‘เวียร์’ ชวนใช้ชีวิตแบบ New Normal #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/541968

'เวียร์'ชวนใช้ชีวิตแบบ New Normal

‘เวียร์’ชวนใช้ชีวิตแบบ New Normal

วันพุธ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เพื่อรับมือสถานการณ์แพร่ระบาดของโรค COVID-19  ที่กลับมาระบาดรอบใหม่  เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ ขอเชิญชวนทุกคนใช้ชีวิตแบบ New Normal หรือ New Norm ที่หมายถึง “ความปกติใหม่” นั่นคือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คนในการใช้ชีวิตประจำวัน  ซึ่งควรตระหนักถึงสุขอนามัยมากขึ้น โดย เวียร์ มีเคล็ดลับง่าย ๆ มาฝากแฟน ๆ ว่า

            “เมื่อต้นปีพวกเราเคยรับมือกับสถานการณ์นี้มาแล้ว  ซึ่งตอนนี้มีการกลับมาระบาดใหม่ พวกเราก็ไม่ควรที่จะปล่อยให้การ์ดตก ด้วยวิธีง่าย ๆ ที่อยากให้เราทุกคนหมั่นทำอย่างสม่ำเสมอนั่นคือ การล้างมือบ่อย ๆ ใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกจากบ้าน  เว้นระยะห่างทางสังคม และอีกหนึ่งอย่างที่เราต้องพกเป็นประจำคือ สเปรย์หรือเจลล้างมือแอลกอฮอล์ เพราะสามารถช่วยทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคจากการสัมผัสได้  ด้วยวิธีง่าย ๆ เหล่านี้ถ้าเราทุกคนช่วยกันก็จะสามารถป้องกันทั้งตนเองและสังคมได้ แม้จะต้องห่างกันไม่ค่อยได้เจอหน้ากัน แต่ก็ยังมีหลากหลายวิธีที่ทำให้เราได้ติดต่อสื่อสารกัน อย่างช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ เราก็สามารถสื่อสารกันแทนได้
ด้วยรักจากใจพวกเราช่อง 7HD เราห่วงใยคุณครับ”

ปุ้ม เปรมสุดา คนข่าว 7HD แนะเคล็ดเติมสุขรับปีใหม่ 2564 ปลอดโรคโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/541967

ปุ้ม เปรมสุดา คนข่าว 7HD แนะเคล็ดเติมสุขรับปีใหม่ 2564 ปลอดโรคโควิด-19

ปุ้ม เปรมสุดา คนข่าว 7HD แนะเคล็ดเติมสุขรับปีใหม่ 2564 ปลอดโรคโควิด-19

วันพุธ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

            คนข่าว 7HD ปุ้ม เปรมสุดา แห่งรายการ ฝนฟ้าอากาศ ส่งกำลังใจพร้อมแนะเคล็ดเติมความสุขรับปีใหม่ 2564 แบบปลอดภัยไร้โรคโควิด-19  ทั้งระวังเข้มข้น ท่องเที่ยวอย่างมีสติ ที่สำคัญคือการ์ดอย่าตก สวมหน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์ และเว้นระยะห่างอย่างเคร่งครัด เลี่ยงไปในที่ชุมชนหรือแออัดพื้นที่สุ่มเสี่ยงต่าง ๆ ปุ้ม-เปรมสุดา เผย

“รู้สึกเสียใจและผิดหวังไม่ต่างจากคนอื่น ๆ ที่ต้องเจอสถานการณ์ระบาดระลอกใหม่ และกลับมาเฝ้าระวังโรคร้ายอีกครั้ง จนอาจทำให้หลายคนเคร่งเครียดไปบ้าง แต่เพื่อให้มีการขับเคลื่อนต่อไปได้ ปุ้มจึงมาชวนร่วมกันส่งกำลังใจให้กับทุก ๆ คน และช่วยกันสร้างความมั่นใจให้ก้าวผ่านพ้นปีใหม่ไปด้วยกันอย่างมีความสุข โดยใช้ประสบการณ์ที่เรียนรู้โรคนี้กันมาเป็นอย่างดี มีสติ ขออย่าตระหนกจนทำให้เกิดการสะดุดชะงักตัว เน้นย้ำให้ตั้งการ์ดสูงระมัดระวังจริงจัง สวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง ในที่สาธารณะหรือเลี่ยงที่ชุมชนแออัด ดูแลความสะอาด หมั่นล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือเตรียมเจลแอลกอฮอล์ พักผ่อนท่องเที่ยวในพื้นที่ปลอดภัย ทั้งพวกเราและผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามมาตรฐานสาธารณสุขที่เข้มข้น อย่างน้อยก็ช่วยให้เรามีความสุขได้ผ่อนคลายความตึงเครียดลงบ้าง และยังได้ช่วยเพิ่มกำลังใจให้กับคนในพื้นที่ต่าง ๆ สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง ช่วยเพิ่มรอยยิ้มสร้างรายได้ เป็นกำลังใจให้กับทุก ๆ คนเดินหน้าต่อไปด้วยวิถีนิวนอร์มอล ไม่ประมาทการ์ดอย่าตก เช่นที่เคยปฏิบัติกันอย่างเข้มแข็ง แล้วเราจะก้าวข้ามผ่านพ้นปีใหม่ไปอย่างมีความสุขด้วยกันต่อไปนะคะ”

‘Space Sweepers’ ภาพยนตร์ไซไฟทริลเลอร์จากเกาหลี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/541984

‘Space Sweepers’ ภาพยนตร์ไซไฟทริลเลอร์จากเกาหลี

‘Space Sweepers’ ภาพยนตร์ไซไฟทริลเลอร์จากเกาหลี

วันพุธ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

Space Sweepers เป็นภาพยนตร์ไซไฟทริลเลอร์ที่ได้รับความสนใจจากผู้ชมเป็นอย่างมากด้วยการนำเสนอเรื่องราวในห้วงอวกาศที่ไม่เคยมีมาก่อนในวงการภาพยนตร์เกาหลี ทั้งยังเป็นการรวมตัวของนักแสดงแถวหน้าของวงการ ไม่ว่าจะเป็น

ซงจุงกิ (The Battleship Island, Descendants of the Sun),

คิมแทรี (Mr. Sunshine, The Handmaiden),

ชินซอนกยู (Kingdom 1-2, Extreme Job)

ผลงานกำกับของ “โจซองฮี” ที่เคยร่วมงานกับ ซงจุงกิ มาแล้วในภาพยนตร์ A Werewolf Boy อำนวยการสร้างโดย Bidangil Pictures

Space Sweepers เล่าเรื่องราวของอนาคตในปี 2092 เมื่อโลกกำลังจะล่มสลายจนสิ่งมีชีวิตแทบจะไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ ชนชั้นสูงได้รับสิทธิพิเศษไปอาศัยอยู่ที่ UTS บริเวณระหว่างโลกและดวงจันทร์ ส่วนผู้คนที่เหลือกว่า 95% ก็ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่บนโลกมนุษย์ที่กลายเป็นซากปรักหักพัง   Victory เป็นหนึ่งในยานอวกาศของเกาหลี ที่คอยเก็บกวาดขยะอวกาศไม่ว่าจะเป็นยานอวกาศร้าง ขยะดาวเทียม ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดระหว่างยานเก็บขยะทั่วโลกที่ต่างรุมทึ้งงานนี้เพื่อความอยู่รอด โดยในยาน Victory มีสมาชิก อย่าง เทโฮ (รับบทโดย ซงจุกิ) นักบินยานอวกาศอัจฉริยะ ผู้แม้ว่าจะยากจนแต่ก็เต็มไปด้วยความสามารถ กัปตันจาง (รับบทโดยคิมแทรี) อดีตสลัดอวกาศผู้ลึกลับ ไทเกอร์พาร์ค (รับบทโดย ชินซอนคยู) วิศวะเครื่องกลระดับเทพ และ Bubs หุ่นยนต์ทหารที่ถูกโปรแกรมใหม่

วันหนึ่งพวกเขาได้เจอกับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่มาในรูปลักษณ์ของเด็กหญิงวัย 7 ขวบ เป็นที่รู้กันว่าหุ่นยนต์ประเภทนี้มีอานุภาพทำลายล้างสูง แต่เพราะเจ้าหุ่นยนต์นี้เป็นที่ต้องการของคนในโลกใหม่ พวกเขาจึงเลือกที่จะเก็บมันไว้เพื่อแลกกับค่าไถ่ราคางาม แม้จะต้องเอาชีวิตของตัวเองเข้าเสี่ยงก็ตาม

“Space Sweepers”

จะเข้าฉายอย่างเป็นทางการทั่วโลกเร็ว ๆ นี้ ทาง Netflix

‘โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน’ เลื่อนเปิดเรียนไปอีก14วัน หนีโควิด-19 ระลอกใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/542066

'โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน'เลื่อนเปิดเรียนไปอีก14วัน หนีโควิด-19ระลอกใหม่

‘โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน’เลื่อนเปิดเรียนไปอีก14วัน หนีโควิด-19ระลอกใหม่

วันพุธ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 10.55 น.

30 ธันวาคม 2563 เฟซบุ๊กเพจของ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ได้ออกประกาศผ่านเพจเฟซบุ๊ก’ Bangkok Christian College ::: Official Club Site
‘ ระบุว่า 

ด้วยสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ที่ยังมีความรุนแรงและมีแนวโน้มการแพร่ระบาดสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับช่วงเทศกาลคริสต์มาสและขึ้นปีใหม่ยังคงมีการสัญจรไปมาระหว่างจังหวัดของประชาชนทั่วไป

ทางโรงเรียนมีความห่วงใยต่อสุขภาพของนักเรียนเป็นสำคัญ และจำเป็นต้องรักษามาตรฐานเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดขึ้นในโรงเรียน ดังนั้น ทางโรงเรียนจึงขอประกาศเลื่อนการเปิดทำการเรียนการสอนจากกำหนดเดิม คือวันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ.2564 ออกไปเป็นเวลา 14 วัน (ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 4 ถึงวันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ.2564)

โดยโรงเรียนจะเปิดทำการเรียนการสอนอีกครั้งในวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2564 และโรงเรียนจึงให้จัดการสอนเพื่อให้ครบหลักสูตร ดังนี้ 1.ระดับประถมศึกษาทุกระดับชั้น เรียนผ่านออนไลน์ ในวันจันทร์ที่ 4 ถึงวันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ.2564 2.ระดับมัธยมศึกษาทุกระดับชั้น เริ่มเรียนผ่านออนไลน์ ในวันอังคารที่ 5 ถึงวันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ.2564

ทางโรงเรียนขอให้ผู้ปกครองมั่นใจว่าการเรียนการสอนที่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาของการเฝ้าระวังนี้ จะทำให้ความรู้ของนักเรียนเกิดประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งขอให้ผู้ปกครองคลายความกังวลต่อการประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียน 

‘SWING Thailand’ ส่งความสุขให้พนักงานบริการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541927

‘SWING Thailand’  ส่งความสุขให้พนักงานบริการ

‘SWING Thailand’ ส่งความสุขให้พนักงานบริการ

วันพุธ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ช่วงปลายปีเป็นเทศกาลแห่งความสุขที่คนส่วนใหญ่ได้พักผ่อนและเฉลิมฉลองในช่วงวันคริสต์มาสถึงวันส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่เช่น ไปท่องเที่ยว พบปะสังสรรค์ แลกเปลี่ยนของขวัญ แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ช่วงเวลาแห่งความสุขนี้ถูกลดทอนลงไป โดยเฉพาะกับกลุ่มอาชีพพนักงานบริการ (Sex workers)ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการแพร่ระบาดและไม่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐบาลเหมือนอาชีพอื่นๆ วิกฤตินี้จึงพรากเทศกาลแห่งความสุขของพนักงานบริการไป

มูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ (SWING) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2547 มีพื้นที่ปฏิบัติงานหลักคือกรุงเทพฯ และเมืองพัทยา จ.ชลบุรี อันเป็น2 เมืองท่องเที่ยวที่มีย่านสถานบันเทิงและมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติจำนวนมาก โดยการทำงานช่วงแรกนั้นเน้นให้ความรู้เรื่องการป้องกันเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ รวมถึงสอนภาษาต่างประเทศแก่พนักงานบริการทางเพศ (Sex Worker) ที่เป็นผู้ชายและสาวประเภทสอง หญิงข้ามเพศ และต่อมาได้ขยายครอบคลุมถึงพนักงานบริการทุกกลุ่ม

มูลนิธิฯ ดำเนินงานเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของพนักงานบริการมากว่า 15 ปีคุณสุรางค์ จันทร์แย้ม ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งมูลนิธิฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการส่งความสุข เนื่องจากเทศกาลแห่งความสุขควรเป็นของทุกคนรวมทั้งกลุ่มคนที่ไม่ได้รับการเหลียวแลเช่นพนักงานบริการด้วย จึงจัดกิจกรรมส่งความสุขให้กับพนักงานบริการในวันที่ 25 ธ.ค. 2563 ที่ผ่านมา ด้วยการมอบของขวัญให้กับพนักงานบริการในพื้นที่กรุงเทพมหานครและพัทยา รวม 1,000 ชุด เพื่อสร้างรอยยิ้ม ส่งความสุขและให้พนักงานบริการ ได้รับของขวัญในวันคริสต์มาสนี้

ธุรกิจ-โควิด-นโยบาย (4) ‘ยานยนต์’ เทน้ำมันหันหาไฟฟ้า..พร้อมไหม? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541928

ธุรกิจ-โควิด-นโยบาย (4)  ‘ยานยนต์’เทน้ำมันหันหาไฟฟ้า..พร้อมไหม?

ธุรกิจ-โควิด-นโยบาย (4) ‘ยานยนต์’เทน้ำมันหันหาไฟฟ้า..พร้อมไหม?

วันพุธ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

(ต่อจากฉบับวันจันทร์ที่ 28 ธ.ค. 2563)

เดินทางมาถึงตอนที่ 4 แล้วกับเรื่องเล่าจากงานสัมมนา “ผลกระทบของ COVID-19 ต่ออุตสาหกรรมไทย” ณ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) โดยในตอนนี้จะกล่าวถึง “ยานยนต์” ธุรกิจที่เป็นหัวใจสำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทย ในสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น ผ่านมาตรการล็อกดาวน์ กระทั่งเมื่อการล็อกดาวน์ได้ผ่อนคลายลง โดยมี เพ็ชรธรินทร์ วงศ์เจริญอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รับหน้าที่บรรยายหัวข้อนี้

อาจารย์เพ็ชรธรินทร์ กล่าวว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญในระดับโลก และการผลิตในไทยนั้น ร้อยละ 50 เป็นไปเพื่อการส่งออก ซึ่งการดำรงอยู่ของโรงงานประกอบรถยนต์นั้นก่อให้เกิดธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ผลิตชิ้นส่วน (อะไหล่) ป้อนเข้าสู่โรงงานประกอบรถยนต์ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ประกอบสำเร็จรูปแล้ว หรือแม้กระทั่งชิ้นส่วน เมื่อนำมารวมกันแล้วจะมีสัดส่วนถึงร้อยละ 10 ของสินค้าทุกประเภทที่ไทยส่งออกไปต่างประเทศ และอุตสาหกรรมยานยนต์นั้นมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมาถึง 2 ทศวรรษ

สำหรับผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ จะมีอยู่3 กลุ่มคือ 1.ทำเฉพาะ OEM(Original Equipment Manufacturer : ผลิตสินค้าตามที่ลูกค้าสั่งเพื่อให้ลูกค้านำไปจำหน่ายในยี่ห้อของตนเอง) กลุ่มนี้รับผลิตชิ้นส่วนป้อนให้โรงงานประกอบรถยนต์โดยตรง รวมถึงมีบางส่วนผันตัวไปทำศูนย์บริการด้วย 2.ทำเฉพาะ REM (Replacement Equipment Manufacturer : ผลิตสินค้าจำหน่ายกับผู้ใช้งานโดยตรงไม่เน้นป้อนเข้าสู่โรงงาน) เช่น ผลิตชิ้นส่วนแต่นำไปวางจำหน่ายที่อู่ซ่อมรถหรือร้านรับตกแต่งรถ และ 3.ทำทั้ง OEM และ REM

