อาเซียนออกแผนฉุกเฉินรับมือสงครามอิหร่าน หวั่นวิกฤตราคาน้ำมัน-เศรษฐกิจทรุด

อาเซียนออกแผนฉุกเฉินรับมือสงครามอิหร่าน หวั่นวิกฤตราคาน้ำมัน-เศรษฐกิจทรุด

9 พ.ค. 2569 07:17 น.

อาเซียนออกแผนฉุกเฉินรับมือสงครามอิหร่าน หวั่นวิกฤตราคาน้ำมัน-เศรษฐกิจทรุด

ผู้นำอาเซียนเห็นชอบแผนฉุกเฉินรับผลกระทบสงครามอิหร่าน เร่งหารือสำรองน้ำมัน-โครงข่ายไฟฟ้าร่วม หวั่นเศรษฐกิจและแรงงานในตะวันออกกลางกระทบหนัก

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ที่ประชุมผู้นำชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน เห็นชอบ แผนฉุกเฉินเพื่อรับมือผลกระทบจากสงครามระหว่างอิหร่าน กับสหรัฯ และอิสราเอล ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนประจำปีที่จังหวัดเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ท่ามกลางความกังวลต่อราคาพลังงาน เศรษฐกิจ และความปลอดภัยของแรงงานในตะวันออกกลาง

รายงานระบุว่า ฟิลิปปินส์ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากสงครามครั้งนี้ เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม โดยประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ สั่งลดความหรูหราและพิธีการต่างๆ ของการประชุม เพื่อสะท้อนภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญแรงกดดัน

แผนฉุกเฉินของอาเซียนประกอบด้วยหลายมาตรการ อาทิ การเร่งให้สัตยาบันข้อตกลงแบ่งปันเชื้อเพลิงฉุกเฉินระหว่างประเทศสมาชิก การวางแผนจัดตั้งโครงข่ายไฟฟ้าระดับภูมิภาค การสร้างคลังสำรองน้ำมัน รวมถึงการกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อลดการพึ่งพาพื้นที่เสี่ยง นอกจากนี้ ผู้นำอาเซียนยังเห็นชอบให้ส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า และศึกษาการใช้เทคโนโลยีพลังงานใหม่ รวมถึงพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีมาร์กอสยอมรับว่า การสร้างคลังน้ำมันสำรองระดับภูมิภาคและระบบโครงข่ายไฟฟ้าร่วมกันเป็นเรื่องซับซ้อนและอาจต้องใช้เวลานาน โดยตั้งคำถามว่า คลังน้ำมันสำรองจะถูกเก็บไว้ในประเทศเดียว หรือกระจายอยู่ทั่วอาเซียน ผู้นำฟิลิปปินส์กล่าวว่า แม้แนวคิดโครงข่ายไฟฟ้าร่วมจะถูกพูดถึงมาหลายปี แต่ปัจจุบันยังดำเนินการได้เพียงในระดับจำกัด อย่างไรก็ตาม ผู้นำอาเซียนยังคงมุ่งมั่นผลักดันให้เกิดขึ้นจริง เพราะทุกประเทศกำลังได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญในการประชุม คือ ความกังวลเกี่ยวกับการอพยพแรงงานอาเซียนในตะวันออกกลาง หากสถานการณ์กลับมาปะทุรุนแรงอีกครั้ง เนื่องจากมีชาวอาเซียนมากกว่า 1 ล้านคนทำงานและอาศัยอยู่ในภูมิภาคนี้

นอกจากสถานการณ์ตะวันออกกลางแล้ว ผู้นำอาเซียนยังหารือประเด็นสำคัญในภูมิภาค ทั้งข้อพิพาททะเลจีนใต้ สงครามกลางเมืองในเมียนมาที่ดำเนินมากว่า 5 ปี และความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา.

ที่มา AP

ทรัมป์ประกาศหยุดยิงรัสเซีย-ยูเครน 3 วัน แลกเชลยฝ่ายละ 1,000 คน

ทรัมป์ประกาศหยุดยิงรัสเซีย-ยูเครน 3 วัน แลกเชลยฝ่ายละ 1,000 คน

9 พ.ค. 2569 05:57 น.

ทรัมป์ประกาศหยุดยิงรัสเซีย-ยูเครน 3 วัน แลกเชลยฝ่ายละ 1,000 คน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศรัสเซีย-ยูเครนตกลงหยุดยิง 3 วัน ช่วง 9-11 พ.ค. พร้อมแลกเชลยศึกฝ่ายละ 1,000 คน เซเลนสกียืนยันข้อตกลงแล้ว

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศผ่าน Truth Social ว่า รัสเซียและยูเครนต่างบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 3 วัน ในสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปี พร้อมเตรียมแลกเปลี่ยนเชลยศึกฝ่ายละ 1,000 คน  โดยข้อตกลงหยุดยิงจะมีผลระหว่างวันที่ 9-11 พฤษภาคม เพื่อเปิดทางสู่การเจรจายุติสงคราม 

ทรัมป์ระบุว่า เขาเป็นผู้ร้องขอให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงโดยตรง พร้อมขอบคุณทั้งประธานาธิบดีปูตินและประธานาธิบดีเซเลนสกีที่ตอบรับข้อเสนอ โดยย้ำว่า การหยุดยิงครั้งนี้จะรวมถึงการระงับปฏิบัติการทางทหารทั้งหมด และการแลกเปลี่ยนเชลยศึกฝ่ายละ 1,000 คน ซึ่งเซเลนสกีก็ยืนยันเรื่องดังกล่าวแล้วเช่นกัน

