‘BOWKYLION’ เปิดพื้นที่ให้โชว์ของ ในโปรเจกต์ ‘นาฬิกาทราย’TIME TO SHINE CONTEST ชวนทุกคนครีเอท ‘นาฬิกาทราย’

28 สิงหาคม 2569 เวลา 16:34 น.

 ถึงเวลาปล่อยของ! “BOWKYLION” ขอเชิญชวนน้อง ๆ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในปรากฏการณ์ “นาฬิกาทราย” TIME TO SHINE CONTEST กับการประกวดกันครีเอทโชว์เพลง ”นาฬิกาทราย“ ในสไตล์ที่เป็นคุณ ไม่ว่าจะร้อง เต้น เล่นละคร หรืออะไรที่คุณคิดว่าตึงก็จัดมา! งานนี้เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้รังสรรค์ความสนุกได้อย่างอิสระ และสำหรับผู้ที่ผลงานโดนใจคณะกรรมการ รับสิทธิพิเศษสุด Exclusive ที่ “BOWKYLION” จะไปเล่นคอนเสิร์ตให้ฟรี ถึงสถานศึกษาของคุณ น้อง ๆ คนไหนที่สนใจหรือเห็นแววของเพื่อนใกล้ตัว อย่าลืมแท็กชวนกันมาร่วมจอยกับกิจกรรมนี้กันเยอะ ๆ นะ

สามารถร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันนี้ – 14 กันยายน 2569 พร้อมติดตามรายละเอียดอื่น ๆ เพิ่มเติมผ่านทางเพจ Whattheduckmusic ทุกช่องทาง งัดไม้เด็ดออกมาโชว์ให้โลกรู้ แล้ว “BOWKYLION” จะไปหาคุณถึงที่!

เอาไว้รักษาพ่อ ‘ต้า’ ขอบคุณ นักธุรกิจชื่อดัง ‘กฤษน์ ศรีชวารา’ มอบเงินก้อนโต

28 สิงหาคม 2569 เวลา 17:38 น.

ฟ้าหลังฝนย่อมสดใสเสมอ คำนี้ใช้ได้ไม่เกินจริง จากเรื่องราวสุดดราม่าของ “ต้า-ลิขิต สิทธิพันธุ์” ที่ล่าสุด นักธุรกิจ เจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ชื่อดังอย่าง “คุณกฤษน์ ศรีชวารา”  ได้นัดทานข้าวปลอบใจและให้กำลังใจ ต้า โดยการมอบเงินก้อนใหญ่ไว้เป็นค่ารักษาพยาบาลคุณพ่อ

ด้านต้าได้โพสต์ ถึงเรื่องราวนี้ว่า …

“กราบขอบพระคุณ พี่กฤษน์ ศรีชวาลา ที่สละเวลาและเมตตา มอบเงินสดก้อนใหญ่ให้ผมไปรักษาพ่อ และให้ค่าดูแลท่านจนถึงถึงวันนั้น ผมถือว่าเป็นหนึ่งในบุญคุณใหญ่ของชีวิตเลย คนไม่รู้จักกัน แต่ทำกันขนาดนี้ จะตอบแทนโดยเป็นคนดีของสังคม ตั้งใจทำมาหากิน เป็นตัวแทนคนล้มแล้วลุกได้ครับ”

“ผมเข้าใจแล้วครับ ฟ้าหลังฝน สวยจริงๆ ส่วนคดีความก็สู้กันต่อครับ ปัญหายังไม่หมด แต่มีทุกคนอยู่ข้างๆ มีความสุขครับ ขอบคุณแจ๊คแฟนฉันด้วยครับพี่ประสานเรื่องดีๆนี้ให้ครับ”

พร้อมกันนี้ แจ็ค แฟนฉัน ก็ได้โพสต์ข้อความว่า …

“เรื่องอื่นค่อยว่ากัน เอาเงินไปรักษาพ่อก่อนพี่  ขอบคุณพี่กฤษน์ ศรีชวาลา”

กฤษน์ ศรีชวารา, ดราม่า ต้า เฟ็ดเฟ่, ต้า เฟ็ดเฟ่

วกส. รุ่น 7 ปั้น 82 ผู้นำเกษตรแห่งอนาคตเชื่อมความรู้–นวัตกรรม สู่พลังขับเคลื่อนเกษตรไทย

28 สิงหาคม 2569 เวลา 14:36 น.

