ฮือฮา อียิปต์พบสุสานฟาโรห์แห่งใหม่ในรอบ 100 ปี นับตั้งแต่คิงตุตันคามุน

ฮือฮา อียิปต์พบสุสานฟาโรห์แห่งใหม่ในรอบ 100 ปี นับตั้งแต่คิงตุตันคามุน

20 ก.พ. 2568 04:16 น.

ฮือฮา อียิปต์พบสุสานฟาโรห์แห่งใหม่ในรอบ 100 ปี นับตั้งแต่คิงตุตันคามุน

ทีมนักโบราณคดีของอียิปต์และอังกฤษขุดพบสุสานฟาโรห์แห่งใหม่ครั้งแรกในรอบกว่า 100 ปี โดยเชื่อว่าเป็นของฟาโรห์ทุตโมสที่ 2 ที่ก่อนหน้านี้ยังหาสุสานไม่พบ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ 18 ก.พ. 2568 เจ้าหน้าที่ของประเทศอียิปต์เปิดเผยเรื่องการค้นพบสุสานของฟาโรห์ “ทุตโมสที่ 2” กษัตริย์องค์ที่ 2 แห่งราชวงศ์ที่ 18 ของอียิปต์โบราณซึ่งปกครองอียิปต์ยาวนานกว่า 2 ศตวรรษตั้งแต่ 1550 ปีก่อนคริสตกาลจนถึง 1292 ปีก่อนคริสตกาล

สุสานของฟาโรห์ทุตโมสที่ 2 ยังถือเป็นสุสานฟาโรห์อียิปต์แห่งแรกที่ถูกค้นพบในรอบกว่า 100 ปี นับตั้งแต่ที่พำนักสุดท้ายของกษัตริย์ตุตันคามุนถูกพบในปี พ.ศ. 2465

ทั้งนี้ ทีมนักโบราณคดีอียิปต์และสหราชอาณาจักรขุดพบสุสานของฟาโรห์ทุตโมสที่ 2 ที่สุสานหมายเลข C4 ในพื้นที่หุบเขาสุสานแห่งธีบส์ (Valleys of the Theban Necropolis) ทางตะวันตกของเมืองลักซอร์ กับโบราณสถานชื่อดังอย่าง “หุบเขากษัตริย์”

ทีมนักโบราณคดีกับกระทรวงการท่องเที่ยวและโบราณวัตถุสถานของอียิปต์ระบุว่า หลักฐานต่างๆ ที่ถูกพบบ่งชี้ว่า นี่คือสุสานของฟาโรห์ทุตโมสที่ 2 โดยทางเข้ากับเส้นทางเดินหลักเข้าสู่สุสานถูกพบตั้งแต่ปี 2565 แล้ว และทีมงานก็ดำเนินการขุดค้นภายในอย่างต่อเนื่องนับแต่นั้น

ฮือฮา อียิปต์พบสุสานฟาโรห์แห่งใหม่ในรอบ 100 ปี นับตั้งแต่คิงตุตันคามุน

ดร.โมฮาเหม็ด อิสมาอิล คาลีด เลขาธิการใหญ่สภาโบราณวัตถุสถานสูงสุดของอียิปต์ ระบุว่า ตอนที่ทีมงานพบทางเข้าสุสานกับเส้นทางเดินหลักเป็นครั้งแรกเมื่อเกือบ 3 ปีก่อน ทีมงานเชื่อว่านี่เป็นสุสานของหนึ่งในพระชายาของฟาโรห์ เพราะมันอยู่ใกล้กับสุสานของพระชายาของฟาโรห์ทุตโมสที่ 3

นอกจากนั้น สุสาน C4 ยังอยู่ใกล้กับสุสานของราชินีแฮตเชปซุต ซึ่งถูกเตรียมไว้ให้พระองค์ในฐานะพระชายาของฟาโรห์ ก่อนที่พระองค์จะกลายเป็นฟาโรห์องค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์ที่ 18 ของอียิปต์โบราณ และได้รับการฝังพระศพที่หุบเขาแห่งกษัตริย์แทน

เมื่อการขุดค้นดำเนินต่อไป ทีมงานก็พบว่าสุสานอยู่ในสภาพแย่มาก แต่ยังมีกำแพงบางส่วนที่ยังหลงเหลือข้อความจารึกสีน้ำเงินและรูปดาวสีเหลือง ซึ่งเป็นสิ่งที่พบในสุสานของฟาโรห์เท่านั้น ขณะที่ภาชนะหินปูนภายในสุสานมีสลักพระนามของฟาโรห์ทุตโมสที่ 2 เอาไว้โดยระบุว่าเป็น “ราชาผู้วายชนม์” กับชื่อของพระชายาคือ “แฮตเชปซุต” พวกเขาจึงเชื่อว่า นี่คือสุสานของกษัตริย์พระองค์นี้

ดร.คาลีดกล่าวว่า นี่เป็นหนึ่งในการค้นพบทางโบราณคดีครั้งสำคัญที่สุดในรอบหลายปี และหลักฐานต่างๆ ที่พบก็มีความสำคัญในการเพิ่มความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และการปกครองของฟาโรห์ทุตโมสที่ 2

ทั้งนี้ มัมมี่ของฟาโรห์ทุตโมสที่ 2 ถูกพบตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 19 แล้ว ณ พื้นที่ขุดค้นที่เรียกว่าสุสาน “เดียร์ เอล-บาฮารี” (Deir el-Bahari Cachette) ซึ่งอยู่ที่ไม่ไกลจากสุสาน C4 โดยเชื่อกันว่าพระศพของพระองค์ถูกย้ายไปที่นั่นเมื่อหลายร้อยปีก่อน หลังจากสุสานของพระองค์ถูกบุกรุกโดยโจรปล้นสุสาน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cbsnews

คุก 10 ปีหนุ่มญี่ปุ่น ปาระเบิดท่อใส่อดีตนายกรัฐมนตรี ฟุมิโอะ คิชิดะ

คุก 10 ปีหนุ่มญี่ปุ่น ปาระเบิดท่อใส่อดีตนายกรัฐมนตรี ฟุมิโอะ คิชิดะ

20 ก.พ. 2568 01:21 น.

คุก 10 ปีหนุ่มญี่ปุ่น ปาระเบิดท่อใส่อดีตนายกรัฐมนตรี ฟุมิโอะ คิชิดะ

หนุ่มญี่ปุ่นผู้ก่อเหตุปาระเบิดท่อใส่นายฟุมิโอะ คิชิดะ อดีตนายกรัฐมนตรีเมื่อ 2 ปีก่อน ถูกศาลพิพากษาจำคุก 10 ปี ข้อหาพยายามฆ่า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ศาลในประเทศญี่ปุ่นพิพากษาจำคุกนาย ริวจิ คิมุระ อายุ 25 ปี เป็นเวลา 10 ปี ในข้อหาพยายามฆ่า จากกรณีที่เขาปาระเบิดท่อ หรือ “ไปป์บอมบ์” ใส่อดีตนายกรัฐมนตรี ฟุมิโอะ คิชิดะ ในขณะที่เขาพบปะฝูงชนระหว่างงานหาเสียงเลือกตั้งที่เมืองวาคายามะ เมื่อปี 2566

ในเหตุการณ์ดังกล่าว นายคิชิดะ ซึ่งตอนนั้นยังเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ ไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ แต่ระเบิดทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 นาย กับประชาชนอีก 1 คน ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม การโจมตีครั้งนั้นสร้างความตกตะลึงไปทั่วญี่ปุ่น เพราะมันเกิดขึ้นไม่ถึง 1 ปีหลังจากนาย ชินโสะ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีอีกคน ถูกคนร้ายซึ่งทราบชื่อภายหลังว่า เท็ตสึยะ ยามากามิ ยิงเสียชีวิตขณะออกงานหาเสียงเลือกตั้งกลางแจ้ง ที่เมืองนาระ

ทั้งนี้ นายคิมุระเปิดเผยระหว่างถูกสอบปากคำว่า แรงจูงใจในการก่อเหตุของเขาไม่ใช่การสังหารนายคิชิดะ แต่ทำเพื่อต่อต้านข้อจำกัดด้านอายุของผู้ลงสมัครรับการเลือกตั้ง ที่ผู้สมัครต้องมีอายุ 25 ปีขึ้นไปสำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ 30 ปีขึ้นไปสำหรับสมาชิกวุฒิสภา จนทำให้เขาไม่สามารถลงเล่นการเมืองได้

นายคิมุระเผยอีกว่า เขาก่อเหตุเพื่อดึงความสนใจไปยังคดีแพ่งที่เขายื่นฟ้องร้องในปี 2565 ซึ่งคำร้องของเขากล่าวหาว่า การจำกัดอายุผู้ลงสมัครรับการเลือกตั้งเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ ก่อนจะถูกศาลยกคำร้องไป

นายคิมุระยังพยายามแก้ต่างว่า ตัวเขาไม่ควรถูกตั้งข้อหาพยายามฆ่า เพราะเขาไม่คิดว่าระเบิดของเขาจะทำให้เกิดการบาดเจ็บ และโทษจำคุก 3 ปีน่าจะเหมาะสมกับการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นแล้ว

อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษา เคอิโกะ ฟุคุชิมะ กล่าวว่า ระเบิดที่นายคิมุระใช้มีความรุนแรงมากพอทำให้เกิดความเสียหายถึงชีวิตได้ และว่าการโจมตีโดยมีเป้าหมายไปที่นายกรัฐมนตรีในตำแหน่ง สร้างความไม่สบายใจในสังคมอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ นอกจากข้อหาพยายามฆ่า นายคิมุระยังถูกพบว่ามีความผิดจริงในข้อหาละเมิดกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมอาวุธปืนและวัตถุระเบิดด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เซเลนสกีโวย โดนัลด์ ทรัมป์ พูดไม่จริง กล่าวหายูเครนเริ่มสงครามกับรัสเซีย

เซเลนสกีโวย โดนัลด์ ทรัมป์ พูดไม่จริง กล่าวหายูเครนเริ่มสงครามกับรัสเซีย

19 ก.พ. 2568 23:26 น.

เซเลนสกีโวย โดนัลด์ ทรัมป์ พูดไม่จริง กล่าวหายูเครนเริ่มสงครามกับรัสเซีย

โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวหา โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ว่า พูดความเท็จอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเรื่องที่กล่าวหาว่ายูเครนเป็นฝ่ายเริ่มสงครามกับรัสเซีย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน พูดกับผู้สื่อข่าวในกรุงเคียฟ เมื่อวันพุธที่ 19 ก.พ. 2568 ตอบโต้คำกล่าวอ้างหลายอย่างที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา พร้อมย้ำจุดยืนของยูเครนว่า ข้อตกลงยุติสงครามใดๆ ต้องให้พวกเขามีส่วนร่วมด้วย

“น่าเสียดายที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ผู้ที่ผมเคารพอย่างยิ่งในฐานะที่เขาเป็นผู้นำประเทศที่เราให้ความเคารพอย่างสูง กับชาวอเมริกันผู้สนับสนุนเราเสมอ แต่น่าเสียดายที่เขาใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่แห่งข้อมูลบิดเบือนนี้” เซเลนสกีกล่าว

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงออกชัดเจนว่าเขาต้องการยุติสงครามในยูเครนโดยเร็วที่สุด ถึงแม้ยูเครนอาจจะต้องเสียดินแดนเพิ่มก็ตาม และเขาเริ่มมีวาทกรรมแบบเดียวกับรัสเซีย คือกล่าวโทษยูเครนกับนาโตว่าเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งครั้งนี้ และถึงขั้นพูดว่า “ยูเครนอาจจะเป็นของรัสเซียในสักวันหนึ่ง”

อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนรัสเซียของทรัมป์ไปไกลกว่าแค่คำพูด เพราะเมื่อสัปดาห์ก่อนเขาต่อสายโทรศัพท์คุยกับประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ก่อนจะพูดคุยกับนายเซเลนสกี ต่อมาในวันอังคาร (18 ก.พ.) เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กับรัสเซีย ก็จัดการประชุมระดับสูงเพื่อหาทางยุติสงครามขึ้นที่กรุงริยาด ของซาอุดีอาระเบีย โดยไม่มียูเครนเข้าร่วม

ที่การประชุมดังกล่าว สหรัฐฯ กับรัสเซียตกลงกันว่าจะจัดตั้งทีมผู้แทนระดับสูงเพื่อเจรจาหาทางยุติสงครามในยูเครน และว่าพวกเขาจะทำงานร่วมกันเพื่อฟื้นฟูช่องทางทางการทูตระหว่างกันอีกครั้ง

ฝ่ายเซเลนสกีกล่าวย้ำในวันอังคารว่า ยูเครนไม่พอใจที่ถูกกันไม่ให้มีส่วนร่วม และไม่พอใจที่สหรัฐฯ จัดการพูดคุยโดยตรงกับรัสเซียและช่วยปูตินออกจากการถูกโดดเดี่ยวโดยนานาชาติ

และเป็นการแสดงความไม่พอใจของยูเครนนี้เองที่ทำให้ โดนัลด์ ทรัมป์ รัวคำพูดโจมตียูเครนในวันอังคาร “วันนี้ผมได้ยินว่า ‘ว้า เราไม่ได้รับเชิญ’ คุณอยู่ที่นั่นมา 3 ปีแล้ว คุณควรจบมันได้แล้วหลังจากผ่านไป 3 ปี คุณไม่ควรเริ่มต้นมัน คุณควรทำข้อตกลง”

นายทรัมป์ยังตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรมในการอยู่ในตำแหน่งของเซเลนสกีด้วย “เราอยู่ในสถานการณ์ที่เราไม่มีการเลือกตั้งในยูเครน ที่เรามีกฎอัยการศึก” และอ้างด้วยว่า อัตราการยอมรับในตัวนายเซเลนสกีในยูเครนเหลือเพียง 4% เท่านั้น

ฝ่ายเซเลนสกีตอบโต้ในวันพุธว่า คำกล่าวอ้างว่าเขามีอัตราความนิยม 4% มาจากรัสเซีย และเคียฟมีหลักฐานว่าตัวเลขดังกล่าวมีการหารือกันมาก่อนระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซีย

ผู้นำยูเครนยังชี้ไปที่ผลสำรวจความคิดเห็นที่จัดทำโดย สถาบันสังคมวิทยาระหว่างประเทศแห่งเคียฟ (KIIS) เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แม้คะแนนนิยมของเขาจะตกลงไปเยอะ แต่ก็ไม่เคยต่ำกว่า 50% เลย และตอนนี้อยู่ที่ 57%

อนึ่ง เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา นายทรัมป์เสนอแนะว่า สหรัฐฯ ควรได้เข้าถึงแหล่งแร่อันอุดมสมบูรณ์ในยูเครนเพื่อแลกเปลี่ยนกับความช่วยเหลือในอนาคต และเซเลนสกีก็พูดถึงเรื่องนี้ในวันอังคาร (18 ก.พ.) ว่า สหรัฐฯ ขอให้ยูเครนยกแร่หายาก 50% ให้ โดยไม่มีการรับประกันด้านความมั่นคงใดๆ เป็นการแลกเปลี่ยน ซึ่งเขาปฏิเสธความคิดนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เศร้า วาฬเพชฌฆาตดำเกยหาดแทสมาเนีย กว่า 90 ตัวต้องถูกการุณยฆาต

เศร้า วาฬเพชฌฆาตดำเกยหาดแทสมาเนีย กว่า 90 ตัวต้องถูกการุณยฆาต

19 ก.พ. 2568 22:21 น.

เศร้า วาฬเพชฌฆาตดำเกยหาดแทสมาเนีย กว่า 90 ตัวต้องถูกการุณยฆาต

เจ้าหน้าที่ออสเตรเลียตัดสินใจทำการุณยฆาตวาฬเพชฌฆาตดำกว่า 90 ตัวที่ยังเหลือรอดหลังเกยตื้นที่หาดแทสมาเนียมาหลายสิบชั่วโมง เนื่องจากความพยายามช่วยเหลือไม่สำเร็จ

จากกรณีมีฝูงวาฬเพชฌฆาตดำจำนวนถึง 157 ตัว ไปเกยตื้นบนชายหาดใกล้เมืองอาร์เธอร์ ริเวอร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะแทสมาเนีย ประเทศออสเตรเลีย จนทำให้วาฬตายไปกว่า 60 ตัว ในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังพยายามช่วยวาฬที่เหลือกลับลงทะเลนั้น

ล่าสุดในวันพุธที่ 19 ก.พ. 2568 ว่า เจ้าหน้าที่ออสเตรเลียตัดสินใจจะทำการุณยฆาตวาฬเพชฌฆาตดำที่เหลือรอดอยู่กว่า 90 ตัวแล้ว หลังจากความพยายามช่วยมันกลับลงทะเลประสบความล้มเหลว และทีมผู้เชี่ยวชาญระบุว่า มีสภาวะซับซ้อนที่ทำให้ไม่อาจช่วยพวกมันได้

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า วาฬเพชฌฆาตดำฝูงนี้เกยตื้นมาประมาณ 24-48 ชั่วโมงแล้ว และวาฬที่ยังเหลือรอดอยู่ในสภาวะตึงเครียดอย่างหนัก

ขณะที่ ดร.คริส คาร์ลยอน นักชีววิทยาสัตว์น้ำ บอกกับสื่อว่า จุดเกิดเหตุอยู่ห่างจากเมืองที่ใกล้ที่สุดถึง 300 กม. ทำให้การเข้าถึงและขนส่งอุปกรณ์ช่วยเหลือไปยังจุดนั้นเป็นเรื่องยากมาก

“นี่อาจเป็นสถานที่ที่มีความยุ่งยากมากที่สุดที่ฉันเคยเห็น ตลอดระยะเวลา 16 ปีที่ผมทำหน้าที่นี้ในแทสมาเนีย” ดร.คาร์ลยอนกล่าว “เรากำลังพูดถึงถนนเลนเดียวที่สูงชันและขรุขระมากเพื่อไปถึงที่หมาย เราสามารถนำรถขับเคลื่อน 4 ล้อเข้าไปถึงที่นั่นได้ แต่อย่างอื่นอีกมากไม่สามารถทำได้”

ด้าน น.ส.เชลลีย์ เกรแฮม จากสำนักงานบริการสัตว์ป่าและอุทยานแห่งรัฐแทสมาเนียระบุว่า ด้วยเงื่อนไขที่ยากดังกล่าว ทำให้การส่งวาฬเพชฌฆาตดำเหล่านี้กลับลงทะเล ณ จุดที่พวกมันเกยตื้นจึงเป็นไปไม่ได้ ทีมผู้เชี่ยวชาญพยายามย้ายวาฬ 2 ตัวไปจุดอื่น และลอยมันกลับลงทะเลแต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากมันเอาแต่ว่ายกลับเข้าฝั่ง

เจ้าหน้าที่คาดว่าสถานการณ์ในช่วง 2 วันข้างหน้าคงไม่มีความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทำให้สัตวแพทย์สัตว์ป่าตัดสินใจอย่างยากลำบากที่จะทำการุณยฆาตวาฬที่เหลือรอด เพราะยิ่งวาฬเกยตื้นนานเท่าใด พวกมันก็ยิ่งทรมานนานเท่านั้น “ตัวเลือกอื่นๆ ทั้งหมดไม่ประสบความสำเร็จเลย การทำการุณยฆาตเป็นวิธีสุดท้ายเสมอ” ดร.คาร์ลยอนกล่าว

เจ้าหน้าที่จะดำเนินการทำการุณยฆาตในวันพุธไปจนถึงวันพฤหัสบดีนี้ และพวกเขากำลังหาวิธีจัดการกับซากวาฬ โดยไม่ให้กระทบกับชนพื้นเมือง

ทั้งนี้ ออสเตรเลียเผชิญเหตุวาฬเกยตื้นหลายครั้ง โดยกว่า 80% เกิดขึ้นที่เกาะแทสมาเนีย และมักเกิดขึ้นบริเวณชายฝั่งทางตะวันตก โดยในปี 2563 วาฬนำร่องกว่า 470 ตัวไปเกยตื้นที่อ่าวแมคควารี และมีวาฬตายไปถึง 350 ตัว ต่อมาในปี 2565 วาฬนำร่องอีก 230 ตัวก็มาเกยตื้นที่อ่าวเดิม

อนึ่ง วาฬเพชฌฆาตดำ หรือเรียกอีกอย่างว่า วาฬเพชฌฆาตปลอม (false killer whale) เพราะจริงๆ แล้วมันเป็นสายพันธุ์หนึ่งของโลมา แต่ที่ได้ชื่อว่าวาฬเพราะลักษณะกะโหลกศีรษะของมันคล้ายกับวาฬเพชฌฆาต นอกจากนั้นมันยังมีขนาดใหญ่ สามารถยาวได้ถึง 6 เมตร ทำให้มันเป็นโลมาสายพันธุ์ใหญ่ที่สุดในโลก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ก.เกษตรฯ ใช้ 11 มาตรการ ฟื้นฟูอุตสาหกรรมกุ้ง

ก.เกษตรฯ ใช้ 11 มาตรการ ฟื้นฟูอุตสาหกรรมกุ้ง

ก.เกษตรฯ ใช้ 11 มาตรการ ฟื้นฟูอุตสาหกรรมกุ้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 13.43 น.

ก.เกษตรฯ มุ่งฟื้นอุตสาหกรรมกุ้ง เดินหน้า 11 มาตรการ ยกระดับการผลิต พร้อมเร่งพัฒนาสายพันธุ์และจัดการโรค

วันนี้ (20 ก.พ.) นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตกุ้งทะเลและผลิตภัณฑ์ ครั้งที่ 2/2568 โดยมีนายธนสาร ธรรมสอน ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.เกษตรฯ นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง ผู้บริหารกรมประมง ผู้ประกอบการ และเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเล เข้าร่วม ที่ห้องประชุมพะยูน อาคารจุฬาภรณ์ ชั้น 7 กรมประมง โดยที่ประชุมเห็นชอบในหลักการ (ร่าง) แผนปฏิบัติการเพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหากุ้งทะเลเป็นวาระแห่งชาติ พ.ศ. 2568 – 2572 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายระดับโลก และนโยบายระดับประเทศ รวมถึงสอดรับกับข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี รวม 11 มาตรการ ได้แก่ มาตรการที่ 1 การพัฒนาพ่อแม่พันธุ์ให้เหมาะสมกับการเลี้ยงกุ้งทะเล เพื่อให้ได้ลูกกุ้งทะเลคุณภาพ มาตรการที่ 2 การจัดการฟาร์มเลี้ยงกุ้งอย่างยั่งยืน มาตรการที่ 3 การส่งเสริมการใช้อาหารที่เหมาะสมกับรูปแบบการเลี้ยง มาตรการที่ 4 การจัดการโรคและการป้องกันโรคในกุ้ง

มาตรการที่ 5 การพัฒนาระบบเฝ้าระวังติดตามตรวจสอบความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล มาตรการที่ 6 การเพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์สินค้ากุ้งทะเลหลังการจับ มาตรการที่ 7 การสร้างแบรนด์และเพิ่มช่องทางการตลาด มาตรการที่ 8 การบริหารจัดการข้อมูลกุ้ง มาตรการที่ 9 การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม มาตรการที่ 10 การยกระดับความรู้บุคลากร ทั้งเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ และมาตรการที่ 11 การสร้างเครือข่าย ความเข้มแข็ง

นายอัครา กล่าวว่า จากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นายกฯ มีข้อสั่งการให้กรมประมง ส่งเสริมการวิจัยพัฒนาพันธุ์กุ้งอย่างจริงจัง และฟื้นฟูความเข้มแข็งด้านการเลี้ยงกุ้งเพื่อการส่งออกที่ไทยเคยเป็นอันดับต้นๆ ของโลก สามารถทำได้อีกครั้ง นอกจากนี้ในที่ประชุมฯ ได้มุ่งเน้นมาตรการที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ทั้งเรื่องการพัฒนาสายพันธุ์กุ้งและการจัดการโรคกุ้ง โดยให้พิจารณาในเรื่องกิจกรรมและงบประมาณให้มีความเหมาะสม อีกทั้งยังให้ความสำคัญ และเรื่องต้นทุนการผลิตและการจัดหาแหล่งเงินทุนให้เกษตรกร

015

‘นฤมล’ประสาน’ทูตเกษตร’ตั้งเป้าส่งออกสินค้าเกษตร-อุตสาหกรรมเกษตร เพิ่มเป็น 1.9-2 ล้านล้าน

'นฤมล'ประสาน'ทูตเกษตร'ตั้งเป้าส่งออกสินค้าเกษตร-อุตสาหกรรมเกษตร เพิ่มเป็น 1.9-2 ล้านล้าน

‘นฤมล’ประสาน’ทูตเกษตร’ตั้งเป้าส่งออกสินค้าเกษตร-อุตสาหกรรมเกษตร เพิ่มเป็น 1.9-2 ล้านล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 11.37 น.

‘นฤมล’ยกระดับรายได้เกษตรกร ด้วยเกษตรมูลค่าสูง ประสาน’ทูตเกษตร’ตั้งเป้าส่งออกสินค้าเกษตร-อุตสาหกรรมเกษตร เพิ่มเป็น 1.9-2 ล้านล้านบาท 

เมื่อวันที่ 20 ก.พ.2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ภายใต้การบริหาร เราได้ให้ความสำคัญและดำเนินการต่อเนื่อง โดยเฉพาะ 2 เรื่องสำคัญ ตั้งแต่ในช่วงที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ เกษตรมูลค่าสูงและเกษตรยั่งยืน ซึ่งในปีนี้เราเดินหน้าในการเพิ่มสินค้าเกษตรมูลค่าสูง

โดยให้เกษตรกรเล็งเห็นถึงโอกาสและความสำคัญ หากมีพื้นที่เหมาะสมก็สามารถหันมาเพาะปลูกได้ เช่น กาแฟ ถั่วเหลือง โกโก้ โดยเราพร้อมสนับสนุนตลอดห่วงโซ่อุปทานไปจนถึงช่องทางการจำหน่าย ซึ่งเราพร้อมประสานกับหน่วยงานอย่างกระทรวงพาณิชย์ สำนักงานทูตเกษตรที่อยู่ต่างประเทศ เพื่อผลักดันการส่งออกต่อไป

นางนฤมล กล่าวอีกว่า เมื่อดูรายได้เกษตรกรในปัจจุบันแล้วจะพบว่า เกษตรกรมีรายได้อยู่ 2 ช่องทาง คือ รายได้จากภาคการเกษตรอยู่ที่ 2.2 แสนบาทต่อปี และรายได้นอกภาคการเกษตรกว่า 2 แสนบาทต่อปี แต่รายได้จากภาคการเกษตร มีเรื่องของต้นทุน ดังนั้น รายได้สุทธิจะอยู่ที่ 89,000 บาทต่อครัวเรือน ทำให้เราเล็งเห็นว่าจำเป็นจะต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า และยกระดับรายได้ให้กับเกษตรกรเพื่อให้ “กินดีอยู่ดี”

สำหรับภารกิจสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ โดยเฉพาะการดูแลพี่น้อง เกษตรกร ตั้งแต่ต้นน้ำ ซึ่งเราให้ความเป็นห่วงและความสำคัญมาก ในช่วงที่ผลผลิตสินค้าเกษตรออกสู่ตลาดเป็นปริมาณมาก ไม่ว่าจะเป็นข้าว ยางพารา ผลไม้ เป็นต้น สำหรับผลผลิตยางพารา ซึ่งเบื้องต้นได้มอบนโยบายให้กับการยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. ทำโครงการสินเชื่อชะลอการขาย เพื่อจะดูดซับซัพพลายที่จะออกสู่ตลาด เพื่อไม่ให้กระทบต่อราคายางพาราตกต่ำ

ส่วนสินค้าข้าว กระทรวงเกษตรฯสนับสนุนนโยบายของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว หรือ นบข. ทำโครงการสินเชื่อชะลอการขาย สินเชื่อในการรวบรวมสินค้าข้าว ซึ่งโครงการเหล่านี้ล้วนเป็นการดูแลซัพพลายไม่ให้ออกสู่ตลาดจนเกินไป

นางนฤมล กล่าวสรุปว่า สำหรับสินค้าเกษตรไทยภาพรวมส่งออกในปี 2567 ที่ผ่านมามีมูลค่า 1.8 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นการส่งออกผลสด มูลค่า 1 ล้านล้านบาท ส่วนสินค้าเกษตรแปรรูป มีมูลค่า 8 แสนล้านบาท มูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 7.5% และในช่วง 3 ปีมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดจีนที่ยังคงอันดับ 1 ของตลาดการส่งออก รองลงมา คือ ญี่ปุ่น สหรัฐ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย และเชื่อว่าในปี 2568 นี้โอกาสที่มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร จะเพิ่มขึ้น 1.9-2 ล้านล้านบาท ก็คาดหวังว่าเราน่าจะทำได้

ก.เกษตรและสหกรณ์เชิญชวนผู้ที่สนใจ ร่วมงาน VIV ASIA 2025

ก.เกษตรและสหกรณ์เชิญชวนผู้ที่สนใจ ร่วมงาน VIV ASIA 2025

ก.เกษตรและสหกรณ์เชิญชวนผู้ที่สนใจ ร่วมงาน VIV ASIA 2025

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 11.21 น.

ก.เกษตรและสหกรณ์เชิญชวนผู้ที่สนใจ ร่วมงาน VIV ASIA 2025 โชว์สินค้าและเทคโนโลยีอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ครบวงจร

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค (วีเอ็นยู ยุโรป) เตรียมจัดงาน VIV Asia (วิฟ เอเชีย) สุดยอดงานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ครบวงจร ตั้งแต่อาหารสัตว์สู่อาหารเพื่อการบริโภค ครั้งที่ 17 พร้อมจัดงาน Meat Pro Asia (มีท โปร เอเชีย) งานแสดงเทคโนโลยีด้านกระบวนการผลิต การแปรรูป การขนส่ง ระบบควบคุมความเย็น และบรรจุภัณฑ์ เพื่อเชื่อมโยงธุรกิจปศุสัตว์จากฟาร์มถึงมือผู้บริโภค และพิเศษสุดกับการเปิดตัวงานใหม่ล่าสุด HAN Asia (Horti Agri Next Asia ฮอร์ติ อะกริ เน็กซ์ เอเชีย) ที่เน้นสินค้าและเทคโนโลยีด้านการเกษตร ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 14 มีนาคม 2568 ที่ IMPACT เมืองทองธานี กทม.ครอบคลุมพื้นที่กว่า 75,000 ตารางเมตร ในชาเลนเจอร์ 1 – 3 และเอ็กซิบิชั่นส์ฮอลล์ 5 – 7

สำหรับงาน VIV ASIA 2025 ถือเป็นงานแสดงสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย สำหรับอุตสาหกรรมปศุสัตว์ สัตว์น้ำ การเกษตร และการแปรรูปอาหารมีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 1,500 บริษัทชั้นนำจากทั่วโลก รวมทั้งพาวิลเลี่ยนนานาชาติ จากประเทศชั้นนำอย่าง ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ ไต้หวัน และอินเดีย เป็นต้น คาดการณ์มีผู้เข้าชมงานและนักลงทุนกว่า 50,000 รายจากทั่วโลก งานดังกล่าวสะท้อนถึงศักยภาพในฐานะศูนย์กลางธุรกิจและเครือข่ายระดับนานาชาติ

นอกจากนี้ภายในงานยังมีการสัมมนา กว่า 150 หัวข้อ โดยมีวิทยากรรับเชิญกว่า 300 ท่าน ซึ่งครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ การจัดการโรคในปศุสัตว์และสัตว์น้ำ มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร นวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ และการเกษตรที่ยั่งยืน และสัมมนานานาชาติอีกมากมาย

ผู้ที่สนใจ สามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันนี้ เพื่อลุ้นรับบัตรเข้างานมูลค่า 600 บาท ฟรี! ภายในวันที่ 11 มีนาคม 2568 คลิกที่นี่ http://www.databadge.net/viva2025/reg/viv/?card=10004738 หรือสามารถสอบถามและดูรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ http://www.vivasia.nl

ไทย-USDAจับมือด้านเกษตร ขยายการส่งออกสินค้าต่อกัน

ไทย-USDAจับมือด้านเกษตร  ขยายการส่งออกสินค้าต่อกัน

ไทย-USDAจับมือด้านเกษตร ขยายการส่งออกสินค้าต่อกัน

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว ภายหลังร่วมหารือกับ นายแพทริค แพคเน็ท รองอธิบดีกรมการเกษตรต่างประเทศ กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา ( Mr. Patrick Packnett : Associate Administrator Foreign Agricultural Service (FAS) ) ว่าสำหรับการหารือครั้งนี้เป็นการกระชับความสัมพันธ์ด้านการเกษตรระหว่าง 2 กระทรวงฯ โดยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคืบหน้าการดำเนินงานภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่างภูมิภาคด้านนวัตกรรมการเกษตร (Regional Agriculture Innovation Network) ได้แก่ การลดการเผา และขยายพันธุ์มันสำปะหลัง รวมทั้งการหารือถึงแนวทางเสริมสร้างความร่วมมือด้านเทคโนโลยีชีวภาพภาคเกษตรในอนาคต

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือถึงโอกาสในการขยายการส่งออกสินค้าเกษตรระหว่างกัน โดยเฉพาะสินค้าพืช อาทิ การยกเลิกมาตรการฉายรังสีในสับปะรดของไทย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าฝ่ายไทยและสหรัฐฯ จะมีความร่วมมือด้านการเกษตรมากยิ่งขึ้น ภายใต้รัฐบาลใหม่ของสหรัฐฯ

ทั้งนี้ สหรัฐฯ เป็นประเทศคู่ค้าสินค้าเกษตรอันดับที่ 2 ของไทย ในระหว่างปี 2564-2566 มีสัดส่วนการค้าสินค้าเกษตรร้อยละ 9.09 ของมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรของไทยกับตลาดโลก ซึ่งสินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ อาหารสุนัขหรือแมว ข้าวที่สีบ้างแล้วหรือสีทั้งหมด ปลาทูน่า และยางธรรมชาติ เป็นต้น

‘นฤมล’ชูไข่ผำ-วานิลลา ตอบโจทย์ธุรกิจพืชเทรนด์ใหม่

‘นฤมล’ชูไข่ผำ-วานิลลา  ตอบโจทย์ธุรกิจพืชเทรนด์ใหม่

‘นฤมล’ชูไข่ผำ-วานิลลา ตอบโจทย์ธุรกิจพืชเทรนด์ใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการแถลงข่าว “หลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 6” โดยมี นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ผอ.หลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.)ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผอ.สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ได้บูรณาการร่วมกับมูลนิธิเกษตราธิการ และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) จัดอบรมหลักสูตรดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลองค์ความรู้ระหว่างผู้บริหารทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ด้านการพัฒนาภาคการเกษตรไทยสู่เกษตรสมัยใหม่มุ่งสร้างเครือข่ายธุรกิจด้านการเกษตร เสริมสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจรากฐาน ต่อยอดบทบาทเกษตรไทยสู่ผู้นำการผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารในระดับนานาชาติ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกรและประเทศไทย ทั้งนี้ หลักสูตร วกส. รุ่นที่ 6 ได้รับความกรุณาจาก ดร.จรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรม โดยกำหนดการฝึกอบรมจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์–25 กรกฎาคม 2568 มีผู้บริหารระดับสูงภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้แทนเกษตรกรที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมการฝึกอบรม 113 คน

ศ.ดร.นฤมล กล่าวอีกว่า ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรฯ สู่การปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดี

เกษตรฯไถกลบตอซังฟื้นฟูดิน-ลดฝุ่น

เกษตรฯไถกลบตอซังฟื้นฟูดิน-ลดฝุ่น

เกษตรฯไถกลบตอซังฟื้นฟูดิน-ลดฝุ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน “ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม” ประจำปีงบประมาณ 2568 ที่บ้านเตาไห หมู่ 6 ต.ทุ่งรวงทอง อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ซึ่งกรมพัฒนาที่ดิน จัดงานดังกล่าว เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิธีจากการเผาสู่การไถกลบเศษวัสดุทางการเกษตรเพื่อเตรียมดิน และผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากเศษวัสดุในท้องถิ่น เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมี ช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดินทำให้ดินมีคุณสมบัติเหมะสมต่อการปลูกพืชอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง ส่งผลดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งลดผลกระทบต่อการเกิดภาวะโลกร้อนด้วย

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ พร้อมขับเคลื่อนและป้องกันปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมให้บรรลุตามเป้าหมายการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ.2613 ตามที่ได้ให้คำมั่นไว้ในเวทีโลก โดยวางแนวทางการป้องกันและแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมปี 2567/68 คือ 1.การเฝ้าระวัง สร้างการรับรู้ และป้องปรามการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม รวมถึงตัดสิทธิการได้ความช่วยเหลือชดเชยต่างๆ จากภาครัฐ และ 2.การส่งเสริมการเกษตรเพื่อแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม นอกจากนี้ยังมีมาตรการเชิงรุกตามนโยบายของรัฐบาลในการรณรงค์ให้ประชาชนลดและเลิกการเผาวัสดุทางการเกษตร โดยได้กำชับหน่วยงานในระดับพื้นที่สร้างแรงจูงใจเกษตรกรให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำเกษตร พร้อมเสนอทางเลือกและข้อเสนอที่จะสามารถให้เกษตรกรยอมรับแนวทางปฏิบัติการทำเกษตรที่ไม่เผาได้ โดยกรมพัฒนาที่ดินรณรงค์ผ่านเครือข่ายหมอดินอาสาที่มีอยู่ทั่วประเทศร่วมให้ความรู้ ความเข้าใจ เพื่อประโยชน์ในการทำการเกษตรอย่างยั่งยืน