เดือด สหรัฐฯ-โคลอมเบีย ตั้งกำแพงภาษีตอบโต้กันยับ ปมไม่รับผู้อพยพ

เดือด สหรัฐฯ-โคลอมเบีย ตั้งกำแพงภาษีตอบโต้กันยับ ปมไม่รับผู้อพยพ

27 ม.ค. 2568 07:30 น.

เดือด สหรัฐฯ-โคลอมเบีย ตั้งกำแพงภาษีตอบโต้กันยับ ปมไม่รับผู้อพยพ

ผู้นำโคลอมเบียตั้งกำแพงภาษีสินค้าสหรัฐฯ ตอบโต้ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ตั้งกำแพงภาษีและคว่ำบาตรโคลอมเบีย จากความขัดแย้งเรื่องการส่งตัวผู้อพยพผิดกฎหมาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 ม.ค. 2568 ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากโคลอมเบีย 25% และจะเพิ่มเป็น 50% ภายใน 1 สัปดาห์ เพื่อตอบโต้ที่ผู้นำโคลอมเบียขัดขวางไม่ให้เครื่องบินส่งคืนผู้อพยพของกองทัพสหรัฐฯ ลงจอด

นอกจากเรื่องภาษีแล้ว นายทรัมป์ยังระบุผ่าน Truth Social ว่า สหรัฐฯ จะห้ามชาวโคลอมเบียเดินทางเข้าสหรัฐฯ และเพิกถอนวีซ่าเจ้าหน้าที่โคลอมเบียในสหรัฐฯ พร้อมกับพันธมิตรและผู้สนับสนุนทั้งหมดด้วย

“มาตรการเหล่านี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เราจะไม่ยอมให้รัฐบาลโคลอมเบียละเมิดพันธสัญญาทางกฎหมายเรื่องการรับตัวอาชญากรที่พวกเขาบีบเข้าสู่สหรัฐฯ กลับไป” โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุ

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา นายกุสตาโว เปโตร ประธานาธิบดี โคลอมเบีย ก็ออกคำสั่งให้กระทรวงพาณิชย์ตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากอเมริกาจำนวน 25% เช่นกัน “ผมได้รับแจ้งว่า คุณจะตั้งกำแพงภาษีต่อผลจากน้ำพักน้ำแรงของคนของเรา 50%”

นายเปโตรระบุด้วยว่า “ทรัมป์ ผมไม่ได้ชอบเดินทางไปสหรัฐฯ ขนาดนั้น มันค่อนข้างน่าเบื่อน่ะ” จากนั้นเขายังวิพากษ์วิจารณ์นโยบายและนิสัยของนายทรัมป์ และถึงขั้นบอกว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มองตัวเขาเป็นเผ่าพันธุ์ที่ด้อยกว่า ซึ่งเขาไม่ใช่ และชาวโคลอมเบียก็ไม่ใช่เช่นกัน

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ นายเปโตรประกาศระงับไม่ให้เครื่องบินกองทัพ 2 ลำของสหรัฐฯ ที่นำตัวผู้อพยพผิดกฎหมายเดินทางมาส่งที่โคลอมเบียลงจอด โดยให้เหตุผลว่า ไม่พอใจที่สหรัฐฯ ปฏิบัติต่อชาวโคลอมเบียเหมือนเป็นอาชญากร และเรียกร้องให้สหรัฐฯ มีวิธีปฏิบัติต่อผู้อพยพให้ดีกว่านี้ พร้อมทั้งเปิดทางสำหรับการรับผู้อพยพที่ถูกส่งตัวกลับด้วยเครื่องบินพาณิชย์

ด้านกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สถานทูตสหรัฐฯ ในโคลอมเบียเริ่มระงับกระบวนการออกวีซ่าแล้ว โดยเป็นวีซ่าสำหรับผู้อพยพและวีซ่าสำหรับผู้ที่ไม่ใช่ผู้อพยพ ซึ่งตามปกติจะมีผู้ขอหลักพันคนต่อวัน ส่วนบริการสำหรับชาวอเมริกัน ยังคงดำเนินการตามปกติ และย้ำว่าสถานการณ์เป็นไปอย่างราบรื่น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

รบ.ทรัมป์เริ่มปฏิบัติการปราบปรามผู้อพยพผิดกฎหมายในชิคาโกแล้ว

รบ.ทรัมป์เริ่มปฏิบัติการปราบปรามผู้อพยพผิดกฎหมายในชิคาโกแล้ว

27 ม.ค. 2568 04:15 น.

รบ.ทรัมป์เริ่มปฏิบัติการปราบปรามผู้อพยพผิดกฎหมายในชิคาโกแล้ว

รัฐบาลทรัมป์เริ่มการปราบปรามนักผจญภัยผิดกฎหมาย หรือมากกว่านั้นได้ แต่หลังจากพรรคที่แข็งแกร่งที่สุดของเรา ถูกทำลายด้วยคนคนเดียว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มบังคับใช้มาตรการปราบปรามผู้อพยพผิดกฎหมายอย่างรวดเร็วในเมืองชิคาโก ซึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็นที่หลบภัยของเหล่าผู้อพยพในรัฐอิลลินอยส์แล้ว เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 ม.ค. 2568

แถลงการณ์ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของสหรัฐฯ (ICE) ยืนยันว่า ปฏิบัติการเจาะจงเป้าหมายซึ่งผ่านการยกระดับในเมืองชิคาโก ได้เริ่มขึ้นแล้วในวันอาทิตย์

ICE ระบุว่า พวกเขาจะร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งเอฟบีไอ, สำนักงานควบคุมแอลกอฮอล์, ยาสูบ, อาวุธปืน และวัตถุระเบิด (ATF), สำนักงานปราบปรามยาเสพติด (DEA), สำนักงานป้องกันชายแดนและศุลกากร (CBP) และมาร์แชลส์ เซอร์วิซ (USMS) หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและความมั่นคงของฝ่ายตุลาการกลางของสหรัฐฯ

ปฏิบัติการดังกล่าวประกอบด้วยหลายหน่วยงานของรัฐบาลกลาง ทั้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของสหรัฐฯ (ICE), สำนักงานสืบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) กับเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงยุติธรรม ที่ได้รับมอบอำนาจเพิ่มเติมเพื่อจับกุมผู้อพยพเข้าสู่สหรัฐฯ โดยไม่มีเอกสารได้อย่างรวดเร็ว

แถลงการณ์ระบุอีกว่า พวกเขาจะเริ่มปฏิบัติการแบบเจาะจงเป้าหมายในเมืองชิคาโกในวันนี้ (26 ม.ค.) เพื่อบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองของรัฐบาลสหรัฐฯ และรักษาความปลอดภัยในสังคมกับความมั่นคงของชาติ ด้วยการกันอาชญากรต่างด้านที่อาจเป็นอันตรายได้ ให้ออกไปจากสังคมของสหรัฐฯ

ทั้งนี้ ปฏิบัติการที่เมืองชิคาโกเป็นส่วนหนึ่งในความพยายามเพื่อเพิ่มบุคลากรให้แก่ ICE ซึ่งที่ผ่านมามีทรัพยากรและเจ้าหน้าที่จำกัด

การปราบปรามผู้อพยพของโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงคำสั่งฝ่ายบริหาร, การจำกัดเส้นทางถูกกฎหมายที่ผู้อพยพอาจสามารถใช้เดินทางมาสหรัฐฯ ได้, การขยายขอบเขตอำนาจของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และพวกเขายังพยายามแบนการให้สัญชาติโดยกำเนิด ซึ่งกำลังจะกลายเป็นคดีความอยู่ตอนนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ตั้งกำแพงภาษีโคลอมเบีย 25% หลังไม่ยอมรับเที่ยวบินส่งคืนผู้อพยพ

ทรัมป์ตั้งกำแพงภาษีโคลอมเบีย 25% หลังไม่ยอมรับเที่ยวบินส่งคืนผู้อพยพ

27 ม.ค. 2568 02:59 น.

ทรัมป์ตั้งกำแพงภาษีโคลอมเบีย 25% หลังไม่ยอมรับเที่ยวบินส่งคืนผู้อพยพ

โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งตั้งกำแพงภาษีสินค้าของโคลอมเบีย 25% เพื่อตอบโต้ที่โคลอมเบียไม่รับเที่ยวบินส่งคืนผู้อพยพผิดกฎหมายถึง 2 ลำ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกคำสั่งให้รัฐบาลของเขาตั้งกำแพงภาษีต่อสินค้านำเข้าจากประเทศโคลอมเบียจำนวน 25% แล้ว ในวันอาทิตย์ที่ 26 ม.ค. 2568 เพื่อตอบโต้หลังเที่ยวบินส่งคืนผู้อพยพผิดกฎหมาย ไม่ได้รับอนุญาตให้ลงจอดในโคลอมเบีย

นายทรัมป์ระบุผ่านโพสต์บน Truth Social เครือข่ายสังคมออนไลน์ของเขาว่า เขาได้ตั้งกำแพงภาษี 25% ต่อสินค้าทุกอย่างที่เข้าสู่สหรัฐฯ จากโคลอมเบีย และภาษีจะเพิ่มขึ้นเป็น 50% ใน 1 สัปดาห์

ทั้งนี้ นี่นับเป็นมาตรการตอบโต้ครั้งแรกของโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อประเทศใดๆ ที่ขัดขวางแผนการปราบปรามผู้อพยพของเขา หลังจากเครื่องบินของกองทัพสหรัฐฯ 2 ลำ ที่มุ่งหน้าไปยังโคลอมเบียต้องเดินทางกลับเมื่อช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันอาทิตย์ เนื่องจากนาย กุสตาโว เปโตร ประธานาธิบดีโคลอมเบีย ประกาศไม่รับเที่ยวบินอเมริกันที่บรรทุกผู้อพยพโคลอมเบีย

นายเปโตรกล่าวในวันอาทิตย์ว่า เขาสั่งไม่รับเที่ยวบินส่งคืนผู้อพยพของสหรัฐฯ และว่า สหรัฐฯ ไม่สามารถปฏิบัติต่อผู้อพยพชาวโคลอมเบียเยี่ยงอาชญากรได้

ก่อนหน้านี้ นายทรัมป์ออกมาประณามคำสั่งของนายเปโตรว่า เป็นภัยต่อความมั่นคงและความปลอดภัยสาธารณะของสหรัฐฯ พร้อมกล่าวหาด้วยว่า การปฏิเสธเที่ยวบินดังกล่าวของโคลอมเบียนั้น เป็นการละเมิดพันธสัญญาระหว่างประเทศ ในการรับตัวอาชญากรที่ถูกส่งตัวกลับ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

หยุดยิงระส่ำ อิสราเอลยิงเลบานอนดับ 22 ศพ เส้นตายถอนทหารผ่านพ้น

หยุดยิงระส่ำ อิสราเอลยิงเลบานอนดับ 22 ศพ เส้นตายถอนทหารผ่านพ้น

27 ม.ค. 2568 01:14 น.

หยุดยิงระส่ำ อิสราเอลยิงเลบานอนดับ 22 ศพ เส้นตายถอนทหารผ่านพ้น

เลบานอนกล่าวหาอิสราเอล ยิงโจมตีผู้คนเสียชีวิต 22 ศพ บาดเจ็บอีกนับร้อยราย ในภาคใต้ของเลบานอน หลังจากเส้นตายถอนทหารผ่านพ้น

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 ม.ค. 2568 กระทรวงสาธารณสุขของเลบานอนออกมากล่าวหาอิสราเอลว่ายิงโจมตีผู้คนในภาคใต้ของประเทศ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 22 ศพ บาดเจ็บอีก 124 คน ในขณะที่เส้นตายการถอนทหารออกจากดินแดนหลายส่วนในเลบานอนผ่านพ้นไปแล้ว แต่ทหารอิสราเอลรวมถึงกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังไม่ถอนกำลังออกไป

ข่าวระบุว่าในช่วงเช้าวันอาทิตย์ ชาวบ้านเลบานอนหลายพันคนเดินทางกลับไปยังเมืองและหมู่บ้านบริเวณชายแดนที่พวกเขาอพยพจากมา แม้ว่ากองทัพอิสราเอลกับเลบานอน และสหประชาชาติ จะพยายามเตือนแล้วว่าพื้นที่ดังกล่าวยังไม่ปลอดภัย

ฝ่ายอิสราเอลระบุว่า ข้อตกลงหยุดยิงระยะเวลา 60 วันที่พวกเขาทำไว้กับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ไม่ได้บังคับใช้อย่างเต็มที่ และยังไม่แน่ชัดว่า ยังมีทหารอิสราเอลกี่คนที่ยังอยู่ในเลบานอน หรือจะประจำการอยู่ต่อไปอีกนานเพียงใด

ด้านกระทรวงสาธารณสุขของเลบานอนระบุว่า ทหารอิสราเอลโจมตีผู้คนในขณะที่พวกเขาพยายามจะเข้าไปในสถานที่ที่ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพอิสราเอล จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว ขณะที่กองทัพเลบานอนระบุว่า มีทหารของพวกเขา 1 นายเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ด้วย และบาดเจ็บอีก 1 ราย

กองทัพอิสราเอลเผยว่า ทหารของพวกเขายิงปืนเตือนในหลายพื้นที่ในภาคใต้ของเลบานอน และจับกุมผู้ที่พวกเขาระบุว่าเป็น “ภัยคุกคามอย่างปัจจุบันทันด่วน” ได้หลายราย โดยไม่เจาะจงว่ามีผู้คนถูกยิงหรือไม่

ทั้งนี้ ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับเลบานอนกำหนดให้กองทัพอิสราเอลกับนักรบกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ของเลบานอน ถอนกำลังและอาวุธออกจากพื้นที่ในภาคใต้ของเลบานอน จากนั้นให้กองทัพเลบานอนส่งทหารหลักพันนายมาประจำการ แทนที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์

อย่างไรก็ตาม ทูตตะวันตกคนหนึ่งผู้ไม่ประสงค์ออกนาม บอกกับสำนักข่าวบีบีซีว่า อิสราเอลต้องการเวลามากกว่านี้เพื่อทำลายโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในภาคใต้ของเลบานอน และแผนการเบื้องต้นคืออาจขยายเวลาอีก 30 วัน

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์ อัล มานาร์ (Al Manar) ของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ดูเหมือนจะพยายามกระตุ้นให้ประชาชนเดินทางกลับไปยังภาคใต้ของประเทศ และในบางพื้นที่ มีขบวนรถประดับธงสีเหลืองเขียวของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ เดินทางไปส่งประชาชนด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์เสนอย้ายชาวปาเลสไตน์กว่า 1 ล้านคนในกาซา ไปอียิปต์-จอร์แดน

ทรัมป์เสนอย้ายชาวปาเลสไตน์กว่า 1 ล้านคนในกาซา ไปอียิปต์-จอร์แดน

26 ม.ค. 2568 23:09 น.

ทรัมป์เสนอย้ายชาวปาเลสไตน์กว่า 1 ล้านคนในกาซา ไปอียิปต์-จอร์แดน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า เขาต้องการให้อียิปต์กับจอร์แดนรับชาวปาเลสไตน์จากฉนวนกาซามากขึ้น เพื่อการฟื้นฟูกาซา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่อสายโทรศัพท์คุยกับสมเด็จพระราชาธิบดี อับดุลเลาะห์ แห่งจอร์แดนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยขอให้ทางจอร์แดนรับผู้อพยพจากฉนวนกาซามากขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้นำสหรัฐฯ บอกด้วยว่า เขาตั้งใจจะขอแบบเดียวกันกับทางอียิปต์ด้วย

นายทรัมป์กล่าวในการสนทนากับคิงอับดุลเลาะห์ว่า “ผมอยากขอให้คุณรับผู้อพยพมากขึ้น เพราะผมกำลังมองไปที่ฉนวนกาซาทั้งหมดในตอนนี้ และพบว่ามันเละเทะมาก มันเละเทะจริงๆ” ผู้นำสหรัฐฯ บอกด้วยว่า การโยกย้ายดังกล่าว อาจเป็นแบบชั่วคราว หรือเป็นแบบระยะยาวก็ได้

ด้านกลุ่มฮามาสออกมาประกาศกร้าวว่าจะต่อต้านแผนการโยกย้ายชาวปาเลสไตน์ออกจากฉนวนกาซา ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าแผนการนี้ของนายทรัมป์อาจสร้างความไม่พอใจให้ชาวปาเลสไตน์ ซึ่งมองกาซาว่าเป็นดินแดนบ้านเกิดของบรรพบุรุษของพวกเขา

“ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาอดทนต่อความตายและการทำลายล้างมา 15 เดือน โดยไม่ออกไปจากดินแดนของพวกเขา ดังกล่าว พวกเขาจะไม่รับข้อเสนอหรือทางออกใดๆ แม้ว่ามันจะดูเหมือนมีความตั้งใจที่ดีภายใต้คำว่า การสร้างใหม่ ซึ่งประกาศโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” นายบาสเซม นาอิม สมาชิกฝ่ายการเมืองของกลุ่มฮามาสกล่าว

ทั้งนี้ สงครามที่ดำเนินมานาน 15 เดือน ทำให้ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาเกือบทุกคน จากทั้งหมด 2.39 ล้านคน ต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น โดยส่วนใหญ่พลัดถิ่นอยู่ภายในดินแดนเล็กๆ แห่งนี้ หลังอิสราเอลโจมตีทำลายโครงสร้างพื้นฐานในกาซาจนราบเป็นหน้ากลอง

นายทรัมป์แสดงความเห็นเกี่ยวกับแผนการของเขาระหว่างให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวบน แอร์ ฟอร์ซ วัน เครื่องบินประจำตำแหน่งประธานาธิบดีด้วยว่า “คุณกำลังพูดถึงคนประมาณ 1 ล้าน 5 แสนคน และเราเก็บกวาดให้หมด”

“เกือบทุกอย่างถูกทำลายหมดแล้ว และผู้คนที่นั่นกำลังจะตาย ผมจึงอยากให้ชาติอาหรับบางประเทศเข้ามามีส่วนร่วม และสร้างบ้านในสถานที่ต่างๆ ที่พวกเขาอาจสามารถได้มีโอกาสได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข” นายทรัมป์กล่าว โดยที่เขาไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อัยการเกาหลีใต้สั่งฟ้องประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ฐานเป็นผู้นำก่อกบฏ

อัยการเกาหลีใต้สั่งฟ้องประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ฐานเป็นผู้นำก่อกบฏ

26 ม.ค. 2568 22:05 น.

อัยการเกาหลีใต้สั่งฟ้องประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ฐานเป็นผู้นำก่อกบฏ

อัยการเกาหลีใต้สั่งฟ้องประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ข้อหาเป็นผู้นำการก่อกบฏ อย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อควบคุมตัวเขาเอาไว้ในเรือนจำต่อไป

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 ม.ค. 2568 อัยการเกาหลีใต้สั่งฟ้องประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล อย่างเป็นทางการแล้ว ในข้อหาเป็นผู้นำการก่อกบฏ จากการที่เขาประกาศกฎอัยการศึกในคืนวันที่ 3 ธ.ค. 2567 ทำให้ประเทศตกอยู่ในความวุ่นวาย ก่อนที่สมาชิกรัฐสภาจะร่วมกันโหวตคว่ำคำสั่งของเขา

ทั้งนี้ หลังจากการประกาศกฎอัยการศึกไม่นาน รัฐสภาก็ลงมติถอดถอนนายยุนออกจากตำแหน่ง ทำให้เขาถูกพักจากการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อรอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำพิพากษาว่า จะถอดถอนเขาตามมติของรัฐสภาหรือไม่

ขณะเดียวกัน อัยการเกาหลีใต้กล่าวหานายยุน ว่าก่อการกบฏ จากการประกาศกฎอัยการศึกอย่างมิชอบด้วยกฎหมาย แต่นายยุนไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกมาสอบปากคำ จนตำรวจต้องออกหมายจับเขา ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องพยายามบุกจับกุมตัวนายยุนที่กักตัวเองอยู่ภายในที่พักประธานาธิบดีถึง 2 ครั้งจึงจะสำเร็จ

นายยุนถูกนำตัวไปฝากขังที่ทัณฑสถานกรุงโซล ในเมืองอึยวัง ทางตอนใต้ของกรุงโซลเมื่อคืนวันพุธที่ 15 ม.ค. 2568 ทำให้เขากลายเป็นประธานาธิบดีในตำแหน่งคนแรกของเกาหลีใต้ที่ถูกขังคุก อย่างไรก็ตาม อัยการพยายามขอให้ศาลขยายระยะเวลาฝากขังนายยุนตามหมายจับระหว่างกระบวนการสืบสวน แต่ถูกศาลปฏิเสธถึง 2 ครั้ง

จนกระทั่งในวันอาทิตย์ที่ 26 ม.ค. 2568 อัยการเกาหลีใต้ก็ตัดสินใจสั่งฟ้องนายยุนอย่างเป็นทางการพร้อมกับคำสั่งควบคุมตัว และจะทำให้ประธานาธิบดีผู้นี้ต้องอยู่ในเรือนจำต่อไปจนกว่าการไต่สวนคดีของเขาจะเริ่มต้นขึ้น ซึ่งตามกฎหมายจะต้องเริ่มภายใน 6 เดือน

“หลังจากทบทวนหลักฐานอย่างกว้างขวางที่ได้รับมาระหว่างการสืบสวน อัยการก็ได้ข้อสรุปว่า เป็นเรื่องเหมาะสมที่จะสั่งฟ้องจำเลยอย่างเป็นทางการ” อัยการเกาหลีใต้ระบุในแถลงการณ์ “ความจำเป็นที่ต้องกักตัวนายยุนอยู่ในห้องขังต่อไป ได้รับการสนับสนุนจากความเสี่ยงที่หลักฐานจะถูกทำลายซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

อัยการบอกด้วยว่า ข้อหา เป็นผู้นำการก่อการกบฏ ไม่ครอบคลุมอยู่ในสิทธิ์คุ้มครองของประธานาธิบดี

ด้านทนายความของนายยุนปฏิเสธข้อกล่าวหาก่อกบฏ และยืนยันว่าจะต่อสู้กันในชั้นศาล “การประกาศกฎอัยการศึกของนายยุน ไม่สามารถถูกจำแนกได้ว่าเป็นการก่อกบฏ” “เราเชื่อว่าความจริงจะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะในศาลยุติธรรม”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

รองปลัดฯหารือ ช่วยผู้ประสบภัย แก้ปัญหาการเผา ดำเนิน3โครงการ

รองปลัดฯหารือ ช่วยผู้ประสบภัย แก้ปัญหาการเผา ดำเนิน3โครงการ

รองปลัดฯหารือ ช่วยผู้ประสบภัย แก้ปัญหาการเผา ดำเนิน3โครงการ

วันจันทร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยมีผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ซึ่งที่ประชุมได้ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการฟื้นฟูเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยในปี 2567 และเร่งรัดให้ดำเนินการความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในขณะนี้อย่างทั่วถึงอีกทั้งได้หารือแนวทางการดำเนินโครงการป้องกันและแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ปี 2568 รวม 3 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการปรับเปลี่ยนพืชที่มีมูลค่าสูง และส่งเสริมการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังข้าวเพื่อลดการเผาในพื้นที่เกษตร 2.โครงการบูรณาการผลิตถั่วเหลืองและถั่วเขียวพันธุ์ดีเพื่อส่งเสริมการปลูกพืชหลังนาของกระทรวงเกษตรฯ และ 3.โครงการพัฒนาเกษตรบนพื้นที่สูงด้วยระบบอนุรักษ์ดินและน้ำเพื่อลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ทั้งนี้ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำรวจความเสียหายและศึกษาแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรจากสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ด้วย

เมื่อเร็วๆ นี้ นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการพิจารณาผู้มีสิทธิ์ได้รับเกียรติบัตรและเครื่องหมายเชิดชูเกียรติสืบสานเกษตรกรรมยั่งยืน ครั้งที่ 1/2568 พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบ รายชื่อและข้อมูลผู้เสนอขอรับเกียรติบัตรฯ ตามระเบียบฯ ข้อ 6(9)-(10) พ.ศ.2567 (ครั้งที่ 1/2568)

ผู้ช่วยฯร่วมงานอนุรักษ์ฯ พัฒนากระบือปลักไทยที่โคราช

ผู้ช่วยฯร่วมงานอนุรักษ์ฯ  พัฒนากระบือปลักไทยที่โคราช

ผู้ช่วยฯร่วมงานอนุรักษ์ฯ พัฒนากระบือปลักไทยที่โคราช

วันจันทร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.ณมาณิตา กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี 2568 โดยมีนายสัตวแพทย์สมชวนรัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาโคนม อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

ดร.ณมาณิตา กล่าวว่า ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ดำเนินโครงการอนุรักษ์และพัฒนากระบือไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสายพันธุ์กระบือปลักไทยให้มีลักษณะดี มีคุณภาพ เพิ่มจำนวนกระบือ อันจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ส่งเสริมและอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยโดยใช้วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมที่นำกระบือไปใช้ประโยชน์ในการทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการอนุรักษ์สายพันธุ์กระบือปลักไทย

สำหรับการจัดงานครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์ ส่วนราชการจังหวัดนครราชสีมา หน่วยงานภาคเอกชน ตลอดจนภาคีเครือข่ายกระบือทั่วประเทศ โดยภายในงานมีกิจกรรมการจัดนิทรรศการจากภาครัฐ และกลุ่มเกษตรกร กิจกรรมการแสดงผลิตภัณฑ์และสาธิตการทำผลิตภัณฑ์จากกระบือไทย การประกวดกระบือปลักไทย 16 รุ่น ซึ่งมีกระบือ เข้าร่วมประกวดจากทุกภูมิภาคของประเทศ รวมทั้งสิ้น 144 ตัว เป็นกระบือปลักไทยเผือกเพศเมีย10 ตัว กระบือปลักไทยเผือกเพศผู้ 20 ตัว กระบือปลักไทยดำเพศเมีย 41 ตัว และกระบือปลักไทยดำเพศผู้ 73 ตัว

นอกจากนี้ยังมีการจัดนิทรรศการต่างๆ 3 โซน ประกอบด้วย โซนที่ 1 นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ประกอบด้วยการดำเนินงานโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตร ตามพระราชดำริ โครงการอนุรักษ์และพัฒนากระบือไทย ภายใต้ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน โซนที่ 2 นิทรรศการวิชาการจากหน่วยงานภายใต้กรมปศุสัตว์ 5 เรื่อง และโซนที่ 3 นิทรรศการของกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ สมาคมฯ จำนวน 5 กลุ่ม การออกร้านสาธิตและจำหน่ายสินค้าของกองผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ นิทรรศการมีชีวิต การแสดงพ่อพันธุ์กระบือปลักไทยต้นแบบ กิจกรรมวิ่งควาย กิจกรรมสู่ขวัญควาย

รวมทั้งยังมีกิจกรรมงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี 2568 ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการอนุรักษ์สายพันธุ์กระบือปลักไทย “อนุรักษ์ สืบสาน รักษา ต่อยอด กระบือปลักไทย” มีพิธีอัญเชิญถ้วยพระราชทาน พิธีสู่ขวัญควาย การแข่งขันวิ่งควาย การประกวดกระบือปลักไทย ทั้งนี้ กระบือที่ได้รับการพิจารณาว่ามีลักษณะดีที่สุดในการประกวดในครั้งนี้ จะได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานถ้วยรางวัลกระบือปลักไทยชนะเลิศยอดเยี่ยม (Grand Champion) เพศผู้และเพศเมีย 2 รางวัล สำหรับการแข่งขันกระบือปลักไทย ประเภทการใช้ประโยชน์ทางการเกษตร กระบือที่ชนะเลิศจะได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 1 รางวัล

‘บุญสิงห์’ร่วมงานสร้างปาล์มน้ำมันฯ

‘บุญสิงห์’ร่วมงานสร้างปาล์มน้ำมันฯ

‘บุญสิงห์’ร่วมงานสร้างปาล์มน้ำมันฯ

วันจันทร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี เป็นประธานในพิธี Kick off การขับเคลื่อนปาล์มน้ำมัน “รวมพลังสร้างปาล์มน้ำมันไทย ก้าวไกลสู่มาตรฐาน RSPO” ที่ โรงแรมแก้วสมุย รีสอร์ท จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อสร้างการรับรู้ความรู้ ความเข้าใจและเตรียมความพร้อมสู่การรับรองมาตรฐาน RSPO และสร้างเครือข่ายการขับเคลื่อนปาล์มน้ำมันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร ให้ก้าวไกลไปในตลาดโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน

สำหรับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ภายใต้หลักการ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ซึ่งเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ส่งเสริมการผลิตที่มีมาตรฐาน สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการเพิ่มผลผลิตและแก้ปัญหาภาคการเกษตร ในสภาวะการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นสภาพภูมิอากาศ ความต้องการสินค้าเกษตรที่ผลิตอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของผู้บริโภค ซึ่งเห็นได้จากการมีระเบียบการค้าใหม่ๆ เช่น กฎระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (European Union Regulation Deforestation : EUDR) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหยุดยั้งการนำเข้าสินค้าที่มีส่วนเกี่ยวโยงกับการทำลายสู่ตลาดของ EU ดังนั้น จึงเป็นโอกาสดีที่กรมส่งเสริมการเกษตร จะได้นำมาตรฐาน RSPO มาส่งเสริมให้กับเกษตรกร จนได้รับการรับรองมาตรฐาน สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่สูงขึ้น ทั้งนี้ ยังสร้างโอกาสในการแข่งขันของอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มในตลาดโลก โดยได้รับความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กร RSPO ซึ่งเห็นได้จากการลงนามบันทึกความร่วมมือครั้งนี้ที่บริษัทเอกชนจะรับซื้อผลผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐานในราคาที่สูงขึ้น

‘อภัย’ร่วมทำMOUม.สงขลาฯ ด้านเทคโนโลยีแปรรูปเนื้อสัตว์

‘อภัย’ร่วมทำMOUม.สงขลาฯ ด้านเทคโนโลยีแปรรูปเนื้อสัตว์

‘อภัย’ร่วมทำMOUม.สงขลาฯ ด้านเทคโนโลยีแปรรูปเนื้อสัตว์

วันจันทร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ จ.สงขลา เพื่อประชุมขับเคลื่อนความร่วมมือ MOU ระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และคณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พร้อมทั้งเยี่ยมชมและรับฟังการบรรยายเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์อาคารปฏิบัติการวิทยาศาสตร์เนื้อแพะฮาลาล ที่สถานีวิจัยคลองหอยโข่ง คณะทรัพยากรธรรมชาติ และศึกษาดูงานด้านเทคโนโลยีการแปรรูปเนื้อสัตว์ ของศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรเพื่อการส่งออก คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

เมื่อเร็วๆ นี้ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ยังได้เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการศึกษาแนวทางรอดอาชีพโคนมไทยกับการแข่งขันการค้าเสรีโลก (FTA)” ให้แก่ สหกรณ์และองค์กรเกษตรผู้เลี้ยงโคนมทั่วประเทศ 80 กว่าองค์กร รวมประมาณ 150 คน ที่โรงแรมเอเชียแอร์พอร์ท อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เพื่อสร้างความเข้าใจสร้างแนวทางอยู่ร่วมกันกับการค้าเสร็จและจัดทำข้อมูลแนวทางรอดอาชีพโคนมกับการค้าเสรีเสนอภาครัฐต่อไป