วกส. รุ่นที่ 7 ปั้น 82 ผู้นำเกษตรแห่งอนาคตเชื่อมความรู้–นวัตกรรม สู่พลังขับเคลื่อนเกษตรไทย

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับมูลนิธิเกษตราธิการ และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA จัดพิธีปิดและมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการฝึกอบรมหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 7 จำนวน 82 คน โดยได้รับเกียรติจาก พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี เป็นประธานในพิธี ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายกฤษ อุตตะมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายชวลิต ชูขจร ประธานกรรมการ ARDA ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ผู้อำนวยการหลักสูตร วกส. ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการ ARDA ตลอดจนผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องร่วมเป็นเกียรติ

พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี กล่าวว่า ภาคการเกษตรไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทั้งจากเทคโนโลยี เศรษฐกิจและกติกาการค้าโลก การรับมือจากความท้าทายเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยวิสัยทัศน์ องค์ความรู้ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ควบคู่กับการยึดมั่นในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต ความรับผิดชอบ และประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ หลักสูตร วกส. จึงมีบทบาทในการพัฒนาผู้นำที่เข้าใจบริบทโลก สามารถเชื่อมโยงความรู้และประสานพลังเครือข่าย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของภาคเกษตร การสำเร็จหลักสูตรไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการเรียนรู้ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความรับผิดชอบในการนำความรู้ ประสบการณ์ และเครือข่ายไปสร้างประโยชน์แก่ส่วนรวม ผู้สำเร็จการฝึกอบรมทั้ง 82 คน ถือเป็นผู้นำเกษตรยุคใหม่และเป็นพลังสำคัญของประเทศ และจากวันนี้ ความสำเร็จจะไม่ได้วัดเพียงจากการพัฒนาองค์กรของตนเอง แต่จะวัดจากความสามารถในการผนึกกำลัง เปลี่ยนความรู้ให้เป็นการปฏิบัติ และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ภาคการเกษตรไทยเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

ด้านนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวแสดงความยินดีกับผู้สำเร็จการฝึกอบรมทั้ง 82 คน พร้อมชื่นชมความมุ่งมั่นตลอดระยะเวลาการอบรม โดยระบุว่า วกส. เป็นหลักสูตรชั้นนำด้านการเกษตรของประเทศที่ออกแบบเพื่อพัฒนาผู้นำให้มีวิสัยทัศน์ เข้าใจเทคโนโลยี บริบทโลก และความต้องการของเกษตรกร ครอบคลุมทั้งเกษตรสมัยใหม่ เทคโนโลยีดิจิทัล การตลาด การบริหารจัดการ และนวัตกรรม คุณค่าของหลักสูตรจึงไม่ได้อยู่เพียงที่ “ผู้เรียนได้อะไร” แต่อยู่ที่ “ภาคเกษตรไทยจะได้อะไร จากผู้นำเหล่านี้” การรวมผู้นำจากทุกภาคส่วนไว้ในเครือข่ายเดียวกัน ช่วยเชื่อมโจทย์จากพื้นที่กับนโยบาย งานวิจัย เทคโนโลยีและตลาด เพื่อต่อยอดองค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์จริง ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน สร้างมูลค่าและรายได้ ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร

ด้าน ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการ ARDA กล่าวว่า วกส. รุ่นที่ 7 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 มีนาคม–21 สิงหาคม 2569 โดยผสาน “ความรู้ในห้องเรียน” กับ “ประสบการณ์จากพื้นที่จริง” ผ่านการแลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญ และการศึกษาดูงานด้านนโยบาย ระบบวิจัย ธุรกิจเกษตร และเทคโนโลยีสมัยใหม่ทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ผู้เข้าอบรมมองเห็นการพัฒนาภาคเกษตรครบทั้งห่วงโซ่และสามารถนำบทเรียนไปประยุกต์ใช้กับองค์กรและพื้นที่ได้จริง ตลอด 6 รุ่นที่ผ่านมา วกส. ได้สร้างเครือข่ายผู้นำกว่า 600 คน เชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ ภายใต้แนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ควบคู่กับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมพัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัยกว่า 40 โครงการ มูลค่ารวมไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาทเพราะการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การพัฒนา “ผู้นำ” ซึ่งรู้ว่าจะนำเทคโนโลยีและงานวิจัยไปแก้ปัญหาอย่างไร หลักสูตรวกส. จึงไม่ได้สร้างเพียงผู้บริหารที่มีความรู้ แต่กำลังสร้างเครือข่ายผู้นำที่พร้อมเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เป็นทางออก เปลี่ยนเครือข่ายให้เป็นพลัง และเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสที่ยกระดับภาคการเกษตรไทยได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

เกษตร, แนวหน้าออนไลน์

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ต้อนรับที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์ ประจำสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กระชับความสัมพันธ์-ความร่วมมือด้านปศุสัตว์ไทย-จีน

27 สิงหาคม 2569 เวลา 17:03 น.

