ทำเนียบขาวโต้ สื่ออิหร่านรายงานเท็จ กุเรื่องเนื้อหาร่างข้อตกลง

ทำเนียบขาวโต้ สื่ออิหร่านรายงานเท็จ กุเรื่องเนื้อหาร่างข้อตกลง

28 พ.ค. 2569 03:34 น.

ทำเนียบขาวโต้ สื่ออิหร่านรายงานเท็จ กุเรื่องเนื้อหาร่างข้อตกลง

ทำเนียบขาวของสหรัฐฯ ออกมาตอบโต้รายงานของสื่อรัฐบาลอิหร่านเกี่ยวกับร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) โดยตราหน้าว่ารายงานดังกล่าวเป็น “เรื่องที่กุขึ้นมาทั้งเพ”

เมื่อวันพุธที่ 27 พ.ค. 2569 ทีมตอบโต้เร็ว (Rapid Response) ของทำเนียบขาวโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ว่า รายงานจากสื่อที่ควบคุมโดยรัฐบาลอิหร่านนั้นไม่เป็นความจริง และร่าง MOU ที่พวกเขา “เผยแพร่” ออกมาก็เป็นเรื่องที่กุขึ้นมาเองทั้งหมด ไม่ควรมีใครหลงเชื่อสิ่งที่สื่อของรัฐบาลอิหร่านกำลังนำเสนอ “ความจริงเป็นสิ่งสำคัญ”

ก่อนหน้านี้ สื่อรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า ร่าง MOU ดังกล่าวจะกำหนดให้กองทัพสหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากพื้นที่ใกล้เคียงกับอิหร่าน และยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือต่างๆ ของอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดบางประการกลับคล้ายกับสิ่งที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เคยพูดถึงข้อตกลงที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยเจ้าหน้าที่อเมริกันระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยินดีที่จะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล ตราบใดที่อิหร่านยอมอนุญาตให้เรือพาณิชย์สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้

“ตามที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวไว้ การเจรจากำลังดำเนินไปด้วยดี และท่านได้แสดงจุดยืนที่เป็นเส้นตายไว้อย่างชัดเจนแล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์จะทำข้อตกลงที่ดีเพื่อผลประโยชน์ของชาวอเมริกันเท่านั้น ซึ่งข้อตกลงนั้นจะต้องรับประกันว่าอิหร่านจะไม่มีวันครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้” โอลิเวีย เวลส์ โฆษกทำเนียบขาวระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ จะ “ดูแล” ช่องแคบฮอร์มุซ เตือนโอมานอย่าแทรกแซง

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ จะ “ดูแล” ช่องแคบฮอร์มุซ เตือนโอมานอย่าแทรกแซง

28 พ.ค. 2569 02:25 น.

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ จะ “ดูแล” ช่องแคบฮอร์มุซ เตือนโอมานอย่าแทรกแซง

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า สหรัฐฯ จะเป็นผู้ดูแลช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ใช่อิหร่านกับโอมานตามที่เตหะรานกล่าวอ้าง และบอกด้วยว่า จะไม่มีการผ่อนคลายแรงกดดันทางเศรษฐกิจ จนกว่าอิหร่านจะทำตามข้อตกลง

เมื่อ 27 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะต้อง “เปิดกว้างสำหรับทุกคน” และสหรัฐฯ จะเป็นผู้ “เฝ้าดูแล” โดยระบุเสริมว่าเงื่อนไขเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการเจรจากับอิหร่าน ทรัมป์ยังเตือนไม่ให้โอมานเข้ามาแทรกแซง มิเช่นนั้น “เราก็จำเป็นต้องระเบิดพวกเขาซะ”

เมื่อถูกถามว่าเขาจะยอมรับข้อตกลงระยะสั้นที่จะอนุญาตให้อิหร่านและโอมานเป็นผู้ควบคุมเส้นทางเดินเรือสำคัญสายนี้หรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า “ไม่ ช่องแคบนี้จะต้องเปิดให้ทุกคนใช้งาน”

“มันเป็นน่านน้ำสากล ไม่มีใครหน้าไหนจะได้ควบคุมมัน เราต่างหากที่จะเป็นคนเฝ้าดูแล เราจะเฝ้าดูแลมันเอง แต่จะไม่มีใครได้ควบคุมทั้งนั้น” ทรัมป์กล่าว “นั่นคือส่วนหนึ่งของการเจรจาที่เรากำลังทำอยู่”

อนึ่ง อิหร่านเคยยืนกรานว่าการบริหารจัดการช่องแคบนี้ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับสหรัฐฯ แต่จะเป็นการประสานงานร่วมกับโอมาน โดยนายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านแถลงไว้เมื่อวันจันทร์ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่เจ้าหน้าที่อิหร่านคนอื่นๆ ต่างย้ำเช่นเดียวกัน

นายทรัมป์ยังยื่นคำขาดเรื่องยูเรเนียมและการผ่อนปรนทางการเงินของอิหร่าน โดยระบุว่า เขาจะไม่ยอมเห็นรัสเซียหรือจีนเป็นผู้รับมอบส่วนแบ่งยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่าน และยืนกรานว่า จะไม่มีการหารือเกี่ยวกับมาตรการผ่อนปรนทางการเงินใดๆ ให้แก่อิหร่าน จนกว่าอิหร่านจะปฏิบัติตามสัญญาของตนให้ครบถ้วน

ถ้อยแถลงดังกล่าวแสดงถึงจุดยืนที่แข็งกร้าวขึ้นในสองประเด็นสำคัญที่เป็นหัวใจหลักของการเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่กับอิหร่าน

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวว่าเขาเปิดกว้างสำหรับแนวคิดที่จะให้ยูเรเนียมดังกล่าว “ถูกทำลายทิ้งในพื้นที่นั้นเลย หรือในสถานที่อื่นที่เหมาะสม” แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดอื่น

แต่ดูเหมือนทรัมป์จะไม่เต็มใจที่จะผ่อนคลายแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน ซึ่งเป็นสิ่งที่อิหร่านพยายามเรียกร้องให้เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลง โดยเขากล่าวในวันพุธว่า “เราไม่ได้กำลังพูดถึงการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร หรือการมอบเงินให้ใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีการยกเลิกคว่ำบาตร ไม่มีเงิน ไม่มีอะไรทั้งนั้น”

“เรายังคงควบคุมเงินที่พวกเขาอ้างว่าเป็นของพวกเขาอยู่ เราจะควบคุมเงินนั้นไว้ และเมื่อพวกเขาทำตัวดีและทำในสิ่งที่ถูกต้อง เราถึงจะยอมให้พวกเขาได้เงินคืน แต่ในตอนนี้เราจะไม่ทำแบบนั้น” ทรัมป์ย้ำ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ลั่น ไม่รีบทำข้อตกลงอิหร่าน ชี้ไม่สนเลือกตั้งกลางเทอม

ทรัมป์ลั่น ไม่รีบทำข้อตกลงอิหร่าน ชี้ไม่สนเลือกตั้งกลางเทอม

28 พ.ค. 2569 01:25 น.

ทรัมป์ลั่น ไม่รีบทำข้อตกลงอิหร่าน ชี้ไม่สนเลือกตั้งกลางเทอม

โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า สหรัฐฯ จะไม่รีบร้อนทำข้อตกลงกับอิหร่าน เพราะเขาไม่สนแรงกดดันเรื่องการเลือกตั้งกลางเทอม และว่าพร้อมกลับไปใช้กำลังอีกครั้ง หากทำข้อตกลงไม่สำเร็จ

เมื่อวันพุธที่ 27 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศว่าจะผลักดันให้เกิดข้อตกลงที่ได้เปรียบเพื่อยุติสงครามกับอิหร่าน พร้อมเตือนว่าความพยายามของรัฐบาลเตหะรานที่จะยื้อเวลาเพื่อรอดูเขาพ้นตำแหน่งนั้น จะไม่มีวันสำเร็จ เพราะ “ผมไม่สนเรื่องการเลือกตั้งกลางเทอม”

“พวกเขาคิดว่าจะรอให้ผมหมดวาระไปเองใช่ไหม? คิดว่าจะถ่วงเวลาเพราะเขามีการเลือกตั้งกลางเทอมรออยู่” ทรัมป์กล่าวในระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี พร้อมทั้งปฏิเสธความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางการเมืองภายในประเทศจากสงครามครั้งนี้

“ผมไม่สนใจเรื่องการเลือกตั้งกลางเทอมหรอก ดูสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้สิ นั่นคือบทโหมโรงของการเลือกตั้งกลางเทอม ประชาชนเข้าใจเรื่องนี้ดี” เขากล่าว โดยอ้างถึงกรณีที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่เขาให้การสนับสนุน สามารถคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งขั้นต้นรอบตัดสิน (Primary Runoff) ของพรรครีพับลิกัน เพื่อชิงเก้าอี้วุฒิสภาในรัฐเท็กซัส

ประธานาธิบดีทรัมป์ยังแสดงความมั่นใจว่าสหรัฐฯ จะสามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติความขัดแย้งได้ในเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่ารัฐบาลของเขายังไม่พอใจกับเงื่อนไขในปัจจุบัน และพร้อมที่จะกลับมาเปิดฉากการสู้รบอีกครั้งหากไม่ได้รับข้อเสนอตามที่ต้องการ

“เรายังไม่พอใจกับข้อตกลงนี้ แต่เดี๋ยวเราก็คงจะพอใจ” ทรัมป์กล่าว “ไม่เช่นนั้น เราก็แค่ต้องกลับไปจัดการงานนี้ให้มันจบๆ ไป”

นอกจากนี้ เขายังยกตัวอย่างการกลับมาใช้งานอินเทอร์เน็ตได้อีกครั้งในอิหร่านเพื่อเป็นสัญญาณชี้ว่า ท่าทีที่แข็งกร้าวของรัฐบาลอิหร่านเริ่มอ่อนกำลังลง โดยอ้างว่า “ระบบเศรษฐกิจทั้งหมดของพวกเขากำลังพังทลาย” และเสริมว่า “พวกเขาแค่ต้องการจะทำข้อตกลง ผมไม่คิดว่าพวกเขาจะมีทางเลือกอื่น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิสราเอลเผย สังหารหัวหน้าฝ่ายติดอาวุธคนใหม่ของกลุ่มฮามาสแล้ว

อิสราเอลเผย สังหารหัวหน้าฝ่ายติดอาวุธคนใหม่ของกลุ่มฮามาสแล้ว

27 พ.ค. 2569 23:34 น.

อิสราเอลเผย สังหารหัวหน้าฝ่ายติดอาวุธคนใหม่ของกลุ่มฮามาสแล้ว

ทางการอิสราเอลเปิดเผยว่า กองทัพสังหารผู้นำคนใหม่ของฝ่ายติดอาวุธของกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาแล้ว ระหว่างการโจมตีทางอากาศเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

เมื่อวันพุธที่ 27 พ.ค. 2569 อิสราเอลเปิดเผยว่า กองทัพของพวกเขาสังหารนาย โมฮัมเหม็ด โอเดห์ หัวหน้าคนใหม่ของฝ่ายติดอาวุธของกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาแล้ว หลังจากเพิ่งสังหารผู้ดำรงตำแหน่งคนก่อนหน้าไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา แม้ว่าในขณะนี้จะยังคงอยู่ในช่วงข้อตกลงหยุดยิงก็ตาม

นายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอล กล่าวว่า “ผู้บัญชาการฝ่ายติดอาวุธขององค์กรก่อการร้ายฮามาสในฉนวนกาซาถูกกำจัดแล้วเมื่อวานนี้ และถูกส่งไปพบกับพรรคพวกของเขาในขุมนรก”

“เราให้คำมั่นสัญญาว่าจะกำจัดทุกคนที่มีส่วนนำในการสังหารหมู่เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม และนั่นคือสิ่งที่เราจะทำ พวกเขาทุกคนถูกตีตราว่าจะต้องตาย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม” นายคัตซ์ระบุในโพสต์บนแพลตฟอร์ม X

ขณะที่ในแถลงการณ์ร่วม กองทัพอิสราเอลและ ชินเบต (Shin Bet) ซึ่งเป็นหน่วยงานความมั่นคงภายในประเทศ ยืนยันการสังหารนายโอเดห์เมื่อวันอังคาร โดยระบุว่าเขาได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองพล “กัสซาม” (Qassam Brigades) หลังจากการสังหาร เอซเซดีน อัล-ฮัดดัด หัวหน้าคนก่อนเมื่อ 15 พ.ค.

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาฮามาสไม่เคยประกาศหรือยืนยันอย่างเป็นทางการว่า นายโอเดห์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้ากองพลดังกล่าว โดยเขาเคยดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าหน่วยข่าวกรองของกลุ่มฮามาสมาเป็นเวลานาน

นายคัตซ์ยังย้ำถึงเป้าหมายของอิสราเอลในการยุติการปกครองของกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา และบอกใบ้ถึงแผนการบังคับย้ายถิ่นฐานของผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ด้วย “แผนการย้ายถิ่นฐานโดยสมัครใจออกจากฉนวนกาซาจะถูกนำมาปฏิบัติเช่นกัน ทุกอย่างจะดำเนินการในเวลาที่เหมาะสมและในรูปแบบที่ถูกต้อง”

อนึ่ง โครงการย้ายถิ่นฐานชาวกาซา เป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากนาย เบซาเลล สมอตริช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฝ่ายขวาจัด โดยก่อนหน้านี้ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็เคยแสดงท่าทีสนับสนุนแนวคิดนี้ ก่อนที่จะล้มเลิกไป

ในเดือนกุมภาพันธ์ นายโฟลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ออกมาประณามแผนการดังกล่าว ซึ่งเขาระบุว่า มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์อย่างถาวรในฉนวนกาซา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

พบรอดชีวิตแล้ว 5 ชาวบ้านติดถ้ำน้ำท่วมที่ลาว เร่งหาอีก 2 คนที่เหลือ

พบรอดชีวิตแล้ว 5 ชาวบ้านติดถ้ำน้ำท่วมที่ลาว เร่งหาอีก 2 คนที่เหลือ

27 พ.ค. 2569 22:40 น.

พบรอดชีวิตแล้ว 5 ชาวบ้านติดถ้ำน้ำท่วมที่ลาว เร่งหาอีก 2 คนที่เหลือ

เจ้าหน้าที่กู้ภัยพบผู้รอดชีวิตแล้ว 5 ราย ในเหตุชาวบ้านติดอยู่ในถ้ำน้ำท่วมที่ลาว โดยตอนนี้พวกเขากำลังเร่งค้นหาชาวบ้านอีก 2 คนที่ยังหาไม่พบ

เมื่อวันพุธที่ 27 พ.ค. 2569 เจ้าหน้าที่กู้ภัยชาวลาวและไทยเปิดเผยว่า พบผู้รอดชีวิตแล้ว 5 รายจากทั้งหมด 7 รายที่ติดอยู่ภายในถ้ำที่ถูกน้ำท่วมขังในประเทศลาวมานานร่วมสัปดาห์ โดยตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตามหาอีก 2 คนที่ยังคงหาไม่พบ

“เราพบผู้รอดชีวิตแล้ว 5 คน และทุกคนปลอดภัยดี ขณะนี้ยังเหลืออีก 2 คนที่เรากำลังค้นหาอยู่” กลุ่มอาสากู้ภัยเพื่อประชาชน ซึ่งเป็นหน่วยกู้ภัยของลาวระบุในโพสต์บนโซเชียลมีเดีย

ขณะเดียวกัน นายเก่งกาจ บางกะวงค์ เจ้าหน้าที่กู้ภัยชาวไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “เวลา 16.30 น. เราพบเป้าหมายแล้ว พบ 5 คน และกำลังตามหาอีก 2 คนที่เหลือ”

ทางด้านหนังสือพิมพ์ “ลาวอีโคโนมิกเดลี” ซึ่งเป็นสื่อของรัฐบาลลาว ก็รายงานเช่นกันว่าพบผู้รอดชีวิตแล้ว 5 ราย

ทั้งนี้ ชาวบ้านชาวลาวจำนวน 7 คนได้เข้าไปในถ้ำแห่งหนึ่งในแขวงไซสมบูรณ์ ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคกลางของประเทศ ห่างจากกรุงเวียงจันทน์ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 125 กิโลเมตร เมื่อวันที่ 20 พ.ค. เพื่อค้นหาทองคำ แต่กลับต้องติดอยู่ภายในถ้ำหลังจากฝนตกหนักทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากเข้ามาปิดทางออก

นายมิกโก ปาซี นักดำน้ำกู้ภัยผู้เชี่ยวชาญจากประเทศฟินแลนด์ กล่าวเมื่อช่วงเช้าวันพุธว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยจำเป็นต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมายภายในถ้ำ ทั้งช่องทางคับแคบยาวหลายร้อยเมตร, น้ำที่ท่วมขัง, ความเสี่ยงจากดินถล่ม และความเสี่ยงสูงจากอากาศปนเปื้อน

นายปาซีโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียก่อนหน้านี้ว่า ทั้ง 7 คน “น่าจะติดอยู่ในโถงถ้ำส่วนปลายสุด” ซึ่งอยู่ห่างจากทางออกประมาณ 300 เมตร

“พื้นที่นี้ไม่มีใครเป็นเจ้าของ” แบง (Baeng) เจ้าหน้าที่กู้ภัยชาวลาว บอกกับสำนักข่าว AFP โดยขอให้ระบุเพียงชื่อของเขาเท่านั้น ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย “ปกติชาวบ้านมักจะเข้าไปขุดรูและหาอาหารกันที่นั่นอยู่แล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิหร่านอ้าง ได้รับร่างข้อตกลงกับสหรัฐฯ ชี้ช่วยเปิดฮอร์มุซ-ยุติปิดล้อม

อิหร่านอ้าง ได้รับร่างข้อตกลงกับสหรัฐฯ ชี้ช่วยเปิดฮอร์มุซ-ยุติปิดล้อม

27 พ.ค. 2569 21:58 น.

อิหร่านอ้าง ได้รับร่างข้อตกลงกับสหรัฐฯ ชี้ช่วยเปิดฮอร์มุซ-ยุติปิดล้อม

สื่ออิหร่านเผยว่า รัฐบาลได้รับร่างข้อตกลงเบื้องต้นแล้ว โดยจะมีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง และยุติการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ หากข้อตกลงมีผลบังคับใช้

เมื่อ 27 พค. 2569 สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่านเปิดเผยว่า รัฐบาลเตหะรานได้รับร่างกรอบการทำงานเบื้องต้นที่ยังไม่เป็นทางการ สำหรับทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับสหรัฐอเมริกา เพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างทั้ง 2 ประเทศแล้ว หลังจากเจรจาทางอ้อมมานานหลายเดือน

ภายใต้กรอบการทำงานดังกล่าว อิหร่านจะฟื้นฟูการเดินเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซให้กลับคืนสู่ระดับก่อนเกิดสงครามภายในระยะเวลาหนึ่งเดือน ในขณะที่สหรัฐฯ จะถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ใกล้เคียงกับอิหร่านและยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล

สื่ออิหร่านบอกอีกว่า กรอบการทำงานดังกล่าว ไม่รวมประเด็นเรื่องเรือของกองทัพต่างๆ แต่กำหนดให้อิหร่านเป็นผู้บริหารจัดการการจราจรของเรือผ่านช่องแคบร่วมกับประเทศโอมาน

รายงานเสริมว่า ปัจจุบันกรอบการทำงานดังกล่าวยังไม่ได้ข้อสรุปขั้นสุดท้าย และเตหะรานจะไม่ดำเนินการใดๆ จนกว่าจะมีการ “ตรวจสอบที่จับต้องได้”

แต่หากมีการตกลงในขั้นสุดท้ายได้ภายใน 60 วัน กรอบการทำงานนี้อาจได้รับการอนุมัติในฐานะมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย

อนึ่ง บันทึกความเข้าใจระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ เป็นผลมาจากการเจรจาทางอ้อมที่เริ่มขึ้นหลังสงครามปะทุเมื่อ 28 ก.พ. โดยมีปากีสถานทำหน้าที่เป็นตัวกลางหลักในการไกล่เกลี่ยระหว่างเตหะรานและวอชิงตัน

สงครามดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและอิสราเอลทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ตอบโต้กันด้วยขีปนาวุธและโดรน จนส่งผลกระทบต่อการเดินเรือในอ่าวเปอร์เซีย และดึงให้กองทัพสหรัฐฯ เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ท่ามกลางความหวั่นเกรงว่าจะกลายเป็นความขัดแย้งในภูมิภาคที่ขยายวงกว้างขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เจแปนแอร์ไลน์ผุดโปรเจกต์ “ส่งสิ่งของไปดวงจันทร์” หวังอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมโลก

เจแปนแอร์ไลน์ผุดโปรเจกต์ "ส่งสิ่งของไปดวงจันทร์" หวังอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมโลก

27 พ.ค. 2569 16:11 น.

เจแปนแอร์ไลน์ผุดโปรเจกต์ “ส่งสิ่งของไปดวงจันทร์” หวังอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมโลก

สายการบินเจแปนแอร์ไลน์ หรือ JAL เปิดโครงการส่งวัตถุทางวัฒนธรรมและสินค้าสัญลักษณ์ของญี่ปุ่นไปเก็บรักษาบนดวงจันทร์ ร่วมกับบริษัทพัฒนาทรัพยากรบนดวงจันทร์ ispace หวังปกป้องมรดกของมนุษยชาติจากภัยสงคราม ภัยธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมตั้งเป้าเป็นสายการบินแรกของโลกที่ให้บริการขนส่งสิ่งของสู่ดวงจันทร์

บริษัท เจแปนแอร์ไลน์ จำกัด (JAL) ร่วมกับ JALUX บริษัทการค้าในเครือ JAL Group และ ispace บริษัทพัฒนาทรัพยากรบนดวงจันทร์ระดับโลก ประกาศลงนามข้อตกลงร่วมกันในการเปิดตัวโครงการ “ARGO Trans-Lunar Heritage Project” หรือ ARGO PROJECT

โครงการนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกลุ่มดาวเรืออาร์โก (Argo Navis) ซึ่งเปรียบเสมือนเรือใบ ลำใหญ่ โดยมีแนวคิดหลักคือการเป็น “ยานส่งต่อมรดกทางวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่น” เนื่องจากโลกในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความเสี่ยงสูงที่ศิลปวัตถุ รวมถึงวิถีชีวิตอันล้ำค่าอาจสูญสลายไปอย่างกะทันหันจากภัยสงคราม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ รัฐบาลท้องถิ่นและบริษัทเอกชนจึงสามารถใช้บริการนี้เพื่อส่งสิ่งของที่เป็นเอกลักษณ์ วัตถุทางวัฒนธรรม หรือสินค้าที่เป็นสัญลักษณ์ขององค์กรไปจัดเก็บไว้ในสภาพแวดล้อมบนดวงจันทร์ เพื่อรอวันที่คนรุ่นหลังหรือประชากรบนดวงจันทร์ในอนาคตมาเปิดออกดู

หากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ JAL จะกลายเป็นสายการบินแห่งแรกของโลกที่ให้บริการขนส่งสิ่งของไปยังดวงจันทร์ โดยได้เริ่มเปิดรับสมัครและเปิดขายพื้นที่ขนส่งให้แก่บริษัทเอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วตั้งแต่วันที่ 27 พ.ค. เป็นต้นไป

การขนส่งในครั้งนี้จะใช้ยานลงจอดบนดวงจันทร์ ในภารกิจ “Mission 3” ของบริษัท ispace ซึ่งมีกำหนดการปล่อยตัวในปี 2028 โดยสิ่งของทั้งหมดจะถูกจัดเก็บไว้ในกล่องขนส่งอวกาศพิเศษที่มีชื่อว่า “Möbius Ark” ที่มีความยาวประมาณ 20 เซนติเมตร กว้าง 20 เซนติเมตร และสูง 10 เซนติเมตร โดยภายในจะถูกแบ่งเป็นช่องย่อยๆ สำหรับจัดวางสิ่งของ

กล่องดังกล่าวผลิตด้วยวัสดุพิเศษที่สามารถทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่รุนแรงบนพื้นผิวดวงจันทร์ เพื่อปกป้องสิ่งของภายในได้ในระยะยาว โดยเมื่อยานเดินทางถึงและจัดวางกล่อง Möbius Ark บนพื้นผิวดวงจันทร์เรียบร้อยแล้ว จะมีการถ่ายภาพส่งกลับมายังโลกเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันความสำเร็จด้วย

โปรเจกต์นี้จะถูกแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 4 เฟสหลัก โดยเฟส 1 ในปัจจุบัน เป็นการพัฒนาตู้คอนเทนเนอร์ และเปิดรับสมัครและคัดเลือกสิ่งของทางวัฒนธรรมที่จะส่งไปดวงจันทร์ ส่วนเฟส 2 จะเป็นการปล่อยจรวดเพื่อขนส่งตู้คอนเทนเนอร์จากวงโคจรโลกมุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์ ขณะที่เฟส 3 ยานจะลงจอดบนพื้นดวงจันทร์ และทำการติดตั้งตู้คอนเทนเนอร์ในจุดที่กำหนด และเฟส 4 เป็นการจัดเก็บตู้คอนเทนเนอร์ในระยะยาว เพื่อรอการส่งมอบมรดกวัฒนธรรมสู่มนุษยชาติบนดวงจันทร์ในอนาคต

โครงการนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของภาคธุรกิจอวกาศในญี่ปุ่น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากต้นทุนในการปล่อยจรวดที่ลดต่ำลงอย่างมาก

นายโยสึเกะ เอโนโมโตะ ผู้จัดการอาวุโสของบริษัท PwC Consulting ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจอวกาศ ให้ความเห็นว่า “ในปัจจุบัน บริษัทที่ไม่เคยทำธุรกิจเกี่ยวกับอวกาศมาก่อน ต่างพยายามมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ โดยการนำเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญของตนเองมาปรับใช้”

อย่างไรก็ตาม เขาระบุเพิ่มเติมว่าการเดินทางไปอวกาศยังคงมีราคาแพงเกินไปสำหรับผู้บริโภคทั่วไป ซึ่งการที่จะทำให้การขนส่งหรือการเดินทางในลักษณะนี้แพร่หลายได้ในอนาคต จำเป็นต้องมีการรับรองความปลอดภัยขั้นสูง รวมถึงการพัฒนาทางเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนให้ต่ำลงกว่าที่เป็นอยู่

การก้าวเข้าสู่ธุรกิจอวกาศของ JAL Group ในครั้งนี้ ถือเป็นการนำประสบการณ์ด้านการขนส่งทางอากาศที่ยาวนานกว่า 70 ปี มาต่อยอดเพื่อสร้างเครือข่ายการขนส่งใหม่ไปยังดวงจันทร์ และมุ่งหวังที่จะสร้างสังคมที่การขนส่งสู่อวกาศกลายเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับทุกคนในอนาคต.

ที่มา JAPAN AIRLINES / KYODO NEWS

นักเคลื่อนไหวจีนล่องเรือยางหนีเข้าเกาหลีใต้ คาดขอลี้ภัยทางการเมือง

นักเคลื่อนไหวจีนล่องเรือยางหนีเข้าเกาหลีใต้ คาดขอลี้ภัยทางการเมือง

27 พ.ค. 2569 15:24 น.

นักเคลื่อนไหวจีนล่องเรือยางหนีเข้าเกาหลีใต้ คาดขอลี้ภัยทางการเมือง

อดีตตำรวจและนักเคลื่อนไหวชาวจีนวัย 68 ปี หลบหนีออกจากจีนด้วยเรือยางขนาดเล็ก ก่อนถูกพบลอยลำในน่านน้ำเกาหลีใต้ หลังถูกรัฐบาลจีนตามล่าตัวมานานหลายปี ด้านพรรคฝ่ายค้านเกาหลีใต้จี้รัฐบาลคุ้มครองตามหลักมนุษยธรรมและส่งตัวไปแคนาดาอย่างปลอดภัย

ทนายความของนายตง กวางผิง วัย 68 ปี นักเคลื่อนไหวและผู้แปรพักตร์ชาวจีนชื่อดัง ยืนยันว่า ลูกความของเขาได้หลบหนีออกจากประเทศจีนโดยการนั่งเรือยางขนาด 3.3 เมตร ที่ติดตั้งเครื่องยนต์ขนาด 9.9 แรงม้า ข้ามน่านน้ำสากลมายังประเทศเกาหลีใต้

หน่วยยามฝั่งแทอันของเกาหลีใต้เปิดเผยว่า เรือประมงลำหนึ่งได้พบตัวนายตงในสภาพลอยลำอยู่กลางทะเล ห่างจากชายฝั่งตะวันตกของเกาหลีใต้ประมาณ 38 ไมล์ทะเล (ราว 70 กิโลเมตร) เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา (25 พ.ค.) ซึ่งจุดดังกล่าวถือเป็นเส้นทางแนวตรงที่สั้นที่สุดระหว่างจีนและเกาหลีใต้ โดยมีระยะทางรวมประมาณ 310 กิโลเมตร จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เข้าควบคุมตัวเขาในข้อหาละเมิดกฎหมายคนเข้าเมือง และนำตัวไปสอบสวนเพิ่มเติม

นายตง กวางผิง ถือเป็นบุคคลที่ทางการจีนต้องการตัวอย่างมาก จากประวัติการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ยาวนาน โดยเขาเคยรับราชการเป็นตำรวจ แต่ถูกไล่ออกหลังจากร่วมลงนามในคำร้องเรียนครบรอบ 10 ปี เหตุการณ์ปราบปรามผู้ประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเมิน เมื่อปี 1989 ในปี 2001 เขาถูกจำคุกเป็นเวลา 3 ปีในข้อหา “ยั่วยุให้เกิดการล้มล้างอำนาจรัฐ” และถูกจับกุมอีกครั้งในปี 2014 จากการจัดกิจกรรมรำลึกเหตุการณ์เทียนอันเมิน

เขาเคยพาครอบครัวหนีไปยังประเทศไทย และได้รับสถานะผู้ลี้ภัยจากสหประชาชาติ แต่ในปี 2015 ทางการไทยได้ส่งตัวเขากลับให้ตำรวจจีน ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากองค์กรสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้เขายังเคยพยายามหลบหนีไปยังเวียดนามและไต้หวัน แต่ก็ถูกส่งตัวกลับจีนในท้ายที่สุด

ปัจจุบัน ครอบครัวของเขาได้รับสิทธิ์ลี้ภัยและพำนักอยู่ที่ประเทศแคนาดา ทำให้นายคิม จู-กวาง ทนายความชาวเกาหลีใต้ระบุว่า กรณีของลูกความรายนี้ “มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเป็นกรณีการลี้ภัยทางการเมือง”

แม้เกาหลีใต้จะเปิดให้ยื่นขอสิทธิ์ลี้ภัยทางการเมืองมาตั้งแต่ปี 1994 แต่ในทางปฏิบัติ มีผู้สมัครเพียงจำนวนน้อยมากที่ได้รับการอนุมัติ เนื่องจากมาตรการคัดกรองที่เข้มงวดและขั้นตอนที่ล่าช้าของรัฐบาลเกาหลีใต้

อย่างไรก็ตาม พรรคพลังประชาชนซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านของเกาหลีใต้ ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลมอบ “การคุ้มครองอย่างเต็มรูปแบบ” แก่นายตง โดยนายชู ฮยอน-ชุล โฆษกพรรคระบุในแถลงการณ์ว่า “รัฐบาลควรดำเนินมาตรการทางมนุษยธรรมอย่างเร่งด่วน เพื่อให้มั่นใจว่าเขาจะสามารถเดินทางไปแคนาดาได้อย่างปลอดภัย ซึ่งที่นั่นมีครอบครัวของเขากำลังรอคอยอยู่ด้วยความกังวล นี่คือความรับผิดชอบพื้นฐานในฐานะรัฐประชาธิปไตยที่เสรี”

ขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ เช่นเดียวกับสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงโซลและกระทรวงการต่างประเทศจีน ซึ่งยังไม่มีการตอบรับต่อการขอความเห็นในกรณีดังกล่าว

กรณีของนายตงไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ในเดือนสิงหาคม 2023 เคยมีกรณีของนายควอน พยอง นักเคลื่อนไหวชาวจีนอีกราย ที่สร้างความฮือฮาด้วยการขี่เจ็ตสกี เป็นระยะทางกว่า 300 กิโลเมตร พร้อมหอบถังน้ำมันสำรองมาถึง 5 ถัง ฝ่าคลื่นลมทะเลจากจีนมายังเกาหลีใต้ ก่อนจะถูกศาลเกาหลีใต้ตัดสินลงโทษจำคุกแต่ให้รอลงอาญาในข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมาย.

ที่มา AFP / Reuters

ญี่ปุ่นผ่านกฎหมายตั้ง “สภาข่าวกรองแห่งชาติ” รวบศูนย์ข้อมูลรับมือภัยคุกคามโลก

ญี่ปุ่นผ่านกฎหมายตั้ง "สภาข่าวกรองแห่งชาติ" รวบศูนย์ข้อมูลรับมือภัยคุกคามโลก

27 พ.ค. 2569 14:34 น.

ญี่ปุ่นผ่านกฎหมายตั้ง “สภาข่าวกรองแห่งชาติ” รวบศูนย์ข้อมูลรับมือภัยคุกคามโลก

รัฐสภาญี่ปุ่นผ่านกฎหมายจัดตั้ง “สภาข่าวกรองแห่งชาติ” เพื่อรวมศูนย์ข้อมูลด้านความมั่นคงและรับมือภัยคุกคามจากต่างประเทศ ตามนโยบายด้านความมั่นคงของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ แต่ฝ่ายคัดค้านเตือนอาจเปิดทางให้รัฐใช้อำนาจเกินขอบเขตและกระทบเสรีภาพประชาชน

รัฐสภาญี่ปุ่นมีมติเห็นชอบผ่านกฎหมายจัดตั้ง “สภาข่าวกรองแห่งชาติ” (National Intelligence Council) เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลข่าวกรองด้านความมั่นคงและความปลอดภัยสาธารณะ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมด้วยรัฐมนตรีอีก 9 คน เช่น เลขาธิการคณะรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

กฎหมายฉบับนี้ถือเป็นผลงานชิ้นสำคัญของ นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทากาอิจิ ที่ประกาศเดินหน้านโยบายเชิงรุกเพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านข่าวกรองและการต่อต้านการจารกรรม โดยเธอระบุว่า ปัจจุบันญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่ซับซ้อนที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2

นายกฯ ทากาอิจิ กล่าวต่อรัฐสภาว่า “เพื่อรักษาไว้ซึ่งสันติภาพและความเจริญรุ่งเรือง รวมถึงสกัดกั้นวิกฤตการณ์ร้ายแรงล่วงหน้า มันจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่สุดในการจัดตั้งระบบที่ประชาคมข่าวกรองสามารถสนับสนุนการตัดสินใจที่ถูกต้องของผู้นำนโยบายได้อย่างแข็งแกร่ง” 

เดิมทีระบบข่าวกรองของญี่ปุ่นมีความกระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ แต่กฎหมายใหม่นี้จะตั้ง “สำนักข่าวกรองแห่งชาติ” ขึ้นมาเป็นฝ่ายเลขานุการ เพื่อบูรณาการและประสานงานข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม และองค์กรอื่นๆ อย่างเบ็ดเสร็จ

ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นมักเผชิญข้อครหาจากนานาชาติว่ามีนโยบายและการบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการจารกรรมที่หละหลวมเกินไป จนบางฝ่ายถึงกับขนานนามประเทศนี้ว่าเป็น “แดนสวรรค์ของสายลับ”  การปฏิรูปครั้งนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การป้องกันสายลับต่างชาติ การต่อต้านการก่อการร้าย การปกป้องเทคโนโลยีที่มีความอ่อนไหว ตลอดจนการรับมือภัยคุกคามสมัยใหม่อย่างการโจมตีทางไซเบอร์และการบิดเบือนข้อมูลเพื่อแทรกแซงการเลือกตั้งผ่านโซเชียลมีเดีย

นอกจากนี้ ประเด็นดังกล่าวได้รับการผลักดันอย่างเร่งด่วนยิ่งขึ้น หลังจากเกิดข้อพิพาททางการทูตกับรัฐบาลจีน จากกรณีที่นายกฯ ทากาอิจิ เคยส่งสัญญาณเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วว่าญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงทางทหาร หากจีนพยายามใช้กำลังเข้ายึดครองไต้หวัน

แม้กฎหมายจะผ่านสภาสูงได้สำเร็จด้วยการสนับสนุนจากพรรคฝ่ายค้านบางส่วน แต่ก็ต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะจาก พรรคประชาธิปไตยรัฐธรรมนูญแห่งญี่ปุ่น (CDPJ) ซึ่งเป็นแกนนำฝ่ายค้านหลัก ที่มองว่ากฎหมายฉบับนี้ล้มเหลวในการระบุขอบเขตให้รัฐสภาสามารถตรวจสอบการทำงานของหน่วยข่าวกรองได้ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาความโปร่งใสในกระบวนการประชาธิปไตย

กลุ่มผู้คัดค้านและประชาชนได้รวมตัวประท้วงทั่วประเทศ โดยแสดงความกังวลใน 2 ประเด็น คือการละเมิดสิทธิเสรีภาพ เนื่องจากหวั่นเกรงว่าการขยายอำนาจของหน่วยงานข่าวกรองจะนำไปสู่การสอดแนมที่เกินขอบเขต และล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวของประชาชน รวมถึงความเสี่ยงด้านสงคราม เนื่องจากความพยายามเพิ่มขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศของรัฐบาลทากาอิจิ อาจเป็นการลากความสัมพันธ์ของญี่ปุ่นเข้าสู่ความขัดแย้งด้วยอาวุธระดับนานาชาติ

การผ่านกฎหมายครั้งนี้เป็นเพียงก้าวแรก โดยรัฐบาลญี่ปุ่นมีแผนจะจัดตั้งสภาและสำนักข่าวกรองแห่งชาติอย่างเร็วที่สุดในเดือนกรกฎาคมนี้ พร้อมตั้งคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญเพื่อหารือเกี่ยวกับกฎหมายต่อต้านการจารกรรมเพิ่มเติม

นอกจากนี้ นายกฯ ทากาอิจิ ยังระบุถึงแผนการในอนาคตที่อาจต้องพิจารณาระบบลงทะเบียนกลุ่มบุคคลที่ดำเนินกิจกรรมล็อบบี้ให้รัฐบาลต่างชาติ รวมถึงเป้าหมายสูงสุดในการจัดตั้ง “หน่วยงานข่าวกรองกรองภายนอกประเทศ” เป็นของตัวเอง โดยคาดว่าจะมีการจัดทำนโยบายเพื่อเสนอเป็นร่างกฎหมายต่อรัฐสภาอีกครั้งในสมัยประชุมสภาปี 2027.

ที่มา Kyodo / AFP

สหภาพแรงงานซัมซุง โหวตรับดีลขึ้นโบนัส แผนกชิปรับสูงสุดคนละ 13 ล้านบาท

สหภาพแรงงานซัมซุง โหวตรับดีลขึ้นโบนัส แผนกชิปรับสูงสุดคนละ 13 ล้านบาท

27 พ.ค. 2569 13:23 น.

สหภาพแรงงานซัมซุง โหวตรับดีลขึ้นโบนัส แผนกชิปรับสูงสุดคนละ 13 ล้านบาท

สหภาพแรงงานของ “ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์” มีมติเห็นชอบข้อตกลงค่าจ้างและโบนัสฉบับใหม่ ยุติแผนการประท้วงหยุดงานครั้งใหญ่ ส่งผลให้พนักงานฝ่ายชิปเตรียมรับโบนัสก้อนโตเป็นหุ้นบริษัท มูลค่าสูงสุดถึงคนละ 600 ล้านวอน (ราว 13 ล้านบาท) แต่ข้อตกลงนี้เริ่มส่อเค้าสร้างความไม่พอใจระหว่างแผนกอื่นที่ได้เงินน้อยกว่า

สหภาพแรงงานของบริษัท ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ เปิดเผยว่า สมาชิกสหภาพได้ลงคะแนนเสียงอนุมัติข้อตกลงร่วมฉบับใหม่กับฝ่ายบริหารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งข้อตกลงที่ให้ผลตอบแทนโบนัสประจำปีอย่างมหาศาลนี้ ช่วยคลายความกังวลของหลายฝ่ายเกี่ยวกับโอกาสที่จะเกิดการหยุดชะงักในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์โลก เนื่องจากความต้องการชิปสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ในการลงคะแนนเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ตลอด 6 วันที่ผ่านมา มีสมาชิกสหภาพแรงงานเข้าร่วมใช้สิทธิ์สูงถึง 95% โดย 73.7% จากผู้ลงคะแนนทั้งหมด 62,616 คนของสองสหภาพที่ใหญ่ที่สุดในบริษัท ได้ลงมติเห็นชอบข้อตกลงชั่วคราวดังกล่าว และในวันเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมลงนามในข้อตกลงอย่างเป็นทางการ โดยฝ่ายบริหารได้ให้คำมั่นที่จะร่วมมือกับสหภาพเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทในเวทีโลกต่อไป

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ฝ่ายบริหารและสหภาพแรงงานเผชิญหน้ากันมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เกี่ยวกับโครงสร้างโบนัสตามผลงานที่ผูกกับกำไรในธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI จนเกือบจะนำไปสู่การประท้วงหยุดงานนาน 18 วัน ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้เพียง 1 ชั่วโมงก่อนกำหนดเวลาเริ่มประท้วงเมื่อวันที่ 21 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งหากมีการประท้วงหยุดงานจริงจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ เนื่องจากเฉพาะซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ บริษัทเดียวมีสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) สูงถึง 12.5% และชิปหน่วยความจำก็คิดเป็น 35% ของยอดการส่งออกทั้งหมดของประเทศ

ภายใต้ข้อตกลงระยะยาว 10 ปีฉบับใหม่นี้ ซัมซุงจะจัดสรรโบนัสผลประกอบการพิเศษสำหรับแผนกเซมิคอนดักเตอร์คิดเป็น 10.5% ของกำไรจากการดำเนินงานของแผนกโดยไม่มีเพดานจำกัด และบวกเงินสดเพิ่มอีก 1.5% ซึ่งโบนัสพิเศษนี้จะจ่ายให้ในรูปแบบของ “หุ้นบริษัท” ตลอดระยะเวลาอย่างน้อย 10 ปี โดยผูกกับเป้าหมายที่ท้าทาย คือ แผนกชิปจะต้องทำกำไรจากการดำเนินงานประจำปีให้ได้มากกว่า 200 ล้านล้านวอน ในช่วงปี 2026-2028 และมากกว่า 100 ล้านล้านวอนในช่วงปี 2029-2035 โดยโบนัสก้อนนี้จะแบ่ง 40% ให้กับภาพรวมของแผนก และอีก 60% จะกระจายไปยังหน่วยธุรกิจย่อยแต่ละหน่วย

จากผลคาดการณ์ที่ว่ากำไรจากการดำเนินงานของซัมซุงอาจแตะระดับ 300 ล้านล้านวอนในปีนี้ ส่งผลให้พนักงานในแผนกชิปที่มีอยู่ราว 28,000 คน จากพนักงานทั้งหมด 125,000 คนในเกาหลีใต้ จะมีสิทธิ์ได้รับเงินโบนัสสูงถึงประมาณ 600 ล้านวอนต่อคน (ราว 13 ล้านบาท)

เงินโบนัสจำนวนมหาศาลนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยสกัดไม่ให้วิศวกรที่มีความสามารถไปทำงานในต่างประเทศ อย่างเช่นบริษัท เทสลา ในสหรัฐฯ เท่านั้น แต่มันยังสร้างปรากฏการณ์ทางสังคมในเกาหลีใต้อย่างมาก โดยก่อนหน้านี้พนักงานของบริษัทคู่แข่งอย่าง เอสเค ไฮนิกส์ (SK hynix) ได้รับโบนัสมากกว่าซัมซุงถึง 3 เท่าในปีที่แล้ว จนทำให้เสื้อแจ็กเก็ตปักโลโก้ SK hynix กลายเป็นไวรัลในโซเชียลมีเดียและถูกล้อเลียนว่าเป็น “ตั๋วทองคำ” ที่ใช้เดินเข้าชมบูติกหรูหรือเพิ่มโอกาสในการนัดเดต

สำนักข่าวยอนฮัปรายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจาก Sunoo บริษัทจัดหาคู่ชื่อดังระบุว่า ปัจจุบันงานที่ซัมซุงและเอสเค ไฮนิกส์ กลายเป็นสิ่งการันตีและช่วย “เพิ่มมูลค่าในตลาดการแต่งงาน” โดยดัชนีความน่าปรารถนาพุ่งสูงขึ้นจนไล่เลี่ยกับอาชีพดั้งเดิมที่ทรงเกียรติอย่างแพทย์และทนายความไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้กลับสร้างความตึงเครียดภายในองค์กรอย่างรุนแรง เนื่องจากทำให้เกิดช่องว่างและดึงความขัดแย้งระหว่างพนักงานในแผนกเซมิคอนดักเตอร์ที่มีกำไรสูง กับแผนกอื่น ๆ ที่กำไรทรงตัวหรือลดลง เช่น แผนกมือถือ แผนกจอภาพ และเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน

ล่าสุดเมื่อวันอังคาร สหภาพแรงงานขนาดเล็กที่เป็นตัวแทนของพนักงานนอกแผนกชิปได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอคุ้มครองชั่วคราวในการระงับข้อตกลงดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แผนกชิปอย่างไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ ความไม่พอใจยังลามไปยังบริษัทในเครือของซัมซุง เช่น Samsung Display, Samsung SDI และ Samsung Electro-Mechanics ที่จดทะเบียนแยกกันและได้โบนัสน้อยกว่ามาก ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ถือหุ้นรายย่อยบางส่วนก็แสดงความไม่พอใจและขู่จะดำเนินการทางกฎหมาย เนื่องจากมองว่าข้อตกลงนี้ไม่ผ่านความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้น

ยิ่งไปกว่านั้น การบรรลุข้อตกลงโบนัสของซัมซุงยังได้กลายเป็นชนวนกระตุ้นให้สหภาพแรงงานในภาคส่วนอื่น ๆ ของเกาหลีใต้ ตั้งแต่ไบโอเทคโนโลยี ยานยนต์ อู่ต่อเรือ ไปจนถึงอุตสาหกรรมไอที หันมาเรียกร้องขอส่วนแบ่งกำไรของบริษัทในรูปแบบของโบนัสที่สูงขึ้นตามไปด้วย จนทำให้เกิดการถกเถียงในระดับรัฐบาลว่า เม็ดเงินกำไรที่ได้จากยุค AI ควรจะถูกกระจายอย่างไร โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบประธานาธิบดีได้เสนอแนวคิด “เงินปันผลแห่งชาติ” เพื่อนำภาษีส่วนเกินจากธุรกิจ AI ไปสนับสนุนโครงการสวัสดิการสังคมแทนการกระจุกตัวอยู่แค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง.

ที่มา AFP / Yonhap