ดราม่าโรงแรมหรูอิตาลี นักท่องเที่ยวฟ้องโรงแรมไม่เสิร์ฟน้ำฟรี สุดท้ายศาลยกฟ้อง

ดราม่าโรงแรมหรูอิตาลี นักท่องเที่ยวฟ้องโรงแรมไม่เสิร์ฟน้ำฟรี สุดท้ายศาลยกฟ้อง

27 พ.ค. 2569 11:39 น.

ดราม่าโรงแรมหรูอิตาลี นักท่องเที่ยวฟ้องโรงแรมไม่เสิร์ฟน้ำฟรี สุดท้ายศาลยกฟ้อง

ศาลสูงสุดของอิตาลีพิพากษายกฟ้องโรงแรมหรูระดับ 5 ดาวในแคว้นโดโลไมต์ ชี้โรงแรมสามารถปฏิเสธการเสิร์ฟน้ำประปาฟรีและขายน้ำแร่ให้กับนักท่องเที่ยวได้ หลังนักท่องเที่ยวสาวฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงฤดูสกีปี 2019 ที่โรงแรมซาสซองเฮอร์ (Hotel Sassongher) ในเมืองคอร์วารา ทางตอนเหนือของอิตาลี โดยหญิงรายดังกล่าวยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายราว 2,700 ยูโร หรือกว่า 100,000 บาท อ้างว่าถูกละเมิดสิทธิผู้บริโภคและได้รับผลกระทบทางจิตใจ

เธอให้เหตุผลว่าน้ำเป็นทรัพยากรธรรมชาติและเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน พร้อมเปรียบเทียบว่า การมีน้ำดื่มให้บริการควรเป็นเรื่องพื้นฐานไม่ต่างจากเตียงที่มีผ้าปู หรือ สบู่ในห้องน้ำ

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาอิตาลีมีคำตัดสินยกฟ้อง โดยระบุว่ากฎหมายอิตาลีไม่ได้กำหนดให้ร้านอาหารหรือโรงแรมต้องบริการน้ำประปาฟรีแก่ลูกค้า และการจะเสิร์ฟหรือไม่ถือเป็นสิทธิในการตัดสินใจของแต่ละสถานประกอบการ

ซิลวิโอ เบลาร์ดี (Silvio Belardi) ทนายความของโรงแรมกล่าวว่า ศาลยืนยันอย่างชัดเจนว่าไม่มีข้อบังคับในการจัดหาน้ำประปาให้ลูกค้า

รายงานระบุว่า หญิงรายดังกล่าวเคยยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นในกรุงโรมมาก่อน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ โดยไม่มีการเปิดเผยชื่อหรือข้อมูลส่วนตัวของเธอ โดยคดีนี้ยังกลายเป็นประเด็นถกเถียงในอิตาลีเกี่ยวกับสิทธิผู้บริโภคและบริการพื้นฐานในธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร

ทั้งนี้ กฎหมายในอังกฤษและเวลส์จะมีความแตกต่างออกไป โดยสถานประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม มีหน้าที่ต้องบริการน้ำดื่มฟรีแก่ลูกค้าเมื่อมีการร้องขอ.

ที่มา :BBC

“คิม จองอึน” คุมเอง เกาหลีเหนือทดสอบเครื่องยิงขีปนาวุธน้ำหนักเบารุ่นใหม่-ขีปนาวุธนำวิถี AI

"คิม จองอึน" คุมเอง เกาหลีเหนือทดสอบเครื่องยิงขีปนาวุธน้ำหนักเบารุ่นใหม่-ขีปนาวุธนำวิถี AI

27 พ.ค. 2569 11:35 น.

“คิม จองอึน” คุมเอง เกาหลีเหนือทดสอบเครื่องยิงขีปนาวุธน้ำหนักเบารุ่นใหม่-ขีปนาวุธนำวิถี AI

เกาหลีเหนือประสบความสำเร็จในการทดสอบระบบเครื่องยิงขีปนาวุธเอนกประสงค์น้ำหนักเบารุ่นใหม่ พร้อมด้วยขีปนาวุธร่อนยุทธวิธีขับเคลื่อนด้วยระบบ AI โดยมี “คิม จองอึน” ร่วมสังเกตการณ์และควบคุมการทดสอบด้วยตนเอง

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) ของทางการเกาหลีเหนือรายงานว่า เกาหลีเหนือได้ทำการทดสอบระบบเครื่องยิงขีปนาวุธเอนกประสงค์น้ำหนักเบาที่พัฒนาขึ้นใหม่ รวมถึงระบบอาวุธขีปนาวุธร่อนยุทธวิธีหลายประเภท โดยมีนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของประเทศ ร่วมสังเกตการณ์และควบคุมการทดสอบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย

รายงานดังกล่าวมีขึ้นทำเนียบหลังจากที่กองทัพเกาหลีใต้ตรวจพบว่า เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธทิ้งตัวพิสัยใกล้ (CRBM) ซึ่งมีรัศมีทำการไม่เกิน 300 กิโลเมตร และจรวดปืนใหญ่หลายลูกจากบริเวณเมืองจงจู จังหวัดพยองอันเหนือ มุ่งหน้าสู่ทะเลเหลือง  โดยกองทัพเกาหลีใต้ระบุว่า ขีปนาวุธดังกล่าวบินเป็นระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร

สื่อเกาหลีเหนือระบุว่า การทดสอบเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (26 พ.ค.) เป็นส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนาการป้องกันประเทศระยะเวลา 5 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และประเมินอานุภาพของหัวรบภารกิจพิเศษของขีปนาวุธทิ้งตัวยุทธวิธี, ความแม่นยำของจรวดปืนใหญ่ขนาด 240 มิลลิเมตรที่ขยายระยะยิงไกลขึ้นด้วยระบบนำทางอัตโนมัติที่มีความแม่นยำสูง และความแม่นยำในการโจมตีด้วยระบบนำทางปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของขีปนาวุธร่อนยุทธวิธี

รายงานข่าวระบุว่า นายคิม จองอึน แสดงความพึงพอใจอย่างยิ่งต่อผลการทดสอบ พร้อมระบุว่านี่คือสัญญาณที่ชัดเจนของการยกระดับกองทัพและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ นอกจากนี้ ผู้นำเกาหลีเหนือยังได้กล่าวชื่นชมขีปนาวุธร่อนยุทธวิธีเป็นพิเศษ ซึ่งมีแผนจะนำไปประจำการในหน่วยปืนใหญ่ระยะไกลบริเวณชายแดนใต้ โดยขีปนาวุธนี้ได้รวมระบบนำทางที่หลากหลายเข้าด้วยกัน รวมถึงการทำแผนที่ภูมิประเทศและระบบล็อกเป้าหมายด้วย AI ทำให้สามารถโจมตีเป้าหมายใด ๆ ในระยะ 100 กิโลเมตรได้อย่างแม่นยำสูงสุด

คิม จองอึน กล่าวเสริมว่า “มันเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับปฏิบัติการของกองทัพเรา ที่จะต้องมีอานุภาพทำลายล้างที่รุนแรงพอที่จะทำให้กองกำลังใดก็ตามที่เผชิญหน้ากับเรา ไม่สามารถมีชีวิตรอดได้ในทางทฤษฎี โดยไม่ต้องพึ่งพาเรื่องของโชคชะตา” 

นอกจากนี้ ภาพถ่ายที่เผยแพร่โดยเคซีเอ็นเอเผยให้เห็นภาพขีปนาวุธพุ่งทะยานออกจากฐานยิงเคลื่อนที่ พร้อมเปลวเพลิงและกลุ่มควันหนาทึบพวยพุ่งรอบตัวรถ และอีกภาพหนึ่งเผยให้เห็นนายคิม จองอึน ยืนสั่งการอยู่ข้าง ๆ รถฐานยิงเคลื่อนที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูง

ฮง มิน นักวิเคราะห์จากสถาบันเพื่อการรวมชาติแห่งเกาหลีในกรุงโซล แสดงความเห็นว่าการทดสอบครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าเปียงยางมีเจตนาที่จะใช้งานระบบอาวุธดังกล่าวในสถานการณ์สงครามจริง โดยมันคือ “ระบบโจมตีที่แม่นยำแบบบูรณาการ” ที่ผสมผสานทั้งขีปนาวุธร่อน จรวดนำวิถีหลายลำกล้อง และขีปนาวุธทิ้งตัวเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นการเน้นย้ำถึงอาวุธตามแบบที่มีประสิทธิภาพสูง อัตโนมัติ ระยะไกล และสามารถโจมตีเกาหลีใต้ได้อย่างราบคาบโดยไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธนิวเคลียร์

การทดสอบร่วมกันของขีปนาวุธระยะใกล้และจรวดปืนใหญ่ในครั้งนี้ ถือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก และถูกมองว่าเป็นความพยายามของเกาหลีเหนือในการสาธิตขีดความสามารถที่จะโจมตีเป้าหมายโดยสามารถหลบเลี่ยงระบบป้องกันภัยทางอากาศได้ ทั้งนี้ การยิงขีปนาวุธดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกในรอบ 37 วัน และเป็นการทดสอบครั้งที่ 8 ของเกาหลีเหนือในปีนี้ โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 19 เมษายน เกาหลีเหนือเพิ่งทดสอบขีปนาวุธทิ้งตัวยุทธวิธีแบบพื้นสู่พื้นจากพื้นที่ซินโพเพื่อทดสอบหัวรบระเบิดลูกปราย

ขณะเดียวกัน เกาหลีใต้ก็ได้ประกาศแผนการเชิงรุก โดยนายอัน กยูแบก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้เปิดเผยว่า รัฐบาลมีแผนที่จะพัฒนาและต่อเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ โดยตั้งเป้าที่จะนำเข้าประจำการหลังช่วงปลายทศวรรษ 2030 เป็นต้นไป เพื่อตอบโต้ภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์และขีปนาวุธจากเกาหลีเหนือ เนื่องจากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์มีความสามารถในการกบดานอยู่ใต้น้ำได้เป็นระยะเวลานานและมีความคล่องตัวสูงกว่าเรือดำน้ำทั่วไป.

ที่มา Yonhap / AFP

ทำเนียบขาวสร้างเวทีแข่ง UFC กลางสนามหญ้า ฉลอง 250 ปีประกาศอิสรภาพสหรัฐฯ

ทำเนียบขาวสร้างเวทีแข่ง UFC กลางสนามหญ้า ฉลอง 250 ปีประกาศอิสรภาพสหรัฐฯ

27 พ.ค. 2569 11:09 น.

ทำเนียบขาวสร้างเวทีแข่ง UFC กลางสนามหญ้า ฉลอง 250 ปีประกาศอิสรภาพสหรัฐฯ

ทำเนียบขาวเริ่มก่อสร้างเวทีแข่งขัน UFC บริเวณสนามหญ้าด้านหน้า เตรียมจัดศึก “UFC Freedom 250” ฉลองครบรอบ 250 ปีการประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าจะเป็นอีเวนต์ UFC ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ทำเนียบขาวได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างกรงสังเวียนต่อสู้ของ UFC บนบริเวณสนามหญ้าทิศใต้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับงานเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ ที่จะจัดขึ้นในเดือนมิถุนายนนี้

โดยมีผู้พบเห็นคนงานกำลังประกอบโครงเหล็กรูปโดมและพื้นที่เวที ซึ่งเมื่อเทียบกับภาพจำลองออนไลน์แล้ว โครงสร้างนี้จะกลายเป็นสังเวียนรูปแปดเหลี่ยมที่ล้อมรอบด้วยรั้วตาข่ายลวด และมีที่นั่งชั่วคราวรองรับผู้ชมได้หลายพันที่นั่ง

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เคยกล่าวไว้ว่า โปรเจกต์นี้จะเป็น “อีเวนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” เท่าที่ UFC เคยจัดมา โดยจะเป็นการยก “อารีน่ามาไว้ที่บริเวณหน้าประตูบ้านของทำเนียบขาว”

ศึกครั้งนี้ใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า “UFC Freedom 250” มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 14 มิถุนายนนี้ โดยทาง UFC คาดว่าจะทุ่มงบประมาณสูงถึง 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการเนรมิตโปรเจกต์นี้ขึ้นมา แม้จะเป็นการโปรโมตในสเกลระดับยักษ์ใหญ่ แต่ไฮไลต์ของงานจะมีตารางการแข่งขันชิงแชมป์เพียงแค่ 2 คู่เท่านั้น

คู่แรกเป็นการพบกันระหว่าง อเล็กซ์ เปเรย์รา นักชกจากบราซิล จะดวลกับ ซีริล กาน จากฝรั่งเศส เพื่อชิงแชมป์เฉพาะกาลรุ่นเฮฟวี่เวต ส่วนอีกคู่คือ อิลียา โทปูเรีย ชาวจอร์เจีย จะขึ้นสังเวียนพบกับ จัสติน เกทจี แชมป์เฉพาะกาลคนปัจจุบันในรุ่นไลต์เวต

ดานา ไวต์ ประธานของ UFC เปิดเผยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่า จะมีผู้ชมราว 4,300 คน ได้รับสิทธิ์เข้าชมการแข่งขันแบบติดขอบสนามบนสนามหญ้าทิศใต้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบุคลากรจากกองทัพ นอกจากนี้ จะมีการแจกตั๋วเข้าชมฟรีอีก 85,000 ใบ ให้กับประชาชนทั่วไปเพื่อร่วมชมการถ่ายทอดสดผ่านจอใหญ่ ณ สวนสาธารณะดิ อิลลิปส์ ที่อยู่ใกล้เคียง โดย UFC ยืนยันว่าจะไม่มีการเปิดขายตั๋วแก่สาธารณชนทั่วไปในระบบปกติแต่อย่างใด

ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวถึงกระแสความต้องการตั๋วเข้าชมที่ล้นหลามว่า “ผมไม่เคยเห็นใครต้องการอะไรมากเท่ากับที่คนอยากได้ตั๋วพวกนี้เลย” 

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเสนอแพ็กเกจสำหรับแขก VIP ระดับกระเป๋าหนัก ซึ่งจะได้รับสิทธิ์พิเศษในการเข้าถึงพื้นที่ต่าง ๆ ในงาน แม้ทาง UFC จะไม่ได้ออกมายืนยันราคาอย่างเป็นทางการ แต่มีรายงานจาก แอเรียล เฮลวานี ผู้สื่อข่าวสายศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน (MMA) ชื่อดังระบุว่า แขก VIP อาจต้องควักกระเป๋าจ่ายสูงถึง 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

ขณะเดียวกัน ทาง TKO Group Holdings ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ UFC โดยประธาน มาร์ก ชาปิโร  ระบุว่า UFC จะไม่มีผลกำไรใด ๆ จากการจัดงานครั้งนี้ และมองว่าโชว์ดังกล่าวเป็นการ “ลงทุนในระยะยาว”

ที่ผ่านมา ทำเนียบขาวเคยถูกใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมกีฬาเพื่อสันทนาการมาบ้างแล้ว ทว่าศึก UFC ในครั้งนี้ จะถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการจัดแข่งขันกีฬาอาชีพในรูปแบบถ่ายทอดสดภายในอาณาเขตของทำเนียบขาว

การก่อสร้างสังเวียนนี้ถือเป็นหนึ่งในแผนงานปรับปรุงพื้นที่ทำเนียบขาวหลายโครงการภายใต้รัฐบาลของทรัมป์ โดยนับตั้งแต่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งที่ทำเนียบขาว เขาได้สั่งเพิ่มการตกแต่งด้วยสีทองในห้องทำงานรูปไข่ เทคอนกรีตทับสวนกุหลาบเพื่อทำเป็นพื้นที่ระเบียง นั่งเล่น ปรับปรุงห้องน้ำที่ติดกับห้องนอนลินคอล์น รวมถึงทุบตึกฝั่งตะวันออก เพื่อเคลียร์พื้นที่สำหรับสร้างห้องบอลรูมแห่งใหม่ด้วยเช่นกัน.

ที่มา BBC

วิกฤตโรคหัดบังกลาเทศ เด็กดับกว่า 500 รายในไม่กี่เดือน ติดเชื้อพุ่งกว่า 6 หมื่นราย

วิกฤตโรคหัดบังกลาเทศ เด็กดับกว่า 500 รายในไม่กี่เดือน ติดเชื้อพุ่งกว่า 6 หมื่นราย

27 พ.ค. 2569 10:27 น.

วิกฤตโรคหัดบังกลาเทศ เด็กดับกว่า 500 รายในไม่กี่เดือน ติดเชื้อพุ่งกว่า 6 หมื่นราย

บังกลาเทศเผชิญวิกฤตการระบาดของโรคหัดรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี หลังจำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งทะลุกว่า 60,000 ราย ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน และมีเด็กเสียชีวิตมากกว่า 500 คน ท่ามกลางปัญหาวัคซีนขาดแคลน

กระทรวงสาธารณสุขบังกลาเทศเปิดเผยว่า ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา จำนวนผู้ติดเชื้อโรคหัดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกรุงธากาและพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น ขณะที่หลายครอบครัวต้องพาลูกหลานเดินทางเข้าเมืองเพื่อหาที่รักษา เนื่องจากสถานพยาบาลท้องถิ่นไม่สามารถรองรับผู้ป่วยได้ 

องค์การยูนิเซฟ (UNICEF) ระบุว่าโรงพยาบาลหลายแห่งอยู่ในภาวะเกินขีดความสามารถ และต้องเร่งแยกผู้ป่วยเด็กเพื่อควบคุมการแพร่เชื้อ เนื่องจากโรคหัดเป็นโรคติดต่อที่แพร่กระจายได้ง่ายผ่านการไอและจาม โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีที่ยังไม่ได้รับวัคซีน

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การระบาดครั้งนี้เกิดจากหลายปัจจัยสะสม ทั้งช่องว่างการฉีดวัคซีนตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ความหนาแน่นของประชากร และความล่าช้าในการจัดซื้อวัคซีนของภาครัฐ

