ตลกไม่ออก! เอ็ดดี้ ขยี้ปมประธานสภาใหม่ พรรคภูมิใจไทยไปขุดใครมา

ตลกไม่ออก! เอ็ดดี้ ขยี้ปมประธานสภาใหม่ พรรคภูมิใจไทยไปขุดใครมา

ตลกไม่ออก! เอ็ดดี้ ขยี้ปมประธานสภาใหม่ พรรคภูมิใจไทยไปขุดใครมา

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.21 น.

วันที่ 17 มีนาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ตลกไม่ออก! พรรคภูมิใจไทยไปขุดใครมาเป็นประธานสภา?

ชำแหละวาทกรรมประธานสภา เมื่อ “กาลเทศะ” สวนทางวิกฤตเศรษฐกิจประชาชนท่ามกลางสถานการณ์ที่ผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติเองก็ออกปากยอมรับว่าเป็นยุค “ข้าวยากหมากแพง” ประเด็นการ

เสนอทบทวนงบประมาณเลี้ยงอาหารกลางวัน ส.ส. กลับถูกตอบกลับด้วยคำว่า “ตลก” และ “ผิดกาลเทศะ” 

ท่าทีของนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ ไม่เพียงแต่สร้างแรงกระเพื่อมในโลกออนไลน์ แต่ยังทิ้งคำถามตัวโตๆ ถึงวิสัยทัศน์และความเข้าอกเข้าใจ ที่สภาอันทรงเกียรติพึงมีต่อประชาชนผู้จ่ายภาษี

หากเราถอดรหัสจากบทสัมภาษณ์ล่าสุด จะพบว่าวาทกรรมที่มุ่งเน้นการสร้างภาพลักษณ์ “ผู้นำนักปฏิบัติ” กลับเต็มไปด้วยความย้อนแย้งในตัวเองที่น่าสนใจ

1. “กาลเทศะ” ของสภา หรือการปัดตกความต้องการของประชาชน?

การอ้างว่าข้อเสนอของ นพ.วรงค์ เป็นเรื่องตลกเพราะใช้เวลาไม่ถูกกาลเทศะ ถือเป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้นในยุคที่ประชาชนต้องรัดเข็มขัดกันทุกครัวเรือน คำถามที่น่าสนใจคือ มีช่วงเวลาใดหรือที่ไม่เหมาะสมในการประหยัดงบประมาณแผ่นดิน? การตีกรอบเรื่องสวัสดิการ ส.ส. ว่าเป็นเพียง “เรื่องเก่าเล่าใหม่” และพยายามปัดตกไป สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างหอคอยงาช้างกับความเดือดร้อนของชาวบ้าน การหยิบยกความคุ้มค่าของเงินภาษีมาหารือ ไม่ควรถูกด้อยค่าว่าเป็นเพียงการ “หิวแสง” หรือดราม่าทางการเมือง

2. เน้น “ผลงาน” แต่โยนภาระให้ “กลไกราชการ”

ประธานสภาฯ ย้ำจุดยืนอย่างหนักแน่นว่ายุคนี้ต้องเอาผลงาน ไม่เอาภาพลักษณ์ แต่เมื่อถูกจี้ถามถึงแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมในการทบทวนสวัสดิการ กลับได้รับคำตอบว่า “เป็นเรื่องของฝ่ายเลขาฯ และสำนักงบประมาณ” หากทราบดีว่าปัญหานี้เรื้อรังมาหลายยุคสมัยและไม่มีใครกล้าแก้ เหตุใดประมุขฝ่ายนิติบัญญัติจึงไม่ใช้วิสัยทัศน์และอำนาจสั่งการเชิงนโยบายเพื่อแก้ปัญหา? การปล่อยให้กลไกเดินไปตามปกติ ขัดแย้งกับภาพลักษณ์ผู้นำที่เด็ดขาด และดูเหมือนจะเป็นเพียงการซื้อเวลามากกว่าการลงมือทำจริง

3. ศรัทธาประชาชน สั่งไม่ได้ด้วยการห้ามวิจารณ์

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการพาดพิงสื่อและนักวิจารณ์ว่า ปั่นข้อมูลจนคนเบื่อการเมือง และทำให้สังคมขาดศรัทธา ในความเป็นจริงแล้ว ศรัทธาของประชาชนไม่ได้เกิดจากการงดตั้งคำถาม แต่เกิดจากความโปร่งใสและการกระทำที่จับต้องได้ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับท่าทีของฝ่ายบริหารที่พยายามลงพื้นที่รับฟังเสียงสะท้อน สภาผู้แทนราษฎรกลับกำลังสร้างกำแพงแยกตัวเองออกจากการตรวจสอบของสังคมผ่านคำว่า “อย่าปั่นข้อมูลเท็จ”

บทสรุป: บทพิสูจน์ “โสภณล้านปี” หรือสภาที่ประชาชนเข้าถึงได้?

การก้าวขึ้นมารับตำแหน่งประธานสภาฯ พร้อมกับความตั้งใจที่จะลบภาพจำเดิมๆ เป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่การจะนำพาสภาให้เป็น “สัปปายะสถาน” ที่สง่างามได้นั้น ต้องเริ่มจากการเปิดใจรับฟังข้อเสนอแนะที่แทงใจดำที่สุดเสียก่อน งบอาหารกลางวันอาจเป็นเพียงเศษเสี้ยวของงบประมาณประเทศ แต่มันคือ “สัญลักษณ์” สำคัญที่ชี้วัดว่า ตัวแทนของประชาชนพร้อมที่จะลดอภิสิทธิ์ของตนเอง เพื่อยืนเคียงข้างประชาชนในยามวิกฤตหรือไม่

หากเสียงวิจารณ์จากประชาชนยังถูกมองเป็นเรื่องตลกไร้กาลเทศะ สภาชุดนี้ก็อาจจะต้องเผชิญกับวิกฤตศรัทธาที่แท้จริง ซึ่งไม่ใช่ฝีมือของนักวิจารณ์คนใด แต่เป็นผลจากการกระทำของตัวสภาเอง

พรรคภูมิใจไทยไปขุดใครมาเป็นประธานสภา?

เลขาฯ สศช. ยัน ไม่มีการปรับราคาน้ำมันแบบก้าวกระโดด ขยับแค่ 50 สตางค์ วอนใช้ชีวิตปกติ

เลขาฯ สศช. ยัน ไม่มีการปรับราคาน้ำมันแบบก้าวกระโดด ขยับแค่ 50 สตางค์ วอนใช้ชีวิตปกติ

เลขาฯ สศช. ยัน ไม่มีการปรับราคาน้ำมันแบบก้าวกระโดด ขยับแค่ 50 สตางค์ วอนใช้ชีวิตปกติ

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.25 น.

เลขาฯ สศช. ยัน ไม่มีการปรับราคาน้ำมันแบบก้าวกระโดด ขยับแค่ 50 สตางค์ วอนประชาชนใช้ชีวิตปกติ ไม่ต้องรีบเติม-กักตุน

เมื่อเวลา 17.45 น. วันที่ 17 มี.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวถึงข้อมูลการใช้น้ำมันที่ผ่านมาว่า ถ้าดูตัวเลขการใช้น้ำมันในประเทศในภาวะปกติ ยกตัวอย่างกลุ่มเบนซิน จะใช้อยู่ประมาณ 34 ล้านลิตรต่อวัน ถ้าเราดูสถิติตัวเลขในช่วงที่มีเหตุการณ์ตั้งแต่ 28 ก.พ.ที่เริ่มการโจมตีอิหร่าน แล้วพอวันที่ 1 มี.ค. เราก็เริ่มการโจมตีในส่วนที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของพลังงานในประเทศเพื่อนบ้านของอิหร่านด้วย รวมถึงอิหร่านเองด้วย ซึ่งในวันที่ 1 มี.ค. ปริมาณการใช้น้ำมันในกลุ่มเบนซิน วันนั้นยังอยู่ที่ 28.97 ล้านลิตร แต่พอมาวันที่ 2 มี.ค. หลังจากมีข่าวออกมาว่า มีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันในประเทศต่างๆ ที่อยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ตัวเลขการบริโภคน้ำมันในกลุ่มเบนซินขยับขึ้นมา 50.77 ล้านลิตร เช่นเดียวกันในตัวดีเซลหมุนเร็ว ซึ่งดีเซลวันที่ 1 มี.ค. ยังอยู่ที่ 61 ล้านลิตร แต่พอมาวันที่ 2 มี.ค. ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 98 ล้านลิตร จะเห็นว่า ความต้องการขยับสูงขึ้นมาก ซึ่งเข้าใจได้ เพราะประชาชนก็มีความหวั่นเกรงว่า เมื่อเห็นเหตุการณ์ในตะวันออกกลางแล้วก็คงจะคาดการณ์ว่า น้ำมันอาจจะขาดแคลน แต่ต้องบอกว่า กระทรวงพลังงานเองได้ออกมาบอกตัวเลขทุกวันว่า ขณะนี้น้ำมันที่เราใช้อยู่สามารถใช้อยู่ได้กี่วันในกรณีที่ไม่มีอะไรเข้ามาเลย

เพราะฉะนั้น ปริมาณน้ำมันในประเทศไทยยังมีความเพียงพออยู่ อย่างกรณีของดีเซล ในวันที่ 4 มี.ค.ขยับขึ้นมา 118 ล้านลิตร และอยู่ในระดับร้อยล้านลิตรไปอีก 2 วัน จนถึงวันที่ 6 มี.ค. เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นลักษณะนี้ทำให้น้ำมันที่อยู่ในสถานีบริการต่างๆ เริ่มที่จะไม่พอ ซึ่งการขนส่งน้ำมันไม่ได้หมายความว่า จะเอารถอะไรมาก็ได้มาขน มันต้องเป็นรถที่ใช้เฉพาะขนน้ำมันเท่านั้น เพราะฉะนั้น พอมีเหตุการณ์ลักษณะนี้ที่มีความต้องการของประชาชนด้วยความตื่นตระหนก ทำให้น้ำมันในสถานีบริการหมดเร็วกว่าที่เคยเป็น ทำให้การขนส่งน้ำมันจากคลังไปที่สถานีไม่ทันต่อความต้องการของประชาชน จึงทำให้เห็นภาพที่มีรถไปต่อคิว 

นายดนุชา กล่าวว่า ย้ำว่าขณะนี้จากที่มีการประชุมกันไปเมื่อวันที่ 16 มี.ค. ได้มีการปรับเรื่องระยะเวลาในการขนส่งน้ำมัน เฉพาะรถขนส่งน้ำมันจะขยายขนส่งได้ตลอดวันมากขึ้น จึงขอความร่วมมือประชาชนด้วยว่า สถานการณ์น้ำมันประเทศไทยยังมีเพียงพอในการใช้งาน ยังไม่มีความจำเป็นต้องตื่นตระหนกในการไปเติม ขณะเดียวกัน การปรับราคา ถ้าย้อนไปดูในอดีตจะเห็นว่า การปรับราคาน้ำมันในช่วงที่ตลาดโลกสูง ทางกระทรวงพลังงานไม่เคยมีการปรับราคาแบบก้าวกระโดด จะทยอยปรับไปเรื่อยๆ อาจจะทิ้งบางช่วงอาจจะนานหรือสั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ แต่จะไม่มีการปรับแบบก้าวกระโดดแน่นอน

ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องกักตุน หรือรีบไปเติม หลายคนอาจเห็นในเฟซบุ๊กว่า มีสื่อบางแห่งอาจจะเขียนให้ประชาชนรีบไปเติมให้เต็มถังวันนี้ เพราะพรุ่งนี้ราคาจะขึ้นแล้ว ต้องบอกว่า ยังไม่มีความจำเป็น เพราะราคาน้ำมันขยับขึ้นมาแค่ 50 สตางค์เท่านั้น ขอให้ทุกคนค่อยๆ ใช้ชีวิตอย่างปกติในการเติมน้ำมัน 

นายกฯสั่งปรับน้ำมันใหม่ เป็น B 10-B 20 ช่วยภาคอุตสาหกรรม-เกษตรกรปลูกปาล์ม

นายกฯสั่งปรับน้ำมันใหม่ เป็น B 10-B 20 ช่วยภาคอุตสาหกรรม-เกษตรกรปลูกปาล์ม

นายกฯสั่งปรับน้ำมันใหม่ เป็น B 10-B 20 ช่วยภาคอุตสาหกรรม-เกษตรกรปลูกปาล์ม

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.20 น.

“พิพัฒน์” เผย นายกฯ สั่งการปรับน้ำมันใหม่ เป็น B10 – B 20 หลังปรับราคาดีเซล หวังช่วยภาคอุตสาหกรรม พร้อมช่วยเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม

วันที่ 17 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว. คมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงภายหลังประชุมว่า เมื่อวันที่ 16 มี.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทยได้ประชุมในการปรับราคาน้ำมันดีเซล หลังมีมาตรการตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน โดยมีตน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว. พลังงาน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยนายกฯ ได้มีข้อสั่งการประเด็นสำคัญที่สุดคือ ขณะนี้เรามีการประกาศราคาหน้าสถานีบริการทุกโปรดักส์ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการประกาศราคาเพิ่มขึ้น จะมีการประกาศราคาหน้าโรงกลั่น และหน้าคลังน้ำมัน

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับการใช้ส่วนของผสมของน้ำมันไบโอดีเซลที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซล 7%  (B7) จะมีการทยอยปรับเป็นโปรดักส์ใหม่เป็น B 10 ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลาช่วงหนึ่งในการเตรียมความพร้อมของสถานีบริการ และ B 20 ซึ่งกระทรวงพลังงานได้ตรวจสอบแล้วว่ามีรถยนต์ประเภทไหนที่สามารถใช้ได้ ในส่วนน้ำมัน B  20 จะสามารถใช้กับรถขนาดใหญ่หรือรถขนส่งที่ใช้ภาคอุตสาหกรรม ทั้งการขายส่ง การเกษตร และการก่อสร้าง ทั้งนี้น้ำมัน B 20 จะไม่มีการจำหน่ายในสถานีบริการแต่จะจำหน่ายในลักษณะขายส่ง

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ทั้งนี้ในการปรับโปรดักส์ใหม่จะเป็นการช่วยเกษตรกร โดยพืชผลเกษตรที่นำมาทำเอทานอลหรือไบโอดีเซล จะสามารถพยุงราคาหรือดันราคาพืชผลการเกษตรให้มีราคาที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในเดือนเม.ย. จะเป็นช่วงที่ฤดูกาลที่ผลปาล์มทะลายออกผลสูงสุดต่อเนื่องไปอีก 4-6 เดือนซึ่งโดยปกติราคาปาล์มทะลายตกลง แต่หากมีการเติม B  10 หรือ B 20 ก็เชื่อว่าน่าจะช่วยให้ราคาปาล์มทะลายคงที่ราคากิโลกรัมละ 7 บาทได้

จี้ปรับค่าอาหารสส.เท่าทหารเกณฑ์ ปราชญ์ สามสี แนะ รัดเข็มขัดเป็นตัวอย่าง

จี้ปรับค่าอาหารสส.เท่าทหารเกณฑ์ ปราชญ์ สามสี แนะ รัดเข็มขัดเป็นตัวอย่าง

จี้ปรับค่าอาหารสส.เท่าทหารเกณฑ์ ปราชญ์ สามสี แนะ รัดเข็มขัดเป็นตัวอย่าง

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.43 น.

วันที่ 17 มีนาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ปราชญ์ สามสี” ได้โพสต์ข้อความระบุว่า  ช่วงนี้มีข้อเสนอในสังคมว่าควรยกเลิกหรือปรับลดงบค่าอาหารของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่วันละประมาณ 1,000 บาท หลายคนมองว่าตัวเลขนี้สูงเกินไป และควรมีการทบทวนเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ตาม ในเวลานี้ก็มีข้อเสนอจากหลายฝ่ายว่า หากไม่สามารถยกเลิกได้ทั้งหมด อย่างน้อยก็ควรมีการปรับลดลงให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงของสังคม

ข้าพเจ้าจึงอยากขอเสนอให้ลอง “หันกระบอกมองอีกมุมหนึ่ง” ดูบ้าง ว่าในขณะที่สังคมกำลังถกเถียงเรื่องงบประมาณของผู้แทนราษฎร ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่อาจสมควรได้รับความสนใจและการสนับสนุนมากกว่านี้ นั่นคือทหารกองประจำการ

ทหารกองประจำการได้รับเบี้ยเลี้ยงวันละ 96 บาท ตามหลักการของระเบียบเกี่ยวกับเบี้ยเลี้ยงทหาร เงินจำนวนนี้มีเจตนาหลักเพื่อใช้สำหรับ “ประกอบเลี้ยงดูทหาร” หรือกล่าวอย่างง่ายก็คือ เป็นงบสำหรับค่าอาหารที่รัฐจัดให้กับกำลังพล ตามระเบียบแล้วกองทัพสามารถใช้เงินจำนวนนี้ทั้งหมดเพื่อจัดเลี้ยงอาหารให้ทหารได้

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติหลายหน่วยไม่ได้ใช้เงินเต็มจำนวน หน่วยส่วนใหญ่มักหักเพียงประมาณวันละ 70–75 บาท เพื่อนำไปจัดอาหารให้ทหาร และปล่อยให้เงินส่วนที่เหลืออยู่กับทหารเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวเล็กน้อย

พูดอย่างตรงไปตรงมา กองทัพไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ก็ได้ เพราะเงินก้อนนี้ตั้งใจให้ใช้เพื่อจัดอาหารอยู่แล้ว แต่หลายหน่วยเลือกกันเงินบางส่วนไว้ให้ทหารถือไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน

หากลองนึกภาพตามง่าย ๆ ทหารกองประจำการได้รับเงินวันละ 96 บาท ใช้สำหรับค่าอาหารประมาณ 70–75 บาท และเหลือเงินติดตัวเพียงไม่กี่สิบบาทเท่านั้น

คนเหล่านี้คือกำลังพลที่ต้องไปเฝ้าชายแดน ออกช่วยเหลือประชาชนยามน้ำท่วม เข้าดับไฟป่า หรือปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ความมั่นคงซึ่งมีความเสี่ยงต่อชีวิตอยู่เสมอ

ในขณะเดียวกัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับค่าอาหารวันละ 1,000 บาท คำถามที่หลายคนเริ่มตั้งขึ้นก็คือ เงินจำนวนดังกล่าวถูกใช้ไปอย่างไร และสะท้อนความเหมาะสมของโครงสร้างงบประมาณของรัฐมากน้อยเพียงใด

ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจที่ตึงตัว ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนจากสงครามทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ และแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว
ในช่วงเวลาเช่นนี้ ภาคประชาชนจำนวนมากต้องรัดเข็มขัด ลดรายจ่าย และปรับตัวกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

คำถามที่สังคมเริ่มตั้งขึ้นก็คือ ในเมื่อประชาชนจำนวนมากต้องประหยัดและรัดเข็มขัด เหตุใดนักการเมืองซึ่งเป็นผู้นำของประเทศจึงไม่แสดงตัวอย่างในการ “รัดเข็มขัด” บ้าง เพื่อสะท้อนความเข้าใจต่อสถานการณ์ของประเทศและความรู้สึกของประชาชน

ท้ายที่สุดแล้ว ข้าพเจ้ามิได้ต้องการเพียงให้เกิดการโต้เถียงเรื่องตัวเลขงบประมาณเท่านั้น แต่อยากชวนให้ลองมองอีกมุมหนึ่งว่า หากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ลองปรับค่าอาหารของตนให้ใกล้เคียงกับทหารกองประจำการ คือวันละ 96 บาทบ้าง

อาจทำให้เห็นภาพความเหมาะสมของงบประมาณได้ชัดเจนขึ้น และเข้าใจว่าการดำรงชีวิตภายใต้ข้อจำกัดเช่นนี้เป็นอย่างไร  เงินส่วนต่างสามารถนำไปบริหารช่วยเหลือประชาชนในส่วนอื่นได้อีกมากหากช่วยกันประหยัดงบหรือช่วยแบ่งเบาภาระด้วยการเสียสละงบส่วนนี้ก็จะดีไม่น้อย

บางทีการทดลองเช่นนี้ อาจทำให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจเห็นสภาพความเป็นจริงมากขึ้น ว่าข้าราชการระดับปฏิบัติการและทหารชั้นผู้น้อยต้องใช้ชีวิตอย่างไรในแต่ละวัน
เพราะท้ายที่สุดแล้ว การเป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมือง บางครั้งก็ต้องรู้จักก้าวลงมาใช้ชีวิตร่วมกับคนรุ่นน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชาบ้าง

การได้ลอง “กินข้าวถาดเดียวกัน” อาจทำให้หลายคนเข้าใจมากขึ้นว่า ความพอดี ความเหมาะสม และความเป็นธรรมในระบบงบประมาณของรัฐนั้น ควรมีหน้าตาอย่างไร

โชว์คืบหน้า รั้วความมั่นคง นำร่องจันทบุรี เผยเคลียร์ทุ่นระเบิด-ทำถนนเลียบรั้วแล้ว

โชว์คืบหน้า รั้วความมั่นคง นำร่องจันทบุรี เผยเคลียร์ทุ่นระเบิด-ทำถนนเลียบรั้วแล้ว

โชว์คืบหน้า รั้วความมั่นคง นำร่องจันทบุรี เผยเคลียร์ทุ่นระเบิด-ทำถนนเลียบรั้วแล้ว

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.15 น.

กองทัพไทยเปิดภาพคืบหน้า รั้วความมั่นคง ชายแดนไทย–กัมพูชา นำร่องจันทบุรี เคลียร์ทุ่นระเบิด-ทำถนนเลียบรั้วแล้ว พร้อมสร้างกำแพงถาวร เม.ย.นี้ เสร็จใน 45 วัน

เมื่อวันที่ 17 มี.ค.2569 กองทัพไทยเปิดภาพ ความคืบหน้าโครงการก่อสร้างรั้วความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยเริ่มดำเนินการในพื้นที่นำร่องที่ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี เป็นการสร้างถนนเลียบรั้วชายแดน ครอบคลุมบริเวณจุดผ่านแดนหลักเขตที่ 52–54 ระยะทางรวมประมาณ 1,310 เมตร เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ ควบคู่กับการรักษาความปลอดภัยและสันติภาพในพื้นที่ชายแดน

ปัจจุบัน ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติได้ดำเนินการสำรวจและเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ทำให้พื้นที่มีความปลอดภัยและพร้อมสำหรับการพัฒนาในขั้นตอนถัดไป

ในส่วนของการเตรียมพื้นที่ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ได้ส่งกำลังพลเข้าปรับสภาพพื้นที่และก่อสร้างถนนเลียบแนวรั้วจนแล้วเสร็จ เพื่อรองรับการก่อสร้างรั้วและสิ่งปลูกสร้างถาวรในลำดับต่อไป

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างรั้วกำแพงถาวรได้ในช่วงต้นเดือนเมษายน พ.ศ. 2569 โดยตั้งเป้าหมายให้ดำเนินการแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 45 วัน

ปชป.ชง 2 มาตรการรับมือน้ำมันแพง ลั่นปชช.ไม่ควรต้องแบกภาระฝ่ายเดียว

ปชป.ชง 2 มาตรการรับมือน้ำมันแพง ลั่นปชช.ไม่ควรต้องแบกภาระฝ่ายเดียว

ปชป.ชง 2 มาตรการรับมือน้ำมันแพง ลั่นปชช.ไม่ควรต้องแบกภาระฝ่ายเดียว

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.43 น.

กรณ์ เผยปชป.ชง 2 มาตรการรับมือน้ำมันแพง ลั่นปชช.ไม่ควรต้องแบกภาระฝ่ายเดียว

เมื่อวันที่ 17 มี.ค.2569 นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า “น้ำมันแพง ! ประชาชนไม่ควรต้องแบกรับภาระอยู่ฝ่ายเดียว

ประชาธิปัตย์ มีข้อเสนอเพื่อสร้างความเป็นธรรม และลดภาระประชาชนในทันที คือ

1. ลดภาษีสรรพสามิตดีเซลลงลิตรละ 6 บาท

2. เก็บค่าธรรมเนียมลาภลอย (Windfall Tax) จากโรงกลั่นลิตรละ 3 บาท เพื่อนำเงินเข้าสนับสนุนกองทุนน้ำมัน

สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายครัวเรือน และภาคธุรกิจได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะที่การใช้กองทุนน้ำมันเพื่อชดเชยราคา แม้ช่วยบรรเทาในระยะสั้น แต่สุดท้ายก็เป็นภาระที่ประชาชนต้องร่วมกันชำระในอนาคตอยู่ดี

ในความเป็นจริง วันนี้มีผู้เกี่ยวข้องหลักอยู่ 3 ฝ่าย

1. ประชาชนผู้ใช้น้ำมัน

2. รัฐบาลในฐานะผู้จัดเก็บภาษี

3. โรงกลั่นซึ่งได้รับประโยชน์จากค่าการกลั่นที่ปรับสูงขึ้นมาก

แต่ตอนนี้ชัดเจนว่า มีฝ่ายประชาชนฝ่ายเดียวที่เดือดร้อน และต้องแบกรับภาระราคานํ้ามันและค่าครองชีพที่สูงขึ้น

ในขณะที่ รัฐบาลยังเก็บภาษีในอัตราเท่าเดิม และโรงกลั่นนํ้ามันมีรายได้เพิ่มขึ้นมากจาก ‘ค่าการกลั่น’ ที่เพิ่มขึ้น และจากกำไรที่ได้จากต้นทุนนํ้ามันดิบที่ตํ่ากว่าราคาตลาดปัจจุบัน

แนวทางที่เราเสนอนี้จะช่วยลดภาระการชดเชยจากกองทุนน้ำมันลงได้มากกว่า 50% เหลือประมาณวันละ 700 ล้านบาท ทำให้กองทุนยังสามารถดูแลเสถียรภาพราคาน้ำมันได้ในช่วงวิกฤต รวมถึงช่วยให้ประชาชนผ่านช่วงเทศกาลสำคัญอย่างสงกรานต์ไปได้โดยไม่ต้องเผชิญต้นทุนที่สูงเกินไป

ในอดีตเคยมีความพยายามเจรจากับโรงกลั่นในลักษณะคล้ายกัน แต่ยังไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ ครั้งนี้จึงควรดำเนินการอย่างโปร่งใส มีเหตุผล และคำนึงถึงความเป็นธรรมของทุกฝ่าย

รัฐมีเครื่องมือและอำนาจในการกำกับดูแลอยู่แล้ว เช่น การควบคุมสินค้าจำเป็นผ่านกระทรวงพาณิชย์ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “ทำได้หรือไม่” แต่คือ “จะดำเนินการเมื่อใด”

ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเปราะบาง สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่การโยนภาระให้กันไปมา แต่คือการตัดสินใจเชิงนโยบายที่กล้าหาญ มีเหตุผล และยึดประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก หากทุกฝ่ายร่วมรับผิดชอบอย่างเป็นธรรม เราจะสามารถพาประเทศผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ครับ

‘ธอส.’ร่วมเป็นเจ้าภาพในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

'ธอส.'ร่วมเป็นเจ้าภาพในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ'สมเด็จพระพันปีหลวง'

‘ธอส.’ร่วมเป็นเจ้าภาพในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.49 น.

ธอส.ร่วมเป็นเจ้าภาพในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

นายอัครุตม์ สนธยานนท์ ประธานกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) พร้อมด้วย นายชุมพล สุวรรณกิจบริหาร กรรมการธนาคาร ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการ คณะผู้บริหาร และพนักงานธนาคาร จำนวน 100 คน เข้าร่วมพิธีฯ ในโอกาสได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เป็นเจ้าภาพร่วมพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569

TSPCA ลงนาม MOU ร่วม 11 โรงเรียนต้นแบบ ปลุกเมตตากรุณาต่อสัตว์อย่างรับผิดชอบ

TSPCA ลงนาม MOU ร่วม 11 โรงเรียนต้นแบบ ปลุกเมตตากรุณาต่อสัตว์อย่างรับผิดชอบ

TSPCA ลงนาม MOU ร่วม 11 โรงเรียนต้นแบบ ปลุกเมตตากรุณาต่อสัตว์อย่างรับผิดชอบ

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.23 น.

17 มีนาคม 2569 เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุมจันทรเกษม ชั้น 1 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนินนอก  แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) ลงนามร่วม 11 โรงเรียน เพื่อการพัฒนาคุณธรรมด้านความเมตตากรุณาต่อสัตว์อย่างรับผิดชอบในโรงเรียนนำร่องต้นแบบ

รศ.ดร.วรากรณ์  สามโกเศศ ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการรักสัตว์ในโรงเรียนและบูรณาการลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การลงนาม ข้อตกลงความร่วมมือและวัตถุประสงค์ ครั้งนี้เพื่อสนับสนุนการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมความเมตตากรุณาต่อสัตว์อย่างรับผิดชอบ เช่น ค่ายเยาวชนคนรักสัตว์ (One Day Camp)  หรือ จัดตั้งชมรม สโมสร ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมสร้างความเมตตากรุณาต่อสัตว์อย่างรับผิดชอบ ภายในโรงเรียน หรือจัดตั้งหน่วย กอง ที่เกี่ยวข้องกับลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์ และจัดการเรียนการสอนหรือการพัฒนาหลักสูตรที่สอดแทรกเนื้อหาสาระเกี่ยวกับความเมตตากรุณาต่อสัตว์อย่างรับผิดชอบ เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจ สามารถประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ถูกต้อง และเสริมสร้างทักษะที่เกี่ยวข้องต่อการดูแลสัตว์ ในการตระหนักถึง “สวัสดิภาพสัตว์เพื่อสวัสดิภาพคน” โดยจะมีการคัดเลือกนักเรียนผู้เข้าร่วม โครงการและกิจกรรม เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติและมอบรางวัลเกียรติยศและประกาศเกียรติคุณ ในการส่งเสริมและสร้างขวัญกำลังใจ ที่สร้างชื่อเสียงและทำคุณประโยชน์  คุณธรรมความเมตตากรุณาต่อสัตว์อย่างรับผิดชอบ หรือการจัดสวัสดิภาพสัตว์และการป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ หรือสร้างคุณค่าด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ อันก่อเกิดประโยชน์ต่อสังคม ประเทศชาติและโลกใบนี้ ต่อไป

ต้องขอขอบคุณ  คุณหญิง ดร.กษมา วรวรรณ ณ อยุธยา กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และอดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่จุดประกายโครงการรักสัตว์ในโรงเรียนให้กับ TSPCA และร่วมสนับสนุนโครงการเรื่อยมาและ ดร.อำนาจ สายฉลาด ผู้อำนวยการสำนักการลูกเสือ ยุวกาชาด และกิจการนักเรียน ผู้แทนรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ดร.ณัฎฐิกา ลิ้มเฉลิม ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้แทนเลขาธิการ สพฐ. และนางประวีณา อัสโย ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ รักษาการในตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านระบบการศึกษา ผู้แทนเลขาธิการสภาการศึกษา ที่ให้เกียรติร่วมเป็นสักขีพยานในวันนี้ และต้องขอขอบคุณอย่างยิ่ง โดยเฉพาะคุณธีระพงศ์ ปังศรีวงศ์ นายก TSPCA ที่อยู่เบื้องหลังทุกความสำเร็จ รศ.ดร.น.สพ.ปานเทพ รัตนากร รศ.นุชทิพย์ บรรจงศิลป์ นายอมร ชุมศรี นางสาวมาลินี แย้มวจี  ดร.สุคนธา  อรุณภู่ รศ.ดร.พิณสุดา สิริธรังศรี ดร.พรทิพย์ ตั้งไชยวรวงศ์  ศ.ดร.สพ.ญ.อัจฉริยา ไศละสูต น.สพ.ยันต์ สุขวงศ์ ดร.รัฐกานต์ วิชัยดิษฐ  ดร.สาธิต  ปรัชญาอริยะกุล นางสาวประดับพร ฉันทวรลักษณ์ นางลัลลลิตฤดี วิเศษศิริ นายสุริยัน ผาฟองยุน นายธีระพนธ์  บตรเหมรัศมิ์  นายภูวรา เลิศบุญปัญญา น.สพ.ณฐวุฒิ คณาติยานนท์ คุณชัยศิลป์ คนคล่องและคุณสุกัญญา สว่างศานติสกุล เป็นต้น ที่ร่วมกันผลักดันให้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) และร่วมงานในวันนี้

ที่สำคัญสุดคือ ผู้บริหารโรงเรียนนำร่องต้นแบบ ทั้ง 11 แห่งประกอบด้วย นางสาวนงกรานต์ บรรเจิดธีรกุล ผู้อำนวยการโรงเรียนเบญจมราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์  นายสุทธิเกียรติ  พันธ์เสนา ผู้อำนวยการโรงเรียนสายน้ำผึ้ง ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ดร.มินตรา ลายสนิทเสรีกุล ผู้อำนวยการโรงเรียนจันทร์หุ่นบำเพ็ญ  นางสาวเพชรอาภรณ์  พูนพิน รองผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมวัดหนองแขม นางสาวพรสุดา ไชยเทพา รองผู้อำนวยการโรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (ทวีวัฒนา) ในพระราชูปถัมภ์  นางกุมารี  นภาการ ผู้อำนวยการโรงเรียนกัลยวิทย์ ดร.สรายุทธ ช่างงาม ผู้อำนวยการโรงเรียนฤทธิไกรศึกษา  นางฐิตินันท์  เลิศจันทร์เพ็ญ ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลวัดลักษณาราม (สมุทรราษฎร์วิทยาคาร) นางสาวอัญชลี ชูช่วย ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองไก่แก้ว (เพิ่มเจริญประชานุกูล)  ว่าที่ ร.ต.สุเมธ มีพึ่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนหนองแหนวิทยา และนางสาววลาพร  ฉลาดเลิศ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดเนินผาสุก ที่จะร่วมกันขับเคลื่อนโครงการในการพัฒนาเยาวชนของชาติไทยให้มีคุณธรรมด้านความเมตตากรุณาต่อสัตว์อย่างรับผิดชอบ สืบไป

ขอแสดงความยินดีผลงานสิ่งประประดิษฐ์ไทย สร้างชื่อเสียงระดับนานาชาติ รับรางวัล Special Prize

ขอแสดงความยินดีผลงานสิ่งประประดิษฐ์ไทย สร้างชื่อเสียงระดับนานาชาติ รับรางวัล Special Prize

ขอแสดงความยินดีผลงานสิ่งประประดิษฐ์ไทย สร้างชื่อเสียงระดับนานาชาติ รับรางวัล Special Prize

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.11 น.

ขอแสดงความยินดีผลงานสิ่งประประดิษฐ์ไทย สร้างชื่อเสียงระดับนานาชาติ รับรางวัล Special Prize บนเวทีในงาน “The 51st International Exhibition of Inventions Geneva” ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำคณะนักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยคว้ารางวัลจากนานาชาติในเวทีการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมในงาน “The 51st International Exhibition of Inventions Geneva” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 – 15 มีนาคม 2569 ณ Palexpo นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้ร่วมในพิธีมอบรางวัล พร้อมมอบเกียรติบัตรและรางวัลให้แก่หน่วยงานต่างประเทศ พร้อมกล่าวชื่นชมและแสดงความยินดีกับทีมนักประดิษฐ์นักวิจัยไทยที่ได้รับรางวัลจากเวที “The 51st International Exhibition of Inventions Geneva” ซึ่งได้สร้างชื่อเสียงและการยอมรับในมาตรฐานของผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีในการสร้างเครือข่ายในความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมในอนาคต และเป็นที่น่ายินดีที่นักประดิษฐ์ไทยได้รับ Special Prizes on stage จากองค์กรนานาชาติ ดังนี้ 

1) ผลงานเรื่อง “กระบวนการทำฟันเทียมทั้งปากครั้งเดียวเสร็จเพื่อผู้ป่วยไร้ฟันทุกคน” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ทันตแพทย์หญิง พรสวรรค์ ธนธรวงศ์ และคณะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้รับรางวัล CAI Award Invention and Innovation จาก China Association of Inventions สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยนวัตกรรมดังกล่าวเป็นเทคนิคใหม่ที่ทำฟันเทียมครั้งเดียวสามารถนำกลับไปใช้งาน สามารถปรับขนาดเพื่อเสริมฐานให้พอดีกับแต่ละบุคคล เพื่อทำฟันเทียมทั้งปากให้ผู้ป่วยไร้ฟัน

2) ผลงานเรื่อง “ผลงานเรื่อง “ชิปปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะสำหรับการจัดการพลังงานอัจฉริยะในสังคมไฟฟ้าอย่างยั่งยืน”
โดย ศาสตราจารย์ ดร.กฤษณ์ชนม์ ภูมิกิตติพิชญ์ และคณะ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้รับรางวัล Special Award จาก Taiwan Invention Association ไต้หวัน โดยนวัตกรรมดังกล่าวเป็นนวัตกรรมการจัดการพลังงานไฟฟ้าแบบอัจฉริยะ โดยอาศัยความสามารถของเทคโนโลยีดิจิทัลในรูปของชิปที่มี AI machine learning สามารถตรวจจับคลื่นไฟฟ้าได้มากกว่า 1 ล้านครั้งต่อวินาที

3) ผลงานเรื่อง “สกายไลท์ เอสวัน” โดย นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล และคณะ สมาคมเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ได้รับรางวัล ARCA Award จาก Croatian Union of Innovators โครเอเชีย โดยนวัตกรรมดังกล่าวเป็นระบบเทคโนโลยีการจ่ายพลังงานจากภาคพื้นเข้ากับระบบอากาศยานไร้คนขับ ใช้เป็นพลังงานขับเคลื่อนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บนอากาศยาน ยืดระยะเวลาการปฏิบัติภารกิจได้ยาวนานและต่อเนื่อง

4) ผลงานเรื่อง “เนฟโฟรเซนส์: อุปกรณ์ตรวจวัดประสิทธิภาพการทำงานของไตอัจฉริยะ ณ จุดดูแลผู้ป่วยสำหรับการตรวจพบและติดตามโรคไตเรื้อรัง” โดย ศาสตราจารย์ ดร.เกศรา ณ บางช้าง และคณะ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับรางวัล Invention Award จาก Hong Kong Delegation ฮ่องกง โดยนวัตกรรมดังกล่าวเป็นแพลตฟอร์มตรวจสุขภาพไตแบบพกพาที่รวมเทคโนโลยีนวัตกรรมดูแลไตสำหรับการตรวจระดับไมโครอัลบูมินและอัตราส่วนอัลบูมินต่อครีเอตินิน (ACR) ในปัสสาวะไว้ในอุปกรณ์เดียวกัน วิเคราะห์ข้อมูลบนคลาวด์ และการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนและฐานข้อมูลสาธารณสุข Telehealth ได้ผลการตรวจแม่นยำ ราคาต่ำ ใช้งานง่าย และขยายการใช้งานได้อย่างกว้างขวาง NephroSense ช่วยตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะแรก และติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง

5) ผลงานเรื่อง “เทคโนโลยีชุดอุปกรณ์ทางการแพทย์ประสิทธิภาพสูงขดลวดถ่างขยายจากวัสดุฉลาดพร้อมระบบสายสวนนำส่งสำหรับการรักษาสุนัขที่มีภาวะหลอดลมตีบ” โดยรองศาสตราจารย์ ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ และคณะ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้รับรางวัล Special Award จาก Association of Polish Inventors and Rationalizers สาธารณรัฐโปแลนด์ โดยนวัตกรรมดังกล่าวได้รับการออกแบบแบบให้เข้ากับสรีระหลอดลมสุนัข ลดโอกาสในการเกิดภาวะแทรกซ้อน มาพร้อมกับเทคโนโลยีระบบสายสวนนำส่ง ช่วยยกระดับการรักษาสุนัขที่มีภาวะหลอดลมตีบ ทดแทนการรักษาโดยปกติที่จำเป็นต้องผ่าตัด ถ่างขยายบริเวณที่ตีบตัน ให้สุนัขสามารถหายใจได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ลดระยะเวลาการรักษาเมื่อเทียบกับการผ่าตัดได้มากขึ้นกว่า 4 เท่า โดยร่วมมือกับบริษัทผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ไทยในการวิจัยและพัฒนา ผ่านการทดสอบตามมาตรฐานสากลทั้ง ISO25539-2 และ ISO10993

พร้อมนี้ ยังมีหน่วยงานและองค์กรนานาชาติร่วมมอบรางวัลให้กับผลงานสิ่งประดิษฐ์ของประเทศไทยจากหน่วยงานและสถาบันการศึกษาของภาครัฐและภาคเอกชน ในรางวัล Special Prizes at booth อีกด้วย

อธิบดีฝนหลวงฯ สั่งปฏิบัติการช่วงชิงสภาพอากาศทำฝนให้ตรงพื้นที่ความต้องการน้ำ

อธิบดีฝนหลวงฯ สั่งปฏิบัติการช่วงชิงสภาพอากาศทำฝนให้ตรงพื้นที่ความต้องการน้ำ

อธิบดีฝนหลวงฯ สั่งปฏิบัติการช่วงชิงสภาพอากาศทำฝนให้ตรงพื้นที่ความต้องการน้ำ

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.44 น.

อธิบดีฝนหลวงฯ สั่งปฏิบัติการช่วงชิงสภาพอากาศทำฝนให้ตรงพื้นที่ความต้องการน้ำ พร้อมกำชับติดตามค่าฝุ่น PM2.5 และระบายฝุ่นออกจากพื้นที่ต่อเนื่อง

17 มีนาคม 2569 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นประธานการประชุมวางแผนปฏิบัติการฝนหลวงและปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศประจำวัน (Morning brief) โดยมี นายวีระพล สุดชาฎา ผู้อำนวยการกองดัดแปรสภาพอากาศ นางสาวศิริพร ทวีเดช ผู้อำนวยการกองตรวจและพัฒนาการตรวจสภาพฝนหลวง นายสุรพันธ์ สุวรรณไพบูลย์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นักวิชาการ และเจ้าหน้าที่ ณ ห้องประชุมหน่วยยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บ จ.อุดรธานี ภายในกองบิน 23 จ.อุดรธานี

จากการติดตามสภาพอากาศ พบว่า ในช่วงนี้มีความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังอ่อนจากประเทศจีนปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และทะเลจีนใต้ ประกอบกับลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากอ่าวไทย และทะเลจีนใต้เข้าปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณภาคเหนือตอนบนมีโอกาสเกิดฝนตกชุก ขณะที่สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กยังอยู่ในระดับปานกลางถึงเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน อธิบดีฝนหลวงฯ จึงสั่งการให้วางแผนช่วงชิงสภาพอากาศปฏิบัติการฝนหลวงให้ตรงพื้นที่ความต้องการน้ำ บริเวณภาคเหนือตอนบน และภาคใต้ตอนบน

สำหรับปัญหาฝุ่น PM2.5 ค่าฝุ่นในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ยังมีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากมีจุดความร้อนหนาแน่นในประเทศเป็นจำนวนมาก และมีจุดความร้อนจากประเทศเพื่อนบ้านทั้ง 2 ฝั่ง จึงได้กำชับให้นักวิชาการและเจ้าหน้าที่วางแผนปฏิบัติการระบายฝุ่นออกจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงติดตามสถานการณ์พายุลูกเห็บที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงนี้ บริเวณ จ.สุโขทัย จ.เลย และบริเวณฝั่งตะวันตกของภาคเหนือ