ทรัมป์เอาจริง ลงนามคำสั่งตั้งกำแพงภาษีสินค้าเม็กซิโก-จีน-แคนาดาแล้ว

ทรัมป์เอาจริง ลงนามคำสั่งตั้งกำแพงภาษีสินค้าเม็กซิโก-จีน-แคนาดาแล้ว

2 ก.พ. 2568 07:15 น.

ทรัมป์เอาจริง ลงนามคำสั่งตั้งกำแพงภาษีสินค้าเม็กซิโก-จีน-แคนาดาแล้ว

ทรัมป์ลงนามคำสั่งตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากเม็กซิโก แคนาดา และจีนแล้ว อ้างเพื่อควบคุมการไหลบ่าของยาเสพติดและผู้อพยพ เริ่มบังคับใช้สัปดาห์หน้า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งบังคับใช้มาตรการเก็บภาษีศุลกากรในอัตราใหม่ที่เข้มงวด สำหรับแคนาดา เม็กซิโก และจีนแล้ว ในที่บ้านพักตากอากาศ “มาร์-อา-ลาโก” ของเขา ในวันเสาร์ที่ 1 ก.พ. 2568

เพื่อบังคับใช้การตั้งกำแพงภาษี นายทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจแห่งชาติผ่านคำสั่งฝ่ายบริหารของเขา และบังคับใช้กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ซึ่งให้อำนาจแต่เพียงฝ่ายเดียวแก่ประธานาธิบดีในการบริหารจัดการสินค้านำเข้าระหว่างเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินแห่งชาติ โดยคำสั่งจะเริ่มมีผลในเวลา 00.01 น. วันอังคารที่ 4 ก.พ.นี้

รัฐบาลทรัมป์อ้างว่า การตั้งกำแพงภาษีดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดการไหลของยาเสพติดและผู้อพยพผิดกฎหมายไม่ให้เข้าสู่อเมริกา ท่ามกลางความกังวลจากหลายฝ่ายว่า การตั้งกำแพงภาษีเช่นนี้อาจทำให้ราคาสินค้าทั่วไปหลากหลายประเภทในสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น

คำสั่งล่าสุดจะจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาและเม็กซิโกเพิ่มขึ้นในอัตรา 25% และจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้น 10% โดยเป็นมาตรการที่โดนัลด์ ทรัมป์ ให้คำมั่นสัญญามานานหลายเดือนตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง โดยคำสั่งระบุว่าการจัดเก็บภาษีนี้จะดำเนินต่อไปจนกว่าการไหลบ่าของยาเสพติดกับผู้อพยพจะสิ้นสุดลง

ทั้งนี้ การตั้งกำแพงภาษีสินค้าจากเม็กซิโกกับแคนาดาของรัฐบาลทรัมป์ ถือเป็นการสิ้นสุดการค้าแบบปลอดภาษีระหว่างชาติอเมริกาเหนือทั้ง 3 ประเทศที่ดำเนินมานานหลายปี ขณะเดียวกันก็เป็นการสานต่อสงครามการค้ากับจีนที่นายทรัมป์เริ่มเอาไว้เมื่อ 2 รัฐบาลก่อน

คาดกันว่าคำสั่งของนายทรัมป์จะเผชิญการตอบโต้จากประเทศที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจุดประกายให้เกิดสงครามการค้าซึ่งสามารถสร้างความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจของทั้งประเทศเป้าหมายและต่อสหรัฐฯ เอง เนื่องจากในคำสั่งของนายทรัมป์ มีการอนุญาตให้เขาสามารถขยายอัตราภาษีนำเข้าได้ หากมีประเทศใดตั้งกำแพงภาษีสินค้าจากสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์ประเภทพลังงานจากแคนาดาไว้ที่ 10% ต่างจากสินค้าประเภทอื่นที่กำหนดไว้ที่ 25% เนื่องจากชาวอเมริกันจำนวนมากที่พึ่งพาพลังงานจากแคนาดา ทั้งน้ำมัน, ไฟฟ้า และก๊าซธรรมชาติ เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงและให้ความร้อนภายในบ้าน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สหรัฐฯ คุมไฟป่าลอสแอนเจลิสได้ทั้งหมดแล้ว หลังลุกไหม้มา 3 สัปดาห์

สหรัฐฯ คุมไฟป่าลอสแอนเจลิสได้ทั้งหมดแล้ว หลังลุกไหม้มา 3 สัปดาห์

2 ก.พ. 2568 06:46 น.

สหรัฐฯ คุมไฟป่าลอสแอนเจลิสได้ทั้งหมดแล้ว หลังลุกไหม้มา 3 สัปดาห์

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงสหรัฐฯ สามารถควบคุมเหตุไฟป่าขนาดใหญ่ที่นครลอสแอนเจลิสได้ทั้งหมดแล้ว หลังจากไฟลุกไหม้มานาน 3 สัปดาห์ จนมีผู้เสียชีวิตถึง 30 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงรัฐแคลิฟอร์เนีย ประกาศในวันเสาร์ที่ 1 ก.พ. 2568 ว่า พวกเขาสามารถควบคุม “ไฟป่าแพลลิเซส” และ “ไฟป่าอีตัน” ซึ่งเป็นไฟป่าขนาดใหญ่ 2 แห่งสุดท้ายที่เผาผลาญพื้นที่มากกว่า 150 ตร.กม. และบ้านเรือนนับหมื่นหลังรอบนครลอสแอนเจลิสได้โดยสมบูรณ์แล้ว

ไฟป่าทั้ง 2 แห่งเริ่มลุกไหม้เมื่อวันที่ 7 ม.ค. และลุกลามจนกลายเป็นเหตุไฟป่าที่สร้างความเสียหายมากที่สุดอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ของลอสแอนเจลิส โดยที่จนถึงตอนนี้เจ้าหน้าที่ยังคงกำลังสืบสวนว่า อะไรเป็นสาเหตุทำให้เกิดไฟป่าทั้ง 2 แห่ง

ไฟป่าแพลลิเซสกับไฟป่าอีตันทำลายสิ่งปลูกสร้างนับหมื่นหลังตลอดช่วงกว่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งในย่านแปซิฟิก แพลลิเซส ใกล้นครลอสแอนเจลิสกับเมืองมาลิบู และชุมชนอัลตาดีนา ส่งผลให้ชาวบ้านหลายพันคนต้องอพยพออกจากพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ทางการรัฐแคลิฟอร์เนีย ยกเลิกคำสั่งอพยพไปแล้วก่อนหน้านี้