หลังจากนั้นไม่นาน นายโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ยืนยันผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า มีการตกลงหยุดยิงชั่วคราวจริง ภายใต้ความพยายามของสหรัฐฯ ในการผลักดันการเจรจาสันติภาพ

ด้านนายยูรี อูชาคอฟ ผู้ช่วยประธานาธิบดีรัสเซีย เปิดเผยว่า ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นจากการหารือทางโทรศัพท์ระหว่างประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน กับทรัมป์ รวมถึงการประสานงานระหว่างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และรัฐบาลยูเครน นอกจากนี้ นายอูชาคอฟระบุว่า ผู้นำทั้งสองยังหารือถึงวันแห่งชัยชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 ของรัสเซีย ซึ่งตรงกับวันที่ 9 พฤษภาคม และต่างย้ำว่ารัสเซียกับสหรัฐฯ เคยเป็นพันธมิตรกันในสงครามโลกครั้งที่ 2

ก่อนหน้านี้ รัสเซียเพิ่งประกาศหยุดยิงฝ่ายเดียว 2 วัน เนื่องในวันแห่งชัยชนะ ขณะที่ยูเครนระบุว่า เคยเสนอแนวคิดหยุดยิงเช่นกัน แต่ไม่ได้รับการตอบรับจากรัสเซีย ขณะที่การเจรจายุติสงครามยังเผชิญอุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นแคว้นโดเนตสก์ ทางตะวันออกของยูเครน ซึ่งปัจจุบันรัสเซียควบคุมพื้นที่ราว 3 ใน 4 ของภูมิภาค นอกจากนี้รัสเซียเรีกยร้องให้ยูเครนถอนทหารออกจากพื้นที่ที่ยังยึดครองอยู่ ขณะที่รัฐบาลยูเครนยืนยันจะไม่ยอมสละดินแดนที่ยังอยู่ภายใต้การควบคุม.

ที่มา Aljazeera

ภูเขาไฟอินโดนีเซียปะทุ พ่นเถ้าถ่านสูง 10 กม. นักปีนเขาดับ 3 ศพ กู้ภัยเร่งค้นหาอีก 2 คนที่ยังสูญหาย

ภูเขาไฟอินโดนีเซียปะทุ พ่นเถ้าถ่านสูง 10 กม. นักปีนเขาดับ 3 ศพ กู้ภัยเร่งค้นหาอีก 2 คนที่ยังสูญหาย

9 พ.ค. 2569 00:23 น.

ภูเขาไฟอินโดนีเซียปะทุ พ่นเถ้าถ่านสูง 10 กม. นักปีนเขาดับ 3 ศพ กู้ภัยเร่งค้นหาอีก 2 คนที่ยังสูญหาย

ภูเขาไฟ “ดูโกโน” ในอินโดนีเซียปะทุรุนแรง พ่นเถ้าถ่านสูงกว่า 10 กม. นักปีนเขาเสียชีวิต 3 ศพ เจ้าหน้าที่ชี้นักท่องเที่ยวฝ่าฝืนเขตอันตราย

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุภูเขาไฟ “ดูโกโน” บนเกาะมาลูกูเหนือของอินโดนีเซีย ปะทุอย่างรุนแรงเมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ ส่งผลให้นักปีนเขาเสียชีวิต 3 ศพ หลังฝ่าฝืนคำเตือนและขึ้นไปในพื้นที่อันตรายใกล้ปล่องภูเขาไฟ โดยภาพวิดีโอและภาพถ่ายจากจุดเกิดเหตุเผยให้เห็นกลุ่มเถ้าถ่านและควันภูเขาไฟพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงราว 10 กิโลเมตร ขณะที่แรงระเบิดยังพ่นหินและวัสดุภูเขาไฟออกจากปล่องอย่างต่อเนื่อง

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้เสียชีวิตประกอบด้วยชาวสิงคโปร์ 2 คน เป็นชายอายุ 27 และ 30 ปี ส่วนอีกรายเป็นหญิงชาวอินโดนีเซียจากเมืองเทอร์นาเต โดยทั้งหมดอยู่ในคณะนักปีนเขา 20 คน ซึ่งมีทั้งชาวสิงคโปร์และอินโดนีเซีย

รายงานระบุว่า นักปีนเขากลุ่มนี้ขึ้นไปบนภูเขาไฟแม้ทางการมีคำเตือนห้ามเข้าใกล้พื้นที่เสี่ยงจากการปะทุ โดยหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่สามารถอพยพนักปีนเขาส่วนใหญ่ลงจากภูเขาและส่งตัวรักษาที่โรงพยาบาลได้แล้ว อย่างไรก็ตาม ร่างผู้เสียชีวิตทั้ง 3 รายยังคงติดอยู่บนภูเขา

นอกจากนี้มีรายงานว่า ภารกิจค้นหาและกู้ศพเป็นไปอย่างยากลำบาก จากการปะทุซ้ำหลายครั้ง สภาพภูมิประเทศที่อันตราย และแรงระเบิดจากปล่องภูเขาไฟ โดยนายเออร์ลิกสัน ปาซาริบู ผู้บัญชาการตำรวจเขตนอร์ทฮาลมาเฮรา เปิดเผยว่า ปฏิบัติการกู้ศพต้องหยุดชั่วคราวในช่วงค่ำวันศุกร์ และจะกลับมาดำเนินการอีกครั้งในวันเสาร์ 

ทางด้านพยานซึ่งเป็นไกด์นำทางบนภูเขาเล่าว่า ก่อนเกิดเหตุเขาได้ยินแรงสั่นสะเทือนจากภายในภูเขาไฟ จึงรีบพานักท่องเที่ยวลงจากเขาทันที และรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด ขณะเดียวกันยังเห็นนักปีนเขาหลายคนอยู่บริเวณยอดเขา รวมถึงบางกลุ่มเข้าใกล้ขอบปล่องเพื่อถ่ายคลิปโดรน

ทางด้านสำนักงานสำรวจภูเขาไฟอินโดนีเซียจัดระดับเตือนภัยภูเขาไฟดูโกโนไว้ที่ระดับ 2 จากทั้งหมด 4 ระดับ และแนะนำตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567 ให้ประชาชนหลีกเลี่ยงกิจกรรมภายในรัศมี 4 กิโลเมตรจากปล่องหลัก เนื่องจากเสี่ยงต่อหินภูเขาไฟ เถ้าถ่าน ลาวา และการปะทุฉับพลัน.

เพนตากอนเปิดแฟ้มลับ UFO ครั้งใหญ่ ปล่อยคลิป ภาพ เอกสารชุดแรก หลังทรัมป์สั่งเปิดข้อมูลมนุษย์ต่างดาว

เพนตากอนเปิดแฟ้มลับ UFO ครั้งใหญ่ ปล่อยคลิป ภาพ เอกสารชุดแรก หลังทรัมป์สั่งเปิดข้อมูลมนุษย์ต่างดาว

8 พ.ค. 2569 21:32 น.

เพนตากอนเปิดแฟ้มลับ UFO ครั้งใหญ่ ปล่อยคลิป ภาพ เอกสารชุดแรก หลังทรัมป์สั่งเปิดข้อมูลมนุษย์ต่างดาว

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เปิดเผยไฟล์ลับ UFO-UAP ที่ไม่เคยเผยแพร่มาก่อน พร้อมทยอยปล่อยคลิป ภาพ และเอกสารเพิ่มต่อเนื่องตามคำสั่ง “โดนัลด์ ทรัมป์” 

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน เปิดเผยเอกสารและไฟล์ข้อมูลเกี่ยวกับ UFO หรือวัตถุบินปริศนา หรือ  ที่ระบุว่าไม่เคยเผยแพร่มาก่อน  หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีคำสั่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมาให้หน่วยงานรัฐเริ่มเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตนอกโลกและปรากฏการณ์ลึกลับบนท้องฟ้า

เพนตากอนระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ขณะนี้ประชาชนสามารถเข้าถึงเอกสารลับที่ถูกปลดชั้นความลับเกี่ยวกับ UAP หรือ “ปรากฏการณ์ผิดปกติที่ไม่สามารถระบุได้” (Unidentified Anomalous Phenomena) ซึ่งเป็นคำเรียกสมัยใหม่ของ UFO ได้ทันที โดยระบุว่า วิดีโอ ภาพถ่าย และเอกสารต้นฉบับล่าสุดเกี่ยวกับ UAP จากหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ทั้งหมด ถูกรวบรวมไว้ในที่เดียว โดยไม่จำเป็นต้องมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลลับ 

นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังเปิดเผยว่า จะทยอยเผยแพร่ข้อมูลเพิ่มเติมเป็นระยะทุกๆ หลายสัปดาห์ เมื่อมีการค้นพบและปลดชั้นความลับเอกสารเพิ่มเติม

โดยกระแสความสนใจเรื่องมนุษย์ต่างดาวกลับมาร้อนแรงอีกครั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา กล่าวในพอดแคสต์ว่า “เอเลียนมีจริง แต่ผมไม่เคยเห็น” ก่อนจะออกมาชี้แจงภายหลังว่า ระหว่างดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เขาไม่พบหลักฐานว่ามนุษย์ต่างดาวเคยติดต่อกับโลก หลังจากนั้นไม่นาน ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social สั่งการให้เพนตากอนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มกระบวนการเปิดเผยแฟ้มข้อมูลของรัฐบาลเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตนอกโลก 

ด้านนายจาเร็ด ไอแซกแมน ผู้บริหารองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ นาซา ออกมาชื่นชมทรัมป์ที่ผลักดันความโปร่งใสต่อประชาชนในประเด็น UAP โดยระบุว่า นาซาจะยังคงเปิดเผยข้อมูลตามข้อเท็จจริง ทั้งสิ่งที่มนุษย์รู้แล้ว สิ่งที่ยังไม่เข้าใจ และสิ่งที่ยังรอการค้นพบ พร้อมย้ำว่า การสำรวจและแสวงหาความรู้ คือหัวใจสำคัญของภารกิจนาซาในการไขความลับของจักรวาล.

ที่มา CNN ,  war.gov

9 ปมร้อน “ไวรัสฮันตา” ระบาดบนเรือสำราญ กลางมหาสมุทรแอตแลนติก

9 ปมร้อน “ไวรัสฮันตา” ระบาดบนเรือสำราญ กลางมหาสมุทรแอตแลนติก

8 พ.ค. 2569 18:23 น.

9 ปมร้อน “ไวรัสฮันตา” ระบาดบนเรือสำราญ กลางมหาสมุทรแอตแลนติก

9 ปมร้อน “ไวรัสฮันตา” ระบาดบนเรือสำราญ กลางมหาสมุทรแอตแลนติก คาดสายพันธุ์ Andes virus พบในอเมริกาใต้ อาจแพร่จากคนสู่คน จุดเริ่มต้นสามีภรรยาชาวดัตช์ เสียชีวิต มีประวัติท่องเที่ยว ในอเมริกาใต้ก่อนขึ้นเรือ แม้ไทยยังไม่มีการระบาด แต่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus) ซึ่งเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมีสัตว์ฟันแทะ เช่น หนูนา หนูบ้าน เป็นพาหะหลัก ปัจจุบันประเทศไทยพบการติดเชื้อในระดับต่ำ และไม่มีการระบาดเป็นวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและการป้องกันตนเองอย่างถูกต้อง

ไวรัสฮันตาสามารถแพร่สู่คนได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของหนู ได้แก่ ปัสสาวะ อุจจาระ และน้ำลาย โดยการติดเชื้อที่พบบ่อยที่สุด คือ การสูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนอุจจาระ ปัสสาวะ และน้ำลายของหนูที่มีเชื้อ รองลงมา คือ การสัมผัสเชื้อแล้วนำมือไปสัมผัสบริเวณจมูก ปาก หรือดวงตา และบางกรณีอาจติดเชื้อจากการถูกหนูกัดแต่โอกาสเกิดมีน้อย

ขณะที่การติดต่อจากคนสู่คนพบได้น้อยมาก และจำกัดเฉพาะบางสายพันธุ์เท่านั้น เมื่อเชื้อไวรัสฮันตาเข้าสู่ร่างกาย จะมีระยะฟักตัวประมาณ 1 – 8 สัปดาห์ โดยอาการเริ่มแรกจะคล้ายไข้หวัด มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ร่วมกับมีอาการของระบบทางเดินอาหาร (ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน) ต่อมาผู้ป่วยอาจพัฒนาเป็นอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้

ซึ่งอาการของโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มอาการระบบทางเดินหายใจ(Hantavirus Cardiopulmonary Syndrome: HCPS) พบในแถบทวีปอเมริกา มีความรุนแรงสูง ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หายใจลำบาก มีภาวะน้ำท่วมปอด และเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว 2. กลุ่มอาการไข้เลือดออกร่วมกับภาวะไตวาย (Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome: HFRS) พบในแถบทวีปยุโรปและเอเชีย ผู้ป่วยจะมีความดันโลหิตต่ำ การแข็งตัวของเลือดผิดปกติทำให้เลือดออกง่าย และมีภาวะไตวาย

ความรุนแรงของโรคขึ้นกับสายพันธุ์ของไวรัส โดยเฉพาะกลุ่มอาการที่มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ อาจมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 20 – 40 ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หายใจลำบาก น้ำท่วมปอด เกิดภาวะช็อกและเสียชีวิตได้ โดยผู้ป่วยจะมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะหรือวัคซีนป้องกันโรคฮันตาไวรัส การรักษาจึงเป็นแบบประคับประคองตามอาการ เช่น การให้ออกซิเจน การใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือการฟอกไตในรายที่มีภาวะไตวาย ดังนั้น การเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็วเมื่อมีอาการ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้ สำหรับประเทศไทยมีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากเคยพบผู้ป่วยเพียงรายเดียว สายพันธุ์ที่พบมีความรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์ในทวีปอเมริกา และไม่พบการแพร่ระบาดในประเทศไทย

แม้โรคฮันตาไวรัสในประเทศไทยจะยังมีความเสี่ยงต่ำ แต่การรู้เท่าทันและป้องกันตนเองอย่างเหมาะสม จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อ และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ไวรัสฮันตาคืออะไร “กรมควบคุมโรค” เผยที่มาโรค – วิธีการป้องกัน ย้ำไทยเสี่ยงต่ำ

ไวรัสฮันตาคืออะไร "กรมควบคุมโรค" เผยที่มาโรค - วิธีการป้องกัน ย้ำไทยเสี่ยงต่ำ

8 พ.ค. 2569 14:15 น.

ไวรัสฮันตาคืออะไร “กรมควบคุมโรค” เผยที่มาโรค – วิธีการป้องกัน ย้ำไทยเสี่ยงต่ำ

“ไวรัสฮันตาคืออะไร” โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน มีพาหะหลักคือ “สัตว์ฟันแทะ” กรมควบคุมโรคแนะวิธีป้องกันที่เหมาะสม ย้ำประเทศไทยพบติดเชื้อในระดับต่ำ ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะหรือวัคซีนป้องกัน

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 มีรายงานว่า นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus) ซึ่งเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมีสัตว์ฟันแทะ เช่น หนูนา หนูบ้าน เป็นพาหะหลัก ปัจจุบันประเทศไทยพบการติดเชื้อในระดับต่ำ และไม่มีการระบาดเป็นวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและการป้องกันตนเองอย่างถูกต้อง

นายแพทย์มณเฑียร กล่าวว่า ไวรัสฮันตาสามารถแพร่สู่คนได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของหนู ได้แก่ ปัสสาวะ อุจจาระ และน้ำลาย โดยการติดเชื้อที่พบบ่อยที่สุด คือ การสูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนอุจจาระ ปัสสาวะ และน้ำลายของหนูที่มีเชื้อ รองลงมา คือ การสัมผัสเชื้อแล้วนำมือไปสัมผัสบริเวณจมูก ปาก หรือดวงตา และบางกรณีอาจติดเชื้อจากการถูกหนูกัดแต่โอกาสเกิดมีน้อย ขณะที่การติดต่อจากคนสู่คนพบได้น้อยมาก และจำกัดเฉพาะบางสายพันธุ์เท่านั้น เมื่อเชื้อไวรัสฮันตาเข้าสู่ร่างกาย จะมีระยะฟักตัวประมาณ 1 – 8 สัปดาห์ โดยอาการเริ่มแรกจะคล้ายไข้หวัด มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ร่วมกับมีอาการของระบบทางเดินอาหาร (ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน) 

ต่อมาผู้ป่วยอาจพัฒนาเป็นอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้ ซึ่งอาการของโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มอาการระบบทางเดินหายใจ (Hantavirus Cardiopulmonary Syndrome: HCPS) พบในแถบทวีปอเมริกา มีความรุนแรงสูง ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หายใจลำบาก มีภาวะน้ำท่วมปอด และเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว 

2. กลุ่มอาการไข้เลือดออกร่วมกับภาวะไตวาย (Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome: HFRS) พบในแถบทวีปยุโรปและเอเชีย ผู้ป่วยจะมีความดันโลหิตต่ำ การแข็งตัวของเลือดผิดปกติทำให้เลือดออกง่าย และมีภาวะไตวาย

นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า ความรุนแรงของโรคขึ้นกับสายพันธุ์ของไวรัส โดยเฉพาะกลุ่มอาการที่มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ อาจมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 20 – 40 ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หายใจลำบาก น้ำท่วมปอด เกิดภาวะช็อกและเสียชีวิตได้ โดยผู้ป่วยจะมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที 

ซึ่งปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะหรือวัคซีนป้องกันโรคฮันตาไวรัส การรักษาจึงเป็นแบบประคับประคองตามอาการ เช่น การให้ออกซิเจน การใช้เครื่องช่วยหายใจหรือการฟอกไตในรายที่มีภาวะไตวาย ดังนั้น การเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็วเมื่อมีอาการ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้ สำหรับประเทศไทยมีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากเคยพบผู้ป่วยเพียงรายเดียว สายพันธุ์ที่พบมีความรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์ในทวีปอเมริกา และไม่พบการแพร่ระบาดในประเทศไทย

คำแนะนำสำหรับประชาชนในการป้องกันโรคฮันตาไวรัส เน้นการลดการสัมผัสระหว่างคนและหนูเป็นหลัก ได้แก่ 

1. หลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่อับอากาศหรือสถานที่ที่อาจมีหนูอาศัยอยู่ เช่น ห้องเก็บของหรืออาคารที่ปิดทิ้งไว้นาน

2. หากจำเป็นต้องทำความสะอาดพื้นที่ที่สงสัยว่ามีหนู ควรหลีกเลี่ยงการกวาดหรือดูดฝุ่น เพราะจะทำให้เชื้อฟุ้งกระจาย ควรใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น โซเดียมไฮโปคลอไรต์ (น้ำยาซักผ้าขาว) ฉีดพ่นให้เปียกก่อนเช็ดทำความสะอาด
3. รักษาความสะอาดบ้านเรือนและสถานที่ทำงานไม่ให้เป็นแหล่งอาหาร และเพาะพันธุ์ของหนู อุดช่องโหว่ ปิดทางเข้าออกไม่ให้หนูเข้ามาในอาคาร

4. หมั่นล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดอยู่เสมอ

“แม้โรคฮันตาไวรัสในประเทศไทยจะยังมีความเสี่ยงต่ำ แต่การรู้เท่าทันและป้องกันตนเองอย่างเหมาะสม จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อ และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422”

ด่วน! ภูเขาไฟ “ดุโกโน” อินโดนีเซียปะทุ นักเดินป่าดับ 3 สูญหายอีก 10

ด่วน! ภูเขาไฟ "ดุโกโน" อินโดนีเซียปะทุ นักเดินป่าดับ 3 สูญหายอีก 10

8 พ.ค. 2569 14:05 น.

ด่วน! ภูเขาไฟ “ดุโกโน” อินโดนีเซียปะทุ นักเดินป่าดับ 3 สูญหายอีก 10

เกิดเหตุสลดหลังภูเขาไฟ “ดุโกโน” ทางตะวันออกของอินโดนีเซีย ปะทุรุนแรงเมื่อเช้าวันศุกร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้นักเดินป่าเสียชีวิตอย่างน้อย 3 คน และยังสูญหายอีก 10 คน

ตำรวจจังหวัดนอร์ทฮาลมาเฮรา ทางตะวันออกของอินโดนีเซียเปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตประกอบด้วยชาวต่างชาติ 2 คน และชาวอินโดนีเซียจากเมืองเทอร์นาเตอีก 1 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยระบุว่า ก่อนหน้านี้มีรายงานนักเดินป่าสูญหายมากถึง 20 คน ในจำนวนนี้ 9 คนเป็นชาวสิงคโปร์

ด้านสื่อท้องถิ่นของอินโดนีเซียรายงานว่า ผู้เสียชีวิต 2 รายอาจเป็นชาวสิงคโปร์ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันสัญชาติอย่างเป็นทางการ

ภูเขาไฟดุโกโน ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดมาลูกูเหนือ ปะทุเมื่อเวลา 07.41 น. ตามเวลาท้องถิ่น พ่นกลุ่มควันและเถ้าถ่านสูงขึ้นไปบนท้องฟ้ากว่า 10 กิโลเมตร พร้อมเสียงระเบิดดังสนั่น

สำนักงานธรณีวิทยาของอินโดนีเซียเตือนว่า กลุ่มควันเถ้าถ่านอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และอาจกระทบต่อการเดินทางในพื้นที่ แม้ขณะนี้ยังไม่มีรายงานเที่ยวบินได้รับผลกระทบ

ล่าสุด เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียระดมกำลังกู้ภัย ตำรวจ และหน่วยค้นหาหลายสิบชีวิต เร่งค้นหาผู้สูญหายท่ามกลางสภาพพื้นที่อันตราย ขณะที่ระดับเตือนภัยของภูเขาไฟอยู่ในระดับ 3 จาก 4 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูง

ทางการอินโดนีเซียระบุว่า พื้นที่รอบปล่องภูเขาไฟถูกสั่งปิดห้ามนักท่องเที่ยวเข้าใกล้มาตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน หลังตรวจพบกิจกรรมภูเขาไฟเพิ่มขึ้น แต่ยังคงมีนักเดินป่าลักลอบเข้าไปในพื้นที่

ภูเขาไฟดุโกโนถือเป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ปะทุต่อเนื่องยาวนานที่สุดของอินโดนีเซีย โดยเกิดการปะทุอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1933 และมักพ่นเถ้าถ่านกับก๊าซซัลเฟอร์ออกมาเป็นระยะ

เส้นทางเดินป่าไปยังภูเขาไฟแห่งนี้ขึ้นชื่อว่าเข้าถึงยากและอันตราย นักท่องเที่ยวต้องเดินทางทั้งเครื่องบิน เรือ และรถยนต์ ก่อนเดินเท้าผ่านป่าทึบเข้าสู่พื้นที่เถ้าถ่านและกำมะถันรอบปล่องภูเขาไฟ

เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความสะเทือนใจในอินโดนีเซียและสิงคโปร์ ขณะที่ครอบครัวของผู้สูญหายต่างเฝ้ารอข่าวอย่างมีความหวัง ท่ามกลางภารกิจค้นหาที่ยังดำเนินต่อไปอย่างเร่งด่วน.

ที่มา : channelnewsasia

ญี่ปุ่นผวาหมีทำร้ายคน ดับรายแรกของปี 2026 ตำรวจสอบเพิ่มอีก 2 ศพต้องสงสัย

ญี่ปุ่นผวาหมีทำร้ายคน ดับรายแรกของปี 2026 ตำรวจสอบเพิ่มอีก 2 ศพต้องสงสัย

8 พ.ค. 2569 11:53 น.

ญี่ปุ่นผวาหมีทำร้ายคน ดับรายแรกของปี 2026 ตำรวจสอบเพิ่มอีก 2 ศพต้องสงสัย

ญี่ปุ่นยืนยันพบผู้เสียชีวิตจากการถูกหมีทำร้ายเป็นรายแรกของปี 2026 ขณะที่ตำรวจเร่งสอบสวนการเสียชีวิตอีก 2 ราย ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการโจมตีของหมีเช่นกัน หวั่นปัญหาหมีบุกพื้นที่ชุมชนลุกลาม

กระทรวงสิ่งแวดล้อมญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตรายแรกเป็นหญิงวัย 55 ปี ในจังหวัดอิวาเตะ ทางตอนเหนือของประเทศ โดยเสียชีวิตตั้งแต่วันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ตำรวจกำลังตรวจสอบการเสียชีวิตอีก 2 กรณี หนึ่งในนั้นคือการเสียชีวิตของคุมากาอิ ชิโยโกะ วัย 69 ปี ซึ่งหายตัวไปหลังเข้าไปเก็บพืชป่าบนภูเขาในจังหวัดอิวาเตะ ก่อนจะพบศพมีบาดแผลบริเวณใบหน้าและศีรษะ คล้ายถูกสัตว์ป่าตะปบด้วยกรงเล็บ ในพื้นที่อิวาเตะเมื่อวันพฤหัสบดี ส่วนอีกรายพบในป่าจังหวัดยามากาตะเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทำให้ทางการท้องถิ่นเตรียมส่งพรานออกลาดตระเวนพื้นที่เพื่อเฝ้าระวังหมีเพิ่มเติม

ญี่ปุ่นเผชิญปัญหาหมีทำร้ายคนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปีงบประมาณล่าสุด มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากหมีถึง 216 คน เพิ่มขึ้นอย่างมากจากปีก่อนที่มีผู้บาดเจ็บ 82 คน และเสียชีวิต 3 ราย

เฉพาะปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นมีผู้เสียชีวิตจากหมีโจมตีสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 13 คน

นักวิทยาศาสตร์มองว่า วิกฤตครั้งนี้เกิดจากจำนวนประชากรหมีที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่จำนวนประชากรมนุษย์ในชนบทลดลง ทำให้พื้นที่ป่าและชุมชนเริ่มทับซ้อนกันมากขึ้น

นอกจากนี้ ผลผลิตลูกโอ๊ก ซึ่งเป็นอาหารหลักของหมี ลดลงในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้หมีจำนวนมากออกจากป่าเพื่อหาอาหารใกล้ชุมชน

รัฐบาลญี่ปุ่นต้องส่งกำลังทหารและตำรวจปราบจลาจลเข้าช่วยจับและควบคุมหมี โดยในแต่ละปีมีหมีหลายพันตัวถูกกำจัด

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นมีหมีสีน้ำตาลอาศัยอยู่เฉพาะบนเกาะฮอกไกโด โดยจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในรอบ 30 ปี เป็นมากกว่า 11,500 ตัว ส่วนหมีดำญี่ปุ่น พบได้ในหลายพื้นที่ของประเทศ รวมถึงเกาะฮอนชู ซึ่งครอบคลุมจังหวัดอิวาเตะและยามากาตะ

เมื่อปี 2024 รัฐบาลญี่ปุ่นตัดสินใจเพิ่มหมี เข้าไปในรายชื่อสัตว์ที่ต้องควบคุมประชากร ถือเป็นการเปลี่ยนนโยบายครั้งสำคัญ หลังที่ผ่านมาเคยให้การคุ้มครองจนจำนวนหมีเพิ่มขึ้นอย่างมาก.

ที่มา : channelnewsasia

“หมอจำเป็น” บนเรือสำราญเล่าสถานการณ์ หลังไวรัสฮันตาระบาดกลางทะเล

“หมอจำเป็น” บนเรือสำราญเล่าสถานการณ์ หลังไวรัสฮันตาระบาดกลางทะเล

8 พ.ค. 2569 11:26 น.

“หมอจำเป็น” บนเรือสำราญเล่าสถานการณ์ หลังไวรัสฮันตาระบาดกลางทะเล

แพทย์ที่มาพักผ่อนบนเรือสำราญ MV Hondius บอกเล่าประสบการณ์ และการควบคุมการระบาดบนเรือ หลังต้องกลายมาเป็นแพทย์จำเป็นดูแลผู้ป่วยแทนแพทย์ประจำเรือที่ล้มป่วย เนื่องจากการระบาดของไวรัสฮันตาบนเรือ

สตีเฟน คอร์นเฟลด์ แพทย์ที่เดินทางมาพักผ่อนบนเรือสำราญ MV Hondius กลับต้องกลายเป็น “หมอจำเป็น” หลังแพทย์ประจำเรือล้มป่วยระหว่างเกิดการระบาด

คอร์นเฟลด์ให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่า ช่วงแรกมีผู้ป่วยเพียงไม่กี่คน แต่ภายในเวลา 12 ถึง 24 ชั่วโมง สถานการณ์เริ่มรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้เขาค่อย ๆ กลายเป็นหมอประจำเรือโดยไม่ทันตั้งตัว

แพทย์รายนี้ใช้เวลา 5 สัปดาห์บนเรือ และช่วยดูแลผู้โดยสารท่ามกลางความตึงเครียดจากการกักตัวและความหวาดกลัวเรื่องการติดเชื้อ

อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่าผู้โดยสารส่วนใหญ่แทบไม่ได้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย และหลายคนถูกแยกกักตัวมานานหลายสัปดาห์แล้ว ทำให้เชื่อว่าผู้โดยสารส่วนใหญ่มีโอกาสปลอดภัยและสามารถลงจากเรือได้ในเร็ว ๆ นี้

ขณะนี้ยังมีผู้โดยสารและลูกเรือ 146 คน จาก 23 ประเทศ อยู่บนเรือภายใต้มาตรการควบคุมโรคอย่างเข้มงวด โดยเรือมีกำหนดเดินทางถึงหมู่เกาะคานารีของสเปนในวันอาทิตย์นี้

การระบาดบนเรือสำราญครั้งนี้ถูกจับตามองอย่างมาก เนื่องจากหลายฝ่ายมองว่าบรรยากาศคล้ายกับช่วงแรกของการระบาดโควิด-19 โดยเฉพาะกรณีที่ผู้โดยสารบางส่วนเดินทางแยกย้ายไปหลายประเทศก่อนจะทราบถึงการติดเชื้อ

WHO ยืนยันว่า แม้สถานการณ์ยังต้องติดตามใกล้ชิด แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าการแพร่ระบาดจะขยายวงกว้างในระดับเดียวกับโควิด พร้อมเดินหน้าประสานหลายประเทศเพื่อติดตามผู้สัมผัสเสี่ยงต่อไป.

ที่มา : CNN

ส่องมาตรการคุมเข้มไวรัสฮันตาของหลายประเทศ หลังพบผู้ติดเชื้อกระจายหลายทวีป

ส่องมาตรการคุมเข้มไวรัสฮันตาของหลายประเทศ หลังพบผู้ติดเชื้อกระจายหลายทวีป

8 พ.ค. 2569 11:02 น.

ส่องมาตรการคุมเข้มไวรัสฮันตาของหลายประเทศ หลังพบผู้ติดเชื้อกระจายหลายทวีป

หลายประเทศทั่วโลกเร่งติดตามและควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสฮันตา หลังองค์การอนามัยโลกยืนยันพบผู้ติดเชื้ออย่างน้อย 5 ราย ที่เชื่อมโยงกับเรือสำราญ MV Hondius 

สถานการณ์ล่าสุดของการแพร่ระบาดของไวรัสฮันตาจนถึงขณะนี้ ยอดผู้เสียชีวิตยังอยู่ที่ 3 ราย ได้แก่ คู่สามีภรรยาชาวดัตช์ และชาวเยอรมัน 1 ราย โดยผู้เสียชีวิตรายแรกคือชายชาวดัตช์วัย 70 ปี ที่เริ่มมีอาการไข้ ปวดศีรษะ ปวดท้อง และท้องเสีย ก่อนเสียชีวิตบนเรือเมื่อวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา

ปัจจุบันยังมีผู้โดยสารและลูกเรืออีก 146 คน จาก 23 ประเทศ รวมถึงชาวอเมริกัน 17 คน อยู่บนเรือภายใต้มาตรการควบคุมเข้มงวด โดยเรือมีกำหนดเทียบท่าที่หมู่เกาะคานารีของสเปนในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ก่อนส่งผู้โดยสารกลับประเทศของตน

สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลในระดับนานาชาติ เพราะมีผู้โดยสารบางส่วนลงจากเรือและเดินทางต่อไปหลายประเทศก่อนจะทราบถึงการระบาด ทำให้หลายฝ่ายเปรียบเทียบกับช่วงเริ่มต้นของการระบาดโควิด-19

ด้าน องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ระบุว่า เชื้อที่พบเกี่ยวข้องกับ ไวรัสฮันตาสายพันธุ์แอนดีส ซึ่งเป็นไวรัสหายากที่สามารถแพร่จากคนสู่คนได้ในบางกรณีผ่านการสัมผัสใกล้ชิด แม้คาดว่าอาจพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม แต่ยังไม่มีสัญญาณว่าจะเกิดการระบาดใหญ่แบบโควิด

ล่าสุด มีรายงานว่าหลายประเทศเริ่มใช้มาตรการติดตามผู้สัมผัสเสี่ยงและเฝ้าระวังอาการอย่างเข้มงวดแล้ว โดยมีการดำเนินการดังนี้ 

ที่เนเธอร์แลนด์ ผู้โดยสาร 3 คนที่ถูกอพยพออกจากเรือเดินทางถึงประเทศแล้วเพื่อเข้ารับการรักษา ประกอบด้วยชาวอังกฤษ 1 คน ชายชาวเยอรมันวัย 65 ปี และลูกเรือชาวดัตช์วัย 41 ปี โดย 2 คนมีอาการหนัก ขณะเดียวกัน สถาบันสาธารณสุขของเนเธอร์แลนด์กำลังตรวจผู้ที่มีอาการหลังสัมผัสผู้ติดเชื้อบนเครื่องบิน รวมถึงลูกเรือสายการบิน KLM รายหนึ่งที่ใกล้ชิดกับหญิงชาวดัตช์วัย 69 ปี ซึ่งเสียชีวิตในแอฟริกาใต้เมื่อเดือนก่อน

ในแอฟริกาใต้ ชายชาวอังกฤษที่ล้มป่วยบนเรือเมื่อวันที่ 27 เมษายน ถูกส่งตัวเข้ารักษาในห้องไอซียูของโรงพยาบาลเอกชนในนครโจฮันเนสเบิร์ก โดย WHO ระบุว่าอาการเริ่มดีขึ้นแล้ว

ด้านสวิตเซอร์แลนด์ WHO เปิดเผยว่ามีผู้โดยสารรายหนึ่งเดินทางกลับประเทศหลังลงจากเรือ และผลตรวจยืนยันติดเชื้อไวรัสฮันตา ขณะนี้อยู่ระหว่างการรักษาในนครซูริก

สหราชอาณาจักรประกาศให้ชาวอังกฤษ 2 คนที่ลงจากเรือบนเกาะเซนต์เฮเลนาเมื่อวันที่ 24 เมษายน กักตัวที่บ้านเพื่อเฝ้าระวังอาการ หลังอาจสัมผัสเชื้อ ขณะเดียวกัน ทางการยังติดตามชาวอังกฤษอีกหลายคนที่เกี่ยวข้องกับเที่ยวเรือลำนี้

ในสหรัฐฯ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขกำลังเฝ้าติดตามผู้โดยสารหลายรายที่เดินทางกลับประเทศแล้ว รวมถึงชาวรัฐเวอร์จิเนีย 1 คน และผู้โดยสารในรัฐเท็กซัส จอร์เจีย แอริโซนา และแคลิฟอร์เนีย ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่แสดงอาการป่วย

สิงคโปร์เปิดเผยว่า ชายชาวสิงคโปร์ 2 คน วัยประมาณ 60 ปี กำลังกักตัวและเข้ารับการตรวจหาเชื้อ โดยหนึ่งในนั้นมีอาการน้ำมูกไหลเล็กน้อย ส่วนอีกรายยังไม่แสดงอาการ

ทางการแคนาดาระบุว่า มีผู้กักตัวเฝ้าระวังแล้ว 3 คน ในรัฐออนแทรีโอและควิเบก หนึ่งในนั้นไม่ได้อยู่บนเรือ แต่โดยสารเที่ยวบินเดียวกับผู้โดยสารที่เกี่ยวข้องกับการระบาด

ส่วนฝรั่งเศส กระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยว่า พบผู้สัมผัสเสี่ยง 8 คน ซึ่งไม่ได้อยู่บนเรือ แต่เดินทางบนเที่ยวบินเดียวกับผู้ติดเชื้อระหว่างเกาะเซนต์เฮเลนาและนครโจฮันเนสเบิร์ก โดยมี 1 คนเริ่มแสดงอาการเล็กน้อยและอยู่ระหว่างตรวจหาเชื้อ

ขณะเดียวกัน อาร์เจนตินากำลังเร่งสอบสวนต้นตอการติดเชื้อ โดยตรวจสอบเส้นทางเดินทางของคู่สามีภรรยาชาวดัตช์ก่อนขึ้นเรือสำราญ รวมถึงเตรียมส่งทีมลงพื้นที่ดักจับหนูในจุดเสี่ยง เนื่องจากสัตว์ชนิดนี้เป็นพาหะสำคัญของไวรัสฮันตา

ด้าน WHO ระบุว่า ขณะนี้กำลังประสานงานกับหลายประเทศเพื่อเร่งติดตามผู้สัมผัสเสี่ยงและจำกัดการแพร่กระจายของโรคให้ได้มากที่สุด ขณะที่ทั่วโลกยังจับตาสถานการณ์บนเรือสำราญลำนี้อย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความกังวลว่าจะเกิดการแพร่ระบาดข้ามพรมแดนเพิ่มเติมหรือไม่.

ที่มา : CNN