ระทึก มือมีดไล่แทงคนในอัมสเตอร์ดัม เจ็บ 5 ราย คนร้ายโดนรวบแล้ว

ระทึก มือมีดไล่แทงคนในอัมสเตอร์ดัม เจ็บ 5 ราย คนร้ายโดนรวบแล้ว

28 มี.ค. 2568 02:31 น.

ระทึก มือมีดไล่แทงคนในอัมสเตอร์ดัม เจ็บ 5 ราย คนร้ายโดนรวบแล้ว

มือมีดไล่ทำร้ายคนในกรุงอัมสเตอร์ดัม ของเนเธอร์แลนด์ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 ราย ก่อนที่คนร้ายจะถูกควบคุมตัวเอาไว้ได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุคนร้ายใช้ของมีคมไล่ทำร้ายผู้คนในกรุงอัมสเตอร์ดัม เมืองหลวงของประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 27 มี.ค. 2565 เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 5 ราย ก่อนที่คนร้ายจะถูกเจ้าหน้าที่กับชาวบ้านท้องถิ่นช่วยกันจับตัวเอาไว้ได้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เจ้าหน้าที่ต้องปิดพื้นที่ขนาดเล็กของจัตุรัส ดาม สแควร์ เพื่อทำการตรวจสอบพิสูจน์หลักฐาน และทำการขนย้ายผู้บาดเจ็บ โดยมีผู้บาดเจ็บคนหนึ่งถูกนำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ฉุกเฉินในสภาพนอนเปล และถูกนำส่งโรงพยาบาล

ตำรวจเนเธอร์แลนด์ระบุว่า พวกเขายังไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับผู้บาดเจ็บ และยังไม่ทราบแรงจูงใจในการก่อเหตุของคนร้าย ซึ่งต้องถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพราะอาการบาดเจ็บที่ขา ทำให้การสอบปากคำต้องเลื่อนออกไปก่อน

ผู้เห็นเหตุการณ์บอกกับหนังสือพิมพ์ “เดอ เทเลกราฟ” (De Telegraaf) ของเนเธอร์แลนด์ ว่า พวกเขาได้ยินเสียงกรีดร้องอย่างไม่เป็นมิตร หลังความวุ่นวายปะทุขึ้น ขณะที่เจ้าของร้านค้าใกล้จุดเกิดเหตุก็ระบุว่า ได้ยินเสียงตะโกนโหวกเหวกกับเสียงกรีดร้อง แล้วผู้คนก็เริ่มวิ่งหนี

พยานบอกอีกว่า เขาเข้าหาเด็กหญิงคนหนึ่งหลังได้ยินเสียงร้อง จากนั้นใครบางคนก็ตะโกนบอกให้เรียกรถพยาบาล โดยที่เขาเห็นมีดปักอยู่บนหลังของเด็กหญิงรายนี้

ทั้งนี้ ตำรวจยังไม่ยืนยันว่าผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นใครบ้าง และเรียกร้องให้ใครก็ตามที่มีภาพหรือวิดีโอขณะเกิดเหตุ เข้าให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่เพื่อเป็นหลักฐานด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กระทรวงสาธารณสุขสหรัฐฯ เตรียมลดพนักงานอีก 10,000 ตำแหน่ง

กระทรวงสาธารณสุขสหรัฐฯ เตรียมลดพนักงานอีก 10,000 ตำแหน่ง

27 มี.ค. 2568 23:47 น.

กระทรวงสาธารณสุขสหรัฐฯ เตรียมลดพนักงานอีก 10,000 ตำแหน่ง

กระทรวงสาธารณสุขสหรัฐฯ ประกาศลดพนักงานอีก 10,000 ตำแหน่ง ไม่รวมกับที่ให้สมัครใจลาออกก่อนหน้านี้ เพื่อปรับโครงสร้างองค์กร ลดค่าใช้จ่าย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ (HHS) ของสหรัฐฯ ประกาศในวันพฤหัสบดีที่ 27 มี.ค. 2568 ว่า พวกเขาจะลดพนักงานอีก 10,000 ตำแหน่ง เพิ่มเติมจากก่อนหน้านี้ที่ให้ลูกจ้างลาออกโดยสมัครใจไปแล้ว 10,000 คน ทำให้จำนวนลูกจ้างเต็มเวลาจะลดลงจาก 82,000 คน เหลือ 62,000 คน

นอกจากนั้น HHS เผยด้วยว่า พวกเขาจะยุบรวมแผนกต่างๆ ให้ลดลงจาก 28 แผนกเหลือเพียง 15 แผนก โดยหนึ่งในแผนกที่จะเกิดขึ้นใหม่คือ แผนกการจัดการเพื่อสุขภาพอเมริกา (Administration for a Healthy America) และจะลดสำนักงานส่วนภูมิภาคลดลงจาก 10 แห่ง เหลือ 5 แห่ง ซึ่งการลดกำลังคนจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

HHS บอกอีกว่า สิ่งที่ทางกระทรวงจะให้ความสำคัญมากที่สุดคือ การยุติการระบาดของโรคเรื้อรัง ด้วยการมุ่งเน้นด้านความปลอดภัย, อาหารที่ดีต่อสุขภาพ, น้ำสะอาด และกำจัดสารพิษที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ

“เราไม่ได้แค่ลดข้าราชการ เรากำลังจัดองค์กรใหม่โดยมีภารกิจเป็นศูนย์กลาง และสิ่งสำคัญที่สุดใหม่ของเราก็คือ ย้อนคืนการระบาดของโรคเรื้อรัง” นายโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขฯ ของสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์ “กระทรวงนี้จะทำมากขึ้น มากขึ้นเยอะ โดยที่ใช้เงินจากผู้เสียภาษีน้อยลง”

HHS รับรองด้วยว่า โครงการประกันสุขภาพ Medicare และ Medicaid กับบริการสำคัญด้านสาธารณสุขอื่นๆ จะไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับโครงสร้างครั้งนี้

อนึ่ง ลูกจ้างที่จะถูกปลดได้แก่ ลูกจ้างเต็มเวลาในสำนักงานจัดการอาหารและยา (FDA) จำนวน 3,500 คน โดยไม่กระทบเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบอาหารและยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์

นอกจากนั้นยังมีลูกจ้างของ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) อีก 2,400 คน, ลูกจ้างของสถาบันสุขภาพแห่งชาติอีก 1,200 คน และลูกจ้างของศูนย์เพื่อการบริการ Medicare และ Medicaid อีก 300 คน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ช็อก เรือดำน้ำท่องเที่ยวจมในทะเลแดง ดับ 6 ศพ ช่วยได้ 39 คน

ช็อก เรือดำน้ำท่องเที่ยวจมในทะเลแดง ดับ 6 ศพ ช่วยได้ 39 คน

27 มี.ค. 2568 22:09 น.

ช็อก เรือดำน้ำท่องเที่ยวจมในทะเลแดง ดับ 6 ศพ ช่วยได้ 39 คน

เรือดำน้ำท่องเที่ยวล่มในทะเลแดง นอกชายฝั่งของประเทศอียิปต์ มีผู้เสียชีวิต 6 ศพ ขณะที่หน่วยกู้ภัยช่วยผู้โดยสารคนอื่นๆ ได้ทั้งหมด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุเรือดำน้ำท่องเที่ยวชื่อว่า “ซินด์แบด” จมลงในทะเลแดง เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. วันพฤหัสบดีที่ 27 มี.ค. 2568 ห่างจากชายฝั่งเมืองฮูร์กาดา (Hurghada) เมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของประเทศอียิปต์ราว 1 กม.

ผู้ว่าราชการเขตทะเลแดงของอียิปต์ ยืนยันว่า เหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้เสียชีวิต 6 ศพ ส่วนผู้ประสบภัยอีก 39 คนได้รับความช่วยเหลือแล้วทั้งหมด ไม่มีผู้ใดหายสาบสูญ

ก่อนหน้านี้ สถานทูตรัสเซียเปิดเผยผ่านโพสต์บนเฟซบุ๊กว่า เรือดำน้ำลำนี้มีผู้โดยสารทั้งสิ้น 45 คน ทั้งหมดเป็นชาวรัสเซีย ขณะที่นายวิกตอร์ โวโรปาเยฟ เจ้าหน้าที่กงสุลรัสเซียในเมืองฮูร์กาดา ระบุว่า ผู้เสียชีวิต 2 รายเป็นเด็ก

ด้านสำนักข่าวบีบีซี รายงานอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวท้องถิ่นว่า เหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 9 คน ในจำนวนนี้มี 4 คนที่อาการอยู่ในขั้นวิกฤต โดยทั้งหมดถูกส่งไปรักษาตัวตามโรงพยาบาลต่างๆ แล้ว

ตอนนี้ยังไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เรือดำน้ำลำนี้ล่ม โดยพยากรณ์อากาศระบุว่า ในเช้าวันเกิดเหตุมีเมฆเบาบาง ลมไม่แรง ความเร็วเพียง 5 ไมล์ต่อชั่วโมง และไม่มีเมฆลอยต่ำ ขณะที่คลื่นสูงประมาณ 0.2 ม. เท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

‘รมว.นฤมล’เยือนขอนแก่น ลุยพัฒนา’หนองเลิง’บรรเทาปัญหาน้ำท่วม

'รมว.นฤมล'เยือนขอนแก่น ลุยพัฒนา'หนองเลิง'บรรเทาปัญหาน้ำท่วม

‘รมว.นฤมล’เยือนขอนแก่น ลุยพัฒนา’หนองเลิง’บรรเทาปัญหาน้ำท่วม

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.29 น.

วันนี้ (28 มี.ค.68) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่พร้อมรับฟังปัญหาจากพี่น้องประชาชน โดยมี นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยนายไพฑูรย์ ศรีมุก ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 นายทรงพล สวยสม ผู้อำนวยการสำนักเครื่องจักรกล นายสิทธิพร พฤฒิพิบูลธรรม เลขานุการกรม และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่และบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน
จังหวัดขอนแก่น มีพื้นที่ชลประทาน 501,919 ไร่ มีแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่จำนวน 1 แห่ง ได้แก่เขื่อนอุบลรัตน์ และแหล่งเก็บกักน้ำขนาดกลาง 14 แห่ง มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 1,110.66 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 43% ของความจุเก็บกัก มีปริมาณน้ำใช้การได้ 515.9 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันสำนักงานชลประทานที่ 6 จังหวัดขอนแก่น ได้จัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งไปแล้วทั้งสิ้น 890 ล้านลูกบาศก์เมตร คงเหลือปริมาณน้ำที่ต้องจัดสรรอีกประมาณ 460 ล้านลูกบาศก์เมตร ในช่วงฤดูแล้งนี้มีน้ำเพียงพอใช้ทุกกิจกรรม ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นฤดูฝนหน้า

ด้านมาตรการเตรียมความพร้อมและการให้ความช่วยเหลือฤดูฝน 2567/2568 ได้จัดเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือ รวมถึงสถานีสูบน้ำ บริเวณประตูระบายน้ำห้วยพระคือ (D8) จำนวน 20 เครื่อง และประตูระบายน้ำปากประแก (D10) จำนวน 5 เครื่อง เพื่อป้องกันอุทกภัยในพื้นที่

สำหรับพื้นที่ตำบลโคกสี อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น มีแหล่งน้ำที่สำคัญคือ อ่างเก็บน้ำห้วยสายบาตร หรือ หนองเลิง ตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านเลิง ตำบลโคกสี อำเภอเมือง มีพื้นที่ประมาณ 3,000 ไร่ รับน้ำจากลำห้วยสายบาตรก่อนจะไหลลงสู่ลำน้ำพอง ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร และจากลำน้ำพองไหลลงสู่แม่น้ำชี ระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร เมื่อช่วงฤดูฝนของปีที่ผ่านมา ได้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลลงสู่หนองเลิงเป็นจำนวนมากเกินความจุ เกิดน้ำล้นข้ามสันฝายบริเวณทำนบดินหนองเลิง และกัดเซะฝายพังเสียหาย ประกอบกับตัวฝายมีอายุการใช้งานเป็นเวลานาน ทำให้ฝายน้ำล้นขาด ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ นั้น

กรมชลประทาน ได้วางแนวทางแก้ไขปัญหาในระยะเร่งด่วน โดยการขุดลอกหนองเลิง พื้นที่ 270 ไร่ ส่วนแผนงานระยะกลาง มีโครงการที่จะก่อสร้างประตูระบายน้ำหนองเลิงพร้อมอาคารประกอบ ขนาดบานระบาย 5 ช่อง อัตราการระบายน้ำ 307 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมขุดลอกลำห้วยด้านท้ายฝายน้ำล้น ระยะทางประมาณ 800 เมตร เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะเป็นแหล่งเก็บกักน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค และการเกษตรให้กับชาวตำบลโคกสี และพื้นที่ใกล้เคียง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 4,800 ไร่ ประชาชน 2,133 ครัวเรือน ช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในช่วงฤดูน้ำหลาก สร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับประชาชนในพื้นที่

– 006

‘นฤมล’สั่งด่วน’กรมชลฯ’ ตรวจสอบความแข็งแรง’เขื่อน’ทั่วประเทศ

'นฤมล'สั่งด่วน'กรมชลฯ' ตรวจสอบความแข็งแรง'เขื่อน'ทั่วประเทศ

‘นฤมล’สั่งด่วน’กรมชลฯ’ ตรวจสอบความแข็งแรง’เขื่อน’ทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.35 น.

“รมว.นฤมล”เยือนขอนแก่น พบปะเกษตรกร พร้อมสั่ง”อธิบดีกรมชลประทาน”ตรวจสอบความแข็งแรงเขื่อนทั่วประเทศ หลังไทยได้รับผลกระทบแผ่นดินไหวในเมียนมา ด้าน”อธิบดีกรมชลฯ”ยืนยัน!มีระบบเตือนภัยล่วงหน้าหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น และรับฟังปัญหาความเดือดร้อนจากเกษตรกร พร้อมมอบปัจจัยการผลิตจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ โฉนดเพื่อการเกษตร ปัจจัยการผลิต โฉนดต้นยาง พันธุ์สัตว์น้ำ เงินอุดหนุนกลุ่มเกษตรกร (กลุ่มละ 100,000 บาท) ใบรับรองมาตรฐานสินค้า/ใบอนุญาตร้านค้า พันธุ์หม่อน เงินอุดหนุนอุปกรณ์การตลาดให้แก่สถาบันเกษตรกร เงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้แก่สหกรณ์ สมุดบัญชีรายรับ-รายจ่ายในครัวเรือนและบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ และสินค้าเกษตรที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสินค้าเกษตร (ดอกเกลือ) ณ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น ต.โคกสี อ.เมือง จ.ขอนแก่น

“หลังจากได้รับทราบสถานการณ์เหตุแผ่นดินไหว ได้มอบหมายกรมชลประทานในการตรวจสอบความพร้อมของเขื่อนต่าง ๆ ทั่วประเทศ จึงขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่าเขื่อนทุกเขื่อนมีความแข็งแรงมั่นคง อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยมีเครื่องไม้เครื่องมือในการตรวจสอบและเตือนภัยที่ได้มาตรฐาน และจะนำเรียนให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ ในนามของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขอแสดงความเสียใจไปยังครอบครัวของผู้เสียหายทุกท่าน ส่วนใดที่กระทรวงเกษตรฯ สามารถช่วยเหลือเยียวยาได้พร้อมจะช่วยอย่างเต็มที่ โดยจะประสานทุกหน่วยงานดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ด้าน นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า หลังจากเกิดเหตุแผ่นดินไหวกรมชลประทาน ได้ใช้เครื่องมือในการตรวจสอบความเสียหายประจำเขื่อน และได้ให้เจ้าหน้าที่สำนักชลประทานเข้าไปตรวจสอบเขื่อนทุกแห่งแล้ว โดยยืนยันว่าทุกเขื่อนมีสภาพการใช้งานปกติ เรามีเครื่องมือตรวจสอบอยู่ หากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวก็จะมีวิธีการรับมืออยู่แล้ว ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินจะมีระบบเตือนภัยล่วงหน้าแน่นอน

– 006

กฟก.เชียงราย ชำระหนี้แทนเกษตรกร-ลูกหนี้สหกรณ์-คืนกองทุนโดยไม่มีดอกเบี้ย

กฟก.เชียงราย ชำระหนี้แทนเกษตรกร-ลูกหนี้สหกรณ์-คืนกองทุนโดยไม่มีดอกเบี้ย

กฟก.เชียงราย ชำระหนี้แทนเกษตรกร-ลูกหนี้สหกรณ์-คืนกองทุนโดยไม่มีดอกเบี้ย

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.09 น.

กฟก.เชียงราย ชำระหนี้แทนเกษตรกรสมาชิกฯ ลูกหนี้สหกรณ์ฯ กลุ่มเป้าหมายใช้บุคคลค้ำประกัน เกษตรกรชำระคืนกองทุนฟื้นฟูฯโดยไม่มีดอกเบี้ย

วันที่ 28 มีนาคม 2568 นายนิยม สุวรรณประภา หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดเชียงราย (กฟก.) และนางเกศรา สุภานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์เชียงราย (สตส.) ร่วมมอบเงิน จำนวน 352,002.55 บาท เพื่อชำระหนี้แทนเกษตรกร จำนวน 3 ราย กลุ่มเป้าหมายเกษตรกรลูกหนี้ใช้บุคคลค้ำประกัน ให้กับสถาบันเจ้าหนี้สหกรณ์ฯ จำนวน 3 สหกรณ์ฯ โดยมีนายพิชิตพล ลือชัย นักวิชาตรวจสอบบัญชีชำนาญการพิเศษ สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์เชียงราย (สตส.) อนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจังหวัดเชียงราย (ผู้แทนภาคราชการ) ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดเชียงราย (กฟก.) ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ชั้น 1

โดยมีผู้แทนสหกรณ์ฯ จำนวน 3 สหกรณ์ฯ เป็นผู้รับมอบเงินเพื่อชำระหนี้แทนเกษตรกร ดังนี้ 1.สหกรณ์การเกษตรเมืองเทิง จำกัด ชำระหนี้แทนเกษตรกร จำนวน 1 ราย จำนวนเงิน 206,944.00 บาท มีนายเด่น ซาวคำเขต เลขานุการสหกรณ์ฯ เป็นผู้รับมอบ 2.สหกรณ์ อ.บ.ต.สันกลาง จำกัด ชำระหนี้แทนเกษตรกร จำนวน 1 ราย จำนวนเงิน 73,019.78 บาท มีนายคำ คำแก้ว ประธานกรรมการสหกรณ์ฯ เป็นผู้รับมอบ และ 3. สหกรณ์การเกษตรศุภนิมิตขุนตาล จำกัด ชำระหนี้แทนเกษตรกร จำนวน 1 ราย จำนวนเงิน 72,038.77 บาท มีนางรุ่งพิสมัย ตาจุมปา ผู้จัดการสหกรณ์ฯเป็นผู้รับมอบ 

นายนิยม กล่าวว่า สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดเชียงราย (กฟก.) ได้รับจัดสรรงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2568 เพิ่มเติม เพื่อชำระหนี้แทนเกษตรกรให้กับสหกรณ์ฯ ที่มีรายชื่ออนุมัติชำระหนี้ไว้แล้ว โดยเป็นกลุ่มเป้าหมายเกษตรกรลูกหนี้ใช้บุคคลค้ำประกัน จำนวน 3 ราย และเกษตรกรชำระเงินคืนกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) โดยไม่มีดอกเบี้ย

ทั้งนี้ สามารถสอบถามการช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร ได้ที่ สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดเชียงราย (กฟก.) ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ชั้น 1 โทรศัพท์ 053-150156 ในวันและเวลาราชการ นายนิยม กล่าว ///-026

ก.เกษตรเปิดตัวระบบลงทะเบียนฯ

ก.เกษตรเปิดตัวระบบลงทะเบียนฯ

ก.เกษตรเปิดตัวระบบลงทะเบียนฯ

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.45 น.

เลขาฯ รมว.เกษตรฯ แถลงข่าวเปิดตัว ระบบขึ้นทะเบียนผู้ให้บริการทางการเกษตร สร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรไทย เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันระดับโลก

วันนี้ (28 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.อนงค์นาถ จ่าแก้ว เลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังภายหลังเป็นประธานการแถลงข่าวเปิดตัว ระบบขึ้นทะเบียนผู้ให้บริการทางการเกษตร (Agri Service Provider) เมื่อวันที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยมี น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่ารัฐบาลมีวิสัยทัศน์ที่จะเป็นศูนย์กลางอาหาร (Agriculture & Food Hub) โดยเน้นการพัฒนาเกษตรกรให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน มุ่งสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก กระทรวงเกษตรฯ ได้ขับเคลื่อนผ่านกลไกการยกระดับสินค้าเกษตรสู่การเพิ่มรายได้ และการเสริมแกร่งให้กับเกษตรกรและคนในภาคเกษตร เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มของปริมาณการใช้บริการทางการเกษตรผ่านเครื่องจักรกลและเทคโนโลยีการเกษตรปี 2567 สาขาบริการทางการเกษตร ซึ่งมีแนวโน้มของปริมาณการใช้บริการทางการเกษตร ผ่านเครื่องจักรกลและเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่มีการเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ร้อยละ 0.3 – 1.3 จากเหตุปัจจัยข้อจำกัด คือ แรงงาน เวลา ทุน

ดังนั้นการลงทุนซื้อเครื่องจักรกล หรือเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ของเกษตรกรรายย่อยจะมีจุดคุ้มทุนที่ใช้ระยะเวลายาวนาน รวมถึงภาวะขาดแคลนแรงงาน และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ รวมทั้งกฎระเบียบมาตรฐานสินค้า ที่ต้องยกระดับกระบวนการผลิตเป็นเกษตรแม่นยำ Precision Farming รวมถึงแนวโน้มตลาดที่ทำให้ความต้องการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนการวางแนวทางการบริหารจัดการเศรษฐกิจแบ่งปันทรัพยากร (Sharing Economy) จะได้รับการตอบสนองเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งปฏิบัติหน้าที่นายทะเบียน สำหรับการขึ้นทะเบียนและปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตรกร ที่เป็นรากฐานสำคัญในการส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ จากภาครัฐ ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร อีกทั้งได้มีการพัฒนา“เครือข่ายบริการเครื่องจักรกลทางการเกษตรร่วมกันของชุมชน” ให้เกิดระบบ Sharing Economy ในท้องถิ่นเกษตรกรเข้าถึงการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร โดยไม่ต้องลงทุนซื้อด้วยตนเอง ลดภาระการลงทุนซ้ำซ้อน เกิดการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรอย่างคุ้มค่าการลงทุน และพัฒนาเครือข่ายบริการเครื่องจักรกลทางการเกษตรร่วมกันของชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพโดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ เกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ส่งเสริมการทำการเกษตรแปลงใหญ่ หรือศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) หรือเกษตรกร Young Smart Farmer หรือ Smart Farmer หรือเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน

เลขาฯ รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างระบบฐานข้อมูลผู้ให้บริการทางการเกษตร เพื่อเป็นรากฐานในการส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ จากภาครัฐ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรประกอบกับตามระเบียบคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ว่าด้วยการขึ้นทะเบียนเกษตรกรเกี่ยวกับการประกอบกิจการในด้านการเกษตร พ.ศ. 2567 เพื่อให้ภาครัฐมีฐานข้อมูลผู้ให้บริการทางการเกษตรประเภทต่างๆ เช่น ผู้ให้บริการเครื่องจักรกลทางการเกษตร รวมถึงโดรนเพื่อการเกษตร และบริการระบบอัตโนมัติ บริการเก็บเกี่ยวผลผลิต

สำหรับคุณสมบัติผู้จดแจ้ง เป็นเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร หรือ ผู้ประกอบการ ที่มีเครื่องจักรกลทางการเกษตรไว้ในครอบครอง และมีความประสงค์จะให้บริการ สามารถจดแจ้งผ่านออนไลน์ ได้ที่ระบบขึ้นทะเบียนผู้ให้บริการทางการเกษตร (Agri Service Provider) และยื่นแบบได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอทุกแห่ง โดยจะแบ่งงานบริการเป็นหมวดหมู่ เช่น ก่อนการผลิต (บริการปรับหน้าดิน ยกร่อง ขุดร่องน้ำ) ระหว่างการผลิต (บริการโดรนเพื่อการเกษตร) หลังการผลิต (บริการเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าว , พืชไร่, นักคัด , นักตัดผลไม้ , ขนส่งผลผลิต) งานบริการ (ระบบน้ำอัตโนมัติ) โดยผู้ให้ข้อมูลต้องไม่แจ้งข้อความอันเป็นเท็จ และยินยอมการให้ข้อมูลกับภาครัฐ เพื่อนำไปพัฒนาระบบต่อไป

015

‘อิทธิ’วางแนวทางขับเคลื่อน งานจัดที่ดินทำโฉนดเพื่อการเกษตร

‘อิทธิ’วางแนวทางขับเคลื่อน  งานจัดที่ดินทำโฉนดเพื่อการเกษตร

‘อิทธิ’วางแนวทางขับเคลื่อน งานจัดที่ดินทำโฉนดเพื่อการเกษตร

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดโครงการสัมมนา เรื่อง “แนวทางการขับเคลื่อนงานจัดที่ดินของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประจำปีงบประมาณ 2568” โดยมี นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่โรงแรมตรัง เขตพระนคร กทม.มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนงานด้านการจัดที่ดินให้มีความชัดเจนและเป็นแนวทางเดียวกัน รวมถึงการเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหา และเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงาน รับทราบนโยบายด้านการจัดที่ดินของ ส.ป.ก.พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระดมความคิดเห็นและร่วมกันกำหนดแนวทางในการขับเคลื่อนและปรับปรุงการปฏิบัติงานของ ส.ป.ก.ให้บรรลุเป้าหมาย

รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า จากเดิมที่ตั้งเป้าจัดที่ดินทำกินแก่เกษตรกรให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน หรือ ส.ป.ก. 4-01 เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร ให้ครบ 22 ล้านไร่ ในปี 2568 มีปัญหาอุปสรรคเรื่องพื้นที่ซึ่งยังมีข้อพิพาทประมาณ 5 ล้านไร่ จึงปรับแผนเป้าหมายเป็น 17 ล้านไร่ ในปี 2568 ได้สั่งการ ส.ป.ก.ทุกจังหวัด ร่วมขับเคลื่อนงานให้บรรลุตามเป้าหมาย ส่วนโฉนดต้นไม้ ก็เป็นอีกนโยบายที่สำคัญซึ่งจะต้องจะดำเนินการควบคู่กับการออกโฉนดเพื่อการเกษตร ยืนยันว่าจะกำกับติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมภายในปีนี้

ทั้งนี้ ส.ป.ก.ได้ปรับปรุงสิทธิการถือครองที่ดินให้ประชาชนมีสิทธิในที่ดิน โดยพิจารณาเอกสารสิทธิการใช้ประโยชน์ให้เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร เพื่อให้สามารถนำไปต่อยอดให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้นำมาพัฒนาที่ดินเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว โดยเริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2567 มีแผนงานดำเนินการประมาณ 5 แสนราย โดยใช้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และสรุปปิดโครงการไปเมื่อเดือนธันวาคม 2567 สำหรับปีงบประมาณ 2568 แผนงานมากกว่าปีที่แล้วประมาณ 2 เท่า นั่นคือ เป้าหมายในการยื่นรับคำขอออกโฉนดเพื่อการเกษตร 1.06 ล้านราย และต้องจัดทำโฉนดเพื่อการเกษตรให้แล้วเสร็จ ร้อยละ 70 ของเป้าหมายในการรับคำขอ ซึ่งเป็นปริมาณที่มากและท้าทายทุกจังหวัด

นอกจากนี้ ส.ป.ก.ได้แก้ไขระเบียบสำหรับใช้ในการดำเนินงานจัดที่ดินของ ส.ป.ก.ใหม่ เพื่อให้มีความพร้อมรองรับกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงในสังคมปัจจุบัน ประกอบด้วย ระเบียบ คปก.หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกและจัดที่ดินให้แก่เกษตรกร การโอนหรือตกทอดทางมรดก สิทธิการเช่าหรือเช่าซื้อ และการจัดการทรัพย์สินและหนี้สินของเกษตรกรที่ได้รับที่ดิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 และระเบียบ คปก.ว่าด้วยการให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรผู้ได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ปฏิบัติเกี่ยวกับการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2566

‘อัครา’มุ่งผลักดันทำเกษตรสมัยใหม่

‘อัครา’มุ่งผลักดันทำเกษตรสมัยใหม่

‘อัครา’มุ่งผลักดันทำเกษตรสมัยใหม่

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผลักดัน : นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนยกระดับเกษตรทันสมัย ฟื้นฟูครัวไทยสู่ครัวโลกและความมั่นคงทางอาหาร ครั้งที่ 1/2568 โดยเห็นชอบแนวทางขับเคลื่อนยกระดับเกษตรทันสมัย ผลักดันการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ด้วย 5 กิจกรรม ผลิตพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนยกระดับเกษตรทันสมัย ฟื้นฟูครัวไทยสู่ครัวโลกและความมั่นคงทางอาหาร ครั้งที่ 1/2568 ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบแนวทางการขับเคลื่อนยกระดับเกษตรทันสมัย ฟื้นฟูครัวไทยสู่ครัวโลกและความมั่นคงทางอาหาร 5 กิจกรรม ได้แก่ 1.แนวทางส่งเสริมการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ทางเลือกที่มีตลาดรองรับบนพื้นที่ต้นแบบบ้านแม่ต๋ำน้อย ด้วยการรวมกลุ่มเกษตรกรปลูกพืชผักมูลค่าสูงในโรงเรือนให้มีมาตรฐานปลอดภัยมีการลงพื้นที่จัดหาตลาดที่รองรับผลผลิต อาทิ แตงกวาญี่ปุ่น เมล่อน ฟักทองบัตเตอร์นัท เป็นต้น 8.2 แสนบาทต่อไร่ต่อปี 2.แนวทางการปรับเปลี่ยนที่ดินไม่เหมาะสมเป็นการเกษตรแม่นยำ เช่น การปรับเปลี่ยนนาข้าวร้างสู่การปลูกปาล์มน้ำมัน 3.แนวทางการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการเพื่อพัฒนาการผลิตในพื้นที่เฉพาะ เช่น การพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กในพื้นที่กุลาร้องไห้ให้สามารถเพาะปลูกพืชได้ในหน้าแล้ง 4.แนวทางการแปรรูปสินค้าเกษตร อาทิ การผลิตสุราชุมชนจากข้าวหลากสี การแปรรูปกาแฟจากเกษตรกรชาติพันธุ์ การแปรรูปปลานิลมีมาตรฐานจัดจำหน่ายบนหน้าร้านและช่องทางออนไลน์ และ 5.แนวทางการพัฒนาพื้นที่นำร่องเกษตรทันสมัย แม่นยำ อ.แม่ใจ จ.พะเยา (พะเยาโมเดล) ซึ่งทุกกิจกรรมนำร่องสามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกร และสามารถหยิบยกนำต้นแบบดังกล่าวไปใช้ในพื้นที่อื่นได้ในอนาคต

“กระทรวงเกษตรฯ ขานรับนโยบายครัวไทยสู่ครัวโลก จึงทำโครงการนำร่อง ปรับเปลี่ยนนาข้าวร้างให้เป็นพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง อาทิ การปลูกปาล์มน้ำมัน ยางพารา ส้มโอทับทิมสยามที่มีตลาดรองรับ จึงมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ใช้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ MOU โครงการยกระดับการพัฒนาภาคการเกษตรในพื้นที่ ระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กับสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย (อบจ.)และองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย (อบต.) ให้เป็นประโยชน์” นายอัครา กล่าว

รองปลัดฯลงพื้นที่ ติดตามโครงการฯ ชูสินค้ามูลค่าสูง แปลงใหญ่ทุเรียน

รองปลัดฯลงพื้นที่  ติดตามโครงการฯ  ชูสินค้ามูลค่าสูง  แปลงใหญ่ทุเรียน

รองปลัดฯลงพื้นที่ ติดตามโครงการฯ ชูสินค้ามูลค่าสูง แปลงใหญ่ทุเรียน

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามโครงการสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้ามูลค่าสูง ทุเรียนแปลงใหญ่ (ทุเรียน GI) นายอวยพร พรหมนิมิตร สมาชิกกลุ่มเกษตรกรบ้านถ้ำธนาคาร โดยมี น.ส.เบญจพร ชาครานนท์ คณะที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ และที่ปรึกษาโครงการสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง นางอมราพร ชีพสมุทร์ผอ.กองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการกระทรวงเกษตรฯ จ.กระบี่ เข้าร่วม เมื่อวันที่ 5มีนาคมที่ผ่านมา ในพื้นที่ ต.เขาเขน อ.ปลายพระยา จ.กระบี่

ทั้งนี้ ได้รับฟังประเด็นความต้องจากผู้นำชุมชนและกลุ่มเกษตรกร ในเรื่องแหล่งน้ำ การค้าส่งออก มาตรฐานสินค้า GAP ของล้ง รวมถึงการขนส่ง Logistic เพื่อให้ทุเรียนได้คุณภาพและยกระดับรายได้ให้ดีขึ้น โดย น.ส.ภัทราภรณ์ ได้มอบหมายให้เกษตรและสหกรณ์ จ.กระบี่ ร่วมกับสถานีพัฒนาที่ดิน ชลประทาน และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ร่วมจัดทำแผนที่พื้นที่ปลูกทุเรียน เพื่อบริหารจัดการน้ำและที่ดินทำกิน การบริหารผลผลิต การตลาด การจัดเก็บผลผลิตห้องแช่เย็น เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า