บริษัทอุตุนิยมวิทยาเอกชน AccuWeather ประเมินว่า ความเสียหายและความสูญเสียทางเศรษฐกิจทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากเหตุไฟป่าครั้งใหญ่นี้มีมูลค่าระหว่าง 2.5 แสนล้าน ถึง 2.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

ด้านนาย จิม แมกดอนเนลล์ หัวหน้าตำรวจนครลอสแอนเจลิส ให้คำมั่นว่า จะมีตำรวจอยู่ในพื้นที่เพิ่มขึ้นอีก 10 เท่า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดไฟป่าแบบนี้ขึ้นอีก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ช็อก จิงโจ้สูง 2 ม. หนัก 100 กก. ทำร้ายชายออสเตรเลียเจ็บหนักเกือบตาย

ช็อก จิงโจ้สูง 2 ม. หนัก 100 กก. ทำร้ายชายออสเตรเลียเจ็บหนักเกือบตาย

2 ก.พ. 2568 02:47 น.

ช็อก จิงโจ้สูง 2 ม. หนัก 100 กก. ทำร้ายชายออสเตรเลียเจ็บหนักเกือบตาย

จิงโจ้สูง 2 ม. หนักร่วม 100 กก. ทำร้ายชายวัยกลางคนในออสเตรเลียจนได้รับบาดเจ็บหนักและเกือบเสียชีวิต แต่ได้พลเมืองช่วยเอาไว้ทัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชายชาวรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย อายุในช่วง 50 ปี ถูกจิงโจ้ขนาดยักษ์ทำร้ายขณะเดินไปที่รถของตัวเอง เมื่อวันพุธที่ 29 ม.ค. 2568 ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บรุนแรงที่สะโพก และมีบาดแผลบริเวณแขนทั้ง 2 ข้างและที่หน้าอก

นาย ริค อันเดอร์ฮิลล์ จากสำนักงานดับเพลิงเมืองวิลโลว์ เปิดเผยว่า ชายคนนี้เจอจิงโจ้ 2 ตัว เป็นเพศเมียกับเพศผู้ โดยตัวเมียหนีไปก่อน จากนั้นจิงโจ้อีกตัวก็หันกลับมาทำร้ายชายคนนี้ ซึ่งเขาอาจเสียเลือดจนตายไปแล้ว หากไม่ได้เพื่อนบ้านเข้ามาช่วยเหลือจากสถานการณ์สงบแล้ว

ชายคนนี้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเอเมอรัลด์ ก่อนที่ต่อมาเขาจะถูกส่งตัวทางอากาศไปยังโรงพยาบาลร็อกแฮมป์ตัน ที่เขากำลังรักษาตัวอยู่ในตอนนี้ และมีอาการทรงตัว

ทั้งนี้ เหตุจิงโจ้ทำร้ายคนนั้นเกิดขึ้นได้ยาก แต่มันอาจเกิดขึ้นได้ในกรณีที่สัตว์รู้สึกถูกคุกคาม แต่นายอันเดอร์ฮิลล์ยืนยันว่า จิงโจ้ตัวนี้ไม่ได้ถูกยั่วยุเลย และเขาไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

ดีอาร์คองโกปะทะกบฏ M23 ไม่ถึงสัปดาห์ ดับแล้ว 700 ศพ เจ็บนับพันคน

ดีอาร์คองโกปะทะกบฏ M23 ไม่ถึงสัปดาห์ ดับแล้ว 700 ศพ เจ็บนับพันคน

2 ก.พ. 2568 01:49 น.

ดีอาร์คองโกปะทะกบฏ M23 ไม่ถึงสัปดาห์ ดับแล้ว 700 ศพ เจ็บนับพันคน

การปะทะกันระหว่างกองทัพของรัฐบาลดีอาร์คองโก กับกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มกบฏ M23 ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายร้อยศพ และบาดเจ็บอีกหลายพันคน

องค์การสหประชาชาติเปิดเผยในวันศุกร์ที่ 31 ม.ค. 2568 ว่า เหตุปะทะกันระหว่างทหารของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) กับกลุ่มกบฏ M23 ในจังหวัดคิวูเหนือ ทางตะวันออกของประเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 700 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 2,800 ราย

ตามการเปิดเผยของนาย สเตฟาน ดูฌาริก โฆษกองค์การสหประชาชาติ ตัวเลขผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าวมาจากการประเมินขององค์การอนามัยโลกกับหุ้นส่วน และรัฐบาลดีอาร์คองโก โดยนับตั้งแต่วันที่ 26 ม.ค. ถึง 30 ม.ค.ที่ผ่านมา พร้อมเตือนว่า จำนวนผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้นอีก

นายดูฌาริกบอกอีกว่า กบฏ M23 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรวันดา ยึดเมืองโกมา ซึ่งเป็นเมืองเอกของจังหวัดคิวูเหนือได้แล้ว และขณะนี้กำลังมุ่งลงใต้ไปยังเมืองบูคาวู เมืองเอกของจังหวัดคิวูใต้

ทั้งนี้ ความขัดแย้งและความรุนแรงในภาคตะวันออกของดีอาร์คองโกเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงยุค 90 แล้ว แต่สถานการณ์ปะทุขึ้นอีกครั้งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยกลุ่ม M23 ประกาศเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า พวกเขาจะไม่หยุดโจมตีจนกว่าจะรุกไปถึงเมืองหลวง กรุงคินชาซา ที่อยู่ห่างออกไปถึง 2,600 กม.

กบฏ M23 ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ชาว “ทุตซี” (Tutsi) อ้างว่าพวกเขากำลังต่อสู้เพื่อสิทธิ์ของชนกลุ่มน้อย ขณะที่รัฐบาลดีอาร์คองโกระบุว่า กลุ่มกบฏที่ได้รับการสนับสนุนจากรวันดากลุ่มนี้ กำลังหาทางยึดการควบคุมพื้นที่ทางตะวันออกของประเทศ ซึ่งอุดมไปด้วยทรัพยากรแร่ธาตุ

กองทัพของดีอาร์คองโกพยายามหยุดการรุกคืบของกลุ่ม M23 ด้วยการตั้งแนวป้องกันบนถนนระหว่างเมืองโกมากับเมืองบูคาวู ขณะที่มีพลเรือนหลายร้อยคนอาสาสมัครเป็นกองกำลังป้องกันเมืองบูคาวูด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฮามาสปล่อยตัวประกันชาย 3 คนแล้ว แลกนักโทษปาเลสไตน์ 183 คน

ฮามาสปล่อยตัวประกันชาย 3 คนแล้ว แลกนักโทษปาเลสไตน์ 183 คน

1 ก.พ. 2568 23:37 น.

ฮามาสปล่อยตัวประกันชาย 3 คนแล้ว แลกนักโทษปาเลสไตน์ 183 คน

ฮามาสปล่อยตัวประกันชายชาวอิสราเอล 3 คนแล้วในวันเสาร์ แลกกับนักโทษชาวปาเลสไตน์ 183 คน ตามข้อตกลงหยุดยิง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายยาร์เดน บีบาส อายุ 34 ปี, นายโอเฟอร์ คาลเดอรอน อายุ 53 ปี และนายคีธ ซีเกล อายุ 65 ปี ชายชาวอิสราเอล 3 คนที่ถูกกลุ่มฮามาสจับเป็นตัวประกัน ได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระแล้ว ในวันเสาร์ที่ 1 ก.พ. 2568 ตามข้อตกลงหยุดยิงที่กลุ่มฮามาสทำไว้กับอิสราเอล

ตัวประกันทั้ง 3 คนถูกส่งตัวให้กับเจ้าหน้าที่ของสภากาชาดสากล ซึ่งพาพวกเขาเดินทางกลับอิสราเอล ในขณะที่รัฐบาลยิวก็ดำเนินการปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์จำนวน 183 คนเป็นการแลกเปลี่ยน โดยพวกเขาถูกนำตัวขึ้นรถบัสแล้วส่งตัวเข้าสู่ฉนวนกาซาและเขตเวสต์แบงก์แล้ว

โอเฟอร์ คาลเดอรอน ผู้ถือสัญชาติ ฝรั่งเศส-อิสราเอล
โอเฟอร์ คาลเดอรอน ผู้ถือสัญชาติ ฝรั่งเศส-อิสราเอล

ทั้งนี้ บรรยากาศการส่งตัวประกันในวันเสาร์นี้ค่อนข้างเป็นไปอย่างสงบ ต่างจากการส่งมอบตัวประกัน 7 คน รวมถึงคนไทย 5 คนเมื่อวันพฤหัสบดี ซึ่งเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ฝูงชนหลายพันคนเบียดเสียดกันมามุงดู จนเกิดความกังวลด้านความปลอดภัย และทำให้อิสราเอลเลื่อนการปล่อยนักโทษออกไปหลายชั่วโมง

ในวันเสาร์ นักรบติดอาวุธของกลุ่มฮามาสตั้งแถวกันผู้คนไม่ให้กรูกันเข้ามา ในขณะที่ตัวประกันซึ่งถูกประกบด้วยนักรบติดอาวุธสวมหน้ากากจะถูกนำตัวขึ้นเวทีในเมืองข่านยูนิส จากนั้นเจ้าหน้าที่จากสภากาชาดก็ลงนามยืนยันการปล่อยตัวนายคาลเดอรอน และนายบีบาส ส่วนนายซีเกลผู้ถือสัญชาติอเมริกันและอิสราเอล ถูกปล่อยตัวที่เมืองกาซา ซิตี้

คีธ ซีเกล ผู้ถือสัญชาติอเมริกัน-อิสราเอล ถูกปล่อยตัวที่ กาซา ซิตี้
คีธ ซีเกล ผู้ถือสัญชาติอเมริกัน-อิสราเอล ถูกปล่อยตัวที่ กาซา ซิตี้

ตัวประกันทั้ง 3 คน ได้กลับไปพบหน้าครอบครัวอีกครั้งแล้ว รวมถึงนายบีบาส ที่ได้พบกับพ่อแม่ แต่ชะตากรรมของชีรีและลูกชาย 2 คนของเขาคือ อาริเอล กับ คฟีร์ ที่ถูกลักพาตัวไปด้วยกันนั้นยังไม่แน่นอน

เนื่องจากฮามาสเคยอ้างว่า พวกเขาถูกสังหารในการโจมตีของอิสราเอลตั้งแต่ช่วงแรกของสงครามแล้ว แต่เมื่อเดือนมกราคม ฮามาสกลับใส่ชื่อของทั้ง 3 คนเอาไว้ในรายชื่อของตัวประกันที่พวกเขาจะส่งตัวคืนด้วย

ยาร์เดน บีบาส ชาวอิสราเอล ได้กลับไปพบบุคคลอันเป็นที่รักอีกครั้ง
ยาร์เดน บีบาส ชาวอิสราเอล ได้กลับไปพบบุคคลอันเป็นที่รักอีกครั้ง

อีกด้านหนึ่งที่เมืองรามัลเลาะห์ ในเขตเวสต์แบงก์ รถบัสขนนักโทษชาวปาเลสไตน์ที่ได้รับการปล่อยตัวเดินทางมาถึงโดยมีฝูงชนขนาดใหญ่รอต้อนรับ โดยพวกเขาต่างยินดีที่ได้รับการปล่อยตัวอีกครั้งหลังถูกจองจำนานหลายปี

“วันนี้เราได้เกิดใหม่อีกครั้ง เราลาจากสุสานคับแคบไปสู่โลกอันกว้างใหญ่” นายราสรัลเลาะห์ มูอัมมาร์ ผู้ได้รับอิสระอีกครั้งหลังจากถูกขังคุกมานาน 17 ปี กล่าว ขณะที่นายอาลี อัล-บาร์กูตี ผู้เคยต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต บอกกับรอยเตอร์สว่า “ผมรู้สึกยินดีแม้จะผ่านการเดินทางอันเจ็บปวดและยากลำบาก”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เศร้า ดับยกลำ 6 ศพ เครื่องบินเล็กขนผู้ป่วยตกใส่บ้านคนในฟิลาเดลเฟีย

เศร้า ดับยกลำ 6 ศพ เครื่องบินเล็กขนผู้ป่วยตกใส่บ้านคนในฟิลาเดลเฟีย

1 ก.พ. 2568 22:12 น.

เศร้า ดับยกลำ 6 ศพ เครื่องบินเล็กขนผู้ป่วยตกใส่บ้านคนในฟิลาเดลเฟีย

นายกเทศมนตรีฟิลาเดลเฟียยืนยัน เหตุเครื่องบินเล็กขนผู้ป่วยตกใส่บ้านคนเมื่อวันศุกร์ ไม่มีผู้รอดชีวิต รวมถึงเด็กหญิงที่เพิ่งรักษาตัวจนหายดี และกำลังจะกลับบ้าน

เมื่อวันเสาร์ที่ 1 ก.พ. 2568 สำนักงานของ น.ส.เชอเรลล์ พาร์กเกอร์ นายกเทศมนตรีเมืองฟิลาเดลเฟีย ในรัฐเพนซิลเวเนีย ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ผู้โดยสารและลูกเรือ 6 คนที่อยู่บนเครื่องบินขนาดเล็ก ซึ่งตกใส่บ้านคนในเมืองแห่งนี้เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา (31 ม.ค.) เสียชีวิตทั้งหมด

ผู้เสียชีวิตประกอบด้วย นักบิน, ผู้ช่วยนักบิน, หมอ, หน่วยกู้ชีพ กับแม่และลูกสาวคู่หนึ่ง

แถลงการณ์บอกอีกว่า “เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของฟิลาเดลเฟีย ใกล้ห้างสรรพสินค้า “รูสเวลต์ มอลล์” บนถนนคอตต์แมนและบัสเซิลตัน อเวนิว เมื่อเวลาประมาณ 18.10 น. วันศุกร์ที่ 31 ม.ค. 2568”

“เครื่องบินเอกชน ‘เลียร์เจ็ท 55’ สำหรับการขนส่งทางการแพทย์ ออกเดินทางจากสนามบินนอร์ทอีสต์ ฟิลาเดลเฟีย พร้อมกับผู้โดยสาร 2 คน เป็นแม่กับลูกสาว และลูกเรืออีก 4 คน ซึ่งทั้งหมดเสียชีวิตในการตกอันน่าเศร้าสลดนี้”

แถลงการณ์เสริมด้วยว่า บันทึกการบินแสดงให้เห็นว่า เครื่องบินลำนี้อยู่บนอากาศได้เพียง 1 นาทีเท่านั้นก่อนจะตกลงมา ผู้คนมากมายบนพื้น ทั้งในบริเวณลานจอดรถ, บนถนน, ในรถยนต์ และในบ้านหลายหลังในพื้นที่ ได้รับบาดเจ็บ โดยไม่ระบุจำนวนผู้บาดเจ็บที่แน่ชัด

ด้านนายเมล โบเวอร์ โฆษกของโรงพยาบาลเด็ก “ไชรเนอร์ส ชิลเดรน” (Shriners Children’s) ในฟิลาเดลเฟีย บอกกับ ซีบีเอส นิวส์ ว่า เด็กหญิงเคราะห์ร้ายมารับการรักษาที่โรงพยาบาลของพวกเขา ด้วยอาการเป็นอันตรายถึงชีวิต ซึ่งการรักษาเสร็จสิ้นแล้ว และเธอกำลังเดินทางกลับบ้านที่เมืองติฮัวนา ของเม็กซิโก แต่กลับเกิดเหตุขึ้นเสียก่อน

“มันยากมากจริงๆ เหล่าผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงในการดูแลเธอรู้ดีว่าเธอกำลังเดินทางกลับบ้าน และมีการอำลาเธอในวันนี้ด้วย” นายโบเวอร์กล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวญี่ปุ่นแบบนั่งรถไฟ แล้วเดินเท้าเที่ยว

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวญี่ปุ่นแบบนั่งรถไฟ แล้วเดินเท้าเที่ยว

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวญี่ปุ่นแบบนั่งรถไฟ แล้วเดินเท้าเที่ยว

วันอาทิตย์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 08.30 น.

คนไทยจำนวนไม่น้อยชอบไปเที่ยวญี่ปุ่น เพราะเห็นว่าญี่ปุ่นมีมนต์เสน่ห์น่าหลงใหล และที่สำคัญคือเวลาไปเที่ยวญี่ปุ่นในหน้าหนาวได้สวมเสื้อกันหนาวตัวเก๋ที่อุตส่าห์ซื้อไว้ตั้งนานแล้ว แต่ไม่สามารถหาที่สวมใส่ในเขตประเทศไทยได้ ยกเว้นต้องขึ้นไปอยู่บนดอยสูงเสียดฟ้าในเขตภาคเหนือในยามหน้าหนาว 

วันนี้ Mr.Flower มาชวนคุณไปเที่ยวญี่ปุ่นกันอีก แต่ก็ยังเน้นการเที่ยวแบบนั่งรถไฟ แล้วเดินเที่ยวเหมือนเช่นเคย โดยจะพาไปเที่ยวนอกกรุงโตเกียว โดยใช้เวลาเที่ยวประมาณ 4-5 วัน เช่น ไปทะเลสาบคาวากูจิโกะ เพื่อชมภูเขาไฟฟูจิยามา หนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของญี่ปุ่น แล้วไปศาลเจ้าโทคิวะ (ศาลเจ้าที่สร้างเพื่อระลึกถึงโชกุนตระกูลโตกุกาวะ) 

ก่อนอื่นต้องบอกว่าหากจะเที่ยวญี่ปุ่นกับ Mr.Flower ให้สนุกสนานนั้น คุณต้องชื่นชอบการเดิน และเดิน เพราะการท่องเที่ยวให้ได้สัมผัสกับความเป็นท้องถิ่นแท้จริงต้องสัมผัสด้วยการเดิน การเห็น การกิน และการได้นอนพักในย่านนั้น

อันที่จริงในทริปที่จะพาไปเที่ยวนั้น จะพาไปเที่ยวเมืองนิกโกะด้วย เหตุที่อยากพาไปเที่ยวเมืองนี้เพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวทั้งแบบธรรมชาติ คือป่าและน้ำตก และยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างด้วยมือของมนุษย์ เช่น ศาลเจ้าสำคัญๆ 

ไหนๆ ก็พูดถึงนิกโกะแล้ว ขออธิบายเพิ่มเติมนิดหน่อยนะครับ เมืองนี้อยู่บนเทือกเขาในจังหวัด Tochigi ห่างจากกรุงโตเกียวไปทางทิศเหนือประมาณ 140 กิโลเมตร เมืองนี้สวยทุกฤดู โดยเฉพาะหน้าร้อนและหน้าใบไม้ร่วง และที่สำคัญคือมีน้ำตก Kegon น้ำตกแสนสวยอยู่ในอุทยานนิกโกะ และยังมีทะเลสาบสวยๆหลายแห่ง เช่น Chuzenji และ Ryuzu แต่ทว่าช่วงที่ผมไปเที่ยวนั้นอยู่ในช่วงหน้าหนาว น้ำตกจึงกลายเป็นน้ำแข็ง แต่หากคุณไปเที่ยวช่วงฤดูใบไม้ร่วง คุณจะประทับใจกับใบไม้เปลี่ยนสีที่งดงามทั้งเทือกเขา

ขอบอกว่าหากไปเที่ยวย่านนี้ต้องเดิน เดิน และเดินเท่านั้น เพราะมิฉะนั้นจะไม่ได้สัมผัสความงามของธรรมชาติโดยแท้จริง และหากเราไปเที่ยวหน้าใบไม้เปลี่ยนสีแล้วละก็ จะบอกได้คำเดียวว่างามยิ่งกว่าภาพวาดของจิตรกรระดับโลก 

ส่วนทริปนี้ นอกจากเที่ยวป่าเขาชมน้ำตก(ที่กลายเป็นน้ำแข็ง) ก็ยังไปเที่ยววัดอีกด้วย วัดที่ไปในทริปนี้คือวัดนาริตะ เป็นวัดที่ใหญ่โตมาก มีโบราณสถานมากมาย อายุของวัดก็ยาวนานกว่าพันปี แล้ววันที่ไปเที่ยวชมนั้น ทางวัดกำลังมีพิธีบูชาไฟ ซึ่งมีผู้คนจำนวนมากมายมหาศาลไปร่วมพิธี แต่ที่สะดุดตามากคือเครื่องแต่งกายของพระสงฆ์ในลัทธิชินโต ที่นับว่างดงามมาก เพราะมีสีสันหลากหลาย แต่ก็คงไว้ด้วยความเข้มขลังชวนให้ศรัทธา

และทริปนี้ก็ปิดท้ายด้วยภาพสวยงามของฟูจิยามาในยามหน้าหนาว หลายคนบอกว่าไปเที่ยวฟูจิยามาหน้าใดก็ตาม ก็ยังคงความงามตลอดเวลา ไปหน้าหนาวก็สวยแบบหนึ่ง ไปเที่ยวหน้าร้อนก็สวยอีกแบบหนึ่ง ยิ่งไปเที่ยวหน้าร้อน ก็ยิ่งพบความสวยงามของดอกไม้รอบๆ ทะเลสาบคาวากูจิโกะ และทะเลสาบอีกสี่แห่งที่อยู่รอบล้อมฟูจิยามา แต่หากไปหน้าใบไม้ร่วงก็จะพบกับสีสันของใบไม้ที่เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นแดง เหลือง ส้ม งดงามมากจนเกินบรรยาย

เอาเป็นว่าหากคุณสนใจการเที่ยวญี่ปุ่นแบบเดิน เดิน และเดิน เพื่อให้ได้สัมผัสกับความงามของญี่ปุ่นในแง่มุมต่างๆ ที่นำเที่ยวโดย Mr.Flower ก็สามารถติดต่อได้ที่ 091-7233615 แล้วเราไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยกันครับ

คุยกัน7วันหน : DeepSeek AI สัญชาติจีนสะท้านโลก

คุยกัน7วันหน : DeepSeek AI สัญชาติจีนสะท้านโลก

คุยกัน7วันหน : DeepSeek AI สัญชาติจีนสะท้านโลก

วันอาทิตย์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.18 น.

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ชื่อของเหลียง เหวินเฟิง (Liang Wenfeng)กลายเป็นที่พูดถึงไปทั่ววงการเทคโนโลยีหลังจากที่บริษัทสตาร์ทอัพของเขาDeepSeek เปิดตัวโมเดล AI ตัวใหม่ที่ท้าชนยักษ์ใหญ่อย่าง OpenAI, Meta และ Google ด้วยต้นทุนเพียงเศษเสี้ยวของคู่แข่ง คือประมาณ6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 200ล้านบาท) ต่างจาก AI สัญชาติอเมริกันที่ต้องทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์ในการพัฒนาทำให้ DeepSeek ไม่ได้เป็นเพียงแค่สตาร์ทอัพหน้าใหม่ แต่ยังสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของจีนในเวที AI

DeepSeek พัฒนาขึ้นโดยบริษัทสตาร์ทอัพ ในหางโจว ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน ผู้ก่อตั้งและมีบทบาทหลักในการพัฒนา คือ เหลียง เหวินเฟิง ชายหนุ่มวัย 40 ปี อดีตเด็กบ้านนอกในมณฑลกวางตุ้งแต่เฉลียวฉลาดหัวดี สามารถสอบเข้าศึกษาต่อที่ มหาวิทยาลัยเจ้อเจียงซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาด้านเทคโนโลยีชั้นนำของจีน สาขาที่เขาเลือกเรียนคือวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และสารสนเทศ

หลังจากจบการศึกษา เหลียง เข้าสู่วงการการเงินและก่อตั้ง High-Flyer Quant กองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ใช้ AI และ Machine Learningในการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุน ด้วยแนวคิดใหม่ๆ และการใช้ AI ในตลาดทุน High-Flyer Quant กลายเป็นหนึ่งในกองทุนที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดของจีน

ไม่เพียงแค่ด้านการเงิน High-Flyer Quant ยังสร้าง ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ขนาดเท่าคอร์ตบาสเกตบอล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการคำนวณ นี่เป็นหนึ่งในสัญญาณที่ชัดเจนว่าเหลียงไม่ได้ต้องการเป็นแค่เทรดเดอร์ที่ฉลาดที่สุด แต่เขากำลังวางรากฐานสำหรับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น

เหลียง เหวินเฟิง ใช้ความรู้จากการศึกษาวิศวกรรมสารสนเทศและอิเล็กทรอนิกส์ จากมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง และระดมทุนสร้างคลังชิพรุ่น Nvidia A100 ไว้ราว 50,000 ชิ้นแต่เมื่อปัจจุบัน ชิพรุ่นนี้ถูกห้ามส่งออกไปยังประเทศจีนแล้ว เพราะความขัดแย้งกับสหรัฐฯ เขาจึงใช้เคล็ดลับพิเศษด้วยการจับคู่ชิพ Nvidia ที่มีอยู่ 50,000 นั้นกับชิพที่ราคาถูกกว่าและพลังการประมวลผลน้อยกว่า แต่ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจยิ่ง

เหลียงตัดสินใจก่อตั้ง DeepSeek ในปี 2556 โดยมีเป้าหมายชัดเจนว่า จีนไม่ควรเป็นแค่ผู้ตามด้าน AI แต่ต้องเป็นผู้นำ DeepSeek ไม่เหมือนกับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของจีน เช่น ByteDance หรือ Alibaba ที่ได้รับแรงหนุนจากรัฐบาลหรือเงินทุนมหาศาล เหลียงเริ่มต้นจากทีมเล็กๆ ที่มีนักวิจัยและวิศวกรเพียง 140 คนและเขายืนยันว่าจะรับแต่บุคลากรจากมหาวิทยาลัยในจีนเท่านั้น เขากล่าวไว้ว่า 50 อันดับแรกของอัจฉริยะด้าน AI อาจไม่ได้อยู่ในจีนแต่เราอาจสร้างพวกเขาขึ้นมาเองได้

DeepSeek R1 ซึ่งเป็นโมเดลAI ล่าสุดของบริษัท เปิดตัวเมื่อวันที่20 มกราคมที่ผ่านมา และกลายเป็นกระแสไปทั่วโลกในชั่วข้ามคืน เพราะสามารถแข่งขันกับ GPT-4 ของ OpenAI หรือ Gemini ของ Googleความสำเร็จของ DeepSeekสั่นสะเทือนวงการ AI ของสหรัฐฯ ทันที เพราะตกตะลึงที่จีนพัฒนา DeepSeek ได้ด้วยเงินทุนเพียงเศษเสี้ยวของสหรัฐฯ จนหลายฝ่ายสงสัยว่า แล้วสหรัฐฯ จะแข่งขันปัจจัยต้นทุนได้อย่างไร ทำไมจึงต้องสิ้นเปลืองเงินทุนและทรัพยากรขนาดนั้น และที่สำคัญ สหรัฐฯ จะสูญเสียความเป็นผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์ให้กับจีนแล้วหรือไม่

คำถามและความไม่แน่นอนเหล่านี้ ส่งผลทำให้เกิดสภาพตลาดทุนในวันที่ 27 มกราคม ดัชนี NASDAQ ซึ่งเป็นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของวอลล์สตรีท ร่วงลงมากกว่า 3% มีการเทขายหุ้นผู้ผลิตชิพและศูนย์ข้อมูลทั่วโลก ราคาหุ้นของNvidia บริษัทสัญชาติอเมริกันที่ผลิตชิพทรงพลังที่สามารถประมวลผล AI ได้ ร่วงลง 17% ภายในเวลาเพียงวันเดียว สูญเสียมูลค่าตลาดไปเกือบ 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 20 ล้านล้านบาท) เป็นการลดต่ำมากที่สุดในวันเดียวในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ จากที่เพิ่มขึ้นเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก ที่วัดจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด Nvidia ร่วงลงมาอยู่อันดับที่ 3รองจาก Apple และ Microsoft

ความสำเร็จของ DeepSeek ยังส่งแรงกระเพื่อมไปถึงระดับการเมืองของสหรัฐฯ มาร์ก อันเดรสเซนนักลงทุนด้านเทคโนโลยีชื่อดัง ถึงกับขนานนามว่านี่คือ SputnikMoment หรือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ปลุกให้สหรัฐฯ ตระหนักถึงการแข่งขันทางเทคโนโลยี เช่นเดียวกับช่วงที่อดีตสหภาพโซเวียต ส่งดาวเทียมสปุตนิค-1 (Sputnik -1) ขึ้นสู่วงโคจรโลกในปี 2500

ขณะที่ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ออกมาแสดงความเห็นว่า ความก้าวหน้าของ DeepSeek เป็น เสียงปลุกให้สหรัฐฯ ตื่นตัว ในการแข่งขันด้าน AI กับจีน

ปัจจุบัน AI ถือเป็นสมรภูมิสำคัญระหว่าง 2 ชาติมหาอำนาจโดยรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ดำเนินมาตรการจำกัดการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์และชิพประสิทธิภาพสูงไปยังจีนเพื่อชะลอการพัฒนา AI ของประเทศคู่แข่ง อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางรายชี้ว่า ข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนการพัฒนาของ DeepSeek อาจต้องได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติม ขณะเดียวกัน ยังต้องจับตามองว่า AI ของ DeepSeek ซึ่งดำเนินงานภายใต้กฎเกณฑ์ด้านการควบคุมข้อมูลของรัฐบาลจีน จะสามารถแข่งขันในระดับสากลได้หรือไม่

นักวิเคราะห์บางคนมองว่า ความสำเร็จของ DeepSeek อาจถูกจำกัดโดยนโยบายของรัฐบาลจีน เนื่องจากโมเดล AI ของบริษัทต้องดำเนินงานภายใต้การควบคุมข้อมูลที่เข้มงวด ซึ่งหมายความว่าอาจมีข้อจำกัดในการใช้งานเมื่อเทียบกับ OpenAI หรือ Meta ที่มีเสรีภาพในการพัฒนาโมเดลมากกว่า

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แน่นอนคือ DeepSeek และ เหลียงเหวินเฟิง ได้เปลี่ยนบทสนทนาเกี่ยวกับ AI ในระดับโลกไปแล้ว ไม่ว่าอนาคตของ DeepSeek จะเป็นอย่างไรก็ตาม

โดย ดาโน โทนาลี

โซไซตี้ : มูลนิธิลูซี เปิดหอศิลป์กลางเกาะสมุย เพื่อผลงานคนไทยดังไกลระดับโลก

โซไซตี้ : มูลนิธิลูซี เปิดหอศิลป์กลางเกาะสมุย  เพื่อผลงานคนไทยดังไกลระดับโลก

โซไซตี้ : มูลนิธิลูซี เปิดหอศิลป์กลางเกาะสมุย เพื่อผลงานคนไทยดังไกลระดับโลก

วันอาทิตย์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เปิดศูนย์อย่างเป็นทางการ

ฮอสเซน ฟาร์มานี่ และ แอปเปิ้ลฟาร์มานี่ สองผู้นำแห่งวงการภาพถ่าย งานศิลปะและการออกแบบ ผู้ก่อตั้ง บริษัทฟาร์มานี กรุ๊ป เปิดสมุยอาร์ตเซ็นเตอร์และเฮาส์ออฟลูซี สมุย โดยมีไฮไลท์เป็นงานแสดงของ 2 ช่างภาพศิลปินระดับโลก สตีฟ แมคเคอรี และ เจมส์ นาคท์เวย์ร่วมด้วย กิติก้อง ติลกวัฒโนทัย ศิลปินชาวไทยที่มีชื่อเสียงในการสร้างสรรค์งานศิลปะร่วมสมัย พร้อมแขกผู้มีเกียรติร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง ณ House of Lucie & Samui Art Center เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2568

มูลนิธิลูซี ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ.2003มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนช่างภาพที่มีความสามารถให้มีสถานที่โชว์ผลงานได้อย่างเต็มที่ โดยไม่แสวงหาผลกำไร ทั้งนี้ในทุกๆ ปี ทางมูลนิธิฯได้จัดมอบรางวัลสำหรับช่างภาพและผลงานที่ยอดเยี่ยม คือ รางวัลลูซี (LucieAwards) ซึ่งเป็นรางวัลที่จัดขึ้นเพื่อยกย่องช่างภาพระดับปรมาจารย์และผลงานชิ้นเอก สำหรับผู้ได้รับรางวัลจะมาจากการคัดเลือก โดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านภาพถ่าย และที่ปรึกษา ส่วน เฮาส์ ออฟ ลูซี เปรียบเสมือนบ้านของมูลนิธิฯ เพื่อให้เป็นพื้นที่สำหรับจัดแสดงภาพถ่ายร่วมสมัยผลงานภาพถ่ายจากช่างภาพที่ได้รับรางวัลลูซี ตลอดจนผลงานของช่างภาพทั้งในท้องถิ่น และจากทั่วทุกมุมโลก อีกทั้งยังมุ่งสร้างเครือข่ายศูนย์กลางชุมชน แกลเลอรี่และพิพิธภัณฑ์ระดับโลก โดยนำการถ่ายภาพและการเล่าเรื่องด้วยภาพไปสู่ผู้ชมทั่วโลก และเน้นเปิดให้บริการในพื้นที่ที่ยังไม่มีศูนย์แสดงงานศิลปะมากนักเพื่อให้คนในชุมชนมีโอกาส และสามารถเข้าถึงงานศิลปะได้ง่ายยิ่งขี้น รวมถึงการช่วยสร้างความเชื่อมโยงระหว่างการถ่ายภาพกับชุมชนในท้องถิ่น ตลอดจนความเชื่อมโยงระหว่างศิลปะ วัฒนธรรม ผ่านการเล่าเรื่องด้วยภาพ นอกจากนี้ ยังมีการจัดนิทรรศการการบรรยาย เวิร์กช็อปและงานอีเว้นท์ต่างๆอีกมากมายเพื่อให้คนในชุมชนหรือบุคคลที่สนใจสามารถเข้ามาสัมผัสประสบการณ์ดีๆจากช่างภาพระดับมืออาชีพที่เคยได้รับรางวัลลูซีมาแล้วอีกด้วย

ฮอสเซน ฟาร์มานี่ กล่าวว่า “เป้าหมายของเรากับ เฮาส์ ออฟ ลูซี คือทำให้การถ่ายภาพเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่าย และสร้างพื้นที่ให้กับผู้คนได้มาสัมผัสพลังของการเล่าเรื่องด้วยภาพ” และ “เราต้องการสร้างแรงบันดาลใจเพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ รวมไปถึงเกิดการเชิดชูเกียรติผู้ที่มีความสามารถเพื่อสะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านการถ่ายภาพ”

ฮอสเซน ฟาร์มานี่-แอปเปิ้ล ฟาร์มานี่

ในส่วนของศูนย์ศิลปะ สมุยอาร์ตเซ็นเตอร์เป็นแลนด์มาร์คทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ของเกาะสมุย สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นศูนย์ศิลปะสถานที่นำเสนอผลงานของศิลปินทั้งไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะการนำผลงานศิลปินระดับโลกมาแสดงในประเทศไทย

ด้าน แอปเปิ้ล ฟาร์มานี่ กล่าวเพิ่มเติมว่า “มูลนิธิลูซีของเราเป็นมูลนิธิระดับโลกที่ไปมอบรางวัลให้กับช่างภาพมาแล้วมากมาย ส่วน เฮาส์ ออฟ ลูซี ก็สร้างมาแล้ว 7 แห่งได้แก่ กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ, กรุงบูดาเปสต์ประเทศฮังการี, เมืองคาซาน ประเทศอิหร่าน, เมืองโฮสทูนี่ ประเทศอิตาลี, นอร์เวย์, ฝรั่งเศส และประเทศไทย ซึ่งเรายังไม่เคยสร้าง อาร์ตเซ็นเตอร์เลย ครั้งนี้ถือสมุยอาร์ตเซ็นเตอร์เป็นแห่งแรกของดิฉันและคุณฮอสเซน”

สมุยอาร์ตเซ็นเตอร์ ได้เตรียมจัดกิจกรรมต่างๆ มากมาย ให้แก่ผู้ที่สนใจงานศิลปะ อาทิ นิทรรศการ เวิร์กช็อป การบรรยาย และการเปิดคลาสต่างๆ เช่น วิชาการถ่ายภาพ การวาดการปั้น เซรามิก และการทำเครื่องประดับ เป็นต้น ซึ่งจะสอนโดยเหล่าศิลปินผู้มีชื่อเสียงและมีความเชี่ยวชาญทางด้านนั้นๆ โดยตรง มุ่งเน้นให้ผู้เข้าเรียนได้พัฒนาทักษะทางศิลปะ และก่อให้เกิดแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งาน ศูนย์ศิลปะแห่งนี้ มีความตั้งใจจะเป็นแหล่งรวมเหล่าผู้ที่รักงานศิลปะ และครีเอเตอร์ด้านต่างๆ เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ของเกาะสมุยให้เป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมและงานศิลปะในทุกรูปแบบ สำหรับบุคคลทั่วไปสามารถเข้ารับชมนิทรรศการภาพถ่ายของสตีฟ แมคเคอรี และเจมส์ นาคท์เวย์ ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 25 เมษายน 2568 เป็นต้นไป โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ได้ณ สมุยอาร์ตเซ็นเตอร์ และเฮาส์ออฟลูซีสมุย ทุกวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา13.00-18.00 น. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่095-4789987 และ Facebook : https://www.facebook.com/share/r/12DDCtGyzFM/?mibextid=WC7FNe, Instagram : https://www.instagram.com/houseoflucie.samui?igsh=OXl4emhibjhxeHJ1

สตีฟ แมคเคอรี

สตีฟ แมคเคอรี

เจมส์ นาคท์เวย์

เจมส์ นาคท์เวย์

กิติก้อง ติลกวัฒโนทัย

กิติก้อง ติลกวัฒโนทัย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ชุมชนยลวิถี’ภูมิท้องถิ่นต้นแบบเที่ยววิถีไทย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ชุมชนยลวิถี’ภูมิท้องถิ่นต้นแบบเที่ยววิถีไทย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ชุมชนยลวิถี’ภูมิท้องถิ่นต้นแบบเที่ยววิถีไทย

วันอาทิตย์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ชุมชนวัดพระธาตุแช่แห้ง

การส่งเสริมให้ชุมชนทั่วประเทศ ได้ค้นหาต้นทุนและสร้างผลิตภัณฑ์ของตน แม้ว่าจะผ่านกระบวนการสร้างชุมชนมาหลายโครงการและหลายหน่วยงาน เช่น ลานบ้านลานเมือง ชุมชนคุณธรรม ถนนคนดิน หมู่บ้านพัฒนา เป็นต้น ก็ไม่น่าสนใจเท่า “ชุมชนยลวิถี” ดังนั้น พิธียกย่องให้เป็นสุดยอดชุมชนต้นแบบชุมชนนั้น นางสาวสุดาวรรณหวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม จึงเป็นประธานพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติ 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี”ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๘ โดยมี นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม วัฒนธรรมจังหวัด ผู้นำชุมชน ร่วมพีธี ณ อาคารอเนกประสงค์ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย สุดยอดชุมชนต้นแบบเที่ยว “ชุมชนยลวิถี” นี้เป็นโครงการขับเคลื่อนด้านการท่องเที่ยว “เศรษฐกิจวัฒนธรรม เพื่อการพัฒนาชุมชน สังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน” โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานราก ด้วยการนำมิติทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์ชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่นรวมถึงต้นทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ในพื้นที่ทั่วประเทศมาสืบสาน รักษา และต่อยอด ยกระดับผลิตภัณฑ์พื้นบ้านมาเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมไทยให้เป็นเป้าหมายสําคัญในการขับเคลื่อนเมืองท้องถิ่น ชุมชนสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติอย่างแท้จริง สุดยอดชุมชนต้นแบบ “ชุมชนยลวิถี” นี้เริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2564โดยกระทรวงวัฒนธรรมได้ดำเนินการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ในชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง การดำเนินโครงการคัดเลือก 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ซึ่งได้คัดเลือกชุมชนต้นแบบระดับจังหวัดที่มีศักยภาพความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกมิติ ปีละ 10 ชุมชน พร้อมยกย่องเชิดชูเกียรติและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

ชุมชนบ้านทะเลน้อย

โดยนับถึงปัจจุบัน ได้คัดสุดยอดชุมชนต้นแบบ“เที่ยวชุมชน ยลวิถี” แล้ว 40 ชุมชนจากทั่วประเทศ เมื่อครั้ง ดร.ยุพาทวีวัฒนะกิจบวร อดีตปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งปัจจุบันเป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี  สำหรับปีนี้สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปี 2567 ที่เข้ารับรางวัลในครั้งนี้ ประกอบด้วย 1.ชุมชนบ้านชากแง้ว ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี 2.ชุมชนวัดห้วยปลากั้ง ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย 3.ชุมชนวัดศรีสุพรรณ ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 4.ชุมชนวัดพระธาตุแช่แห้ง(บ้านหนองเต่า) ตำบลม่วงตึ๊ด อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน 5.ชุมชนหัวบ้าน (ถนนสู้ศึก) ตำบลประจวบคีรีขันธ์ อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 6.ชุมชนบ้านทะเลน้อย ตำบลพนางตุง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง 7.ชุมชนบ้านถ้ำรงค์ ตำบลถ้ำรงค์ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี 8.ชุมชนวัดศรีคุนเมือง (เชียงคาน) ตำบลเชียงคาน อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย 9.ชุมชนวัดไพรพัฒนา ตำบลไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ และ 10.ชุมชนเขมราษฎร์ธานีตำบลเขมราฐ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี

ชุมชนตลาดชากแง้ว

ชุมชนที่ได้รับการคัดเลือกในครั้งนี้ได้ดำเนินกิจกรรมต่างๆ ภายในชุมชนสนองตามนโยบายรัฐบาลและสอดคล้องกับ “4 นโยบาย- 3 แนวทาง-2 รูปแบบ-1 เป้าหมาย” ของกระทรวงวัฒนธรรมในการนำต้นทุนทางวัฒนธรรมนั้นมาสร้างมูลค่า เศรษฐกิจชุมชนเติบโตขึ้นอย่างยั่งยืน รวมถึงยังเป็นชุมชนที่พร้อมจะเสริมพลังสร้างสรรค์ให้ “คน” ในชุมชนของตัวเอง ร่วมมือกันผลักดันและยกระดับแหล่งเรียนรู้ภายในชุมชน ด้วยการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมและเพิ่มเติมสิ่งใหม่ๆ จนเกิดการสร้างงานสร้างอาชีพ สร้างรายได้ เกิดเศรษฐกิจด้านวัฒนธรรมที่ดี ทุกชุมชนต้นแบบนั้นล้วนเป็นชุมชนที่มีความหลากหลายในวิถีไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นควรจะเป็นที่รู้จักในประเทศและนานาชาติ เพื่อนำไปสู่การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ดึงความสนใจใคร่เที่ยวจากนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติที่มองอัตลักษณ์ชุมชนไทย จนมีการตื่นตัวในการเที่ยว เมือง ท้องถิ่น และชุมชนกันมากขึ้น

ชุมชนวัดพระธาตุแช่แห้ง

ชุมชนวัดพระธาตุแช่แห้ง

ชุมชนวัดพระธาตุแช่แห้ง

ชุมชนวัดพระธาตุแช่แห้ง

พิธีมอบรางวัลสุดยอดชุมชนต้นแบบ

พิธีมอบรางวัลสุดยอดชุมชนต้นแบบ

ชุมชนหัวบ้าน

ชุมชนหัวบ้าน

ชุมชนหัวบ้าน

ชุมชนหัวบ้าน

ชุมชนวัดห้วยปลากั้ง

ชุมชนวัดห้วยปลากั้ง

ชุมชนวัดศรีสุพรรณ

ชุมชนวัดศรีสุพรรณ

ชุมชนวัดศรีสุพรรณ

ชุมชนวัดศรีสุพรรณ

ชุมชนวัดศรีคุนเมือง

ชุมชนวัดศรีคุนเมือง

ชุมชนวัดศรีคุนเมือง

ชุมชนวัดศรีคุนเมือง

ชุมชนวัดไพรพัฒนา

ชุมชนวัดไพรพัฒนา