อุณหภูมิโลกจ่อพุ่งสูงขึ้นทำสถิติใหม่ในปีนี้ ผลจาก “เอลนีโญ”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2685295

อุณหภูมิโลกจ่อพุ่งสูงขึ้นทำสถิติใหม่ในปีนี้ ผลจาก "เอลนีโญ"

21 เม.ย. 2566 14:19 น.

อุณหภูมิโลกจ่อพุ่งสูงขึ้นทำสถิติใหม่ในปีนี้ ผลจาก “เอลนีโญ”

นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศกล่าวว่า โลกอาจทำลายสถิติอุณหภูมิเฉลี่ยใหม่ในปี 2566 หรือ 2567 ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการกลับมาของปรากฏการณ์สภาพอากาศเอลนีโญตามที่คาดการณ์ไว้ 

แบบจำลองภูมิอากาศชี้ให้เห็นว่าหลังจากเกิดปรากฏการณ์ลานีญาในมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นเวลา 3 ปี ซึ่งโดยทั่วไปแล้วทำให้อุณหภูมิโลกลดต่ำลงเล็กน้อย โลกจะกลับคืนสู่ปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งส่งผลให้สภาพอากาศร้อนขึ้นอีกในปลายปีนี้

ในช่วงเอลนีโญ ลมที่พัดไปทางทิศตะวันตกตามแนวเส้นศูนย์สูตรจะพัดช้าลง และกระแสน้ำอุ่นจะถูกผลักไปทางตะวันออก ทำให้อุณหภูมิพื้นผิวมหาสมุทรอุ่นขึ้น

คาร์โล บูออนเทมโป ผู้อำนวยการศูนย์บริการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ของสถาบันโคเปอร์นิคัสแห่งสหภาพยุโรป กล่าวว่า “เอลนีโญมักมีความเกี่ยวข้องกับอุณหภูมิที่ทำลายสถิติในระดับโลก ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในปี 2566 หรือ 2567 ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เขาคิดว่าน่าจะเป็นไปได้มากกว่า”

เขากล่าวว่า แบบจำลองสภาพภูมิอากาศบ่งชี้ว่า สภาวะเอลนีโญจะกลับคืนสู่ช่วงปลายฤดูร้อนของซีกโลกเหนือ และมีความเป็นไปได้ที่เอลนีโญจะรุนแรงขึ้นในช่วงปลายปี

ปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์จนถึงขณะนี้คือปี 2559 ซึ่งตรงกับปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรง แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศจะกระตุ้นให้อุณหภูมิสูงขึ้นแม้ในช่วงหลายปีที่ไม่มีปรากฏการณ์นี้ก็ตาม

8 ปีที่ผ่านมาเป็น 8 ปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ของโลก ซึ่งสะท้อนถึงแนวโน้มภาวะโลกร้อนในระยะยาวซึ่งได้แรงหนุนจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

เฟรเดอริก ออตโต อาจารย์อาวุโสของสถาบันแกรนแธม มหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ ประเทศอังกฤษ กล่าวว่า อุณหภูมิที่เกิดจากเอลนีโญ อาจทำให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเลวร้ายลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศต่างๆ ที่กำลังประสบอยู่ รวมถึงคลื่นความร้อนรุนแรง ภัยแล้ง และไฟป่า ออตโตกล่าวว่า “หากเกิดเอลนีโญ มีโอกาสอย่างมากที่ปี 2566 จะร้อนกว่าปี 2559 เมื่อพิจารณาว่าโลกยังคงร้อนขึ้นในขณะที่มนุษย์ยังคงเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล” 

นักวิทยาศาสตร์ของสถาบันสถาบันโคเปอร์นิคัส เผยแพร่รายงานเมื่อวันพฤหัสบดี ที่ประเมินสภาพอากาศสุดขั้วที่โลกประสบเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับที่ 5 ในประวัติศาสตร์

ยุโรปประสบกับฤดูร้อนที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2565 ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดฝนตกหนักทำให้เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ในปากีสถาน และในเดือนกุมภาพันธ์ ระดับน้ำแข็งในทะเลแอนตาร์กติกาแตะระดับต่ำเป็นประวัติการณ์

สถาบันโคเปอร์นิคัสกล่าวว่า อุณหภูมิโลกโดยเฉลี่ยขณะนี้สูงกว่าในยุคก่อนอุตสาหกรรมถึง 1.2 องศาเซลเซียส แม้ว่าผู้ปล่อยก๊าซรายใหญ่ของโลกส่วนใหญ่จะให้คำมั่นว่าจะลดการปล่อยก๊าซสุทธิให้เหลือศูนย์ในที่สุด แต่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลกในปีที่แล้วยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตรนำทีมติดตามงานวิจัยพัฒนาสายพันธุ์กัญชาจับมือ มทศ.ศึกษาวิจัยพืชเศรษฐกิจใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/725888

รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตรนำทีมติดตามงานวิจัยพัฒนาสายพันธุ์กัญชาจับมือ มทศ.ศึกษาวิจัยพืชเศรษฐกิจใหม่

รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตรนำทีมติดตามงานวิจัยพัฒนาสายพันธุ์กัญชาจับมือ มทศ.ศึกษาวิจัยพืชเศรษฐกิจใหม่

วันศุกร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2566, 16.55 น.

“ดร.พงศ์ไท ไทโยธิน” รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร นำทีมติดตามงานวิจัยพัฒนาสายพันธุ์กัญชา พร้อมกระชับความร่วมมือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เตรียมศึกษาวิจัยพืชเศรษฐกิจใหม่ ที่มีศักยภาพในอนาคต 

วันที่ 21 เม.ย.66 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร มอบหมายให้ ดร.พงศ์ไท ไทโยธิน รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร นายสุรกิตติ ศรีกุล ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการผลิตพืช นายประเสริฐ อนุพันธ์ ที่ปรึกษากรมวิชาการเกษตร พร้อมด้วยนายขจรวิทย์ พันธุ์ยางน้อย ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 อุบลราชธานี และคณะนักวิจัยของกรมวิชาการเกษตร ประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับคณะอาจารย์และนักวิชาการของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ในความร่วมมือทางด้านงานวิจัยพืชที่มีศักยภาพในอนาคตพร้อมติดตามการพัฒนาสายพันธุ์กัญชา

โอกาสนี้ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตรได้มอบหนังสือรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียน ตาม พ.ร.บ.พันธุ์พืช (พ.ศ.2518) ให้แก่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) จำนวน 3 สายพันธุ์ ได้แก่ กัญชาสายพันธุ์ฝอยทองสุรนารี 1, สุรนารี 2 และสุรนารี 3 โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.อนันต์ ทองระอา อธิบการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ศาสตราจารย์ ดร.หนึ่ง เตียอำรุง รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี และคณบดีสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี พร้อมคณะรับมอบ ณ ห้องสารนิเทศ อาคารบริหาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ในความสำเร็จของการพัฒนาสายพันธุ์กัญชาจนได้รับรองเป็นพันธุ์พืชขึ้นทะเบียนตาม พ.ร.บ.พันธุ์พืช (พ.ศ. 2518) ถึง 3 สายพันธุ์ ได้แก่ กัญชาพันธุ์ฝอยทองสุรนารี 1 ที่มีลักษณะเด่นคือ ติดดอกและเมล็ดในช่วง 80-120 วัน ช่อดอกแห้งมีปริมาณสารสำคัญ ∆9-tetrahydrocannabinol (THC) ประมาณ 8–12 %% และ Cannabidiol (CBD) ประมาณ 0.3–0.5 ส่วนกัญชาพันธุ์สุรนารี 2 มีการออกดอกและติดเมล็ดในช่วง 80-120 วัน ซึ่งช่อดอกแห้งมีปริมาณสารสำคัญ ∆ 9 -tetrahydrocannabinol (THC) ประมาณ 8– 12 % และ Cannabidiol (CBD) ประมาณ 0.3–0.6 % ปลูกในโรงเรือนได้ผลผลิตช่อดอกแห้งประมาณ 180 กิโลกรัมต่อไร และกัญชาพันธุ์สุรนารี 3 ที่มีอายุ 120 วัน ซึ่งการปลูกในโรงเรือนได้ผลผลิตช่อดอกแห้ง 190-198 กิโลกรัมต่อไร่ ช่อดอกแห้งมีปริมาณสารสำคัญ ∆ 9 -tetrahydrocannabinol (THC) ประมาณ 6– 12 % และ Cannabidiol (CBD) ประมาณ 6 – 12 % โดยมีอัตราส่วน THC : CBD เท่ากับหรือใกล้เคียง อัตราส่วน 1:1.

กรมวิชาการเกษตรขอเชิญชวนให้เกษตรกรผู้ปลูก นักปรับปรุงพันธุ์พืชกัญชา กัญชง ที่มีสายพันธุ์ดี ยื่นขอหนังสือรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียน ตาม พ.ร.บ.พันธุ์พืช 2518 ได้ที่ สำนักคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร

“การลงพื้นที่ครั้งนี้ นอกจากมีการติดตามความก้าวหน้าของการศึกษา วิจัย และพัฒนาพืชกัญชา กัญชง ภายใต้บันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เพื่อรองรับนโยบายของรัฐบาลในการสนับสนุน ส่งเสริมการใช้ประโยชน์พืชชนิดกัญชา กัญชง ทางการแพทย์และอุตสาหกรรมแล้ว ที่ประชุมยังได้ร่วมกันหารือ และแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการในด้านพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของพื้นที่ เช่น ไข่ผำ มันสำปะหลัง และพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ เพื่อจะได้หาแนวทางในการร่วมกันศึกษา วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมสำหรับพัฒนาให้เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพในอนาคตต่อไป” รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว – 003

‘อธิบดีกรมข้าว’รวมพลครอบครัวศูนย์ข้าวชุมชนภาคอีสาน ชวนร่วม BCG Model ลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/725872

'อธิบดีกรมข้าว'รวมพลครอบครัวศูนย์ข้าวชุมชนภาคอีสาน ชวนร่วม BCG Model ลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิต

‘อธิบดีกรมข้าว’รวมพลครอบครัวศูนย์ข้าวชุมชนภาคอีสาน ชวนร่วม BCG Model ลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิต

วันศุกร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2566, 16.18 น.

“อธิบดีกรมข้าว”รวมพลครอบครัวศูนย์ข้าวชุมชนภาคอีสาน ชวนร่วม BCG Model ลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิต เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมเดินสายติวเข้ม ผอ.ศูนย์ฯภาคอีสาน

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2566 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากกรมการข้าว ลงพื้นที่จังหวัดขอนแก่น เพื่อพบปะหารือกับประธานศูนย์ข้าวชุมชน จาก 4 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวนทั้งสิ้น 24 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์ข้าวชุมชนจากจังหวัดขอนแก่น จำนวน 13 ศูนย์ ศูนย์ข้าวชุมชนจากจังหวัดอุดรธานี จำนวน 7 ศูนย์ ศูนย์ข้าวชุมชนจากจังหวัดชัยภูมิ จำนวน 2 ศูนย์ และศูนย์ข้าวชุมชนจากจังหวัดมหาสารคาม จำนวน 2 ศูนย์ โดยได้ร่วมหารือกันถึงแนวทางการส่งเสริมการลดต้นทุนการผลิตข้าวรักษ์โลก BCG Model ณ ศูนย์เมล็ดพันธ์ุข้าวขอนแก่น

อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยภายหลังการหารือดังกล่าวว่า สำหรับการลงพื้นที่หารือในครั้งนี้ เป็นการพบปะพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เพื่อรับทราบถึงข้อมูลการดำเนินงาน และรับฟังถึงปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่เกษตรกรกำลังประสบ พร้อมแนะแนวทางการแก้ไขให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเชิญชวนให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวรักษ์โลกตามแบบ BCG Model ที่เป็นการทำนาแบบประณีต เลิกใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี และยาฆ่าแมลง ทำให้ได้ข้าวที่ดีมีคุณภาพ ปลอดสารพิษ ดีต่อสุขภาพ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมกับแนะนำให้ใช้จุลินทรีย์และสาหร่ายแกมเขียวมาผสมผสานในการเพาะปลูก อีกทั้งนำองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งมาถ่ายทอดให้กับชาวนา ซึ่งการทำนาแบบเปียกสลับแห้งนั้นจะช่วยลดก๊าซมีเทนในดินที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ และเน้นย้ำการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสร้างคาร์บอนเครดิตให้ชาวนานำไปสร้างรายได้เสริมต่อไป

หลังจากนั้นอธิบดีกรมการข้าว ได้ประชุมติดตามกำกับงานตามนโยบายกรมการข้าว และเข้าตรวจรับทราบผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของศูนย์วิจัยข้าว และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยได้รับฟังปัญหา อุปสรรคในการทำงานที่ผ่านมา รวมถึงได้ให้ข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อการขับเคลื่อนโครงการสำคัญของกรมการข้าวให้ไปสู่เป้าหมาย โดยเน้นย้ำให้บุคลากรทุกคนปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มความสามารถ ยึดมั่นในประโยชน์ที่พี่น้องชาวนาจะได้รับเป็นหลัก เพราะเราคือครอบครัวเดียวกัน

กสศ. หนุนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ให้อิสระจัดการเรียนรู้คุณภาพระดับพื้นที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/726018

กสศ. หนุนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ให้อิสระจัดการเรียนรู้คุณภาพระดับพื้นที่

กสศ. หนุนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ให้อิสระจัดการเรียนรู้คุณภาพระดับพื้นที่

วันเสาร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2566, 13.30 น.

กสศ. จับมือ หอการค้าไทย และ TDRI ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ตอบโจทย์การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วยการร่วมลงทุนใน 19 จังหวัดนำร่อง สู่การขยายผลโครงสร้างการศึกษาระดับประเทศ

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และหอการค้าไทย จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ตอบโจทย์การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วยการวิจัยพัฒนานวัตกรรมการศึกษาเพื่อส่งเสริมขีดความสามารถในการระดมทรัพยากรและความร่วมมือของกลไกระดับพื้นที่ เสริมสร้างประสิทธิภาพในการบริหารการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน  โดยมี ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหาร กสศ. ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์  ประธาน TDRI นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายสราวุฒิ อยู่วิทยา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ประธานคณะกรรมการพัฒนาการศึกษา และคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วม ณ สำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า ด้วยความตระหนักถึงความเป็นส่วนหนึ่งของกลไกในการผลักดันแนวทางการขับเคลื่อนและพัฒนาการศึกษาของประเทศให้สอดคล้องกับภูมิเศรษฐกิจโลก และเทคโนโลยียุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กสศ. ได้กำหนดภารกิจสำคัญในการนำแผนกลยุทธ์ กสศ. (2565-2567) ไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่ยั่งยืน (Sustainable System Change) โดยใช้แนวทางที่ชัดเจนในการพัฒนานโยบายสาธารณะผ่านกระบวนการห่วงโซ่มาตรการเชิงนโยบาย (Policy Value Chain) ซึ่งเริ่มต้นจากการวิจัยพัฒนานวัตกรรมที่สอดคล้องกับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่มีอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ จนได้รูปแบบและแนวทางการทำงานที่เป็นรูปธรรมก่อนนำไปทดสอบใช้จริงในพื้นที่ จนพบว่าสามารถแก้ปัญหาที่มีอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม แม้นโยบายหรือมาตรการลดความเหลื่อมล้ำต่าง ๆ ของภาครัฐจะประสบความสำเร็จ แต่ในอนาคตปัญหาต่าง ๆ ก็อาจจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รูปแบบและแนวทางการทำงานด้านนี้จึงจำเป็นต้องพัฒนาอยู่ตลอดเวลาจึงจะประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาตามเป้าหมายที่วางไว้ในระยะยาว จึงเป็นที่มาของความร่วมมือระหว่าง 3หน่วยงาน ได้แก่ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และหอการค้าไทยเพื่อยกระดับนวัตกรรมการศึกษาเชิงพื้นที่ให้สอดคล้องกับข้อสรุปจากการประชุมนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา All for Education Conference 2022 ที่ กสศ. ได้ร่วมกับองค์การ UNESCO และ UNICEF ได้สรุปบทเรียน “7 ตัวเปลี่ยนเกม” 7 Game Changers ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงการปฏิรูปการศึกษาในระดับนานาชาติที่สามารถช่วยให้ประเทศต่าง ๆ สามารถบรรลุเป้าหมายการศึกษาเพื่อปวงชน (Education for All) ด้วยแนวคิดปวงชนเพื่อการศึกษา (All for Education) ได้แก่ (1)ระบบข้อมูลและสารสนเทศการศึกษา (2) นวัตกรรมการเงินและการคลังเพื่อการศึกษา (3) ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (4) การส่งเสริมการกระจายอำนาจเพื่อการจัดการการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-Based Education) (5) การพัฒนาครูและสถานศึกษา (6) การพัฒนาระบบคุ้มครองทางสังคมในระบบการศึกษา 5 ด้าน ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงของสถาบันทางครอบครัว ความพร้อมและความปลอดภัยของสถานศึกษาและครู ความพร้อมและความปลอดภัยในการเดินทาง และความพร้อมของชุมชนท้องถิ่น (7) การผลักดันแนวคิด All for Educationให้การศึกษาเป็นกิจของทุกคน

ดร.ประสาร กล่าวว่า ความร่วมมือของทั้ง 3 หน่วยงานจะสามารถสร้างกลไกส่งเสริมขีดความสามารถในการระดมทรัพยากรและความร่วมมือของกลไกระดับพื้นที่เพื่อพัฒนานวัตกรรมในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในมิติต่าง ๆ ทั้งโอกาส และคุณภาพการเรียนรู้รวมไปถึงการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการบริหารการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังเชื่อมั่นว่าความร่วมมือที่เกิดขึ้นจะทำให้เห็นนวัตกรรมการการระดมความร่วมมือในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา มากกว่าเพียงแค่การระดมทุนที่เป็นตัวเงินเท่านั้น โดยหวังว่าจะได้เห็นประชาชนจากภาครัฐ ท้องถิ่น เอกชนและภาคประชาสังคมในพื้นที่ได้เข้ามาร่วมกันระดมทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ทุนข้อมูลความรู้ ทุนทางสังคมและเครือข่ายต่าง ๆ ฯลฯ ที่จะร่วมทำหน้าที่เป็น “ตัวคูณเชิงระบบ” (System Multiplier) ที่จะกระตุ้นในทรัพยากรและนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นในพื้นที่สามารถส่งผลกระทบเชิงระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

“กสศ. หวังจะได้เห็นความร่วมมือที่ริเริ่มโดย 3 หน่วยงานในพื้นที่ 19 จังหวัดเจริญงอกงามไปเป็นโอกาสที่สำคัญของสังคมไทยที่ประชาชนจากทุกภาคส่วนในทั้ง 77 จังหวัดของประเทศไทยสามารถลุกขึ้นมา “กำหนดอนาคต

และโจทย์ปฏิรูปการศึกษา” ของจังหวัดตัวเอง ได้ด้วยตนเองและร่วมกันลงมือทำให้สำเร็จได้จริงด้วยทรัพยากร และความร่วมมือของทุกคนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืนด้วยตัวเองไม่มีใครหวงแหนบ้านเกิดเมืองนอน และลูกหลานของตนรวมทั้งมีความเข้าใจในโอกาสและอุปสรรคของพื้นที่ตนเองได้มากกว่าคนในพื้นที่เอง ดังนั้นหากความร่วมมือในวันนี้จะสามารถจุดประกายให้ประชาชนในทุกจังหวัดของประเทศไทยได้ลุกขึ้นมาเป็น “เจ้าของ” วาระการปฏิรูปการศึกษาของบ้านเกิดตัวเองได้แล้วพวกเราอาจได้เห็นนวัตกรรมการการแก้ไขปัญหาสำคัญในหลาย ๆ ด้านของการศึกษาไทยที่ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนได้ในชั่วชีวิตของเรา” ดร.ประสาร กล่าว

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า หอการค้าฯ มีความยินดีอย่างยิ่งในความร่วมมือสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา กับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อยกระดับการศึกษาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งหอการค้าฯ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาการศึกษา หอการค้าไทย เพื่อสนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรูประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจและรูปแบบการดำเนินธุรกิจจากนักธุรกิจผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญพร้อมเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนในสถานศึกษาเข้าไปเรียนรู้และฝึกประสบการณ์จริงในสถานประกอบการ เพื่อสร้าง “พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา” อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังมีกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ YEC ที่มีความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ามามีส่วนร่วมในการเชื่อมโยงการทำงานตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในปัจจุบัน

นอกจากนี้ภาคเอกชนต้องอาศัยการผลักดันจากรัฐบาลให้มีมาตรการสร้างแรงจูงใจ เช่น  สิทธิประโยชน์ด้านภาษี เพื่อให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยมากขึ้น จนนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมในมิติต่าง ๆ ของประเทศได้ต่อไปในอนาคต

นายสนั่น กล่าวว่า จากการศึกษาของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ชี้ว่า การลงทุนด้านการศึกษา การพัฒนาทุนมนุษย์สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงถึง 7เท่า เมื่อเทียบกับต้นทุนและยังช่วยให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ประเทศที่มีรายได้สูงในอนาคตจึงขอเชิญชวนภาคธุรกิจเอกชน รวมถึงพลังของเครือข่ายผู้ประกอบการรุ่นใหม่ทุกจังหวัด ร่วมสนับสนุน Education Sandbox Fund ลงทุนพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เพื่อพัฒนากำลังคนในอนาคตของประเทศให้มีศักยภาพช่วยยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน สร้างอนาคตที่เต็มไปด้วยโอกาสและการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทย

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า แนวคิดสำคัญของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา คือการหาแนวทางที่เป็นรูปธรรมในการปรับการเรียนรู้ให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงได้มีความพยายามสร้างพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันระหว่างคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการ ศึกษา (กอปศ.) ร่วมกับ TDRI และหน่วยงานในภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP) ในการยกร่าง พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 เสนอแก่รัฐบาลซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนให้มีการขยายพื้นที่ดำเนินการจากจุดเริ่มต้นใน 8 จังหวัดสู่ 19 จังหวัดในปัจจุบัน และเพิ่มจังหวัดบุรีรัมย์ ขึ้นมาอีกหนึ่งจังหวัด

ดร.สมเกียรติ พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจึงเหมือนเป็นสนามปฏิบัติการ (sandbox) ในการปฏิรูปการศึกษาของประเทศเพื่อพัฒนาต้นแบบในการทดลองจัดการศึกษาในรูปแบบใหม่ ตั้งแต่การใช้หลักสูตรใหม่ สื่อการเรียนการสอนแบบใหม่ วิธีการเรียนการสอนแบบใหม่ การทดสอบและประเมินผลแบบใหม่ ตลอดจนการบริหารจัดการแบบใหม่ ในระดับโรงเรียนและเขตการศึกษา เพื่อเพิ่มความเป็นอิสระให้แก่สถานศึกษาและกระจายอำนาจให้แก่จังหวัด โดยมีเอกชนเข้ามามีบทบาทสำคัญในการออกแบบการศึกษา ให้สอดคล้องกับความต้องการในแต่ละพื้นที่ และมีกระบวนการวิจัยติดตามอย่างเป็นระบบเพื่อถอดบทเรียนและขยายผลเพื่อให้นวัตกรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่สามารถนำไปใช้ขยายผลสู่นโยบายการปฏิรูปการศึกษาของประเทศ และเชื่อมั่นว่า กระบวนการทำงานที่เกิดขึ้น จะช่วยสร้างเครื่องมือสำคัญในการช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างสอดคล้องกับการทำงานของ กสศ. ในอนาคต

-(016)

ร้อนนี้อย่าประมาท โรงพยาบาลพญาไท 2 เตือน ‘Heat Stroke’ ภัยร้ายหน้าร้อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/725998

ร้อนนี้อย่าประมาท โรงพยาบาลพญาไท 2 เตือน 'Heat Stroke' ภัยร้ายหน้าร้อน

ร้อนนี้อย่าประมาท โรงพยาบาลพญาไท 2 เตือน ‘Heat Stroke’ ภัยร้ายหน้าร้อน

วันเสาร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2566, 12.09 น.

ปิดเทอมใหญ่นี้ คุณพ่อคุณแม่คงกำลังเฝ้ารอที่จะได้เห็นลูก ๆ ออกจากห้อง ออกจากบ้าน มาวิ่งเล่นออกกำลังกายกันอย่างสนุกสนานกลางแจ้งในช่วงฤดูร้อน ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรเฝ้าระวัง เพราะสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่จะเจอ นอกจากการสร้างเสริมสุขภาพ หรือได้เหงื่อจากการออกกำลังกายธรรมดา ๆ  แล้ว อาจจะทำให้ลูกคุณไม่สบายถึงขั้นเป็น”ฮีทสโตรก” (Heat stroke) หรือ “โรคลมแดด” ได้โดยเฉพาะยิ่งเป็นเด็กเล็กที่ยังเพลิดเพลินกับความสนุกสนานไม่ทันสังเกต หรือไม่เข้าใจอาการที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ก็อาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ไม่ต่างจากผู้ใหญ่

คำแนะนำดีๆในการป้องกัน ฮีทสโตรกในช่วงหน้าร้อนนี้

ฮีทสโตรก (Heat Stroke) หรือโรคลมแดด เป็นภาวะวิกฤตที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัวหรือควบคุมระดับความร้อนภายในร่างกายได้ ทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้เกิดอาการปวดศีรษะ หน้ามืด เพ้อ ชัก ไม่รู้สึกตัว หายใจเร็ว หัวใจเต้นผิดจังหวะ ช็อก หากปล่อยทิ้งไว้ให้มีอาการหรือไม่สามารถระบายความร้อนออกได้มากกว่า 2 ชั่วโมง อาจส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อหัวใจ สมอง ไต และกล้ามเนื้อ ซึ่งหากได้รับการรักษาที่ล่าช้า ก็มีอันตรายถึงชีวิตได้!

ผศ.พญ.ชิดชนก เธียรผาติ กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาท รพ.พญาไท 2แนะนำว่า เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เราจะสังเกตพบว่า เด็กมีอาการฮีทสโตรก ซึ่งถึงตอนนั้นบางรายอาจจะมีอาการอยู่ในช่วงวิกฤตแล้ว ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครอง รวมถึงผู้ที่ดูแลกิจกรรมให้กับเด็ก ๆ ควรเฝ้าสังเกตหรือป้องกันดังต่อไปนี้

1.เด็กมีการอ่อนเพลียระหว่างทำกิจกรรมหรือไม่  แม้ว่าจะเป็นกิจกรรมที่ทำอยู่ภายในอาคารหรือในร่ม แต่ถ้าอากาศมีความอบอ้าวจนถึงร้อน และกิจกรรมนั้นทำให้เสียเหงื่อมาก โอกาสที่จะให้เกิดอาการ

2.อาการที่พบ สิ่งแรกที่เราจะพบกับเด็กที่เป็นฮีทสโตรกคือมีอาการตัวแดงเหมือนเป็นไข้ แต่ในขณะเดียวกันเมื่อสัมผัสตัวเด็กกลับพบว่า ตัวเด็กตัวเย็น

3.บางคน มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ในบางรายที่พอสื่อสารได้ จะสื่อสารแบบสับสน กระวนกระวายเหมือนคนไม่ได้สติ มีอาการกล้ามเนื้อเป็นตะคริว หลังจากนั้นอุณหภูมิในร่างกายจะสูง ซึ่งอาจจะสูงถึง 41 องศาเซลเซียส ผิวจะแห้ง ชีพจรจะเต้นถี่ แรง และหมดสติในที่สุด

เมื่อเจอ ฮีทสโตรกคุณพ่อคุณแม่ควรตั้งสติเริ่มการปฐมพยาบาลขั้นต้นซึ่งสำคัญเป็นอย่างมากเพื่อลดอุณหภูมิที่สูง

1. ให้นำตัวเด็กเข้าพื้นที่ร่ม อากาศเย็น หรือเข้าห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ หรือที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก

2. จัดท่า ให้เด็กนอนอยู่ราบ และยกเท้าสูงกว่าศีรษะเล็กน้อยเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต

3.ปลดเสื้อผ้าเพื่อช่วยในการระบายความร้อน

4.หากเด็กยังมีสติ ให้จิบน้ำเรื่อย ๆ แต่ไม่ควรให้ดื่มเป็นปริมาณเยอะ ๆ ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตามตัว และประคบ

ตามซอกตัว เพื่อช่วยลดอุณหภูมิในร่างกายให้เร็วขึ้น ไม่ควรใช้น้ำแข็งหรือน้ำเย็นจัดราดตัว เพราะอาจจะทำให้เกิดตะคริวมากขึ้น

การป้องกันลดเจอร้อน ลดฮีทสโตรกได้หลีกเลี่ยงจัดกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่มีแดดจัดหรือช่วงที่มีอากาศร้อน รวมถึงในพื้นที่หรือสถานที่ร้อนอบอ้าว เป็นการลดโอกาสในการเกิดฮีทสโตรกได้ดีที่สุด เน้นเสื้อผ้าที่สวมใส่ระบายความร้อนได้ดี โปร่งสบาย สวมหมวกช่วยหากมีความจำเป็นต้องออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง เตรียมน้ำดื่มและให้เด็กๆ ได้ดื่มน้ำให้เพียงพอก็จะช่วยได้มากทีเดียวนอกจากนี้เด็ก ๆ ที่ภาวะโรคอ้วน มีน้ำหนักตัวมาก หรือเด็กที่มีโรคประจำตัว ผู้จัดกิจกรรมควรพิจารณาการให้เด็กงดเข้าร่วมกิจกรรม เพราะเด็กที่ป่วยบางโรคหรือการใช้ยาบางชนิดเป็นปัจจัยในการให้เกิดฮีทสโตรกได้ง่ายกว่าเด็กปรกติ

“ฮีทสโตรก” เป็นได้ทุกเพศทุกวัย แต่สำหรับเด็ก ๆ แล้ว ความสนุกสนานหรือการเพลิดเพลินกับกิจกรรมกับเพื่อน ๆ และความไร้เดียงสา อาจนำมาซึ่งอาการป่วยของเขาได้ พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือคนที่จัดกิจกรรม ต้องตระหนักเห็นในเรื่องนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด หรือเฝ้าสังเกตความผิดปรกติที่เกิดในเด็ก ๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรมนั้นเพื่อลดความรุนแรงของโรคที่เกิดขึ้น

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์สุขภาพเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลพญาไท 2 อาคาร B ชั้น 2โทร. 02-617-2444 ต่อ 3219, 3220 หรือ Phyathai Call Center 1772

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 22 เมษายน 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/725889

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 22 เมษายน 2566

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 22 เมษายน 2566

วันเสาร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ชวนชิมอาหารในแคมเปญ “ฮาลาล ร้านอร่อย” อิ่มครบ 1,000 บาทขึ้นไป รับฟรี MBK Voucher 100 บาท ตั้งแต่ 24 เม.ย.-27 พ.ค. สอบถามเพิ่มเติม โทร.1285

ชวนชิม 4 เมนูใหม่ ที่มาพร้อมความจี๊ดรับซัมเมอร์ตำมะยงชิด, ตำมะยงชิดปลาร้า, มะยงชิดทรงเครื่อง และ สมูทตี้มะยงชิด ที่ ร้านส้มตำนัวทุกสาขา

แบรนด์เฮอริเทจ ชวนชิม“เมี่ยงกลีบบัว” อาหารเพื่อสุขภาพจากกลีบบัวหลวงพร้อมสมุนไพรหลากหลายชนิด รวมทั้ง “เม็ดมะม่วงหิมพานต์” โปรตีนและไขมันดีต่อสุขภาพ หาซื้อได้ที่ร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ

ชวนชิม

ร้านอาหารไทย “ทองหล่อ” ชวนชิม “ข้าวแช่ชาววังตำรับทองหล่อ” เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียง 9 มงคล จากฝีมือเชฟรุ่นใหม่ ถึง 30 มิ.ย. ที่บริเวณล็อบบี้
ชั้น 2 อาคารชาเลนเจอร์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

“อิมแพ็ค เลคฟร้อนท์” ชวนชิม 4 เมนูแพลนต์เบสสไตล์ฟิวชั่นนานาชาติ ที่ 4 ร้านอาหารนานาชาติชั้นนำ ริมทะเลสาบเมืองทองธานี โทร.02-0331851เฟซบุ๊ก : IMPACT Lakefront

ชวนชิม 2 เมนูใหม่ “สเต๊กปลาหิมะซอสห่านบินเสิร์ฟคู่พาสต้าเส้นสด” และ “สลัดนาโชส์อะโวคาโดเต้าหู้สดซอสศรีราชาห่านบิน” ช่วยส่งเสริมเกษตรกร ถึง30 มิ.ย. ที่ ร้านโอ้กะจู๋ทุกสาขา

ชวนช็อป

ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค ชวนช็อปกระบองเพชร และไม้อวบน้ำหลากหลายสายพันธุ์ พร้อมอุปกรณ์ปลูกและตกแต่งสวนในงาน “Cactus for Life” ถึง 23 เม.ย. ที่ชั้น 2 โซน Paradise Food & Market

ชวนช็อปผ้าครามและผ้ามัดย้อม ในงาน “มัดย้อมใจ พร้อมสนุกกับเวิร์กช็อปงานฝีมือจากผ้าย้อมธรรมชาติถึง 23 เม.ย. ที่ ศูนย์การค้าเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9

FIRSTER ชวนช็อปสินค้าบิวตี้และไลฟ์สไตล์ในแคมเปญ “BEAT UP SUMMER”ถึง 30 เม.ย. ที่ FIRSTER คิง เพาเวอร์ มหานคร และ สยามสแควร์ ซอย 7

ชวนใช้

สภากาชาดไทย ชวนร่วมบริจาคเงินเพื่อจัดทำคู่มือให้อาสาสมัครช่วยสอนเสริมให้นักเรียนในโรงเรียนชนบทที่ไม่สามารถอ่านและเขียนภาษาไทย ที่ ธนาคาร
ไทยพาณิชย์ ออมทรัพย์ เลขบัญชี 045-2-62588-8

ชวนใช้ สีทีโอเอ แบรนด์สียอดนิยมอันดับ 1 ที่ได้รับรางวัล Thailand’s Most Admired Brand Company ในหมวดวัสดุก่อสร้าง (กลุ่มสีทาภายใน/ภายนอก) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 การันตีความเชื่อมั่นและไว้วางใจ

ชวนน้องๆ หนูๆ มาเป็นนักสำรวจตัวน้อย สนุกช่วงปิดเทอมในงาน “SUMMERPLAY” ถึง 2 พ.ค. ที่ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและ สเปลล์

ชวนชม

กรมศิลปากร ชวนชมนิทรรศการ “สืบ สร้าง สาน ศาสตร์ศิลป์” แสดงผลงานศิลปกรรมที่สร้างสรรค์โดยบุคลากรสำนักช่างสิบหมู่ถึง 27 เม.ย.ที่ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ชวนชม “โพไซดอน” เทพเจ้าแห่งมหาสมุทร สูงกว่า 8 เมตร ในงาน “ได้ยิน..อิทธิฤทธิ์ใต้สมุทร” จำลอง อาณาจักรกลางมหาสมุทรแอตแลนติกถึง 1 พ.ค. ที่ ศูนย์สรรพสินค้าซีคอนสแควร์ถนนศรีนครินทร์

“กระจกหกด้าน” ชวนชมสารคดีกระจกหกด้าน ตอน “นักแปลงโฉม” ในวันเสาร์ที่ 29 เม.ย. เวลา 16.15-16.30 น.และสารคดี “ร้อยเรื่องเมืองไทย” ตอน “พระดำริ สร้างคน เพื่อสร้างชาติ” ในวันอาทิตย์ที่ 30 เม.ย. เวลา 07.55-08.00 น.ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 7HD

ส่งข้อมูลกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ ธนเดช อิงคภัทรางกูร E-mail : tanadet@outlook.com

พุทธศาสนาช่วยให้สังคมโลกร่มเย็น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/725894

พุทธศาสนาช่วยให้สังคมโลกร่มเย็น

พุทธศาสนาช่วยให้สังคมโลกร่มเย็น

วันเสาร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

พุทธสมาคมฯ กำลังผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางวิปัสสนากรรมฐานของโลก (ดร.ศุลีมาศ สุทธิสัมพัทน์ นายกพุทธสมาคมฯ)

รัฐบาลต้องส่งเสริมให้ผู้ชายไทยที่เป็นคนดีและเพียบพร้อมเข้าไปบวชพระ เพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนา (ดร.ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ เลขาธิการ พุทธสมาคมฯ)

ไลฟ์ วาไรตี ชวนคุณไปสนทนากับ ดร.ศุลีมาศ สุทธิสัมพัทน์ นายกพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และ ดร.ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์เลขาธิกา พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

l ในโอกาสที่พุทธสมาคมฯ มีอายุครบ 90 ปีการก่อตั้งเมื่อต้นเดือนมีนาคม แล้วได้จัดงาน 90 ปีแห่งความยั่งยืน ร่มเย็นเป็นสุข เจริญด้วยธรรมะ วัตถุประสงค์ของงานคืออะไรครับ

ดร.ศุลีมาศ : ในงานนั้น เราจัดประชุมพุทธสมาคมทั่วราชอาณาจักรไทย และจัดงานมอบโล่เกียรติคุณ โพธิ์ทองคนต้นแบบ ให้ผู้ส่งเสริมทำนุบำรุงพุทธศาสนา โดยจัดงานที่หอประชุมกองทัพเรือ งานนี้พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรีให้เกียรติมาเป็นประธานของงาน

l คัดเลือกผู้ได้รับรางวัลอย่างไรครับ

ดร.ศุลีมาศ : พุทธสมาคมจากจังหวัดต่างๆทั่วประเทศคัดเลือกแล้วส่งรายชื่อให้กรรมการพุทธสมาคมฯ พิจารณาค่ะ คือผู้อุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนาผู้ทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา ซึ่งได้แก่อาจารย์สอนพระอภิธรรม ทั้งนี้ พุทธสมาคมฯ เน้นการเผยแผ่พระอภิธรรมเป็นสำคัญ โดยทำตามสิ่งที่หลวงบริบาลเวชกิจ (ยู้ ลวางกูร) ได้วางแนวทางไว้ และท่านก็ได้มอบที่ดิน 200 กว่าไร่ ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอบางปะกง ฉะเชิงเทรา ให้พุทธสมาคมฯ เพื่อให้นำไปใช้สร้างประโยชน์ให้กับพุทธสมาคมฯ โดยดอกผลจากที่ดินของท่านใช้เพื่อการสอนพระอภิธรรม

l ปัจจุบันใช้ประโยชน์ใดจากที่ดินดังกล่าวครับ

ดร.ศุลีมาศ : ให้เช่าทำโรงงานต่างๆ และมีโรงพิมพ์ รวมถึงโกดังเก็บสินค้าด้วย ดอกผลที่ได้จากที่ดินนี้ เรานำมาใช้เพื่อสนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา โดยได้เงินเฉลี่ยปีละประมาณ 10 ล้านบาท

l ทราบว่า พุทธสมาคมฯ จัดทำหนังสือเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาหลายเล่ม มีหนังสืออะไรบ้างครับ

ดร.ศุลีมาศ : เราได้ทำหนังสือออกไปแล้วหลายเล่ม เช่น เรื่องราวเกี่ยวกับสังเวชนียสถานทั้งสี่คือสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพาน หนังสือพุทธเจติยะ ธรรมเจติยะ และสังฆเจติยะ และประวัติพระพุทธเจ้า และล่าสุดในโอกาสครบ 90 ปี พุทธสมาคมฯ ก็ทำหนังสือชื่อปูชนียะ เป็นเรื่องเกี่ยวกับสังเวชนียสถานทั้งสี่ และพุทธประวัติของพระพุทธองค์ โดยแจกจ่ายหนังสือนี้ไปยังพุทธสมาคมทั่วประเทศ และให้ห้องสมุดโรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัยด้วย เพื่อใช้สำหรับอ้างอิงเชิงวิชาการ

l หนังสือมีจำหน่ายด้วยไหมครับ เผื่อว่ามีผู้สนใจต้องการหาซื้อไปอ่าน

ดร.ศุลีมาศ : มีจำหน่ายค่ะ เล่มละ 1 พันบาท ติดต่อได้ที่พุทธสมาคมฯ ค่ะ

l นอกจากการทำหนังสือแล้ว ยังมีกิจกรรมอื่นๆ เพื่อการส่งเสริมพระพุทธศาสนาอีกไหมครับ

ดร.ศุลีมาศ : พุทธสมาคมกำลังผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการวิปัสสนากรรมฐานของโลก เนื่องจากเห็นว่าหลวงปู่มั่น ท่านเป็นวิปัสสนาจารย์สำคัญของโลก ท่านได้รับการยกย่องจาก UNESCO ท่านเป็นที่รู้จักของผู้สนใจวิปัสสนาทั่วโลก ดังนั้นเราจึงร่วมกันผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการวิปัสสนาโลก

l ศูนย์นี้จะตั้งอยู่ที่ไหนครับ

ดร.ศุลีมาศ : อยู่ที่พุทธสมาคมฯ บางลำพูค่ะปัจจุบันเราเปิดรับผู้เข้าร่วมปฏิบัติธรรมเป็นระยะๆ แต่ในอนาคตอาจจะเปิดประจำทุกเดือน เราจะเชิญอาจารย์สอนวิปัสสนามาให้ความรู้แก่ผู้เข้ารับการอบรม 

l อบรมฟรีหรือไม่ครับ

ดร.ศุลีมาศ : เราอาจจะเก็บค่าบริการเบื้องต้นสำหรับเรื่องอาหารการกิน แต่เก็บในอัตราต่ำมาก เพื่อให้เรามีเงินสำหรับใช้จ่าย แต่ไม่เก็บเงินมากอย่างแน่นอน แล้วเราจะอบรมให้ครั้งละ 2-3 วัน โดยผู้อบรมต้องพักกับเราที่ศูนย์อบรม ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามและสมัครได้ที่พุทธสมาคมฯ เราเชื่อว่าถ้าคนไทยส่วนใหญ่รู้หลักวิปัสสนากรรมฐานที่ถูกต้องแล้ว จะดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้อง สังคมของเราจะร่มเย็นเป็นสุข

l ในฐานะเลขาธิการของพุทธสมาคมฯ มองและมีทางแก้ปัญหาความเสี่อมเสียอันเกิดจากพฤติกรรมของสงฆ์บางรูปอย่างไรบ้างครับ โดยเฉพาะเรื่องที่ปรากฏเป็นข่าวประจำวัน เรื่องนี้ได้หารือกันภายในพุทธสมาคมฯ บ้างไหมครับ

ดร.ธรรมศักดิ์ : หากมองเรื่องนี้อย่างสบายๆ ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาของสังคมที่มีคนมากหลาย แต่หากจะมองไปที่พระธรรมของพระพุทธองค์ก็ต้องบอกว่าพระธรรมนั้นชัดเจน ถูกต้อง ครบถ้วน และดีงามตลอดเวลา ส่วนเรื่องที่เกิดจากสงฆ์บางรูปนั้นเป็นเรื่องของมนุษย์บางจำพวกเท่านั้น สังคมไทยมีประชากรประมาณ 70 ล้านคน แค่ในกรุงเทพฯมีประชากรประมาณ 10 กว่าล้านคน กรุงเทพฯเจริญรุ่งเรือง มีตึกรามบ้านช่องมากมาย รถราเต็มเมืองเทคโนโลยีเจริญก้าวหน้า ส่วนที่วิจารณ์ว่าเศรษฐกิจไทยตกต่ำ ก็ว่ากันไป แต่ผมไม่คิดเช่นนั้น สำหรับผมผมคิดว่าพระธรรมคำสอนมีความสมบูรณ์สูงสุด ส่วนเรื่องของสงฆ์บางจำพวก ก็เป็นพฤติกรรมของคนในยุคที่ social media มีอิทธิพลมากเช่นนี้ การนำเสนอเรื่องราวต่างๆ ที่ออกไปสู่สังคมอาจทำให้เมื่อได้พบได้เห็นแล้วอาจไม่สบายใจ และตีความไปว่าคนอาจจะไม่นับถือพุทธศาสนา หรือไม่สนใจพุทธศาสนา แต่ผมไม่ค่อยห่วงเรื่องนี้มากนัก แต่ก็คิดว่าเราต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ต้องหาว่าต้นเหตุมาจากอะไร อะไรทำให้สงฆ์บางรูปมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เราต้องดูว่าพุทธบริษัทของเรารู้หลักพระธรรมคำสอนมากขึ้นหรือไม่ เท่าที่เห็นก็คือพุทธบริษัทจำนวนไม่น้อยประพฤติดีบางคนเรียนรู้หลักธรรมขั้นสูง ส่วนสงฆ์บางจำพวกอาจจะมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม แล้วถูกสื่อสังคมนำเสนอเรื่องไม่ดีออกไป ก็เป็นการเลือกเสนอเฉพาะมุมที่ไม่ดีเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่คนทั่วไปมันสนใจเรื่องที่ผิดปกติ เรื่องไม่ดี เพราะดูแล้วตื่นเต้น แต่เราต้องช่วยกันดูแลเรื่องนี้ และก่อนที่จะสื่อสารอะไรออกไปก็ต้องตรวจสอบก่อนว่าจริงเท็จอย่างไร หรือเป็นเพียงการสร้างประเด็นหวือหวาเท่านั้น บางคนเน้นนำเสนอเรื่องหวือหวามาก แต่ลืมนึกไปว่าสิ่งที่นำเสนอ ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของพุทธศาสนา ทั้งๆ ที่ยังมีพระภิกษุดีๆ อีกมาก

l แต่สิ่งที่สื่อฯ โดยเฉพาะสื่อสังคม รวมถึงสื่อฯ หลักนำเสนอข่าวที่ไม่ดีของสงฆ์ ก็มาจากเรื่องจริง ไม่ใช่หรือ ไม่ได้มาจากการสร้างข่าว คนที่ทำผิดตามที่ข่าวนำเสนอก็ถือว่าพ้นจากการเป็นสงฆ์ไปโดยปริยายแล้ว ส่วนพระดีๆ ก็ยังมีอยู่ แต่เรื่องพระดีกับพระไม่ดีก็เป็นเรื่องจริง ดังนั้นจะจัดการกับสงฆ์ที่ทำผิดพระธรรมวินัยอย่างไร

ดร.ธรรมศักดิ์ อยากจะเรียนว่า คนเราต้องดูตัวเองเสียก่อนว่า เราอยู่ในกรอบธรรมะหรือไม่ ถ้าเราทำดีแล้ว เราก็คือตัวจักรตัวหนึ่งที่ช่วยจรรโลงพุทธศาสนา เราไม่ควรติฉินว่าคนหนึ่งเลว แล้วทำให้เลวไปทั้งหมด ต้องแยกแยะให้ได้ ไม่เหมารวม เมื่อแยกแยะแล้วก็ต้องให้ความเคารพกับสิ่งที่ดี บางครั้งการนำเสนอเรื่องไม่จริง ได้สร้างความเสื่อมเสียให้กับพุทธศาสนาอย่างมาก พูดถึงเรื่องสงฆ์ที่ทำความเสียหายต่อภาพลักษณ์พุทธศาสนา ก็ต้องดูให้ลึก ไม่ใช่โทษพ่อแม่ของเขา หรือโทษตัวเขา แต่ต้องโทษระบบที่ไม่สนับสนุนให้คนดีๆ เข้าไปบวชพระ รัฐบาลต้องให้ความสำคัญจริงจังกับเรื่องนี้ ต้องสนับสนุนให้คนดีตามหลักพุทธศาสนาเข้าไปบวช ต้องสนับสนุนให้ลางานไปบวชได้โดยต้องได้รับเงินเดือนเต็มจำนวน บริษัทต้องช่วย และรัฐบาลก็ต้องช่วย การช่วยเช่นนี้จะทำให้ได้พระสงฆ์ดีมีคุณภาพ มีพฤติกรรมเหมาะสมส่วนวัดต่างๆ ก็ต้องเน้นความเป็นพุทธะจริงๆ ไม่ใช่ภายในวัดเต็มไปด้วยสิ่งมอมเมาประชาชน ไม่ปฏิบัติตามหลักพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ หากวัดใดไม่ทำตาม ก็ต้องถูกตัดออกจากบัญชีของความเป็นวัดของศาสนาพุทธ ชาวพุทธต้องศึกษาพระไตรปิฎกให้ถ่องแท้ ในหลวง รัชกาลที่ 9 พระราชทานพระไตรปิฎกให้วัดต่างๆ ทั่วประเทศ แต่ปรากฏว่าพระไตรปิฎกถูกเก็บไว้ในตู้ ไม่มีการนำออกไปอ่าน กุญแจตู้ถูกเก็บไว้ที่เจ้าอาวาส เรื่องแบบนี้ถือว่าไม่น่าจะถูกต้อง เพราะเราต้องส่งเสริมให้คนอ่านพระไตรปิฎก ไม่ใช่เอาไปเก็บไว้ในตู้ ต้องส่งเสริมให้สื่อสังคมออนไลน์นำเสนอเรื่องราวของพระไตรปิฎกด้วย ส่วนเรื่องพระสงฆ์ประพฤติไม่เหมาะสม ก็ต้องถูกตรวจสอบโดยเจ้าอาวาส และพระวินัยธรอย่างเคร่งครัด ต้องช่วยกันดูแล ชาวบ้านก็ต้องช่วยกันด้วย สำนักพระพุทธศาสนาทุกจังหวัดก็ต้องเข้าไปตรวจสอบ ถ้าพบว่าทำผิดจริงและผิดหนัก ก็ต้องให้ลาสิกขาไป ถ้าผิดกฎหมายก็ว่าไปตามกระบวนการของกฎหมาย เรื่องเหล่านี้ต้องทำให้จริงจัง แต่ผมยังเห็นว่า เราต้องเอาคนดีจริงๆเข้าไปเป็นพระ ทางการต้องช่วยสนับสนุนเรื่องนี้ หลักการของศาสนาพุทธ มีพระวินัยเป็นแกนหลัก ทุกคนต้องเคร่งครัดในหลักพระธรรมวินัย พระทุกรูปต้องเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ต้องช่วยกันดูแลกันและกัน ทำตามคำสอนพระพุทธองค์อย่างจริงจัง เรายอมรับว่าพระสงฆ์มีทั้งดีและไม่ดี แต่หากไม่นำเสนอสิ่งไม่ดีภาพลบก็จะเกิดขึ้นกับพุทธศาสนาน้อยลง เรื่องใดที่ยังไม่แน่ใจก็ยังไม่ต้องนำเสนอ รอให้ชัดเจนก่อนจึงนำเสนอ

l หากสื่อฯ ไม่นำเสนอเรื่องสงฆ์ประพฤติผิดแล้วสังคมจะทราบได้อย่างไร เท่ากับสื่อฯ ไม่รายงานสิ่งที่จำเป็นให้สาธารณชนทราบ เพราะที่นำเสนอไปนั้นก็เป็นเรื่องจริง คนบางคนขาดจากการเป็นสงฆ์ตั้งแต่วินาทีที่ทำผิดพระธรรมวินัยขั้นร้ายแรงไปแล้ว 

ดร.ธรรมศักดิ์ : ผมเห็นว่าสื่อฯ ควรนำเสนอหลังจากเรื่องนั้นผ่านกระบวนการตัดสินและตรวจสอบแล้ว เมื่อคนนั้นถูกถอดออกจากความเป็นสงฆ์แล้ว แต่เท่าที่เห็นคือสื่อฯ นำเสนอข่าวร้อนโดยทันที ซึ่งเรื่องที่นำเสนออาจถูกพลิกผันได้ พุทธศาสนาสอนว่า เราอย่าเชื่อในสิ่งที่ไม่จริง แม้คำพูดของครูอาจารย์ก็ต้องไม่รีบเชื่อ ต้องอาศัยหลักกาลามสูตร เราต้องคิดทบทวนให้ดีเสียก่อน ศาสนาพุทธเน้นเรื่องการปฏิบัติ ดังนั้นพระธรรมจึงเป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น และถือเป็นวิทยาศาสตร์ด้วย เพราะเป็นหลักความจริง จริงตามธรรมชาติ พฤติกรรมต่างๆ ของคนเรานั้น พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ความจริงทั้งหมด ทรงเห็นพฤติกรรมทั้งดี และเลวของคน เราจึงต้องเน้นการปฏิบัติตามพระธรรมของพุทธองค์ พุทธศาสนายึดมั่นในหลักการกระทำ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เราไม่มีการแก้กรรม แก้ชง เราแก้การกระทำที่ทำไปแล้วไม่ได้ คือแก้กรรมเก่าไม่ได้ แต่เราทำปัจจุบันและวันต่อๆ ไปให้ดีได้ ดังนั้นวัดไหนที่ทำพิธีแก้ชงให้ประชาชน ควรถูกตัดออกจากบัญชีวัดของพุทธศาสนา เพราะไม่ทำตามคำสอนของหลักพระธรรม ชาวพุทธแท้ต้องทำตามคำสอนจากพระธรรม

คุณจะได้ชมรายการไลฟ์ วาไรตี รายการดีที่ครบครันด้วยสาระและความรู้ ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 14.05-14.30 น. ทางโทรทัศน์ NBT กดหมายเลข 2 และชมรายการย้อนหลังได้ที่ YouTube ไลฟ์ วาไรตี

ททท.เปิดโครงการ ‘วิจิตร 5 ภาค’ งาน แสง สี เสียง ตระการตา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/725853

ททท.เปิดโครงการ ‘วิจิตร 5 ภาค’ งาน แสง สี เสียง ตระการตา

ททท.เปิดโครงการ ‘วิจิตร 5 ภาค’ งาน แสง สี เสียง ตระการตา

วันเสาร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) เปิดตัวโครงการ “วิจิตร5 ภาค” ชวนชมงาน แสง สีเสียง ตระการตา 5 ภูมิภาค หวังกระตุ้นการท่องเที่ยว สร้างประสบการณ์ทรงคุณค่าและมุ่งสู่ความยั่งยืน

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “วิจิตร 5 ภาค” เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวไทยในการสร้างประสบการณ์อันทรงคุณค่าและมุ่งสู่ความยั่งยืน ผ่านการจัดกิจกรรม Event Marketing ที่อยู่ในกระแสนิยมและเป็นกิจกรรมที่สามารถสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศให้มากยิ่งขึ้น โดยได้รับเกียรติจากนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, นางฐนิวรรณ กุลมงคล กรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย,นายสมชาย ชมภูน้อย ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคใต้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, ภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สรัสวดี อาสาสรรพกิจ ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, นายอัครวิชย์ เทพาสิต ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, นายกิตติพงษ์ ประพัฒน์ทอง ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคกลาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, นายกันตพงษ์ ธนเนืองโรจน์ นายกสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย และแวน-ชนินทร จิตปรีดา บล็อกเกอร์นักแสดงชื่อดัง ร่วมงาน

ด้าน นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. กล่าวว่า โครงการ “วิจิตร 5 ภาค” เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวไทย ในการสร้างประสบการณ์อันทรงคุณค่าและมุ่งสู่ความยั่งยืน นำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวทั้ง 5 ภูมิภาค ผ่านการเล่าเรื่องด้วยการใช้เทคนิคของแสง สี เสียง ซึ่งโครงการ “วิจิตร 5 ภาค” ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่สามารถส่งเสริมการตลาดท่องเที่ยว เป็นการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวออกเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ อย่างครอบคลุมในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ การเดินทางที่เพิ่มมากขึ้น และครอบคลุมในทุกพื้นที่ท่องเที่ยวจะช่วยกระจายรายได้ให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้ง 5 ภูมิภาค

ทั้งนี้ โครงการ “วิจิตร 5 ภาค” จะมีการจัดในสถานที่ท่องเที่ยวใน 5 ภูมิภาค ดังนี้ ภาคกลาง : พบกับการแสดง แสง สี เสียง ภายใต้แนวคิด “มู LightExperiences วิจิตรการมู (เตลู)” จัดขึ้นใน 3 พื้นที่ ได้แก่ ICONSIAM (29-30 เมษายน และ 4, 6, 7 พฤษภาคม 2566) อาคารไปรษณีย์กลาง จัดแสดงการแสดง Mapping ไพ่ยิปซี 12 ราศี ด้วยเทคนิคMapping & Lighting ในวันที่ 30 เมษายน 2566 และที่สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) พบกับการถ่ายทอดเรื่องราวของดวงดาว 12 นักษัตรผ่านโคมไฟบอลลูนรอบสวนสาธารณะและการตกแต่งแสงสีบนต้นไม้และพื้นหญ้า ด้วยเทคนิค Lighting Installation 3D ในวันที่6 พฤษภาคม 2566 เวลา 18.00-19.00 น.

ภาคใต้ : พบกับการแสดง แสง สี เสียง ภายใต้แนวคิด “วิจิตร 5 ภาค @นครศรีธรรมราช ศิลป์ศรัทธา มาหานครฯ ตั้งแต่วันที่ 20-28 พฤษภาคม 2566ภาคเหนือ : พบกับการแสดง แสง สี เสียง ภายใต้แนวคิด “วิจิตร@เชียงราย หลงแสงเวียง ที่ เจียงฮายChiang Rai : Wiang of Light” วันที่ 20-28 พฤษภาคม 2566 ภาคตะวันออก : พบกับการแสดง แสง สี เสียง ภายใต้แนวคิด “วิจิตร@ระยอง เมื่อสุริยาลับขอบฟ้า การผจญภัยตามหา ขุมทรัพย์แห่งความอุดมสมบูรณ์ ของภาคตะวันออก จึงเริ่มขึ้น..” ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม-4 มิถุนายน 2566 ณ เจดีย์กลางน้ำป่าชายเลน จังหวัดระยอง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ :พบกับการจัดงานแสดงแสง สี เสียง ใน Concept “วิจิตรนครพนม นครแห่งความสุขริมฝั่งโขง” ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม-4 มิถุนายน 2566

สนใจกิจกรรม การแสดง และรายละเอียดอื่นๆ ของงาน “วิจิตร 5 ภาค” สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ TAT Contact Center หรือโทร. 1672 Travel Buddy

เปลี่ยนกล่องเครื่องดื่มไร้ค่า เป็นหลังคาให้ผู้ประสบภัย โครงการหลังคาเขียวเพื่อมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/725869

เปลี่ยนกล่องเครื่องดื่มไร้ค่า เป็นหลังคาให้ผู้ประสบภัย  โครงการหลังคาเขียวเพื่อมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก

เปลี่ยนกล่องเครื่องดื่มไร้ค่า เป็นหลังคาให้ผู้ประสบภัย โครงการหลังคาเขียวเพื่อมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก

วันเสาร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก ร่วมกับ บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตกล่องเครื่องดื่มชั้นนำ สานต่อความสำเร็จจากโครงการหลังคาเขียวฯ ที่ได้มีการเก็บรวบรวมกล่องเครื่องดื่มใช้แล้วตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมาได้มากกว่า 2,500 ตัน และนำไปผลิตเป็นแผ่นหลังคา เพื่อมอบให้กับผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติและชุมชนที่ได้รับความเดือดร้อนมากกว่า 68,000 แผ่น

จากความสำเร็จของโครงการดังกล่าว ทำให้เกิดการรับรู้และสร้างเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ขยายความร่วมมือเป็นโครงการ “เก็บกล่องสร้างบ้าน เพื่อมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก” หรือ “The Green Shelter project for Friends in Need (of “Pa”)Volunteers Foundation” เพื่อรณรงค์จัดเก็บกล่องเครื่องดื่มใช้แล้วกลับมารีไซเคิลเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ในหมวดวัสดุก่อสร้าง อาทิ แผ่นหลังคา แผ่นไม้เทียมสังเคราะห์อีโค่ อีโค่บริค วงกบประตู และอื่นๆ ที่จะช่วยสร้าง “บ้าน” มอบให้กับประชาชนที่ประสบปัญหาด้านที่อยู่อาศัยจากภัยธรรมชาติ โครงการนี้ยังสามารถสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการรีไซเคิลกล่องเครื่องดื่มและจูงใจให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ตระหนักในคุณค่าของวัสดุเหลือใช้ จนเกิดการมีส่วนร่วมในการลดปริมาณขยะได้ โดยได้รับความร่วมมือจาก กลุ่มบริษัท บีเจซี บิ๊กซี และบริษัท 360 องศา เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (รายการทีวี 360 องศา) พร้อมด้วยพันธมิตรรายใหม่ ได้แก่ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ร่วมสนับสนุนการขยายช่องทางการรับกล่องเครื่องดื่ม โดยมีบริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) (สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3) ร่วมในการสื่อสารประชาสัมพันธ์โครงการ ไปยังสาธารณชนทั่วประเทศ

ทั้งนี้ กล่องเครื่องดื่ม UHT เป็นหนึ่งในวัสดุที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลเป็นวัสดุต่างๆ ได้มากมาย เพราะทุกส่วน

ประกอบไม่ว่าจะเป็น กระดาษ พลาสติก และอะลูมิเนียมฟอยล์ ต่างก็สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ โดยขั้นตอนการจัดเก็บและรีไซเคิลกล่อง มี 3 วิธี ที่จะช่วยให้สามารถเก็บกล่องเครื่องดื่มไว้ได้นานและไม่เกิดกลิ่นรบกวน เพื่อความสะดวกต่อการจัดเก็บในการขนย้ายไปรีไซเคิล

วิธีที่ 1 แกะ ล้าง เก็บ แกะกล่องเครื่องดื่ม กางออกเป็นแผ่น นำไปล้างให้สะอาดเพื่อไม่ให้เกิดกลิ่นรบกวน จากนั้นเก็บซ้อนกันให้เรียบร้อย

วิธีที่ 2 พับเล็ก ดึงมุมบน ใส่หลอดในช่องเจาะหลอดแล้วรีดให้แบน พับด้านล่างขึ้นมาแล้วพับด้านข้างกล่องไปด้านหลังทั้งสองข้าง แล้วพับบนครึ่งหนึ่งมาสอดด้านล่าง

วิธีที่ 3 พับแบน ดึงมุมบน ใส่หลอดในช่องเจาะหลอด ดึงมุมล่าง แล้วพับให้แบน

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ของการเปลี่ยนกล่องเครื่องดื่มไร้ค่า เป็นวัสดุก่อสร้างช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยการสมัครเป็นอาสาเก็บกล่อง ภายใต้โครงการ “เก็บกล่องสร้างบ้าน เพื่อมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก” ร่วมกันเก็บกล่องเครื่องดื่มใช้แล้ว หรือตั้งจุดรับกล่องเพื่อรวบรวมนำมาบริจาค โดยจะมีจุดรับกล่อง 3 หน่วยงาน กระจายอยู่ในจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ อาทิ ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์สาขาใหญ่ทุกสาขา ทั้งหมด 146 สาขาทั่วประเทศ, ห้างมินิบิ๊กซี 3 สาขา นำร่องในสถานีบริการน้ำมันบางจากใน กทม. และศูนย์การค้าเซ็นทรัลและอาคารสำนักงานในเครือทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังสามารถตรวจสอบจุดรับกล่องได้ที่ https://bit.ly/3UTWqaj

ม.มหิดลพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ยารักษามะเร็งด้วยเซลล์และยีนสำเร็จ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/725852

ม.มหิดลพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ยารักษามะเร็งด้วยเซลล์และยีนสำเร็จ

ม.มหิดลพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ยารักษามะเร็งด้วยเซลล์และยีนสำเร็จ

วันเสาร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหิดล แถลงผลสำเร็จในการพัฒนานวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ยาที่ใช้รักษามะเร็งด้วยเซลล์และยีน (CAR -T cell) ภายใต้มาตรฐานสากลแห่งแรกในอาเซียน สามารถนำไปใช้จริงในผู้ป่วยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ จำนวน 10 ราย ที่ดื้อต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดหลายขนาน ยามุ่งเป้าหลายชนิด โดยทั้ง 10 รายหลังได้รับ CAR – T cell ตอบสนองจนโรคสงบทุกราย 100% โดยมี ศาสตราจารย์ นายแพทย์บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ศาสตราจารย์นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ศาสตราจารย์นายแพทย์สุรเดช หงส์อิง ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และนายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) ร่วมแถลงข่าว ณ สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา

ศาสตราจารย์ นายแพทย์บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ความสำเร็จในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการร่วมทำการวิจัยและพัฒนา เพื่อผลิตยาให้สามารถใช้ในประเทศไทยได้เอง ลดรายจ่ายในการดูแลสุขภาพ อีกทั้ง ยังลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศ ที่ในแต่ละปีประเทศไทยรับภาระค่าใช้จ่ายอย่างมหาศาล ครั้งนี้เป็นความสำเร็จในการพัฒนายารักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดบีเซลล์ ด้วยเซลล์และยีน หรือที่เรียกว่า CAR-T cell ซึ่งปัจจุบันโรคนี้มีการดื้อต่อยาที่ใช้รักษามากขึ้น และต้องนำเข้ายาจากต่างประเทศที่มีราคาสูงมาก ผลงานวิจัยในครั้งนี้ได้เริ่มนำมาใช้จริงในผู้ป่วย และประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี ซึ่งจะเป็นอนาคตที่สำคัญของวงการแพทย์ไทย

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การดำเนินการผลิตภัณฑ์ยา CAR-T cell นับเป็นการรวมพลังจากภาครัฐและภาคเอกชนในการผลักดันให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์และผลิตใช้ได้จริง ตามมาตรฐานสากล EMA (European Medicines Agency) และขณะนี้กำลังนำผลิตภัณฑ์ยานี้เข้าสู่กระบวนการการศึกษาวิจัย ในขั้นตอน IND (InvestigationalNew Drug) ของสำนักงาน อย. เพื่อขึ้นทะเบียนรับรองตามมาตรฐานสากลต่อไป โดยได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ และมูลนิธิรามาธิบดี ที่ให้ความร่วมมือในการดำเนินโครงการครั้งนี้ และที่สำคัญ คือ บริษัท เจเนพูติก ไบโอ จำกัด ที่สนับสนุนโครงการเข้ารับรองมาตรฐานการผลิตยาและอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้ได้มีผลิตภัณฑ์ยารักษามะเร็งฝีมือคนไทย เพื่อคนไทยด้วยเทคนิควิธีการตามมาตรฐานสากล

ศาสตราจารย์ นายแพทย์สุรเดชหงส์อิง ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า CAR – T cell ที่ผลิตนี้นอกจากใช้ในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว ชนิด บีเซลล์แล้ว ยังสามารถนำมาใช้ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ชนิด บีเซลล์ ได้ด้วย ในอนาคตทางมหาวิทยาลัยมหิดลเองกำลังวิจัยผลิตภัณฑ์ยา CAR T-cell สำหรับมะเร็งมัยอิโลมา มะเร็งกระดูก มะเร็งสมอง มะเร็งต่อมหมวกไต และอื่นๆ อีกตามมา กล่าวได้ว่ามหาวิทยาลัยมหิดล ได้วิจัยผลิตภัณฑ์ยา CAR – T cell ที่เคยมีราคาสูง ให้สามารถเข้าสู่ขั้นตอนการพัฒนาและผลิตได้เองในประเทศด้วยต้นทุนที่ต่ำลงในห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานสากลเป็นแห่งแรกในอาเซียน มีผลการรักษาในผู้ป่วยเบื้องต้นเป็นที่น่าพอใจ และคาดว่าจะนำไปใช้ในผู้ป่วยวงกว้างได้ในเร็ววันนี้ ปัจจุบันได้รับการติดต่อจากประเทศเพื่อนบ้านในการถ่ายทอดเทคโนโลยีดังกล่าวอีกด้วย