“หลังจากที่โควิดเข้ามาแล้วมีการล็อกดาวน์ประเทศ สิ่งที่กระทบอย่างแรกคือสังเกตดูดัชนีความเปลี่ยนแปลง วันนี้รถยนต์ตกหนักมาก โดยเฉพาะในเดือน 4-5 (เม.ย.-พ.ค.) ในเดือน 4 ลดลงมา 69% ติดลบ ในเดือน 5 หนักเข้าไปอีก 73% ถ้าดูการส่งออกวันนี้กลุ่มรถยนต์และชิ้นส่วนก็หนักกว่าภาพรวมของอุตสาหกรรม ในเมื่อภาพมันเป็นอย่างนั้น ถ้าเราลองมาพิจารณาตัวตลาดส่งออกชิ้นส่วนหลักและรถยนต์หลัก ในที่นี้หยิบขึ้นมาเป็นกลุ่ม โอเชียเนีย อาเซียน อียู เพราะโดยธรรมชาติรถยนต์จะเป็นการค้าขายที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน

ตลาดส่งออกรถยนต์เราก็จะอยู่ในอาเซียน (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) อยู่ในโอเชียเนีย (เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์) อาจจะมีข้ามเขตกันบ้าง ออกไปทางอียู (สหภาพยุโรป) เล็กน้อย ถามว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้น เอาข้อมูล 9 เดือนแรกมาดูเทียบกันจะเห็นว่าติดลบทุกตลาด โอเชียเนียติดลบไป 30% ข้อมูล ณ เดือน ก.ย. 2563 อาเซียนโดนหลักหน่อย 48% อียูโดนไป 40% มีแค่ 2 ตลาดที่โตสวนทาง คือจีนกับญี่ปุ่น ชิ้นส่วนก็ Pattern (รูปแบบ) เดียวกัน ติดลบทุกอัน” อาจารย์เพ็ชรธรินทร์ ระบุ

อาจารย์เพ็ชรธรินทร์ กล่าวต่อไปว่า ตลาดรถยนต์ในประเทศหดตัวรุนแรงงานกว่าตลาดส่งออกต่างประเทศ ซึ่งตลาดในประเทศนั้นเริ่มหดตัวตั้งแต่เดือน ม.ค. 2563 และหดตัวอย่างรุนแรงเมื่อเข้าสู่สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 กระทั่งกลับมาเริ่มฟื้นตัวในเดือน ส.ค. 2563 “สำหรับผลกระทบต่อผู้ประกอบการคือกระแสเงินสดอาจสะดุดอย่างฉับพลัน เนื่องจากรายได้จากยอดจำหน่ายสินค้าลดลง” ซึ่งน่าเป็นห่วงสำหรับผู้ประกอบการที่เป็นกลุ่มเปราะบาง ที่อาจกระทบหนักถึงขั้นปิดกิจการ

เมื่อสอบถามผู้ประกอบการ พบว่า การยกเลิกคำสั่งซื้อคือปัญหาที่รุนแรงที่สุด เช่นเดียวกับไม่สามารถส่งออกได้ ส่วนการปรับตัวนั้น 1.หากเป็นผู้ผลิตรถยนต์ มีทั้งการชะลอคำสั่งซื้อชิ้นส่วนรถยนต์ ลดการจ้างงาน(ลดชั่วโมงทำงาน เปิดโครงการสมัครใจลาออก) และรอดูแนวโน้มการฟื้นตัว 2.หากเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วน จะเป็นการลดการจ้างงาน (ลดชั่วโมงทำงานเปิดโครงการสมัครใจลาออก) หาช่องทางอื่นสำหรับจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของตนเพิ่มขึ้น และรอดูแนวโน้มการฟื้นตัว

ขณะที่มาตรการของรัฐที่ผู้ประกอบการระบุว่าช่วยบรรเทาผลกระทบได้อย่างมาก คือมาตรการที่ช่วยให้ผู้ประกอบการยังรักษากระแสเงินสดไว้ได้ เช่น ลดภาษี เร่งคืนภาษี ยืดระยะเวลาการจ่ายภาษี รองลงมาคือมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) แม้หลายรายจะมีเงินสดในมือมากพอสมควรแต่ก็ยังอยากรู้สึกว่ามีเงินในมือ ซึ่งสอดคล้องกับข่าวที่ปรากฏว่า ค่ายรถยนต์บางเจ้ายอมแม้กระทั่งไปหาเงินกู้ที่มีดอกเบี้ยสูง นอกจากนี้ยังอยากได้มาตรการลดขั้นตอนการขออนุญาต หรือใช้ช่องทางออนไลน์ (E-Government) ในการขออนุญาต

ทั้งนี้ สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงการการนำเข้าชิ้นส่วนยานยนต์มากนัก ทั้งในแง่ลำดับความสำคัญของชิ้นส่วนที่นำเข้าและในแง่แหล่งนำเข้า โดยมีการเปลี่ยนแปลงเพียงช่วงสั้นๆ ราว 1-2 เดือน ก่อนที่จะกลับมาสู่ภาวะปกติเมื่อสถานการณ์โรคระบาดในแหล่งนำเข้าเริ่มคลี่คลายลง อนึ่ง หากแบ่งการปรับตัวตามประเภทผู้ประกอบการ
ชิ้นส่วน จะพบว่า

“ในกลุ่มที่ทำเฉพาะ OEM” 1.มีแนวโน้มที่จะปลดคนงานประจำบางส่วนเพื่อบรรเทาปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน 2.เข้าไปมีส่วนร่วมกับห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) รถยนต์กลุ่มอื่นๆ โดยเฉพาะค่ายรถยนต์จากจีน และ 3.หันไปทำตลาด REM แต่เกิดขึ้นได้ยาก “ในกลุ่มที่ทำทั้ง OEM และ REM” 1.เพิ่มน้ำหนักการทำตลาด REM มากขึ้นจากผลบวกของภาวะเศรษฐกิจถดถอยในตลาด REM (เศรษฐกิจไม่ดีคนยังไม่กล้าซื้อรถใหม่ แต่อยากได้อะไหล่ไปซ่อมรถคันที่ใช้อยู่ปัจจุบัน)

2.เข้าไปมีส่วนร่วมกับห่วงโซ่อุปทานรถยนต์กลุ่มอื่นๆ โดยเฉพาะค่ายรถยนต์จากจีน และ “ในกลุ่มที่ทำเฉพาะ REM” 1.มีแนวโน้มเผชิญปัญหาผิดนัดชำระหนี้ เนื่องจากการค้าส่วนใหญ่ในตลาด REM กลุ่มนี้เป็นระบบการค้าเชื่อ (สินเชื่อการค้า) ผลกระทบแตกต่างกันไปตามความจำเป็นของแต่ละชิ้นส่วน 2.สามารถเพิ่มช่องทางจำหน่ายออนไลน์ชิ้นส่วนบางประเภท (เช่น อุปกรณ์แต่งรถ)

อย่างไรก็ตาม “ยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างฟื้นตัวได้รวดเร็ว” เช่น หากเทียบระหว่างงานแสดงรถยนต์ทั้ง 2 ครั้งในปี 2563 จะพบว่า แม้ยอดการจองรถจากงาน Motor Show (13 -27 ก.ค. 2563) จะอยู่ที่ 18,381 คัน แต่เมื่อถึงงาน Motor Expo (1-13 ธ.ค. 2563) มียอดการจองรถจากงานทั้งหมด 33,753 คัน ถือว่าฟื้นตัวขึ้นมาพอสมควร อนึ่ง ยอดการผลิตและยอดการจำหน่ายรถยนต์ทั้งตลาดในประเทศและส่งออกต่างประเทศ ในเดือน ต.ค. 2563 เพิ่มขึ้นมาในระดับใกล้เคียงช่วงก่อนเกิดวิกฤติไวรัสโควิด-19 ทำให้ไม่เลวร้ายอย่างที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า

ปิดท้ายด้วย “โอกาสและความท้าทาย” เช่น วิกฤติไวรัสโควิด-19 ทำให้ผู้คนหันมาทำงานที่บ้าน (Work from Home) มากขึ้น ความต้องการรถยนต์ในตลาดอาจเปลี่ยนเป็นรถขนาดเล็กๆ ที่เพียงพอต่อการเดินทางในระยะทางสั้นๆ รวมถึงผู้คนเริ่มใส่ใจความสะอาดและสุขภาพมากขึ้น อาจมีความต้องการรถยนต์ที่ติดตั้งระบบกรองอากาศในห้องโดยสาร ซึ่งปัจจุบันก็มีรถยนต์บางยี่ห้อได้ติดตั้งระบบดังกล่าวแล้ว

นอกจากนี้ รถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ใช้น้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง) อาจได้รับความนิยมน้อยลง ผู้คนมีแนวโน้มเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (EV) หรือระบบลูกผสมที่ใช้ทั้งน้ำมันและไฟฟ้า (Hybrid) มากขึ้น ซึ่งกระแสนี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลของหลายประเทศ แต่การเปลี่ยนผ่านนี้ก็มีหลายประเด็นที่ทั้งผู้ประกอบการและรัฐบาลต้องพิจารณา

1.โรงงานผลิตรถไฟฟ้ามักตั้งโรงงานติดกับโรงงานแบตเตอรี่ 2.รถไฟฟ้ายังมีราคาที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับรถเครื่องสันดาป และต้องใช้เครื่องมือการอุดหนุนสูง (ตัวอย่างคือประเทศจีน เมื่อรัฐบาลลดการอุดหนุน ยอดขายรถ EV ก็ลดลงไปด้วย) 3.ความพร้อมของสถานีชาร์จไฟฟ้า และ 4.พลังงานในการขับเคลื่อนรถยนต์ยังไม่หยุดที่พลังงานไฟฟ้าเท่านั้น (มีการพูดถึงเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น Fuel Cell หรือเซลล์เชื้อเพลิง,การนำน้ำมาแปลงเป็นพลังงาน) 5.ความพร้อมของการชาร์จไฟฟ้าในที่พักอาศัย (เช่น ไฟ 1 เฟสชาร์จได้หรือไม่ หรือต้องเปลี่ยนเป็น 3 เฟส)

“วันนี้เนื่องจากรัฐบาลกำลังมีการผลักดันยานยนต์ไฟฟ้าเป็นหลักแต่สิ่งที่อาจไม่ค่อยมีคนพูดถึงก็คือยานยนต์ไฟฟ้าที่มันเข้ามามันเข้ามาเพราะอะไร ยานยนต์ไฟฟ้าเข้ามาเพราะวันนี้เราต้องการจะทำให้ประเด็นเรื่องมลพิษ เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นตัวชู ประเด็นสิ่งแวดล้อมมันมีความสำคัญมากขึ้น รถยนต์พลังงานทางเลือกเลยเข้ามา วันนี้ถ้าเราลองมองการที่เราเข้าไป Design (ออกแบบ) นโยบายที่มันเฉพาะเจาะจงให้มันมุ่งไปที่ยานยนต์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ก็ต้องไม่ลืมว่าเราเคยเป็นฐานการผลิตรถยนต์สันดาป

รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปปกติ ชิ้นส่วน 3 หมื่นชิ้น วันนี้ถ้าเปลี่ยนเป็นไฟฟ้า เรามี 1,500 ชิ้น ถามว่ายุทธศาสตร์อะไรที่จะทำให้เราเปลี่ยนผ่านแล้วเกิดความเสียหายน้อยที่สุด การส่งเสริมของรัฐที่ควรจะทำจริงๆ คือการส่งเสริมที่รัฐเข้าไปมีบทบาทได้แต่มันต้องไม่เป็นการกระทบสภาพการแข่งขันในภาพรวม สิ่งที่รัฐทำควรจะเป็นการช่วยในด้านของโครงสร้าง การเตรียมความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานถ้าเทคโนโลยีเหล่านั้นมันมาในประเทศจริงๆ เช่น ความเพียงพอของสถานีชาร์จ ความพร้อมของความต้องการพลังงานไฟฟ้าที่มันจะเพิ่มขึ้น ความพร้อมของไฟฟ้าถ้าเราจะต้องมีการติดตั้งการชาร์จที่บ้าน” อาจารย์เพ็ชรธรินทร์ กล่าวในท้ายที่สุด

(โปรดติดตามตอนต่อไปในฉบับวันพฤหัสบดีที่ 31 ธ.ค. 2563 หน้า 5)

‘TCEB’ เพิ่มทักษะชาว ‘MICE’ เรียนรู้ผ่านออนไลน์รับโลกยุคโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541926

‘TCEB’เพิ่มทักษะชาว‘MICE’  เรียนรู้ผ่านออนไลน์รับโลกยุคโควิด

‘TCEB’เพิ่มทักษะชาว‘MICE’ เรียนรู้ผ่านออนไลน์รับโลกยุคโควิด

วันพุธ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางศุภวรรณ ตีระรัตน์ รองผู้อำนวยการสายงานพัฒนาและนวัตกรรม สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB กล่าวถึงสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ซึ่งทำให้ธุรกิจต่างๆ ต้องปรับตัว ในจำนวนนี้รวมถึงกลุ่มที่เรียกว่าธุรกิจไมซ์ (MICE) ด้วย เช่น ธุรกิจการจัดงานประชุม การเดินทางเพื่อเป็นรางวัล ตลอดงานแสดงสินค้าและงานอีเวนต์ เริ่มหันไปจัดงานในรูปแบบดิจิทัลอย่างเต็มตัวว่า TCEB ไม่รอช้า เร่ง Reskill บุคลากรในธุรกิจไมซ์เพื่อให้สามารถปรับตัวให้พร้อมสำหรับคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้

โดยผ่านหลักสูตรรับรองผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดงานอีเวนต์แบบดิจิทัล (Digital EventSpecialist : DES) ร่วมกับสมาคม Professional ConventionManagement Association (PCMA) นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาแพลตฟอร์มและหลักสูตรออนไลน์ด้านไมซ์ ร่วมกับสมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (ไทย) สมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) และสมาคมธุรกิจสร้างสรรค์การจัดงาน เพื่อช่วยให้บุคลากรไมซ์ได้ Upskill ให้พร้อมใช้ประกอบการทำงานทันทีเพื่อก้าวต่อไปในยุคนิว นอร์มอล (New Normal) ได้อย่างมั่นใจ

โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดงานมาเล่าถึงมุมมองและประสบการณ์จากการทำงานจริงในการจัดงานไมซ์ระดับนานาชาติแบบหมดเปลือก ซึ่งหลักสูตร MICEE-learning จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง เพราะอยู่ที่ไหนก็เรียนรู้ได้ ทำให้ MICE เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็เรียนรู้และเข้าใจได้ และเพราะหลักสูตรได้รับการออกแบบร่วมกันจากกูรูผู้มากประสบการณ์ระดับประเทศ หลังเรียนจบสามารถนำไปประกอบอาชีพได้ทันที

“สำหรับผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องอยู่แล้ว อาจจะคิดว่าทำจนเชี่ยวชาญอยู่ในระดับสูงแล้วจะจบอยู่แค่นั้นแต่ที่จริงทุกอย่างยังสามารถพัฒนาได้อีก ยังมีเรื่องใหม่ๆ อย่างความปลอดภัยและสุขอนามัย ซึ่งเป็นเทรนด์ใหม่ที่เราต้องใส่ใจด้วย การเรียนรู้นี่จะเสริมให้เราเป็นมืออาชีพ ช่วยให้เรามีมาตรฐานและความเข้าใจที่ตรงกัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขัน ทำให้เรากลายเป็นศูนย์กลางการจัดงานในภูมิภาคเอเชียได้” นางศุภวรรณ กล่าว

Pierre Cardin, designer who turned name into brand, dies at 98 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

Pierre Cardin, designer who turned name into brand, dies at 98

FashionDec 30. 2020Pierre Cardin in his Paris office in 2016. MUST CREDIT: Bloomberg photo by Marlene AwaadPierre Cardin in his Paris office in 2016. MUST CREDIT: Bloomberg photo by Marlene Awaad

By Syndication Washington Post, Bloomberg · Laurence Arnold

Pierre Cardin, the Parisian designer who forever changed fashion when he broke with French couture houses and offered ready-to-wear clothing in department stores, ultimately transforming his name into a diversified global brand, has died. He was 98.

The Agence France-Presse reported the news, citing his family. France’s Academy of Fine Arts confirmed the news in a tweet.

He lived in Paris and acquired properties including a castle in the south of France once owned by the Marquis de Sade and the Palais Bulles, or “Bubble Palace,” his futuristic mansion in Cannes.

Cardin made his mark artistically in the 1960s as a leading designer of the “Space Age” look, with unisex clothing, bold geometric patterns and the use of vinyl and plastic.

Fashion was just the start of Cardin’s business empire. He went on to sell eyeglasses, umbrellas, perfume, luggage, linens, furniture, mattresses, skis and coffee pots.

“If someone asked me to do toilet paper, I’d do it,” Cardin told the New York Times in 2002. “Why not?”

In 1959, at the Paris department store Printemps, Cardin became the first designer to introduce a ready-to-wear — or “pret-a-porter” — women’s line for a broad audience. With that act of independence, Cardin steered himself away from the haute couture houses that dominated the Paris fashion scene.

“It was Cardin who first equated fashion design with the masses, and he made the notion of luxury for everyone into an international currency,” fashion writer Elisabeth Langle wrote in a 2005 book, “Pierre Cardin: Fifty Years of Fashion and Design.”

“They said pret-a-porter will kill your name,” Cardin said in an interview, “and it saved me.”

He was also a pioneer in men’s fashion. He opened Adam, a boutique featuring printed shirts and ties, in 1957, and three years later presented the first haute couture show for men. His high-buttoned, collarless jackets captured the fancy of four lads from Liverpool, England, and as the Beatles conquered the music world, the Cardin look soared with them.

Cardin leveraged his fame through branding, licensing and franchising. For many years, he said his trademark had 800 licenses in 140 countries. By mid-2017, the number of active Cardin licenses had dropped to about 350.

At times he was cited as an example of licensing run amok. Time magazine, in a 1975 story, called him a “shrewd fantasist who has tacked his name on to just about anything that can be nailed, glued, baked, molded, bolted, braced, bottled, opened, shut, pushed or pulled.”

In 1981 Cardin purchased the landmark restaurant Maxim’s de Paris. True to form, he globalized the Maxim’s brand by franchising branches in Brussels, Beijing, Rio de Janeiro, London and New York, opening Maxim’s hotels and launching a line of Maxim’s luxury products.

The results were mixed. The Brussels and Rio restaurants closed within a few years, and the New York restaurant shuttered in 2000.

Cardin took his clothing to every corner of the globe. He targeted the Japanese market after visiting there in 1957, signed production agreements with the Soviet Union in 1978 and, in 1979, became one of the first western companies to do business in China.

Cardin long ago announced that he intended to sell his empire, which he estimated to be worth at least 1 billion euros.

It wasn’t at all clear that anybody but Cardin could run his runaway brand. Richard Morais, in his 1988 biography “Pierre Cardin: The Man Who Became a Label,” said Cardin was better at spinning — and sometimes embellishing — his image than at running a company.

“The Cardin empire was a giant fungus with its own independent life,” Morais wrote. “Spores of independent licensees grew in the dark and crept into every corner of the earth, fertilized by a steady supply of superb public relations. Sometimes, one would have to think, the empire grew in spite of Cardin.”

Pietro-Costante Cardin, the youngest of 11 children, was born on July 2, 1922, in the Italian village of San Biagio di Callalta, near Venice. His parents were farmers and winemakers whose land and business had been ravaged by World War I. The family moved to southeastern France when Cardin was 3 years old.

In 1944, he arrived in Paris and two years later began working for designer Christian Dior, who was assembling his own fashion house.

He opened his own firm in 1949 and presented his first haute couture women’s collection four years later. He said Argentina’s first lady, Eva Peron, and American actress Rita Hayworth were among his earliest clients.

Cardin’s ballooning bubble dress brought him lasting acclaim after it was introduced in the mid-1950s. In the 1960s, he positioned himself as a futuristic designer attuned to the fantasy of the Space Age. He embellished his outfits with geometric shapes, vinyl, oversized zippers, goggles, visors, even helmets.

“The dresses I prefer are those I invent for a life that does not exist yet: the world of tomorrow,” he said.

A 1966 Time magazine article said Cardin’s clothing for men was growing by $8 million annually, five times the gross of his women’s line, and his customers included actors Gregory Peck, Yul Brynner and George Hamilton. That year Cardin opened a menswear shop in New York City at Bonwit Teller.

He made his first set of haute couture furniture, called “Utilitarian Sculptures,” in 1977.

He expanded his empire in the 1980s, opening boutiques in Paris, Budapest, Beijing and London.

UNESCO, the United Nations office that promotes education and culture, named Cardin a goodwill ambassador in 1991. He also was elected to France’s prestigious Academie des Beaux Arts.

Cardin, who once had a love affair with film star Jeanne Moreau, never married or had children. Moreau died in July 2017.

Singapore rolls out Covid-19 vaccination exercise; senior staff nurse at NCID receives first jab #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

Singapore rolls out Covid-19 vaccination exercise; senior staff nurse at NCID receives first jab

Dec 30. 2020NCID senior staff nurse Sarah Lim, 46, receiving her vaccination in the Day Treatment Centre at NCID, on Dec 30, 2020. ST PHOTO: KEVIN LIM
NCID senior staff nurse Sarah Lim, 46, receiving her vaccination in the Day Treatment Centre at NCID, on Dec 30, 2020. ST PHOTO: KEVIN LIM

By Clara Chong
The Straits Times/ANN

SINGAPORE – Singapore kick-started its national Covid-19 vaccination programme on Wednesday (Dec 30) morning, with a senior staff nurse at the National Centre for Infectious Diseases (NCID) the first to roll up her sleeve for the Pfizer-BioNTech jab.

Ms Sarah Lim, 46, is part of the team that screens suspect Covid-19 cases.

“I feel grateful and thankful for being the first to be vaccinated, I would encourage them (others) to go for it,” she told reporters after receiving the shot.

“It’s not very painful.”

She added in Mandarin: “I wanted to take the injection to protect myself, my loved ones, patients and the public.

“It gives me greater peace of mind.”

The vaccine was removed from the fridge at 8.30am – according to a note on the wall – and delivered about an hour later after it reached room temperature.

It took several minutes for the nurse who administered the jabs to prepare the injection each time.

Once done, the healthcare workers were told to rest for 30 minutes in an observation room.

The national vaccine effort is a critical part of the push for the Republic to return to normalcy and reopen the economy, with most people expected to have the chance to receive it by next year.

Like her colleagues, she believes that the vaccine, on top of other stringent measures such as hygiene and mask-wearing, is an added layer of protection.

Second in line was Dr Kalisvar Marimuthu, a 43-year-old senior consultant who manages suspect and confirmed Covid-19 cases.

“I’m feeling lucky… feeling a bit emotional because the vaccine is potentially a game-changer,” he said.

“It has been a long journey for us to reach here, it has been tough for all of us.

“Vaccines have brought pandemics to their knees in the past,” he added, and he hopes that history will be repeated this time.

“I’m hoping there is light at the end of a very long tunnel.”

On receiving the shot, he noted: “I’m already feeling better and more protected. This vaccine is probably the last layer of protection for us.”

Mr Mohamed Firdaus Bin Mohamed Salleh, 38, a senior staff nurse at NCID was also among the first of about 30 NCID staff in line for the injection on Wednesday.

“This gives me the assurance that I can go home safely to my kids,” said the father of four.

Others in the frontline are also being rostered for similar vaccinations, with public healthcare institutions and private hospitals arranging for their staff to be vaccinated at their respective premises.

This is in line with recommendations by an expert committee that front-line and healthcare workers and those most vulnerable to severe complications if they contract Covid-19 should be vaccinated first.

Singapore residents aged 70 and older will receive their jabs from February next year, followed by other Singaporeans and long-term residents who are medically eligible.

The expert committee also assessed that the Pfizer-BioNTech vaccine is suitable for use in people aged 16 and older for the prevention of Covid-19, although taking the vaccine is still not recommended for pregnant women and immunocompromised individuals until more information is available.

The first shipment of the vaccine arrived in Singapore earlier this month (Dec 21) on a Singapore Airlines flight from Brussels.

[Vietnam] Trade surplus hits $19 billion, highest since 2016 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

[Vietnam] Trade surplus hits $19 billion, highest since 2016

Dec 30. 2020The country’s total trade revenue has hit $543.9 billion, up 5.1 per cent year-on-year. — VNA/VNS PhotoThe country’s total trade revenue has hit $543.9 billion, up 5.1 per cent year-on-year. — VNA/VNS Photo

By Viet Nam News/ANN

HÀ NỘI — Việt Nam is estimated to enjoy a trade surplus of US$19.1 billion this year, the highest since 2016, despite the challenges posed by the COVID-19 pandemic.

The country’s total trade revenue has hit $543.9 billion, up 5.1 per cent year-on-year. Of the total, export value is $281.5 billion and imports $262.4 billion, year-on-year rises of 6.5 per cent and 3.6 per cent, respectively.

Nguyễn Việt Phong from the General Statistics Office (GSO)’s Trade and Service Statistics Department said the trade surplus is a bright spot contributing remarkably to economic growth and aiding the exchange rate and foreign exchange reserves in the context of Việt Nam needing more resources for post-pandemic economic recovery in 2021.

While the world economy is seriously affected by the pandemic, the trade surplus of $19.1 billion shows Việt Nam has taken advantage of opportunities brought by signed free trade agreements (FTAs), especially the EU-Việt Nam FTA and the quality of the country’s exports has improved, meeting the requirements of choosy markets.

According to the GSO, in 2020, 31 commodities enjoyed export turnover of more than $1 billion, with six posting export values of more than $10 billion, accounting for 64.3 per cent of the total export turnover.

The heavy industry and mineral sector enjoyed the biggest export value of $152.5 billion, up 11.3 per cent year-on-year.

On the other side, 35 commodities posted import values of more than $1 billion this year, with four reaching $10 billion, accounting for 49.4 per cent of total import revenue.

Việt Nam becomes second biggest exporter to US

Việt Nam moved up four spots to become the second-biggest exporter to the US in 2020, with its export turnover to the country surging 24.5 per cent to an estimated $76.4 billion.

Besides traditional exports like textiles, footwear and aquatic products, Việt Nam has also shipped electronics, spare parts and wooden products to the market.

According to Phong, Việt Nam enjoys a trade a surplus of $62.6 billion with the US, compared to $20.3 billion with the EU, while it has trade deficits of $34.5 billion with China, $27.6 billion with the Republic of Korea, and $6.9 billion with ASEAN.

However, Việt Nam’s exports to the US account for only 2.7 per cent of the American country’s total imports from all countries and territories worldwide.

Phong suggested Việt Nam make more efforts to help US businesses operating in Việt Nam deal with difficulties, and import more from the US, particularly commodities such as energy, agricultural products, pharmaceutical products and machinery.

According to the Vietnam Trade Office in the US, the two countries have witnessed a strong breakthrough in bilateral trade turnover, especially Việt Nam’s exports to the US.

Statistics from the US side show that two-way trade increased to $75.7 billion in 2019 from just $450 million in 1995 when Việt Nam and the US established diplomatic relations.

Apart from trade co-operation, the two countries have also enhanced toes in investment, research, sci-tech development, transportation, education, telecommunication and energy. — VNS