อดีตรมต.-ผู้เชี่ยวชาญ UN จี้อาเซียนเลิกแผน 5 ข้อ หันมาใช้มาตรการแข็งกร้าวต่อเมียนมา

อดีตรมต.-ผู้เชี่ยวชาญ UN จี้อาเซียนเลิกแผน 5 ข้อ หันมาใช้มาตรการแข็งกร้าวต่อเมียนมา

8 พ.ค. 2569 09:19 น.

อดีตรมต.-ผู้เชี่ยวชาญ UN จี้อาเซียนเลิกแผน 5 ข้อ หันมาใช้มาตรการแข็งกร้าวต่อเมียนมา

อดีตรมต.ต่างประเทศ-อดีตผู้เชี่ยวชาญยูเอ็น ออกแถลงการณ์เรียกร้องอาเซียนยกเลิกฉันทามติ 5 ข้อ หันมาใช้มาตรการแข็งกร้าวต่อเมียนมา หลังจากเมียนมาใช้ความอดทนของอาเซียนเป็นช่องเดินหน้าปราบประชาชน

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวอิรวดี รายงานว่า สภาที่ปรึกษาพิเศษเพื่อเมียนมา (Special Advisory Council for Myanmar) หรือ SAC-M ที่ประกอบด้วยกลุ่มอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศและอดีตผู้เชี่ยวชาญแห่งองค์การสหประชาชาติ ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องต่ออาเซียน ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ โดยขอให้อาเซียนยุติการใช้ “ฉันทามติ 5 ข้อ” (Five-Point Consensus) หรือ ต่อสถานการณ์ในเมียนมา พร้อมผลักดันมาตรการที่เข้มงวดขึ้นต่อรัฐบาลทหารของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย 

แถลงการณ์ระบุว่า ที่ผ่านมารัฐบาลทหารเมียนมาได้อาศัยท่าทีอดกลั้นของอาเซียนเป็นช่องทางสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง ขณะเดียวกันก็เพิ่มระดับความรุนแรงต่อพลเรือนอย่างต่อเนื่อง  โดยเมียนมาทำให้อาเซียนอับอายมาหลายปี อาเซียนควรยอมรับว่ารัฐบาลทหารไม่มีวันเปลี่ยนพฤติกรรม พร้อมชี้ว่า มิน อ่อง หล่าย ละเมิดฉันทามติ 5 ข้อที่อาเซียนรับรองเมื่อเดือนเมษายน 2564 ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

รายงานข่าวระบุว่า ผู้ลงนามในแถลงการณ์ประกอบด้วย นายกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศไทย นายไซฟุดดิน อับดุลลาห์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซีย นางเลลา เด ลิมา อดีตวุฒิสมาชิกฟิลิปปินส์ รวมถึงอดีตผู้เชี่ยวชาญยูเอ็นด้านเมียนมาอีก 3 คน

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังมีเนื้อหาที่ระบุว่า ความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลทหาร เช่น การเลือกตั้งที่ถูกวิจารณ์อย่างหนัก และรายงานว่า นางออง ซาน ซูจี ถูกย้ายจากห้องขังเดี่ยวไปอยู่ในสถานที่กักตัวแห่งใหม่ เป็นเพียงมาตรการครึ่งๆ กลางๆ ที่หวังสร้างความชอบธรรมในสายตานานาชาติ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

แถลงการณ์เรียกร้องให้อาเซียน ภายใต้การเป็นประธานของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ขยายมาตรการห้ามตัวแทนรัฐบาลทหารเข้าร่วมประชุมอาเซียน จากระดับผู้นำไปจนถึงเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ เพื่อปิดกั้นแหล่งสร้างความชอบธรรมทางการเมืองของรัฐบาลทหาร.  

ที่มา Irrawaddy

อนามัยโลก ยืนยัน “ไวรัสฮันตา” ที่ระบาดบนเรือสำราญ ไม่เสี่ยงระบาดใหญ่แบบโควิด-19

อนามัยโลก ยืนยัน "ไวรัสฮันตา" ที่ระบาดบนเรือสำราญ ไม่เสี่ยงระบาดใหญ่แบบโควิด-19

8 พ.ค. 2569 08:01 น.

