บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลูกเสือปาระเบิดปลูกต้นไม้

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลูกเสือปาระเบิดปลูกต้นไม้

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลูกเสือปาระเบิดปลูกต้นไม้

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

             เมื่อไม่นานมานี้ ที่ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จังหวัดชลบุรี มี เด็กลูกเสือ กลุ่มหนึ่งที่มาเข้าค่าย ได้รับมอบภารกิจให้บำเพ็ญประโยชน์เพื่อชุมชน พวกเขาเดินสำรวจรอบๆ หมู่บ้าน ใกล้ค่ายลูกเสือ พบว่ามีบางพื้นที่รกร้างเต็มไปด้วยกองขยะ และวัชพืช

             “พวกเราลูกเสือต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว!” หัวหน้าหมู่ลูกเสือกล่าว แล้วใช้ทักษะวิชาชาวค่ายสร้าง “ระเบิดต้นไม้” ขึ้นมา โดยใช้ของที่มีอยู่ในท้องถิ่น

             ลูกเสือทุกคนช่วยกันขอเมล็ดพันธุ์มาจากแม่ในครัว จากพ่อในสวน เก็บของฟรีจากข้างทาง หรือใช้เงินซื้อจากร้านค้า

             • สายดอกไม้ปลูกง่ายตายยาก : บานเย็น บานไม่รู้โรย, ดาวกระจาย, เทียน, อัญชัน, ชวนชม, บานชื่น 

             • สายผักสวนครัวริมรั้ว: กะเพรา, โหระพา, แมงลัก,พริกขี้หนู . พริกชี้ฟ้า , มะเขือเปราะ ,มะเขือยาว, ผักบุ้ง 

             • สายเถาเลื้อยจอมพลัง: ตำลึง, ถั่วพู, ฟักเขียว, ฟักทอง, มะระขี้นก, แตงกวา, แตงร้าน, แตงโม 

             • สายไม้ยืนต้นกินได้: แคบ้าน, ขนุน, มะละกอ, พุทรา, มะกรูด, มะนาว, มะม่วง, ชะอม , กระถิน, มะรุม,  สะเดา

             เหล่าลูกเสือใช้ดินถุงแห้งผสมขี้ไก่ ขี้วัว แล้วโรยเมล็ดพันธุ์ ต่อจากนั้นใช้ “ใบตองกล้วย” มาห่อดินแบบที่แม่ทำขนม และใช้ “เชือกกล้วย” มัดปมด้วย เงื่อนพิรอด อย่างแน่นหนาสวยงาม

            เมื่อถึงวันเดินทางไกล เหล่าเด็กลูกเสือไม่ได้เดินผ่านพื้นที่รกร้างไปเปล่าๆ แต่พวกเขาโยน “ระเบิดเมล็ดต้นไม้ห่อใบตอง” เข้าไปในกองขยะและที่ดินว่างเปล่า พร้อมกับร้องเพลงลูกเสือ“อย่าเกียจคร้าน”  และ “ความซื่อสัตย์”

            เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน เมื่อฝนเริ่มตก เมล็ดต้นไม้ ดอกไม้ก็เริ่มงอก เติบโต ห่อใบตองย่อยสลายกลายเป็นดิน พื้นดินที่เคยมีแต่ขยะ กลับกลายเป็นสวนดอกไม้ ต้นไม้ ขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ

            ต้น มะละกอ และ แคบ้าน เติบโตขึ้น  เถา ตำลึง และ แตงกวา เลื้อยพันกันเป็นรั้วธรรมชาติที่กินได้ กลิ่นหอมของ กะเพรา และ มะกรูด ดับกลิ่นเหม็นของขยะเดิมไปจนสิ้น ดอกดาวกระจาย เทียน บานไม่รู้โรย  และ บานเย็น ออกดอกสีสวยสด ชาวบ้านต่างพากันมาชื่นชมในความเฉลียวฉลาดของเด็กลูกเสือที่รู้จักใช้ธรรมชาติรักษาธรรมชาติ

             ตั้งแต่นั้นมา พื้นที่รกร้างของหมู่บ้านก็กลายเป็น “สวนลูกเสือ” ที่ใครๆ ก็มาเก็บผักผลไม้ไปกินได้ฟรี เหล่าลูกเสือได้เรียนรู้ว่า “การทำความดี ไม่จำเป็นต้องรอให้ใครสั่ง และความคิดริเริ่มสามารถเปลี่ยนกองขยะให้กลายเป็นสวนต้นไม้ได้”

             การกระทำความดีของลูกเสือกลุ่มนี้ ตรงกับความดีในบุญกิริยาวัตถุ 10 เรื่อง การแบ่งปัน อุทิศผลงานที่ตนทำไว้ให้ผู้อื่น (ปัตติทานมัย)

             เรียบเรียงจากวิธีการ Seed Bomb ของสหรัฐอเมริกา แต่ปรับเปลี่ยนใช้ใบตองและเชือกกล้วย

อาทร  จันทวิมล

คุณแหน : 31 มีนาคม 2569

คุณแหน : 31 มีนาคม 2569

คุณแหน : 31 มีนาคม 2569

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • ควันหลงกรณี ประธานาธิบดีทรัมป์ เรียก “พันธมิตร” รวมพลเพื่อไปเปิดช่องแคบ “ฮอร์มุซ” แล้วไม่มีใครมา ! เหล่าคนใกล้ชิด ฯพณฯถึงกับออกปากว่าไม่เคยเห็นเขาโกรธและผิดหวังเช่นนี้ เหตุผลคือ เขาเชื่อในบารมีของสหรัฐฯว่าจะสามารถรวมตัวพันธมิตรให้ส่งเรือพิฆาตและ/หรือเรือกวาดทุ่นระเบิด รวมถึงเครื่องบินตรวจหาแหล่งของทุ่นระเบิดมาเข้าร่วมทีม…ทรัมป์ระบายอารมณ์โดยพุ่งเป้าไปที่ประเทศมหาอำนาจขนาดกลาง (MIDDLE POWER) อาทิ อังกฤษ, เยอรมัน, ฝรั่งเศส, จีน และ ญี่ปุ่น ถึงขนาดกล่าวไล่ทวงบุญคุณตามทัศนะของเขาว่า ประเทศเหล่านี้ติดค้างสหรัฐฯมากมาย ทรัมป์ดูผู้นำพันธมิตรแต่ละคนด้วยสายตาติดลบอยู่แล้ว อาทิ สตาร์เมอร์ เป็นญาติที่ไม่ญาติดีกันแล้ว, มาครง วางตัวใหญ่เกินเบอร์, โอลาฟ ซอลซ์ ไม่สำนึกในบุญคุณ, สี จิ้นผิง ผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่แต่ไม่รับผิดชอบ และ ทาคาอิจิ ทรัมป์หงุดหงิดแต่ถูกชะตามากที่สุด จึงอยู่ในวิสัยให้อภัยได้…
  • แม้ว่าการจัดสรรตำแหน่ง ครม.ลงตัวไปเรียบร้อย ผู้นำพรรคการเมืองก็ยังถวิลหา “ซุปเปอร์เนติบริกร” เช่น ดร.วิษณุ เครืองาม ผู้มีความสามารถหลากหลายเป็นที่ประจักษ์ตลอดเส้นทางอำนาจของท่านอดีตนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลายท่านอาจถามว่าท่านอดีตรองนายกฯมีความสามารถเด่นกว่ามือกฎหมายคนอื่นตรงไหน อันนี้ตอบไม่ยาก เพราะสิ่งเหล่านี้สื่อมวลชนและคอการเมืองได้รู้เห็นมาหลายปี ประการแรก ความรู้กฎหมายด้านการบริหารราชการแผ่นดินถูกสะสมจนตกผลึก 2) พรสวรรค์ในการอธิบายเรื่องยุ่งยากให้ชาวบ้านเข้าใจได้ 3) ปฏิสัมพันธ์ที่ผสมผสานดีกับเหล่าสื่อมวลชนจนเป็น “ยากลางบ้าน” 4) ท้ายสุด, ความมี “กึ๋น” (ที่ฝรั่งมักเรียกว่า “TAKE THE BULL BY THE HORNS”)…ท่านอดีตรองนายกฯเคยฝากวลีเด็ดที่กลายเป็นอมตะไปแล้วว่า “จะลงเรือแป๊ะก็ต้องตามใจแป๊ะ!”…
  • งานฉลอง 30 ปี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อปลายสัปดาห์ก่อน มีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย และมีการมอบรางวัลให้แก่ศิษย์เก่ายอดเยี่ยมหลายราย หนึ่งในนั้นคือ อรช บุญ-หลง ผู้เข้ารับรางวัล สาขาส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม …ขอแสดงความยินดีด้วย…
  • กรมการขนส่งทางบก ร่วมมือกับภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรม “ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย” ให้บริการตรวจสภาพความพร้อมของรถยนต์และรถจักรยานยนต์เบื้องต้นก่อนเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 โดยไม่คิดค่าบริการ เช่น ตรวจสอบระบบเบรก สภาพยาง การทำงานของเครื่องยนต์ ระดับน้ำมันเครื่องและความสกปรกของน้ำมันเครื่อง หม้อน้ำและรอยรั่ว ใส้กรองอากาศ เป็นต้น…ทั้งนี้ เจ้าของรถยนต์และจักรยานยนต์สามารถนำรถเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการของภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ ที่มีป้ายประชาสัมพันธ์ “ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย” ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 15 เม.ย.นี้…ใครชอบของฟรีเชิญได้…
  • นับเป็นไวน์ expert คนหนึ่ง กิตติศักดิ์ จารยะพันธ์ เปิดร้านขายไวน์ สมกับความสามารถไปเรียบร้อยแล้ว…
  • นิยมท่องเที่ยวเป็นนิจ สุพจน์ ผจญยุทธ์ เตรียมไปทัวร์ที่ชิงเต่าอีกเดือนหน้านี้กับสวัสดีฮอลิเดย์ทัวร์…หลังเพิ่งกลับจากทัวร์ต่างประเทศมาหยกๆ…ได้ใช้ชีวิตอย่างตามใจตัวเอง ครื้นเครงดีแท้…
  • เตือนใจ สินธุวณิก มีกำหนดบินไปซิดนีย์ เพื่อเยี่ยนเยียนครอบครัวพี่สาว และหลานสาวคนสวย มุมีนา นาน1 เดือน เดินทางต้นเม.ย.นี้…ขอให้เที่ยวแสนสนุกและเดินทางปลอดภัย !!…

บารอนเนส

ปลุกตำนานพริกไทยตรัง ‘พันธุ์ปะเหลียน’ ในงาน ‘วันพริกไทยตรัง’ นำเทรนด์อีเว้นท์แบบ Carbon Neutral

ปลุกตำนานพริกไทยตรัง 'พันธุ์ปะเหลียน' ในงาน 'วันพริกไทยตรัง' นำเทรนด์อีเว้นท์แบบ Carbon Neutral

ปลุกตำนานพริกไทยตรัง ‘พันธุ์ปะเหลียน’ ในงาน ‘วันพริกไทยตรัง’ นำเทรนด์อีเว้นท์แบบ Carbon Neutral

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.23 น.

พาณิชย์ตรัง ปลุกตำนานพริกไทยตรัง พันธุ์ปะเหลียน ราชาเครื่องเทศระดับโลก ในงาน “วันพริกไทยตรัง : Trang Pepper Day 2026” นำเทรนด์อีเว้นท์แบบ Carbon Neutral (Self-declaration) ชูจุดขาย GI และสาร GLA เจาะตลาด High-End

พาณิชย์ตรังเดินหน้าฟื้น “พริกไทยตรัง” พืชเศรษฐกิจระดับตำนานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ปลุกพริกไทยตรัง “พันธุ์ปะเหลียน” กลับสู่เวทีโลก ในงาน “วันพริกไทยตรัง : Trang Pepper Day 2026” พร้อมยกระดับเป็น Soft Power ด้านอาหารและสุขภาพ ชูจุดเด่น GI – Functional Food – Rare Item ตั้งเป้าลดการนำเข้า และขยายตลาด High-End

สำนักงานพาณิชย์จังหวัดตรัง ตั้งเป้าฟื้นอดีตพืชเศรษฐกิจชื่อดังระดับโลกสมัยรัชกาลที่ 5 ปลุกตำนานราชาเครื่องเทศ “พริกไทยตรัง พันธุ์ปะเหลียน”  ในงาน “วันพริกไทยตรัง 2026 : Trang Pepper Day 2026” ให้กลับมาเป็น “Soft Power” ด้านอาหารและสุขภาพ ชูมาตรฐาน GI และสาร GLA ในพริกไทยพันธุ์ปะเหลียน ช่วยบำรุงสมอง ตั้งเป้าลดการนำเข้าและขยายการส่งออกสู่ตลาดสิงคโปร์ จีน และยุโรป

นายทรงกลด สว่างวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในการเปิดงาน “วันพริกไทยตรัง : Trang Pepper Day 2026 ว่าจังหวัดตรังเล็งเห็นความสำคัญของการส่งเสริมและยกระดับพืชเศรษฐกิจ “พริกไทยตรัง” จากสวนพริกไทยสู่การเป็นนวัตกรรมอาหารที่คนทั่วโลกต้องรู้จัก จึงได้มอบหมายให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดตรังดำเนินการจัดงาน “วันพริกไทยตรัง Trang Pepper Day 2026” ขึ้น เพื่อส่งเสริมการขยายตลาดพริกไทยตรังที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น  โดยย้ำว่าพริกไทยตรัง ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องเทศ แต่เป็น “มรดกทางเศรษฐกิจ” ซึ่งตอบโจทย์เทรนด์ที่กำลังเติบโตในตลาดโลก

“ในยุคที่ตลาดโลกให้ความสำคัญกับสุขภาพ พริกไทยตรังถือได้ว่าตอบโจทย์ เพราะมีทั้งเรื่องเล่า คือประวัติศาสตร์ของพริกไทยตรังที่เริ่มต้นมายาวนานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ประกอบกับการเป็นพืช Rare Item เพราะมีพื้นที่ปลูกจำกัด จึงทำให้พริกไทยตรังกลายเป็นสินค้า “Exotic” ที่เชฟระดับมิชลินสตาร์ หรือร้านอาหารทั่วโลก ต้องการนำไปใช้เพื่อสร้างความแตกต่าง โดยเฉพาะการขึ้นทะเบียนรับรองสินค้า GI และมีระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดพรีเมียมในยุโรปและญี่ปุ่นให้ความสำคัญสูงสุดด้วย รวมไปถึงมีงานวิจัยรองรับด้านประโยชน์ทางยา ผลวิจัยพบ Gamma-Linolenic Acid (GLA)  ในพริกไทยตรัง ซึ่งมีสรรพคุณช่วยสลายลิ่มเลือดในสมอง ทำให้ตอบโจทย์เทรนด์อาหารเป็นยา หรือ Functional Food ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ พริกไทยตรังยังมีรสชาติที่เผ็ด ร้อน จึงมีความเป็น Unique  ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนส่งเสริมสำคัญที่จะทำให้พริกไทยตรัง มีความโดดเด่นในตลาดเหนือกว่าคู่แข่งในระบบอุตสาหกรรมอย่างเวียดนามหรือบราซิล ซึ่งเป็นผู้ส่งออกเบอร์ต้นของโลกได้อย่างชัดเจน ซึ่งในงาน Thaifex Anuga Asia เราพบว่า ตลาดสิงคโปร์ ไต้หวัน และโซนยุโรป ให้ความสนใจพริกไทยตรังเป็นอย่างมาก เนื่องจากมองว่าเป็นสินค้า Rare Item ที่มีคุณภาพสูงกว่าพริกไทยอุตสาหกรรมทั่วไป”

ด้าน นางสาวสุภากิตติ์ เกลี้ยงสงค์ พาณิชย์จังหวัดตรัง กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงาน “วันพริกไทยตรัง  : Trang Pepper Day 2026” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-29 มีนาคม 2569 ณ ลานร้าน Occur Coffee ถนนศรีตรัง  โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและขยายโอกาสทางการตลาดของพริกไทยตรังสู่ระดับสากล และเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ สู่ปลายน้ำ อย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างภาพลักษณ์และมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าด้วยนวัตกรรมตามหลักการตลาดนำการผลิต โดยกิจกรรมภายในงาน จะมีการออกร้านจำหน่ายสินค้าพริกไทยตรัง สินค้าเด่น บูทนวดตามภูมิปัญญาท้องถิ่น การเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น Trang Pepper Forum : เรื่องเล่าพริกไทยตรัง โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านพริกไทยตรังร่วมพูดคุยให้ความรู้เกี่ยวกับพริกไทยตรัง อาทิ ผศ.ดร.นภัสวรรณ เลี่ยมนิมิตร จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย, ร.ต.อ.วีศิลป์ กองฤทธิ์ เกษตรกรผู้สืบสานตำนานพริกไทยตรัง พันธุ์ปะเหลียน, คุณกันต์หทัย จิตรไมตรีเจริญ  เจ้าของแบรนด์พริกไทยตรัง Black Gold, คุณบัณฑิต ภิรมย์ทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัทบ้านสวนมรดกพริกไทยตรัง จำกัด, ดร.ธีรวัฒน์ วงศ์วรทัต ประธานสหพันธ์โลกเวลเนสและนวดไทย, คุณสุวัฒน์ รุ่งเรือง แพทย์แผนไทยชำนาญการ รพ.ห้วยยอด คุณปิยะนุช มุสิกพงศ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง  และตัวแทนจากแบรนด์พริกไทย “ง่วนสูน” และ “ไร่ทิพย์” นอกจากนี้ยังมีบูทให้คำปรึกษาด้านการค้าการส่งออก นิทรรศการเกี่ยวกับพริกไทยตรัง การรังสรรค์เมนูและ Workshop อาหารและสินค้าจากวัตถุดิบพริกไทยตรัง รวมไปถึงกิจกรรมเจรจาการค้าสร้างโอกาสทางธุรกิจ พร้อมดนตรีสดบรรยากาศในสวน โดยผู้ร่วมงานสามารถเลือกซื้อสินค้าคุณภาพจากผู้ผลิตได้โดยตรง

“ปัจจุบันประเทศไทยมีการนำเข้าพริกไทยสูงถึง 1,596 ล้านบาท/ปี ในขณะที่พริกไทยตรังยังมีพื้นที่ปลูกจำกัดเพียง 200 ไร่ และให้ผลผลิตพริกไทยแห้งปริมาณ 20 ตัน/ปี จึงมีช่องว่างให้เติบโตได้อีกมหาศาล การจัดงานในครั้งนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากกลุ่มเกษตรกร ผู้ประกอบการ  และหน่วยงานพันธมิตร เพื่อร่วมผลักดันให้พริกไทยตรังกลับมาเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัดตรังและประเทศไทยอีกครั้ง ซึ่งในงานครั้งนี้เราได้บรรลุเป้าหมายในการทำ MOU จับมือทำตลาดพรีเมียมพริกไทยตรัง ระหว่าง บริษัทบ้านสวนมรดกพริกไทยตรัง จำกัด และบริษัท ง่วนสูน พริกไทยและเครื่องเทศ จำกัด เจ้าของแบรนด์ พริกไทยตรามือที่ 1 แบรนด์พริกไทยชั้นนำของไทยด้วย”

การจัดงาน “วันพริกไทยตรัง  : Trang Pepper Day 2026”  นอกจากจะเป็นการส่งเสริมขยายตลาดให้กับพริกไทยตรังแล้ว สำนักงานพาณิชย์จังหวัดตรัง ยังนำเทรนด์ด้วยการส่งเสริมและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการ     จัดงานด้วยการทำ Carbon neutrality หรือการคำนวณค่าความเป็นกลางทางคาร์บอนจากการจัดกิจกรรมแล้วนำไปชดเชยด้วยการซื้อเครดิตคาร์บอนด้วย ซึ่งถือเป็นเทรนด์ใหม่ของการจัดงานแสดงสินค้า หรืออีเว้นท์ในปัจจุบัน ดังนั้น ประชาชน ที่เข้าร่วมงานครั้งนี้ จึงถือได้ว่ามีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพริกไทยตรัง พันธุ์ปะเหลียน สินค้า GI ตรังที่โด่งดังระดับโลก ได้ที่ : สำนักงานพาณิชย์จังหวัดตรัง โทรศัพท์ 075211488 เฟซบุ๊ก: สำนักงานพาณิชย์จังหวัดตรัง

วธ.เปิดตำนาน ‘นาคาแห่งลุ่มน้ำบูรพา’ มหากาพย์ ความรัก ความศรัทธา ใน ‘นาคราช เดอะมิวสิคัล’

วธ.เปิดตำนาน ‘นาคาแห่งลุ่มน้ำบูรพา’ มหากาพย์ ความรัก ความศรัทธา ใน ‘นาคราช เดอะมิวสิคัล’

วธ.เปิดตำนาน ‘นาคาแห่งลุ่มน้ำบูรพา’ มหากาพย์ ความรัก ความศรัทธา ใน ‘นาคราช เดอะมิวสิคัล’

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.45 น.

กองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมสนับสนุน “กลุ่มศิลปการแสดงภิวัฒน์” ส่งเสริมศักยภาพ พัฒนา และยกระดับบุคลากรในอุตสาหกรรมการแสดงรับศักราชใหม่  ผลิตผลงานละครเวทียิ่งใหญ่แห่งปี “นาคราช  เดอะมิวสิคัล”  ในรูปแบบศิลปะการแสดงร่วมสมัยในสาขาการละคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นโครงการนำร่องในการส่งเสริมศักยภาพ พัฒนา และสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพเข้าสู่วงการศิลปะและอุตสาหกรรมการแสดงในประเทศ โดยมี นายนภาดล กำปั่นทอง เป็นผู้ดำเนินโครงการ

ปี 2569 กลุ่มศิลปการแสดงภิวัฒน์ จัดทำนำเสนอผลงานละครเวทียิ่งใหญ่ “นาคราช เดอะ มิวสิคัล ” เรื่องราวของนาคาธิปดีผู้ปกครองบาดาลและดินแดนแห่งลุ่มน้ำบูรพา ที่ต้องเผชิญโศกนาฏกรรมรัก และสงครามแห่งนาคภิภพ…เมื่อความรักถูกโหมด้วยไฟริษยา และอสูรลมปะทุ หวังครองบัลลังก์บาดาล มหานาฏกรรมแห่งลุ่มน้ำบูรพา   จากตำนานส่งผ่านจิตวิญญาณสู่ละครเวที… จากความรักสู่ไฟแค้น… จากสันติ… สู่สงคราม  จึงเกิดมหากาพย์  ตำนานรักข้ามภพ  พลังศรัทธาที่อยู่เหนือกาลเวลา  “นาคราช เดอะมิวสิคัล” รวบรวมนักแสดงนำ อาทิ ปีเตอร์แพน ทัศน์พล วิวิธวรรธ์ , บิว จักรพันธ์ พุทธา ,มาริลิน เคท การ์ดเนอร์,  หมอก้อง สรวิชญ์ สุบุญ,  ชบา ณัฏฐามณี พิชญสุทธิศีล , สุริยา เยาวสังข์, กวินธร แสงสาคร, พัชรพล สันติพร ฯ  มาร่วมถ่ายทอดบทบาทของตัวละคร ด้วยจิตวิญญาณ แห่งศรัทธา

“นาคราช เดอะมิวสิคัล” พร้อมเปิดจำหน่ายบัตร!!  Early Bird Promotion  สำหรับแฟนละครเวทีตัวจริง !! กับโอกาสสุดพิเศษที่ไม่ควรพลาด!! เริ่ม 1 เมษายน นี้  Early Bird เปิดสิทธิ์จำนวนจำกัด *รับสิทธิพิเศษ VVIP กับของขวัญสุด Exclusive รวมมูลค่ากว่า 5,500บาท

1.รับบัตรชมละคร VIP Zone จำนวน 1 ที่นั่ง พร้อมส่วนลดทันที 500 บาท จากราคา 3,500 บาท

2.รับ Photo Story book “นาคราช เดอะ มิวสิคัล”  จำนวน 1 เล่ม มูลค่า 599 บาท รวบรวมภาพนักแสดงเบื้องหลัง และโมเมนต์สุดพิเศษที่นี่เท่านั้น

 3.รับสร้อยข้อมือ หินมงคล “นาคราช”  จำนวน 1 เส้น  มูลค่า 1,499 บาท   แรงบันดาลใจจากพลังแห่งราชานาค สื่อถึงพลังชีวิต ความกล้าหาญ และการเติบโตของจิตใจ ผ่านการร้อยเรียงหินธรรมชาติอย่างมีความหมาย ทั้งหมด   ในราคาเพียง 3,000 บาท เท่านั้น

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่ละครเวที แต่คือ การเดินทางสู่โลกแห่งพญานาคที่เต็มไปด้วยพลังแห่งศรัทธา เรื่องราวและความรู้สึกที่คุณจะไม่มีวันลืม… มากกว่าการแสดง นั่นคือประสบการณ์ที่ได้สัมผัส

หมายเหตุ : Early Bird เปิดสิทธิ์สุดพิเศษ  เริ่ม 1 – 27 เมษายน 2569 เท่านั้น !!!

จองก่อน ได้ก่อน  ของแถม มีจำนวนจำกัด จองบัตรได้ที่ ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ ทุกสาขา  หรือ โทร 02-2623456

กลับมาอีกครั้งกับงาน! ‘วัฒนธรรมสองฝั่งเจ้าพระยา มหาเจษฎาบดินทร์’69’ ส่งเสริมอัตลักษณ์ท้องถิ่น

กลับมาอีกครั้งกับงาน! ‘วัฒนธรรมสองฝั่งเจ้าพระยา มหาเจษฎาบดินทร์’69’ ส่งเสริมอัตลักษณ์ท้องถิ่น

กลับมาอีกครั้งกับงาน! ‘วัฒนธรรมสองฝั่งเจ้าพระยา มหาเจษฎาบดินทร์’69’ ส่งเสริมอัตลักษณ์ท้องถิ่น

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.41 น.

งานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเทิดทูนพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า พร้อมทั้งส่งเสริมอัตลักษณ์ท้องถิ่น เศรษฐกิจชุมชน และการท่องเที่ยวของจังหวัดนนทบุรี โดยเปิดพื้นที่ให้ประชาชน นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการได้ร่วมสัมผัสเสน่ห์ของวัฒนธรรมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่วันนี้ถึง 2 เมษายน 2569 ณ บริเวณอุทยานเฉลิมกาญจนาภิเษก ต.บางศรีเมือง อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี และบริเวณท่าน้ำนนทบุรี

ภายในงานพบกับกิจกรรมมากมาย อาทิ คอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง , การแสดงศิลปวัฒนธรรม แสง สี เสียง สุดตระการตา , การแสดงพื้นบ้าน และการละเล่นย้อนยุค , งานแฟร์สินค้า ของดีของเด่นจังหวัดนนทบุรี , อาหารพื้นถิ่น ขนมโบราณ และสินค้า OTOP และโซนถ่ายภาพและกิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยว

นอกจากนี้ ภายในงานยังนำเสนอแนวคิดการจัดงานที่สะท้อน อัตลักษณ์ “นนทบุรีสองฝั่งเจ้าพระยา” โดยเน้นบรรยากาศย้อนยุคการแต่งกายชุดไทยย้อนยุค และชุดไทยร่วมสมัย อาหารพื้นบ้าน งานหัตถศิลป์ และวิถีชุมชนที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด

การจัดงานในปีนี้ยังได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนในพื้นที่ เพื่อสร้างเทศกาลวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ และส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตควบคู่กับการท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสบรรยากาศการจัดงานทั้ง สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งบริเวณอุทยานเฉลิมกาญจนาภิเษก และฝั่งท่าน้ำนนทบุรี ที่มีการจำลองบรรยากาศงานวัดย้อนยุค ร้านค้า อาหาร การแสดง และกิจกรรมมากมายให้ได้ร่วมสนุกฟรีตลอดงาน

ถือเป็นอีกหนึ่งเทศกาลสำคัญที่สะท้อนเสน่ห์ของเมืองนนทบุรี และเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสวัฒนธรรมไทยริมแม่น้ำเจ้าพระยา

อาจารย์โต้ง เปิดเบื้องลึกปมเลิกจ้าง ยันเดินหน้าทวงความยุติธรรม ท้า ม.รังสิต ตั้งโต๊ะแถลง

อาจารย์โต้ง เปิดเบื้องลึกปมเลิกจ้าง ยันเดินหน้าทวงความยุติธรรม ท้า ม.รังสิต ตั้งโต๊ะแถลง

อาจารย์โต้ง เปิดเบื้องลึกปมเลิกจ้าง ยันเดินหน้าทวงความยุติธรรม ท้า ม.รังสิต ตั้งโต๊ะแถลง

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.23 น.

“อาจารย์โต้ง”เปิดเบื้องลึกปมเลิกจ้าง ยันเดินหน้าทวงความยุติธรรม คดีขนดิน 140 คันรถ ท้าตั้งโต๊ะแถลงงัดหลักฐานชนมหาวิทยาลัย

2 เมษายน 2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล หรือ อาจารย์โต้ง นักอาชญาวิทยา เดินทางมายื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กรณีข้อพิพาทกับมหาวิทยาลัยรังสิต ภายหลังเกิดเหตุการณ์สั่งพ้นสภาพบุคลากรอย่างกะทันหัน

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าวว่า สาเหตุหลักของการถูกเลิกจ้างไม่ได้มาจากความบกพร่องในหน้าที่ แต่เป็นผลพวงมาจากการทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการลักลอบขนย้ายดินออกจากพื้นที่มหาวิทยาลัยกว่า 140 คันรถ

“จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เกิดจากการที่ตนได้รับมอบหมายจากอธิการบดีท่านก่อนหน้า ให้ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาลงโทษทางวินัยกรณีดังกล่าว โดยคณะกรรมการชุดนี้ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิหลายฝ่าย ทั้งรองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี ผู้อำนวยการสำนักงานบุคคล นิติกร และผู้แทนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ”

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าวว่า จากการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรัดกุม ทั้งภาพถ่าย คลิปจากกล้องวงจรปิด พยานบุคคล และพยานเอกสารที่มีความเชื่อมโยง คณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดระเบียบของมหาวิทยาลัยจริง และยืนยันว่าสิ่งที่ถูกขนออกไปคือดิน นอกจากนี้ ยังพบหลักฐานสำคัญคือ บริษัทที่มีการขนดินออกไปได้ทำบันทึกรับสารภาพกับทางมหาวิทยาลัยไว้แล้ว รวมถึงมีพยานบุคคลยืนยันว่ารองผู้อำนวยการท่านหนึ่งเป็นผู้อนุญาตให้ปล่อยรถบรรทุกดินออกไป เนื่องจากรถบรรทุกถูกสกัดกั้นไว้ในตอนแรก

“อดีตรองอธิการบดีฝ่ายความปลอดภัย เปิดเผยต่อว่า ในช่วงเวลานั้น อธิการบดีได้มอบอำนาจให้ทนายความเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ปากคลองรังสิต ในข้อหาลักทรัพย์นายจ้าง ซึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดินที่ไม่สามารถยอมความได้ แต่ปรากฏว่าคดีกลับไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร ไม่มีการเรียกคนขับรถบรรทุกนับร้อยคันมาสอบปากคำ ไม่มีการตรวจสอบเส้นทางรถ จุดทิ้งดิน หรือตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ที่เกี่ยวข้อง”

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา ตนได้ทำหนังสือสอบถามความคืบหน้าไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา แต่ยังไม่ได้รับคำตอบเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งตนถูกสั่งเลิกจ้าง ล่าสุด จึงได้เดินทางไปยื่นหนังสือติดตามความคืบหน้าคดีต่อ ผบ.ตร.เป็นครั้งที่ 2 เพื่อทวงถามความยุติธรรมในฐานะประชาชนที่ต้องการเห็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนสำคัญว่า เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยได้มีการเปลี่ยนตัวอธิการบดี โดยให้เหตุผลเรื่องการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ และต่อมาได้รับทราบข้อเท็จจริงว่ามีการไปถอนแจ้งความร้องทุกข์ในคดีดังกล่าว โดยพนักงานสอบสวนมองว่าเมื่อมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ และมองว่าไม่ได้รับความเสียหาย จึงไม่มีการดำเนินการต่อ

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองทางกฎหมาย รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าวว่า ข้อหาลักทรัพย์นายจ้างเป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดิน แม้จะมีการถอนแจ้งความ กระบวนการสอบสวนก็ต้องดำเนินต่อไป ไม่สามารถยุติได้เพียงเพราะผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความ

สำหรับกรณีที่ทางมหาวิทยาลัยออกมาชี้แจงว่าสิ่งที่ขนออกไปคือขยะ ไม่ใช่ดิน และกล่าวหาว่าข้อมูลของตนเป็นความเท็จนั้น รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ยืนยันว่า ตนมีหลักฐานครบถ้วนทุกประการ ทั้งภาพจากกล้องวงจรปิด และระบบตรวจจับป้ายทะเบียน (License Plate Recognition – LPR) ที่บันทึกวันเวลาและทะเบียนรถทุกคันที่เข้าออกมหาวิทยาลัยได้อย่างแม่นยำ

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบเอกสารใบเบิกเงิน 2 ฉบับ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารในขณะนั้น ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจเซ็นอนุมัติ ได้ยืนยันชัดเจนว่า “ไม่มีการอนุมัติหรืออนุญาตให้มีการขนดินหรือขยะใดๆ ทั้งสิ้น” พร้อมประกาศท้าให้มหาวิทยาลัยตั้งโต๊ะแถลงข่าวร่วมกัน เพื่อเปิดเผยหลักฐานทีละประเด็น โดยเชิญตัวแทนจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจมาร่วมรับฟัง เพื่อพิสูจน์ความโปร่งใสและแสดงให้เห็นถึงหลักธรรมาภิบาล

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าวอีกว่า การทำหน้าที่ตรวจสอบความไม่โปร่งใสอื่นๆ โดยระบุว่า ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนไปยังกระทรวง อว.ถึง 4 ครั้ง (16 ก.ค.ปีที่แล้ว, 1 ธ.ค.ปีที่แล้ว, 6 ม.ค.ปีนี้ และ 23 ก.พ.ปีนี้) ในประเด็นเรื่องการดำรงตำแหน่งที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ และการแต่งตั้งผู้บริหารชุดใหม่ที่ไม่เป็นไปตามระเบียบ แต่ทางกระทรวง อว.กลับตอบสนองเพียงว่า มหาวิทยาลัยได้ชี้แจงว่าตรวจสอบแล้วและทำถูกต้องทุกขั้นตอน โดยไม่ได้ลงลึกในการตรวจสอบข้อเท็จจริง

ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ยอมรับว่า ตนทราบดีถึงความขัดแย้งภายในโครงสร้างผู้มีอำนาจของมหาวิทยาลัย และเคยถูกคนใกล้ชิดตักเตือนแล้ว แต่ที่ตัดสินใจดำเนินการตรวจสอบ เพราะได้รับคำสั่งโดยตรงจากอธิการบดีท่านเดิม ที่เชื่อมั่นในความตรงไปตรงมาและประสบการณ์การทำงานในฐานะอดีตข้าราชการตำรวจของตน

“ถึงแม้มหาวิทยาลัยจะไม่เคยเห็นคุณงามความดีที่ผมก่อตั้งคณะอาชญาวิทยามาเมื่อ 17 ปีที่แล้ว หรือการที่ผมมาปฏิรูประบบความปลอดภัยให้ ท่านมาทุบผมแบบนี้ไม่เป็นไร แต่ท่านอย่ามาทุบความยุติธรรมของคนในประเทศนี้ ตอนนี้ผมตกงาน แต่ความยุติธรรมไม่เคยตกไปจากหัวใจผม” รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าว

ปกรณ์วุฒิ แจงเดินเข้าหา คริส ชี้เป็นเรื่องปกติ แต่อีกฝ่าย เล่นใหญ่-ให้ข้อมูลเท็จ ปัดข่มขู่‘ระวังตัวไว้ให้ดี’

ปกรณ์วุฒิ แจงเดินเข้าหา คริส ชี้เป็นเรื่องปกติ แต่อีกฝ่าย เล่นใหญ่-ให้ข้อมูลเท็จ ปัดข่มขู่‘ระวังตัวไว้ให้ดี’

ปกรณ์วุฒิ แจงเดินเข้าหา คริส ชี้เป็นเรื่องปกติ แต่อีกฝ่าย เล่นใหญ่-ให้ข้อมูลเท็จ ปัดข่มขู่‘ระวังตัวไว้ให้ดี’

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.28 น.

ปกรณ์วุฒิ โต้คริส ยันเดินไปคุยในฐานะวิปฝ่ายค้าน อีกฝ่ายเล่นใหญ่-ให้ข้อมูลเท็จ ปัดข่มขู่ ‘ระวังตัวไว้ให้ดี’

วันที่ 2 เมษายน 2569 นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่าน X ชี้แจงกรณีนายคริส โปตระนันท์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ แถลงกล่าวหาว่าถูกเข้าไปชี้นิ้ว คุกคามในห้องประชุมสภาฯ ว่าในฐานะที่ตนเป็นวิป การเดินเข้าไปคุยกับพรรคอื่น ถึงที่นั่งของพรรคนั้นๆ เป็นเรื่องที่ปกติมากๆ ที่ตนก็ทำอยู่ตลอด แทบจะทุกวันที่มีการประชุมสภา  และในหลายๆ ครั้ง ที่มีการประท้วงกันไปมา หรือพูดอะไรที่ทำให้ไม่พอใจกัน หรือไม่เป็นไปตามข้อตกลง  ทุกครั้งตนก็ใช้วิธีเดินไปถาม และบอกแบบตรงไปตรงมา และถามว่าทำไมถึงต้องมาประท้วงกันประเด็นหยุมหยิมแบบนี้ หรือทำไมถึงไม่เป็นไปตามข้อตกลงที่คุยกันในวิป เพราะตนคิดว่าบางเรื่องไม่จำเป็นต้องใช้เวลาสภามาตอบโต้กัน การเดินไปคุยกันส่วนตัว พูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา และทำความเข้าใจกัน หลายครั้งก็จบด้วยการขอโทษขอโพยกัน หลังมีการปะทะคารมกัน ด้วยซ้ำ นี่ก็เป็นเรื่องปกติมากๆ ที่เกิดขึ้นในสภาเช่นกัน  

ประเด็นในวันนี้ ที่เดินไปคุยด้วย คือต้องการทำความเข้าใจว่า ในเหตุการณ์ไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง ที่ทางพรรคดังกล่าว พยายามจะตั้งใจขัดจังหวะ  พรรคประชาชน โดยเฉพาะ  และไม่เคยประท้วงในลักษณะเดียวกันกับ สส พรรคอื่นๆเลย ตนจึงพยายาม ที่จะเข้าไปบอกว่า การตั้งใจประท้วงขัดจังหวะ เฉพาะพรรคใดพรรคหนึ่งแบบนี้ จะทำให้การประชุมไม่เป็นไปอย่างราบรื่น และ ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนสมาชิก จะเป็นบรรยากาศที่ไม่ดี และบอกว่า ถ้าหากคุณตั้งใจทำแบบนี้ แล้วทางพรรคประชาชน ทำแบบนี้กับทางพวกคุณทุกครั้งที่คุณอภิปรายบ้าง คุณก็คงไม่พอใจเช่นกัน ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการใช้ chat GPT หรือประเด็นเนื้อหาการอภิปรายใดๆเลยทั้งสิ้น  

“การเดินไปหาทาง สส.กลุ่มดังกล่าว ผมเว้นระยะห่าง อย่างน้อย 1แถว เพื่อพูดคุย สิ่งที่เกิดขึ้นจากนั้น คือ ทาง สส.ทั้ง3คน ลุกขึ้นยืน เดินออกมาจากที่นั่ง  และพยายามส่งเสียงโวยวาย จึงทำให้มีเพื่อนๆ สส.ท่านอื่น เดินเข้ามาห้ามปรามทั้งทางผม และ ทาง 3คนนั้น ทั้งที่จริงๆยังไม่มีเหตุการณ์ที่จะใกล้เคียงการปะทะใดๆกันเลย . ซึ่งภาพที่ปรากฎออกมา อาจทำให้หลายๆคนเข้าใจไปอีกแบบ ผมต้องย้ำว่า การเดินไปคุยกับพรรคใดๆ ถึงที่นั่งของพรรคนั้นๆ เป็นเรื่องปกติมากๆ ในสภา” นายปกรณ์วุฒิ ระบุ

นายปกรณ์วุฒิ ระบุอีกว่า สิ่งที่คิดว่าทำให้เสียหาย คือการกล่าวหาว่าตนพูดว่า “ระวังตัวไว้ให้ดี” และกล่าวหาอีกด้วยว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พูดคำนี้  ซึ่งการกล่าวหานี้ เป็นความเท็จโดยสิ้นเชิง สำหรับตนเหตุการณ์นี้ไม่มีสาระอะไร เพราะเป็นสิ่งที่คนเป็นวิป ทำกันเป็นปกติ แต่มีคนพยายามจะ “เล่นใหญ่” เท่านั้นเอง และจากนี้ จะได้รับทราบว่า ทางพรรคดังกล่าวไม่ยินดีที่จะมีการพูดคุยเจรจาใด ๆ กัน ทางวิปจะได้ยึดถือแนวทางนี้ในการทำงาน แต่เราก็ยังยินดี ที่จะเดินไปสอบถาม เจรจา หรือ พูดคุยทำความเข้าใจกับพรรคอื่น ๆ ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน เช่นเดิม

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ChatGPT เป็นเหตุ สภาหวิดวางมวย ปม สส. อ่านรายงานจาก AI

เอกนิติ ย้ำคนละครึ่งเฟส 2 มาแน่ กำลังออกแบบรายละเอียด พร้อมเสนอ ครม.เร็วๆนี้

เอกนิติ ย้ำคนละครึ่งเฟส 2 มาแน่ กำลังออกแบบรายละเอียด พร้อมเสนอ ครม.เร็วๆนี้

เอกนิติ ย้ำคนละครึ่งเฟส 2 มาแน่ กำลังออกแบบรายละเอียด พร้อมเสนอ ครม.เร็วๆนี้

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.56 น.

“เอกนิติ”ย้ำคนละครึ่งเฟส 2  มาแน่ กำลังออกแบบรายละเอียด พร้อมเสนอ ครม.เร็วๆนี้ ด้าน”รัชดา”แจงข่าวในโซเชียลฯคลาดเคลื่อน ขอรอฟังรายละเอียดจากรัฐบาล เร็วๆ นี้ 

วันที่ 2 เมษายน 2569 เวลา 18.05 น.นางสาวรัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลโครงการ คนละครึ่ง เฟส 2  ในสื่อโซเซียลฯ ว่า  ข้อเท็จจริง ขณะนี้ โครงการคนละครึ่ง เฟส 2  ซึ่งได้มีการเตรียมไว้แล้วนั้น ยังอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียด เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีใหม่  โดยรายละเอียดโครงการคนละครึ่ง  ขอให้รอการชี้แจงจากรัฐบาลเท่านั้น   รวมทั้งรัฐบาล ยังมีแนวคิดที่จะออกมาตรการอื่นๆ  ควบคู่กัน  เพื่อช่วยเหลือประชาชนในช่วงสถานการณ์เศรษฐกิจและราคาพลังงานที่ผันผวนอีกด้วย  

ทั้งนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์สี่อ ล่าสุด โดย ยืนยัน โครงการคนละครึ่งเฟส 2  มาแน่ ขณะนี้กำลังออกแบบรายละเอียด พร้อมเสนอ ครม. 

เอกนิติ ลุยจี้โรงกลั่นรายงานต้นทุนจริง สั่งรื้อโครงสร้างค่าการกลั่น-ค่าการตลาด ก่อนชง ครม. 6 เม.ย. นี้

เอกนิติ ลุยจี้โรงกลั่นรายงานต้นทุนจริง สั่งรื้อโครงสร้างค่าการกลั่น-ค่าการตลาด ก่อนชง ครม. 6 เม.ย. นี้

เอกนิติ ลุยจี้โรงกลั่นรายงานต้นทุนจริง สั่งรื้อโครงสร้างค่าการกลั่น-ค่าการตลาด ก่อนชง ครม. 6 เม.ย. นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.24 น.

วันที่ 2 เมษายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ว่า ที่ประชุมฯ ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานไปศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการกำหนดค่าการกลั่น ค่าการตลาด ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง และหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการคำนวณราคา กำหนดราคาสำหรับราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น ราคาขายให้ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7, มาตรการ 10 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ก่อนนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในวันที่ 6 เม.ย. 2569

ทั้งนี้ เข้าใจว่าสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการคำนวณราคาค่าการกลั่น ค่าการตลาด ราคาหน้าสถานีบริการน้ำมัน (ปั๊มน้ำมัน) อย่างมาก และยังส่งผลให้เกิด War Premiun หรือน้ำมันส่วนเกินที่บวกเพิ่มในราคาน้ำมันดิบจริง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องไปเร่งศึกษาเพื่อดูข้อมูลจริงในส่วนนี้ เพราะที่ผ่านมา พบว่า ค่าการกลั่นที่กระทรวงพลังงานนำเสนอตัวเลขมา อาจจะยังสูงเกินไปในสถานการณ์ปัจจุบัน

สำหรับสถานการณ์สงครามในปัจจุบันอาจส่งผลให้ค่า War Premiun ของน้ำมันดิบในตลาดตะวันออกกลางสูงขึ้นตามความเป็นจริงมาก แต่ในทางปฏิบัติแล้ว พบว่า ทุกวันนี้โรงกลั่นส่วนใหญ่ไม่ได้นำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเหมือนในอดีตที่ผ่านมา เพราะมีการหาตลาดอื่นเพื่อทำให้น้ำมันเพียงพอใช้ในประเทศไทย จึงเป็นอีกประเด็นที่ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานไปคุยกับโรงกลั่นเพื่อศึกษาต้นทุนแท้จริงที่รวม War Premiun เพื่อจะได้นำมาคำนวณว่าตอนนี้ค่า War Premiun ที่ทุกคนกำลังอ้างถึง แต่ยังไม่มีใครรู้ว่าตกลงควรจะเป็นเท่าไหร่ จะได้นำมาใช้ในการคำนวณค่าการกลั่น

“วันนี้ได้มีการเชิญโรงกลั่นมาชี้แจง ประเด็นหนึ่งที่พบว่าในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป จะเห็นตัวอย่างที่ชัดเจน คือ ค่าขนส่ง ค่าระวางเรือ (ค่าเฟด) ค่าประกันต่าง ๆ ในราคาขายที่ตามปกติปัจจุบันไม่ได้นำมาคำนวณรวมแล้ว ตรงนี้ก็ควรจะถูกตัดออกไป จึงเป็นที่มาว่าให้กระทรวงพลังงานไปทำตัวเลขที่จะต้องไม่นับรวมค่าขนส่ง ค่าเฟด และค่าประกันต่าง ๆ ตรงนี้ ซึ่งจะทำให้ค่าการกลั่นต่าง ๆ ควรลดลง โดยกระทรวงพลังงานจะไปเร่งทำข้อมูลสรุปทั้งหมด เพื่อนำมาเสนอ คตร. ซึ่งเราตั้งใจจะทำเรื่องนี้ให้เสร็จเพื่อเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกในวันที่ 6 เม.ย. 2569 ยืนยันว่าเรื่องนี้ต้องเร่งดำเนินการ เพราะเป็นความเดือดร้อนของประชาชน จึงต้องเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด” นายเอกนิติ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีค่าการตลาดที่ต้องยอมรับว่ายังมีการคำนวณที่อาจจะสูงและต่ำในบางช่วง ก็ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานไปคำนวณว่าราคาค่าการตลาดที่เหมาะสมควรจะเป็นเท่าไหร่ โดยการดำเนินการทั้งหมดเชื่อว่าจะส่งผลไปสู่ราคาหน้าปั๊มที่คิดกับประชาชนในราคาที่ลดลง

นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ในที่ประชุมฯ ยังได้มีการพิจารณาและเห็นไปในทิศทางเดียวกันเกี่ยวกับข้อเสนอเรื่องข้อศึกษารูปแบบการกำหนดเพดาน (Ceiling) และราคาต่ำสุด (Floor) สำหรับค่าการกลั่น โดยมองว่าควรมีรูปแบบนี้ในกลไก แต่ต้องมีข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับต้นทุนที่แท้จริงอย่างชัดเจนเพื่อมากำหนด Ceiling และ Floor ที่ชัดเจน

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเรื่องค่าการกลั่น และค่าการตลาดที่เห็นกันในขณะนี้ เป็นการคำนวณตัวเลขที่เกิดจากราคาขายส่ง ขายปลีกที่เป็นอยู่ ทำให้ราคามีความผันผวนมากในแต่ละวัน โดยในส่วนของค่าการตลาดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงวันที่ 2 เม.ย. 2569 อยู่ที่ 1.95 บาทต่อลิตร

“ในปี 2568 มีการศึกษาว่าค่าการตลาดควรจะเป็นเท่าไหร่ โดยได้มีการค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มาคิดทั้งหมด ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าสถานที่ที่ปั๊มต้องใช้ และค่าใช้จ่ายจิปาถะมาคิด แล้วพบว่าค่าการตลาดควรจะเป็น 2.45 บาทต่อลิตร สำหรับทุกผลิตภัณฑ์น้ำมัน และตัวเลขย้อนหลัง 5 ปี ค่าการกลั่นก็อยู่ระดับใกล้เคียงที่ 2.45 บาทต่อลิตร เช่นกัน ตัวเลขนี้เป็นระดับที่ไม่มีเหตุการณ์ แต่พอมีเหตุการณ์ก็ต้องยอมรับว่าต้นทุนที่เกิดขึ้นจะสูงกว่า 2.45 บาทต่อลิตรที่เคยทำ แต่ช่วงที่ผ่านมา พบว่า ค่าการตลาดอยู่ต่ำกว่าระดับดังกล่าว จึงเห็นได้ชัดว่าค่าการตลาดไม่ได้สูงเลขถ้าดูเลขเฉลี่ยโดยรวม ซึ่งคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) และกระทรวงพลังงานได้ดูแลไม่ให้เกินค่าที่เราศึกษามา และเป็นไปตามที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้ให้นโยบายไว้” ปลัดกระทรวงพลังงาน ระบุ

สำหรับค่าการกลั่นปัจจุบันตัวเลขอยู่ที่ 13-14 บาทต่อบิตร ขณะที่เดือน มี.ค. 2569 อยู่ที่ 7 บาทต่อลิตร ตรงนี้เป็นส่วนต่าง (Difference) ระหว่างราคาน้ำมันดิบกับราคาน้ำมันสำเร็จรูป ไม่ใช่กำไร ซึ่งในส่วนต่างตรงนี้ยังมีค่าวัตถุดิบ Premiun ทั้งหลาย เนื่องจากตอนนี้ของหายาก โรงกลั่นอาจจะไม่ได้ซื้อน้ำมันดิบได้ในราคาที่มีการประกาศกัน ก็จำเป็นจะต้องมีการบวกค่าระวางเรือ ค่าประกันภัยเข้าไปด้วย ฉะนั้นต้นทุนเหล่านี้จึงเป็นต้นทุนที่ไม่ปกติที่เพิ่มขึ้นมา

อย่างไรก็ดี ปลัดกระทรวงพลังงาน ยืนยันว่า ได้หารือกับโรงกลั่นแล้ว และขอให้โรงกลั่นสำแดงราคาต้นทุน (Declare) ที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤติสงครามว่าต้นทุน และกำไรคงเหลือเป็นเท่าไหร่ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ในการพิจารณากำหนด Ceiling และ Floor ที่เหมาะสมต่อไป

สกัด 3 ฝันร้ายประชาชน! จุติ จี้ ใช้กองทุนหมุนเวียน สู้ปัญหายากจน-เจ็บป่วย-เด็กหลุดระบบ

สกัด 3 ฝันร้ายประชาชน! จุติ จี้ ใช้กองทุนหมุนเวียน สู้ปัญหายากจน-เจ็บป่วย-เด็กหลุดระบบ

สกัด 3 ฝันร้ายประชาชน! จุติ จี้ ใช้กองทุนหมุนเวียน สู้ปัญหายากจน-เจ็บป่วย-เด็กหลุดระบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.32 น.

สกัด 3 ฝันร้ายประชาชน ! “จุติ” จี้ ใช้กองทุนหมุนเวียนสู้ปัญหายากจน-เจ็บป่วย-เด็กหลุดระบบ  ทำงานแบบบูรณาการ  ตั้ง KPI วัดผลงานอธิบดีรายกระทรวง หากไร้ประโยชน์ให้สั่งยุบทิ้งทันที

วันที่ 2 เมษายน 2569  นายจุติ ไกรฤกษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย อภิปรายให้ข้อเสนอแนะต่อรายงานการประเมินผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียน โดยเห็นใจอธิบดีกรมบัญชีกลางที่ต้องรับหน้าที่เป็น “หนังหน้าไฟ” ในระบบราชการ แม้จะมีโอกาสทำงานภาคเอกชนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่ยังคงทำงานเพื่อประเทศ ซึ่งบทบาทดังกล่าวจำเป็นต้องปรับเปลี่ยน เพราะประเทศอยู่ในภาวะวิกฤต  ต้องทำงานบูรณาการกัน  เช่น กองทุนประกันสังคม กับกระทรวงแรงงาน กองทุนความเสมอภาคทางการศึกษา กับกระทรวงศึกษาธิการ กองทุนพัฒนา SME กับกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นต้น

นายจุติ ยังเสนอให้มีการประเมินบทบาทของแต่ละกองทุนอย่างจริงจัง โดยตั้งคำถามว่า กองทุนมีความจำเป็นต่อการแก้ปัญหาวิกฤตหรือไม่ ประชาชน สังคม และประเทศได้รับประโยชน์อะไร การใช้งบประมาณมีความคุ้มค่าหรือไม่ พร้อมเสนอให้กำหนดตัวชี้วัด (KPI) ที่ชัดเจน หากกองทุนใดไม่ผ่านเกณฑ์หรือไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ควรพิจารณาปรับปรุงหรือยกเลิก และควรใช้ KPI เป็นตัววัดผลงานของอธิบดีแต่ละกระทรวง ว่าควรจะต้องปรับปรุง หากไม่สามารถทำให้กองทุนเกิดประโยชน์ได้จริง

นายจุติ ยังฝากถึงอธิบดีกรมบัญชีกลางให้รายงานต่อรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อบูรณาการการทำงานของกองทุนในช่วงวิกฤต โดยเน้น 3 ปัญหาหลักของประชาชน ได้แก่ 1.ปัญหาปากท้อง การมีงานทำ และการปรับโครงสร้างหนี้ 2.การเข้าถึงการรักษาพยาบาลโดยไม่ล้มละลาย โดยเฉพาะบทบาทของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 3.การศึกษา โดยเฉพาะบทบาทของ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ในการป้องกันเด็กหลุดจากระบบ ที่จำเป็นมากในยามวิกฤตนี้ 

นายจุติ ระบุว่า ทั้ง 3 เรื่องคือ ความฝันร้ายของประชาชนในช่วงวิกฤต พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณอย่างเพียงพอ และบริหารกองทุนอย่างรอบคอบ เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้อย่างแท้จริง