‘กรมปศุสัตว์’ปีนี้จัดยิ่งใหญ่! ‘งานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี 2568’

'กรมปศุสัตว์'ปีนี้จัดยิ่งใหญ่! 'งานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี 2568'

‘กรมปศุสัตว์’ปีนี้จัดยิ่งใหญ่! ‘งานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี 2568’

วันอาทิตย์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2568, 15.02 น.

“กรมปศุสัตว์”ปีนี้จัดยิ่งใหญ่! “งานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี 2568” ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

วันเสาร์ที่ 11 มกราคม 2568 เวลา 09.00 น.กรมปศุสัตว์จัดงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ.2568 ภายใต้หลัก “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการอนุรักษ์สายพันธุ์กระบือปลักไทย” ในระหว่างวันที่ 11 – 12 มกราคม 2568 เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย ในด้านการพัฒนาการปศุสัตว์ อีกทั้งให้เกษตรกรเจ้าของกระบือจากทุกภูมิภาคของประเทศ ตื่นตัวในการพัฒนาสายพันธุ์กระบือของตนเอง โดยมี นางสาวณมาณิตา กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิด นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวรายงาน ผู้บริหารสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากภาครัฐ และเอกชน ภาคีเครือข่ายกระบือ และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมงานฯ ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาโคนม อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

นางสาวณมาณิตา กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ดำเนินโครงการอนุรักษ์และพัฒนากระบือไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสายพันธุ์กระบือปลักไทยให้มีลักษณะดี มีคุณภาพ เพิ่มจำนวนกระบือ อันจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ส่งเสริมและอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย โดยใช้วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมที่นำกระบือไปใช้ประโยชน์ในการทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการอนุรักษ์สายพันธุ์กระบือปลักไทย

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ เป็นการร่วมมือกันระหว่างกรมปศุสัตว์ ส่วนราชการจังหวัดนครราชสีมา หน่วยงานภาคเอกชน ตลอดจนภาคีเครือข่ายกระบือทั่วประเทศ โดยภายในงานมีกิจกรรม การจัดนิทรรศการจากภาครัฐ และกลุ่มเกษตรกร กิจกรรมการแสดงผลิตภัณฑ์และสาธิตการทำผลิตภัณฑ์จากกระบือไทย การประกวดกระบือปลักไทย จำนวน 16 รุ่น ซึ่งมีกระบือเข้าร่วมประกวดจากทุกภูมิภาคของประเทศ รวมทั้งสิ้น 144 ตัว เป็นกระบือปลักไทยเผือกเพศเมีย จำนวน 10 ตัว กระบือปลักไทยเผือกเพศผู้ จำนวน 20 ตัว กระบือปลักไทยดำเพศเมีย จำนวน 41 ตัว และกระบือปลักไทยดำเพศผู้ จำนวน 73 ตัว นอกจากนี้ ยังมีการจัดนิทรรศการต่างๆ จำนวน 3 โซน ประกอบด้วย โซนที่ 1 นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ประกอบด้วยการดำเนินงานโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตร ตามพระราชดำริ โครงการอนุรักษ์และพัฒนากระบือไทย ภายใต้ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน โซนที่ 2 นิทรรศการวิชาการจากหน่วยงานภายใต้กรมปศุสัตว์ จำนวน 5 เรื่อง ได้แก่ การขึ้นทะเบียนกระบือปลักไทย การเลี้ยงดูกระบือปลักไทย อาหารสัตว์และพืชอาหารสัตว์สำหรับกระบือ การตรวจโครโมโซมในกระบือ การตรวจเร่งเนื้อแดงจากปัสสาวะกระบือ และโรคและการป้องกันที่สำคัญในกระบือ โชนที่ 3 นิทรรศการของกลุ่มเกษตรกร/สหกรณ์ /สมาคมฯ จำนวน 5 กลุ่ม การออกร้านสาธิตและจำหน่ายสินค้าของกองผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ นิทรรศการมีชีวิต การแสดงพ่อพันธุ์กระบือปลักไทยต้นแบบ กิจกรรมวิ่งควาย กิจกรรมสู่ขวัญควาย

ทั้งนี้ กระบือที่ได้รับการพิจารณาว่ามีลักษณะดีที่สุดในการประกวดในครั้งนี้ จะได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานถ้วยรางวัลกระบือปลักไทยชนะเลิศยอดเยี่ยม (Grand Champion) เพศผู้และเพศเมีย จำนวน 2 รางวัล สำหรับการแข่งขันกระบือปลักไทย ประเภทการใช้ประโยชน์ทางการเกษตร กระบือที่ชนะเลิศจะได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จำนวน 1 รางวัล

– 006
 

‘กรมประมง’เดินหน้าจัดการ‘ปลาหมอคางดำ’ มั่นใจคุมได้-ปรับมาตรการเฉพาะพื้นที่

‘กรมประมง’เดินหน้าจัดการ‘ปลาหมอคางดำ’ มั่นใจคุมได้-ปรับมาตรการเฉพาะพื้นที่

‘กรมประมง’เดินหน้าจัดการ‘ปลาหมอคางดำ’ มั่นใจคุมได้-ปรับมาตรการเฉพาะพื้นที่

วันอาทิตย์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2568, 12.42 น.

‘กรมประมง’เดินหน้าจัดการ‘ปลาหมอคางดำ’ มั่นใจคุมได้-ปรับมาตรการเฉพาะพื้นที่

12 มกราคม 2568 นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากการทุ่มเทดำเนินมาตรการควบคุมและจัดการปลาหมอคางดำอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ส่งผลให้สถานการณ์การระบาดในภาพรวมดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยผลการสำรวจล่าสุดในเดือนธันวาคม ปี 2567 ที่ผ่านมา ในกว่า 190 แม่น้ำและลำคลอง พบว่าพื้นที่การระบาดลดลงจาก 19 จังหวัด เหลือ 17 จังหวัด โดยจังหวัดปราจีนบุรีและพัทลุงที่พบปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำในปริมาณที่น้อยมากหรือแทบไม่พบเลย และขณะที่จังหวัดอื่นพบปลาลดลงอย่างต่อเนื่อง

“กรมประมงยังคงเดินหน้าปฏิบัติการควบคุมและจัดการปลาหมอคางดำอย่างเข้มข้นผ่าน 7 มาตรการหลัก พร้อมบูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงานเพื่อให้การจัดการปัญหาครอบคลุมทุกมิติ สนับสนุนให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ทั้งในเชิงเศรษฐกิจของภาคการประมง และความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศแหล่งน้ำธรรมชาติ” อธิบดีกรมประมง กล่าว

สำหรับแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567 – 2570 ซึ่งกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ มีความคืบหน้าสำคัญในหลายด้าน อาทิ การวิจัยการเหนี่ยวนำชุดโครโมโซม 4n ในปลาหมอคางดำ การขยายผลโครงการ “สิบหยิบหนึ่ง” ที่ประสบความสำเร็จจากจังหวัดสมุทรสงคราม การผลิตน้ำปลาจากปลาหมอคางดำ และการลงนาม MOU กับหน่วยงานภาครัฐเพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำในรูปแบบต่างๆ เช่น การผลิตน้ำหมักชีวภาพ และการทำน้ำปลา เป็นต้น

ทั้งนี้ กรมประมงยังเน้นดำเนินการเพื่อควบคุมและลดประชากรปลาหมอคางดำตาม 7 มาตรการหลัก ดังนี้

มาตรการที่ 1  การเร่งกำจัดปลาหมอคางดำจากแหล่งน้ำ โดยได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยมุ่งเน้นการจัดการปลาหมอคางดำในบ่อเกษตรกรและบ่อร้าง พร้อมนำโครงการ “สิบหยิบหนึ่ง” จากจังหวัดสมุทรสงครามเป็นโมเดลขยายผลไปจังหวัดอื่นๆ รวมถึงการต่อยอดกองทุนกากชา เพื่อช่วยลดต้นทุนของเกษตรกรในการลดประชากรปลาในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำของตนเอง เป็นต้น

มาตรการที่ 2 การปล่อยพันธุ์ปลานักล่าอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องเพื่อควบคุมและตัดวงจรปลาหมอคางดำ

มาตรการที่ 3 การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ โดยร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐเพิ่มเติม ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อขยายการนำปลาหมอคางดำมาใช้ประโยชน์ให้มากขึ้น เช่น การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น น้ำหมักชีวภาพ น้ำปลา และการหมักจุลินทรีย์สำหรับใช้ในบ่อเลี้ยงกุ้ง

มาตรการที่ 4 การปรับปรุงกฎระเบียบและข้อบังคับให้เข้มงวดโดยมีมาตรการ “เจอ แจ้ง จับ จบ” เมื่อพบปลาหมอคางดำให้แจ้งกรมประมงทันที เพื่อเอื้ออำนวยให้มีการจัดการปัญหาทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญเพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ระเบียบการขนย้ายปลาหมอคางดำข้ามพื้นที่ระบาดตามประกาศ

มาตรการที่ 5 การรณรงค์สร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนถึงผลกระทบและการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหา ซึ่งทุกประมงจังหวัดทุกพื้นที่ทั้งพื้นที่ที่มีการระบาด และพื้นที่กันชนหรือใกล้เคียงยังมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

มาตรการที่ 6  การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม โดยล่าสุดมีความคืบหน้าในการวิจัยการเหนี่ยวนำชุดโครโมโซม 4n ทำให้ปลาเป็นหมัน ซึ่งขณะนี้กรมอกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาผลการทดลองเลี้ยงปลา 4n ในพื้นที่จำลองธรรมชาติ

มาตรการที่ 7 การฟื้นฟูระบบนิเวศ เป็นมาตรการที่กรมประมงให้ความสำคัญมาก  โดยพื้นที่ใดที่มีประชากรปลาหมอคางดำลดน้อยลงมากจนเป็นพื้นที่สีเขียว กรมประมงจะดำเนินการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่เพื่อเพิ่มความหลากหลายให้กับระบบนิเวศโดยอาศัยฐานข้อมูลปลาประจำถิ่นในแต่ละจังหวัดที่กรมมีอยู่แล้ว

“ความทุ่มเทของทุกภาคส่วนในการควบคุมสถานการณ์ปลาหมอคางดำที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของมาตรการที่ดำเนินการ และกรมประมงยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและปรับปรุงแนวทางการจัดการให้เหมาะสมกับสภาพปัญหาในแต่ละพื้นที่ เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนในอนาคต” อธิบดีกรมประมง กล่าว

‘MASTER’ ส่ง บจ.ทวิงเกิ้ล สตาร์ ร่วมทุน บจ.รีโว่เมด กรุ๊ป เปิดตัว Dr.master ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมครบวงจร

‘MASTER’ ส่ง บจ.ทวิงเกิ้ล สตาร์ ร่วมทุน บจ.รีโว่เมด กรุ๊ป เปิดตัว Dr.master ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมครบวงจร

‘MASTER’ ส่ง บจ.ทวิงเกิ้ล สตาร์ ร่วมทุน บจ.รีโว่เมด กรุ๊ป เปิดตัว Dr.master ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมครบวงจร

วันจันทร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2568, 10.47 น.

‘MASTER’ ส่ง บริษัทในเครือ บริษัท ทวิงเกิ้ล สตาร์ จำกัด ร่วมทุนกับ บริษัท รีโว่เมด กรุ๊ป  จำกัด จัดตั้งบริษัทใหม่ ในนาม บริษัท เดอะ มาสเตอร์เวิร์ส จำกัด’ พร้อมเปิดตัวแบรนด์ “Dr.master” ผลิตภัณฑ์ดูแลและบำรุงเส้นผม Medical Grade ของคนไทย ตอบโจทย์ทุกปัญหาเส้นผม ชู ผลิตภัณฑ์ NewHair Shampoo, NewHair Conditioner, Nutri H Dietary Supplement และ HairVital Serum สร้างตำนาน ต้านร่วง ต้านหงอก ผมงอกใหม่ รากผมแข็งแรง ด้วยสารสกัดสมุนไพรเข้มข้น 15 ชนิด ที่พัฒนาคิดค้นร่วมกับทีมแพทย์ชำนาญการด้านเส้นผม จาก 3M Hair Transplant By Masterpiece Hospital และสถาบันวิจัยชั้นนำระดับมหาวิทยาลัย เข้าสู่ตลาด Consumer Product พร้อมเปิดตัว พรีเซนเตอร์คนดัง หนิง – ปณิตา’ และ มดดำ – คชาภา’ ที่มาเป็น Master ตัวจริงสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการดูแลเส้นผมและหนังศีรษะ      ตั้งเป้าประเดิมยอดขายปีแรก 1,000 ล้านบาท

คุณลภัสรดา เลิศภานุโรจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาสเตอร์ สไตล์ จำกัด (มหาชนหรือ MASTER ในนามโรงพยาบาลมาสเตอร์พีช ผู้นำอันดับต้นของอุตสาหกรรมด้านความงามในไทยและเอเชีย ในฐานะ Regional Company เปิดเผยว่า แนวทางการขยายโอกาสทางธุรกิจของ Group MASTER เน้นการเติบโตทั้ง Organic และ Inorganic เพื่อต่อยอดกลุ่มเป้าหมายลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ พร้อมสร้างการเติบโตในตลาดศัลยกรรมความงาม

ปัญหาผมร่วง ผมบาง เป็นปัญหาที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกช่วงวัย โดยพบว่าคนไทยประสบปัญหาภาวะผมร่วงบางหรือศีรษะล้านมากกว่า 30 ล้านคน  โดยปัจุบัน MASTER ครองส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Share) ในตลาดปลูกผมเกินกว่า 50% นี่คือ 3M Hair Transplant by Masterpiece แต่หากมองในแง่การเข้ารักษาแล้ว จะเริ่มเห็นอายุที่น้อยลงมากขึ้น เพราะผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญต่อปัญหาเส้นผม และดูแลตัวเองมากขึ้น

ทั้งนี้ บริษัทเห็นโอกาสและช่องว่างทางธุรกิจในตลาด Consumer Product เกี่ยวกับเส้นผม จนเป็นที่มาถึงการเข้าร่วมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม The Master of HAIR SOLUTIONS By Dr.master เพื่อกลุ่มผู้บริโภคที่มีปัญหาเรื่องเส้นผมโดยตรง

โดย MASTER ตกลงร่วมกับ บริษัท ทวิงเกิ้ล สตาร์ จำกัด ผู้ประกอบกิจการด้านผลิตสื่อโฆษณา ที่ MASTER ถือหุ้นสัดส่วน 40% ในบริษัท ทวิงเกิ้ล สตาร์ จำกัด เพื่อดำเนินการเข้าร่วมลงทุนกับบริษัท รีโว่เมด กรุ๊ป จำกัด ซึ่งมีความชำนาญในอุตสาหกรรมรับผลิตครีมและเครื่องสำอางครบวงจรที่ได้รับรองมาตรฐานสากล ในการจัดตั้งบริษัทใหม่ ภายใต้ชื่อ บริษัท เดอะ มาสเตอร์เวิร์ส จำกัด เพื่อประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม แบรนด์ “Dr.master” 

คุณยศภัทร กุลดิลก กรรมการบริหาร บริษัท ทวิงเกิ้ล สตาร์ จำกัด (บริษัทในเครือ MASTER) กล่าวว่า บริษัทมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีส่วนขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างบริษัท ทวิงเกิ้ล สตาร์ จำกัด, รพ.มาสเตอร์พีช และบริษัท รีโว่เมด กรุ๊ป จำกัด ในครั้งนี้ ซึ่งนับต่อจากนี้ จะใช้ความรู้ความสามารถในการผลักดันแบรนด์ Dr.master ผ่านสื่อออนไลน์ และช่องทางสื่อสารการตลาดต่างๆ ซึ่ง Core Business เป็นความเชี่ยวชาญของทวิงเกิ้ล สตาร์ ในการนำพาธุรกิจก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนร่วมกัน

ล่าสุดพร้อมเปิดตัว 4 ผลิตภัณฑ์ใหม่ดูแลเส้นผม “Dr.master” อย่างเป็นทางการ The master of HAIR SOLUTIONS By Dr.master ที่สุดของการร่วมสร้างตำนาน ต้านร่วง ต้านหงอก ผมงอกใหม่ รากผมแข็งแรง ซึ่งได้รับการออกแบบและพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาเส้นผมและหนังศีรษะของคนไทยอย่างตรงจุด คือ

  1. Dr.master NewHair แชมพูกู้ร่วง ต้านผมร่วง ผมหงอก ให้ผมงอกใหม่แข็งแรง
  2. Dr.master NewHair ครีมนวดผมหนา ให้มากกว่า Conditioner และ Treatment เพื่อความชุ่มชื้นขั้นสุด นุ่มลึกถึงโคนผม
  3. Dr.master HairVital เซรั่มปลูกผม กระตุ้นเซลล์รากผม Detox โคน ลดการอักเสบ
  4. Dr.master Nutri H Dietary วิตามินหงอก พร้อมบำรุงจากภายในสู่ภายนอก ต้านผมหงอกและผมร่วง เพื่อสุขภาพผมและหนังศีรษะที่แข็งแรง

ดร.วาสนา อินทะแสง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท รีโว่เมด กรุ๊ป จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจรับผลิตครีมและเครื่องสำอางครบวงจรที่ได้รับรองมาตรฐานสากล กล่าวว่า บริษัทมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่บริษัทในเครือ MASTER อย่าง บริษัท ทวิงเกิ้ล สตาร์ จำกัด ที่เห็นโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน มองเห็นถึงศักยภาพและความพร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน โดยใช้เงินลงทุนโปรเจกต์นี้ประมาณ 60 ล้านบาท

สำหรับผลิตภัณฑ์ Dr.master ถือเป็นการผสมผสานภูมิปัญญาไทยกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติ ส่วนประกอบหลักด้วยสมุนไพรไทยสกัดเข้มข้นถึง 15  ชนิด ที่ปลอดภัยและเป็นสูตรเฉพาะของ Dr.master เท่านั้น อาทิ กะเม็ง, สารสกัดใบชาเมี่ยง, สารสกัดใบหมี่, สารสกัดมะหาด, สารสกัดว่านหางจระเข้, สารสกัดใบฝรั่ง, สารสกัดส้มป่อย, สารสกัดเหงือกปลาหมอ, ขิง, สารสกัดดอกอัญชัน, บอระเพ็ด, สารสกัดประคำดีควาย, สารสกัดทองพันชั่ง, สารสกัดใบย่านาง และสารสกัดใบบัวบก

Dr.master ผ่านการทดสอบโดยแพทย์ชำนาญการด้านผิวหนัง (Dermatologist) อย่างพิถีพิถัน เพื่อตอบโจทย์ปัญหาด้านเส้นผมและหนังศีรษะของคนไทย เช่น ผมร่วง ผมหงอก หนังผมแห้ง และรังแค โดยผลิตภัณฑ์ทั้งหมดเป็น Medical Grade จึงมั่นใจได้ว่าไม่มีสารเคมีตกค้างหรืออันตรายต่อผู้ใช้ โดยร่วมวิจัยคิดค้นโดยทีมแพทย์ชำนาญการด้านเส้นผมจากศูนย์ดูแลเส้นผมและหนังศีรษะ 3M Hair Transplant by Masterpiece Hospital และศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผสานจุดแข็งของ บริษัท รีโว่เมด กรุ๊ป จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจรับผลิตครีมและเครื่องสำอางครบวงจรที่ได้รับรองมาตรฐานสากล

พร้อมทั้งเปิดตัว 2 พรีเซนเตอร์คนสำคัญแห่งวงการบันเทิงไทย คุณหนิง – ปณิตา พัฒนาหิรัญ และคุณมดดำ – คชาภา ตันเจริญ ที่มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจและถ่ายทอดประสบการณ์ในการดูแลเส้นผม ร่วมด้วย ดร.วาสนา อินทะแสง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท รีโว่เมด กรุ๊ป จำกัด,  คุณภูริวัจน์ เสรีฐานุพัชร์ CEO Of Project Dr.master และคุณยศภัทร กุลดิลก กรรมการบริหารบริษัทในเครือ MASTER พร้อมประกาศจุดยืนในการเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมที่ให้ผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้จริง 

สำหรับแผนการโปรโมทผลิตภัณฑ์ Dr.master  ได้ส่งต่อผลิตภัณฑ์ผ่าน Influencer TikToker และ User ร่วมแชร์ประสบการณ์และผลลัพธ์ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ โดยเน้นเจาะตลาด E-Commerce และ Social Commerce เติมเต็มเซกเมนต์ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม โดยตั้งเป้ายอดขายในปี 2568 อยู่ที่ 1,000 ล้านบาท

ขณะที่ในอนาคต บริษัทอยู่ระหว่างวางแผนงาน เพื่อนำ Dr.master เติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน แบ่งเป็น    1) กระจายสินค้าผ่านโมเดิร์นเทรดทั่วประเทศ เช่น Big C, Lotus  2) วางแผนเพิ่มไลน์ผลิตภัณฑ์บรรจุแบบซองในร้านสะดวกซื้อ 7-11 และ 3) ขยายตลาดสู่ประเทศในแถบ UAE, CLMV และจีน 

ด้าน คุณหนิง – ปณิตา พัฒนาหิรัญ Master of Dr.master กล่าวว่า หนิงรู้สึกดีใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ   แบรนด์ Dr.master เพราะหนิงให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและความงามโดยเฉพาะเส้นผม ซึ่ง Dr.master ตอบโจทย์ทุกอย่าง รวมถึงให้ความมั่นใจในการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ ใช้นวัตกรรมที่ทันสมัยและได้ผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้จริง ตอบโจทย์ทุกคนที่ต้องการดูแลเส้นผมของตัวเองให้สุขภาพดีแบบยั่งยืน หนิงอยากให้ทุกคนมาลองสัมผัสด้วยตัวเอง

คุณมดดำ – คชาภา ตันเจริญ กล่าวเสริมว่า แม้ว่ามดดำกับหนิงจะมีเรื่องที่คิดต่างกันหลายเรื่อง แต่มีเรื่องเดียวที่คิดเหมือนกัน คือการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อเส้นผม ที่ผ่านมาประสบปัญหารากผมไม่แข็งแรง ผมร่วง มาโดยตลอด พอได้ลองใช้ผลิตภัณฑ์ Dr.master บอกเลยว่าผลลัพธ์ชัดเจนมาก ทุกคนที่เจอปัญหาแบบมดดำ ไม่ต้องห่วงแล้ว เพราะนี่แหละคือคำตอบ

สำหรับผู้ที่สนใจ Dr.master มาร่วมสร้างตำนานบทใหม่กับนักต้าน! ต้านผมร่วง ต้านผมหงอก ผ่านช่องทางจัดจำหน่ายและติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ 

Facebook: https://www.facebook.com/drmaster.official   

Instagram: https://www.instagram.com/drmaster.official 

TikTok: https://www.tiktok.com/@drmaster.official   

Line: @Dr.master หรือคลิก https://line.me/R/ti/p/@Dr.master

รู้จัก Conversion Disorder โรคที่ต้องการความเข้าใจไม่ใช่คำวิจารณ์

รู้จัก Conversion Disorder โรคที่ต้องการความเข้าใจไม่ใช่คำวิจารณ์

รู้จัก Conversion Disorder โรคที่ต้องการความเข้าใจไม่ใช่คำวิจารณ์

วันจันทร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2568, 07.25 น.

ในยุคปัจจุบัน ภาวะ “เครียดจนป่วย” ได้กลายเป็นเรื่องปกติที่เราเห็นได้ตลอด ซึ่งบ่อยครั้งการป่วยจากความเครียดไม่ใช่การแกล้งทำหรือการเรียกร้องความสนใจอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด อย่างกรณีล่าสุดของ “จ้าว ลู่ซือ” นางเอกสาวชาวจีนที่มีความเครียดจนป่วยหนัก มีภาวะร่างกายอ่อนแรงและการรับรู้ทางประสาทลดลง ซึ่งเธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น “Conversion Disorder” โรคที่ปัญหาสุขภาพจิตไปรบกวนการทำงานของสมอง ส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติทางกายโดยที่ผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมได้

แพทย์หญิง เพ็ญชาญา อติวรรณาพัฒน์ จิตแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านจิตเวช ศูนย์สุขภาพใจ โรงพยาบาลวิมุต ให้ข้อมูลเกี่ยวกับกับโรค Conversion Disorder เพื่อตอกย้ำให้สังคมเข้าใจว่าโรคทางจิตใจก็ทำให้เกิดความผิดปกติทางร่างกายได้ พร้อมแนะนำแนวทางการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคนี้

Conversion Disorder โรคทางจิตที่ทำให้เกิดอาการทางกาย

Conversion Disorder เป็นโรคที่เกิดจากปัญหาสุขภาพจิตไปขัดขวางการทำงานของสมอง พบได้บ่อยในแผนกผู้ป่วยทั่วไป โดยคนไข้มักมาพร้อมกับความผิดปกติทางกาย ทั้งด้านการเคลื่อนไหวและด้านประสาทสัมผัส แต่เมื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียดด้วยการตรวจเลือดหรือการตรวจทางรังสีกลับไม่พบความผิดปกติ จึงไม่สามารถอธิบายโรคนี้ได้ด้วยผลการตรวจร่างกาย แต่อาการทั้งหมดเกิดขึ้นจริงโดยที่ผู้ป่วยไม่ได้ตั้งใจ

เครียด กดดัน ประสบการณ์ไม่ดี ปัจจัยกระตุ้น Conversion Disorder

Conversion Disorder มักเกิดจากความเครียด ความกดดัน และประสบการณ์ที่มีผลกระทบต่อจิตใจจนแสดงอาการออกมาทางกาย เช่น ตัวชา ชัก พูดไม่ได้ ตาพร่า กล้ามเนื้ออ่อนแรง เดินไม่ได้ หรือไม่ได้ยินเสียง พญ.เพ็ญชาญายกตัวอย่างกรณีที่น่าสนใจว่า “มีวัยรุ่นทะเลาะกับแม่แล้วกรี๊ดออกมา หลังจากนั้นก็พูดไม่ได้เลย แต่ยังไอและทำเสียงอืออาได้ปกติ หลังจากนั้น 2-3 วันก็กลับมาพูดได้ นอกจากนี้ สมัยก่อนเราอาจได้ยินชื่อโรคฮิสทีเรีย ซึ่งปัจจุบันทางการแพทย์ได้จัดให้อยู่ในกลุ่ม Conversion Disorder โดยส่วนใหญ่มีอาการคล้ายกัน อย่างการพูดหรือเดินไม่ได้แบบฉับพลัน อีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือทหารในช่วงสงครามโลก เพราะต้องเผชิญกับความเครียดและความกดดันในสนามรบสูงมากจนเกิดอาการทางกายจากโรคนี้”

หัวใจสำคัญในการรักษา Conversion Disorder คือความเข้าใจ

การวินิจฉัยกลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับ Conversion Disorder จะประเมินด้วยเจตนาและเป้าหมายของผู้ป่วย โดยสามารถจำแนกได้คือ Conversion Disorder เป็นภาวะที่ผู้ป่วยไม่มีเจตนาในการแสดงอาการ และอาการที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอาการจริงที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยผลการตรวจร่างกาย Factitious Disorder เป็นภาวะที่ผู้ป่วยแกล้งป่วยโดยเพื่อเรียกร้องความสนใจ และสุดท้ายคือ Malingeringภาวะที่ผู้ป่วยเจตนาแกล้งป่วยเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์หรือหลีกเลี่ยงภาระหน้าที่ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องอาศัยการตรวจร่างกายและการวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อยืนยันว่าเป็น Conversion Disorder จริงหรือไม่ เพราะหากวินิจฉัยผิดพลาดอาจรักษาไม่ถูกวิธีและทำให้ผู้ป่วยอาการแย่ลงได้

“การรักษาโรค Conversion Disorder สามารถทำได้ทั้งวิธีจิตบำบัด กายภาพบำบัด หรือการใช้ยา โดยปรับให้เหมาะสมกับแต่ละคน โดยระหว่างการรักษาก็ต้องอยู่เคียงข้างและให้กำลังใจผู้ป่วยว่าอาการจะดีขึ้นเรื่อยๆ จนหายดีนอกจากนี้อาจต้องระวังคำพูดอย่าง “ตรวจร่างกายแล้วก็ปกติ”หรือ “คิดไปเองหรือเปล่า” เพราะอาจกระทบจิตใจผู้ป่วยจนอาการแย่ลงได้ เมื่อผู้ป่วยมีอาการที่ดีขึ้น จิตใจมั่นคงขึ้น เราจะค่อยๆ ให้ผู้ป่วยทำความเข้าใจถึงที่มาที่ไปของอาการ และหาวิธีรับมือกับสิ่งที่มากระทบจิตใจจนทำให้แสดงอาการ โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากคนรอบตัวด้วย

อยากให้ทุกคนเข้าใจว่า Conversion Disorder ทำให้เกิดความผิดปกติทางกายได้จริง ไม่ใช่การแกล้งทำหรือการเรียกร้องความสนใจ ตัวผู้ป่วยเองก็มักจะสับสนและกังวลกับอาการที่เกิดขึ้นมากอยู่แล้ว เราก็ควรช่วยผู้ป่วยด้วยการให้กำลังใจและรับฟังผู้ป่วยให้มากๆ และไม่กดดันหรือเร่งให้ผู้ป่วยหาย แต่ควรให้เวลาในการรักษาแบบค่อยเป็นค่อยไป เมื่อเราสร้างเซฟโซนให้ผู้ป่วย จิตใจพวกเขาก็จะดีขึ้น และอาการทางกายก็จะหายดี” พญ.เพ็ญชาญา กล่าวทิ้งท้าย

หากสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถขอรับคำปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต และนัดหมายแพทย์ได้ที่ ศูนย์สุขภาพใจ ชั้น 18 เวลาทำการ 08.00-18.00 น. โทร. 02-0790078 หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือใช้บริการปรึกษาหมอออนไลน์

รู้ไหม? ภาวะซึมเศร้าหลังปีใหม่ไม่ได้เกิดกับคุณคนเดียว!

รู้ไหม? ภาวะซึมเศร้าหลังปีใหม่ไม่ได้เกิดกับคุณคนเดียว!

รู้ไหม? ภาวะซึมเศร้าหลังปีใหม่ไม่ได้เกิดกับคุณคนเดียว!

วันจันทร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2568, 07.15 น.

ในช่วงปีใหม่ หลายคนมักจะรู้สึกตื่นเต้นและมีความหวังใหม่ๆ เกิดขึ้นจากการเริ่มต้นปีใหม่ แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ ภาวะซึมเศร้าหลังปีใหม่ หรือที่เรียกกันว่า “Holiday Blues” เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายๆ คนหลังจากผ่านช่วงเทศกาลต่างๆ ไปแล้ว อาจเกิดจากความเครียดที่สะสม หรือแม้กระทั่งการที่คนเราต้องเผชิญกับความเหงา ความกังวล หรือความคาดหวังที่ไม่เป็นไปตามแผน

ทำไมภาวะซึมเศร้าหลังปีใหม่ถึงเกิดขึ้น?

ความคาดหวังที่สูงเกินไป : ช่วงปีใหม่มักเป็นเวลาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังที่สูงทั้งในเรื่องส่วนตัว การงาน และสังคม เมื่อสิ่งเหล่านั้นไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง หรือไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมาย มันอาจส่งผลให้รู้สึกผิดหวังและวิตกกังวล

การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจ : การปรับตัวหลังจากช่วงเทศกาลที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน อาหาร และการเฉลิมฉลอง สามารถทำให้ระบบร่างกายรู้สึกเหนื่อยล้าและขาดความกระปรี้กระเปร่า นอกจากนี้ การหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งหรือการไม่ออกกำลังกายที่มักเกิดขึ้นในช่วงนี้ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียดสะสม

การสูญเสียหรือการเผชิญหน้ากับปัญหาส่วนตัว

ในบางครั้ง การกลับมาจากวันหยุดยาวอาจทำให้หลายคนรู้สึกเหงา หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ในชีวิตได้ดีเท่าที่ควร นอกจากนี้ ความสูญเสีย หรือปัญหาทางการเงินก็อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความรู้สึกซึมเศร้า

ทำไมเราควรใส่ใจภาวะซึมเศร้าหลังปีใหม่?

ภาวะซึมเศร้าหลังปีใหม่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ หากปล่อยทิ้งไว้นานอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าที่รุนแรงขึ้นได้ ซึ่งอาจทำให้เรารู้สึกเหนื่อยล้า ท้อแท้ หรือแม้กระทั่งเสียสมาธิในการทำงาน การเรียน หรือการดำเนินชีวิตประจำวัน

เปลี่ยนเป็นคนใหม่ เริ่มต้นปีด้วยการดูแลตัวเอง

เริ่มต้นวันใหม่ด้วยกิจกรรมที่ทำให้รู้สึกดี : ให้เวลาตัวเองในการทำสิ่งที่ชอบ แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ เช่น การออกไปเดินเล่น ฟังเพลงที่ชอบ หรือการทำอาหารทานเองที่บ้านสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราเริ่มต้นวันใหม่ด้วยความสดชื่น

ตั้งเป้าหมายที่เป็นจริงและสามารถทำได้ : การตั้งเป้าหมายที่สมเหตุสมผลและสามารถทำได้จริงจะช่วยให้เรารู้สึกมีความหมายและแรงจูงใจในการดำเนินชีวิต อย่าลืมเริ่มจากสิ่งเล็กๆ เพื่อให้เรามีกำลังใจไปสู่เป้าหมายใหญ่ในอนาคต

พยายามติดต่อกับคนรอบข้าง

ในช่วงที่รู้สึกเหงาหรือเศร้า : อย่าลืมว่าการพูดคุยหรือออกไปพบปะกับเพื่อนฝูงหรือคนในครอบครัวสามารถช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นได้ ความใส่ใจจากคนที่รักและห่วงใยสามารถทำให้ใจเรามีความอบอุ่นมากขึ้น

หากิจกรรมที่ช่วยคลายเครียด : ลองทำกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายจิตใจ เช่น การนั่งสมาธิ การทำโยคะ หรือการอ่านหนังสือ สิ่งเหล่านี้ช่วยให้เราคลายความเครียดและสร้างสมดุลให้กับจิตใจ

ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ : การออกกำลังกายและการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เป็นสิ่งสำคัญในการดูแลทั้งร่างกายและจิตใจ การนอนหลับให้เพียงพอและการดื่มน้ำให้มากพอ ก็เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เรารู้สึกสดชื่นและมีพลังในวันใหม่

การเผชิญหน้ากับภาวะซึมเศร้าหลังปีใหม่ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวหรือสิ่งที่ต้องเก็บไว้ในใจคนเดียว ควรให้ความสำคัญกับตัวเองและใส่ใจการดูแลจิตใจเป็นอย่างยิ่ง การเริ่มต้นปีใหม่ด้วยการมองโลกในแง่บวกและมีกำลังใจจะช่วยให้เราเปลี่ยนแปลงเป็นคนใหม่ที่สามารถก้าวผ่านทุกอุปสรรคไปได้อย่างมั่นคง

ในปีใหม่นี้ โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านสุขภาพจิต Bangkok Mental Health Hospital หรือ BMHH ขอให้ทุกคนเริ่มต้นด้วยการเป็นตัวของตัวเองที่ดีที่สุด พร้อมเป้าหมายใหม่ๆ และการดูแลจิตใจให้แข็งแรง ไม่ว่าจะเจออะไรในชีวิต ความสุขก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การใช้ยาในเด็กให้ปลอดภัย ไร้ข้อผิดพลาด

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การใช้ยาในเด็กให้ปลอดภัย ไร้ข้อผิดพลาด

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การใช้ยาในเด็กให้ปลอดภัย ไร้ข้อผิดพลาด

วันจันทร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เนื่องในโอกาสวันเด็ก ขอให้ความสำคัญกับการเลี้ยงดูฟูมฟักเด็กๆ ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจ โดยเรื่องที่อยากเล่าให้ฟังในวันนี้คือ เรื่องการใช้ยาในเด็ก

แม้การเจ็บป่วยของเด็กดูจะเป็นเรื่องปกติตามวัยของเขา และมีโอกาสต้องใช้ยาได้บ่อย

ดังนั้น การใช้ยาในเด็กจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง เนื่องจากเด็กมีสรีระที่แตกต่างจากผู้ใหญ่ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการดูดซึม การกระจายยาในร่างกาย จนถึงการขจัดยาผ่านทางตับและไต

ความผิดพลาดในการใช้ยาในเด็กอาจนำไปสู่ผลข้างเคียงที่รุนแรงหรือการรักษาที่ไม่ได้ผล

สัปดาห์นี้จึงตั้งใจจะเล่าประเด็นต่างๆ ที่มีโอกาสผิดพลาดได้บ่อยเกี่ยวกับการใช้ยาในเด็ก ได้แก่

1.การใช้ยาผิดขนาดการใช้ จัดเป็นหนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด เนื่องจากการคำนวณขนาดยาสำหรับเด็กมักพิจารณาจากน้ำหนักตัวของเด็ก (หรือบางครั้งทางการแพทย์มีการใช้พื้นที่ผิวของร่างกาย ในการคำนวณขนาดการใช้) บางครั้งคุณพ่อ-คุณแม่ประมาณน้ำหนักน้องผิด บางครั้งไปซื้อยาให้น้องๆ แล้วบอกน้ำหนักผิดพลาด เช่น เป็นน้ำหนักที่ไม่ได้อัปเดต หรือการวัดน้ำหนักที่ไม่แม่นยำ หรืออาจจำน้ำหนักผิด ซึ่งทำให้เกิดการคำนวณขนาดยาที่ผิดพลาด

นอกจากนี้ การใช้ยาผิดขนาดอาจเกิดจากเวลาตวงยา หรือความสับสนในหน่วยวัด เช่น การสับสนระหว่างมิลลิกรัม (mg)กับมิลลิลิตร (ml) ซึ่งอาจทำให้ขนาดยาแตกต่างจากที่กำหนดอย่างมาก

หรือผู้ปกครองบางคนมักใช้ช้อนรับประทานอาหารตวงยาน้ำแทนอุปกรณ์ตวงยาที่มีมาตรฐาน ทำให้ได้ขนาดยาไม่ถูกต้อง

2.การเลือกยาที่ไม่เหมาะสม เป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญ ตัวอย่างเช่น การใช้ยาที่มีข้อห้ามในเด็ก เช่น การใช้แอสไพรินในเด็กที่ติดเชื้อไวรัส เนื่องจากอาจทำให้เกิด Reye’s Syndrome ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายถึงชีวิต และยังมียาอีกหลายชนิด ไม่ควรหรือห้ามใช้ในเด็ก จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรให้ดีก่อนเสมอ

3.การให้ยาผิดวิธี เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น การไม่เขย่ายาน้ำแขวนตะกอน ยาประเภทนี้จำเป็นต้องเขย่าก่อนใช้เพื่อให้ตัวยากระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ หากละเลยขั้นตอนนี้ อาจทำให้ขนาดยาที่ได้รับไม่ถูกต้อง การบด หรือหักยาเม็ดโดยไม่เหมาะสมเนื่องจากยาบางชนิด หากบดหรือหัก อาจทำให้การปลดปล่อยตัวยาในร่างกายผิดปกติ และเพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียง

4.การใช้ยาที่หาซื้อได้เองอย่างไม่เหมาะสม ยาที่สามารถซื้อได้เอง เช่น ยาสามัญประจำบ้าน อาจมีการใช้อย่างไม่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น การให้ยาลดน้ำมูกหรือยาแก้ไอในเด็กเล็ก (ต่ำกว่า 6 ปี) ซึ่งไม่แนะนำ เนื่องจากไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าได้ผล และอาจเสี่ยงต่อผลข้างเคียง   หรือการใช้ยาหลายชนิดพร้อมกันโดยไม่ทราบว่าส่วนประกอบซ้ำกัน เช่น การใช้ยาพาราเซตามอลจากผลิตภัณฑ์หลายชนิด อาจทำให้เด็กได้รับยามากเกินไปจนเกิดพิษ

5.การไม่คำนึงถึงปฏิกิริยาระหว่างยา บางครั้งผู้ปกครองอาจนึกไม่ถึง จึงไม่ได้แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เด็กใช้อยู่ให้แพทย์ทราบ อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างยาที่ไม่พึงประสงค์ ตัวอย่างเช่น ยาต้านชักบางชนิดอาจลดประสิทธิภาพของยาปฏิชีวนะบางตัว

6.การหยุดยาเร็วเกินไป หรือหยุดยาโดยไม่ได้รับคำแนะนำ
จากแพทย์ เช่น การหยุดยาปฏิชีวนะเมื่ออาการดีขึ้น แทนที่จะรับประทานจนครบตามที่กำหนด อาจทำให้เชื้อโรคดื้อยา และอาการเจ็บป่วยกลับมาอีก

7.การไม่สังเกตอาการแพ้ยา เช่น ผื่นแดงหรืออาการบวม อาการใดๆ ก็ตามที่พบว่าผิดปกติ หรือสงสัยว่าผิดปกติ ต้องรีบแจ้งแพทย์ หรือเภสัชกร เพื่อหาแนวทางแก้ไข เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด

จากที่ยกตัวอย่างให้ท่านผู้อ่านได้เห็นภาพว่า ความผิดพลาดจากการใช้ยาในเด็กที่พบได้บ่อยมีอะไรบ้าง

ฉะนั้นเราจึงต้องระวังเป็นพิเศษในการใช้ยาในเด็ก สิ่งที่สามารถทำได้ง่ายๆ คือ

ก่อนใช้ยา ต้องตรวจสอบน้ำหนักและคำนวณขนาดยาอย่างแม่นยำ อ่านฉลากให้ดี ใช้น้ำหนักที่อัปเดตล่าสุด และตรวจสอบซ้ำเพื่อป้องกันข้อผิดพลาด

เมื่อต้องตวงยา ให้ใช้เครื่องมือที่เหมาะสม เช่น ถ้วยตวง ช้อนตวง หรือหลอดดูดยา เพื่อให้ขนาดยาถูกต้องและต้องสังเกตผลข้างเคียง และแจ้งแพทย์ทันทีหากพบอาการผิดปกติ

ท้ายสุด การให้ข้อมูลประวัติสุขภาพและยาอย่างละเอียดกับ แพทย์ และเภสัชกร ไม่ว่าจะเป็นประวัติการแพ้ยา รวมถึงยาและวิตามินที่ใช้อยู่ประจำ

การใช้ยาในเด็กต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างผู้ปกครองและบุคลากรทางการแพทย์ การป้องกันข้อผิดพลาดเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความปลอดภัย และประสิทธิภาพของการรักษาให้สูงที่สุด

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เมืองไทยประกันภัย มอบกรมธรรม์อุบัตเหตุ ของขวัญปีใหม่แก่ศิลปินแห่งชาติ 2566-2568

เมืองไทยประกันภัย มอบกรมธรรม์อุบัตเหตุ ของขวัญปีใหม่แก่ศิลปินแห่งชาติ 2566-2568

เมืองไทยประกันภัย มอบกรมธรรม์อุบัตเหตุ ของขวัญปีใหม่แก่ศิลปินแห่งชาติ 2566-2568

วันจันทร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นวลพรรณ ลํ่าซำ ประธานคณะกรรมการกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม พร้อมด้วย ธีรภัทร ประยูรสิทธิ กรรมการ, ลิปิการ์ กำลังชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และตัวแทนศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2566 รับมอบกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (กลุ่ม) จาก วาสิต ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ โดยมี สุรัตน์ ศรีสมบุญกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส และ โกวิท ผกามาศ ที่ปรึกษา บมจ.เมืองไทยประกันภัย ร่วมพิธี

“เมืองไทยประกันภัย” มอบประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (กลุ่ม) แก่ศิลปินแห่งชาติ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ สร้างขวัญและกำลังใจ แทนคำขอบคุณผู้ขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมของกรมส่งเสริมวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน ทุนประกันภัยรวม 22 ล้านบาท ณ ห้องประชุมชั้น 14 อาคารเมืองไทยประกันภัย เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2568

นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานคณะกรรมการกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรมพร้อมด้วย ธีรภัทร ประยูรสิทธิ กรรมการ, ลิปิการ์ กำลังชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และตัวแทนศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2566 จ่าโทหญิงปรียนันท์สุนทรจามร, สุธีศักดิ์ ภักดีเทวา, พิเชษฐ์ เอี่ยมชาวนา ร่วมกันรับมอบกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (กลุ่ม) สำหรับศิลปินแห่งชาติ ที่ได้รับการเชิดชูเกียรติ ประจำปี 2566-2568 รวมทั้งคณะกรรมการกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่และสร้างขวัญกำลังใจแก่บุคคลที่ร่วมกันสนับสนุน ส่งเสริม สืบสาน และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของชาติไทย โดยมี วาสิต ล่ำซำกรรมการผู้จัดการ, สุรัตน์ ศรีสมบุญกุลรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส และโกวิทผกามาศ ที่ปรึกษา บริษัท เมืองไทยประกันภัยจำกัด (มหาชน) เป็นผู้มอบ

นวลพรรณ ล่ำซำ กล่าวว่า “ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนงานด้านวัฒนธรรมของชาติ ประเทศไทยเรามี Soft Power หลากหลายด้าน ทั้งอาหารเครื่องแต่งกาย กีฬา ขนบธรรมเนียม ประเพณีวัฒนธรรม และสิ่งหนึ่งที่สำคัญในนั้นคือ ศิลปินทุกท่าน จากทุกสาขา ทุกแขนง ที่ช่วยเชิดชูศักดิ์ศรีและทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักมากขึ้น เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่ขณะนี้ทั่วโลกได้รู้จักอาหารไทย นับเป็นความสำเร็จของกระทรวงวัฒนธรรมที่ทำให้ “ต้มยำกุ้ง” ขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ขององค์การยูเนสโก แป้งขอใช้เวทีนี้เชิดชูเกียรติ ยกย่อง ศิลปินแห่งชาติ ตลอดจนผู้มีส่วนในการขับเคลื่อนศิลปวัฒนธรรมของไทยเราทุกด้าน ตลอดจนผู้ทำงานเบื้องหลังกระทรวงวัฒนธรรมทุกท่าน แป้งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการสนับสนุนของเมืองไทยประกันภัย จะช่วยเพิ่มพลังและสร้างความอุ่นใจให้กับทุกท่านในการทำงานทุกภารกิจต่อไปค่ะ”

กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (กลุ่ม) ให้ความคุ้มครองประกันอุบัติเหตุ คนละ 500,000 บาท (Death Claim) ค่ารักษาพยาบาล เหตุจากการเกิดอุบัติเหตุตามจริง (ไม่เกิน 50,000 บาท) ให้ความคุ้มครอง 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 1 ปี ทุนประกันภัยรวม 22,000,000 บาท

เมืองไทยประกันภัยภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนภารกิจสำคัญด้านงานวัฒนธรรมของชาติ และพร้อมเป็นอีกหนึ่งแรงที่จะช่วยขับเคลื่อนมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของไทย ให้เป็นที่รู้จัก และคงอยู่เพื่อคนรุ่นหลังสืบไป

นวลพรรณ ลํ่าซำ พร้อมด้วยผู้บริหาร บมจ.เมืองไทยประกันภัย และตัวแทนศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2566-2568 อาทิ
จ่าโทหญิงปรียนันท์ สุนทรจามร, สุธีศักดิ์ ภักดีเทวา, พิเชษฐ์ เอี่ยมชาวนา, สุดา ชื่นบาน

นวลพรรณ ลํ่าซำ พร้อมด้วยผู้บริหาร บมจ.เมืองไทยประกันภัย และตัวแทนศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2566-2568 อาทิ จ่าโทหญิงปรียนันท์ สุนทรจามร, สุธีศักดิ์ ภักดีเทวา, พิเชษฐ์ เอี่ยมชาวนา, สุดา ชื่นบาน

วินัย พันธุรักษ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นักร้องเพลงไทย
สากล) 2562 ขับร้องเพลง

วินัย พันธุรักษ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นักร้องเพลงไทย สากล) 2562 ขับร้องเพลง

ธีรภัทร ประยูรสิทธิ และ ลิปิการ์ กำลังชัย

ธีรภัทร ประยูรสิทธิ และ ลิปิการ์ กำลังชัย

นวลพรรณ ลํ่าซำ พร้อมด้วย แม่เม้า-สุดา ชื่นบาน ศิลปินแห่งชาติ 2564 และ โจ้-สุธีศักดิ์ ภักดีเทวา ศิลปินอาวุโสแห่งวงการดนตรี

นวลพรรณ ลํ่าซำ พร้อมด้วย แม่เม้า-สุดา ชื่นบาน ศิลปินแห่งชาติ 2564 และ โจ้-สุธีศักดิ์ ภักดีเทวา ศิลปินอาวุโสแห่งวงการดนตรี

นวลพรรณ ลํ่าซำ

นวลพรรณ ลํ่าซำ

ประสาทพร ภูสุศิลป์ธร (คมทวน คันธนู) ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ 2566 และผู้มาร่วมงาน

ประสาทพร ภูสุศิลป์ธร (คมทวน คันธนู) ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ 2566 และผู้มาร่วมงาน

จ่าโทหญิงปรียนันท์ สุนทรจามร ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นักร้องเพลงไทยสากล-ลูกทุ่ง) 2566

จ่าโทหญิงปรียนันท์ สุนทรจามร ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นักร้องเพลงไทยสากล-ลูกทุ่ง) 2566

‘แอสเซทไวส์’ชวนวิ่งการกุศล‘AssetWise BEAUTY RUN 2025’ สร้างปรากฎการณ์ สวยสมมง สุขภาพดี ส่งต่อความสุขผู้ป่วยมะเร็ง

‘แอสเซทไวส์’ชวนวิ่งการกุศล‘AssetWise BEAUTY RUN 2025’ สร้างปรากฎการณ์ สวยสมมง สุขภาพดี ส่งต่อความสุขผู้ป่วยมะเร็ง

‘แอสเซทไวส์’ชวนวิ่งการกุศล‘AssetWise BEAUTY RUN 2025’ สร้างปรากฎการณ์ สวยสมมง สุขภาพดี ส่งต่อความสุขผู้ป่วยมะเร็ง

วันจันทร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กลับมารันวงการวิ่งอีกครั้ง! สำหรับมหกรรมวิ่งที่แฟนนางงามตั้งตารอ“AssetWise BEAUTY RUN 2025” แอสเซทไวส์ ร่วมกับ ทีพีเอ็น โกลบอล และสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สร้างปรากฏการณ์ สวยสมมง สุขภาพดี พร้อมส่งต่อความสุขให้กับผู้ป่วยมะเร็ง ชวนสายวิ่ง สายเฮลท์ตี้ และแฟนนางงาม ระดมเพื่อนมาวิ่งสวยๆ อิ่มบุญไปด้วยกัน ภายใต้แนวคิด “It’s a RUNderful World” นำทัพโดย “โอปอล สุชาตา” สาวสวยเจ้าของตำแหน่ง Miss Universe Thailand 2024 นำทีมเหล่าเพื่อนนางงาม Miss Universe Thailand 2024 และหนุ่มหล่อจากเวที Mister International Thailand 2024 มาร่วมสร้างสีสัน มี 2 ระยะทางให้เลือก ฟันรัน  5 กม. และมินิมาราธอน 10 กม. นักวิ่งทุกระยะจะได้รับเสื้อรักษ์โลก เหรียญรางวัล และ Eco Breakfast ปักหมุดวิ่งวันที่ 23 ก.พ. 2568 ณ สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) สมัครร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันนี้-31 ม.ค. นี้เท่านั้น! รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย เพื่อสนับสนุนงบประมาณในการปรับปรุงสถาบันมะเร็งแห่งชาติ และการจัดสร้างสถาบันมะเร็งแห่งชาติ (แห่งใหม่)

นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นผู้นำด้านไลฟ์สไตล์ภายใต้แนวคิด “ความสุขที่ออกแบบมาเพื่อคุณ” หรือ “We Build Happiness” กล่าวว่า บริษัทยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ Lifestyle Marketing ตอกย้ำการเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นผู้นำด้านไลฟ์สไตล์ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีและตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ ล่าสุด แอสเซทไวส์ ได้ร่วมกับบริษัท ทีพีเอ็น โกลบอล จำกัด ผู้ถือลิขสิทธิ์การประกวด Miss Universe Thailand และสถาบันมะเร็งแห่งชาติ จัดกิจกรรมงานวิ่งการกุศล “AssetWise BEAUTY RUN 2025” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “It’s a RUNderful World” โดยจะนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายสนับสนุนงบประมาณในการปรับปรุงสถาบันมะเร็งแห่งชาติ และการจัดสร้างสถาบันมะเร็งแห่งชาติ (แห่งใหม่) เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับและรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งให้ดียิ่งขึ้น

“เราเริ่มจัดงาน AssetWiseBEAUTY RUN ด้วยความตั้งใจที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็ง ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเราได้รับการตอบรับที่ดีมีผู้ร่วมกิจกรรมรวมกว่า 4,000 คน และได้รับเกียรติจากพันธมิตรอย่างกองประกวด Miss Universe Thailand และ Mister International Thailand ที่ส่งตัวแทนผู้เข้าประกวดมาร่วมสร้างสีสัน และช่วยให้กิจกรรมนี้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ทั้งจากนักวิ่งและแฟนนางงาม ซึ่งในปีนี้นักวิ่งทุกคนจะมีโอกาสร่วมวิ่งไปพร้อมกับ โอปอล-สุชาตา ช่วงศรี Miss Universe Thailand 2024 คนล่าสุด พร้อมเหล่าเพื่อนนางงาม และผู้เข้าประกวดจากเวที Mister International Thailand 2024 และ Mister Global Thailand 2024 เราหวังว่านอกจากทุกท่านจะได้สัมผัสกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานและได้สุขภาพที่ดีแล้ว ยังได้รับพลังบวกที่ได้มีส่วนร่วมในการส่งต่อโอกาสที่ดีให้กับสังคม” นายกรมเชษฐ์ กล่าว

ภายในงาน AssetWise BEAUTY RUN 2025 ยังมุ่งส่งเสริมด้านสิ่งแวดล้อมตามแนวคิด “GrowGreen” ของแอสเซทไวส์ด้วยการเลือกใช้วัสดุย่อยสลายได้และวัสดุรีไซเคิล เพื่อลดปริมาณขยะพลาสติก และใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งผู้ที่สมัครร่วมกิจกรรมจะได้รับของที่ระลึก อาทิเสื้อวิ่งรักษ์โลก ลิมิเต็ดดีไซน์สีสวยสดใส เนื้อผ้านุ่มสวมใส่สบายที่ผลิตจากขวดพลาสติกใช้แล้ว เหรียญรางวัล นำขยะอิเล็กทรอนิกส์มาผ่านกระบวนการรีไซเคิลเป็นเหรียญที่ระลึกให้กับผู้ที่เข้าเส้นชัยทุกคน Eco Breakfast บริการอาหารที่ห่อด้วยวัสดุธรรมชาติและกระดาษย่อยสลายง่าย ซึ่งขยะทั้งหมดภายในงานจะถูกคัดแยกประเภท เพื่อนำไปรียูส รีไซเคิล และลดปริมาณขยะเหลือทิ้งให้เหลือน้อยที่สุด พร้อมดูแลความปลอดภัยของนักวิ่งทุกคน ด้วยประกันอุบัติเหตุความคุ้มครอง 100,000 บาท หน่วยพยาบาลเคลื่อนที่ และระบบรักษาความปลอดภัยจากเจ้าหน้าที่ตลอดเส้นทางแข่งขัน

ทั้งนี้ กิจกรรม AssetWise BEAUTY RUN 2025 จะจัดขึ้นภายในวันอาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2568 ณ สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) ตั้งแต่เวลา 05.00 เป็นต้นไปโดยระยะการแข่งขันแบ่งเป็น 2 ระยะทาง ได้แก่

ฟันรัน ระยะ 5 กิโลเมตร เปิดจำหน่ายบัตรในราคา 600 บาท ผู้ที่เข้าเส้นชัย50 อันดับแรกจะได้รับของที่ระลึกจากกิจกรรมมินิ มาราธอน ระยะ 10 กิโลเมตร เปิดจำหน่ายบัตรในราคา 750 บาท รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 สำหรับผู้ที่เข้าเส้นชัยเป็นคนแรก จะได้รับถ้วยพร้อมเงินรางวัล จำนวน 5,000 บาท, ชนะเลิศอันดับ 2จะได้รับถ้วยพร้อมเงินรางวัล จำนวน 3,000 บาท และชนะเลิศอันดับ 3 จะได้รับถ้วยพร้อมเงินรางวัล จำนวน 2,000 บาท

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีรางวัลพิเศษให้กับนักวิ่งสาย Fancy ที่แต่งกายโดดเด่นสะดุดตาภายใต้ธีม “สวยสมมงฯ” โดยผู้ที่ได้รับการคัดเลือก 10 อันดับแรกจะได้รับมงกุฎ สายสะพาย และเงินรางวัลตามแต่ละอันดับ ซึ่งร่วมตัดสินโดยคณะกรรมการกองประกวด Miss Universe Thailand อีกด้วย

ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรม “AssetWise BEAUTY RUN 2025” ได้ตั้งแต่วันนี้-31 มกราคม 2568 ที่ https://race.thai.run/assetwisebeautyrun2025

ประกาศความสำเร็จ !! ไอคอนสยาม ขึ้นแท่นเคาท์ดาวน์เดสติเนชั่นระดับโลก ทุบสถิติยอดผู้ร่วมงานพุ่งกว่า 1,000,000 คน ยอดผู้ชมทั่วโลกกว่า 100 ล้านวิว

ประกาศความสำเร็จ !! ไอคอนสยาม ขึ้นแท่นเคาท์ดาวน์เดสติเนชั่นระดับโลก ทุบสถิติยอดผู้ร่วมงานพุ่งกว่า 1,000,000 คน ยอดผู้ชมทั่วโลกกว่า 100 ล้านวิว

ประกาศความสำเร็จ !! ไอคอนสยาม ขึ้นแท่นเคาท์ดาวน์เดสติเนชั่นระดับโลก ทุบสถิติยอดผู้ร่วมงานพุ่งกว่า 1,000,000 คน ยอดผู้ชมทั่วโลกกว่า 100 ล้านวิว

วันจันทร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สร้างประวัติศาสตร์บทใหม่ ไอคอนสยาม แลนด์มาร์คระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ภายใต้การร่วมทุนของกลุ่มสยามพิวรรธน์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) และ แมกโนเลีย ควอลิตี้ดีเวล็อปเม้นต์ (MQDC) นำ Amazing Thailand Countdown 2025 at ICONSIAM สู่เวทีเคาท์ดาวน์ระดับโลก ชนะใจผู้คนจากทุกมุมโลกด้วยสถิติยอดผู้ร่วมงานตลอด 3 วันกว่า 1,000,000 คนโดยมียอดผู้ชมทั่วโลกจากช่องทางต่างๆ ทะลุ 100 ล้านวิว

ประกาศความสำเร็จ งานเคาท์ดาวน์ไอคอนสยาม เป็นหนึ่งกลไกสำคัญหนุนนักท่องเที่ยวทะลุเป้า 35 ล้านคน กระจายเม็ดเงินมหาศาลสู่ระบบเศรษฐกิจไทยกว่า 62,000 ล้านบาท กระตุ้นธุรกิจริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ จากยอดจองโรงแรม ร้านอาหารริมแม่น้ำเต็ม 95-100% และทราฟฟิกทางเรือเติบโตมากกว่าเท่าตัว สร้างรายได้ให้ธุรกิจและชุมชนโดยรอบ พิสูจน์ตำแหน่งผู้นำตัวจริงในการสร้าง Experiential World-Class Destination ปักหมุดประเทศไทยบนเวทีโลกอย่างสง่างาม

นายสุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด เปิดเผยความสำเร็จของงานเคาท์ดาวน์ ว่า “มหาปรากฏการณ์เคาท์ดาวน์ ฉลองที่สุดของไทยและที่สุดของโลก นำ Amazing Thailand Countdown 2025 at ICONSIAM สู่เวทีเคาท์ดาวน์ Top 5 ของโลกได้สำเร็จและเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนให้นักท่องเที่ยวเข้ามายังประเทศไทย ทะลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ 35 ล้านคนหรือเพิ่มขึ้นกว่า 26% ของปีก่อนหน้า กระจายเม็ดเงินมหาศาลสู่ระบบเศรษฐกิจไทยมูลค่ากว่า 62,000ล้านบาท โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวทุกระดับ โดยอ้างอิงตามสถิติของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เห็นได้จากการเติบโตของธุรกิจสองฝั่งริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นยอดการเข้าพักโรงแรม ธุรกิจร้านอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะในคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ พบว่ามียอดจองเต็ม 95-100% ทราฟฟิกทางเรือเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว สร้างรายได้ให้ธุรกิจและชุมชนพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจของชุมชนโดยรอบอย่างครอบคลุม

“ไอคอนสยาม ภาคภูมิใจที่เป็นส่วนสำคัญในการนำพาประเทศไทยชนะใจคนทั้งโลกอย่างสง่างาม โดยเป็นตัวแทนประเทศไทยส่งงานเคาท์ดาวน์ ยืนหนึ่งครองใจคนทั่วโลก ตอกย้ำศักยภาพการเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกที่เชิดชูความเป็นไทยสู่สากล โดยการจัดงาน Amazing Thailand Countdown 2025 at ICONSIAM ได้รับการตอบรับที่ดีเป็นอย่างมากตลอดการจัดงาน 3 วัน 3 คืน มียอดผู้ร่วมงานมากกว่า 1,000,000 คน มียอดผู้ชมทั่วโลกจากช่องทางต่างๆ กว่า 100 ล้านวิวจากทั่วทุกมุมโลก ส่งผลให้แฮชแท็ก #AmazingThailandCountdown2025 ขึ้นเทรนด์ X เป็นอันดับ 1 ตลอดช่วงจัดงานในระยะเวลา 3 วัน ส่งประเทศไทยสู่เวทีเคานต์ดาวน์ระดับโลกสำเร็จเกินความคาดหมายในทุกมิติ” นายสุพจน์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของงาน Amazing Thailand Countdown 2025 ที่ไอคอนสยาม ได้ตอกย้ำตำแหน่งผู้นำตัวจริงในการสร้าง Experiential World-Class Destination ปักหมุดประเทศไทยบนเวทีโลกอย่างสง่างาม โดยยึด 3 กลยุทธ์หลัก คือ ที่หนึ่งในใจผู้คน : Amazing Thailand Countdown 2025 ที่ไอคอนสยาม เกิดขึ้นจากการทุ่มทุน และสรรพกำลัง เพื่อสร้างมหาปรากฏการณ์ โดยความร่วมมือกับกองทัพศิลปินไทยและศิลปินระดับโลก และพันธมิตรชั้นนำ เชื่อมโยงหัวใจคนไทยและสายตานานาชาติ ส่งมอบความสุขผ่านเสียงเพลง และความสว่างไสวจากพลุริมแม่น้ำเจ้าพระยา ค่ำคืนอันงดงามนี้กลายเป็นความทรงจำของผู้คนหลายล้านคนทั่วโลก ทำให้คนไทยก้าวเข้าสู่ปีใหม่ด้วยความภาคภูมิใจ ว่าประเทศเราไม่เป็นที่สองรองใคร การเฉลิมฉลองสุดยิ่งใหญ่นี้ยังถูกถ่ายทอดผ่านจอไทม์สแควร์ ใจกลางมหานครนิวยอร์ก และอีกกว่า 50 ล้านคน ที่ชมผ่านการถ่ายทอดสดไปทั่วทุกมุมโลก กว่า 20 ช่องทาง รวมถึง CNN, BBC, AP, AFP, Reuters, CNBC, ABC,CCTV, South China Morning Post, MBN TV และ Live Streaming ทำให้มียอดวิวผ่านสื่อออนไลน์กว่า 100 ล้านวิว จากทุกแพลตฟอร์มกลายเป็นกระแสบนโซเชียลมีเดียติดอันดับโลก เป็นที่กล่าวขวัญและสร้างความประทับใจสูงสุดแก่ผู้คนที่ร่วมชมจากทุกช่องทางทั่วโลก

ที่หนึ่งในใจของคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ :ความสำเร็จจากการจัดงานเคาท์ดาวน์ครั้งนี้ นอกจากจำนวนผู้ร่วมงานที่เพิ่มขึ้นถึงกว่า 1,000,000 คน ยังส่งผลให้ร้านค้า-คู่ค้า-พันธมิตรทางธุรกิจ ภายในไอคอนสยาม มียอดขายในเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้นมากกว่า 35% ขณะเดียวกัน ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจชุมชนและผู้ประกอบการริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตลอดจนเศรษฐกิจของประเทศโดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวในทุกระดับ นับเป็นการตอกย้ำบทบาทในฐานะผู้นำในการสร้าง Experiential World-Class Destination ที่ก้าวไปไกลกว่าธุรกิจรีเทล เสริมเศรษฐกิจทำให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้ามาในประเทศไทยตามเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ได้อย่างสง่างาม

ที่หนึ่งของโลก : ปรากฏการณ์ Amazing Thailand Countdown 2025 ไอคอนสยาม ได้สร้างภาพลักษณ์และชื่อเสียงให้คนไทยและประเทศไทยก้าวสู่หนึ่งใน Top 5 Countdown Destinationsของโลก นับเป็นการปักหมุดประเทศไทยบนเวทีโลกอย่างสง่างามอีกครั้งหนึ่ง

งาน Amazing Thailand Countdown 2025 ณ ไอคอนสยามที่จัดเสร็จสิ้นไปในปีนี้ ไม่เพียงสะท้อนถึงศักยภาพของไอคอนสยาม ในฐานะแลนด์มาร์คระดับโลก ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ยังสะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทย และพลังความร่วมมือของพันธมิตรภาครัฐและเอกชนที่จะช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างยั่งยืนได้ พร้อมสร้างชื่อเสียงภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไปสู่สายตานักท่องเที่ยวทั่วโลก และปักหมุดประเทศไทยให้เป็น Global Destination หนึ่งในประเทศที่ผู้คนทั่วโลกต้องมาเยือนตลอดไป

Ralph Lauren แฟชั่นดีไซเนอร์คนแรกเข้ารับรางวัล Presidential Medal of Freedom

Ralph Lauren แฟชั่นดีไซเนอร์คนแรกเข้ารับรางวัล Presidential Medal of Freedom

Ralph Lauren แฟชั่นดีไซเนอร์คนแรกเข้ารับรางวัล Presidential Medal of Freedom

วันจันทร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เกียรติยศครั้งประวัติศาสตร์ของ Ralph Lauren กับรางวัล Presidential Medal of Freedom แฟชั่นดีไซเนอร์คนแรกที่ได้รับรางวัลจากประธานาธิบดีไบเดน ณ ทำเนียบขาว กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

Ralph Lauren เข้าพิธีรับเหรียญรางวัล Presidential Medal of Freedom จากประธานาธิบดีไบเดน ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันเสาร์ที่ 4 มกราคมที่ผ่านมา นับเป็นรางวัลสูงสุดสำหรับพลเรือนอเมริกัน เพื่อยกย่องผลงานอันโดดเด่นของเขาในฐานะแฟชั่นดีไซเนอร์ผู้มีวิสัยทัศน์ นักธุรกิจผู้บุกเบิก ผู้นำด้านนวัตกรรมทางธุรกิจ และนักการกุศลที่ทุ่มเทเพื่อสังคม

เหรียญรางวัล Presidential Medal of Freedom เป็นรางวัลเกียรติยศที่มอบให้แก่บุคคลผู้สร้างคุณประโยชน์อันโดดเด่นต่อความเจริญรุ่งเรือง คุณค่า และความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา สันติภาพโลก และความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่อื่นๆ เหรียญรางวัลนี้เริ่มต้นครั้งแรกในปี 1963 โดยประธานาธิบดีจอห์น เอฟ.เคนเนดี เพื่อมอบให้แก่บุคคลสำคัญจากหลากหลายวงการ ไม่ว่าจะเป็น ดร.มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน มายา แองเจลู แม่ชีเทเรซา และล่าสุด บิลลี่ จีน คิง และซิโมน ไบล์ส และในวันนี้ Ralph Lauren ได้จารึกประวัติศาสตร์ในฐานะแฟชั่นดีไซเนอร์คนแรกที่ได้รับเกียรตินี้ สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลอันยิ่งใหญ่ที่เขามีต่อวัฒนธรรมและสังคมอเมริกัน

กว่า 60 ปีที่ Ralph Lauren ได้ถ่ายทอดความเป็นอเมริกันผ่านผลงานของเขา และสร้างสรรค์สไตล์อเมริกันที่เป็นเอกลักษณ์ เป็นตัวแทนแห่งรสนิยม สไตล์ และวัฒนธรรมอเมริกัน ที่เขาได้สร้างภาพลักษณ์ที่ทำให้ชาวโลกหลงรักมรดกและคุณค่าของประเทศนี้ ผลงานของเขามักได้รับการยกย่องว่าเป็นการเล่าเรื่องผ่านงานดีไซน์ ทุกชิ้นสะท้อนแนวคิดเรื่องความใฝ่ฝัน ประเพณี และความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เขาได้พัฒนางานศิลปะให้กลายเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับโลก จนได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการออกแบบและธุรกิจที่สร้างสรรค์นวัตกรรมมากที่สุดในโลก

เส้นทางของ Ralph Lauren เริ่มต้นที่บรองซ์ นิวยอร์ก ที่ซึ่งหล่อหลอมให้เขาเชื่อมั่นในพลังของความขยัน ความมุ่งมั่น และการเป็นตัวของตัวเอง จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ เพียงลิ้นชักเดียวในตึกเอ็มไพร์สเตทที่เขาใช้ออกแบบเนคไท สู่การสร้างแบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับตำนานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ชีวิตและการทำงานของเขาผูกพันลึกซึ้งกับมรดกอันทรงคุณค่าของอเมริกา โดยได้แรงบันดาลใจจากทิวทัศน์ วัฒนธรรม และศิลปะของประเทศ Ralph Lauren ได้สร้างนิยามใหม่ให้กับสไตล์อเมริกันผ่านความงามเหนือกาลเวลาของเสื้อผ้าทั้งชาย-หญิง และเด็ก คอลเลคชั่นของตกแต่งบ้านที่หลากหลาย งานโฆษณาที่เล่าเรื่องราวได้อย่างงดงาม และความสวยงามของร้านค้าและร้านอาหาร เรื่องราวของเขาเป็นบทพิสูจน์ของพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ความมุ่งมั่น และ American Dream

ตลอดเส้นทางแห่งความสำเร็จในวงการแฟชั่น Ralph Lauren ได้รับการยกย่องด้วยรางวัลเกียรติยศระดับโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเหรียญ James Smithson Bicentennial รางวัลเชิดชูเกียรติคนอเมริกันผู้สร้างคุณูปการตลอดชีวิต และผู้นำในการอนุรักษ์ธงชาติอเมริกัน (Star-Spangled Banner) รางวัล Chevalier de la Légion d’Honneur จากประเทศฝรั่งเศส เชิดชูความยิ่งใหญ่ในฐานะดีไซเนอร์ ผู้นำธุรกิจ และนักการกุศล ตำแหน่ง Honorary Knight Commander of the Most Excellent Order of the British Empire (KBE) จากจักรภพอังกฤษ นับเป็นดีไซเนอร์อเมริกันคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รับเกียรตินี้ นอกจากนี้เขายังได้รับรางวัลมากมายจากสภาดีไซเนอร์แฟชั่นอเมริกา (CFDA) เช่น ดีไซเนอร์ยอดเยี่ยมแห่งปีทั้งเสื้อผ้าบุรุษและสตรี รางวัลเกียรติยศตลอดชีพและรางวัลตำนานแห่งวงการแฟชั่นอเมริกัน

นอกเหนือจากผลงานด้านแฟชั่นและวัฒนธรรม Ralph Lauren ยังมีผลงานสำคัญด้านการกุศล โดยเฉพาะการต่อสู้กับโรคมะเร็ง ด้วยภารกิจส่วนตัวในการลดความเหลื่อมล้ำด้านการรักษามะเร็ง เขาได้สร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตผู้คนมากมายนับไม่ถ้วน มูลนิธิ Ralph Lauren Corporate Foundation ยังคงเดินหน้าสนับสนุนความเท่าเทียมและเสริมพลังให้ชุมชนด้อยโอกาสทั่วโลก สะท้อนความเชื่อมั่นของเขาในพลังแห่งความเมตตาและการสร้างโอกาส