27 สิงหาคม 2569 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ นางสาวจาง เซียวเซียว (Ms. Zhang Xiaoxiao) ที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์ ประจำสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และคณะ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ และหารือความร่วมมือด้านปศุสัตว์ระหว่างไทย – จีน ณ ห้องซุ้มเรือนแก้ว ชั้น 1 ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพฯ

สำหรับการหารือในครั้งนี้ มุ่งเน้นการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการค้าสินค้าปศุสัตว์ระหว่างไทยและจีนให้เป็นไปอย่างราบรื่น เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทั้งสองฝ่ายอย่างเป็นรูปธรรม โดยครอบคลุมถึงการส่งเสริมและอำนวยความสะดวกทางการค้าสินค้าปศุสัตว์และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทางฝ่ายจีนได้แสดงความพร้อมในการสนับสนุนและทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมประสานงานระหว่างกรมปศุสัตว์ของไทยและสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) เพื่อส่งเสริมให้การประสานงานและการแก้ไขประเด็นด้านการค้าสินค้าปศุสัตว์ รวมถึงอาหารสัตว์เลี้ยง เป็นไปด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังแสดงความเชื่อมั่นในมาตรการกำกับดูแลมาตรฐานและคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ไทยสำหรับการส่งออกไปยังประเทศจีนอีกด้วย

กรมปศุสัตว์,อธิบดีกรมปศุสัตว์,ที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์,ปศุสัตว์,ไทยจีน,

กมธ.ศาสนาฯ จี้สกัดคลิปลามกด้อยค่า “นวดไทย” ทำต่างชาติเข้าใจผิด หวั่นกระทบภาพลักษณ์มรดกภูมิปัญญาโลก

28 สิงหาคม 2569 เวลา 14:01 น.

ธิวัลรัตน์-อังกินันทน์

เอาจริง! กมธ.ศาสนาฯ จี้สกัดคลิปลามก ด้อยค่า “นวดไทย” ทำต่างชาติเข้าใจผิด หวั่นกระทบภาพลักษณ์มรดกภูมิปัญญาโลก จี้หน่วยงานรัฐสกัดเผยแพร่-แก้กฎหมายเพิ่มบทลงโทษ

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่รัฐสภา นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้พิจารณากรณีคลิปวิดีโอขบวนแห่เทียนพรรษาของวัดบิง อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีการนำเสนอการนวดไทยในลักษณะล้อเลียนเชิงลามกอนาจารและสื่อไปในทางค้าประเวณี ภายใต้ชื่อ “Traditional Thai Massage Vat Bing” ก่อนถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่สบายใจให้ประชาชนและกลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพนวดไทยอย่างมาก เนื่องจาก “นวดไทย” ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ การนำเสนอในลักษณะดังกล่าวจึงอาจสร้างความเข้าใจผิดแก่ชาวต่างชาติว่า นวดไทยมีความเกี่ยวข้องหรือแอบแฝงกับการค้าบริการทางเพศ

คณะกรรมาธิการฯ จึงเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครราชสีมา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครราชสีมา เทศบาลนครนครราชสีมา เทศบาลตำบลโชคชัย และสมาคมหมอนวดไทย เข้าร่วมประชุมเพื่อกำหนดแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะเดียวกันอีก แม้ผู้เกี่ยวข้องจะออกมาขอโทษต่อสังคมแล้วก็ตาม

นางธิวัลรัตน์ กล่าวว่า ผู้แทนเทศบาลตำบลโชคชัยชี้แจงว่า ขบวนแห่ดังกล่าวจัดขึ้นโดยกลุ่มชุมชนในพื้นที่ มีเจตนาเพื่อสร้างความตลกขบขัน แต่เกิดขึ้นจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ผู้จัดขบวนและเทศบาลตำบลโชคชัยได้ออกแถลงการณ์ขออภัยอย่างเป็นทางการ พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์ควบคุมขบวนแห่ในอนาคต ห้ามมีเนื้อหาลามกอนาจารหรือขัดต่อศีลธรรมอันดี

ขณะที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครราชสีมาชี้แจงว่า วัดบิงเป็นเพียงสถานที่ที่ชุมชนใช้เป็นจุดรวมพลในการจัดประเพณีแห่เทียนพรรษาเท่านั้น พระภิกษุสงฆ์และเจ้าอาวาสไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการคิดรูปแบบ หรือเห็นชอบกับการแสดงออกเชิงลามกในขบวนแห่แต่อย่างใด

ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า ที่ประชุมมีความกังวลอย่างยิ่งว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้อาจสร้างความเสียหายต่อเกียรติภูมิและสถานะของ “นวดไทย” ในฐานะมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโก จึงมีข้อเสนอให้หน่วยงานรัฐเร่งวางมาตรการป้องกันอย่างเป็นรูปธรรม

โดยเสนอให้กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ.2559 พร้อมประสานการบังคับใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพื่อระงับการเผยแพร่ข้อความ ภาพ หรือคลิปวิดีโอออนไลน์ที่มีลักษณะด้อยค่า หรือสร้างความเสียหายต่อมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติอย่างทันท่วงที

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมเห็นว่า พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ.2559 ในปัจจุบัน แม้ให้อำนาจสั่งระงับการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหาย แต่ยังไม่มีบทลงโทษทางอาญาที่ชัดเจนสำหรับผู้ที่ละเมิดหรือด้อยค่ามรดกภูมิปัญญาที่ขึ้นบัญชีไว้ จึงเสนอให้พิจารณาแก้ไขกฎหมายเพื่อกำหนดบทลงโทษที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ประสานกระทรวงมหาดไทยพิจารณาแก้ไขกฎหมายลำดับรองภายใต้ พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 เพื่อปิดช่องไม่ให้มีการนำคำว่า “นวดไทย” ไปใช้แอบแฝงในสถานบริการประเภทอาบอบนวด ซึ่งขัดต่อวัตถุประสงค์ของศาสตร์การนวดไทยที่มุ่งด้านการดูแลสุขภาพและการบำบัดรักษา

ด้านกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ชี้แจงว่า จะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสถานประกอบการนวดเพื่อสุขภาพภายใต้ พ.ร.บ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ.2559 ทั้งเรื่องมาตรฐานและจริยธรรม เพื่อป้องกันการแอบแฝงค้าบริการทางเพศ พร้อมอยู่ระหว่างปรับปรุงกฎหมายเพื่อเพิ่มข้อกำหนดด้านจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพของผู้ให้บริการนวดให้ชัดเจนขึ้น หากพบการกระทำฝ่าฝืนศีลธรรมอันดี จะดำเนินการตามกฎหมายถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาต

“นวดไทยไม่ใช่เรื่องล้อเลียนทางเพศ หรือเครื่องมือสร้างความตลกขบขันเชิงลามกอนาจาร แต่เป็นศาสตร์แห่งการเยียวยา การดูแลสุขภาพ และเป็นเกียรติภูมิทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าระดับโลกของมนุษยชาติ คนไทยทุกคนต้องร่วมกันหวงแหน ปกป้อง และสืบทอดต่อไปอย่างภาคภูมิใจ” นางธิวัลรัตน์ กล่าว

กมธ.ศาสนา, นวดไทย

NIDA คว้าชัยโต้วาทีนานาชาติ! กวาดรางวัลชนะเลิศ-รองอันดับ 1 ชนะมหาลัยชั้นนำจากจีน

28 สิงหาคม 2569 เวลา 13:24 น.

NIDA คว้าชัยโต้วาทีนานาชาติ ครั้งที่ 3! กวาดรางวัลชนะเลิศ-รองอันดับ 1 ชนะมหาลัยชั้นนำจากจีน พร้อมดันเวทีวิชาการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน

ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) จัดการแข่งขันโต้วาทีนานาชาติระดับบัณฑิตศึกษา ครั้งที่ 3 (The 3rd International Sustainable Development Debate) เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น อภิปรายประเด็นสำคัญระดับโลก และพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร และการรับฟังอย่างสร้างสรรค์ โดยมีมหาวิทยาลัยจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้าร่วม 3 แห่ง ได้แก่ Huazhong University of Science and Technology (HUST), Shanghai University of Finance and Economics (SUFE) และ Shanghai International Studies University (SISU) ในปีนี้ นิด้าส่งนักศึกษาเข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 2 ทีม รวม 6 คน จากคณะบริหารธุรกิจ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ คณะภาษาและการสื่อสาร คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม และวิทยาลัยนานาชาติ ร่วมกับนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำจากสาธารณรัฐประชาชนจีน

พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้แทนจาก United Nations (UN), United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization (UNESCO) และ ASEAN University Network (AUN) ร่วมกล่าวสุนทรพจน์พิเศษ สะท้อนถึงความสำคัญของการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศ และการส่งเสริมเยาวชนให้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน

โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 8 ท่าน จากหน่วยงานด้านนานาชาติและสถาบันอุดมศึกษาทั้งจากประเทศไทยและต่างประเทศ ได้แก่ Fulbright Thailand, British Council Thailand, SEAMEO STEM-ED, United Nations Development Programme (UNDP), Shanghai International Studies University (SISU), Yili Normal University (YLU) และคณะภาษาและการสื่อสาร นิด้า

สำหรับการแข่งขันในรอบแรก นักศึกษาได้อภิปรายในประเด็นร่วมสมัยที่เกี่ยวข้องกับ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และความเหลื่อมล้ำ (Inequality) โดยทีมที่ผ่านเข้าสู่รอบบ่าย ได้แก่ HUST, SUFE และทีมจากนิด้าทั้ง 2 ทีม (Team 1 และ Team 2)

