จีนลดเป้าเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2017 ลงเหลือ 6.5%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 มี.ค. 2560 23:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/875257


จีนประกาศลดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ลง ในขณะที่พวกเขากำลังผลักดันการปฏิรูปเพื่อแก้ปัญหาหนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 มี.ค. นายกรัฐมนตรี หลี่ เค่อเฉียง ของจีน กล่าวเปิดการประชุมประจำปีของสภาประชาชนแห่งชาติ (NPC) รัฐบาลจะตัดลดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ลงเหลือประมาณ 6.5% จากปีก่อนที่ตั้งเป้าไว้ประมาณ 6.5-7% และสุดท้ายเติบโตที่ 6.7% ซึ่งถือว่าน้อยที่สุดในรอบ 26 ปี

นายกฯ หลี่ ยังสัญญาด้วยว่ารัฐบาลจะมีขั้นตอนเพิ่มขึ้นในการลดการผลิตเหล็กที่มากเกินไป ซึ่งกำลังทำให้ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และยุโรปตึงเครียด และจะปฏิบัติต่อบริษัทต่างชาติอย่างเท่าเทียม หลังมีข้อครหาว่ารัฐบาลจีนพยายามบีบพวกเขาออกจากตลาดเทคโนโลยีและตลาดที่มีอนาคตอื่นๆ

นายกรัฐมนตรีจีนยังกล่าวถึงความเสี่ยงจากระดับหนี้สาธารณะของประเทศที่เพิ่มขึ้นเป็น 260% ที่ถูกมองว่าเป็นปัญหาต่อการเติบโต อย่างไรก็ตาม นายหลี่ไม่ได้ประกาศแผนการริเริ่มสำคัญใดๆ ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าผู้นำจีนจะใช้การประชุมครั้งนี้ในการเน้นย้ำความสำคัญของการลดความเสี่ยงทางการเงิน และรักษาเสถียรภาพในการเติบโต

นอกจากนี้ นายหลี่ยังเตือนว่า เสียงเรียกร้องจากสหรัฐฯ และยุโรป ที่ให้มีการควบคุมการค้า จะทำให้จีนเผชิญความซับซ้อนและสถานการณ์ที่ตึงเครียดเพิ่มมากขึ้นทั้งภายในประเทศและนอกประเทศ

 

ฮือฮา! เจ้าสัวคนไทย ‘ทศพงศ์ จารุทวี’ ขายตึกหรูย่านฮอลลีวูด 100 ล้านUS

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 มี.ค. 2560 10:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/874706


เจ้าสัวคนไทย “ทศพงศ์ จารุทวี” เสี่ยเบ้ง อดีตผู้บริหาร บมจ.เนเชอรัลพาร์ค (เอ็นพาร์ค) ประกาศขายตึกหรู “ซันเซต ทาวเวอร์ โฮเทล” ในย่านเวสต์ฮอลลีวูด มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์

ข่าวใหญ่ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ของอเมริกาในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาคือข่าวการประกาศขาย “ซันเซต ทาวเวอร์ โฮเทล” ในย่านเวสต์ ฮอลลีวูด ซึ่งข่าวบอกว่าราคาขายจะอยู่ระหว่าง 90-100 ล้านดอลลาร์ โดยโรงแรมที่สร้างเมื่อปี 1929 ในสไตล์อาร์ต เดคโค (art deco) หลังนี้ ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของย่านเวสต์ ฮอลลีวูด เป็นสถานที่ “แฮงก์เอาต์” และจัดปาร์ตี้ของเหล่าเซเลบริตี้ รวมถึงเคยเป็นที่จัดงาน Vanity Fair Oscar party ต่อเนื่องกันถึง 15 ปี (จนถึงปี 2015) และงาน Golden Globes party ของ ครีเอทีฟ อาร์ติสต์ เอเจนซี่ รวมถึงเป็นที่พักของดารา-นักร้องเกรดเอมากมายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันอีกด้วย

ข่าวบอกว่า หากโรงแรม ซันเซต ทาวเวอร์ สามารถขายได้ในราคา 100 ล้านดอลลาร์จริงๆ ก็จะเป็นหนึ่งในโรงแรมของแคลิฟอร์เนียตอนใต้เพียงหยิบมือที่เปลี่ยนมือด้วยราคาสูงเกินกว่าหนึ่งล้านดอลลาร์ต่อห้อง เช่น โรงแรมโลวส์ ซานตามอนิก้า บีช โฮเตล ขายในราคา 1.4 ล้านดอลลาร์ต่อห้อง จากการขายเมื่อเดือนมีนาคม 2016 หรือ มาลิบู บีช อินน์ ริมหาดมาลิบู ขายในราคา 1.7 ล้านดอลลาร์ต่อห้อง เมื่อปี 2015

โรงแรมซันเซต ทาวเวอร์ มีห้องพักระดับไฮเอนด์ 81 ห้อง, ทาวเวอร์บาร์ และภัตตาคาร มีผู้เข้าพักเฉลี่ย 85 เปอร์เซ็นต์ ห้องเพ้นท์เฮาส์ ราคา 2,250 ดอลลาร์ต่อคืน ราคาห้องพักเฉลี่ยคืนละ 450 ดอลลาร์ แต่ในช่วงสัปดาห์ออสการ์ ราคาเฉลี่ยห้องพักจะขยับสูงถึง 1,200 ดอลลาร์ต่อคืน

โดยโรงแรมขนาด 117,656 ตารางฟุตที่ตั้งอยู่เลขที่ 8358 Sunse Blvd. แห่งนี้ มีนายทศพงศ์ จารุทวี หรือ “มิสเตอร์ที” นักลงทุนจากประเทศไทยเป็นเจ้าของ 80 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นของ เจฟฟ์ ไคลน์ นักธุรกิจโรงแรมที่มีชื่อเสียง โดยนายทศพงศ์ จารุทวี หรือเสี่ยเบ้ง ได้เข้าครอบครอง 80 เปอร์เซ็นต์ของโรงแรมแห่งนี้เมื่อปี 2015 ในราคา 75 ล้านดอลลาร์จากกลุ่มทุนของ ปีเตอร์ ครูเลอวิช โดย เจฟฟ์ ไคลน์ ซึ่งเป็นเจ้าของหุ้น 20 เปอร์เซ็นต์มาตั้งแต่ปี 2004 ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารโรงแรมแห่งนี้ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ข่าวระบุความเห็นของนักวิเคราะห์ว่า ถึงแม้ โรงแรมซันเซต ทาวเวอร์ จะมีผลประกอบการเป็นที่น่าพอใจ แต่ความเปลี่ยนแปลงกำลังมาเยือน เพราะในย่านซันเซตสตริป และบริเวณโดยรอบ กำลังมีการก่อสร้างโรงแรมขนาดใหญ่ (มากกว่า 750 ห้อง) ด้วยเงินลงทุนประมาณหนึ่งพันล้านดอลลาร์ ซึ่งโรงแรมใหม่ดังกล่าวจะกลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของซันเซต ทาวเวอร์ และโรงแรมในละแวกนั้น

แต่เจฟฟ์ ไคลน์ เคยให้สัมภาษณ์ถึงความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวว่า โรงแรมใหม่ไม่มีทางที่จะเทียบเท่ากับเสน่ห์ทางประวัติศาสตร์ของ ซันเซต ทาวเวอร์ ซึ่งเคยเป็นที่พักของดาราอมตะอย่าง แฟรงค์ ซิเนตรา, เอลิซาเบธ เทย์เลอร์ เรื่อยมาจนถึงดาราของยุคปัจจุบัน เช่น เจนนิเฟอร์ อนิสตัน, สตีเวน สปีลเบิร์ก, ฌอน เพ็นน์, คริส ร็อก, จอร์จ คลูนีย์ ฯลฯ ที่เจฟฟ์ ไคลน์ บอกว่าเป็นแขกประจำของโรงแรมหรูแห่งนี้

ทั้งนี้ นอกจากการเป็นเจ้าของโรงแรม ซันเซต ทาวเวอร์ แห่งนี้แล้ว เสี่ยเบ้ง ทศพงศ์ จารุทวี อดีตผู้บริหาร บมจ.เนเชอรัลพาร์ค (เอ็นพาร์ค) ยังเป็นเจ้าของ เดอะ เซ็นท์รีจิส อิน เอสเปน (the St Regis in Aspen) รีสอร์ตและโรงแรมระดับไฮเอนด์ ในเมืองเอสเปน รัฐโคโลราโด ด้วย.

 

ทำเนียบขาวยัน ทรัมป์เตรียมเสนอตัดงบช่วยต่างชาติไปเพิ่มให้กองทัพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 มี.ค. 2560 05:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/874540


เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารงบประมาณแห่งทำเนียบขาวสหรัฐฯ ยืนยันว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมเสนอต่อสภาคองเกรสให้ตัดงบประมาณด้านความช่วยเหลือต่างประเทศของกระทรวงต่างประเทศ เพื่อไปเพิ่มให้กองทัพ…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นาย มิค มัลเวนีย์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารงบประมาณแห่งทำเนียบขาวสหรัฐฯ ออกมายืนยันในวันเสาร์ที่ 4 มี.ค. ว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเปิดเผยข้อเสนอของบประมาณในวันที่ 16 มี.ค. นี้ โดยเตรียมเสนอต่อสภาคองแกรสให้มีการลดงบประมาณในส่วนความช่วยเหลือต่างประเทศ และโครงการภายในประเทศอื่นๆ เพื่อนำไปเพิ่มให้แก่งบประมาณด้านกลาโหม

เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศจะเพิ่มงบประมาณกองทัพราว 10% ในแผนของบประมาณประจำปีงบประมาณ 2018 โดยสื่อในสหรัฐฯ รายงานตรงกันว่า รัฐบาลของทรัมป์เตรียมเสนอให้สภาตัดงบประมาณของกรวงต่างประเทศและสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (AID) ลงประมาณ 1 ใน 3

ล่าสุดนาย มัลเวนีย์ ออกมายืนยันเรื่องการตัดงบประมาณดังกล่าว โดยระบุว่า ข้อเสนอตัดงบประมาณจะรวมถึงการลดความช่วยเหลือต่างประเทศอย่างน่าตกตะลึง เพื่อช่วยให้รัฐบาลหางบประมาณเพิ่มให้แก่กองทัพตามเป้าหมายที่ 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ได้ “ข้อความนี้มีความหมายตรงตัวอย่างมากคือ ยิ่งใช้เงินกับต่างประเทศ หมายถึงจะมีเงินใช้จ่ายที่นี่มากขึ้น”

ทั้งนี้ ในปัจจุบันสหรัฐฯ ให้งบประมาณประจำปีแก่กระทรวงต่างประเทศและสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศมากกว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เล็กน้อย ในขณะที่กระทรวงกลาโหมได้งบประมาณกว่า 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ความต้องการตัดงบประมาณต่างประเทศไปเพิ่มให้แก่กองทัพของประธานาธิบดีทรัมป์ ทำให้สมาชิกสภาฯ จากพรรครีพับลิกันต้นสังกัดของเขาออกมาแสดงความกังวล เช่นนาย เอ็ด รอยซ์ ส.ส.และสมาชิกคณะกรรมการกิจการต่างประเทศ เกรงว่าการทำเช่นนี้จะกระทบต่อความพยายามในการต่อสู้กับการก่อการร้าย รวมทั้งการช่วยชีวิตและสร้างโอกาสให้แก่แรงงานอเมริกัน

 

สลด! ชาวโซมาเลียหิวตายกว่า 110 ศพ ใน 48 ชม. ท่ามกลางภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 มี.ค. 2560 04:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/874480


นายกฯ โซมาเลียเปิดเผยเมื่อวันเสาร์ว่ามีผู้เสียชีวิตจากภาวะอดอยากในแคว้นทางใต้กว่า 110 คน โดยเป็นผลจากภัยแล้งที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายกรัฐมนตรี ฮัสซัน อาลี แฮร์ แห่งประเทศโซมาเลีย เปิดเผยในวันเสาร์ที่ 4 มี.ค. ว่า มีผู้เสียชีวิตจากความอดอยากในแคว้น เบย์ ทางใต้ของประเทศมากถึง 110 รายในช่วง 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา ท่ามกลางปัญหาภัยแล้งรุนแรงที่ชาติแอฟริกาแห่งนี้กำลังเผชิญ

ประธานาธิบดี โมฮัมเหม็ด อับดุลลาฮี ฟาร์มาโจ แห่งโซมาเลีย ประกาศให้ภัยแล้วงเป็นภัยพิบัติแห่งชาติเมื่อวันอังคารที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยภัยแล้งเป็นผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนิโญ ทำให้เปิดปัญหาการขาดแคลนอาหาร มีประชาชนราว 3 ล้านคนทั่วประเทศกำลังเผชิญภาวะไม่มั่นคงทางอาหาร

แคว้นเบย์เป็นพื้นที่แรกที่เปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิตจากวิกฤติในครั้งนี้ออกมาอย่างเป็นทางการ โดยการเสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผลจากโรคอหิวตกโรค ซึ่งมักเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่ขาดแคลนน้ำดื่มสะอาด ขณะที่จำนวนผู้ได้รับผลกระทบจากภัยแล้วทั่วประเทศกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

ทั้งนี้ โซมาเลียเป็น 1 ใน 4 ประเทศที่สหประชาชาติระบุว่าเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงจากภาวะอดอยากอย่างรุนแรง มีชาวโซมาเลียเกือบ 260,000 คนเสียชีวิตจากภาวะอดอย่างในช่วงปี 2010-12 ส่วนอีก 3 ประเทศคือ เยเมน, ไนจีเรีย และ ซูดานใต้ ซึ่งเพิ่งประกาศภาวะทุพภิกขภัยในรัฐยูนิตีไปเมื่อสัปดาห์ก่อน

 

‘ทรัมป์’ โวย! โดน ‘โอบามา’ ดักฟักโทรศัพท์เดือนเดียวก่อนชนะเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 มี.ค. 2560 03:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/874465


ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ออกโรงกล่าวหาอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา ว่าดักฟังโทรศัพท์ของเขา ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีเพียงเดือนเดียว แต่เขาไม่เผยหลักฐานรองรับแต่อย่างใด…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 4 มี.ค. ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา กล่าวหาอดีตประธานาธิบดี บารัค โอบามา ว่าดักฟังโทรศัพท์ของเขาในตึก ‘ทรัมป์ ทาวเวอร์’ ในช่วงก่อนที่เขาจะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2016 โดยไม่ได้ระบุหลักฐานสนับสนุนแต่อย่างใด

“น่ากลัว! เพิ่งค้นพบว่าโอบามาดักฟังโทรศัพท์ผมในทรัมป์ ทาวเวอร์ ไม่นานก่อนชนะเลือกตั้ง แต่ไม่พบอะไร นี่มันแมคคาร์ธิอิสซึม (McCarthyism ลัทธิล่าคอมมิวนิสต์)” นายทรัมป์ระบุในข้อความบนเว็บไซต์ทวิตเตอร์ “เป็นเรื่องถูกกฎหมายหรือ ที่ประธานาธิบดีในตำแหน่งจะดักฟังการแข่งขันชิงตำแหน่งประธานษธิบดี ก่อนการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง? ถูกศาลปฏิเสธก่อนหน้านี้ ตกต่ำที่สุด!”

“ผมพนันว่านักกฎหมายที่ดีจะสามารถอธิบายข้อเท็จจริงที่ว่าประธานาธิบดีโอบามาดักฟังโทรศัพท์ของผมในเดือนต.ค. ก่อนการเลือกตั้ง” “ประธานาธิบดีโอบามาตกต่ำถึงขั้นไหนที่มาดักฟังโทรศัพท์ผมระหว่างกระบวนการเลือกตั้งอันศักดิ์มากๆ นี่มันคดีวอเตอร์เกตของนิกสันชัดๆ เป็นคนไม่ดี (หรือน่าขยะแขยง) จริงๆ” นายทรัมป์ทวีตข้อความโจมตีอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม นายเควิน ลิวอิส โฆษกของอดีตประธานาธิบดีโอบามาออกมาระบุว่าคำกล่าวหาของนายทรัมป์ไม่เป็นความจริง “กฎเหล็กขงคณะบริหารของโอบามาคือจะไม่มีเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวคนใดเขาไปแทรกแซงการสืบสวนอิสระใดๆ ที่นำโดยกระทรวงยุติธรรม” “และส่วนหนึ่งของหลักการนั้น ทั้งประธานษธิบดีโอบามาและเจ้าหน้าที่ของทำเนียบขาวไม่เคยออกคำสั่งสอดแนมพลเมืองอเมริกันคนใด”

ขณะที่นาย เบน โรดีส์ อดีตรองที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของโอบามาทวีตข้อความตอบโต้นายทรัมป์เช่นกันว่า “ไม่มีประธานาธิบดีคนใดจะสามารถออกคำสั่งให้มีการดักฟังได้ ข้อจำกัดนี้มีไว้เพื่อปกป้องพลเรือนจากคนอย่างคุณ”

 

จอร์แดนโหด ประหารนักโทษ 15 คนรวด มากสุดในรอบหลายปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 มี.ค. 2560 01:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/874451


ประเทศจอร์แดนประหารชีวิตนักโทษรวดเดียว 15 คน มาที่สุดในรอบหลายปีเมื่อวันเสาร์ โดยส่วนใหญ่เป็นนักโทษคดีก่อการร้าย…

สำนักข่าวต่าประเทศรายานว่า ทางการของประเทศจอร์แดนดำเนินการประหารชีวิตนักโทษจำนวน 15 คน ซึ่งรวมถึงนักโทษคดีก่อการร้าย 10 คน ด้วยการแขวนคอ เมื่อช่วงรุ่เช้าวันเสาร์ (4 มี.ค.) นับเป็นการประหารชีวิตรวดเดียวมากที่สุดนับตั้งแต่จอร์แดนเริ่มกลับมาใช้โทษประหารอีกครั้งเมื่อ 2 ปีก่อน

ผู้ต้องหาก่อการร้าย 5 คนจาก 10 คนถูกตั้งข้อหาเกี่ยวกับการโจมตีสำนักงานหน่วยข่าวกรองจอร์แดน ในค่ายอพยพยากา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต5 ราย และการโจมตีกองกำลังความมั่นคงในเมืองเออร์บิด ทางเหนือของประเทศ อีก 5 คนโดนข้อหาเกี่ยวกับการโจมตีและวาระเบิดหลายๆ จุดในปี 2003 ส่วนนักโทษคดีอื่นๆ อีก 5 คนมีความผิดในคดีอาชญากรรมร้ายแรง รวมถึงการร่วมประเวณีกับญาติและการข่มขืน

ทั้งนี้ ประเทศจอร์แดนเคยมีคำสั่งงดเว้นการลงโทษประหารเป็นเวลา 9 ปี จนกระทั่งยกเลิกในเดือนม.ค. 2015

 

จีนประชุมสภาประจำปี ประกาศเพิ่มงบกองทัพกว่า 7%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 มี.ค. 2560 00:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/874431


รัฐบาลจีนประกาศเพิ่มงบประมาณกองทัพประจำปีนี้ราว 7% เพียงไม่กี่วันหลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เผยแผนการเสนอเพิ่มงบประมาณกองทัพเช่นกัน…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลจีนประกาศในการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติ (NPC) ประจำปี เมื่อวันเสาร์ที่ 4 มี.ค. ว่าพวกเขาจะเพิ่มงบประมาณกองทัพในปีนี้ประมาณ 7% เพียงไม่กี่วันหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เตรียมเสนอแผนงบประมาณที่เพิ่มงบประมาณกองทัพในปีงบประมาณ 2018 มากกว่า 9%

คำประกาศของทางการจีน ทำให้นี่เป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่จีนเพิ่มงบประมาณกองทัพน้อยกว่า 10% หลังจากเพิ่มงบประมาณในอัตราดังกล่าวหรือมากกว่ามาตลอดเกือบ 2 ทศวรรษ เพื่อพัฒนากองทัพให้ทันสมัย ท่ามกลางปัญหาพิพาทเรื่องสิทธิ์ครอบครองดินแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่งบประมาณกองทัพของจีนยังน้อยกว่าของสหรัฐฯ มากกว่าครึ่ง

ฟู่ อิง โฆษกสภา NPC

ทั้งนี้ นาง ฟู่ อิง โฆษกหญิงของสภา NPC ระบุว่า งบประมาณกองทัพของแดนมังกรจะอยู่ที่ประมาณ 1.3% ของจีดีพีปี 2017 โดยจะมีการเปิดเผยตัวเลขที่แน่ชัดโดยนาย หลี่ เค่อเฉียง ระหว่างการประชุม (NPC) ในวันอาทิตย์นี้

 

มาเลย์ตะเพิดทูตโสมแดงจากกรณีลอบสังหาร คิม จอง-นัม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 มี.ค. 2560 23:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/874407


คัง ชอล เอกอัครราชทูตเกาหลีเหนือประจำมาเลเซีย

ทางการมาเลเซียสั่งให้เอกอัครราชทูตเกาหลีเหนือเดินทางออกจากประเทศภายใน 48 ชั่วโมง หลังจากความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายย่ำแย่ลงจากกรณีการลอบสังหารนาย คิม จอง-นัม…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการของประเทศมาเลเซียประกาศในวันเสาร์ที่ 4 มี.ค. ให้นาย คัง ชอล เอกอัครราชทูตเกาหลีเหนือเป็นบุคคลไม่พึงปรารถนา และขอให้เขาเดินทางออกจากประเทศภายใน 48 ชั่วโมง ตอกย้ำปัญหาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศ หลังเกิดกรณีการลอบสังหารนาย คิม จอง-นัม พี่ชายต่างมารดาของคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดแห่งแดนโสมแดง

ทั้งนี้ นายคิม เสียชีวิตเมื่อวันที่ 13 ก.พ. ที่ท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ 2 หลังถูกจู่โจมโดยหญิง 2 คนซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าป้ายสาร ‘วีเอ็กซ์’ ซึ่งเป็นพิษร้ายแรงบนใบหน้าของเขา อย่างไรก็ตาม นายคังออกมากล่าวในช่วงนั้นว่า รัฐบาลเปียงยางไม่สามารถเชื่อถือการสืบสวนของมาเลเซียได้ และกล่าวหามาเลเซียว่าสมรู้ร่วมคิดกับอิทธิพลภายนอก

คำพูดของนายคังทำให้นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง โดยระบุว่าเป็นการเสียมารยาททางการทูต

ล่าสุดในวันเสาร์ กระทรวงต่างประเทศประกาศขับนายคังออกจากประเทศ โดยนาย อานิฟาห์ ฮาจิ อามาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศมาเลเซียระบุในแถลงการณ์ว่า พวกเขาเรียกร้องขอคำขอโทษจากนายคังมาตลอด แต่มันก็ไม่เกิดขึ้น “มาเลเซียจะตอบสนองอย่างรุนแรงต่อการสบประมาทใดๆ หรือความพยายามใดๆ ที่จะทำลายชื่อเสียงของประเทศ”

 

ขู่วางระเบิด การบินไทย เที่ยวจากสวีเดน-ภูเก็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 มี.ค. 2560 06:11

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/873702


(ภาพประกอบข่าวไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา)

ป่วนการบินไทย เส้นทาง “สตอกโฮล์ม-กรุงเทพฯ” เจอมือมืดโทร.แจ้งเจ้าหน้าที่ท่าอากาศยานนานาชาติอาร์ลันดา มีผู้โดยสารพกระเบิดขึ้นเครื่องไปด้วย ขณะเครื่องกำลังบินขึ้น ด้านผู้บริหารบินไทย ชี้แจง กัปตันทำตามมาตรฐานการรักษาความปลอดภัย นำเครื่องลงจอดพร้อมอพยพผู้โดยสารทันที แต่หลังตรวจค้นแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติ

หลังจากมีรายงานว่า เครื่องบินสายการบินไทย เที่ยวบินที่ทีจี 963 ที่มีกำหนดออกเดินทางจากกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน มาปลายทาง จ.ภูเก็ต ประเทศไทย ในวันที่ 2 มี.ค.ที่ผ่านมา ถูกขู่วางระเบิด จนต้องเร่งอพยพผู้โดยสารลงจากเครื่องนั้น

ต่อมาเมื่อช่วงเย็นวันที่ 3 มี.ค. เรืออากาศเอกปรารถนา พัฒนศิริ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายความปลอดภัย ความมั่นคงและมาตรฐานการบิน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงกรณีเที่ยวบินที่ทีจี 963 เส้นทางสตอกโฮล์ม-ภูเก็ต-กรุงเทพฯ ออกเดินทางล่าช้าว่า เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2560 เวลาประมาณ 16.45 น. (เวลาท้องถิ่น) โดยเที่ยวบินดังกล่าวได้เตรียมออกเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติอาร์ลันดา กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ขณะทำการขับเครื่องบิน (TAXI) ออกจากบริเวณหลุมจอด กัปตันได้รับแจ้งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัย จึงได้ดำเนินการปฏิบัติตามขั้นตอนมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยและตามขั้นตอนของท่าอากาศยานนานาชาติอาร์ลันดา ได้นำเครื่องบินลำดังกล่าวไปจอดรอรับการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ของท่าอากาศยานนานาชาติอาร์ลันดา

เรืออากาศเอกปรารถนากล่าวอีกว่า การบินไทย และผู้โดยสารในเที่ยวบินดังกล่าวได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของท่าอากาศยานนานาชาติอาร์ลันดา ในการตรวจสอบด้านการรักษาความปลอดภัยเป็นอย่างดี และเมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนการตรวจสอบของทางเจ้าหน้าที่แล้ว เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับความสะดวกสบายสูงสุดการบินไทยจึงได้นำผู้โดยสารเข้าพักที่โรงแรมเพื่อรอเวลาออกเดินทางใหม่ ซึ่งคาดว่าเที่ยวบินทีจี 963 จะออกเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติอาร์ลันดาภายในวันที่ 3 มีนาคมนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ บริษัทการบินไทยยอมรับว่าเที่ยวบินดังกล่าวถูกขู่วางระเบิดจริง โดยเมื่อวันที่ 2 มี.ค. เวลาประมาณ 16.45 น. (เวลาท้องถิ่นสวีเดน) เจ้าหน้าที่ประจำท่าอากาศยานนานาชาติอาร์ลันดาได้โทรศัพท์แจ้งกัปตันสายการบินไทยที่อยู่ระหว่างกำลังทำการขับเครื่องบินเพื่อบินออกจากท่าอากาศยานฯ ว่ามีบุคคลลึกลับโทรศัพท์มาแจ้งกับเจ้าหน้าที่สนามบินฯว่า ผู้โดยสารที่กำลังอยู่บนเครื่องของการบินไทยเที่ยวบินดังกล่าวมีการพกพาระเบิดขึ้นเครื่องไปด้วย

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้โดยสาร กัปตันจึงตัดสินใจขับเครื่องบินเข้ามายังหลุมจอดและสั่งให้ผู้โดยสารทั้ง 267 คน พร้อมลูกเรือและกัปตันอีก 19 คน ลงจากเครื่องบิน พร้อมกับประสานเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยสนามบินเข้ามาตรวจสอบความ ปลอดภัย จากนั้นได้นำผู้โดยสารเข้าพักที่โรงแรม อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ไม่พบว่ามีระเบิดบนเครื่องลำดังกล่าว การบินไทยจึงเตรียมที่จะนำผู้โดยสารเดินทางออกจากสนามบินฯ อีกครั้งในวันที่ 3 มี.ค. สำหรับเที่ยวบินเส้นทาง สตอกโฮล์ม-ภูเก็ต-กรุงเทพฯ เป็นเที่ยวบินประจำของการบินไทยที่เพิ่งจะเปิดให้บริการเมื่อช่วงฤดูหนาวประมาณเดือน ต.ค. ปี 2559

 

ย้อนรอยคดีโจนส์ ทาวน์ ศรัทธา สร้างโศกนาฏกรรม ฆ่าตัวตายหมู่ 909 ศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/873322


เมื่อจิตเกิดความรู้สึกศรัทธาแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องหาวิธีการใดๆ มาพิสูจน์อะไรอีก และจะฝังจิตลงลึกไว้ในจิตใต้สำนึกไปตลอดชีวิต

วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะขอพาแฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ ไปย้อนรอยเหตุการณ์โศกนาฏกรรมช็อกโลก ที่ บุคคลเพียงคนเดียว สามารถพูดเกลี้ยกล่อมให้คนเกือบ 1 พันคน ชาย หญิง และเด็ก ดื่มยาพิษ ฆ่าตัวตายหมู่พร้อมๆ ได้

นี่คือเรื่องจริง ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

คำถามสำคัญ คือ มันเป็นไปได้อย่างไร?

ศรัทธา ของ มนุษย์ มันน่ากลัวมากมายถึงเพียงนี้ เชียวหรือ?

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ขอ พาทุกท่าน นั่งไทม์แมชชีน ย้อนหลังไปในปี ค.ศ.1978 ที่เมือง “กูยาน่า (Guyana)” ทวีปแอฟริกา ลัทธิสังคมอุดมสุข “พีเพิลส์ เทมเปิ้ล (Peoples temple)” ถูกก่อตั้งขึ้น โดย จิมส์ วอเรน โจนส์ “ปาป้า” ของบรรดาผู้ให้ความศรัทธา

และเป็นผู้ที่สร้างวาทกรรม อันลือลั่นชาวโลกที่ว่า…

“พ่อไม่เคยโกหกคุณ เราไม่ได้ฆ่าตัวตาย แต่เรากระทำการฆ่าตัวตายเพื่อประท้วง”

ทุกอย่างมันเริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ.1950 ที่โบสถ์เล็กๆ แห่งหนึ่ง ในเมืองอินเดียน่าโพลิส จากนั้น เมื่อมีผู้ให้การสนับสนุนมากขึ้น กลุ่มคนเหล่านี้ จึงย้ายถิ่นไปอยู่ที่เมืองซานฟรานซิสโก ในปี ค.ศ.1970 ซึ่งในเวลานั้น มีผู้ให้การสนับสนุน ชายที่ชื่อว่า จิม โจนส์ นับพันคน เข้าให้แล้ว

อะไรที่ทำให้ ลัทธิสังคมอุดมสุข สร้างความเชื่อถือให้กลุ่มผู้สนับสนุนได้นับพันคน น่ะหรือ?

สงบสุข สันติ เท่าเทียม เสมอภาค ความเป็นเจ้าของร่วมกัน และวาทศิลป์อันเอกอุ ของ จิม โจนส์ ที่เคยถึงขนาดอวดอ้างว่า มีเงาของพระคริสต์อยู่ในร่างของตัวเอง! ทั้งหมดนี้ ถูกพูดกรอกหู ให้บรรดาสาวกได้รับฟังทุกครั้งในระหว่างการเทศนาสั่งสอน และเมื่อกำลังพลของผู้สนับสนุน เริ่มแข็งแกร่ง จิม โจนส์ จึงรวบรวมเงินจากบรรดาสาวก ไปซื้อที่ดินในดินแดนอันห่างไกล ที่เมือง “กูยาน่า (Guyana)” ทวีปแอฟริกา เพื่อ สร้างเมืองในฝัน

โจนส์ ทาวน์ คือชื่อของเมืองที่ว่า ภายใต้ concept คนจากหลายชนชั้น สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข โดยไม่ถูกโจมตีจากชนชั้นที่เหลื่อมล้ำ

แต่แล้ว สิ่งผิดปกติก็เกิดขึ้น เมื่อบรรดาสาวกพากันหอบหิ้วครอบครัว ลูกเล็กเด็กแดง ย้ายถิ่นที่อยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาไปยัง เมืองแห่งความฝัน ทันทีที่เดินทางถึง บรรดาแกนนำ จะออกไปยึด พาสปอร์ต ของทุกคนทันที นั่นเท่ากับ เป็นการปิดประตูไม่ให้ใครก็ตาม ออกไปจากเมืองแห่งความสุขนี่ได้ นอกเสียจากได้รับการอนุญาต จาก จิม โจนส์ เท่านั้น

คนใน โจนส์ ทาวน์ อยู่กันอย่างไร?

อธิบายง่ายๆ ก็คือ ทุกคนจะได้รับหน้าที่เป็นของตัวเอง เช่น ทำกสิกรรม ทำอาหาร สร้างบ้าน อย่างไรก็ดี ด้วยความที่ ที่ตั้งของโจนส์ ทาวน์ นั้น แต่เดิมเป็นพื้นที่ป่ารกชัฏห่างไกลความเจริญ แม้จะพยายามช่วยกันคนละไม้คนละมือแพ้วถางให้เกิดเมืองขนาดย่อมๆ ขึ้นมาได้ แต่การใช้ชีวิตของคนที่เคยอยู่สังคมเมืองมาก่อน ย่อมประสบปัญหาเรื่องความสะดวกสบาย นอกจากนี้ การที่ทุกคนจะอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่เข้มงวด และมีบทลงโทษอันเฉียบขาดและรุนแรง ของ ผู้นำลัทธิ

จึงทำให้ ผู้ที่เคยให้การสนับสนุนส่วนหนึ่ง เริ่มเอาใจออกห่าง และคิดที่จะหนีออกไปจากเมืองแห่งสุขนี้ ซึ่งเมื่อ จิม โจนส์ เริ่มระแคะระคายว่า จะมีผู้แปรพักตร์ จึงประกาศออกไปในทันทีว่า ใครที่รู้ว่า มีคนกำลังต่อต้านกฎเกณฑ์ที่สร้างขึ้นสำหรับ โจนส์ ทาวน์ จะต้องมารายให้ เค้ารับทราบทันที! ด้วยเหตุนี้ ความหวาดระแวง และความหวาดกลัว จึงปกคลุมไปทั่ว โจนส์ เทาว์ ถึง ขนาดที่ว่า คนในครอบครัวเดียวกัน ยังไม่ไว้ใจกันเอง

อย่างไรก็ดี ข่าวคราว เรื่องคนในโจนส์ ทาวน์ ต้องการที่จะหลบหนีเพื่อกลับไปยังบ้านเกิด ก็หลุดไปถึงหู รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเข้าจนได้ จากผู้ที่สามารถหลบหนีออกไปภายนอกได้สำเร็จ ด้วยเหตุนี้ จึงมีการส่ง นายลีโอ ไรอัน สมาชิกสภาคองเกรส และ ทีมผู้สื่อข่าว เดินทางไปตรวจสอบ เมืองแห่งความสุขทันที

เมื่อคณะเดินทางไปถึง ท่ามกลางการต้อนรับเป็นอย่างดี และทุกอย่างดูเหมือนปกติ ชาวโจนส์ ทาวน์ แทบทุกคนที่คณะไปพบ พยายาม present ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มอยู่ตลอดเวลาว่า ทุกคนในเมืองนี้ล้วนแล้วมีแต่ความสุข สนุกสนาน ทุกคนรักเมืองนี้ ที่นี่มีแต่ความสุขที่สังคมภายนอก ไม่มีทางได้พบพาน ข่าวที่เกิดขึ้นในสังคมภายนอก เป็นเพียงข่าวลือ ที่มุ่งหวังโจมตี จากผู้ไม่หวังดีทั้งสิ้น!

แต่แล้ว ฉากหน้าที่ฉาบไปด้วยความสุข ของ โจนส์ ทาวน์ ก็เริ่มลอกคราบ เมื่อ เหล่าสาวกที่ต้องการแปรพักตร์พยายามแอบติดต่อกับ ทีมของ ลีโอ ไรอัน เพื่อขอให้ช่วยพาหนีออกไปจากเมืองแห่งความสุขแห่งนี้

เมื่อ ลีโอ ไรอัน ได้รับการร้องทุกข์ จึงประกาศทันทีว่า จะพาตัว ผู้แปรพักตร์กลับประเทศสหรัฐอเมริกาถึง 15 คน ทันทีที่ทราบข่าว จิม โจนส์ และบรรดาแกนนำ ย่อมไม่มีทางยอมที่จะให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น บนดินแดนแห่งความสุขได้ จึงพยายามหาทางขัดขวางทุกวิถีทาง

จนกระทั่ง เมื่อ คณะผู้ลี้ภัย เดินทางไปถึงสนามบินเพื่อเตรียมบินกลับประเทศสหรัฐอเมริกา กลุ่มมือปืนภายใต้การบงการ ของ ผู้นำลัทธิสังคมอุดมสุข จึงสาดกระสุนเข้าใส่ทันที เป็นเหตุให้ ลีโอ ไรอัน เสียชีวิตพร้อมกับผู้ติดตามรวมถึงผู้แปรพักตร์จำนวนหนึ่ง ในขณะอีกส่วนหนึ่งได้รับบาดเจ็บ แต่โชคดีที่เหตุการณ์ฆาตกรรมหมู่นี้ มีพยานเห็นเหตุการณ์ ชาวโลกจึงได้รู้เรื่องวิปริตทั้งหมดที่เกิดขึ้นในที่สุด

เมื่อแผนสังหาร เกิดความผิดพลาด และรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่มีทางอยู่นิ่งเฉยแน่นอน

จิม โจนส์ จึงได้ทำในสิ่งที่ ชาวโลกคาดไม่ถึง นั่นก็คือ การบงการให้ บรรดาสาวก ฆ่าตัวตายหมู่

“เตรียมพร้อม ๆ white night” รหัสลับ ที่ถูกประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงใน โจนส์ ทาวน์ เพื่อเรียกทุกคนออกมาประชุม จากนั้น ก็ให้ข้อมูลที่บิดเบี้ยวกับผู้ศรัทธาว่า รัฐบาลสหรัฐ กำลังส่งทหารมากำจัดทุกคนในเมืองแห่งความสุขนี้ ให้สิ้นซาก ทางเดียวที่จะชนะ คือการ ฆ่าตัวตาย เท่านั้น

“หากเราอยู่อย่างสันติไม่ได้ เราก็มาตายอย่างสันติเถิด และนี่ไม่ได้เป็นการฆ่าตัวตายเพื่อตัวเอง แต่นี่เป็นการฆ่าตัวตาย เพื่อปฏิวัติ และตายด้วยเกียรติอันสูงส่ง”

นี่คือ วาทะกรรมที่ จิม โจนส์ พูดกับบรรดาสาวกเพื่อให้ลงมือปลิดชีพตัวเอง ตามคำบอกเล่า ของ ผู้ที่คิดได้ และไม่หลงไปตามคำยุงยง ให้ อัตวินิบาตกรรม ของผู้นำลัทธิ

โดยการฆ่าตัวตายหมู่นี้ เริ่มต้นจาก เรียกบรรดาผู้ศรัทธาทั้งหมดมารวมตัวกัน จากนั้น จิมส์ โจนส์ ได้สั่งให้มีการปรุงยาพิษ ซึ่งเป็น เหล้าองุ่นผสมไซยาไนด์ขึ้น และเมื่อทุกคนที่อยู่ในอาการสงบมารวมตัวกัน วาทกรรม ที่นำไปสู่โศกนาฏกรรม ฆ่าตัวตายหมู่ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก จึงหล่นออกมาจากปากของ ผู้นำลัทธิสังคมอุดมสุข ว่า

“หากเราอยู่อย่างสันติไม่ได้ เราก็มาตายอย่างสันติเถิด และนี่ไม่ได้เป็นการฆ่าตัวตายเพื่อตัวเอง แต่นี่เป็นการฆ่าตัวตาย เพื่อปฏิวัติ และตายด้วยเกียรติอันสูงส่ง”

จากนั้น จึงค่อยๆ มีการ รินยาพิษ ส่งต่อกันไปเป็นทอดๆ โดย เด็กและทารก คือผู้ที่ได้ “ปลดเปลื้องความทุกข์” ตามคำนิยามของ จิม โจนส์ เป็นลำดับแรก ด้วยมือของพ่อและแม่ของเด็กเอง จากนั้น จึงไปสู่บรรดาผู้ใหญ่ในลำดับต่อๆกันไป โดยมี ผู้นำสูงสุดของสังคมอุดมสุข คอยพูดกล่อมเกลาบรรดาสาวก ที่กำลังลงมือฆ่าตัวตายตลอดเวลา เช่น

“จงวางชีวิตไว้กับความมีเกียรติ แต่จงอย่าวางไว้กับน้ำตาและความทรมาน”

ทรมาน ใช่ครับ ดื่มยาพิษผสมไซยาไนด์ จะไม่ทรมานได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้ ตามรายงานการสอบสวน จึงพบว่า มีบางคน ที่ไม่อาจทนความทรมานจากสารพิษได้ จึงได้ร้องขอให้บรรดาเพื่อน ช่วยใช้ปืน ปลิดชีพ ให้พ้นจากความทุกข์ไปเสียก็มี

909 ศพ รวมทั้ง จิม โจนส์ ที่ในเวลาต่อมา ถูกพบว่ามีรอยกระสุนที่หัว คือ การสังเวยชีวิตไปให้กับ สิ่งที่ เรียกว่า ความศรัทธา

เป็นไปได้หรือ คนเพียงคนเดียว สามารถสั่งการให้คนนับพัน ฆ่าตัวตาย ได้

ดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรม นักจิตวิทยาชื่อดัง ให้ความเห็นกับ ทีมข่าวฯ ในประเด็นนี้ว่า

หากจะว่ากันตรงๆ ที่ว่า มนุษย์เราชอบยึดถือความเป็นจริงกัน แต่มักไม่รู้กันว่า ความจริงในชีวิตมนุษย์ที่จริงแท้นั้นมันมีไม่ถึง 15% นอกนั้นเป็นความคิดเชื่อ และจินตภาพกันไปเองแทบทั้งนั้น ที่เรียกกันว่า ปรุงแต่ง และแต้มสี กัน แล้วแต่จะปรุงแต่งมันไปด้านบวกหรือด้านลบกัน เท่านั้น

โดย ความเชื่อ นั้น อาจจะต้องผ่าน การพิสูจน์ เสียก่อน มนุษย์ถึงจะเชื่อ แต่หาก ความเชื่อ พัฒนาจนกลายเป็น ความศรัทธา แล้ว มนุษย์ ไม่จำเป็น ต้องให้มีการพิสูจน์ อีกต่อไป

กระบวนการใดที่จะนำความเชื่อไปสู่ความศรัทธาได้บ้าง?

ปกติ มนุษย์เรา เรียนรู้ ผ่าน 3 ประสาทสัมผัส คือ 1. เรียนรู้จากการได้ยินได้ฟังมาราว17% 2.เรียนรู้จำได้ จากการสัมผัสแค่ 7% และ 3.เรียนรู้และจำได้จากการได้เห็นราว76%

ฉะนั้น การใส่ชุดข้อมูลใดๆ ผ่านการรับรู้ของมนุษย์ ใน 3 ประสาทสัมผัสนี้ ก็จะสามารถพัฒนา ความเชื่อ ของมนุษย์ ไปสู่ ความศรัทธา ได้ในที่สุด

ฉะนั้น จึงไม่แปลกที่ในสังคม จะเกิด ความเห็นต่าง เรื่องความศรัทธา ระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง นั่นเป็นเพราะ ฝ่ายหนึ่ง ไม่ได้รับฟังน้ำเสียง ได้สัมผัสใกล้ชิด หรือ ได้เห็นภาพที่น่าเลื่อมใส จาก บุคคล ที่ฝ่ายหนึ่งให้ความเคารพ

……ความศรัทธา ย่อมไม่มีทางเกิดขึ้น……เหมือนอีกฝ่ายหนึ่ง

ที่น่าสนใจอีกประการ ก็คือ การสะกดจิต เพื่อให้เกิดความเชื่อ และเมื่อทำมากเข้าๆ มันก็จะทำให้เกิด ความศรัทธา ได้เช่นกัน

โดย การสะกดจิต เพื่อพัฒนาความเชื่อของมนุษย์ ให้กลายเป็น ความศรัทธา นั้น สามารถทำได้เมื่อมนุษย์อยู่ใน 2 ภาวะ คือ 1.ภาวะที่ตื่นเต้น เร้าใจ สุดๆ (Peak) 2.ภาวะที่เงียบนานๆ จนเกิดภวังค์(trance)

กรณีศึกษาที่น่าสนใจ ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้ว ก็เช่น กรณีกลุ่ม Glooming sunday ใน ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ผู้ทำหน้าที่ดีเจ ซึ่งทำตัวเป็น ศาสดาของกลุ่ม มักพูดด้วยน้ำเสียงที่กระตุ้นอารมณ์ให้คึกคักด้วยคำพูดที่ปลุกอารมณ์ให้อยากทำ และคำยั่วยุให้กล้าเสี่ยงกล้าทำ ผ่านสถานีวิทยุแห่งหนึ่ง ให้บรรดาสาวก ไปฆ่าตัวตายเพื่อจะได้ไปขึ้นสวรรค์ ในช่วงระหว่างที่มีการเปิดเพลงเร้าใจ จนทำให้เกิดการพร้อมใจไปฆ่าตัวตาย เพื่อจะได้ไปขึ้นสวรรค์ ตามคำพูดของ ดีเจ ในทุกๆ วันอาทิตย์ ของ สัปดาห์ จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนนับร้อยคน

และอีกกรณี ก็คือ กรณีของ ลัทธิสังคมอุดมสุข ของ จิมส์ วอเรน โจนส์ ที่ ใช้ความเงียบสงบ สะกดบรรดาสาวก ให้พร้อมใจกัน ไปดื่มน้ำองุ่น ที่มียาพิษไซยาไนด์ ผสมอยู่ ฆ่าตัวตายจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต บนดินแดน ที่ เรียกว่า โจนส์ ทาวน์ มากถึง 914 ศพ

ช่วงวัยของมนุษย์ ที่จะถูกล้างสมอง ได้ง่ายมากที่สุด

ช่วงวัยที่มนุษย์ ต้องการ การเรียนรู้มากที่สุด ก็คือ 1.ช่วงวัยรุ่น ที่ต้องการเรียนรู้และอยากได้ประสบการณ์ใหม่ ๆ 2.ช่วงสูงอายุ เนื่องจากช่วงวัยนี้ สมองจะเริ่มว่าง เพราะไม่ค่อยมีภาระหน้าที่อะไรให้รับผิดชอบมากนัก

การบำบัด หรือแก้ไข

เป็นไปไม่ได้เลย! เพราะอย่างที่บอก ความศรัทธา นั้น พัฒนาจากการเรียนรู้มาเกือบตลอดชีวิตของคนหนึ่งคน ฉะนั้น เมื่อบุคคลเกิดความรู้สึกศรัทธาขึ้นในเรื่องนั้นๆ หรือคนสอนคนๆนั่น จึงเหนือเกินกว่าความคิดเชื่ออย่างมีเหตุเป็นผลแล้ว เราจะไปบอกให้ เขา มารักษา มันก็เท่ากับเราจะไปเปลี่ยนความคิดเชื่อที่เป็นจิตสำนึก และความรู้สึกที่เป็นจิตใต้สำนึกที่ฝังลึกในจิตของเขา แทบไม่ได้แล้วนั่นเอง

เพราะ เมื่อศรัทธา แล้ว นั่นคือ ชีวิตทั้งหมดของเค้า

การแสวงหาทางออก ให้กับ ความศรัทธา ที่มากเกินพอดี

เบื้องต้น ต้องทำให้ทั้งสองฝ่ายขึ้นไป รู้สึก “พอใจ” หรือ ที่เรียกว่า Win-Win หลีกเลี่ยงการกล่าวหา หรือ กล่าวโทษกัน เพื่อทำให้เกิดคำว่า Win-Lose คือ ต้องแพ้-ชนะ กันไปข้าง เพราะหากเป็นเช่นนั้น ความขัดแย้งก็ไม่อาจยุติลงด้วยดี

สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ต้องทำให้เกิดความพอใจทั้งสองฝ่าย เช่น เชิญผู้ที่จะกล่าวหา มาช่วยอธิบายให้ผู้มีอำนาจ ที่จะกล่าวหาเรื่องนั้น มาให้ความกระจ่าง เป็นต้น

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน