได้รับประโยชน์และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นหรือไม่ ขณะที่นวัตกรรมที่จะสร้างผลกระทบอย่างยั่งยืนต้องใช้งานง่าย ชุมชนดูแลต่อได้ มีหน่วยงานและงบประมาณในพื้นที่รองรับ และประชาชนผู้ใช้เห็นว่าสามารถแก้ปัญหาได้จริง

ด้าน ดร.บุญวรา สุมะโน เจนพึ่งพร ผู้ดำเนินรายการและนักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) สรุปว่า ความเหลื่อมล้ำในอนาคตจะมีความซับซ้อนมากขึ้นจากการซ้อนทับของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยีดิจิทัล ภัยพิบัติ และความผันผวนทางเศรษฐกิจ กับประชาชนกลุ่มเดิมที่มีต้นทุนและโอกาสจำกัดอยู่แล้ว โจทย์ของระบบวิจัยและนวัตกรรมไทยจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนองค์ความรู้หรือนวัตกรรม แต่ต้องทำให้ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้าถึงประชาชนและกระจายโอกาสได้จริง โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ห่างไกลจากโอกาส พร้อมเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนา เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเดินควบคู่กับความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้คนทุกกลุ่มสามารถเติบโตไปพร้อมกับประเทศได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ครชายขอบ, นวัตกรรม, สอวช, เหลื่อมล้ำ

นักเรียน Crest School คว้า 3 รางวัลโอลิมปิกวิชาการโลก สะท้อนการเรียนรู้รายบุคคล ต่อยอดความถนัดสู่เวทีนานาชาติ

4 กันยายน 2569 เวลา 09:33 น.

ศูนย์การเรียนเครสท์สคูล (Crest School) ภายใต้ LEARN Corporation ตอกย้ำแนวทางการเรียนรู้ที่ผสานพื้นฐานวิชาการเข้ากับการพัฒนาความถนัดเฉพาะบุคคล หลัง นายศรัณย์ภัทร อุ่ยละพันธุ์ นักเรียนจาก Crest School ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 4 ผู้แทนประเทศไทย และคว้า 3 รางวัลจากการแข่งขันวิทยาศาสตร์โลกและอวกาศโอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 19 (19th International Earth Science Olympiad: IESO 2026) ณ เมืองตูริน ประเทศอิตาลี ท่ามกลางผู้เข้าแข่งขันกว่า 160 คน จาก 40 ประเทศทั่วโลก

นายศรัณย์ภัทร อุ่ยละพันธุ์ หรือ “โฟกัส” นักเรียน Year 10 แห่ง Global Engineering Pathwa

จาก Crest School คว้า 3 รางวัลในการแข่งขัน IESO 2026 ได้แก่

  • เหรียญเงินจาก IESO Individual Competition การแข่งขันประเภทบุคคล ซึ่งวัดจากคะแนนรวมของ Written Test และ Practical Test
  • เหรียญทองแดงจาก Earth Science Project (ESP) การแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์โลก
  • เหรียญทองแดงจาก International Team Field Investigation (ITFI) การสำรวจภาคสนามร่วมกับสมาชิกทีมนานาชาติ

โดยก่อนหน้านี้ นายศรัณย์ภัทรคว้าเหรียญทองและทำคะแนนรวมสูงสุดของประเทศจากการแข่งขันวิทยาศาสตร์โลกและอวกาศโอลิมปิกระดับชาติ (TESO 2026) จนได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 4 ผู้แทนประเทศไทย ส่วนผลการแข่งขันประเภทบุคคลของผู้แทนประเทศไทยใน IESO 2026 สามารถคว้าได้รวม 2 เหรียญเงินและ 2 เหรียญทองแดง ซึ่งนับเป็นพัฒนาการที่น่าภาคภูมิใจ เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ที่ประเทศไทยได้รับเหรียญทองแดงในรายการดังกล่าว

นายศรัณย์ภัทรมีความสนใจด้านธรณีวิทยามาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะเรื่องหิน ฟอสซิล และไดโนเสาร์ ก่อนพัฒนาความรู้ผ่านการศึกษาค้นคว้าอย่างต่อเนื่อง จนก้าวสู่การเป็นผู้แทนประเทศไทยบนเวทีนานาชาติ ขณะที่ Crest School สนับสนุนการพัฒนาความถนัดดังกล่าวผ่าน Career-based Curriculum โดยนายศรัณย์ภัทรเลือกเรียนใน Global Engineering Pathway ซึ่งเปิดโอกาสให้ได้พัฒนาความรู้และทักษะที่สอดคล้องกับความสนใจด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมอย่างต่อเนื่อง  ควบคู่กับการเรียนแบบ Project-Based ที่เสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการนำเสนอ นอกจากนี้ ในช่วงที่เข้าร่วมค่ายและการแข่งขัน Crest School ยังช่วยวางแผนการเรียน การสอบ และการทบทวนเนื้อหา ทำให้นายศรัณย์ภัทรสามารถเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันได้อย่างเต็มที่ โดยไม่กระทบต่อความต่อเนื่องของการเรียนตามหลักสูตร แนวทางดังกล่าวสะท้อนบทบาทของ Crest School ที่มุ่งต่อยอดความสนใจของผู้เรียนให้เป็นเส้นทางการพัฒนาที่ชัดเจน พร้อมสนับสนุนให้แต่ละคนก้าวไปสู่เป้าหมายได้อย่างเต็มศักยภาพ 

ผู้ที่สนใจสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนทั้งด้านวิชาการ ทักษะที่จำเป็น และศักยภาพเฉพาะบุคคล สามารถศึกษาข้อมูลหลักสูตรและรายละเอียดของศูนย์การเรียนเครสท์สคูลได้ที่ www.crestschool.ac.th โทร. 065-954-3645 หรือ LINE Official: @crestschool

แนวหน้าแอดมิน #ฟิรุมุคุง

‘นิพนธ์’ ขอบคุณ ‘อนุทิน-สุชาติ’ ปลดล็อก’นกกรงหัวจุก’ คืนวิถีคนใต้ ต่อยอดเศรษฐกิจชุมชน สร้างรายได้ถูกกฎหมาย

3 กันยายน 2569 เวลา 19:54 น.

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา กล่าวขอบคุณ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่รับฟังเสียงเรียกร้องของประชาชน และผลักดันการปลดล็อก “นกกรงหัวจุก” จนสามารถดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

นายนิพนธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นข้อเรียกร้องของประชาชนมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งนกกรงหัวจุกเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และกิจกรรมของชุมชนมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่สมัยที่ตนดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ก็เคยมีการจัดกิจกรรมและการแข่งขันนกกรงหัวจุกอย่างคึกคัก

แต่ในระยะหลัง ผู้จัดกิจกรรมและประชาชนจำนวนมากไม่กล้าจัดการแข่งขันหรือดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านกฎหมายเกี่ยวกับการครอบครองและการเพาะเลี้ยง ทำให้วิถีที่เคยมีอยู่ในชุมชนต้องซบเซาลง

“วันนี้ต้องขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และท่านสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนคณะรัฐมนตรีทุกท่าน ที่เห็นความสำคัญของเสียงจากประชาชนและช่วยกันผลักดันเรื่องนี้จนเกิดผล เพราะสำหรับพี่น้องในภาคใต้ นกกรงหัวจุกไม่ได้เป็นเพียงสัตว์เลี้ยง แต่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต อาชีพ และเศรษฐกิจของชุมชนโดยตรง” นายนิพนธ์ กล่าว

นายนิพนธ์ กล่าวว่า การปลดล็อกครั้งนี้จะเกิดประโยชน์กับประชาชนในหลายด้าน ทั้งการเพาะพันธุ์และจำหน่ายนก การผลิตอาหารนก การทำกรงและอุปกรณ์ ซึ่งเป็นงานฝีมือและภูมิปัญญาของชาวบ้าน ตลอดจนการจัดการแข่งขันที่สามารถสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เชื่อมโยงไปถึงร้านค้า ร้านอาหาร ที่พัก และการท่องเที่ยวในพื้นที่

การแข่งขันนกกรงหัวจุกยังมีความสำคัญต่อการคัดเลือกสายพันธ์ นกที่มีคุณภาพ เพื่อนำไปเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์และขยายพันธุ์ต่อไป โดยนกที่มีคุณภาพมีน้ำเสียงดีจะมีมูลค่าตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนบาท เมื่อสามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องและเปิดเผย ก็จะช่วยเพิ่มมูลค่า สร้างอาชีพ และสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชนมากขึ้น

“จากนี้ประชาชนไม่ต้องหวาดระแวงว่าจะมีเจ้าหน้าที่มาจับกุม สามารถเลี้ยง เพาะพันธุ์ ซื้อขาย และจัดกิจกรรมได้อย่างเปิดเผยภายใต้กฎหมาย สิ่งเหล่านี้จะทำให้ภูมิปัญญาของชาวบ้านกลับมาสร้างรายได้ และสามารถพัฒนานกกรงหัวจุกให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจของพื้นที่ได้อย่างจริงจัง” นายนิพนธ์ กล่าว

นายนิพนธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงประมาณเดือนตุลาคม 2569 หรืออย่างช้าช่วงต้นปี 2570 มีแนวคิดที่จะจัดการแข่งขันและประกวดนกกรงหัวจุกครั้งใหญ่ เพื่อเป็นการประเดิมหลังการปลดล็อก พร้อมขอถ้วยรางวัลจากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความคึกคัก ฟื้นฟูกิจกรรมของชุมชน และต่อยอดให้เกิดรายได้กับประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป.

นกกรงหัวจุก, นิพนธ์ บุญญามณี

อว.หนุนไทยสู่ ‘ศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารสุขภาพระดับเอเชีย’ ในงาน Vitafoods Asia 2026

3 กันยายน 2569 เวลา 15:21 น.

กระทรวง อว.หนุนไทยสู่ “ศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารสุขภาพระดับเอเชีย” ในงาน Vitafoods Asia 2026 เดินหน้าเชื่อมโยงงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์จริงในภาคอุตสาหกรรมพร้อมยกระดับวัตถุดิบท้องถิ่น สมุนไพรและความหลากหลายทางชีวภาพของไทย

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มอบหมายให้ ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว.เป็นประธานในพิธีเปิดงานแสดงสินค้าและนวัตกรรมส่วนผสมอาหารสุขภาพระดับเอเชีย “Vitafoods Asia 2026” โดยมีนายมนู เลียวไพโรจน์ ประธานอินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วย ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกล่าวสนับสนุนการจัดงาน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออันเข้มแข็งระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันวิจัยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมูลค่าสูงด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า อนาคตของเศรษฐกิจเพื่อสุขภาพ (Wellness Economy) ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงการจำหน่ายสินค้า แต่เกิดจากการสร้างองค์ความรู้ การวิจัยพัฒนา การพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ และการขยายผลสู่เชิงพาณิชย์ กระทรวง อว.มีความมุ่งมั่นที่จะเชื่อมโยงงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์จริงในภาคอุตสาหกรรม โดยผนึกกำลังร่วมกับภาคเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อยกระดับวัตถุดิบท้องถิ่น สมุนไพร และความหลากหลายทางชีวภาพของไทยให้มีมูลค่าสูงขึ้น ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลก

ภายหลังพิธีเปิดงาน รองปลัดกระทรวง อว. พร้อมคณะผู้บริหาร ได้เดินเยี่ยมชมการจัดแสดงนวัตกรรมและงานวิจัยภายในงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวง อว. ที่ร่วมจัดแสดงผลงานและออกบูธนิทรรศการ ได้แก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช. / NSTDA) ร่วมกับ โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) นำเสนอแนวทางช่วยเหลือและสนับสนุนภาคธุรกิจ SME ในการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว. / TISTR) นำเสนอนวัตกรรมและการบริการแบบครบวงจร (Total Solution Services) ด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชัน การสกัดสารสำคัญจากสมุนไพร ตลอดจนการทดสอบ วิเคราะห์ และออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทย

ทั้งนี้ งาน Vitafoods Asia 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2  –4 ก.ย.2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการวิจัย การผลิต และนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพและสารสกัดในภูมิภาคเอเชียอย่างเป็นรูปธรรม

Vitafoods Asia 2026, อว.