ต่อมาในช่วงบ่าย นักศึกษาที่ผ่านเข้ารอบได้แข่งขันต่ออีก 2 รอบ ในญัตติที่เกี่ยวข้องกับ AI และการศึกษา (Education) โดยทีมจากนิด้าสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศและรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ขณะที่ HUST คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับสองไปครอง

สรุปผู้ได้รับรางวัล ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ : ทีมจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA Team 1) รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง : ทีมจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA Team 2) และ รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง : ทีมจาก Huazhong University of Science and Technology (HUST) ซึ่งการแข่งขันในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากคณาจารย์ นักศึกษาและผู้เข้าร่วมจากทั้งนิด้าและสถาบันการศึกษาอื่น ๆ เป็นจำนวนมาก สะท้อนถึงความสนใจต่อประเด็นการพัฒนาที่ยั่งยืนและบทบาทของคนรุ่นใหม่ในการร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อความท้าทายของโลก

ทั้งนี้ นิด้ามุ่งหวังให้เวที International Sustainable Development Debate เป็นพื้นที่สำคัญในการพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่สามารถ คิดอย่างมีวิจารณญาณ สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ และรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลและความท้าทายที่ซับซ้อน พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับบริบทของการปฏิบัติจริง อันนำไปสู่การสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งและการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต

InternationalDebate2569, NIDA, NIDATeam, SustainableDevelopment, ข่าวการศึกษา, นิด้า, โต้วาทีนานาชาติ

กองทัพเรือ จัดการซ้อมย่อยครั้งที่ 3 ในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

27 สิงหาคม 2569 เวลา 20:00 น.

27 สิงหาคม 2569 กองทัพเรือ ได้จัดให้มีการซ้อมย่อย ครั้งที่ 3 ในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เพื่อเตรียมความพร้อมของเรือพระราชพิธี ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน พุทธศักราช 2569 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569

สำหรับรูปแบบการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในครั้งนี้ ใช้กำลังพลประจําเรือพระราชพิธี โดยได้คัดเลือกกําลังพลจากหน่วยต่างๆ ของกองทัพเรือ จํานวน 2,200 นาย เรือพระราชพิธี จํานวน 52 ลํา แบ่งออกเป็น 5 ริ้ว 3 สาย ความยาว 1,280 เมตร กว้าง 90 เมตร ดังนี้

– ริ้วสายกลางซึ่งเป็นเรือสายสำคัญประกอบด้วยเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เป็นเรือประทับพระราชอาสน์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เป็นเรือพระที่นั่งรอง เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เป็นเรือตั้งบุษบกเชิญผ้าพระกฐิน นอกจากนี้มีเรืออีเหลือง เป็นเรือกลองนอก เรือแตงโมเป็นเรือกลองใน (เป็นเรือของผู้บัญชาการขบวนเรือ) พร้อมด้วยเรือตำรวจ และเรือแซง 7

– ริ้วสายในขนาบข้างสายเรือพระที่นั่ง มีเรือทองขวานฟ้าและเรือทองบ้าบิ่นเป็นเรือประตูหน้า เรือเสือทยานชล และเรือเสือคำรณสินธุ์เป็นเรือพิฆาต เรือรูปสัตว์ 8 ลำ ได้แก่ เรืออสุรวายุภักษ์ เรืออสุรปักษี เรือกระบี่ปราบเมืองมาร เรือกระบี่ราญรอนราพณ์ เรือครุฑเหินเห็จ เรือครุฑเตร็จไตรจักร เรือพาลีรั้งทวีป เรือสุครีพครองเมือง และปิดท้ายริ้วสายในด้วยเรือเอกไชยเหินหาว และเรือเอกไชยหลาวทองเป็นเรือคู่ชัก

– ริ้วสายนอกประกอบด้วยเรือดั้ง สายละ 11 ลำ และเรือแซง สายละ 3 ลำ

สำหรับการฝึกจัดรูปกระบวน ในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในครั้งนี้ ประกอบด้วย การซ้อมย่อยและซ้อมใหญ่ ก่อนที่จะมีพิธีจริงในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 โดยมีขั้นตอนที่สำคัญคือ การซ้อมย่อย 10 ครั้งในช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม (วันที่ 17, 20,27 สิงหาคม วันที่ 3, 8, 17, 23 กันยายน วันที่ 2, 8, 15, 21, 28 ตุลาคม) โดยในวันนี้เป็นการซ้อมย่อยครั้งแรก

และการซ้อมใหญ่ 2 ครั้ง ในวันที่ 21 และ 28 ตุลาคม 2569 ก่อนวันพระราชพิธี ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งประชาชนสามารถมีส่วนร่วมโดยรับชมการฝึกซ้อมและร่วมรับเสด็จฯ ได้ทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่สะพานกรุงธนบุรีถึงวัดอรุณราชวราราม โดยกำลังพลกองทัพเรือทุกนายมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีอันสำคัญยิ่งนี้ และมุ่งมั่นในการทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อให้การจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สง่างาม และสมพระเกียรติ

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถรับชมการฝึกซ้อมได้ตลอดเส้นทางที่ขบวนเรือแล่นผ่านโดยพื้นที่สาธารณะที่สามารถรับชมได้อย่างใกล้ชิด มีดังนี้

ฝั่งธนฯ บริเวณใต้สะพานพระราม 8 ด้านพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 8 สวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ข้างโรงพยาบาลศิริราช ท่าน้ำวัดระฆังโฆษิตาราม และวัดอรุณราชวราราม ฝั่งพระนคร ที่สวนสันติชัยปราการ ข้างป้อมพระสุเมรุ ท่ามหาราช และท่าช้าง ตั้งแต่เวลา 15.30 น.ที่เรือพระราชพิธีเริ่มเคลื่อนขบวนบริเวณสะพานพระราม 8 จนเสร็จพิธีที่วัดอรุณราชวราราม

กองทัพเรือ, ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค, เรือพระราชพิธี

ททท. ชวนคนทำงานเปิด “Leave Mode” กับโครงการ “Take Leave Consciously — ลาพัก…ไปรักษ์โลก”

28 สิงหาคม 2569 เวลา 15:30 น.

20260820_aw

เปลี่ยนวันลาพักร้อนให้มีความหมายมากกว่าการพักผ่อน ผ่านการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู ที่ได้ทั้งรีชาร์จตัวเอง และสร้างคุณค่ากลับคืนสู่ธรรมชาติ ชุมชน และสังคม

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ จัดทำโครงการ “Take Leave Consciously — ลาพัก…ไปรักษ์โลก” เพื่อชวนคนวัยทำงานปรับมุมมองการใช้วันลาพักร้อนให้มีความหมายมากยิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิด “Regenerative Tourism: Leave a Positive Impact” หรือการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู ที่ไม่เพียงลดผลกระทบจากการเดินทาง แต่ยังสร้างผลเชิงบวกกลับคืนสู่ธรรมชาติ ชุมชน วัฒนธรรมท้องถิ่น และสังคม

โครงการนี้ชวนพนักงานออฟฟิศ คนทำงานในองค์กร กลุ่ม Gen Y–Z รวมถึงองค์กรภาคเอกชน และบริษัทขนาดใหญ่ มอง “วันลา” เป็นโอกาสในการพักใจ เติมพลัง และออกเดินทางอย่างมีจุดหมาย ผ่านประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ช่วยฟื้นฟูทั้งตัวผู้เดินทางและพื้นที่ปลายทาง สอดคล้องกับพฤติกรรมคนทำงานยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ Work–Life Balance, Purposeful Living, Employee Well-being และกิจกรรมที่สร้างคุณค่าต่อสังคม

ภายใต้แนวคิด “Leave with Purpose” โครงการออกแบบการเดินทางที่เปลี่ยน “การลา” ให้เป็น “พลังในการฟื้นฟู” ผ่าน 3 แกนสำคัญ ได้แก่ Rest for Self การพักและชาร์จพลังกายใจ, Restore for Planet การมีส่วนร่วมฟื้นฟูธรรมชาติและระบบนิเวศชุมชน และ Return Value การมอบสิ่งดี ๆ คืนสู่สังคม ผู้ประกอบการ และชุมชนท้องถิ่น

เพื่อให้แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ททท. ได้ร่วมกับบริษัท ฟรายเดย์ ทริป จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการจุดหมายปลายทาง (DMC) และนักออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ พัฒนาโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู 5 Special Routes ที่ผสาน Employee Well-being, CSR / ESG Engagement และ Regenerative Tourism เข้าด้วยกัน เพื่อให้องค์กรสามารถใช้เป็นเครื่องมือดูแลพนักงาน สร้างความผูกพันในทีม และต่อยอดแนวทางด้าน ESG ได้อย่างเป็นรูปธรรม

เปลี่ยนวันลาพักร้อนให้เป็นมากกว่าการพัก

5 Special Routes ประกอบด้วย

Ocean Healing — ทะเลเยียวยาใจ จ.กระบี่ เส้นทางที่ชวนผู้เดินทางฟื้นพลังจากทะเล พร้อมเรียนรู้และมีส่วนร่วมดูแลระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง

Forest Retreat — เปิดโหมดพัก ฟังเสียงตัวเองในธรรมชาติ จ.นครราชสีมา เส้นทางที่ชวนคนทำงานพักจากหน้าจอ ลดความเร่งรีบ และกลับมาเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ผ่านกิจกรรมอาบป่า Silent Walking ปลูกป่า และเวิร์กช็อปงานศิลปะในชุมชน

Culture Revive — คราฟต์ปลุกใจ เติมไฟสร้างสรรค์ จ.เชียงรายเส้นทางที่ชวนออกจาก Routine เดิม ไปสัมผัสงานคราฟต์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และมรดกทางวัฒนธรรม ผ่านประสบการณ์ที่ไม่ได้แค่ “ชม” แต่ได้ “ลงมือทำ”

Community Giving — อาสาปันสุข ปลุกพลังผู้ให้ จ.ราชบุรี เส้นทางที่ชวนคนทำงานเปลี่ยนวันลาเป็นพลังแห่งการให้ ผ่านกิจกรรมอาสา การแบ่งปันประสบการณ์ และการมีส่วนร่วมกับชุมชนท้องถิ่น เพื่อส่งต่อโอกาสให้กับกลุ่มที่ต้องการการสนับสนุน

Mindful Living — อยู่กับตัวเองให้มากขึ้น ใช้โลกให้น้อยลง จ.ระยอง
เส้นทางที่ชวนพักใจ ปรับสมดุลชีวิต ใช้ชีวิตให้ช้าลง และเดินทางอย่างใส่ใจ ผ่านกิจกรรม Low-impact เช่น Zero-waste Cooking, Farm-to-Table และกิจกรรมดูแลสุขภาวะอย่างเรียบง่าย

นอกจากนี้โครงการฯ ยังได้รับความร่วมมือจากองค์กรภาคเอกชน อาทิ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด, บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด, บริษัท แมคไทย จำกัด, บริษัท เอสเทค ฟาร์มา จำกัด และบริษัท ทีทีซี มอเตอร์ จำกัด ในการส่งตัวแทนพนักงานเข้าร่วมเดินทางใน 5 Special Routes ซึ่งเป็นเส้นทางนำร่อง (Pilot Trip) เพื่อร่วมทดลองประสบการณ์และให้ข้อเสนอแนะในการพัฒนาโปรแกรมให้ตอบโจทย์กลุ่มวัยทำงานและองค์กรได้ดียิ่งขึ้น

ททท. ยังร่วมกับพันธมิตรจัดทำข้อเสนอพิเศษและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อให้คนทำงานเข้าถึงประสบการณ์การเดินทางที่มีความหมายได้ง่ายขึ้น พร้อมกระตุ้นการเดินทางภายในประเทศ สนับสนุนผู้ประกอบการท่องเที่ยว และกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

ติดตามรายละเอียดโครงการ เส้นทางท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู ข้อเสนอพิเศษ และกิจกรรมต่าง ๆ ได้ที่ Facebook Page: Take Leave Consciously ลาพัก ไปรักษ์โลก

เพราะวันลาของคุณ…เปลี่ยนโลกได้มากกว่าที่คิด

Leave Mode, ททท.

ไทยวาโก้ จับมือ มศว. ลงนาม MOU ขับเคลื่อนนวัตกรรม พัฒนาศักยภาพนิสิต สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

28 สิงหาคม 2569 เวลา 12:07 น.

บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ WACOAL ภายใต้การจัดจำหน่ายโดย บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (SWU) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคธุรกิจ มุ่งสร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และพัฒนาศักยภาพบุคลากรไปจนถึงคนรุ่นใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่อนาคตที่ยั่งยืน

ในโอกาสนี้ นายธรรมรัตน์ โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โดยมีคณะผู้บริหารจากทั้งสององค์กรร่วมเป็นสักขีพยาน  ณ สำนักงานหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (ประสานมิตร) สำหรับวัตถุประสงค์หลักของการร่วมมือครั้งนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และร่วมพัฒนาหลักสูตรด้านการสร้างแบรนด์และการสื่อสารการตลาด พร้อมส่งเสริมให้นิสิตได้ประยุกต์ใช้ความรู้ภาคทฤษฎีสู่การปฏิบัติจริง ผ่านการร่วมสร้างสรรค์และออกแบบลวดลายผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นการเสริมสร้างศักยภาพและความพร้อมก่อนก้าวเข้าสู่โลกธุรกิจอย่างมืออาชีพ

อีกทั้งภายในงานยังมีการเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้บริหารทั้งสององค์กร ถึงแนวคิดและแนวทางความร่วมมือ รวมถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อบุคลากร นิสิตและสังคม โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประภาภรณ์ โรจน์ศิริรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ชัยวัชร พรหมจิตติพงศ์ รองอธิการบดีฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์เพื่อสังคม และ นางอินทิรา นาคสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

นอกจากนี้ WACOAL ยังจัดกิจกรรม “วาโก้บราเดย์ บราเก่าเราขอ” เชิญชวนนิสิตและบุคลากร มศว. ร่วมส่งต่อชุดชั้นในเก่าทั้งหญิงและชายทุกแบรนด์ที่เสื่อมสภาพ เพื่อนำไปจัดการและกำจัดอย่างถูกวิธี โดยได้รับความสนใจและการมีส่วนร่วมจากนิสิตรวมถึงบุคลากรเป็นจำนวนมาก

ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของ WACOAL ในการสนับสนุนการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้พัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ พร้อมร่วมสร้างสรรค์การเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับสังคมในการมุ่งขับเคลื่อนอนาคตอย่างยั่งยืน

จากวัสดุรีไซเคิลสู่แฟชั่นอย่างมีสไตล์ “ELLE Recycle Nylon Collection” สะท้อนแนวคิดสวย ใส่ใจโลก

28 สิงหาคม 2569 เวลา 11:13 น.

ELLE (แอล) แบรนด์แฟชั่นระดับพรีเมียม ภายใต้การบริหารและจัดจำหน่ายโดย บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เปิดตัวคอลเลกชันใหม่ “ELLE Recycle Nylon Collection” หยิบเอาความร่วมสมัยมาผสานเข้ากับแนวคิด “ELLE Planet Chic” ที่เราเชื่อว่า “ความชิค” สามารถอยู่ร่วมกับ “ความใส่ใจโลก” ได้

เสน่ห์ของคอลเลกชันนี้อยู่ที่การนำเส้นใยไนลอนจากขวดพลาสติกรีไซเคิล (Recycled Nylon from Plastic Bottles) มาสร้างสรรค์เป็นกระเป๋าแฟชั่นผ่านกระบวนการนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ และพัฒนาการใช้งาน เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของผู้หญิงยุคใหม่ เน้นความคล่องตัว น้ำหนักเบา ทนทาน เหมาะกับการเป็น Everyday Bag ที่สามารถหยิบมาใช้ได้ในหลากหลายโอกาส คงความเป็นดีเอ็นเอของ ELLE ได้อย่างลงตัว

ดร.รีเบคก้า รัสเซลล์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานสื่อสารองค์กร กล่าวว่า “ELLE เชื่อว่าแฟชั่นที่ดีไม่ได้หยุดอยู่แค่ความสวยงาม แต่สามารถเดินไปพร้อมกับความใส่ใจสิ่งแวดล้อมได้ จึงเป็นที่มาของคอลเลกชัน “ELLE Recycle Nylon Collection” ไอเทมใหม่ที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม กระเป๋าทุกใบในคอลเลกชันนี้เราเลือกใช้วัสดุไนลอน ซึ่งผลิตจากขวดพลาสติกรีไซเคิล ผ่านการดีไซน์อย่างประณีตเพื่อตอบโจทย์การใช้งานในรูปแบบต่างๆ มีทั้งทรงTote Bag, Mini Hobo Bag, Backpack และ Bucket Bag น้ำหนักเบา ทนทาน ใช้งานง่าย เพราะเราอยากให้การเลือกกระเป๋าสักใบเป็นมากกว่าเรื่องของแฟชั่น แต่เป็นการเลือกสิ่งที่สวย ใช้ได้จริง และมีความหมายมากขึ้นค่ะ”

ELLE Recycle Nylon Collection จึงสะท้อนอีกมิติของแฟชั่นร่วมสมัยที่ไม่ได้มองเพียงเรื่องของรูปลักษณ์ แต่ให้ความสำคัญกับเรื่องราวเบื้องหลังของสิ่งที่เราเลือกใช้ ผ่านการผสาน Style, Function และ Sustainability เข้าด้วยกันอย่างลงตัว พร้อมสะท้อนตัวตนของผู้หญิงยุคใหม่ที่มองหาแฟชั่นที่สวย และสอดคล้องกับแนวคิดการใช้ชีวิตอย่างใส่ใจโลก เพราะแฟชั่นที่ดี อาจไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่เราเลือกใช้ในแต่ละวัน แต่ยังสะท้อนถึงสิ่งที่เราเลือกให้ความสำคัญด้วย

พบกับ “ELLE Recycle Nylon Collection” ไอเทมแฟชั่นที่สะท้อนตัวตนของผู้หญิงยุคใหม่  พร้อมใส่ใจโลกไปพร้อมกัน

ช้อปได้แล้ววันนี้ ที่เคาน์เตอร์ ELLE ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และช่องทางออนไลน์ ICC Shopping, Lazada และ Shopee

#ICCinternational #ELLEThailand #ELLEProductsThailand #ELLEBag #RecycledNylonCollection #ELLEPlanetChic