อนามัยโลก ยืนยัน “ไวรัสฮันตา” ที่ระบาดบนเรือสำราญ ไม่เสี่ยงระบาดใหญ่แบบโควิด-19

อนามัยโลก ชี้ “ไวรัสฮันตา” ที่ระบาดบนเรือสำราญใกล้ชายฝั่งเคปเวิร์ด ไม่มีความเสี่ยงเป็นการระบาดใหญ่ครั้งใหม่เหมือน “โควิด-19” เนื่องจากแพร่จากคนสู่คนได้ยาก แต่ย้ำยังต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ดร.มาเรีย ฟาน เคอร์โคฟ ผู้อำนวยการด้านการเตรียมความพร้อมรับมือโรคระบาดขององค์การอนามัยโลก กล่าวระหว่างแถลงข่าวที่นครเจนีวา ของสวิตเซอร์แลนด์ ว่าการระบาดของฮันตาไวรัสบนเรือสำราญใกล้ชายฝั่งเคปเวิร์ด ไม่ได้เป็นการระบาดแบบ “โควิด-19″ ครั้งใหม่  แต่เป็นโรคติดเชื้อร้ายแรง พร้อมย้ำว่า การแพร่เชื้อระหว่างคนยังถือว่าเกิดขึ้นได้ยาก และขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังใช้มาตรการป้องกันสูงสุดเพื่อควบคุมสถานการณ์

อนามัยโลกเปิดเผยว่า จนถึงตอนนี้มีการอพยพผู้ป่วยฮันตาไวรัส 2 ราย และผู้ต้องสงสัยติดเชื้ออีก 1 ราย จากเรือสำราญไปยังเนเธอร์แลนด์ เพื่อเข้ารับการรักษา ขณะที่เรือยังคงลอยลำอยู่นอกชายฝั่งประเทศเคปเวิร์ด พร้อมผู้โดยสารและลูกเรือเกือบ 150 คน ระหว่างรอเดินทางต่อไปยังหมู่เกาะคานารีของสเปน ขณะที่ยังมีร่างผู้เสียชีวิต 1 รายอยู่บนเรือ โดยระบุว่า ยังไม่เคยพบการระบาดของฮันตาไวรัสบนเรือสำราญมาก่อน ทำให้เหตุการณ์ครั้งนี้ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดจากหน่วยงานสาธารณสุขทั่วโลก.

ทรัมป์ยืนยัน การหยุดยิงยังมีผลอยู่ หลังปะทะกับอิหร่านในฮอร์มุซ

ทรัมป์ยืนยัน การหยุดยิงยังมีผลอยู่ หลังปะทะกับอิหร่านในฮอร์มุซ

8 พ.ค. 2569 06:40 น.

ทรัมป์ยืนยัน การหยุดยิงยังมีผลอยู่ หลังปะทะกับอิหร่านในฮอร์มุซ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่า ข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านยังมีผลอยู่ แม้กองกำลังของทั้งสองฝ่ายจะเพิ่งปะทะกันในช่องแคบฮอร์มุซ

เมื่อ 7 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันกับสื่อในประเทศว่า ข้อตกลงหยุดยิงที่สหรัฐฯ ทำไว้กับอิหร่านยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ แม้ว่าไม่กี่ชั่วโมงก่อนจะเกิดการยิงปะทะกันระหว่างกองกำลังของสหรัฐฯ กับอิหร่าน บริเวณช่องแคบฮอร์มุซก็ตาม

“การหยุดยิงยังดำเนินต่อไป มันยังมีผลอยู่” ทรัมป์บอกกับ เรเชล สกอตต์ จากสำนักข่าว ABC News ในการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ พร้อมทั้งบอกว่าการโจมตีตอบโต้ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียง “การสะกิดทักทายเบา ๆ” เท่านั้น

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารของอิหร่านเมื่อวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น โดยอ้างว่า เพื่อตอบโต้หลังอิหร่านโจมตีเรือรบอเมริกันขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งที่ไม่มีการยั่วยุก่อน

ขณะที่โฆษกกองทัพอิหร่านได้ออกมาอ้างก่อนหน้านี้ในวันเดียวกันว่า สหรัฐฯ เป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ด้วยการมุ่งเป้าโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านที่กำลังมุ่งหน้าไปยังช่องแคบฮอร์มุซ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์เตือนอิหร่าน ให้รีบลงนามข้อตกลง มิเช่นนั้นจะโจมตีหนักกว่าเดิม

ทรัมป์เตือนอิหร่าน ให้รีบลงนามข้อตกลง มิเช่นนั้นจะโจมตีหนักกว่าเดิม

8 พ.ค. 2569 06:17 น.

ทรัมป์เตือนอิหร่าน ให้รีบลงนามข้อตกลง มิเช่นนั้นจะโจมตีหนักกว่าเดิม

โดนัลด์ ทรัมป์ ออกโรงเตือนอิหร่าน ว่าสหรัฐฯ จะโจมตีพวกเขาให้หนักหน่วงกว่าเดิม หากไม่ลงนามข้อตกลงโดยเร็ว หลังเกิดการปะทะกันระหว่างกองกำลังของทั้งสองฝ่ายบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ

เมื่อ 7 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้ทำลายล้างกลุ่มผู้โจมตีชาวอิหร่านที่มุ่งเป้าหมายไปยังเรือพิฆาตของกองทัพเรือสหรัฐฯ 3 ลำ ขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมเตือนว่า “เราจะซัดกลับให้หนักกว่า และรุนแรงกว่าเดิมมาก” หากอิหร่านไม่ยอมลงนามในข้อตกลงเร็ว ๆ นี้

“เรือพิฆาตระดับโลกของอเมริกา 3 ลำ เพิ่งจะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซออกมาได้สำเร็จท่ามกลางการถูกระดมยิง ไม่มีความเสียหายใด ๆ เกิดขึ้นกับเรือทั้ง 3 ลำ แต่ความเสียหายอย่างหนักหน่วงได้เกิดขึ้นกับผู้โจมตีชาวอิหร่าน” โพสต์ของทรัมป์ระบุ

“พวกมันถูกทำลายจนสิ้นซากพร้อมกับเรือเล็กจำนวนมาก ซึ่งถูกนำมาใช้แทนที่กองทัพเรือของพวกเขาที่ถูกบดขยี้จนหมดสภาพไปแล้ว” ทรัมป์เสริม “มีการยิงขีปนาวุธใส่เรือพิฆาตของเรา แต่ก็ถูกสอยร่วงได้อย่างง่ายดาย เช่นเดียวกับโดรนที่ส่งมา ก็ถูกเผาวอดกลางอากาศ”

ทรัมป์ยังเตือนอิหร่านไม่ให้ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดบานปลายไปมากกว่านี้ โดยระบุว่า “ถ้าพวกเขามีโอกาสใช้อาวุธนิวเคลียร์ พวกเขาทำแน่โดยไม่มีคำว่าลังเล—แต่พวกเขาจะไม่มีวันได้รับโอกาสนั้น และเหมือนกับที่เราซัดพวกเขาหมอบอีกครั้งในวันนี้ เราจะซัดพวกเขาให้หนักกว่าเดิม และรุนแรงกว่าเดิมมากในอนาคต หากพวกเขาไม่ยอมลงนามในข้อตกลง โดยด่วน!”

โพสต์ของทรัมป์มีขึ้นหลังจากกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) แถลงว่า กองทัพสหรัฐฯ โจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารของอิหร่านที่เป็นจุดปล่อยขีปนาวุธ โดรน และเรือเล็ก โดยกล่าวหาอิหร่านว่า ยิงอาวุธดังกล่าวเข้าใส่เรือรบของพวกเขาโดย “ไม่มีการยั่วยุก่อน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สื่ออิหร่านเผย สถานการณ์เมืองชายฝั่ง กลับสู่ภาวะปกติ หลังเกิดการปะทะ

สื่ออิหร่านเผย สถานการณ์เมืองชายฝั่ง กลับสู่ภาวะปกติ หลังเกิดการปะทะ

8 พ.ค. 2569 05:56 น.

สื่ออิหร่านเผย สถานการณ์เมืองชายฝั่ง กลับสู่ภาวะปกติ หลังเกิดการปะทะ

(ภาพจาก AFP PHOTO / SATELLITE IMAGE ©2020 MAXAR TECHNOLOGIES)

สื่อของอิหร่านรายงานว่า สถานการณ์บริเวณชายฝั่งและเกาะต่างๆ ของอิหร่านเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ หลังเกิดการยิงปะทะกับฝ่ายสหรัฐฯ โดยไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ

เมื่อ 7 พ.ค. 2569 สื่อทางการของอิหร่านรายงานว่า สถานการณ์บริเวณชายฝั่งและเกาะต่างๆ เริ่มสงบลงแล้ว หลังจากกองทัพสหรัฐฯ และอิหร่านมีการยิงปะทะกันในบริเวณและตลอดแนวช่องแคบฮอร์มุซในช่วงไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา

“ภายหลังการยิงปะทะกันในช่วงไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา สถานการณ์บนเกาะต่าง ๆ ของอิหร่าน รวมถึงเมืองชายฝั่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้วในขณะนี้” สถานีโทรทัศน์ Press TV ระบุ

ด้านกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) อ้างรายงานจากผู้สื่อข่าวของสื่อรัฐบาลในจังหวัดฮอร์โมซกัน (Hormozgan) ทางตอนใต้ของประเทศ ซึ่งเป็นที่ตั้งของพื้นที่ชายฝั่งและเกาะต่าง ๆ ของอิหร่านตลอดแนวช่องแคบ โดยระบุว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานพลเรือนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจาก กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ “เซ็นต์คอม” (CENTCOM) แถลงว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังมุ่งเป้าโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารของอิหร่าน ซึ่งเป็นจุดที่ใช้ในการปล่อยขีปนาวุธ โดรน และเรือเล็ก เพื่อโจมตีเรือรบอเมริกันขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งที่ “ไม่มีการยั่วยุก่อน”

“กองกำลังสหรัฐฯ ได้สกัดกั้นการโจมตีจากอิหร่านที่เกิดขึ้นโดยไม่มีการยั่วยุ และได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีเพื่อป้องกันตนเอง ในขณะที่เรือพิฆาตติดตั้งขีปนาวุธนำวิถีของกองทัพเรือสหรัฐฯ กำลังแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซมุ่งหน้าสู่อ่าวโอมาน เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม” CENTCOM ระบุโดยยืนยันว่า ไม่มีทรัพย์สินของสหรัฐฯ ได้รับความเสียหายจากการโจมตี

ตามรายงานของ CENTCOM สิ่งอำนวยความสะดวกของอิหร่านที่ตกเป็นเป้าหมายของกองกำลังสหรัฐฯ ประกอบด้วย ฐานปล่อยขีปนาวุธและโดรน, ศูนย์บัญชาการและควบคุม รวมถึงหน่วยข่าวกรอง การเฝ้าระวัง และการลาดตระเวน

ก่อนหน้านี้ สื่อทางการของอิหร่านรายงานว่า สิ่งอำนวยความสะดวกเชิงพาณิชย์บริเวณท่าเรือ “บาห์มัน” (Bahman Pier) บนเกาะเกชม์ (Qeshm Island) ตกเป็นเป้าหมายจากการปะทะกันระหว่างกองกำลังความมั่นคงของอิหร่านและ “ฝ่ายศัตรู”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สหรัฐฯ เผย กำลังถล่มเป้าหมายในอิหร่าน หลังถูกลอบโจมตีในฮอร์มุซ

สหรัฐฯ เผย กำลังถล่มเป้าหมายในอิหร่าน หลังถูกลอบโจมตีในฮอร์มุซ

8 พ.ค. 2569 05:22 น.

สหรัฐฯ เผย กำลังถล่มเป้าหมายในอิหร่าน หลังถูกลอบโจมตีในฮอร์มุซ

กองทัพสหรัฐฯ ยืนยัน กำลังโจมตีเป้าหมายทางทหารในอิหร่าน อ้างว่าเป็นการป้องกันตนเอง หลังจากเรือรบของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียโดนโจมตีโดยไม่มีการยั่วยุก่อน

เมื่อ 7 พ.ค. 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ “เซ็นต์คอม” (CENTCOM) แถลงว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังมุ่งเป้าโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารของอิหร่าน ซึ่งเป็นจุดที่ใช้ในการปล่อยขีปนาวุธ โดรน และเรือเล็ก เพื่อโจมตีเรือรบอเมริกันขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งที่ “ไม่มีการยั่วยุก่อน”

“กองกำลังสหรัฐฯ ได้สกัดกั้นการโจมตีจากอิหร่านที่เกิดขึ้นโดยไม่มีการยั่วยุ และได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีเพื่อป้องกันตนเอง ในขณะที่เรือพิฆาตติดตั้งขีปนาวุธนำวิถีของกองทัพเรือสหรัฐฯ กำลังแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซมุ่งหน้าสู่อ่าวโอมาน เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม” CENTCOM ระบุในเอกสารข่าว

ตามรายงานของ CENTCOM สิ่งอำนวยความสะดวกของอิหร่านที่ตกเป็นเป้าหมายของกองกำลังสหรัฐฯ ประกอบด้วย ฐานปล่อยขีปนาวุธและโดรน, ศูนย์บัญชาการและควบคุม รวมถึงหน่วยข่าวกรอง การเฝ้าระวัง และการลาดตระเวน

“กองทัพของอิหร่านระดมยิงขีปนาวุธ ส่งโดรน และเรือเล็กจำนวนมาก ในขณะที่เรือ ยูเอสเอส ทรักซ์ตัน (USS Truxtun), ยูเอสเอส ราฟาเอล เปรัลตา (USS Rafael Peralta) และ ยูเอสเอส เมสัน (USS Mason) กำลังแล่นผ่านเส้นทางเดินเรือสากล ทั้งนี้ ไม่มีทรัพย์สินของสหรัฐฯ ได้รับความเสียหายจากการโจมตี” แถลงการณ์จาก CENTCOM ระบุเพิ่มเติม

ขณะที่สื่อทางการของอิหร่านรายงานว่า สิ่งอำนวยความสะดวกเชิงพาณิชย์บริเวณท่าเรือ “บาห์มัน” (Bahman Pier) บนเกาะเกชม์ (Qeshm Island) ตกเป็นเป้าหมายจากการปะทะกันระหว่างกองกำลังความมั่นคงของอิหร่านและ “ฝ่ายศัตรู”

ในตอนท้ายของแถลงการณ์ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ย้ำว่า สหรัฐฯ “ไม่ได้ต้องการให้สถานการณ์บานปลาย” แต่กองทัพมีความ “พร้อมที่จะปกป้องกองกำลังอเมริกัน” อย่างเต็มที่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สื่ออิหร่านเผย เกิดเสียงระเบิดใกล้เกาะ และเมืองท่าของอิหร่าน

สื่ออิหร่านเผย เกิดเสียงระเบิดใกล้เกาะ และเมืองท่าของอิหร่าน

8 พ.ค. 2569 04:45 น.

สื่ออิหร่านเผย เกิดเสียงระเบิดใกล้เกาะ และเมืองท่าของอิหร่าน

สื่ออิหร่านเผยว่า เกิดเสียงระเบิดใกล้กับเกาะเกชม์ และที่เมืองท่าแห่งหนึ่งของประเทศ โดยยังไม่ทราบแน่ชัดว่าสาเหตุเกิดจากอะไร โดยรายงานบางกระแสบอกว่าอาจเป็นการโจมตี

เมื่อ 7 พ.ค. 2569 สื่อของประเทศอิหร่านหลายสำนักรายงานว่า ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นบริเวณใกล้กับเกาะเกชม์ (Qeshm Island) ซึ่งเป็นเกาะใหญ่ที่สุดของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซ และที่เมืองท่า บันดาร์ อับบาส (Bandar Abbas) ของอิหร่าน โดยยังไม่แน่ชัดว่าสาเหตุของเสียงเกิดจากอะไรกันแน่

สำนักข่าว “เมห์ร” (Mehr) ของอิหร่านระบุว่า ได้ยินเสียงระเบิดในพื้นที่เมืองบันดาร์ อับบาส และเกาะเกชม์ แต่เสริมว่า “ยังไม่มีหน่วยงานอย่างเป็นทางการออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับสาเหตุของเสียงเหล่านี้”

ด้านสำนักข่าว “ทัสนิม” (Tasnim) ซึ่งเป็นสื่อกึ่งทางการอีกเจ้า ตั้งข้อสังเกตโดยอ้างแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยนามว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อาจอยู่เบื้องหลังการโจมตีที่เกาะเกชม์ อย่างไรก็ตาม ทางสำนักข่าวระบุว่าข้อมูลนี้ยังไม่ได้รับการยืนยัน

ส่วนสำนักข่าว CNN ได้ติดต่อสอบถามไปยังกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เพื่อขอความคิดเห็น แต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับในทันที

ในขณะเดียวกัน สำนักข่าว “นูร์ นิวส์” ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) รายงานว่า มีรายงานว่าท่าเรือโดยสารบนเกาะเกชม์ถูกโจมตี นอกจากนี้ สำนักข่าว “ฟาร์ส” (Fars) ของอิหร่านยังรายงานด้วยว่า ประชาชนในเมืองบันดาร์ อับบาส ได้ยินเสียงที่คล้ายกับระเบิดดังมาจากหลายพื้นที่ทั่วเมืองในเวลาเดียวกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านวางกฎใหม่คุมเข้มช่องแคบฮอร์มุซ หวังคุมอำนาจเหนือเส้นทางน้ำ

อิหร่านวางกฎใหม่คุมเข้มช่องแคบฮอร์มุซ หวังคุมอำนาจเหนือเส้นทางน้ำ

8 พ.ค. 2569 04:24 น.

อิหร่านวางกฎใหม่คุมเข้มช่องแคบฮอร์มุซ หวังคุมอำนาจเหนือเส้นทางน้ำ

อิหร่านได้ประกาศชุดกฎระเบียบใหม่สำหรับเรือที่ต้องการแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงแบบฟอร์มที่มีคำถามกว่า 40 ข้อที่เรือแต่ละลำต้องกรอก

ตามรายละเอียดในเอกสารที่สำนักข่าว CNN ได้รับมา แบบฟอร์มดังกล่าวมีชื่อว่า “คำประกาศข้อมูลเรือ” (Vessel Information Declaration) เป็นแบบฟอร์มคำขอที่ออกโดยหน่วยงานกำกับดูแลช่องแคบเปอร์เซียของอิหร่าน (PGSA) โดยระบุว่าเรือทุกลำที่เดินทางผ่านพื้นที่ดังกล่าวจำเป็นต้องกรอกข้อมูลให้ครบถ้วนเพื่อให้มั่นใจใน “การเดินทางที่ปลอดภัย”

นายริชาร์ด มีด บรรณาธิการบริหารของ Lloyd’s List Intelligence ซึ่งเป็นผู้ให้บริการข้อมูลและการวิเคราะห์ทางทะเล รวมถึงแหล่งข่าวอีกรายที่ไม่ประสงค์ออกนาม เป็นผู้แบ่งปันเอกสารนี้ให้กับ CNN

แบบฟอร์มดังกล่าวประกอบด้วยคำถามมากกว่า 40 ข้อ โดยกำหนดให้เรือแต่ละลำต้องแจ้งชื่อเรือ หมายเลขประจำตัว ชื่อเดิม ประเทศต้นทาง และประเทศปลายทาง รวมถึงรายละเอียดอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีการสอบถามสัญชาติของเจ้าของเรือที่จดทะเบียน ผู้จัดการ และลูกเรืออีกด้วย

แบบฟอร์มที่อิหร่านให้เรือต่างๆ ต้องกรอกเพื่อผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
แบบฟอร์มที่อิหร่านให้เรือต่างๆ ต้องกรอกเพื่อผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อิหร่านระบุว่ากำลังจำกัดการสัญจรผ่านเส้นทางน้ำนี้เฉพาะเรือที่มีความเชื่อมโยงกับสหรัฐฯ หรืออิสราเอลเท่านั้น โดยนายมีดกล่าวว่า ก่อนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากสงครามกับอิหร่าน เรือต่างๆ ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลใดๆ เพื่อเดินทางผ่านช่องแคบนี้

นายมีดบอกกับ CNN ว่า รายการข้อกำหนดเหล่านี้ “ดูคล้ายกับคำถามที่เจ้าของเรือมักถูกถามอยู่แล้ว” อย่างไรก็ตาม เขาเสริมว่าสิ่งนี้คือ “การทำให้เรื่องดังกล่าวเป็นทางการ และดูเหมือนจะเป็นกลยุทธ์ของอิหร่านในการสร้างความชอบธรรมให้อำนาจของตนมีเหนือการสัญจรผ่านพื้นที่นี้”

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา อิหร่านได้จัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลช่องแคบเปอร์เซีย (PGSA) ขึ้นเพื่อบริหารจัดการการเดินทางผ่านช่องแคบ โดยสำนักข่าว Press TV ของรัฐบาลอิหร่านระบุว่า ภายใต้ระบบใหม่นี้ เรือทุกลำที่มีความประสงค์จะแล่นผ่านช่องแคบจะได้รับอีเมลจากที่อยู่ติดต่อของ PGSA เพื่อแจ้งระเบียบข้อบังคับในการผ่านทาง