ยูนิเซฟเปิดเผยว่า หลังการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในปี 2024 รัฐบาลชั่วคราวได้เปลี่ยนแนวทางการจัดซื้อวัคซีน ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการสั่งซื้อ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการขาดแคลนวัคซีนในประเทศ

อย่างไรก็ตาม อดีตเจ้าหน้าที่รัฐบาลชั่วคราวออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว พร้อมยืนยันว่ากระบวนการจัดซื้อวัคซีนยังดำเนินต่อเนื่องตามปกติ

รัฐบาลบังกลาเทศได้เริ่มโครงการฉีดวัคซีนฉุกเฉินทั่วประเทศตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อเร่งควบคุมการระบาดและลดจำนวนผู้เสียชีวิต

แม้บางพื้นที่เริ่มมีสัญญาณว่าจำนวนผู้ติดเชื้อทรงตัว แต่ผู้เชี่ยวชาญยังคงกังวลว่า การเดินทางจำนวนมากในช่วงเทศกาลอีฎิ้ลอัดฮา อาจทำให้เชื้อโรคหัดแพร่กระจายไปยังพื้นที่ใหม่ ๆ ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ด้านกระทรวงสาธารณสุขบังกลาเทศยืนยันว่า ระบบสาธารณสุขของประเทศยังสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ และคาดว่าจำนวนผู้ติดเชื้อจะเริ่มลดลงในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า หลังประชาชนได้รับวัคซีนเพิ่มมากขึ้น.

ที่มา : BBC

สื่อลาวตีข่าว รองผู้ใหญ่บ้านในแขวงไซสมบูน แถลงขอโทษใช้คำไม่เหมาะสมแซะทีมกู้ภัยไทยช่วย 7ชีวิตติดถ้ำ

สื่อลาวตีข่าว รองผู้ใหญ่บ้านในแขวงไซสมบูน แถลงขอโทษใช้คำไม่เหมาะสมแซะทีมกู้ภัยไทยช่วย 7ชีวิตติดถ้ำ

27 พ.ค. 2569 10:18 น.

สื่อลาวตีข่าว รองผู้ใหญ่บ้านในแขวงไซสมบูน แถลงขอโทษใช้คำไม่เหมาะสมแซะทีมกู้ภัยไทยช่วย 7ชีวิตติดถ้ำ

รองผู้ใหญ่บ้านในไซสมบูนออกมาขอโทษ หลังโพสต์ข้อความถูกมองว่าไม่เหมาะสมต่อทีมกู้ภัยไทยที่เข้าช่วยภารกิจค้นหาชาวบ้าน 7 คน ติดถ้ำน้ำท่วมในเมืองล่องแจ้ง ท่ามกลางเสียงวิจารณ์หนักจากชาวลาวและไทย ขณะภารกิจกู้ภัยยังเดินหน้าต่อเนื่อง

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 นายสมชาย วิไลวง รองผู้ใหญ่บ้านในแขวงไซสมบูน ของลาว ออกมาขอโทษต่อสาธารณะ หลังโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับทีมกู้ภัยจากไทยที่เข้าร่วมภารกิจค้นหาชาวบ้าน 7 คน ซึ่งติดอยู่ภายในถ้ำที่ถูกน้ำท่วมในเขตเมืองล่องแจ้ง จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักทั้งในลาวและไทย

กระแสดราม่าเกิดขึ้นหลังนายสมชายแสดงความคิดเห็นใต้โพสต์ที่แชร์คำร้องขอความช่วยเหลือจากสมาคมอาสาสมัครลาว โดยระบุในลักษณะว่าทีมกู้ภัยไทยเข้ามาเองเพราะต้องการชื่อเสียง ซึ่งถ้อยคำที่ใช้ยังถูกมองว่าไม่ให้เกียรติอาสาสมัคร เนื่องจากใช้คำสรรพนามว่า “มัน” ่ซึ่งในภาษาลาวมักใช้กับสิ่งของหรือสัตว์ ทำให้หลายคนตีความว่าเป็นการดูหมิ่นผู้เข้าร่วมภารกิจ โดยข้อความนี้ถูกแชร์ออกไปอย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์ ก่อนเกิดเสียงวิจารณ์ตามมาเป็นวงกว้าง

ต่อมาในวันที่ 26 พฤษภาคม นายสมชายเผยแพร่วิดีโอผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว กล่าวขอโทษต่อสังคมและอาสาสมัครกู้ภัยทุกฝ่าย พร้อมยอมรับว่าความเห็นของเขาเกิดจากความเข้าใจไม่ครบถ้วน และสร้างผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้อง พร้อมยืนยันสนับสนุนทุกหน่วยงานที่กำลังช่วยเหลือชาวบ้านให้ออกจากถ้ำอย่างปลอดภัย และจะระมัดระวังไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้อีก

ขณะเดียวกัน ปฏิบัติการค้นหายังคงดำเนินต่อเนื่อง หลังชาวบ้านทั้ง 7 คนติดอยู่ภายในถ้ำตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม จากฝนตกหนักที่ทำให้น้ำไหลเข้าท่วมปากถ้ำ โดยปฏิบัติการครั้งนี้มีหลายฝ่ายเข้าร่วม ทั้งทีมอาสาสมัครลาว นักดำน้ำจากลาวและไทย เจ้าหน้าที่แพทย์ รวมถึงชาวบ้านในพื้นที่ โดยมีทางการแขวงไซสมบูนดูแลการประสานงานด้านสถานที่ ทีมแพทย์ และความปลอดภัย จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถติดต่อชาวบ้านทั้ง 7 คนได้ และภารกิจค้นหายังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางความหวังว่าจะสามารถเข้าถึงจุดที่คาดว่าทั้งหมดติดอยู่ภายในถ้ำได้ในเร็วที่สุด.

ที่มา The Laotian Times

นาซาเลือก “บลู ออริจิน” และบริษัทอวกาศเอกชนหลายราย ร่วมภารกิจพัฒนายานสำรวจ-โดรนบนดวงจันทร์

นาซาเลือก "บลู ออริจิน" และบริษัทอวกาศเอกชนหลายราย ร่วมภารกิจพัฒนายานสำรวจ-โดรนบนดวงจันทร์

27 พ.ค. 2569 09:03 น.

นาซาเลือก “บลู ออริจิน” และบริษัทอวกาศเอกชนหลายราย ร่วมภารกิจพัฒนายานสำรวจ-โดรนบนดวงจันทร์

นาซาประกาศมอบสัญญามูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ให้บริษัทอวกาศเอกชนหลายแห่ง รวมถึงบริษัท บลู ออริจิน ของมหาเศรษฐี เจฟฟ์ เบซอส เพื่อพัฒนายานลงจอด รถสำรวจ และโดรนสนับสนุนภารกิจสำรวจดวงจันทร์

นาซาประกาศมอบสัญญามูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ให้บริษัทอวกาศเอกชนหลายแห่ง รวมถึงบริษัท บลู ออริจิน ของมหาเศรษฐี เจฟฟ์ เบซอส เพื่อพัฒนายานลงจอด รถสำรวจ และโดรน สนับสนุนภารกิจสำรวจดวงจันทร์ในอนาคต

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ นาซา ประกาศมอบสัญญามูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ให้บริษัทอวกาศเอกชนหลายแห่ง เพื่อสนับสนุนภารกิจสำรวจดวงจันทร์ ภายใต้โครงการ “อาร์เทมิส” (Artemis)   ได้แก่  บริษัท แอสโทรแล็บ (Astrolab) ได้รับสัญญามูลค่า 219 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8,000 ล้านบาท เพื่อสร้างและส่งมอบยานสำรวจพื้นผิวดวงจันทร์ ขณะที่บริษัท ลูนาร์ เอาต์โพสต์ (Lunar Outpost) ได้รับสัญญาอีก 220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับพัฒนายานลักษณะเดียวกัน ด้าน บลู ออริจิน ได้รับสัญญามูลค่า 188 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อขนส่งยานสำรวจเหล่านี้ไปยังพื้นผิวดวงจันทร์ ผ่านยานลงจอดไร้มนุษย์รุ่น “มาร์ก 1” (Mark 1)

โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนระยะยาวของนาซาในการขยายขอบเขตการสำรวจอวกาศของมนุษยชาติ และเตรียมความพร้อมสำหรับภารกิจอวกาศห้วงลึกในอนาคต

นอกจากนี้ นาซายังคัดเลือกบริษัท ไฟร์เออร์ฟลาย แอโรสเปซ (Firefly Aerospace) ให้พัฒนายานอวกาศสำหรับขนส่งโดรนจากวงโคจรของโลกไปยังดวงจันทร์ ภายใต้ภารกิจ “MoonFall” ซึ่งมีกำหนดปล่อยตัวในปี 2571

แผนอาร์เทมิสฉบับปรับปรุง ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในสมัยแรกของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) มุ่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานและฐานปฏิบัติการบนดวงจันทร์ เพื่อรองรับการอยู่อาศัยและการสำรวจระยะยาว

ก่อนหน้านี้ นาซาเพิ่งปล่อยภารกิจอาร์เทมิส 2 เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยส่งนักบินอวกาศ 4 คน โคจรรอบดวงจันทร์และเดินทางกลับโลก ถือเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญ ก่อนการส่งมนุษย์ลงจอดบนดวงจันทร์อีกครั้งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2515.

ที่มา :channelnewsasia

ออสเตรเลียพบผู้เสียชีวิต “โรคคอตีบ” ครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี เผชิญการระบาดหนักสุดในรอบหลายทศวรรษ

ออสเตรเลียพบผู้เสียชีวิต "โรคคอตีบ" ครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี เผชิญการระบาดหนักสุดในรอบหลายทศวรรษ

27 พ.ค. 2569 08:02 น.

ออสเตรเลียพบผู้เสียชีวิต “โรคคอตีบ” ครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี เผชิญการระบาดหนักสุดในรอบหลายทศวรรษ

ออสเตรเลียยืนยันผู้เสียชีวิตจากโรคคอตีบรายแรกในรอบเกือบ 10 ปี ท่ามกลางการระบาดครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2534 ทางการเร่งฉีดวัคซีนในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะชุมชนห่างไกลทางตอนเหนือของประเทศ

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ออสเตรเลียยืนยันพบผู้เสียชีวิตจากโรคคอตีบ (Diphtheria) รายแรกในรอบเกือบ 10 ปี แม้จะเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน แต่ขณะนี้ออสเตรเลียกำลังเผชิญการระบาดของโรคคอตีบครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ 

รัฐมนตรีสาธารณสุขนอร์เทิร์น เทร์ริทอรี เปิดเผยว่า ผลชันสูตรจากห้องปฏิบัติการในต่างประเทศยืนยันว่าชายคนหนึ่งซึ่งเสียชีวิตเมื่อเดือนเมษายน ที่โรงพยาบาลรอยัลดาร์วิน มีสาเหตุจากโรคคอตีบ นับเป็นผู้เสียชีวิตจากโรคนี้รายแรกของออสเตรเลียนับตั้งแต่ปี 2561

รายงานข่าวระบุว่า การระบาดเริ่มถูกประกาศอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม หลังพบผู้ติดเชื้อในนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี รวมถึงรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย เซาท์ออสเตรเลีย และควีนส์แลนด์ โดยจำนวนผู้ป่วยเริ่มเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2568 ก่อนพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจนในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา  

โดยปีนี้ออสเตรเลียพบผู้ป่วยแล้วอย่างน้อย 245 ราย ถือเป็นการระบาดครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2534 โดยส่วนใหญ่พบในชุมชนชาวอะบอริจินในพื้นที่ห่างไกลของประเทศ เจ้าหน้าที่ระบุว่า ราว 60% ของผู้ป่วยทั้งหมดอยู่ในนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี รองลงมาคือเวสเทิร์นออสเตรเลียประมาณ 36% ส่วนที่เหลือพบในเซาท์ออสเตรเลียและควีนส์แลนด์

ขณะที่ทางการออสเตรเลียเร่งเดินหน้าฉีดวัคซีนในพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม มีการฉีดวัคซีนไปแล้วมากกว่า 10,400 โดส พร้อมเปิดคลินิกชั่วคราวในเมืองดาร์วิน แคทเธอรีน และอลิซสปริงส์ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงวัคซีนและสร้างความตระหนักในชุมชน 

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเน้นย้ำว่า วัคซีนยังคงเป็นมาตรการสำคัญที่สุดในการป้องกันโรค ลดการแพร่เชื้อ และลดความเสี่ยงเกิดอาการรุนแรง พร้อมเรียกร้องให้ประชาชน โดยเฉพาะวัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนกระตุ้น เข้ารับวัคซีนโดยเร็ว

รัฐบาลกลางยังประกาศจัดสรรงบประมาณ 7.2 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 170 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการฉีดวัคซีนและเพิ่มทรัพยากรด้านสาธารณสุขในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แม้จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เริ่มลดลงในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพื่อควบคุมการระบาดไม่ให้ขยายวงกว้างไปมากกว่านี้

ทั้งนี้ โรคคอตีบเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่สามารถแพร่ผ่านทางเดินหายใจหรือการสัมผัสผิวหนัง โดยชนิดที่กระทบระบบทางเดินหายใจอาจทำให้เจ็บคอ มีไข้ หายใจลำบาก และเป็นอันตรายถึงชีวิต ส่วนชนิดที่ผิวหนังมักทำให้เกิดแผลติดเชื้อเรื้อรังและหายช้า แต่โดยทั่วไปมีความรุนแรงน้อยกว่า.

ที่มา BBC

นาซาเผยแผนขั้นต่อไป ในการสร้างฐานปฏิบัติการถาวรบนดวงจันทร์

นาซาเผยแผนขั้นต่อไป ในการสร้างฐานปฏิบัติการถาวรบนดวงจันทร์

27 พ.ค. 2569 05:41 น.

นาซาเผยแผนขั้นต่อไป ในการสร้างฐานปฏิบัติการถาวรบนดวงจันทร์

นาซาเปิดเผยแผนการขั้นต่อไปในแผนการเพื่อสร้างฐานปฏิบัติการถาวรบนดวงจันทร์ ท่ามกลางการแข่งขันดาวอวกาศครั้งใหม่กับจีน ซึ่งตั้งเป้าจะส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ภายในปี 2573

เมื่อวันอังคารที่ 26 พ.ค. 2569 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ “นาซา” (NASA) เปิดเผยรายละเอียดของยานลงจอดไร้คนขับ โดรนแบบกระโดดเคลื่อนที่ (hopping drones) และยานพาหนะต่างๆ ที่มีเป้าหมายจะส่งไปยังดวงจันทร์ โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนการของสหรัฐฯ ในการสร้างฐานปฏิบัติการบนดวงจันทร์

โครงการฐานปฏิบัติการบนดวงจันทร์ของนาซา หรือ “อิกนิชัน มูน เบส” (Ignition Moon Base) แบ่งออกเป็น 3 ระยะด้วยกัน โดยนาซาต้องการส่งยานลงจอดไร้คนขับและโดรนแบบกระโดดเคลื่อนที่ไปสำรวจและจัดทำแผนที่ภูมิประเทศที่ท้าทายบนดวงจันทร์

จากนั้นจะมีการนำส่งยานพาหนะขนส่งที่สามารถขับเคลื่อนพานักบินอวกาศเดินทางไปบนพื้นผิวดวงจันทร์ รวมถึงทำหน้าที่บรรทุกอุปกรณ์การสื่อสารและเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา นาซาระบุว่าบริษัทต่างๆ ซึ่งรวมถึง บลู ออริจิน (Blue Origin), อินทูอิทิฟ แมชชีนส์ (Intuitive Machines) และ แอสโทรโบติก (Astrobotic) เป็นกลุ่มบริษัทที่ได้รับสัมปทานสัญญาในการสร้างเครื่องจักรกลอวกาศเหล่านี้

นาซาต้องการให้ยานลงจอดบนดวงจันทร์ของบริษัทบลู ออริจิน ที่มีชื่อว่า “เอนดูแรนซ์” (Endurance) มีความสามารถในการลงจอดได้อย่างแม่นยำสูง ตลอดจนมีระบบควบคุมและนำทางโดยอัตโนมัติ ขณะที่ยานลงจอด “กริฟฟิน-1” (Griffin-1) ของบริษัทแอสโทรโบติก คาดว่าจะลงจอดที่บริเวณหลุมอุกกาบาตโนบิเล (Nobile Crater) ใกล้กับขั้วใต้ของดวงจันทร์

นอกจากนี้ เครื่องจักรกลเหล่านี้จะทำหน้าที่ขนส่งเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ของนาซาไปด้วย ซึ่งรวมถึงกล้องถ่ายภาพความละเอียดสูง และเครื่องมือที่ใช้แสงเลเซอร์สะท้อนในการช่วยควบคุมการลงจอดของยานอวกาศ

คาร์ลอส การ์เซีย-กาลัน ผู้บริหารโครงการฐานปฏิบัติการบนดวงจันทร์ เปิดเผยเมื่อวันอังคารว่า ภารกิจสำรวจด้วยหุ่นยนต์ไร้คนขับนี้จะดำเนินไปจนถึงปี 2572 โดยจะมีการปล่อยยานทั้งสิ้น 25 ครั้ง และนำส่งสัมภาระน้ำหนักรวม 4 ตันไปลงจอดบนดวงจันทร์

ในขั้นต่อไป นาซาต้องการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงานนิวเคลียร์และพลังงานแสงอาทิตย์บนดวงจันทร์ ซึ่งรวมถึงเตาปฏิกรณ์ปรมาณูแบบฟิชชัน และภายในปี 2575 นาซาตั้งเป้าให้มนุษย์สามารถอยู่อาศัยบนดวงจันทร์ได้ในบ้านพักแบบ “กึ่งถาวร”

โดยจะมีการใช้รถสำรวจ (Rovers) เพื่อช่วยให้นักบินอวกาศสามารถเดินทางระยะไกลข้ามพื้นผิวที่เต็มไปด้วยโขดหินของดวงจันทร์ได้ด้วย

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ต้องการส่งชาวอเมริกันกลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้งก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะหมดวาระการดำรงตำแหน่งในปี 2571 ท่ามกลางการแข่งขันกับจีนในการส่งมนุษย์กลับสู่พื้นผิวดวงจันทร์ หมายความว่านาซากำลังอยู่ภายใต้ความกดดันที่จะต้องแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเป็นฝ่ายชนะในการแข่งขันทางอวกาศครั้งใหม่นี้

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นาซาได้ประกาศโครงการมูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อก่อสร้างฐานปฏิบัติการถาวรที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์และพลังงานแสงอาทิตย์ ณ บริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์ภายในปี 2575 โดยในวันอังคารที่ผ่านมา นายจาเรด ไอแซกแมน ผู้บริหารของนาซา กล่าวว่าการประกาศในครั้งนี้หมายความว่าสหรัฐฯ จะ “ไม่มีวันสละดวงจันทร์อีกต่อไป”

การมีฐานปฏิบัติการจะช่วยให้สหรัฐฯ สามารถทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ขุดเจาะทรัพยากรที่มีมูลค่า และเดินทางไปยังดาวอังคารได้ง่ายดายยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่ากรอบเวลาของนาซานั้นดูไม่น่าเป็นไปได้จริงในทางปฏิบัติ

แม้ว่าสหรัฐฯ จะประสบความสำเร็จในการส่งนักบินอวกาศ 4 คนเดินทางโคจรรอบดวงจันทร์ในภารกิจ อาร์เทมิส 2 (Artemis II) เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่นักวิทยาศาสตร์บางส่วนเชื่อว่าจีนน่าจะเป็นประเทศต่อไปที่ส่งมนุษย์ไปลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์ได้สำเร็จ

แผนการทั้งหมดของนาซาจำเป็นต้องพึ่งพาความพร้อมของยานอวกาศที่สามารถขนส่งมนุษย์ไปยังดวงจันทร์ได้อย่างปลอดภัย โดยบริษัท สเปซเอกซ์ (SpaceX) ของอีลอน มัสก์ ได้รับสัมปทานสัญญาในการสร้างยานอวกาศที่มีชื่อว่า “สตาร์ชิป ฮิวแมน แลนดิง ซิสเต็ม” (Starship Human Landing System) ทว่าโครงการดังกล่าวกลับต้องเผชิญกับอุปสรรคและความล่าช้ามาแล้วหลายครั้ง

“ขั้นตอนที่เป็นตัวฉุดรั้งและข้อจำกัดสำคัญในตอนนี้ คือการพานักบินอวกาศลงสู่พื้นผิวดวงจันทร์” ซิเมออน บาร์เบอร์ นักวิทยาศาสตร์ด้านดวงจันทร์อธิบาย

“สำหรับผมแล้ว ฟังดูเหมือนว่า [นาซา] รู้สึกว่าพวกเขาอยู่ในจุดที่จำเป็นต้องเริ่มประกาศว่าพวกเขามีแผนการรองรับไว้แล้ว ดังนั้นผมจึงคิดว่ามีแรงขับเคลื่อนทางการเมืองอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ค่อนข้างมาก” บาร์เบอร์กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ถังสารเคมี ระเบิดแบบยุบตัว ที่โรงงานในรัฐวอชิงตัน ตาย-เจ็บหลายราย

ถังสารเคมี ระเบิดแบบยุบตัว ที่โรงงานในรัฐวอชิงตัน ตาย-เจ็บหลายราย

27 พ.ค. 2569 04:30 น.

ถังสารเคมี ระเบิดแบบยุบตัว ที่โรงงานในรัฐวอชิงตัน ตาย-เจ็บหลายราย

เกิดเหตุถังบรรจุสารเคมีที่โรงงานในรัฐวอชิงตัน เกิดรั่วไหลและระเบิดแบบยุบตัว ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บแล้ว 10 ราย และมีการยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิตด้วย แต่ยังไม่ทราบตัวเลขที่แน่ชัด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 26 พ.ค. 2569 ว่า เจ้าหน้าที่ในรัฐวอชิงตัน ทางตะวันตกของสหรัฐฯ กำลังเร่งเข้าตรวจสอบและควบคุมสถานการณ์ หลังเกิดเหตุถังเก็บสารเคมี “ระเบิดแบบยุบตัว” (Implosion) ที่โรงงานบรรจุภัณฑ์แห่งหนึ่งเมื่อช่วงเช้าตรู่ของวันอังคารที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแต่ยังไม่ทราบจำนวนแน่ชัด และมีผู้บาดเจ็บ 10 ราย

สำนักงานดับเพลิงเมืองลองวิว (Longview) ระบุในแถลงการณ์ว่า เกิดอุบัติเหตุสารเคมีอันตรายรั่วไหลขึ้นที่โรงงาน นิปปอน ไดนาเวฟ แพคเกจจิง (Nippon Dynawave Packaging) หลังจากถังที่บรรจุ “น้ำยาขาว” (White liquor) ซึ่งเป็นสารละลายเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมกระดาษ เกิดการแตกชำรุด

โดยตามข้อมูลของรัฐระบุว่า โรงงานแห่งนี้เป็นทั้งโรงงานผลิตเยื่อกระดาษและกระดาษคราฟต์ รวมถึงมีสิ่งอำนวยความสะดวกในการผลิตบรรจุภัณฑ์ชนิดเหลว โดยมีพนักงานรวมประมาณ 1,000 คน

ระหว่างการแถลงข่าวในช่วงบ่ายวันอังคาร นายสก็อตต์ โกลด์สไตน์ หัวหน้าสำนักงานดับเพลิง เปิดเผยว่า ถังขนาด 80,000 แกลลอนซึ่งใช้สำหรับเก็บน้ำยาขาวที่มีฤทธิ์กัดกร่อนสูง มีปริมาณสารเคมีบรรจุอยู่ประมาณร้อยละ 60 ในขณะที่เกิดการแตกชำรุด

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเปิดเผยว่า มีพนักงาน 9 ราย และเจ้าหน้าที่ดับเพลิงอีก 1 ราย ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยอาการบาดเจ็บสาหัสขั้นวิกฤต โดยบางรายมีแผลไหม้จากสารเคมี

ในแถลงการณ์ร่วมระหว่างสำนักงานดับเพลิง, โรงงานนิปปอน ไดนาเวฟ แพคเกจจิง และหน่วยงานท้องถิ่น ยืนยันด้วยว่า “มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนี้” แต่ยังไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด

“พื้นที่เกิดเหตุยังคงอยู่ในขั้นตอนของการกู้ภัยและฟื้นฟู โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยฉุกเฉินกำลังเดินหน้าปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ จะยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลระบุตัวตนของผู้ได้รับบาดเจ็บหรือผู้เสียชีวิตในเวลานี้ จนกว่าจะมีการแจ้งให้ครอบครัวของพวกเขาทราบ” เจ้าหน้าที่แถลง

ด้านนายไมเคิล กอร์ซัช หัวหน้าหน่วยของสำนักงานดับเพลิงเมืองลองวิว ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ KGW 8 ก่อนหน้านี้ว่า ยังมีบุคคลที่ยังสูญหายและไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้

สำนักงานดับเพลิงระบุอีกว่า ตอนนี้ไม่มีภัยคุกคามต่อสาธารณะแบบปัจจุบันทันด่วน แต่ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุ เนื่องจากเจ้าหน้าที่กำลังทำงานร่วมกับพนักงานของนิปปอนอย่างต่อเนื่องเพื่อ “ควบคุมและจัดการกับสารเคมีรวมถึงตู้บรรจุภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

ทรัมป์โว การตรวจร่างกายประจำปี เป็นไปด้วยดีไร้ที่ติ

ทรัมป์โว การตรวจร่างกายประจำปี เป็นไปด้วยดีไร้ที่ติ

27 พ.ค. 2569 03:20 น.

ทรัมป์โว การตรวจร่างกายประจำปี เป็นไปด้วยดีไร้ที่ติ

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความยืนยันว่า การตรวจร่างกายประจำปีผ่านพ้นไปด้วยดีไร้ที่ติ ในขณะที่หลายฝ่ายกำลังจับตามองเรื่องสุขภาพของเขา ซึ่งแสดงอาการผิดปกติหลายอย่างในช่วงที่ผ่านมา

เมื่อ 26 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า การเข้ารับการตรวจร่างกายประจำปีของตนนั้นผ่านพ้นไปด้วยดีอย่าง “ไร้ที่ติ” ในขณะที่ประเด็นด้านสุขภาพของเขา ซึ่งกำลังจะมีอายุครบ 80 ปีในเดือนหน้า กำลังถูกจับตามองอย่างมาก

การตรวจร่างกายในครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 3 ของทรัมป์นับตั้งแต่กลับเข้ามารับตำแหน่งในทำเนียบขาวเมื่อปีก่อน และเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการคาดเดาที่เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพของเขา รวมถึงรอยฟกช้ำที่ปรากฏบนมือ และอาการง่วงนอนอย่างเห็นได้ชัดระหว่างการประชุม

“ทุกอย่างผ่านการตรวจเช็กอย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ” ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ระหว่างนั่งรถเดินทางกลับมายังทำเนียบขาวจากโรงพยาบาลทหาร วอลเตอร์ รีด ใกล้กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีที่มีอายุมากที่สุดในประวัติศาสตร์ที่เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่ง มักจะออกมาโอ้อวดอยู่บ่อยครั้งเกี่ยวกับความแข็งแกร่งทางร่างกายและสติปัญญาของเขา เมื่อเปรียบเทียบกับโจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต ที่ปัญหาสุขภาพเป็นเหตุให้ต้องถอนตัวจากการลงสมัครเลือกตั้งครั้งล่าสุด

เขากล่าวในห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาวเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาว่า “ผมยังรู้สึกเหมือนเดิมกับเมื่อ 50 ปีที่แล้วไม่มีผิด” แม้ว่าเขาจะนิยมทานอาหารฟาสต์ฟู้ด สเต็ก และดื่มไดเอทโค้ก (Diet Coke) พร้อมกล่าวเสริมอย่างติดตลกว่า “บางทีฟาสต์ฟู้ดอาจจะเป็นสิ่งที่ดีก็ได้”

แต่ทรัมป์เผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาอย่างยาวนานเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในเรื่องข้อมูลสุขภาพของเขา โดยเมื่อปีที่แล้วทรัมป์เข้ารับการตรวจร่างกาย 2 ครั้ง คือการตรวจตามกำหนดในเดือนเมษายน และการเดินทางไปโรงพยาบาลโดยไม่มีการประกาศล่วงหน้าในเดือนตุลาคม ทำให้เกิดข่าวลือต่างๆ นานาเกี่ยวกับสุขภาพของเขา

เมื่อฤดูร้อนปีก่อน ทำเนียบขาวเปิดเผยว่าทรัมป์ได้รับการตรวจประเมินอาการขาบวม และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดดำส่วนปลายบกพร่องเรื้อรัง ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อย โดยเกิดจากลิ้นหัวใจในหลอดเลือดดำทำงานผิดปกติ ส่งผลให้เลือดไปสะสมจนทำให้เกิดอาการบวม เป็นตะคริว และเกิดการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง

การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากมีผู้พบเห็นว่าทรัมป์มีอาการข้อเท้าบวมอยู่บ่อยครั้ง

นับตั้งแต่กลับเข้ามารับตำแหน่งในทำเนียบขาวในปี 2568 ทรัมป์มักปรากฏตัวพร้อมกับรอยฟกช้ำที่มือขวา ซึ่งมักจะถูกปกปิดไว้ด้วยเครื่องสำอางอยู่เสมอ แต่ทางทำเนียบขาวชี้แจงว่า รอยดังกล่าวเกิดจากการที่เขารับประทานยาแอสไพริน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการดูแลสุขภาพระบบหัวใจและหลอดเลือด “ตามมาตรฐาน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna