จุฬาฯ จัดเสวนา Chula the Impact ครั้งที่ 42 เสริมเกราะ สร้างแกร่ง ความปลอดภัยในสถานศึกษา

จุฬาฯ จัดเสวนา Chula the Impact ครั้งที่ 42 เสริมเกราะ สร้างแกร่ง ความปลอดภัยในสถานศึกษา

จุฬาฯ จัดเสวนา Chula the Impact ครั้งที่ 42 เสริมเกราะ สร้างแกร่ง ความปลอดภัยในสถานศึกษา

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 22.08 น.

10 สิงหาคม 2569 ณ เรือนจุฬานฤมิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเวทีให้นักวิชาการจากหลากหลายศาสตร์ร่วมถอดบทเรียนและเสนอแนวทางสร้างสถานศึกษาให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย ทั้งในมิติการบริหารจัดการ การดูแลสุขภาพจิตเด็กและเยาวชน การสร้างระบบป้องกันและรับมือภาวะวิกฤต ตลอดจนบทบาทของสื่อและสังคมในการสื่อสารอย่างรับผิดชอบ ภายหลังเกิดเหตุความรุนแรงในสถานศึกษา ซึ่งสร้างความสูญเสียและส่งผลกระทบต่อครู นักเรียน ครอบครัว และสังคมในวงกว้าง

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสถานศึกษาที่จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บหลายราย โดยหน่วยงานภาครัฐได้เข้าดูแลสถานการณ์และประสานการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ ขณะที่ข้อมูลของ Thai PBS และหน่วยงานราชการมีการปรับปรุงรายละเอียดอย่างต่อเนื่องภายหลังเหตุการณ์ รวมถึงการดูแลด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต และการเยียวยาครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบ เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้สังคมไทยกลับมาตั้งคำถามสำคัญว่า การสร้าง “สถานศึกษาที่ปลอดภัย” จำเป็นต้องดำเนินการอย่างไร และจะป้องกันไม่ให้ความสูญเสียในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำได้อย่างไร

เวที Chula the Impact ครั้งที่ 42 จึงมุ่งนำองค์ความรู้จากหลายศาสตร์มาร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา ตั้งแต่พฤติกรรมเด็กและเยาวชน ระบบบริหารจัดการสถานศึกษา สุขภาพจิตและจิตวิทยาการปรึกษา ไปจนถึงบทบาทของสื่อมวลชน โดยมี วิทยากรประกอบด้วย ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.ธีรภัทร กุโลภาส ประธานสาขาวิชาบริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผศ.ดร.พนิตา เสือวรรณศรี ผู้อำนวยการหลักสูตรจิตวิทยาการปรึกษา คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผศ.ดร.เจษฎา ศาลาทอง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเปิดงานว่า หลายปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมสามารถป้องกันหรือบรรเทาความรุนแรงลงได้ หากเรามีความเข้าใจที่เพียงพอและร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพราะมนุษย์ทุกคนมีจิตใจและความรู้สึกซึ่งไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา เช่นเดียวกับปัญหาสังคมหลายประการที่อาจไม่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน แต่หากเราเรียนรู้ที่จะสังเกต เข้าใจ และให้ความสำคัญกับสัญญาณต่าง ๆ อย่างรอบด้าน ก็จะสามารถป้องกัน แก้ไข และช่วยเปลี่ยนปัญหาที่หนักให้เบาลงได้ด้วยพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน

ศ.ดร.วิเลิศ กล่าวเพิ่มเติมว่า “เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไปมาก ระบบการศึกษาจึงต้องเปลี่ยนตาม บทบาทของสถาบันการศึกษาต้องเป็นที่พึ่งของสังคม และให้ความสำคัญกับจิตวิทยาในเชิงนโยบายมากขึ้น เพราะเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญ เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรก ทุกคนควรเรียนรู้และเข้าใจตนเอง สถาบันการศึกษาต้องสร้าง ecosystem ให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยหรือ safe place เป็นที่พักใจสำหรับเด็ก และสร้างความปลอดภัยให้เด็กและบุคลากรทุกคนในสถานศึกษา”

“จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราควรทำความเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ และเรียนรู้การจัดการความโกรธอย่างมีสติและมีกลยุทธ์ สถาบันการศึกษาต้องสอนภูมิคุ้มกันทางใจ และสร้าง trust ให้เด็กกล้าพูดคุยถึงปัญหา ทุกวันนี้ การรับสื่อหรือการใช้โซเชียลมีเดียเข้าไปอยู่ในชีวิตและจิตใจของเด็ก ทำให้เกิดการเปรียบเทียบ ความโกรธ ซึ่งเป็นกลไกการป้องกันตัวหรือ Defense Mechanism จึงควรมีการเรียนการสอนเรื่องการจัดการความโกรธอย่างเป็นระบบ รวมถึงการจัดการสร้างระบบนิเวศน์หรือ ecosystem โดยแต่ละโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือองค์กรมี ecosystem แตกต่างกัน จึงต้องเข้าใจธรรมชาติและ ecosystem ของตนเอง”

ในมิติของการบริหารสถานศึกษา รศ.ดร.ธีรภัทร กุโลภาส ประธานสาขาวิชาบริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ชี้ให้เห็นความสำคัญของการเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุ ไปสู่การบริหารความเสี่ยงและการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบ โดยประเด็นการเสวนาครอบคลุมทั้งช่องว่างของระบบความปลอดภัย การสร้างระบบรับมือสถานการณ์ และการออกแบบโรงเรียนให้ปลอดภัยโดยไม่ทำให้เด็กรู้สึกว่าตนเองอยู่ภายใต้การควบคุมตลอดเวลา

รศ.ดร.ธีรภัทร กล่าวว่า “เหตุการณ์นี้เชื่อว่าไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นในประเทศของเรา มี 3 ประเด็นสำคัญ ประการแรก เรามักเข้าใจความปลอดภัยว่าเป็น Physical Safety หรือความปลอดภัยทางกายภาพ เช่น อุปกรณ์ เจ้าหน้าที่ และระบบรักษาความปลอดภัย แต่ความปลอดภัยยังรวมถึง Relational Safety หรือความปลอดภัยเชิงความสัมพันธ์ ประการที่สอง การรับมือเหตุการณ์ยังมี gap ด้านข้อมูล แม้หลายคนและหลายหน่วยงานมีข้อมูลและความรู้ที่จะช่วยยับยั้งไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ แต่ข้อมูลกระจัดกระจาย ขาดการเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนกัน ประการสุดท้ายคือ Relational Safety ความปลอดภัยเชิงความสัมพันธ์ เมื่อเด็กมีปัญหาต้องมีใครสักคนในโรงเรียนอย่างน้อย 1 คนที่สามารถเข้าไปพูดคุยได้ ซึ่งเป็นโปรโตคอลที่สถานศึกษาต้องมี”

“ความปลอดภัยทางกายภาพยังเป็นเรื่องจำเป็น แต่เมื่อตรวจพบความผิดปกติ คำถามคือโรงเรียนจะนำข้อมูลไปทำอะไรต่อ เช่น พบอาวุธต้องแจ้งใคร หรือนักเรียนถูกกลั่นแกล้งต้องแจ้งใคร หากไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงจะทำให้สูญเสียความไว้วางใจ ทุกเหตุการณ์มักมีคำใบ้ก่อนเกิดเหตุ หากมีพื้นที่ให้เด็กเปิดใจได้ก็จะช่วยลดปัญหา โดยครู นักจิตวิทยา และตำรวจต้องทำงานร่วมกัน”

ด้านมิติทางจิตวิทยา ผศ.ดร.พนิตา เสือวรรณศรี ผู้อำนวยการหลักสูตรจิตวิทยาการปรึกษา คณะจิตวิทยา จุฬาฯ ให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้เด็กสามารถขอความช่วยเหลือได้ โดยไม่รู้สึกว่าการมีปัญหาหรือการเข้าพบผู้เชี่ยวชาญเป็นเรื่องน่าอาย

ผศ.ดร.พนิตา กล่าวว่า “ผู้ปกครองและครูควรฝึกสังเกตและสอบถาม หากเด็กมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากปกติหรือไม่เหมือนเดิม อาจมีเรื่องอยู่ในใจ เช่น ทุกข์ใจ เหงา เครียด หรือไม่สบายใจ แม้ไม่ใช่เรื่องอันตราย สิ่งสำคัญคือการพูดคุย รับฟัง และสอบถามโดยไม่ตำหนิ เพื่อให้เด็กรู้สึกว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย ผู้ปกครองและครูจึงควรรับฟังมากกว่าพูด นักจิตวิทยาประจำโรงเรียนอาจเป็นสิ่งที่ยังขาดอยู่ แต่มีความสำคัญมาก เพราะช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองและครู โดยรับฟังปัญหาอย่างไม่ตัดสินและไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย”

ผศ.ดร.เจษฎา ศาลาทอง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงอีกหนึ่งมิติสำคัญ คือบทบาทของสื่อมวลชนและผู้ใช้สื่อออนไลน์ เนื่องจากในสถานการณ์วิกฤต สังคมต้องการข้อมูลที่รวดเร็ว แต่ความรวดเร็วจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับความถูกต้องและความรับผิดชอบ โดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์เกี่ยวข้องกับเด็ก เยาวชน ผู้สูญเสีย และครอบครัว ขณะที่ภาครัฐเองได้ขอความร่วมมือให้หลีกเลี่ยงการเผยแพร่ภาพรุนแรงและข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน เพื่อลดการซ้ำเติมผู้ได้รับผลกระทบและผลกระทบต่อเด็กที่รับข้อมูลข่าวสาร

ผศ.ดร.เจษฎา กล่าวว่า “สื่อต้องปรับตัวในการนำเสนอข่าวลักษณะนี้ ไม่ควรรีบช่วงชิงการนำเสนอหรือตัดสินใคร ขณะที่ยังไม่ทราบสาเหตุ การแข่งขันด้านความเร็วเป็นเรื่องอันตราย โดยเฉพาะในยุคที่ใคร ๆ ก็เป็นสื่อได้ ยิ่งน่ากังวลเมื่อสังคมพยายามหาคนผิดหรือสร้างความชอบธรรมให้ใครบางคน หลักการสื่อสารมี 2 ประการ คือ หนึ่ง หลีกเลี่ยงการให้ตัวตนหรือให้แสง (No Name No Fame) และสอง หลีกเลี่ยงการรายงานซ้ำ ๆ วน ๆ ซึ่งเป็นการ Re-traumatize (การถูกกระตุ้นแผลใจซ้ำ) ต่อผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ เหยื่อ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และผู้เสพข่าว สื่อจึงไม่ควรขยี้ข่าว เล่าเชิงดรามา หรือลงรายละเอียดเหตุการณ์ เพราะอาจทำให้เกิดการเลียนแบบ”

“ฝากถึงสื่อมวลชนว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ควรแข่งกันเร็ว ไม่จำเป็นต้องเป็นคนแรกที่นำเสนอข่าวหรือตัดสินว่าใครผิดใครถูก ส่วนคนทั่วไปและพ่อแม่ควรเฝ้าระวังโซเชียลมีเดียของเด็ก แพลตฟอร์มควรคัดกรองเนื้อหา และสังคมควรมีความเห็นอกเห็นใจ ก่อนแชร์ ก่อนโพสต์ และก่อนตัดสิน”

ขณะที่ ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาฯ ซึ่งประเด็นการเสวนากำหนดให้สะท้อนมุมมองจากการประชุมร่วมกับทีมงานและการลงพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ เน้นถึงความจำเป็นในการเชื่อมการดูแลสุขภาพจิตเข้ากับระบบความปลอดภัยของสถานศึกษา และนำบทเรียนจากเหตุการณ์ไปสู่แนวทางเชิงนโยบายที่สามารถนำไปใช้จริง

ผศ.ดร.ณัฐสุดา กล่าวว่า “หลังเหตุการณ์วิกฤต สิ่งสำคัญคือการดูแลคนอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ครอบครัว ครู นักเรียน ไปจนถึงบุคลากรที่ต้องกลับมาทำหน้าที่ในพื้นที่เดิม การเยียวยาจำเป็นต้องให้เวลาและไม่เร่งให้ทุกคน “กลับมาเป็นปกติ” ในจังหวะเดียวกัน ขณะเดียวกัน ในระยะยาวควรนำบทเรียนครั้งนี้ไปพัฒนากลไกคัดกรอง การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิต ช่องทางขอความช่วยเหลือ และระบบส่งต่อที่เชื่อมโยงระหว่างโรงเรียน ครอบครัว และผู้เชี่ยวชาญให้ชัดเจนยิ่งขึ้น”

“นี่เป็นเหตุการณ์ที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดซ้ำ ในเชิงนโยบาย สถาบันการศึกษาและสังคมจึงต้องสร้างระบบนิเวศใหม่ โดยใช้ Trust หรือความไว้ใจเป็นพื้นฐานในการดูแลจิตใจเด็กก่อนเกิดปัญหา การสร้างวัฒนธรรมนี้ต้องเริ่มจากความรู้ด้านจิตวิทยา สอนให้เด็กเข้าใจว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ และรู้จักเข้าใจตนเอง ระบบเครือข่ายในโรงเรียนเพื่อสร้าง Trust มี 2 แบบ คือ เครือข่ายในการส่งต่อ เมื่อพบปัญหาต้องรู้ว่าจะไปต่ออย่างไร ครูรับทราบ ผู้บริหารรับทราบ จากนั้นจึงเป็นเครือข่ายดูแลภายนอก เช่น นักจิตวิทยา ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ สิ่งสำคัญคือต้องดูแลทั้งนักเรียน ครู และบุคลากร พร้อมรู้ว่าเครือข่ายที่เกี่ยวข้องคือใคร เพื่อสร้างความปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรม”

จากการเสวนา สาระสำคัญของการ “เสริมเกราะ สร้างแกร่ง” จึงไม่ได้หมายถึงการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยทางกายภาพเพียงด้านเดียว แต่คือการสร้าง “เกราะ” หลายชั้น ตั้งแต่ระบบบริหารความเสี่ยง สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ระบบดูแลสุขภาพจิต ช่องทางรับฟังและขอความช่วยเหลือ ไปจนถึงระบบสื่อสารในภาวะวิกฤต ขณะเดียวกันต้อง “สร้างแกร่ง” ให้แก่เด็ก ครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง ตลอดจนชุมชนรอบสถานศึกษา ให้มีความรู้ ความพร้อม และสามารถดูแลซึ่งกันและกันได้

การจัดงานครั้งนี้สอดคล้องกับเป้าหมายของ Chula the Impact ที่มุ่งนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาตอบโจทย์ปัญหาสังคมอย่างทันท่วงที โดยมหาวิทยาลัยหวังให้ข้อเสนอจากเวทีสามารถต่อยอดไปสู่แนวทางปฏิบัติสำหรับสถานศึกษา ผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันสร้างระบบการศึกษาที่ปลอดภัย เข้มแข็ง และดูแลเด็กและเยาวชนได้อย่างรอบด้าน ภายใต้แนวคิดที่ว่า “เมื่อสังคมมีปัญหา จุฬาฯ มีคำตอบ”

– 006

อว. เผยความพร้อม จัด มหกรรมวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีฯ พร้อมเป็นเจ้าภาพงานประชุมนานาชาติเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ฯ

อว. เผยความพร้อม จัด มหกรรมวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีฯ พร้อมเป็นเจ้าภาพงานประชุมนานาชาติเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ฯ

อว. เผยความพร้อม จัด มหกรรมวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีฯ พร้อมเป็นเจ้าภาพงานประชุมนานาชาติเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ฯ

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 18.35 น.

กระทรวง อว.เดินหน้าจัด “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2569” วันที่ 15–23 ส.ค.นี้ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด “Intelligence in Science for a Sustainable Future” ระดมเครือข่าย 96 หน่วยงานจาก 8 ประเทศ โชว์ศักยภาพ AI วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม พร้อมมุ่งยกระดับกำลังคนสมรรถนะสูง ต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง และเตรียมไทยรับบทเจ้าภาพเวทีเครือข่ายพิพิธภัณฑ์-ศูนย์วิทยาศาสตร์ระดับโลก

เมื่อวันที่ 10 ส.ค.2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และ นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทน ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM แถลงข่าวการจัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2569 ภายใต้แนวคิดหลัก “Intelligence in Science for a Sustainable Future” วิทยาศาสตร์ฉลาดรู้ ก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน มุ่งใช้พลังวิทยาศาสตร์แก้ปัญหาจริงของสังคม ยกระดับกำลังคนสมรรถนะสูงของประเทศ พร้อมชูความพร้อมการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนานาชาติเครือข่ายพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์ระดับโลก วันที่ 15–23 สิงหาคม 2569 นี้ ณ อาคาร 9–11 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ในโอกาสนี้ ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว.  นางสาววราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวง อว. ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. ดร.วันนี นนท์ศิริ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวง อว. นางศรินยา สาขากร ผู้ช่วยปลัดกระทรวง อว. ตลอดจนผู้บริหารหน่วยงานพันธมิตรที่ร่วมจัดเข้าร่วมอย่างคับคั่ง ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (โยธี)

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า กระทรวง อว. ให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนคุณภาพ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยมุ่งส่งเสริมให้เยาวชนไทยมีทักษะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการคิดวิเคราะห์ควบคู่กับการใช้ AI อย่างสร้างสรรค์และมีจริยธรรม เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ จึงเป็นกลไกสำคัญของกระทรวง อว. ในการสร้างแรงบันดาลใจ เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ทดลอง คิด วิเคราะห์ และค้นพบศักยภาพของตนเอง พร้อมมองเห็นเส้นทางการศึกษาและอาชีพในอนาคต โดยเฉพาะในสาขาที่เกี่ยวข้องกับ AI วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต

รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ นับเป็นเวทีวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศ และเป็นการสืบสานพระปรีชาสามารถด้านวิทยาศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย โดยปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด Intelligence in Science for a Sustainable Future สะท้อนการนำพลังแห่งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาที่ประชาชนเผชิญในชีวิตจริง ทั้งด้านสุขภาพ การเกษตร สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม โดยมุ่งยกระดับงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์ในชุมชนและภาคการผลิตอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงและการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับประเทศ พร้อมกันนี้ กระทรวง อว. ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนคุณภาพสูง รองรับโลกยุคใหม่ ผ่านการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม การผลักดันนโยบาย AI for All และการส่งเสริมการเรียนรู้เทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อให้เยาวชนและประชาชนมีทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 สามารถใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการสร้างโอกาสและพัฒนาประเทศต่อไป

ด้าน ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า การจัดงานในปีนี้เกิดจากความร่วมมือครั้งสำคัญของเครือข่ายกว่า 96 หน่วยงาน จาก 8 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน เดนมาร์ก ฝรั่งเศส สาธารณรัฐเยอรมนี ญี่ปุ่น เกาหลี ฟิลลิปปินส์ มาเลเซีย  ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และสถาบันวิจัยทั้งในและต่างประเทศ โดยนำผลงานวิจัย นวัตกรรม และความรู้ทางวิทยาศาสตร์ระดับแนวหน้ามาร่วมจัดแสดง เพื่อร่วมกันจุดประกายความคิดและสร้างการเรียนรู้ให้คนไทย โดยภายในงานผู้เข้าชมจะได้สัมผัสนิทรรศการไฮไลต์ที่สะท้อนบทบาทของวิทยาศาสตร์ในการขับเคลื่อนอนาคต ไม่ว่าจะเป็นนิทรรศการ AI Revolution: The New Human Edge ที่พาผู้ชมเรียนรู้ศักยภาพของ AI ในโลกยุคใหม่ นิทรรศการตามล่าหาแร่ (Rare Earth : The invisible power) ที่เปิดโลกแร่ธาตุหายากซึ่งอยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีแห่งอนาคต รวมถึงนิทรรศการดอกไม้เปลี่ยนโลก (Over The Bloom) และนิทรรศการความลับของท้องทุ่ง (The Hidden World of Rangelands) ที่เชื่อมโยงประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางอาหาร

ปลัดกระทรวง อว. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการจากหน่วยงานในสังกัด อว. อาทิ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดแสดงนิทรรศการ NRCT: Secrets Beneath the Earth มุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่จังหวัดสตูลเพื่อยกระดับ “สตูลจีโอพาร์ค” (อุทยานธรณีโลกสตูล) ในรูปแบบ Interactive, สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) นำเสนอเรื่องราวครั้งแรกของไทยกับการเตรียมส่งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ ‘CE-7MATCH’ ฝีมือคนไทย ร่วมภารกิจสำรวจดวงจันทร์ในเดือน ส.ค. นี้ , สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ จัดแสดงนิทรรศการ Metrology for a Sustainable Future Metrology for a Sustainable Future การทวนสอบพลังงานไฟฟ้าของบริภัณฑ์จ่ายไฟสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (ตู้ชาร์จ) และกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) ที่นำผลงานตัวอย่างอาหารแห่งอนาคตมาจัดแสดง

ขณะที่ นายสุวรงค์ กล่าวว่า “NSM ได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านสถานที่ การอำนวยความสะดวก และการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Interactive Learning) เพื่อให้ผู้เข้าชมทุกช่วงวัยได้สนุกกับการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลายที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ลงมือคิด ลงมือทดลอง และค้นพบแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องทดลองวิทยาศาสตร์ Science Lab เวิร์กช็อป Coding & AI รวมถึงกิจกรรมพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่แตกต่างและเข้าถึงได้สำหรับทุกคน ปีนี้ NSM ยังเดินหน้าขยายโอกาสกสู่ภูมิภาค กับ งานมหกรรมวิทย์ฯ ภูมิภาค 2 แห่ง ในระหว่างวันที่ 18–20 สิงหาคม 2569 ที่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ที่ทุกคนจะได้เปิดประสบการณ์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่ทั้งสนุก ตื่นเต้น และสร้างแรงบันดาลใจ ผ่าน NSM Science Caravan ที่อัดแน่นด้วยกิจกรรมและการทดลองสุดสร้างสรรค์ พร้อมชมนิทรรศการพิเศษ “Wings of the Northern Tales” และ “เพลิน ไทย ทอย” ที่จะพาทุกคนเพลิดเพลินไปกับเรื่องราว ความรู้ และจินตนาการในโลกแห่งวิทยาศาสตร์อย่างเต็มอิ่ม”

นายสุวรงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ NSM ยังได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับนานาชาติ 2 เวทีสำคัญ ได้แก่ International Directors Forum 2026 (INTEDIF 2026) และ Asia Pacific Network of Science and Technology Centres Conference (ASPAC Conference 2026) โดยมี 30 หน่วยงาน จาก 20 เขตเศรษฐกิจทั่วโลกเข้าร่วมซึ่งรวบรวมผู้บริหาร นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์จากนานาประเทศมาร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางการพัฒนาแหล่งเรียนรู้แห่งอนาคต สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการเรียนรู้และการสื่อสารวิทยาศาสตร์ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอีกด้วย

อนุทิน ยังไม่บิน F-16 ทอ.แจงเหตุผล ยันตรวจเยี่ยมกองบิน 1 – ฟังบรรยายสรุป

อนุทิน ยังไม่บิน F-16 ทอ.แจงเหตุผล ยันตรวจเยี่ยมกองบิน 1 - ฟังบรรยายสรุป

อนุทิน ยังไม่บิน F-16 ทอ.แจงเหตุผล ยันตรวจเยี่ยมกองบิน 1 – ฟังบรรยายสรุป

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 19.03 น.

10 สิงหาคม 2569 ตามที่มีข่าวเกี่ยวกับการที่กองทัพอากาศ (ทอ.) มีแนวคิดเชิญ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นนักบิน ร่วมทำการบินกับเครื่องบินขับไล่แบบที่ 20/ก (F-16) เพื่อให้ได้รับประสบการณ์ตรงและเข้าใจถึงขีดความสามารถของกองทัพอากาศนั้น

กองทัพอากาศ ขอเรียนว่า ในการตรวจเยี่ยมกองบิน 1 จ.นครราชสีมา ในวันที่ 14 สิงหาคม 2569 นายกรัฐมนตรีจะยังไม่ทำการบินกับเครื่องบินขับไล่ F-16 เนื่องจากการทำการบินกับเครื่องบินขับไล่ของกองทัพอากาศ จำเป็นต้องดำเนินการตามขั้นตอนด้านความปลอดภัยและมาตรฐานการบินอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะการตรวจสุขภาพและความพร้อมทางการแพทย์ การเข้ารับการฝึกในห้องปรับสภาพความกดอากาศ (Altitude Chamber) ตลอดจนการฝึกและทดสอบขั้นตอนการสละอากาศยาน (Ejection Training) ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ

ด้วยระยะเวลาที่มีอยู่ก่อนการตรวจเยี่ยมในวันที่ 14 สิงหาคม 2569 จึงยังไม่เพียงพอที่จะดำเนินการตามกระบวนการดังกล่าวได้ครบถ้วน กองทัพอากาศจึงเห็นว่า ความปลอดภัยต้องเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด และจะดำเนินการทุกขั้นตอนให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกับที่ใช้กับนักบินของกองทัพอากาศ

อย่างไรก็ตาม ในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะได้รับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์และภารกิจของกองทัพอากาศ รวมถึงขีดความสามารถและบทบาทของเครื่องบินขับไล่ F-16 ตลอดจนพบปะพูดคุยและให้กำลังใจนักบิน เจ้าหน้าที่ และกำลังพลของกองบิน 1 ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการรับทราบภารกิจ การเตรียมความพร้อม และการปฏิบัติงานของกำลังพลจากประสบการณ์ตรง

กองทัพอากาศ ขอย้ำว่า การที่นายกรัฐมนตรีจะมีโอกาสร่วมทำการบินกับเครื่องบินขับไล่ F-16 ในอนาคต หากมีความเหมาะสม จะต้องดำเนินการภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยและกระบวนการฝึกที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด โดยมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดเที่ยวบินหรือเพิ่มชั่วโมงบินเป็นกรณีพิเศษ และจะไม่ดำเนินการใดๆ ที่เป็นการเพิ่มภาระหรืองบประมาณของทางราชการโดยไม่จำเป็น

กองทัพอากาศ เห็นว่า การได้รับประสบการณ์ตรงจากการปฏิบัติงานจริง ย่อมช่วยให้ผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบายและตัดสินใจด้านความมั่นคง สามารถเข้าใจถึงขีดความสามารถ ข้อจำกัด และความพร้อมของกำลังทางอากาศได้อย่างรอบด้าน อันจะนำไปสู่การตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสถานการณ์

ทั้งนี้ กองทัพอากาศ ให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัย ความเป็นมืออาชีพ และมาตรฐานสากล และทุกกิจกรรมจะดำเนินการภายใต้หลักการดังกล่าวอย่างเคร่งครัด

จุลพันธ์ ยันคำสั่งศาลปกครอง ไม่กระทบวันเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ย้ำไม่ได้เลื่อนแต่แรก

จุลพันธ์ ยันคำสั่งศาลปกครอง ไม่กระทบวันเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ย้ำไม่ได้เลื่อนแต่แรก

จุลพันธ์ ยันคำสั่งศาลปกครอง ไม่กระทบวันเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ย้ำไม่ได้เลื่อนแต่แรก

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 18.38 น.

จุลพันธ์ ยันคำสั่งศาลปกครอง ไม่กระทบวันเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ย้ำไม่ได้เลื่อนแต่แรก เดินหน้าตามแผนทุกขั้นตอนรัดกุม-โปร่งใส

10 สิงหาคม 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เผยถึงกรณีคำสั่งทุเลาการบังคับของศาลปกครอง เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยยืนยันว่า คำสั่งดังกล่าวไม่ได้มีผลกระทบต่อกระบวนการเตรียมการและกำหนดวันออกเสียงเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) แต่อย่างใด เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมไม่ได้มีมติเลื่อนการเลือกตั้งมาตั้งแต่แรก

นายจุลพันธ์ ย้ำว่า สำหรับสาเหตุจากคำสั่งทุเลาในรอบแรก เป็นเพียงการทุเลาการบังคับใช้ประกาศข้อ 2 ในส่วนที่เกี่ยวกับการลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งของผู้ประกันตนและนายจ้าง ซึ่งคณะกรรมการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมได้ชะลอไว้เฉพาะขั้นตอนดังกล่าวเพื่อรอความชัดเจนทางกฎหมายเท่านั้น ส่วนการเตรียมความพร้อมการเลือกตั้งด้านอื่นๆ ทั้งหมดยังคงเดินหน้าปฏิบัติตามแผนงานปกติ

ส่วนขั้นตอนการอุทธรณ์คำสั่งทุเลาครั้งแรก ได้ดำเนินการไปตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างครบถ้วนแล้ว โดยเชื่อมั่นว่าเมื่อศาลปกครองมีคำวินิจฉัยในชั้นอุทธรณ์ จะมีแนวทางและวิธีการที่ชัดเจนซึ่งช่วยให้สำนักงานประกันสังคมสามารถเดินหน้าจัดการเลือกตั้งต่อไปได้อย่างราบรื่น

นายจุลพันธ์ กล่าวเน้นย้ำว่า เป้าหมายสำคัญสำหรับตนและกระทรวงแรงงานในวันนี้ ไม่ใช่แค่การจัดเลือกตั้งให้เสร็จสิ้นไป แต่ต้องเป็นการเลือกตั้งที่โปร่งใส ทุกฝ่ายให้การยอมรับ และมีความรัดกุมจนไม่มีช่องโหว่ทางกฎหมายให้ใครนำมาใช้ร้องเรียนในภายหลัง จนอาจส่งผลให้การเลือกตั้งต้องเป็นโมฆะหรือต้องมานับหนึ่งจัดใหม่ทั้งหมด

“การทำงานบริหารราชการแผ่นดินและการปกป้องสิทธิของผู้ประกันตนกว่า 24 ล้านคน ต้องอาศัยความรอบคอบและมองไปถึงผลกระทบที่จะตามมา ไม่ใช่มองแค่ผลประโยชน์เฉพาะหน้าหรือทำตามกระแสจนเสี่ยงทำให้ระบบเสียหาย จึงขอให้พี่น้องผู้ประกันตนและนายจ้างมั่นใจว่า ทุกขั้นตอนกำลังดำเนินไปเพื่อให้ได้บอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ที่มาจากความถูกต้องและชอบธรรมสูงสุด” นายจุลพันธ์ กล่าว

ผู้ว่าฯ นนทบุรีสั่งตั้งด่านค้นอาวุธ ย้ำปมยิงเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวการเมือง

ผู้ว่าฯ นนทบุรีสั่งตั้งด่านค้นอาวุธ ย้ำปมยิงเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวการเมือง

ผู้ว่าฯ นนทบุรีสั่งตั้งด่านค้นอาวุธ ย้ำปมยิงเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวการเมือง

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.40 น.

เวลา 16.00 น. ที่อิมแพค เมืองทองธานี นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี กล่าวถึงกรณีการเข้มมาตรการ หลังเกิดเหตุ อุกฉกรรจ์ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี ทั้งเหตุยิงในโรงเรียนและในองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี (อบจ.) นนทบุรี ว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีว่า จะต้องมีการเข้มข้นเรื่องอาวุธ และเพิ่มมาตรการเรื่องการตั้งด่านให้มีความเข้มข้นมากขึ้น 

เมื่อถามว่า แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในศูนย์ราชการจังหวัดนนทบุรี จะต้องมีความเข้มงวดในการเข้าออกพื้นที่หรือไม่ นายเชษฐา ยอมรับว่าจะต้องมีการเข้มงวดเรื่องมาตรการ ตามคําสั่งการของนายกรัฐมนตรี 

เมื่อถามต่อว่า เมื่อนายกอบจ. เสียชีวิตลงจะต้องมีการเลือกใหม่ เพื่อทดแทนหรือไม่ นายเชษฐา กล่าวว่า เดี๋ยวก็ต้องมี ซึ่งต้องว่ากันไปตามขั้นตอนของกฎหมาย เนื่องจากนายกอบจ. เสียชีวิตลง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะต้องเป็นคนดําเนินการต่อไป 

ส่วนที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นเรื่องของผู้ทรงอิทธิพลในพื้นที่ นายเชษฐา กล่าวว่า เท่าที่ทราบ เรื่องคดี เป็นเรื่องของความขัดแย้งส่วนตัว แต่ขอรอเจ้าหน้าที่ตํารวจสืบสวน เดินจากในเบื้องต้น ผู้ก่อเหตุเปิดเผยว่าเป็นความขัดแย้งส่วนตัวไม่ใช่เรื่องทางการเมือง

ภูมิใจไทย เผย ฉลอง เรี่ยวแรง ลาออกจากพรรคตั้งแต่ช่วงกลางปี 2567

ภูมิใจไทย เผย ฉลอง เรี่ยวแรง ลาออกจากพรรคตั้งแต่ช่วงกลางปี 2567

ภูมิใจไทย เผย ฉลอง เรี่ยวแรง ลาออกจากพรรคตั้งแต่ช่วงกลางปี 2567

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.30 น.

10 สิงหาคม 2569 จากกรณีที่ นายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.นนทบุรี บุกยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นนทบุรี เสียชีวิตนั้น ล่าสุด น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะนายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เปิดเผยว่า นายฉลอง ได้ยื่นใบลาออกจากสมาชิกพรรคภูมิใจไทย โดยหนังสือลาออก ลงวันที่ 27 พ.ค.67

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายฉลอง เคยลงสมัครรับการเลือกตั้ง สส.นนทบุรี ในนามพรรคภูมิใจไทย ในปี 2566 แต่สอบตก ซึ่งที่ผ่านมา นายฉลอง เคยดำรงตำแหน่ง สส.ในนามพรรคเพื่อไทย (พท.) ล่าสุดมีรายงานว่า นายฉลอง เป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)

นายกฯ สั่งจัดการเด็ดขาด ฉลอง เหตุเป็นคดีอุกฉกรรจ์-สะเทือนขวัญ ติง ตร.ปล่อยผู้ต้องหาให้สัมภาษณ์-ไม่ใส่กุญแจมือ

นายกฯ สั่งจัดการเด็ดขาด ฉลอง เหตุเป็นคดีอุกฉกรรจ์-สะเทือนขวัญ ติง ตร.ปล่อยผู้ต้องหาให้สัมภาษณ์-ไม่ใส่กุญแจมือ

นายกฯ สั่งจัดการเด็ดขาด ฉลอง เหตุเป็นคดีอุกฉกรรจ์-สะเทือนขวัญ ติง ตร.ปล่อยผู้ต้องหาให้สัมภาษณ์-ไม่ใส่กุญแจมือ

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.19 น.

“นายกฯ”คุย”ผวจ.นนทบุรี-ผบก.ภ.จว.นนทบุรี” สั่งจัดการเด็ดขาด”ฉลอง” เหตุเป็นคดีอุกฉกรรจ์-สะเทือนขวัญ กำชับ”ผบ.ตร.”ติง ตร.ท้องที่นนทบุรี หลังปล่อยผู้ต้องหาให้สัมภาษณ์ชิวๆ-ไม่ใส่กุญแจมือ

10 สิงหาคม 2569 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ภายหลังเสร็จสิ้นเป็นประธานเปิดงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ปี 2569 ได้เดินเข้าห้องรับรอง
พร้อมด้วยรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี พล.ต.ต.เดชรพี คงดี ผู้บังคับการตํารวจภูธรจังหวัดนนทบุรี (ผบก.ภ.จว.นนทบุรี) รับฟังรายงานความคืบหน้า การดำเนินคดี นายฉลอง เรี่ยวแรง อดีตสส.นนทบุรี บุกยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรี เสียชีวิต ว่า ตนได้กำชับ ผวจ.นนทบุรี และ ผบก.ภ.จว.นนทบุรี ให้เร่งดำเนินการเรื่องนี้ด้วยความเฉียบขาดและเด็ดขาด ไม่มีการให้ความช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวกใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าคนร้ายจะมีสถานะใดก็ตาม เพราะตอนนี้สถานะของเขาชัดเจนแล้ว คือคนร้าย คือฆาตกร คนที่ทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต คนที่ทำผิดกฎหมาย ไม่ทำตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ฉะนั้น การที่จะให้ความสำคัญหรืออำนวยความสะดวกต่างๆ ต้องไม่มี ตนได้กำชับชัดเจนไปแล้ว โดย ผวจ.นนทบุรี และ ผบก.ภ.จว.นนทบุรี จะไปเร่งดำเนินการกับโรงพักในท้องที่

เมื่อถามว่า มีการรายงานหรือไม่ว่าแรงจูงใจของผู้ก่อเหตุเกิดจากอะไร นายกฯ กล่าวว่า เป็นเรื่องของการสืบสวนสอบสวน แต่ตนเห็นว่าคดีอุกฉกรรจ์ สะเทือนขวัญ และทำลายขวัญประชาชน ซึ่งคนที่กระทำความผิดยังไม่ถูกสวมใส่กุญแจมือ ยังสามารถมาให้ข่าวได้ และทำเหมือนอยู่ในสถานการณ์ปกติได้ อย่างนี้ไม่ใช่ ซึ่งตนได้แจ้งไปยัง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ซึ่งท่านก็บอกว่าได้ตำหนิไปแล้ว และจะสั่งการให้ดำเนินการตามรูปคดีต่อไป ซึ่งตนก็ได้แจ้งย้ำให้ ผบ.ตร.เร่งดำเนินการโดยเร็ว

“ภาพมันออกไปข้างนอกเป็นไปได้ยังไง ในเมื่อไม่กี่ชั่วโมงเพิ่งไปยิงคนตายมา แล้วยังมานั่งแถลงข่าว เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันไม่ได้หรอกครับ เพราะความผิดมันเกิดแล้ว เขาพกพาอาวุธปืน และเรื่องนี้เราห้ามอยู่แล้ว ถึงแม้จะมีใบครอบครองการพกปืน แต่ไม่มีใบพกปืน เพราะประเทศไทยไม่มีแล้ว ใครถือใบพกปืนถือว่าหมดอายุหมดแล้ว เพราะต้องต่ออายุทุกปี ใบล่าสุดที่ออกสิ้นปี 2566 และต้นปี 2567 ฉะนั้น ตอนนี้มันเกินหมดแล้ว ใครพกปืนตอนนี้ ท่านอาจจะไม่รู้ตัวว่าท่านทำผิดกฏหมายเรียบร้อยแล้ว” นายกฯ กล่าวว่า

เมื่อถามย้ำว่า ถือเป็นการไม่ไว้หน้าเจ้ากระทรวงมหาดไทยหรือไม่ เพราะเราก็ได้เน้นย้ำเรื่องนี้แล้วว่าห้ามมีการพกปืน นายกฯ กล่าวว่า เรื่องเหตุผลเราไม่ทราบ แต่ทางรัฐบาลต้องออกมาตรการ ออกกฏหมาย หรือแก้กฎหมายใหม่ เกี่ยวกับเรื่องของการพกพาวุธปืนให้ชัดเจน ต้องไม่มีข้อยกเว้น ถ้าเรื่องปืนสวัสดิการตอนนี้ก็คงหยุดก่อน ไม่ต้องเสนอขึ้นมา ยังไงตนก็ไม่อนุมัติ

เมื่อถามอีกว่า พรรคภูมิใจไทยได้เช็กแล้วหรือยังว่านายฉลอง ลาออกจากสมาชิกพรรคแล้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้สนใจตรงนั้น เพราะเขาไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินใจใดๆ ของพรรค ถ้าเขาเป็นสมาชิกพรรค อันนั้นเป็นเรื่องของกระบวนการ และสิทธิ์ของเขาในระบอบประชาธิปไตย เราไปยุ่งอะไรกับเขาไม่ได้ วันนี้มีสภาพเป็นเช่นนี้ สมาชิกภาพอาจจะหมดไปโดยอัตโนมัติก็ได้ เพราะมันคงมีกฎเกณฑ์ที่เขียนอยู่ ว่าสมาชิกพรรคต้องไม่ ต้องคดีใดๆ และต้องไม่ก่อเหตุใดๆ ที่เป็นเรื่องของการผิดกฎหมายและผิดรัฐธรรมนูญ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผวจ.ภูเก็ต และ ผวจ.ที่มาร่วมงานโอทอป ได้มารายงานตัวกับนายกฯ โดยก่อนนายกฯ เดินทางกลับ ได้กล่าวกำชับให้มีการตั้งด่านตรวจจับอาวุธ ในระดับอำเภอทั่วประเทศ และใครมีอาวุธปืนถือว่าผิดกฎหมายหมด ดำเนินคดีและจับให้หมด

กปช.จต.พร้อมรับมือชายแดน! ผอ.JIC ยันไม่กังวลกัมพูชาใช้อาวุธจีน ชี้หากมีภัยคุกคามจัดการทันที

กปช.จต.พร้อมรับมือชายแดน! ผอ.JIC ยันไม่กังวลกัมพูชาใช้อาวุธจีน ชี้หากมีภัยคุกคามจัดการทันที

กปช.จต.พร้อมรับมือชายแดน! ผอ.JIC ยันไม่กังวลกัมพูชาใช้อาวุธจีน ชี้หากมีภัยคุกคามจัดการทันที

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.51 น.

ผอ.ศูนย์ข่าวสารไทย-กัมพูชา ยกคณะลงพื้นที่ กปช.จต. ลั่น อาวุธจีน ใช้หรือไม่ใช้ เราพร้อม เปรียบ คนถือปืน ขึ้นลำกล้อง ไม่ปล่อยให้ยิง ต้องจัดการก่อน

วันที่ 10 สิงหาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา JIC และผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ตรวจเยี่ยมกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราด (กปช.จต.)บ้านท่าเส้น-บ้านหนองรี พร้อมมอบสิ่งของบำรุงขวัญแบะกำลังใจเจ้าหน้าที่

โดยมี นาวาโท ณัฐนัย จันทร์เปล่ง รองโฆษกกระทรวงกลาโหม , พันเอก ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ,  นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ

โดยมี พล.ร.ต.อุดม กุลศิริปัญโญ เสนาธิการกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (เสธ.กปช.จต.) ให้การต้อนรับ

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ขอขอบคุณประชาชนในพื้นที่ที่ช่วยกันคนละไม้คนละมือสร้างถนนในห้วงที่ผ่านมา เพื่ออำนวยความสะดวก กปช.จต.ดูแลความปลอดภัยประชาชน ทั้งนี้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ป่าเขา และไม่ได้มีงบประมาณในการทำถนนขอส่งสัญญาณไปยังผู้ที่รับผิดชอบที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงคมนาคม จังหวัด ถ้ารีบดำเนินการได้ถือเป็นเรื่องดีเนื่องจากพื้นที่ประกาศกฤอัยการศึก สามารถแจ้งให้กรมป่าไม้ทราบและเดินหน้าทำถนนตรวจการ ดูแลความปลอดภัยประชาชนและ กปชต.ด้วย 

เมื่อถามถึงกรณี จีนบอกกับไทยว่า สั่งห้ามกัมพูชา ใช้อาวุธที่จีนส่งให้พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา แต่ ไปบอกกัมพูชาไม่ได้ห้าม

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า  ไม่เป็นไร จะใช้ ไม่ใช้ก็แล้วแต่ เราพร้อม เพราะเขามาพูดกับเราว่า ไม่ให้ใช้ แต่เข้าใจได้ว่าแต่ละคนอยู่ประเทศไหน พูดเอาใจประเทศนั้น เพื่อให้เขาทำงานในหน้าที่ตัวเองได้มากมาย แต่ไม่ต้องกลัว เราพร้อม ไม่ว่าจะใช้หรือไม่ใช้ ตนพูดกับกองกำลังป้องกันชายแดนเสมอขอให้มั่นใจว่ากองทัพไทยพร้อมปกป้อง พร้อมดูแล อะไรก็ตามมีแนวโน้ม มีสิ่งบ่งชี้ทำร้ายคนไทย ทหารไทย เราพร้อมดำเนินการก่อนแน่นอน เพื่อหยุดยั้งตรงนั้น

” เสธ กปช.จต.คุยกับผมว่า มีคนชักปืนขึ้นลำกล้องเรียบร้อย ต้องรอให้เขายิงเราก่อนหรือไม่ เราถึงจะยิงตอบโต้ได้ ท่านบอกว่า ไม่ หากมีอะไรภัยคุกคามเราจัดการก่อนแน่นอน” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

ด้าน พล.ร.ต.อุดม ย้ำว่า กปช.จต.มีความพร้อมที่จะรักษาอธิปไตยของชาติและจะดูแลพื้นที่ตามข้อตกลงที่ได้ลงนามไว้ จนกว่าจะมีการประชุมกรรมธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) และชี้แนวเส้นเขตแดนว่าอธิปไตยของแต่ละฝ่ายอยู่ในพื้นที่ใด

กต.เตรียมประท้วง รายงาน ทอม แอนดรูวส์ บิดเบือนชายแดนไทย-กัมพูชา ตอก!พฤติกรรมไม่ให้เกียรติตำแหน่ง

กต.เตรียมประท้วง รายงาน ทอม แอนดรูวส์ บิดเบือนชายแดนไทย-กัมพูชา ตอก!พฤติกรรมไม่ให้เกียรติตำแหน่ง

กต.เตรียมประท้วง รายงาน ทอม แอนดรูวส์ บิดเบือนชายแดนไทย-กัมพูชา ตอก!พฤติกรรมไม่ให้เกียรติตำแหน่ง

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.44 น.

กต.เตรียมประท้วง รายงาน”ทอม แอนดรูวส์” บิดเบือนชายแดนไทย-กัมพูชา หากเสนอเข้าสู่เวทียูเอ็น มั่นใจ”ไทย”ไม่เสียเปรียบ ตอก!พฤติกรรมไม่ให้เกียรติตำแหน่ง ควรเป็นที่พึ่งประชาคมระหว่างประเทศ ด้าน”พล.อ.อ.ประภาส”ซัด”กัมพูชา”ขยายผลโจมตีไทยหลายประเด็น

10 สิงหาคม 2569 นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กล่าวภายหลังร่วมคณะลงพื้นที่ ตรวจเยี่ยมกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราด (กปช.จต.) บ้านท่าเส้น-บ้านหนองรี ร่วมกับ พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา JIC และผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ว่า กระทรวงต่างประเทศลงพื้นที่ต่อเนื่องเก็บข้อมูลสะท้อนให้ประชาคมระหว่างประเทศรับทราบข้อเท็จจริง ตอนนี้มีข่าวปั่นกัมพูชาออกมาเป็นจำนวนมาก แต่ยืนยันว่า ข่าวปั่นสู้ข้อเท็จจริงไม่ได้ และกระทรวงต่างประเทศจะทำหน้าที่ชี้แจงไปเรื่อยๆ ทุกเวทีที่มีความจำเป็น

“กต.จะเก็บทุกเม็ดทุกรายละเอียดที่จะใช้ชี้แจงสื่อต่างประเทศ เวทีระหว่างประเทศ รวมถึงการพบปะประเทศพันธมิตรแบบทวิภาคี เราจะมีการท่ายทอดเล่าให้เขาฟังเรื่องราวที่เป็นข้อเท็จจริง” นางมาระตี กล่าว

เมื่อถามว่า กรณีมีเจ้าหน้าที่สหประชาชาติ (UN) นายทอม แอนดรูวส์ (Tom Andrews) ทำรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติ (UN) ว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา บิดเบือนข้อมูลเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา จะทำให้ฝ่ายไทยเสียเปรียบหรือไม่ นางมาระตี กล่าวว่า ไม่ คนดังกล่าวเป็นเพียงผู้แทนพิเศษ เป็นกลไกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน เป็น 1 ใน 40 กว่าคน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญออกรายงานตามความคิดของตัวเอง ไม่ได้เป็นรายงานของสหประชาชาติแต่อย่างใด และยังไม่มีการนำเสนอเข้าเวทีคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน แต่หากมีการเสนอ ประเทศไทยซึ่งอยู่ในเวทีนั้นจะทักท้วงชี้แจงชัดเจน

พร้อมย้ำว่า เป็นสิ่งไม่ควรจะเกิดเพราะเขาทำนอกขอบเขต หน้าที่ที่แท้จริงของเขาติดตามสถานการณ์ด้านมนุษยชนในกัมพูชาไม่ควรพาดพิงประเทศที่สาม และเป็นข้อมูลที่ผิด ทั้งๆที่ประเทศไทยได้ส่งข้อมูลเป็นเอกสารประมาณ40 หน้า และเป็นที่บันทึกไว้ของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนไว้ด้วย เขาสามารถเข้าถึงข้อมูลนี้ได้แต่เลือกที่จะไม่เข้าถึง ส่วนกรณีที่อ้างว่าส่งให้ไทยแล้ว 2 วัน แบบอีเมลล์และแบบร่าง โดยไม่ชี้แจงอะไรทั้งสิ้นว่าจะออกรายงาน เผยแพร่เมื่อไหร่ เมื่อฝ่ายไทยสอบถามไป ก็ไม่ได้รับการชี้แจงใด

“เป็นการทำงานที่ไม่ให้เกียรติกับตำแหน่งสำคัญที่ควรเป็นที่พึ่งของประชาคมระหว่างประเทศ ซึ่งเขาควรติดตามสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชาว่า ปัญหาการปราบปรามกำจัดเสรีภาพในการแสดงออกมีวิธีแก้ไขอย่างไร ไม่ใช่มาพาดพิงประเทศที่สาม ไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิง” นางมาระตี กล่าว

ด้าน พล.อ.อ.ประภาส กล่าวเสริม สิ่งเหล่านี้กัมพูชาหยิบไปขยายผลโฆษณาชวนเชื่อว่าประเทศไทยต่อต้านไม่เชื่อยูเอ็น ซึ่งความจริงแล้วเป็นเพียงบทวิเคราะห์ไม่ใช่เอกสารความเห็นยูเอ็น แต่กัมพูชาเอาไปขยายผลโจมตีประเทศไทยหลายประเด็น อยากบอกคนไทยให้ฟังผ่านๆ เหมือนเราฟังเรื่องตลก เพราะเรายึดข้อเท็จจริง สิ่งที่ถูกต้องคืออะไร

พล.อ.อ.ประภาส ระบุอีกว่า กองทัพจะสนับสนุนข้อมูล หลักฐานให้กระทรวงต่างประเทศ เช่น คลิป ภาพ การดำเนินการเป้าหมายทหาร ไม่มีเป้าหมายพลเรือน แต่ในขณะเดียวกันฝ่ายกัมพูชาใช้ระเบิดดักรถถังที่ใหญ่มากและโชคดีที่การปะทะที่ผ่านมาเราได้ควบคุมพื้นที่ไว้ ไม่ได้รุกเข้าไปซึ่งอันตรายมาก มีระเบิดแสวงเครื่อง เป็นความโหดร้าย เพราะหากประชาชนหรือทหารมาโดนจะเสียชีวิต

พร้อมย้ำว่า ยึดถ้อยแถลงร่วม 27 ธ.ค.68 ซึ่งในนั้นระบุไว้ชัดเจน ไม่มียั่วยุ ทำทุกอย่างให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน กำลังอยู่ตรงไหน ก็อยู่ตรงนั้น การกวาดล้างสแกมเมอร์ เก็บกู้ทุ่นระเบิด หากทุกอย่างเรียบร้อยจะไปดูว่าจะเจรจาอย่างไร

“แต่ขณะนี้ยังไม่ผ่านขั้นตอนแรก เขายังพูดในสิ่งไม่จริง โกหกไปทั่วเข้าข้างตัวเอง ขอย้ำว่า ประเทศไทยไม่ได้เริ่มก่อน แต่กัมพูชายิงเข้ามาในพื้นที่พลเรือนทำคนไทยเสียชีวิต ส่วนฝ่ายไทยยึดการใช้กำลังป้องกันตนเองและการใช้กำลังยึดตามกฎหมานระหว่างประเทศ” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

ศุภจี เดินเครื่องเศรษฐกิจใหม่ ตั้ง 4 คณะทำงานเร่งปลดล็อกกฎเหล็ก ดันเกษตร-SME-ส่งออก สู้ศึกการค้า

ศุภจี เดินเครื่องเศรษฐกิจใหม่ ตั้ง 4 คณะทำงานเร่งปลดล็อกกฎเหล็ก ดันเกษตร-SME-ส่งออก สู้ศึกการค้า

ศุภจี เดินเครื่องเศรษฐกิจใหม่ ตั้ง 4 คณะทำงานเร่งปลดล็อกกฎเหล็ก ดันเกษตร-SME-ส่งออก สู้ศึกการค้า

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.10 น.

“ศุภจี”ตั้ง 4 คณะทำงาน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตร SME ส่งออก เร่งปลดล็อกกฎกติกา ดันเศรษฐกิจชุมชนขึ้นเครื่องยนต์ใหม่

10 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ พร้อมคณะ แถลงผลการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ครั้งที่ 1/2569  โดยระบุว่า อนุกรรมการชุดนี้ได้เริ่มเดินเครื่อง เริ่มเดินเครื่องโครงสร้างเศรษฐกิจตามนโยบาลรัฐบาลกลุ่มที่ 2 ด้านการค้าและบริการ

นางศุภจี กล่าวว่า คณะอนุกรรมการชุดนี้ ได้รับโจทย์ 5 ด้าน คือ การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและ Wellness เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตร ค้าปลีกค้าส่ง และการค้าระหว่างประเทศ แต่การทำงานจะไม่จำกัดกรอบเดิม เพราะโจทย์เศรษฐกิจวันนี้ต้องแก้ทั้งระยะสั้นและวางโครงสร้างระยะยาวไปพร้อมกัน

โดยที่ประชุมฯ วันนี้ได้จัดตั้งคณะทำงาน 4 ชุด เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ชัดเจน ไม่ใช่เพิ่มคณะกรรมการโดยไม่มีตัวขับเคลื่อนจริง ได้แก่ เศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy สินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจชุมชนและ SME และการค้าระหว่างประเทศ

นางศุภจี กล่าวว่า แนวคิด Visitor Economy จะมองกว้างกว่าการท่องเที่ยวแบบเดิม ครอบคลุมผู้เดินทางเข้าประเทศ ทั้งนักท่องเที่ยว ผู้เรียน ผู้ติดต่อธุรกิจ และผู้สนใจลงทุน เพื่อให้การเข้ามาในไทยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น เชื่อมกับวัฒนธรรม ประสบการณ์ บริการ เมืองรอง และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SME จะยกระดับจากโจทย์ค้าปลีกค้าส่งไปสู่ฐานเศรษฐกิจหลักของประเทศ เพราะ SME และชุมชนมีสัดส่วนราว 35% ของรายได้รวมประเทศ จำเป็นต้องเพิ่มความสามารถแข่งขัน ควบคู่ดูแลการแข่งขันที่เป็นธรรม ไม่ให้ผู้ประกอบการรายเล็กถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์  ประธานคณะทำงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy กล่าวว่า คณะทำงานจะลงพื้นที่หารือภาคส่วนต่างๆ ทุกสัปดาห์ เพื่อค้นหา 4-5 เรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำภายใน 6-12 เดือนแรก ทั้งการสร้างโอกาสและขจัดอุปสรรค

อุปสรรคสำคัญมีทั้งผู้ประกอบการแฝงตัวหรือนอมินีที่ใช้ความได้เปรียบกดทับธุรกิจไทย และกฎระเบียบภายในประเทศที่ถ่วงรั้งผู้ประกอบการไทยเอง จึงต้องปลดล็อกกติกาที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ธุรกิจไทยขยับไปแข่งขันในตลาดโลกได้เร็วขึ้น

ด้าน นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กล่าวว่า ภาคเกษตรต้องเปลี่ยนจากการผลิตแบบเดิมไปสู่เกษตรทันสมัยและมูลค่าสูง โดยดูครบตั้งแต่ต้นน้ำ การผลิต กลางน้ำ การแปรรูป และปลายน้ำ การตลาด โดยเฉพาะช่วงที่ผลผลิตออกมากเกินตลาด

ส่วน SME ต้องปรับทั้งระบบนิเวศ ตั้งแต่การเข้าสู่ธุรกิจ การขอใบอนุญาต การขยายกิจการ ไปจนถึงการก้าวสู่ตลาดโลก ปัญหาใบอนุญาตจำนวนมาก เช่น โรงแรมหรือร้านอาหาร เป็นภาระต้นทุนที่ต้องเร่งแก้

ส่วน นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมจะร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy โดยใช้ทุนวัฒนธรรม ประเพณี ศิลปะ และอัตลักษณ์ท้องถิ่น สร้างประสบการณ์ใหม่ เพิ่มรายได้ให้ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

ด้านการค้าระหว่างประเทศ ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าบริบทโลกเปลี่ยนเร็ว การค้าเชื่อมกับภูมิรัฐศาสตร์และกฎกติกาใหม่มากขึ้น จึงต้องใช้ FTA เปิดตลาดใหม่ รักษาตลาดเดิม และปรับสมดุลการค้า โดยเพิ่มบทบาท SME ในโครงสร้างส่งออก

นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลจะเชื่อมงานนี้กับคณะเศรษฐกิจด้านอื่น โดยเฉพาะคณะของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เพื่อปรับสมดุลการส่งเสริมการลงทุน ลดการพึ่งพานำเข้า เพิ่มการใช้วัตถุดิบ แรงงาน และผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่การผลิต ซึ่งภาพรวมการประชุมครั้งแรกจึงถือเป็นการเริ่มเดินเครื่องบอร์ดเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างเป็นระบบ จากการตั้งโจทย์ใหญ่ สู่คณะทำงานเฉพาะด้าน พร้อมกรอบ 6 – 12 เดือนแรก เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ปลดล็อกข้อจำกัด และวางฐานเศรษฐกิจการค้า บริการ เกษตร SME และชุมชนให้แข่งขันได้ระยะยาว