อีเมลจาก PGSA ที่นายมีดและแหล่งข่าวรายที่สองแบ่งปันให้ CNN แสดงให้เห็นว่า ทางหน่วยงานได้ย้ำเตือนว่า “ข้อมูลที่ครบถ้วนและถูกต้องมีความจำเป็นอย่างยิ่ง” ต่อการดำเนินการตามคำขอผ่านทางของเรือ และ “คำแนะนำเพิ่มเติมจะมีการสื่อสารผ่านทางอีเมล”

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นขั้นตอนล่าสุดในความพยายามของรัฐบาลเตหะรานที่จะสร้างอำนาจควบคุมอย่างเป็นทางการเหนือช่องแคบระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเส้นทางที่เรือเคยสัญจรได้อย่างเสรีมาก่อนที่จะเกิดสงคราม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ยิงดับคนสนิท แกนนำพรรครัฐบาลอินเดีย หลังเลือกตั้งรัฐเบงกอล

ยิงดับคนสนิท แกนนำพรรครัฐบาลอินเดีย หลังเลือกตั้งรัฐเบงกอล

8 พ.ค. 2569 01:08 น.

ยิงดับคนสนิท แกนนำพรรครัฐบาลอินเดีย หลังเลือกตั้งรัฐเบงกอล

ผู้ช่วยส่วนตัวของแกนนำระดับสูงของพรรครัฐบาลอินเดีย ถูกยิงเสียชีวิตท่ามกลางเหตุรุนแรงที่ปะทุหลังจาก ฝ่ายรัฐบาลชนะการเลือกตั้งในรัฐเบงกอลตะวันตกอย่างไม่เคยทำได้มาก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันที่ 7 พ.ค. 2569 ว่า คนสนิทของผู้นำระดับสูงจากพรรคของนายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ถูกยิงเสียชีวิตท่ามกลางเหตุความรุนแรงที่ปะทุขึ้น หลังจากการเลือกตั้งครั้งสำคัญในรัฐเบงกอลตะวันตก

ผู้เสียชีวิตคือนาย จันทรนาถ ราธ (Chandranath Rath) เป็นผู้ช่วยส่วนตัวของ สุเวนดู อธิการี (Suvendu Adhikari) ผู้ถูกมองว่าเป็นตัวเก็งที่จะก้าวขึ้นเป็นมุขมนตรีคนใหม่ของรัฐเบงกอลตะวันตก หลังจากพรรคภารตียชนตา (BJP) คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งดังกล่าว

นายราธถูกสังหารในคืนวันพุธระหว่างเดินทางกลับบ้าน ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งสืบสวนคดี แต่ยังไม่มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยแต่อย่างใด

นายราธเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ศพ ในรัฐเบงกอลตะวันตก นับตั้งแต่มีการประกาศผลการเลือกตั้งเมื่อวันจันทร์ โดยก่อนการเสียชีวิตของนายราธ ตำรวจระบุว่าได้จับกุมผู้เกี่ยวข้องกับเหตุความรุนแรงและการข่มขู่คุกคามไปแล้วมากกว่า 400 คน

เหตุการณ์ความรุนแรงมักเกิดขึ้นเป็นปกติในรัฐเบงกอลตะวันตกหลังการเลือกตั้ง โดยมักมีการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนของพรรคการเมืองคู่แข่ง

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา พรรค BJP ได้สร้างประวัติศาสตร์คว้าชัยชนะในรัฐเบงกอลตะวันตก ซึ่งพวกเขาไม่เคยทำได้มาก่อน สิ้นสุดการครองอำนาจยาวนาน 15 ปีของพรรค “ตฤณมูลคองเกรส” (TMC) ภายใต้การนำของ มามาตา บาเนอร์จี

ความตึงเครียดในรัฐเบงกอลตะวันตกพุ่งสูงขึ้นมานานหลายสัปดาห์ เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งนี้จัดขึ้นท่ามกลางข้อพิพาทเรื่องการ “สังคายนาบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” ซึ่งส่งผลให้ประชาชนหลายล้านคนหลุดโผจากรายชื่อ

นางบาเนอร์จีกล่าวหาว่า กระบวนการดังกล่าวจงใจตัดชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่ใช่ฝ่ายสนับสนุนพรรค BJP ออกไปหลายพันคน เพื่อปูทางสู่ความพ่ายแพ้ของเธอ อย่างไรก็ตาม พรรค BJP และคณะกรรมการการเลือกตั้งของอินเดียปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้มาตลอด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จีนตัดสินประหารชีวิต 2 อดีตรัฐมนตรีกลาโหม คดีคอร์รัปชันแต่ให้รอลงอาญา

จีนตัดสินประหารชีวิต 2 อดีตรัฐมนตรีกลาโหม คดีคอร์รัปชันแต่ให้รอลงอาญา

7 พ.ค. 2569 23:06 น.

จีนตัดสินประหารชีวิต 2 อดีตรัฐมนตรีกลาโหม คดีคอร์รัปชันแต่ให้รอลงอาญา

(หลี่ ซางฝู อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของจีน)

จีนตัดสินประหารชีวิต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม 2 คน ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาในคดีคอร์รัปชัน แต่ให้รอลงอาญาเอาไว้ 2 ปี ซึ่งหากไม่มีการทำผิดเพิ่มเติม พวกเขาจะได้ลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต

สำนักข่าวซินหัวรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 พ.ค. 2569 ว่า อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของจีน 2 คน ทั้ง เว่ย เฟิ่งเหอ (Wei Fenghe) และ หลี่ ซางฝู (Li Shangfu) ถูกตัดสินประหารชีวิตในข้อหาทุจริตคอร์รัปชัน แต่ให้รอลงอาญาเป็นเวลา 2 ปี

ซินหัวรายงานก่อนหน้านี้ว่า นายหลี่ถูกสงสัยว่ารับเงินสินบน “จำนวนมหาศาล” รวมถึงการติดสินบนผู้อื่น นอกจากนี้ ผลการสอบสวนยังพบว่าเขา “ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามความรับผิดชอบทางการเมือง” และ “แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวให้กับตนเองและพวกพ้อง”

ส่วนนายเว่ยซึ่งเริ่มถูกสอบสวนในปี 2566 พบว่าเขารับเงินและของมีค่า “จำนวนมหาศาล” เป็นสินบน และ “ช่วยเหลือผู้อื่นให้ได้รับผลประโยชน์โดยมิชอบในการจัดสรรบุคลากร” โดยซินหัวรายงานในปี 2567 ว่าการกระทำของเขานั้น “มีลักษณะที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง ส่งผลกระทบในทางลบอย่างมาก และก่อให้เกิดความเสียหายมหาศาล”

ทั้งนี้ โทษประหารชีวิตโดยให้รอการลงโทษในประเทศจีน โดยปกติแล้วจะถูกลดหย่อนโทษเป็นจำคุกตลอดชีวิต หากผู้กระทำความผิดไม่ได้ก่ออาชญากรรมใดๆ เพิ่มเติมในช่วงระยะเวลาที่รอลงอาญานั้น

สำนักข่าวซินหัวระบุว่า หลังจากได้รับการลดหย่อนโทษแล้ว ทั้งคู่จะต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิ์ได้รับการลดหย่อนโทษเพิ่มเติมหรือได้รับทัณฑ์บนอีก นอกจากนี้ ทั้งสองคนยังถูกริบสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต และทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมดจะถูกยึด

เว่ย เฟิ่งเหอ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของจีน
เว่ย เฟิ่งเหอ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของจีน

อนึ่ง นายเว่ย ซึ่งเป็นอดีตผู้บัญชาการกองกำลังจรวด (Rocket Force) ในช่วงปี 2558 ถึง 2560 และเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจนกระทั่งถูกแทนที่โดยนายหลี่ เมื่อเดือนมีนาคม 2566

ส่วนนายหลี่ถือเป็นหนึ่งในนายพลที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุดของสี จิ้นผิง เขาเคยดูแลด้านการออกแบบและจัดซื้ออาวุธ ทั้งยังเป็นหัวหอกในวิสัยทัศน์ของสีเพื่อพัฒนาทัพจีนให้ทันสมัย นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้นำที่มีประสบการณ์ในโครงการอวกาศอันทะเยอทะยานของจีน โดยทำหน้าที่กำกับดูแลภารกิจอวกาศจำนวนมาก

ทั้งนายเว่ยและนายหลี่ต่างเคยเป็นสมาชิกของคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง (CMC) ซึ่งเป็นองค์กรตัดสินใจทางทหารระดับสูงสุดของประเทศด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna