‘หล่งลี’-‘แฟรงค์’ ซ่ากลางทะเล เล่น Parasailing ครั้งแรกในชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/727757

‘หล่งลี’-‘แฟรงค์’ ซ่ากลางทะเล เล่น Parasailing ครั้งแรกในชีวิต

‘หล่งลี’-‘แฟรงค์’ ซ่ากลางทะเล เล่น Parasailing ครั้งแรกในชีวิต

วันจันทร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“หล่งลี”-“แฟรงค์” ชวนกันออกไปซ่ากลางทะเล เปิดใจถึงกันขณะเล่น Parasailingครั้งแรกในชีวิต ในรายการ Y Diary อยู่ด้วยกันเป็นแค่ One Night Stay

“หล่งซื่อ ลี” หรือ “หล่งลี” และ “แฟรงค์-ธนัตถ์ศรันย์” คู่จิ้นสายวาย จากซีรี่ส์วาย เรื่อง Love Syndrome 3 (รักโคตรๆ โหดอย่างมึง 3) ออกอากาศทางอมรินทร์ทีวีเอชดี ช่อง 34 ชวนกันออกไปซ่ากลางทะเลเล่น Parasailing ครั้งแรกในชีวิต งานนี้ทั้งคู่ชวนกันเปิดใจถึงกันท่ามกลางท้องฟ้าและพื้นทะเล

โดย แฟรงค์ เปิดใจถึงหล่งลีก่อนว่า“อยู่ด้วยกันไปนานๆ ผมจะคอยสนับสนุนหล่งตลอด ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผมจะอยู่ข้างๆ จะอยู่เป็นที่ระบายให้หล่ง ไม่ว่าจะเจอเรื่องราวอะไรมา”ด้าน หล่งลี เปิดใจถึงแฟรงค์ว่า “ดีใจมากที่มีแฟรงค์เข้ามาในชีวิต ขอบคุณที่เป็นอะไรหลายๆ อย่างในชีวิตของหล่ง” งานนี้หนุ่มแฟรงค์บอก “ผมตื้่นตันนะครับ” อย่างไรก็ดี การเล่น Parasailing นี้ถือเป็นครั้งแรกในชีวิตของทั้งคู่หนุ่มแฟรงค์ “ยกให้เป็นการเปิดโลกครั้งใหม่ของตัวเอง ส่วนตัวไม่ค่อยกลัว จะชิลๆ มากกว่า แม้ว่าจะกลัวความสูง แต่พื้นข้างล่างมันเป็นน้ำเลยไม่ค่อยกลัวเท่าไร” ขณะที่หล่งลี เผยว่า “จะปฏิเสธไม่เล่นอยู่แล้ว ส่วนตัวไม่ค่อยกล้าเล่นอะไรสูงๆ แต่คิดอีกแง่คือถ้ามาแล้วไม่ทำมันจะเสียโอกาส”

นอกจากเล่น Parasailing แล้ว สองหนุ่มยังไปขับโกคาร์ทท้าแข่งความเร็วกันต่อด้วย จะเป็นอย่างไร ติดตามรายการ “Y Diary อยู่ด้วยกันเป็นแค่ One Night Stay” ทุกวันจันทร์ เวลา 19.00 น.ทางแพลตฟอร์มออนไลน์ Youtube และ Facebook : AMARINTV Online

‘ทิน-สุคนธ์เพชร-ณิชารีย์’ นำทีม ‘หลุยส์-แชป-เบน-บิว’ เจาะวิสัยทัศน์สมรภูมิเลือกตั้งพิษณุโลก-สุพรรณบุรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/727753

‘ทิน-สุคนธ์เพชร-ณิชารีย์’ นำทีม ‘หลุยส์-แชป-เบน-บิว’  เจาะวิสัยทัศน์สมรภูมิเลือกตั้งพิษณุโลก-สุพรรณบุรี

‘ทิน-สุคนธ์เพชร-ณิชารีย์’ นำทีม ‘หลุยส์-แชป-เบน-บิว’ เจาะวิสัยทัศน์สมรภูมิเลือกตั้งพิษณุโลก-สุพรรณบุรี

วันจันทร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ลั่นกลองรบ !พรรคการเมืองแถวหน้าส่งขุนพลร่วมถกวิสัยทัศน์เวที “BIG DEBATE” 1-2พฤษภาคมนี้ เจาะสมรภูมิเลือกตั้ง จ.พิษณุโลก และ จ.สุพรรณบุรี“ทิน, เพชรหอม สุคนธ์เพชร,จินนี่ ณิชารีย์” รับหน้าที่ดำเนินรายการ พร้อมทีมนักแสดงช่อง 7HD ช่อง 7HD และ เทโรเอ็นเทอร์เทนเม้นท์ เขย่าเวทีดีเบต 2 สัปดาห์สุดท้ายส่งรายการ “เลือกตั้ง 66 #วาระคนไทยBIG DEBATE” เกาะติดสนามเลือกตั้งทั่วไทย ชมสดทุกคืนวันจันทร์-อังคาร ตั้งแต่เวลา 20.30 น.เป็นต้นไป อัปเดตสถานการณ์การเมืองพร้อมเปิดเวทีให้แต่ละพรรคการเมืองนำเสนอนโยบาย แสดงวิสัยทัศน์ ผ่านหัวหน้าพรรคตัวแทนพรรค หรือผู้สมัคร สัปดาห์นี้บุกไปเยือน 2 สมรภูมิเลือกตั้งจังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดสุพรรณบุรี

วันจันทร์ที่ 1 พฤษภาคม ซึ่งตรงกับวันแรงงานแห่งชาติ เวทีดีเบตครั้งนี้จัดขึ้นที่จังหวัดพิษณุโลก โดยมี ทิน โชคกมลกิจ, เพชรหอม-สุคนธ์เพชร ผลประดิษฐานนท์ ดำเนินรายการ ร่วมด้วย 2 นักแสดงหนุ่ม เบน-สันติราษฎร์ กุลนพเกียรติและบิว-ณัฐพล ไรยวงค์ เป็นตัวแทนเสียงของประชาชนเข้าร่วมซักถามและรับฟังนโยบายพร้อมการประชันวิสัยทัศน์ของเหล่าผู้สมัคร สส. และตัวแทนพรรคการเมือง ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย และ พรรคก้าวไกล และในวันอังคารที่ 2 พฤษภาคม พ่อแม่พี่น้องเลือดสุพรรณ สามารถร่วมรับฟังการดีเบตแบบสดๆ ได้ที่ อุทยานมังกรสวรรค์จังหวัดสุพรรณบุรี ผู้ประกาศข่าว ทิน โชคกมลกิจรับหน้าที่ดำเนินรายการร่วมกับ จินนี่-ณิชารีย์พัดทอง โดยมี 2 พระเอกสุดฮอต หลุยส์ เฮส และ แชป-วรากร ศวัสกร ที่เคยเข้าร่วมฟังการดีเบตที่สนามเลือกตั้งจังหวัดบุรีรัมย์ร่วมเป็นอีกหนึ่งเสียงประชาชนที่เข้ารับฟังการประชันวิสัยทัศน์ของผู้สมัครจาก พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคเพื่อไทยพรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคไทยสร้างไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย และ พรรคก้าวไกล

โดยเวทีที่จังหวัดพิษณุโลก บิว-ณัฐพล คือหนึ่งในนักแสดงที่เข้าร่วมฟังการดีเบตฝากเชิญชวนให้มาร่วมติดตามชมว่า “ผมเองได้ติดตามเรื่องการเมืองมาโดยตลอด เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวของทุกคน มีความเกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของประชาชน เรียกว่าเป็นจุดศูนย์กลางในการพัฒนาประเทศ ครั้งนี้ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ได้ไปร่วมฟังการดีเบต เพราะมีส่วนที่ทำให้เราสามารถตัดสินใจได้ว่าจะเลือกพรรคไหน การได้ไปเข้าร่วมฟังจะทำให้เราได้รู้ว่าพรรคไหนมีนโยบายที่ตรงใจและตรงกับความต้องการของเรา จริงๆ ผมเองมีคำถามเตรียมไว้เหมือนกัน เช่น ปัญหาผลผลิตของเกษตรกรที่ล้นตลาด อยากจะทราบนโยบายในการแก้ไข ช่วยเหลือ และพัฒนา เพราะครอบครัวผมเองก็เป็นครอบครัวเกษตรกร ซึ่งตอนนี้ที่บ้านทำสวนยาง รวมไปถึงเรื่องยาเสพติด ซึ่งเป็นต้นตอของการเกิดปัญหาอาชญากรรมต่างๆ ซึ่งหวังว่าการดีเบตครั้งนี้จะทำให้ประชาชนได้รับฟังแนวทางในการดูแลช่วยเหลือประชาชนครับ สุดท้ายนี้อยากเชิญชวนชาวจังหวัดพิษณุโลกหรือจังหวัดใกล้เคียง มาฟังการแสดงวิสัยทัศน์ของแต่ละพรรคการเมืองกันนะครับ ว่าพรรคไหนจะตรงกับอุดมการณ์ของเรา เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจเลือกตั้งครั้งนี้ สำหรับใครที่ไม่ได้มาฟังสดๆ ถึงขอบเวที สามารถชมผ่านทางช่อง 7HD กด 35 เวลา 20.30 น. เป็นต้นไปนะครับ”

สำหรับบรรยากาศสนามเลือกตั้งภาคใต้ ที่จัดขึ้นที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดนครศรีธรรมราชที่ผ่านมาเหล่าตัวแทนจากพรรคการเมืองต่าง ๆ ได้ขึ้นนำเสนอนโยบาย พร้อมแสดงวิสัยทัศน์กันอย่างดุเดือดเข้มข้น ได้ใจพี่น้องชาวใต้ที่เข้าร่วมฟังการดีเบตครั้งนี้ไปเต็มๆ เช่นเดียวกับผู้ชมทางบ้านที่ร่วมแสดงความคิดเห็นทางหน้าจอ และลงคะแนนให้กับพรรคที่ชื่นชอบผ่านการสแกนคิวอาร์โค้ดซึ่งครั้งนี้เหล่าขุนพลภาคใต้ต่างนำเสนอนโยบาย รวมทั้งแนวทางการจัดการกับปัญหาต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจให้กับพ่อแม่พี่น้องโดยมีเหล่านักแสดงจากช่อง 7HD นำโดย แอมป์-พีรวัศกุลนันท์วัฒน์, จาด้า อินโตร์เร,เจนนี่-ชยิสรา วัฒนะนาวิน และ แบมแบม-ณศมน นิยมเดชา ทำหน้าที่ตัวแทนเสียงของประชาชน ร่วมซักถามประเด็นปัญหาการคมนาคมราคายางพาราตกต่ำการปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมเกาะติดทุกความเคลื่อนไหวเรื่องการเมือง ได้ที่www.ch7.com/election2566 และติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวรายการต่างๆ ได้ทาง ช่อง 7HDดูทีวีกด35 สดออนไลน์ BUGABOO.TVและช่องทางออนไลน์ Facebook, IG, Twitter, TikTok : Ch7HD เว็บไซต์ www.ch7.com

สอศ.เชื่อมโยงข้อมูลอาชีวศึกษารวมเป็นหนึ่ง รับกระแสโลกดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/727772

สอศ.เชื่อมโยงข้อมูลอาชีวศึกษารวมเป็นหนึ่ง รับกระแสโลกดิจิทัล

สอศ.เชื่อมโยงข้อมูลอาชีวศึกษารวมเป็นหนึ่ง รับกระแสโลกดิจิทัล

วันอาทิตย์ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2566, 22.05 น.

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2566 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มอบหมายให้ ดร.นิติ นาชิต ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาธุรกิจและบริการ เป็นประธานการประชุมบูรณาการสำนัก/หน่วย/ศูนย์ ที่มีระบบฐานข้อมูล เพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาให้เป็นระบบเดียวกัน ภายใต้แนวคิด One System for OVEC One Team ณ หอประชุมคมสันวิทยาคาร วิทยาลัยเทคนิคชลบุรี

ดร.นิติ นาชิต ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาธุรกิจและบริการ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เปิดเผยว่า สอศ.ดำเนินการขับเคลื่อนการเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาสมรรถนะสูงให้เป็นหนึ่งเดียว (One OVEC One System) โดยนำระบบดิจิทัลมาบูรณาการและการประยุกต์ใช้ เพื่อหนุนเสริมระบบคุณภาพผ่านแนวคิด Single Sign On สนับสนุนการดำเนินงานอาชีวศึกษาทวิภาคีคุณภาพสูง โดยใช้ฐานข้อมูลเดิมที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุด ประกอบด้วย ฐานข้อมูลสถานประกอบการและความร่วมมือ ของสำนักความร่วมมือ ระบบฐานข้อมูลทวิภาคี ของศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคี ฐานข้อมูลนักเรียนนักศึกษา การจัดการวิชาการ ในระบบ ศธ.02 ออนไลน์ ของศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและกำลังคนอาชีวศึกษา และฐานข้อมูลหลักสูตรตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ สำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ ซึ่งเป้าหมายในการดำเนินการบูรณาการทำงานในครั้งนี้ จะมีระบบฐานข้อมูลในการบริหารจัดการ ทั้งข้อมูลสถานประกอบการ ข้อมูลการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ข้อมูลการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา ที่มีเอกภาพ และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ นำไปสู่การขับเคลื่อนการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาสมรรถนะสูง เพื่อการพัฒนาประเทศ

นิด้าโพล ชี้ ชาวบ้านรู้ทัน ‘รีดภาษีเพิ่ม’ ที่มาถลุงงบฯนโยบายแจกเงิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547988

01 พ.ค. 2566

นิด้าโพล ชี้ ชาวบ้านรู้ทัน 'รีดภาษีเพิ่ม' ที่มาถลุงงบฯนโยบายแจกเงิน

เลือกตั้ง66 : นิด้าโพล เปิดผลสำรวจรับวันแรงงานแห่งชาติ 66 พบ ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่รู้วงเงินนโยบายหาเสียงที่เกี่ยวกับการแจกเงิน แต่รู้ที่มาของบฯ ว่าจะมาจากการรีดภาษีเพิ่มขึ้น หั่นงบ และกู้เงิน 

นิด้าโพล หรือ ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดผลสำรวจ วันที่ 1 พ.ค. 66 ซึ่งตรงกับ วันแรงงานแห่งชาติ พบว่าประชาชนส่วนใหญ่รู้ว่าจะมาจากการรีดภาษีเพิ่มขึ้น หั่นงบ และกู้เงิน เพื่อนำเงินมาใช้ในนโยบายหาเสียงเกี่ยวกับการแจกเงิน การจัดสวัสดิการ  

การรับทราบของประชาชนต่อวงเงินที่จะต้องใช้เกี่ยวกับนโยบายแจกเงินหรือจัดสวัสดิการต่าง ๆ ของแต่ละพรรคการเมือง พบว่า

  • ร้อยละ 66.72 ระบุว่า ไม่ทราบ และ/หรือ ไม่เคยทดลองคำนวณ
  • ร้อยละ 14.81 ระบุว่า ทราบ และ/หรือ เคยคำนวณรายละเอียดไว้
  • ร้อยละ 11.75 ระบุว่า ไม่ทราบและไม่สนใจว่าต้องใช้วงเงินเท่าไหร่สำหรับแต่ละนโยบายแต่ละพรรค
  • ร้อยละ 6.72 ระบุว่า เป็นหน้าที่ของแต่ละพรรคการเมืองที่จะต้องคำนวณเงินและแจ้งให้ประชาชนทราบ
นิด้าโพล ชี้ ชาวบ้านรู้ทัน 'รีดภาษีเพิ่ม' ที่มาถลุงงบฯนโยบายแจกเงิน

แหล่งที่มาของเงินในการจัดทำตามนโยบายแจกเงินหรือจัดสวัสดิการต่าง ๆ ของแต่ละพรรคการเมือง พบว่า

  • ร้อยละ 49.62 ระบุว่า จัดเก็บภาษีประชาชน/บริษัท/ห้างร้านต่าง ๆ เพิ่มขึ้น รองลงมา
  • ร้อยละ 27.86 ระบุว่า ตัดทอนงบประมาณที่ไม่จำเป็นจากกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ
  • ร้อยละ 25.73 ระบุว่า กู้เงินจากต่างประเทศ
  • ร้อยละ 21.15 ระบุว่า ใช้เงินคงคลังและเงินสำรองระหว่างประเทศของไทย
  • ร้อยละ 18.55 ระบุว่า กวาดล้างการทุจริตเพื่อให้มีเงินเหลือเพียงพอที่จะทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้
  • ร้อยละ 14.27 ระบุว่า กู้เงินจากในประเทศ
  • ร้อยละ 3.82 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
นิด้าโพล ชี้ ชาวบ้านรู้ทัน 'รีดภาษีเพิ่ม' ที่มาถลุงงบฯนโยบายแจกเงิน

ผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหาย หากการดำเนินตามนโยบายแจกเงินหรือจัดสวัสดิการต่าง ๆ ของแต่ละพรรคการเมืองก่อให้เกิดปัญหาทางการคลังและหนี้สาธารณะ พบว่า

  • ร้อยละ 44.35 ระบุว่า พรรคการเมืองที่คิดและดำเนินการตามนโยบายเหล่านี้
  • ร้อยละ 41.68 ระบุว่า นักการเมืองที่คิดและดำเนินการตามนโยบายเหล่านี้
  • ร้อยละ 39.47 ระบุว่า ประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งในคราวนี้
  • ร้อยละ 14.43 ระบุว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งที่ไม่หาทางป้องกัน
  • ร้อยละ 9.62 ระบุว่า ข้าราชการประจำที่ทำงานรับใช้พรรคการเมืองในการดำเนินนโยบายเหล่านี้
  • ร้อยละ 6.34 ระบุว่า นักวิชาการที่ไม่ออกมาตักเตือนให้สติสังคม
  • ร้อยละ 6.26 ระบุว่า เชื่อว่าปัญหาทางการคลังและหนี้สาธารณะ จะไม่เกิดขึ้น
  • ร้อยละ 1.60 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

นิด้าโพล ระบุว่าการสำรวจครั้งนี้เป็นความร่วมกับเครือข่ายการเมืองสะอาด สำรวจความคิดเห็น เรื่อง “นโยบายแจกเงินหรือจัดสวัสดิการของพรรคการเมืองช่วงเลือกตั้ง” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 20-24 เมษายน 2566 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับนโยบายแจกเงินหรือจัดสวัสดิการของพรรคการเมืองช่วงเลือกตั้ง

การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 18.55 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 18.01 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.44 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.74 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.71 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก ตัวอย่าง ร้อยละ 48.09 เป็นเพศชาย และร้อยละ 51.91 เป็นเพศหญิง

ตัวอย่าง ร้อยละ 12.90 มีอายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.79 มีอายุ 26-35 ปี ร้อยละ 18.93 มีอายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.64 มีอายุ 46-59 ปี และร้อยละ 23.74 มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ตัวอย่าง ร้อยละ 96.11 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 2.90 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.99 นับถือศาสนาคริสต์ และอื่น ๆ

ตัวอย่าง ร้อยละ 33.74 สถานภาพโสด ร้อยละ 63.59 สมรส และร้อยละ 2.67 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ ตัวอย่าง ร้อยละ 24.58 จบการศึกษาประถมศึกษาหรือต่ำกว่า ร้อยละ 36.49 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 7.02 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 26.79 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 5.12 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า

ตัวอย่าง ร้อยละ 7.40 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 16.34 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 22.06ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 12.98 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 14.58 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 20.30 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 6.34 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

ตัวอย่าง ร้อยละ 23.21 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 21.07 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 10,000 บาท ร้อยละ 28.47 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 8.09 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 4.43 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 6.03 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 8.70 ไม่ระบุรายได้

ที่มา : NIDA Poll

อุ๊งอิ๊ง คลอดลูกแล้ว ตั้งชื่อ ‘น้องธาษิณ’ ปู่ทักษิณ บอก ‘ขอกลับไปเลี้ยงหลาน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547987

01 พ.ค. 2566

อุ๊งอิ๊ง คลอดลูกแล้ว ตั้งชื่อ 'น้องธาษิณ' ปู่ทักษิณ บอก 'ขอกลับไปเลี้ยงหลาน'

อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร คลอดลูกแล้วได้ลูกชาย ตั้งชื่อเล่น ‘ธาษิณ’ ด้านคุณปู่ทักษิณยินดีผ่านโซเชียล เร็วๆนี้ขอกลับไปเลี้ยงหลาน 

มีข่าวดีสำหรับครอบครัวของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร หรือ อุ๊งอิ๊ง แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จากพรรคเเพื่อไทย เมื่อเธอได้โพสต์รูปภาพและข้อความผ่านอินสตาแกรม ว่าได้คลอดลูกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และได้ตั้งชื่อเล่นว่า ‘ธาษิณ’

อินสตาแกรมของ อุ๊งอิ๊ง ที่ชื่อว่า ingshin21 ระบุว่า สวัสดีครับ ผมชื่อเด็กชาย พฤจ์ธาษิณ สุขสวัสดิ์ ชื่อเล่นชื่อ “ธาษิณ” ครับ 

ขอบคุณทุกกำลังใจนะครับ เดี๋ยวอีกไม่กี่วันนี้ คุณแม่รอแข็งแรงก่อนจะไปพบพี่ๆสื่อมวลชนครับ #babyThasin #mmdpsbabyboy

โดยภาพที่โพสต์เป็นภาพครอบครัว ที่มีอุ๊งอิ๊ง และนายปิฎก สุขสวัสดิ์ ผู้เป็นสามี โดยมีน้องธาษิณนอนแบเบาะ ซึ่งเป็นภาพแรกหลังคลอด  

เด็กชาย พฤจ์ธาษิณ สุขสวัสดิ์ ชื่อเล่นชื่อ “ธาษิณ” เด็กชาย พฤจ์ธาษิณ สุขสวัสดิ์ ชื่อเล่นชื่อ “ธาษิณ”

ด้าน นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นพ่อของอุ๊งอิ๊ง และมีศักดิ์เป็นคุณปู่ของน้องธาษิณ ได้แสดงความยินดีผ่านโซเชียลมีเดียว่า 

อุ๊งอิ๊ง คลอดลูกแล้ว ตั้งชื่อ 'น้องธาษิณ' ปู่ทักษิณ บอก 'ขอกลับไปเลี้ยงหลาน'

‘เช้าวันนี้ ผมดีใจมากที่ได้หลานคนที่  7  เป็นชาย  ชื่อ ธาษิณ จากน้องอิ๊งค์ แพทองธาร หลานทั้ง 7 คน คลอดในขณะที่ผมต้องอยู่ต่างประเทศ ผมคงต้องขออนุญาตกลับไปเลี้ยงหลาน เพราะผมอายุจะ 74 ปี กรกฎานี้แล้ว พบกันเร็ว ๆ นี้ ครับ ขออนุญาตนะครับ’

‘พรรคไทยชนะ’ ชูนโยบายลดจำนวน ครม.- ควบรวมกระทรวง เพื่อเซฟค่าใช้จ่าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547986

01 พ.ค. 2566

'พรรคไทยชนะ' ชูนโยบายลดจำนวน ครม.- ควบรวมกระทรวง เพื่อเซฟค่าใช้จ่าย

เลือกตั้ง66 : พรรคไทยชนะ ชูนโยบายดูแลสวัสดิการคนไทย แก้ปัญหาปากท้อง พร้อมรื้อโครงบริหารราชการ ปรับลดจำนวนครม. เหลือไม่เกิน 20 คน ควบรวมกระทรวงที่มีความซ้ำซ้อน เพื่อลดค่าใช้จ่าย 

พรรคไทยชนะ หนึ่งในพรรคการเมืองที่สู้ศึกเลือกตั้ง 2566  เดินหน้าหาเสียงขอประชาชนให้โอกาสเทคะเเนนเลือก เพื่อเข้ามาดูแลสวัสดิการคนไทย และแก้ปัญหาปากท้อง และมีนโยบายที่ไม่เหมือนใครคือ จะปรับโครงบริหารราชการให้มีประสิทธิภาพด้วยการปรับลดจำนวนคณะรัฐมนตรี และควบรวมกระทรวงที่มีความซ้ำซ้อน เพื่อลดค่าใช้จ่าย

'พรรคไทยชนะ' ชูนโยบายลดจำนวน ครม.- ควบรวมกระทรวง เพื่อเซฟค่าใช้จ่าย

นายจักรพงศ์ ชื่นดวง หัวหน้าพรรคไทยชนะ พร้อมด้วยผู้บริหารพรรค และทีมยุทธศาสตร์พรรค ถือฤกษ์วันแรงงานแห่งชาติ 1 พ.ค. 2566 ร่วมปล่อยขบวนรถหาเสียง พร้อมปราศรัยที่ศูนย์ประสานงานการเลือกตั้ง  บริเวณแยกประดิพัทธ์ 

นายจักรพงศ์ กล่าวว่า พรรคไทยชนะ มีความมั่นใจเข้ามาแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำให้กับประเทศ และการแก้ปัญหาความยากจน ซึ่งพรรคไทยชนะได้เสนอชื่อ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นเเคนดิเดตนายกรัฐมนตรี​ เนื่องจากเป็นผู้มีความรู้ความสามารถทางการด้านการเงินเเละเศรษฐกิจ สามารถทำงานเชื่อมโยงกับหน่วยงานต่าง ๆ ได้ 

นอกจากนี้ พรรคไทยชนะจะมุ่งเน้นนโยบายไม่เจ็บไม่จน​ ดูแลคนไทยด้านสวัสดิการ เพราะเป็นเรื่องสำคัญเเต่ที่ผ่านมาไม่ได้มีการผลักดันอย่างจริงจัง โดยในส่วนของสวัสดิการของผู้มีอาชีพขับรถรับจ้างสาธารณะ พรรคจะเสนอให้ตั้งสภาวิชาชีพเพื่อเป็นตัวแทนเรียกร้องด้านสวัสดิการให้คนกลุ่มนี้  ซึ่งนโยบายนี้ มีตัวเเทนคนขับรถรับจ้างสาธารณะ ทั้งวินจักรยานยนต์รับจ้าง และคนขับรถเเท็กซี่ เข้ามามีส่วนร่วมด้วย 

'พรรคไทยชนะ' ชูนโยบายลดจำนวน ครม.- ควบรวมกระทรวง เพื่อเซฟค่าใช้จ่าย

อีกทั้ง พรรคยังพร้อมเปิดรับฟังข้อเสนอของคนพิการ ซึ่งสามารถเสนอผ่านผู้สมัครของพรรคเข้ามาได้  เนื่องจากพรรคมีผู้สมัครที่เป็นตัวเเทนกลุ่มผู้พิการและกลุ่มต่างๆ​หลากหลาย​ ที่รู้ถึงปัญหาและพร้อมที่จะเข้ามาทำงานผลักดันนโยบายให้เกิดเป็นรูปธรรม 

“ผมอยากขอโอกาสจากพี่น้องประชาชนเลือกพรรคไทยชนะ เราเป็นพรรคของประชาชน และเป็นพรรคที่เป็นโอกาสของประเทศ เรามีความเป็นกลางสูง ตามแนวคิดนโยบายที่ต้องการก้าวข้ามความขัดแย้ง ขอให้พี่น้องช่วยเทคะเเนนให้พรรคไทยชนะ เลือกหมายเลข 13 ” หัวหน้าพรรคไทยชนะกล่าว

'พรรคไทยชนะ' ชูนโยบายลดจำนวน ครม.- ควบรวมกระทรวง เพื่อเซฟค่าใช้จ่าย

ทั้งนี้ ทีมยุทธศาสตร์พรรคไทยชนะ ยังได้ปราศรัยนำเสนอนโยบายพรรค ที่จะทำงานโดยมุ่งเน้นธรรมาภิบาล เน้นปรับปรุงโครงสร้างเพื่อเเก้ไขปัญหาประเทศ 

ทำให้การบริหารราชการมีประสิทธิภาพ โดยการปรับคณะรัฐมนตรีจาก 35 ให้เหลือไม่เกิน 20 คน เพื่อลดค่าใช้จ่าย ควบรวมกระทรวงที่มีความซ้ำซ้อน

หมอทศพร หาเสียงเขต 1 จ.แพร่ หวังปิดสวิชต์ สว.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547980

30 เม.ย. 2566

หมอทศพร หาเสียงเขต 1 จ.แพร่ หวังปิดสวิชต์ สว.

หมอทศพร เสรีรักษ์ อดีตแพทย์ดูแลผู้ชุมนุม ผันตัวลุยสนามเลือกตั้ง เขต 1 จ.แพร่ พรรคเพื่อไทย เน้นเข้าหาประชาชน ไม่ปราศรัยโจมตีใคร ระบุเสียเวลานำเสนอนโยบายพรรค


หาเสียงเต็มที่ นพ.ทศพร เสรีรักษ์ ผู้สมัคร สส. หมายเลข 4 เขต 1 จ.แพร่ พรรคเพื่อไทย ได้ใช้รถแห่ออกหาเสียงในเขตพื้นที่ แนวทางสำคัญอย่างหนึ่งที่ นพ.ทศพร ลงสมัครเลือกตั้งครั้งนี้ คือ การร่วมปิดสวิชต์ สว. 250 เสียง เพื่อให้การเมืองกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้องอีกครั้ง และเน้นการนำเสนอข้อมูลของพรรคเป็นสำคัญ และ นพ.ทศพร กล่าวว่า จะไม่ใช้วิธีการปราศรัยโจมตีแต่อย่างใด เพียงแต่นำเสนอข้อเท็จจริงใน 8 ปีที่ผ่านมา 

นพ.ทศพร เสรีรักษ์ ผู้สมัคร สส. พรรคเพื่อไทยนพ.ทศพร เสรีรักษ์ ผู้สมัคร สส. พรรคเพื่อไทย
สำหรับการหาเสียงของนพ.ทศพร ได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่ แม้จะมีทีมงานเพียง 3 คนกับรถแห่หนึ่งคัน ที่ใช้งานเป็นประจำ แต่ก็ต้องการที่จะเข้าถึงประชาชนให้มากที่สุด นพ.ทศพร กล่าวว่า แม้ในปัจจุบัน การเลือกตั้ง 2566 มีการแข่งขันกันอย่างสูง รวมทั้งมีการทำลายป้ายหาเสียงในพื้นที่ แต่ก็อาศัยการนำเสนอนโยบายที่มองว่าเป็นประโยชน์ต่อจ.แพร่ ของเพื่อไทย และอาศัยความเข้าถึงประชาชน 

นพ.ทศพร เสรีรักษ์ ผู้สมัคร สส. หมายเลข 4 เขต 1 จ.แพร่ พรรคเพื่อไทย นพ.ทศพร เสรีรักษ์ ผู้สมัคร สส. หมายเลข 4 เขต 1 จ.แพร่ พรรคเพื่อไทย

และเข้าใจความต้องการของประชาชนว่า ต้องการอะไรในการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ การที่ไม่ปราศรัยโจมตีใคร เพื่อต้องการส่งสารที่ถูกต้องของพรรค และแนวทางนโยบายที่ต้องการนำเสนอให้ประชาชน ได้รับรู้อย่างถูกต้องแม่นยำ การที่เสียเวลาในการโจมตีหรือพูดถึงบุคคลอื่น เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ประเทศเสียเวลามาพอสมควรแล้ว ดังนั้น จึงต้องการใช้เวลาที่เหลืออยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้ง 14 พ.ค. ที่จะถึงนี้ เข้าถึงประชาชนให้มากที่ 

นพ.ทศพร เสรีรักษ์ ผู้สมัคร สส. หมายเลข 4 เขต 1 จ.แพร่ พรรคเพื่อไทย นพ.ทศพร เสรีรักษ์ ผู้สมัคร สส. หมายเลข 4 เขต 1 จ.แพร่ พรรคเพื่อไทย
สำหรับ นพ.ทศพร เคยรับราชการเป็นนายแพทย์ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ก่อนจะลาออกจากราชการมาทำงานการเมือง และได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ ในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2539 สังกัดพรรคชาติไทย และในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2544 และ พ.ศ. 2548 ในสังกัดพรรคไทยรักไทย ก่อนจะถูกตัดสิทธิทางการเมืองเนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ในปี พ.ศ. 2550  ต่อมาในปี พ.ศ. 2555 ได้รับแต่งตั้งเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  ในปี 2562 ได้เข้าร่วมงานกับพรรคไทยรักษาชาติ แต่เมื่อพรรคดังกล่าวถูกยุบพรรค นพ.ทศพร จึงย้ายกลับไปสังกัดพรรคเพื่อไทย และมีบทบาทในการดูแลช่วยเหลือผู้ชุมนุมทางการเมืองในช่วงการชุมนุมของกลุ่มราษฎร 2563 รวมทั้งการชุมนุมกลุ่มต่างๆในช่วงที่ผ่านมา 

‘กรณ์’ อ้อน คนสามพรานเลือก ดร.ระวัง-‘ชพก.เบอร์ 14’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547978

30 เม.ย. 2566

'กรณ์' อ้อน คนสามพรานเลือก ดร.ระวัง-'ชพก.เบอร์ 14'

‘กรณ์ จาติกวณิช’ ลงพื้นที่ นครปฐม หาเสียงช่วย ‘ดร.ระวัง’ อดีตสส.สองสมัย อ้อน คนสามพราน อยากให้เศรษฐกิจปากท้องดี เลือกชาติพัฒนากล้า เบอร์ 14 มั่นใจ ปักธงได้

นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า พร้อมด้วย นายวรวุฒิ อุ่นใจ รองหัวหน้าพรรค นายอรัญ พันธุมจินดา รองเลขาธิการพรรค ลงพื้นที่ เพื่อช่วยผู้สมัคร สส. ของพรรค ผศ.ดร.ระวัง เนตรโพธิ์แก้ว ผู้สมัคร สส. เขต 6 เบอร์ 11 จ.นครปฐม หาเสียง โดยมี พ.ต.ท.บุญลือ เสริมบุญ ผู้สมัคร สส.เขต 5 และ นายพรศักดิ์ เปี่ยมคล้า ผู้สมัคร สส.เขต 4 ร่วมให้กำลังใจและขอเสียงสนับสนุนจากพี่น้องประชาชนด้วย

นายกรณ์ กล่าวว่า วันนี้ตนมาลงพื้นที่เพื่อช่วย ผศ.ดร.ระวัง ผู้สมัคร สส.เขต 6 จ.นครปฐม อดีต สส.สองสมัย โดยได้พบปะพี่น้องประชาชนที่ตลาดวัดไร่ขิง และเข้าถวายสักการะหลวงพ่อวัดไร่ขิง และสิ่งศักดิ์สิทธิประจำวัด 

วันนี้มีประชาชนผู้มีศรัทธาเดินทางมายังวัดไร่ขิงเป็นจำนวนมาก ซึ่งตรงกับนโยบายของพรรคที่สนับสนุนเศรษฐกิจสายมู ความศรัทธา แรงบันดาลใจ ที่ทำให้เกิดความคล่องตัวทางเศรษฐกิจ และสามารถกระจายรายได้ไปยังชาวบ้านในชุมชน ที่นำสินค้ามาจำหน่ายในบริเวณวัดได้ด้วย

นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า ถวายสักการะหลวงพ่อวัดไร่ขิง และสิ่งศักดิ์สิทธิประจำวัดไร่ขิง นครปฐมนายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า ถวายสักการะหลวงพ่อวัดไร่ขิง และสิ่งศักดิ์สิทธิประจำวัดไร่ขิง นครปฐม

ผศ.ดร.ระวัง เนตรโพธิ์แก้ว ผู้สมัคร สส. เขต 6 เบอร์ 11 จ.นครปฐม  พรรคชาติพัฒนากล้า เบอร์ 14ผศ.ดร.ระวัง เนตรโพธิ์แก้ว ผู้สมัคร สส. เขต 6 เบอร์ 11 จ.นครปฐม พรรคชาติพัฒนากล้า เบอร์ 14

นายกรณ์ กล่าวว่า หลังจากที่พบปะพูดคุยกับพี่น้องประชาชนพบว่า กระแสความนิยมของ ผศ.ดร.ระวัง ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ในฐานะที่เป็น อดีต สส.2 สมัย ได้ทำงานรับใช้พี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด ตลอดเวลาที่ผ่านมาอาจจะเคยเห็นว่าตนลงพื้นที่กับคนรุ่นใหม่ ผู้สมัครหน้าใหม่ การลงพื้นที่ในครั้งนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าพรรคชาติพัฒนากล้า มีการผสมผสานของนักการเมืองที่หลากหลาย มีประสบการณ์คนละด้านมาช่วยกันทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน

หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวด้วยว่า บรรยากาศเศรษฐกิจในเวลานี้ หลายคนบ่นกับตนว่าเศรษฐกิจตอนนี้ฝืดเคือง กำลังซื้อของพี่น้องประชาชนลดลง และนี่คือภาระหน้าที่สำคญของพรรคชาติพัฒนากล้า ที่เรามีความตั้งใจตั้งแต่เริ่มตั้งพรรคว่า เรามาเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สร้างโอกาสให้พี่น้องประชาชน

เป้าหมายของพรรคชาติพัฒนากล้า สรุปได้ 3 คำคือ ประชาชน มีงานดีทำ มีเงินในกระเป๋า และสินค้าต้องไม่แพง ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องปากท้องที่ต้องเร่งแก้ไข

“การเมืองขัดแข้งกันมาเยอะ และก็ยังมีความพยายามหาเรื่องทะเลาะกันว่ายุคนี้เป็นกันเรื่องยุคเผด็จการ หรือประชาธิปไตย แต่พรรคชาติพัฒนากล้ามองว่า เนื่องจากประชาชนทุกคน มีโอกาสไปใช้สิทธิเลือกตั้งด้วยกติกาเดียวกัน พรรคการเมืองทุกพรรคตกลงร่วมใจเข้าสู่สนามเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นความเป็นประชาธิปไตยก็จะมีขึ้นโดยปริยาย แต่ประเด็นปัญหาที่แท้จริง ที่รอการแก้ไขคือ ปัญหาปากท้อง” นายกรณ์ กล่าว

นอกจากนี้ นายกรณ์ ยังกล่าวด้วยว่า พรรคชาติพัฒนากล้า กล้าชนกับทุนใหญ่ ที่ทำให้ต้นทุนพลังงานทั้ง ค่าน้ำมัน ค่าแก๊ส ค่าไฟ สูงมากเกินความจำเป็น นี่คือเรื่องที่พรรคชาติพัฒนากล้าถูกกล่าวขานถึงตั้งแต่ปีที่แล้ว และเราเป็นพรรคเดียวที่ออกมายืนหยัดชัดเจนว่า ราคาน้ำมันหน้าปั๊มถูกลงได้ถึงลิตรละ 8 บาท เพียงแค่รัฐบาลใส่ใจ ปรับวิธีการคำนวณราคาน้ำมัน ปรับวิธีการกำหนดภาษี ก็จะสามารถลดภาระให้กับพี่น้องประชาชนได้ แต่ปีที่ผ่านมาเราไม่ได้อยู่ในอำนาจ เราไม่ได้เป็นรัฐบาล เราทำได้เพียงเอาความจริงมาพูดให้ประชาชนได้รับรู้ แต่ถ้าเรามีอำนาจในรัฐบาล เราสามารถแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้ทันที มาถึงปีนี้ เราไม่ได้หยุดยั้ง เราเป็นพรรคแรกที่ออกมาชี้ให้รัฐบาลเห็นว่า พี่น้องประชาชนมีปัญหาเรื่องค่าไฟและรัฐบาลต้องลดราคา เพื่อลดภาระของประชาชน
'กรณ์' อ้อน คนสามพรานเลือก ดร.ระวัง-'ชพก.เบอร์ 14'

'กรณ์' อ้อน คนสามพรานเลือก ดร.ระวัง-'ชพก.เบอร์ 14'

ด้าน ผศ.ดร.ระวัง กล่าวว่า ในพื้นที่เขต 6 ครอบคลุมพื้นที่ อ.สามพราม ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ ทั้งพืชผลทางการเกษตร พืชผัก ผลไม้ ประชากรมีการศึกษาดี มีความรู้ดี และยังมีพื้นที่ติดกับกรุงเทพมหานคร บริเวณทวีวัฒนา และพุทธมณฑล สามพราม นอกจากนี้ประชาชนสามพราน ยังมีคุณธรรม ยึดมั่นถือมั่นในประเพณีอันดีงาม ขณะเดียวกัน ตนในฐานะที่เป็น สส.รับใช้พี่น้องประชาชนมาสองสมัย สัมผัสได้ถึงความน่ารักของพี่น้องชาวสามพราน ที่นิยมชมชอบการเมืองในระบอบประชาธิปไตย การเลือกตั้งครั้งนี้เชื่อมั่นว่า จะสามารถปักธงเขต 6 นครปฐม ให้กับพรรคชาติพัฒนากล้าได้อย่างแน่นอน

'กรณ์' อ้อน คนสามพรานเลือก ดร.ระวัง-'ชพก.เบอร์ 14'
'กรณ์' อ้อน คนสามพรานเลือก ดร.ระวัง-'ชพก.เบอร์ 14'
'กรณ์' อ้อน คนสามพรานเลือก ดร.ระวัง-'ชพก.เบอร์ 14'
'กรณ์' อ้อน คนสามพรานเลือก ดร.ระวัง-'ชพก.เบอร์ 14'
'กรณ์' อ้อน คนสามพรานเลือก ดร.ระวัง-'ชพก.เบอร์ 14'

สีสรรเลือกตั้ง66 ‘สุวัจน์’ มาดนักซิ่ง ‘เทวัญ’ ซ้อยท้ายเข้าป้าย ‘นายกฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547977

30 เม.ย. 2566

สีสรรเลือกตั้ง66 'สุวัจน์' มาดนักซิ่ง ‘เทวัญ’ ซ้อยท้ายเข้าป้าย 'นายกฯ'

สีสรรเลือกตั้ง66 ‘สุวัจน์’ มาดนักซิ่ง ซ้อน ‘เทวัญ’ เข้าป้าย นายกฯ อยู่โคราช เลือกชาติพัฒนากล้า เบอร์ 14 ดัน โคราชโนมิกส์ เอาเศรษฐกิจยุคทองกลับมา

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า พร้อมด้วย นายเทวัญ ลิปตพัลลภ ผู้สมัคร สส.เขต 1 เบอร์ 5 พรรคชาติพัฒนากล้า ได้เปิดเวทีปราศรัยย่อยกับพี่น้องประชาชนกว่า 2 พันคนในเขตตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมือง จ.นครราชสีมา ณ วัดหนองไผ่

โดยโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง นายสุวัจน์ เน้นยุทธศาสตร์ความเป็นพรรคชาติพัฒนา พรรคของคนโคราช เอาเศรษฐกิจยุคทองกลับมา เอานายกรัฐมนตรีมาอยู่โคราช

โคราชโนมิกส์ เอาเศรษฐกิจยุคทองกลับมา

โดยเฉพาะนโยบาย ”โคราชโนมิกส์” เป็นนโยบายเฉพาะในการพัฒนาโคราชและภาคอีสาน เอาเศรษฐกิจยุคทองกลับมา ด้วยนโยบาย 5 ด้าน คือ 

1.นโยบายการสร้างภาคอีสานให้เป็นระเบียงเศรษฐกิจใหม่ของโคราช 

2.นโยบายการสร้างระบบคมนาคมที่เข้มแข็งและทันสมัย

3.นโยบายการสร้างให้โคราชอีสานเป็นดินแดนแห่งเมืองท่องเที่ยวที่เป็นอินเตอร์ 

4.นโยบายโคราชอีสานเป็นเมืองผลิตอาหารให้กับโลก และ สุดท้าย

5.นโยบายการแก้ไขปัญหาที่พี่น้องประชาชนประสบมากๆ คือ น้ำท่วม น้ำแล้ง และน้ำประปาไม่เพียงพอ และเรื่องเร่งด้วย คือ การปรับโครงสร้างค่าไฟ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าถูกลง สอดรับกับนโยบายหลัก “งานดี มีเงิน ของไม่แพ้”

สีสรรเลือกตั้ง66สีสรรเลือกตั้ง66

สุวัจน์  มาดนักซิ่ง เทวัญ ซ้อยท้ายเข้าป้าย นายกฯสุวัจน์ มาดนักซิ่ง เทวัญ ซ้อยท้ายเข้าป้าย นายกฯ

นายสุวัจน์ ย้ำว่าโคราชเคยมีเศรษฐกิจยุคทองในสมัยพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้โคราชเป็นประตูสู่อีสาน อีสานเป็นประตูสู่อินโดจีน และแปรสนามรบเป็นสนามการค้า แต่เศรษฐกิจยุคทองต้องหยุดไปเมื่อเกิดรัฐประหาร ( 23 ก.พ. 2534) พล.อ.ชาติชาย ออกนอกประเทศทรัพย์สินถูกยึด รถมอเตอร์ไซด์ก็ถูกยึด วันที่พล.อ.ชาติชาย กลับมาไหว้ย่าโม ปรากฎว่าคนโคราชนับหมื่นมารอรับท่านและระดมเงินซื้อมอเตอร์ไซค์คันนี้ให้ บิ๊กไบค์ Honda Rebel รุ่นแรก ทะเบียน 1 ผ.ผึ้ง 7777 

เมื่อพล.อ.ชาติชาย กลับถึงกทม.จึงเรียกตนไปพบ และบอกว่าต้องตั้งพรรคใหม่ เพื่อกลับไปรับใช้คนโคราช มาเอาเศรษฐกิจยุคทองกลับมาใหม่ ก็เลยตัดสินใจตั้ง “พรรคชาติพัฒนา” พรรคของคนโคราช และเป็นพรรคที่ทำงานอย่างต่อเนื่องยาวนานเกือบ 30 ปี ทำให้เกิดความสำเร็จและความเจริญอย่างมากมาย มีถนนดีๆ มีมหาวิทยาลัย มีการลงทุนของโรงงานอุตสาหกรรมตามนิคมต่างๆ มีสนามกีฬา มีสนามบิน มีโรงกรองน้ำประปา และอื่นๆ อีกมาก การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นครั้งสำคัญที่จะกอบกู้วิกฤตให้กับชาติและเอาเศรษฐกิจยุคทองกลับมาโคราช

ฉะนั้น พี่น้องประชาชนรวมพลังชาวโคราช รักษาพรรคชาติพัฒนา พรรคของคนโคราชเอาไว้ รวมพลังกันเอาเศรษฐกิจยุคทองของคนโคราชกลับมา วันที่ 14 พฤษภาคมนี้ รวมพลังคนโคราช 16 เขต 16 คน เขต 1 เทวัญ หมายเลข 5 พรรคชาติพัฒนากล้า หมายเลข 14

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจบการปราศรัยแฟนคลับต่างส่งเสียงเชียร์ สุวัจน์ สู้ สู้ เทวัญ สู้ สู้ รุมให้ดอกไม้เป็นกำลังใจ และเรียกร้องให้นายสุวัจน์ ขึ้นขี่มอเตอร์ไซด์พร้อมให้นายเทวัญ ขึ้นซ้อนท้ายและตะโกนว่า นายกฯ นายกฯ

สีสรรเลือกตั้ง66 'สุวัจน์' มาดนักซิ่ง ‘เทวัญ’ ซ้อยท้ายเข้าป้าย 'นายกฯ'
สีสรรเลือกตั้ง66 'สุวัจน์' มาดนักซิ่ง ‘เทวัญ’ ซ้อยท้ายเข้าป้าย 'นายกฯ'

‘นอท’ ข้องใจ กกต. พิมพ์บัตรเลือกตั้งเกิน 7 ล้านใบ จี้เพิ่มโทษกรณีทำผิดซ้ำซาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547975

30 เม.ย. 2566

'นอท' ข้องใจ กกต. พิมพ์บัตรเลือกตั้งเกิน 7 ล้านใบ จี้เพิ่มโทษกรณีทำผิดซ้ำซาก

‘นอท’ ไม่เห็นด้วย กกต. พิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินความจำเป็นถึง 7 ล้านใบ อ้างความไม่โปร่งใส ร้องขอร่วมตรวจสอบการเบิกใช้ เชิญชวนทุกพรรคจับตาทุกหน่วยเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 30 เม.ย. นายพันธ์ธวัช นาควิสุทธ์ หรือ นอท หัวหน้าพรรคเปลี่ยน ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับการที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินประมาณ 7 ล้านใบ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ด้วยเหตุผลว่าอาจจะทำให้การเมืองไม่โปร่งใส อย่างรุนแรง 

นายนอท เห็นว่า ไม่ได้มีบัตรเสียถึง 7 ล้านใบ จัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งออกมาเกินความจำเป็น แต่เมื่อพิมพ์ออกแล้วให้หาวิธีคิดและแก้ไข เป็นไปได้หรือไม่ที่จะตั้งคนที่มาตรวจสอบ คอยดูเรื่องการเบิกบัตรเลือกตั้งไม่ให้ กกต. มาเบิกฝ่ายเดียว หรือให้ตัวแทนทุกพรรคการเมืองเข้าไปร่วมตรวจสอบว่า กกต.นำเบิกออกไปเท่าไหร่ ใช้ไปเท่าไหร่ หรืออาจจะนับจำนวนบัตรที่ใช้แล้วต่อหน้าประชาชน

ส่วนบัตรเลือกตั้งที่จัดพิมพ์สำรอง 7 ล้านใบต้องไม่มีการทำเครื่องหมายกากบาทเกิดขึ้น ซึ่งหากสามารถทำได้พรรคเปลี่ยนยินดีให้ความสนับสนุน 

พรรคเปลี่ยนพรรคเปลี่ยน

นายพันธ์ธวัช กล่าวอีกว่า ขณะนี้เกิดวิกฤตศรัทธา การเลือกตั้งดูไม่โปร่งใส ไม่มีใครไว้ใจ กกต.ในการทำหน้าที่ หากพรรคการเมืองอยากจะร่วมไปสังเกตุการณ์ตรวจสอบการนับคะแนนการเลือกตั้ง โดยจ้างคนไปเป็นผู้สังเกตุการณ์เลือกตั้งหน่วยละ 300 บาท มีหน่วยเลือกตั้ง 90,000 กว่าหน่วยทั่วประเทศ พรรคก็จะใช้เงินกว่า 30 ล้านบาท ซึ่งจะเกินงบประมาณที่ กกต. กำหนดค่าใช้จ่ายหาเสียงต้องไม่เกิน 44 ล้านบาท

จึงอยากถามไปยัง กกต. ว่า พรรคจะมีวิธีการดำเนินการอย่างไร ขณะเดียวกันทุกพรรคการเมืองมีความเป็นไปได้ที่จะร่วมมือกันป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องทุจริตในการเลือกตั้งครั้งนี้  

แต่สุดท้ายแล้วก็เชื่อว่าหลายพรรคการเมืองใช้งบประมาณเกินและแจ้งไม่ครบ ทั้งเรื่อง io งบทำ Production โฆษณา งบทำแคมเปญ งบป้ายทั่วประเทศ และงบซื้อตัว สส.​ เมื่อกฎหมายเลือกตั้งทำให้นักการเมือง โกหกตั้งแต่ต้น นักการเมืองจะหยุดคอรัปชั่นได้อย่างไร การเลือกตั้งจะโปร่งใสได้อย่างไร 

ส่วนความผิดพลาดซ้ำซากของ กกต. ทั้งการจัดทำเอกสารแนะนำตัวผู้สมัคร เอกสารปิดประกาศหน้าหน่วยเลือกตั้ง สีของโลโกบางพรรคไม่ชัดเจนว่า กลับไม่มีบทลงโทษ เมื่อผิดแล้วขอโทษก็จบ ไม่มีการแก้ไข 

ส่วนตัวอยากถามว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะมีกฎหมายมาลงโทษการทำผิดในแต่ละครั้ง เช่น เดียวกับที่พรรคทำผิดมีโทษปรับ จำคุก 

“ผมเป็นพรรคเล็ก ไม่มีอำนาจไปตรวจ ทำได้เพียงแค่ภาวนาว่าจะไม่ถูกโกง ไม่มีเงินไปจ้างคนไปสังเกตการณ์ทุกหน่วยเลือกตั้งเหมือนพรรคขนาดใหญ่ จึงอยากเรียกร้องไปยังทุกพรรคร่วมมือกัน เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความโปร่งใส” นายนอทกล่าว 

พรรคเปลี่ยนพรรคเปลี่ยน