เปิดสอบ “เจมส์ โคมีย์” อดีต ผอ. FBI กรณีโพสต์เลข “86 47” เป็นนัยส่งสัญญาณโค่นทรัมป์

เปิดสอบ "เจมส์ โคมีย์" อดีต ผอ. FBI กรณีโพสต์เลข "86 47" เป็นนัยส่งสัญญาณโค่นทรัมป์

17 พ.ค. 2568 08:35 น.

เปิดสอบ “เจมส์ โคมีย์” อดีต ผอ. FBI กรณีโพสต์เลข “86 47” เป็นนัยส่งสัญญาณโค่นทรัมป์

หน่วยความมั่นคงสหรัฐฯ เริ่มการสอบสวนนายเจมส์ โคมีย์ อดีตผอ.เอฟบีไอ หลังจากที่เขาโพสต์ตัวเลข “86 47” ที่เป็นสัญลักษณ์การเรียกร้องให้กำจัดทรัมป์

วันที่ 17 พฤษภาคม 2568 สำนักข่าว CNN รายงานว่านายเจมส์ โคมีย์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลาง (Federal Bureau of Investigation) หรือ FBI กำลังโดนถล่มหนัก หลังจากที่เขาโพสต์ภาพเปลือกหอยบนชายหาดถูกจัดวางเรียงเป็นรูปตัวเลข 86 47 ลงในบัญชีอินสตาแกรมส่วนตัว พร้อมแคปชันว่า “รูปหอยสวยๆ ตอนเดินเล่นชายหาด” ซึ่งทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ร้อนแรงในโลกโซเชียล เนื่องจากหลายฝ่ายตีความว่าเป็นการจงใจส่งสัญญาณ หรือข่มขู่ หรือให้มีการโค่นล้ม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

รายงานข่าวระบุว่า หลังโพสต์นี้เผยแพร่ออกไป ได้มีผู้ติดตามจำนวนมากตีความว่านายโคมีย์ พยายามส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์เพื่อเรียกร้องให้กำจัดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เนื่องจากเลข 86 เป็นศัพท์สแลงในหมู่ร้านอาหารตั้งแต่ยุค 1930 ที่แปลว่า อาหารเมนูนี้ “ลบออกแล้ว” หรือ “เลิกขาย” ส่วนเลข 47 หมายถึง ตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 47 ของทรัมป์

เปิดสอบ "เจมส์ โคมีย์" อดีต ผอ. FBI กรณีโพสต์เลข "86 47" เป็นนัยส่งสัญญาณโค่นทรัมป์

แม้นายโคมีย์จะรีบลบโพสต์รูปภาพเปลือกหอยภายในวันเดียวกัน และออกแถลงการณ์ปฏิเสธว่า เขาไม่มีเจตนาใช้ความรุนแรงและไม่ทราบว่าตัวเลขนี้มีนัยความรุนแรง แต่คำอธิบายของเขากลับไม่ช่วยให้กระแสความกังวลคลี่คลายลง

ล่าสุดทาวกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ และหน่วยอารักขาประธานาธิบดี ได้เปิดการสอบสวนนายโคมีย์เกี่ยวกับโพสต์นี้ ขณะที่สำนักงานเอฟบีไอ ภายใต้การนำของนายคาช พาเทล ผู้อำนวยการคนใหม่ ก็ออกแถลงการณ์ร่วมแสดงความสนับสนุนอย่างเต็มที่ในการสอบสวนนายโคมีย์ 

โดยนายทัลซี แกบบาร์ด ผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ กล่าวว่า ส่วนตัวแล้วเขาไม่เชื่อว่านายโคมีย์ไม่รู้ความหมายของเลข 86 47 พร้อมเรียกร้องให้มีการจับกุมตัวนายโคมีย์โดยทันที

เช่นเดียวกับนายเจมส์ แบลร์ รองหัวหน้าคณะทำงานประจำทำเนียบขาว ก็โพสต์ข้อความตำหนินายโคมีย์ว่า ส่งสัญญาณเชิญชวนผู้ก่อการร้ายและรัฐบาลศัตรูให้สังหารประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระหว่างเดินทางเยือนตะวันออกกลาง

ทางด้านนายโดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ บุตรชายของทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่าน X ว่านายโคมีย์เพิ่งโพสต์ข้อความเรียกร้องให้มีการสังหารพ่อของเขาและเรียกโพสต์นั้นว่าเป็นการแสดงออกถึงจิตใจที่วิปลาส

ทั้งนี้ นายเจมส์ โคมีย์ ได้รับแต่งตั้งเป็นผอ.เอฟบีไอ โดยประธานาธิบดีบารัค โอบามา และในปี 2559เขาเคยนำทีมสอบสวนการแทรกแซงของรัสเซียในการเลือกตั้งปี 2559 และถูกทรัมป์ปลดฟ้าผ่า ในปี 2560 ทำให้ต่อมาเขาได้กลายเป็นนักวิจารณ์ทรัมป์อย่างหนัก และยังเขียนหนังสือชื่อ “A Higher Loyalty” วิจารณ์ว่า ทรัมป์เป็นคนไร้ศีลธรรม ไม่เหมาะสมจะเป็นผู้นำประเทศและยังเป็นภัยต่อระบอบประชาธิปไตยของสหรัฐฯ.

โซลอ่วม ฝนตกถล่มหนัก 74 มม. ในชั่วโมงเดียว ทางการส่ง SMS เตือนภัยฉุกเฉินครั้งแรกของปี

โซลอ่วม ฝนตกถล่มหนัก 74 มม. ในชั่วโมงเดียว ทางการส่ง SMS เตือนภัยฉุกเฉินครั้งแรกของปี

17 พ.ค. 2568 05:11 น.

โซลอ่วม ฝนตกถล่มหนัก 74 มม. ในชั่วโมงเดียว ทางการส่ง SMS เตือนภัยฉุกเฉินครั้งแรกของปี

พายุฝนกระหน่ำกรุงโซล ของเกาหลีใต้ ตั้งแต่ช่วงบ่ายวานนี้ หลายพื้นที่เจอฝนหนักถึง 74 มม. ในชั่วโมงเดียว ขณะที่ทางการส่ง SMS เตือนภัยฉุกเฉินครั้งแรกของปี พร้อมสั่งปิดลำธารหลัก 25 สาย

วันที่ 17 พฤษภาคม 2568 เว็บไซต์ข่าวยอนฮับ ของเกาหลีใต้ รายงานว่า กรุงโซลและพื้นที่โดยรอบในเกาหลีใต้ เผชิญฝนตกหนักเกินคาดตั้งแต่ในช่วงบ่ายวันศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม 2568 ทำให้รัฐบาลท้องถิ่นต้องส่งข้อความ SMS แจ้งเตือนภัยฉุกเฉินผ่านโทรศัพท์มือถือของประชาชนเป็นครั้งแรกของปีนี้ เพื่อเตือนประชาชนให้ระวังน้ำท่วมฉับพลัน โดยเฉพาะในย่านโอนัมอึบ เมืองนัมยังจู ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโซลราว 25 กิโลเมตร

โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาเกาหลีใต้รายงานว่า ในหลายพื้นที่มีปริมาณฝนสะสมถึง 74 มิลลิเมตรภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง และรวมทั้งวันสูงถึง 118.5 มิลลิเมตร ซึ่งเกินเกณฑ์การออกประกาศเตือนภัยที่กำหนดไว้ คือเกิน 50 มม.ต่อชม. หรือสะสมเกิน 90 มม.ใน 3 ชั่วโมง

นอกจากนี้ สภาพอากาศที่เลวร้ายทำให้ทางการกรุงโซลได้ประกาศ ปิดลำธารหลัก 25 สาย รวมถึงลำธารชื่อดังอย่าง ชองเกชอน และ ลำธารอันยัง เพื่อป้องกันอันตรายต่อประชาชน ขณะเดียวกันฝนที่ตกหนักยังส่งผลให้เกิด การจราจรติดขัดอย่างหนัก ในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนยามเย็น โดยเฉพาะบนถนนสายหลักในเขตเมือง ทางการเกาหลีใต้เตือนให้ประชาชนติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมหลีกเลี่ยงพื้นที่ลุ่มต่ำใกล้แม่น้ำลำธารในช่วงที่ฝนยังตกหนัก

ด้านเจ้าหน้าที่พยากรณ์อากาศระบุว่า สาเหตุของฝนตกหนักครั้งนี้มาจาก อากาศเย็นบนชั้นบรรยากาศตอนบนปะทะกับอากาศร้อนชื้นจากระบบความกดอากาศต่ำ ที่เคลื่อนผ่านทางตอนใต้ของคาบสมุทรเกาหลี พร้อมพยากรณ์ว่าฝนจะยังคงตกต่อเนื่องในหลายภูมิภาคลากยาวถึงเช้าวันเสาร์ในบางพื้นที่ของจังหวัดคังวอนตอนกลางและตอนใต้ รวมถึงภาคในของจังหวัดชุงชอง ชอลลา คยองซัง และเกาะเชจู.

รัสเซีย-ยูเครน บรรลุข้อตกลงแลกนักโทษ 1,000 คน หลังเจรจาโดยตรงครั้งแรกในรอบ 3 ปี

รัสเซีย-ยูเครน บรรลุข้อตกลงแลกนักโทษ 1,000 คน หลังเจรจาโดยตรงครั้งแรกในรอบ 3 ปี

16 พ.ค. 2568 22:55 น.

รัสเซีย-ยูเครน บรรลุข้อตกลงแลกนักโทษ 1,000 คน หลังเจรจาโดยตรงครั้งแรกในรอบ 3 ปี

ผู้แทนรัสเซีย-ยูเครน นั่งโต๊ะเจรจาครั้งแรกในรอบ 3 ปี เห็นพ้องข้อตกลงแลกนักโทษ 1,000 ต่อ 1,000 คน ขณะที่ผู้นำยูเครนขอเจรจาโดยตรงกับปูติน แต่ทางการรัสเซียยังไม่รับปาก

วันที่ 16 พฤษภาคม 2568 เว็บไซต์ข่าว The New York Times รายงานความคืบหน้าการเจรจาโดยตรงระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัสเซียและยูเครน ที่นครอิสตันบูล ของตุรกี ซึ่งนับเป็นการพูดคุยต่อหน้าอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 3 ปี ท่ามกลางสงครามที่ยังดำเนินอย่างดุเดือดในยูเครน

รายงานข่าวระบุว่า การเจรจาดำเนินไปอย่างราบรื่นโดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงกับอีก 40 นาที ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงแลกเปลี่ยนนักโทษสงครามระหว่างกันเป็นจำนวน 1,000 คนต่อฝ่าย ซึ่งจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แต่ยังไม่มีการเปิดเผยวันและเวลาชัดเจน

โดยทางด้านรัฐมนตรีกลาโหมของยูเครน แถลงว่า กำหนดวันในการแลกตัวนักโทษนั้นได้ถูกกำหนดไว้แล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้ในขณะนี้ โดยถือเป็นสัญญาณบวกในท่ามกลางวิกฤตสงครามที่กำลังดำเนินไป

ขณะเดียวกันนายวลาดิเมียร์ เมดินสกี หัวหน้าคณะผู้แทนรัสเซีย กล่าวภายหลังการเจรจาว่า ทั้งสองประเทศจะนำเสนอวิสัยทัศน์ของตนเองต่อการหยุดยิงในอนาคต พร้อมยืนยันว่าการแลกตัวนักโทษจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้แน่นอน

รายงานข่าวระบุว่า ระหว่างการประชุมทางฝ่ายยูเครนยังได้เสนอขอเจรจาโดยตรงกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซีย ซึ่งทางรัสเซียระบุว่าได้รับทราบคำร้องขอนี้แล้ว แต่ยังไม่มีการตอบรับอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ การประชุมที่เกิดขึ้นมีนายฮากาน ฟิดาน รัฐมนตรีต่างประเทศของตุรกีเป็นตัวกลางผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดการพูดคุย ซึ่งความคืบหน้าที่เกิดขึ้นแม้จะยังไม่ใช่สันติภาพโดยสมบูรณ์ แต่ก็ถือเป็นการ เปิดประตูสู่วาระการเจรจาที่แท้จริงในอนาคต หลังจากที่สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนดำเนินมานานกว่า 3 ปี มีผู้เสียชีวิตและพลัดถิ่นนับล้านคน.

นายกฯ กัมพูชา ยืนยันไม่ขายสนามบินนานาชาติพนมเปญ ชี้เป็นสมบัติชาติเก็บไว้สำรองหากสนามบินใหม่มีปัญหา

นายกฯ กัมพูชา ยืนยันไม่ขายสนามบินนานาชาติพนมเปญ ชี้เป็นสมบัติชาติเก็บไว้สำรองหากสนามบินใหม่มีปัญหา

16 พ.ค. 2568 22:24 น.

นายกฯ กัมพูชา ยืนยันไม่ขายสนามบินนานาชาติพนมเปญ ชี้เป็นสมบัติชาติเก็บไว้สำรองหากสนามบินใหม่มีปัญหา

นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชาประกาศชัด รัฐบาลไม่มีนโยบายขายสนามบินนานาชาติพนมเปญ ให้เอกชน พร้อมรักษาไว้เป็นสมบัติแผ่นดิน เกียรติยศของกษัตริย์ผู้สร้าง และจะเก็บไว้สำรองหากสนามบินแห่งใหม่มีปัญหา

วันที่ 16 พฤษภาคม 2568 นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา กล่าวอย่างชัดเจนในพิธีฉลองครบรอบ 80 ปีการก่อตั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติกัมพูชา ซึ่งจัดขึ้นที่สถาบันตำรวจพนมเปญว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายขายสนามบินนานาชาติพนมเปญ หรือที่รู้จักกันในชื่อสนามบินโปเชนตง ให้แก่เอกชนรายใดทั้งสิ้น

โดยผู้นำกัมพูชากล่าวยืนยันว่า จะไม่มีการขายสนามบินนานาชาติพนมเปญให้ใคร และรัฐบาลไม่มีนโยบายแบบนั้น ไม่ว่าจะเป็นในอดีตหรือปัจจุบัน และเขาขอยืนยันให้ชัดเจนอีกครั้ง 

นายฮุน มาเนต ระบุว่า สนามบินโปเชนตงจะยังคงอยู่ในความครอบครองของรัฐ เพื่อเป็นทางเลือกสำรองหากสนามบินนานาชาติแห่งใหม่ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างนั้นเกิดปัญหาขึ้นมา พร้อมย้ำว่า สนามบินแห่งนี้ถือเป็นสมบัติของชาติและมีคุณค่าทั้งทางโครงสร้างพื้นฐานและประวัติศาสตร์ โดยถือเป็นผลงานของพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ ซึ่งการรักษาไว้ไม่เพียงแต่เพื่อการใช้งาน แต่ยังเป็นการเทิดทูนพระเกียรติคุณและความทรงจำของชาติ

ทั้งนี้ สนามบินนานาชาติพนมเปญถือเป็นศูนย์กลางการบินแห่งแรกของประเทศและมีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจมายาวนาน โดยรัฐบาลยืนยันว่าจะยังคงดูแลและพัฒนาสนามบินแห่งนี้ต่อไปอย่างยั่งยืน.

‘สุชาติ’ รับนายกฯ ‘แพทองธาร’ ลงพื้นที่จันทบุรี รุกช่วยเกษตรกรผลไม้ เร่งแผนผลักดันตลาดใน-นอกประเทศ

'สุชาติ' รับนายกฯ 'แพทองธาร' ลงพื้นที่จันทบุรี รุกช่วยเกษตรกรผลไม้ เร่งแผนผลักดันตลาดใน-นอกประเทศ

‘สุชาติ’ รับนายกฯ ‘แพทองธาร’ ลงพื้นที่จันทบุรี รุกช่วยเกษตรกรผลไม้ เร่งแผนผลักดันตลาดใน-นอกประเทศ

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.34 น.

“สุชาติ” รับนายกฯ “แพทองธาร” ลงพื้นที่จันทบุรี รุกช่วยเกษตรกรผลไม้ เร่งแผนผลักดันตลาดใน-นอกประเทศ

วันนี้ (17 พฤษภาคม 2568) เวลา 13.30 น. ณ บริษัท ดรากอนเฟรชฟรุท จำก้ด อ.มะขาม จ.จันทบุรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรัฐมนตรีลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากเกษตรกรชาวสวนผลไม้และผู้ประกอบการรับซื้อผลไม้ในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยมี นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์, นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายอิทธิ ศิริลัทธยากร, นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายวรวงศ์ รามางกูร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นายพงศกร อรรณพพร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ และ รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดจันทบุรี เข้าร่วม

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยเกษตรกรชาวสวนจันทบุรี จึงได้ลงพื้นที่เพื่อมาติดตามสถานการณ์พร้อมเตรียมมาตรการช่วยเหลือผลผลิตของชาวสวนผลไม้อย่างเต็มที่ ทั้งการจำหน่ายในประเทศ และการส่งออกไปต่างประเทศ เพื่อให้ชาวสวนผลไม้จ.จันทบุรี ได้ขายผลไม้ในราคาที่ดี มีรายได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย 

โดยกิจกรรมที่กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในได้เร่งขับเคลื่อน ซึ่งเป็นความร่วมมือกับภาคเอกชนในการระบายผลผลิตทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในช่วงฤดูผลผลิตล้นตลาด เพื่อพยุงราคาผลไม้และเสริมสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร โดยมีภาคเอกชน 27 ราย จาก 9 กลุ่มธุรกิจ เข้าร่วมรับซื้อผลไม้จากเกษตรกรรวมกว่า 103,760 ตัน อาทิ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด, ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด, ห้างค้าปลีกอย่างเซ็นทรัล บิ๊กซี โลตัส และยังมีองค์กรสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น ไปรษณีย์ไทย ตู้เต่าบิน และกรมราชทัณฑ์ ซึ่งร่วมจัดซื้อผลไม้ไปใช้ในกิจกรรม CSR และสนับสนุนภายในหน่วยงาน“

นายสุชาติ กล่าวต่อว่า ”ในด้านนวัตกรรมการตลาด กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกับบริษัท ฟอร์ท เวนดิ้ง จำกัด (เต่าบิน) ลงนาม MOU รับซื้อผลไม้จากเกษตรกรจำนวน 1,000 ตัน เพื่อแปรรูปเป็นเครื่องดื่มผลไม้ปั่นสด พร้อมจำหน่ายผ่าน “ตู้เต่าปั่น” เริ่มในกรุงเทพฯ เดือนมิถุนายนนี้ และขยายทั่วประเทศ 7,500 ตู้ภายในเดือนกรกฎาคม ถือเป็นช่องทางใหม่ที่เข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างกว้างขวาง
อีกหนึ่งความร่วมมือสำคัญ คือการร่วมกับบริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด รับซื้อผลไม้จากเกษตรกร 1,000 ตัน เช่น ลำไย มังคุด และสับปะรดภูแล เพื่อนำไปแปรรูปจำหน่ายบนเที่ยวบิน ใน Snack Box และร้านค้าในสนามบิน เริ่มดำเนินการตั้งแต่สิงหาคม 2568 ถึงสิงหาคม 2569 เพิ่มมูลค่าและสร้างตลาดใหม่ให้ผลไม้ไทยในกลุ่มผู้เดินทาง“ 

นอกจากนี้ในด้านการส่งออก รัฐบาลตั้งเป้าดันผลไม้ไทยสู่ตลาดต่างประเทศ 4.13 ล้านตัน มูลค่ากว่า 308,000 ล้านบาท โดยเน้นตลาดศักยภาพ เช่น จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ CLMV และตะวันออกกลาง ผ่านมาตรการตรวจรับรอง GAP การตั้งศูนย์ “Set Zero” และ War Room เพื่อผลักดันการส่งออกเร่งด่วน รวมถึงกิจกรรมเจรจาการค้าในต่างประเทศ

นายสุชาติ กล่าวต่อว่า “ นายกรัฐมนตรีได้รับฟังข้อเสนอของเกษตรกรและผู้ประกอบการโดยตรง และสั่งการให้เร่งแก้ปัญหาเชิงระบบ เช่น การจัดตั้ง One Stop Service ด้านเอกสารส่งออก ลดขั้นตอนที่ล่าช้า การควบคุมคุณภาพผลผลิต และการบังคับใช้กฎหมายควบคุมการจำหน่ายทุเรียนอ่อน รวมถึงการส่งเสริมการบริโภคในประเทศและการใช้ Soft Power เช่น อินฟลูเอนเซอร์ระดับโลก เพื่อโปรโมทผลไม้ไทยสู่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งในแผนการสื่อสารการตลาดของกระทรวงพาณิชย์”

“กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการเร่งด่วนทั้งในเรื่องคุณภาพผลผลิต ราคาที่เป็นธรรม และการผลักดันการส่งออกอย่างเต็มที่ ตามแผนบริหารจัดการผลไม้ปี 2568 มีเป้าหมายรวม 950,000 ตัน ครอบคลุมการตลาดภายในประเทศ การส่งออก การแปรรูป และการยกระดับคุณภาพผลไม้ไทยอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม มั่นคง และยั่งยืนตลอดฤดูกาล” นายสุชาติ กล่าวทิ้งท้าย

อธิบดีกรมฝนหลวงฯขึ้นบินสำรวจพื้นที่การเกษตร-อ่างเก็บน้ำบริเวณภาคตะวันออก

อธิบดีกรมฝนหลวงฯขึ้นบินสำรวจพื้นที่การเกษตร-อ่างเก็บน้ำบริเวณภาคตะวันออก

อธิบดีกรมฝนหลวงฯขึ้นบินสำรวจพื้นที่การเกษตร-อ่างเก็บน้ำบริเวณภาคตะวันออก

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 21.00 น.

อธิบดีกรมฝนหลวงฯขึ้นบินสำรวจพื้นที่การเกษตร-อ่างเก็บน้ำบริเวณภาคตะวันออก

วันที่ 16 พฤษภาคม 2568 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร  ขึ้นบินสำรวจพื้นที่การเกษตรและอ่างเก็บน้ำบริเวณภาคตะวันออก ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักในการปฏิบัติการฝนหลวงของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร

สตาร์บัคส์ เสิร์ฟเมนูเครื่องดื่มใหม่ ‘นัทตี้ ครีม ครั้นช์ – พีช แอพริคอต คอฟฟรูติ’ เจาะกลุ่ม Gen Z

สตาร์บัคส์ เสิร์ฟเมนูเครื่องดื่มใหม่ ‘นัทตี้ ครีม ครั้นช์ - พีช แอพริคอต คอฟฟรูติ’ เจาะกลุ่ม Gen Z

สตาร์บัคส์ เสิร์ฟเมนูเครื่องดื่มใหม่ ‘นัทตี้ ครีม ครั้นช์ – พีช แอพริคอต คอฟฟรูติ’ เจาะกลุ่ม Gen Z

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.13 น.

สตาร์บัคส์ ประเทศไทยเจาะตลาดกลุ่ม Gen Z เสิร์ฟเมนูเครื่องดื่มใหม่ ‘นัทตี้ ครีม ครั้นช์’ และ ‘พีช แอพริคอต คอฟฟรูติ’ อร่อยถูกใจสายคอนเทนต์

สตาร์บัคส์ ประเทศไทย รีเฟรชประสบการณ์ใหม่ กับการเปิดตัวแคมเปญเครื่องดื่ม ‘Gen Z’ ใหม่ล่าสุด ณ สยามสแควร์วัน แลนด์มาร์กสุดฮิตของชาว Gen Z โดยเมนูใหม่ในครั้งนี้ประกอบด้วยเครื่องดื่มกลุ่มนัทตี้ ครีม ครั้นช์ และ พีช แอพริคอต คอฟฟรูติ ที่ผสมผสานเอกลักษณ์กาแฟของสตาร์บัคส์เข้ากับความทันสมัยตอบโจทย์ชาว Gen Z ได้เป็นอย่างดี งานในวันนี้ยังมี คุณแจ๊คกี้ จักริน กังวานเกียรติชัย ศิลปิน T-Pop ที่กำลังมาแรงร่วมสร้างสีสันและความสนุกสนานกับการแสดงสุดพิเศษที่สะท้อนความสดใสและมีชีวิตชีวาตามสไตล์ Gen Z กลุ่มคนซึ่งเป็นแรงบันดาลใจเบื้องหลังเมนูเครื่องดื่มใหม่ของสตาร์บัคส์ พิเศษไปกว่านั้น ภายในงานยังมีการเปิดตัวมาสคอตแบริสต้า (Bearista) ครั้งแรกในประเทศไทย หมีแบริสต้าแสนน่ารักที่มาพร้อมผ้ากันเปื้อนสีเขียวอันเป็นเอกลักษณ์ของสตาร์บัคส์ ช่วยสร้างความประทับใจให้กับผู้ร่วมงาน นับเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการสร้างภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่ายและสนุกสนานมากกว่าเคย

ด้วยวิสัยทัศน์ที่พร้อมปรับเปลี่ยนเพื่อพัฒนาอยู่เสมอ สตาร์บัคส์ให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจและสร้างความผูกพันกับลูกค้าในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม Gen Z ที่มีบทบาทโดดเด่นในปัจจุบัน สตาร์บัคส์ตระหนักดีว่ากลุ่ม Gen Z เป็นผู้นำเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ โดยมักให้ความสำคัญกับการแสดงออกถึงตัวตน ความคิดสร้างสรรค์ และมองหาประสบการณ์ที่แตกต่าง ผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคล่าสุดชี้ให้เห็นว่า Gen Z ชื่นชอบสินค้าที่มีความเอ็กซ์คลูซีฟ ลิมิเต็ดอิดิชั่น และยังชอบประสบการณ์ที่สามารถถ่ายทอดเป็นเรื่องราวผ่านภาพได้อย่างสวยงาม สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ชีวิตติดคอนเทนต์ สตาร์บัคส์จึงได้รังสรรค์เครื่องดื่มใหม่ 2 เมนูพิเศษที่พร้อมจุดประกายความตื่นเต้นให้กับคน Gen Z และชวนแบ่งปันประสบการณ์บนช่องทางโซเชียล มุ่งยกระดับความประทับใจโดยรวมที่มีต่อแบรนด์ เครื่องดื่ม 2 เมนูสุดพิเศษรังสรรค์มาเพื่อให้เหมาะกับทุก   ไลฟ์สไตล์ โดยผสานทั้งความสนุกสนานแปลกใหม่และรสชาติกลมกล่อมที่คุ้นเคย เครื่องดื่มกลุ่มนัทตี้ ครีม ครั้นช์ มีให้เลือกทั้งแบบอเมริกาโน่และลาเต้ คิดค้นมาภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Dessert in a Cup’ หรือของหวานที่เสิร์ฟมาในแก้ว อัดแน่นด้วยรสชาติเข้มข้น หอมกลิ่นถั่ว ให้เนื้อสัมผัสละมุน ไว้ดื่มเป็นรางวัลให้กับตนเองตอนที่อยากพักใจ ส่วนเมนูพีช แอพริคอต คอฟฟรูติ ผสมผสานความพิถีพิถันในการชงกาแฟของสตาร์บัคส์เข้ากับการตกแต่งเครื่องดื่มแบบสะดุดตา เหมาะสำหรับเติมความสดชื่นเพื่อเริ่มต้นวันในช่วงเช้าและเติมพลังในช่วงบ่าย

“เมนูใหม่เหล่านี้สะท้อนถึงความตั้งใจของสตาร์บัคส์ที่พร้อมเติบโตและพัฒนาไปพร้อมๆ กับลูกค้าของเรา โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ด้วยความกล้าที่จะแตกต่างและความคิดสร้างสรรค์อันไร้ขีดจำกัดที่นับว่าเป็นความโดดเด่นในกลุ่มคนวัยนี้” คุณสุมนพินทุ์ โชติกะพุกกณะ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร สตาร์บัคส์ ประเทศไทย กล่าว “สตาร์บัคส์เชื่อว่ากาแฟไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดื่ม แต่เป็นเครื่องมือเชื่อมความสัมพันธ์ ช่วยแสดงออกถึงตัวตน และยังเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาพิเศษมากมาย กลยุทธ์ ‘Taste the Latest’ ของสตาร์บัคส์ จึงมุ่งมั่นสร้างสรรค์กาแฟที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ด้วยรสชาติที่ทุกคนคุ้นเคย แต่แฝงไว้ด้วยความแปลกใหม่น่าค้นหา ไม่ว่าจะเป็น ความเข้มข้นกลมกล่อมของเครื่องดื่มกลุ่มนัทตี้ ครีม ครั้นช์ หรือความสดชื่นจากเมนูพีช แอพริคอต คอฟฟรูติ แต่ละเมนูล้วนท้าทายข้อกำจัดของกาแฟในรูปแบบเดิมๆ และพร้อมส่งมอบความสุขอย่างแท้จริงให้กับลูกค้า เราหวังว่าเครื่องดื่มเหล่านี้จะเป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้คน พร้อมจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ และเติมเต็มช่วงเวลาแห่งความสุขในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น ระหว่างการจิบกาแฟยามเช้า การใช้เวลาร่วมกับเพื่อนๆ หรือการแชร์ภาพโมเมนต์ดีๆ ทางโซเชียลมีเดีย สตาร์บัคส์พร้อมเป็นร้านกาแฟที่อยู่เคียงข้างคุณในทุกช่วงเวลา และเราจะเดินหน้าสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อลูกค้าทุกเจเนอเรชันต่อไป”

-(016

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับ สธ.จัดงาน ‘สุขภาพแกร่ง ไทยไม่แพ้ภัยแผ่นดินไหว’

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับ สธ.จัดงาน 'สุขภาพแกร่ง ไทยไม่แพ้ภัยแผ่นดินไหว'

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับ สธ.จัดงาน ‘สุขภาพแกร่ง ไทยไม่แพ้ภัยแผ่นดินไหว’

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.04 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร เครือข่ายโรงพยาบาลกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (UHosNet) และเครือข่ายพัฒนาความเข้มแข็งต่อภัยพิบัติไทย (TNDR) บูรณาการความร่วมมือ จัดงาน “สุขภาพแกร่ง ไทยไม่แพ้ภัยแผ่นดินไหว” Toward Resilient Health: Thailand against Earthquake Threats

“แผ่นดินไหว” เป็นภัยธรรมชาติที่ไม่สามารถพยากรณ์ได้ และจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ผ่านมา ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้รับความเสียหายต่อทั้งชีวิต ทรัพย์สินและระบบโครงสร้างพื้นฐานเป็นวงกว้าง รวมไปถึงผลกระทบต่อระบบสาธารณสุข โรงพยาบาลหลายแห่งต้องหยุดให้บริการโดยฉับพลัน มีการอพยพผู้ป่วยออกจากอาคาร ขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ในภาวะเร่งด่วน และระบบการบริหารจัดการภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขดำเนินไปอย่างยากลำบาก จากสถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความพร้อมและความเข้มแข็งของระบบบริการสุขภาพ  ด้วยเหตุนี้ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร เครือข่ายโรงพยาบาลกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (UHosNet) และเครือข่ายพัฒนาความเข้มแข็งต่อภัยพิบัติไทย (TNDR) เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว จึงบูรณาการความร่วมมือจัดงานเสวนาวิชาการ “สุขภาพแกร่ง ไทยไม่แพ้ภัยแผ่นดินไหว” Toward Resilient Health: Thailand against Earthquake Threats ขึ้น ณ ห้องประชุม Auditorium ชั้น 3 อาคารคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดยมีนักวิชาการจากหลายภาคส่วนร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนถึงผู้ปฏิบัติงานด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงอาสาสมัครชุมชนต่าง ๆ สามารถรับมือกับภัยพิบัติที่ไม่อาจคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นประธานเปิดงานเสวนา ซึ่งกิจกรรมที่จัดขึ้นในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ เริ่มด้วย รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เล่าถึงการบริหารจัดการภัยพิบัติในเขตเมือง และยุทธศาสตร์ของกรุงเทพมหานครเพื่อความปลอดภัยและการตอบสนองที่มีประสิทธิภาพ , ผศ.ดร.ธเนศ วีระศิริ นายกสภาวิศวกร มาร่วมบอกเล่าถึงวิศวกรรมเพื่อระบบสุขภาพที่ยั่งยืน ทั้งในเรื่องอาคารเก่าควรจะซ่อมหรือเสริมอย่างๆ หรือควรออกแบบอาคารใหม่อย่างไรให้รองรับกับสถานการณ์แผ่นดินไหวในอนาคต

ด้าน รศ.นพ.นเรนทร์ โชติรสนิรมิต คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมเสวนาเปิดมุมมองในประเด็นของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยในพื้นที่เสี่ยงภัย การบูรณาการความเป็นผู้นำทางการแพทย์เพื่อความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ และ นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงระบบสุขภาพยืดหยุ่น โดยนำเสนอนโยบายและแนวทางปฏิบัติของกระทรวงสาธารณสุขในการเตรียมความพร้อมรับแผ่นดินไทย ปิดท้ายด้วยการร่วมเสวนาถอดบทเรียนในประเด็นการเตรียมรับมือเมื่อเกิดเหตุและการฟื้นตัวของโรงพยาบาลไทยจากวิทยากร โดยมี นพ.ภูมินทร์ ศิลาพันธ์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงพยาบาลธนบุรีบำรุงเมืองและเครือข่ายพัฒนาความเข้มแข็งต่อภัยพิบัติไทย TDNR และ ผศ.ดร.พญ.ภัทรานิษฐ์ ภัทรพรเจริญ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์แพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉินเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมดำเนินรายการ 

ทั้งนี้ รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ประธานในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ กล่าวว่า “การเสวนาวิชาการ สุขภาพแกร่ง ไทยไม่แพ้ภัยแผ่นดินไหว Toward Resilient Health: Thailand against Earthquake Threats ครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อมุ่งหวังให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ประสบการณ์ และบทเรียนที่มีคุณค่า เพื่อนำไปสู่แนวทางการพัฒนาระบบสาธารณสุขที่ยืดหยุ่น แข็งแกร่งและยั่งยืน รองรับภัยพิบัติในอนาคตได้อย่างแท้จริง” 

-(016)

เยาวชนไทยคว้ารางวัล Global Youth Action Fund 2025 พลิกของเสียจากโรงแรมสู่ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมระดับโลก

เยาวชนไทยคว้ารางวัล Global Youth Action Fund 2025 พลิกของเสียจากโรงแรมสู่ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมระดับโลก

เยาวชนไทยคว้ารางวัล Global Youth Action Fund 2025 พลิกของเสียจากโรงแรมสู่ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมระดับโลก

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.54 น.

ด้วยหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใยและความคิดสร้างสรรค์ – ปุณศิรา เธียรวร (เอฎา) นักเรียนจาก Choate Rosemary Hall ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รับรางวัล Global Youth Action Fund 2025 จากองค์กร International Baccalaureate (IB) ซึ่งเป็นมูลนิธิไม่แสวงหากำไรที่มีสำนักงานใหญ่ในนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ก่อตั้งขึ้นในปี 1968 และเป็นองค์กรที่ดูแลการเรียนระบบ IB ทั่วโลก โดยรางวัลนี้ เอฎาได้รับมอบเงินทุนจำนวน 2,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อขยายโครงการ “Global Hospitality Aid (GHA)” ที่เอฎาได้ก่อตั้งขึ้น และริเริ่มแนวคิดการนำของเหลือใช้จากอุตสาหกรรมโรงแรมในประเทศไทยมาเปลี่ยนเป็นชุดยังชีพ สำหรับผู้พลัดถิ่นในเขตสงครามและพื้นที่ประสบภัยพิบัติทั่วโลก
เอฎาเริ่มต้นโครงการ GHA ในปี 2023 ด้วยความตั้งใจในการนำผ้าปูที่นอนโรงแรมที่มีตำหนิ กากกาแฟ และของใช้ในห้องพักที่เหลือใช้มาดัดแปลงทำใหม่ให้กลายเป็นสิ่งของจำเป็น เช่น สบู่ เสื้อผ้า และชุดสุขอนามัย ซึ่งนำไปบริจาคให้ผู้ลี้ภัยทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โครงการนี้ได้ร่วมมือกับโรงแรมชั้นนำ 11 แห่ง เช่น Waldorf Astoria Bangkok และ Holiday Inn รวมถึงทำงานใกล้ชิดกับชุมชนชาวมุสลิมท้องถิ่นในการจัดสรรและกระจายสิ่งของไปให้ถึงมือผู้ที่ต้องการ อีกทั้ง GHA ยังสนับสนุนภารกิจของ UNHCR ในการส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม มุ่งคืนศักดิ์ศรีและความหวังให้แก่ผู้ลี้ภัยสงคราม และผู้ประสบภัยธรรมชาติ

“โรงแรมทิ้งของที่ยังใช้ได้จำนวนมหาศาลในแต่ละปี” เอฎากล่าว “ในขณะเดียวกัน ก็มีผู้คนนับล้านที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในภาวะวิกฤติที่ขาดแคลนทุกอย่าง หนูอยากให้ GHA คือสะพานที่เข้ามาเชื่อมระหว่างโลกสองใบนี้เข้าด้วยกัน” เอฎากล่าว
รางวัล Global Youth Action Fund นี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Festival of Hope ขององค์กร IB ซึ่งจะให้การสนับสนุนโครงการที่นำโดยเยาวชนและมีเป้าหมายที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (United Nations Sustainable Development Goals “SDGs”) โดยจะคัดเลือกโครงการที่ดีที่สุดจากทั่วโลกเพื่อจะให้เงินกองทุนสนับสนุน ซึ่ง โครงการ GHA ของเอฎาถูกคัดเลือกจากผู้สมัครนับพันรายจากทั่วโลก ด้วยแนวคิดที่สร้างสรรค์ในการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน ช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และพัฒนาชุมชนจากระดับรากหญ้า

ในปี 2025 เอฎาวางแผนขยายโครงการ GHA โดยการร่วมมือกับโรงแรม 30 แห่ง และจัดส่งชุดยังชีพที่ทำจากวัสดุอัพไซเคิลมากกว่า 10,000 ชุด ไปยังพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลือทั่วโลก

นอกเหนือจากโครงการ GHA แล้ว เอฎายังก่อตั้งและบริหารกิจการเพื่อสังคมอีก 3 โครงการเพื่อสนับสนุนภารกิจเดียวกัน หนึ่งในนั้นคือ “Crafting Freedom” ซึ่งมุ่งสร้างอาชีพให้กับผู้หญิงที่เป็นผู้ลี้ภัยข้ามชาติและกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้หญิงที่เผชิญความรุนแรง ความยากจน หรือการค้ามนุษย์ โดยจัด ฝึกฝนทักษะในการประดิษฐ์สินค้ามูลค่าสูงจากวัสดุท้องถิ่นที่นำมาอัพไซเคิล โดยเฉพาะเปลือกหอยแมลงภู่ที่อุดมไปด้วยแคลเซียมคาร์บอเนต สามารถนำมาใช้ทำเป็นเครื่องประดับและของตกแต่งบ้านได้ นอกจากนี้เอฎายังเพิ่มคุณสมบัติป้องกันยุงและต้านเชื้อแบคทีเรียจากน้ำมันหอมระเหยธรรมชาติลงในสินค้า เพื่อเพิ่มคุณค่าและประโยชน์ในการใช้งาน 

Crafting Freedom ไม่เพียงแต่สร้างรายได้และความมั่นคงให้ผู้หญิงกลุ่มเปราะบาง แต่ยังป้องกันพวกเธอจากการค้ามนุษย์ การถูกเอารัดเอาเปรียบ และการทำงานผิดกฎหมาย ในปี 2025 โครงการ Crafting Freedom คว้ารางวัล Gold Award มาจากเวทีนานาชาติ 2 รายการ ได้แก่ งาน 6th International Exhibition Inventcor ณ เมืองเดวา ประเทศโรมาเนีย และงาน 39th World Genius Convention & Education EXPO ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

อีกสองโครงการในเครือ GHA ได้แก่ “Café Exfolia” ซึ่งเปลี่ยนกากกาแฟที่ใช้แล้วมาเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผิว และ “Safe Haven Bites” ที่ผลิตของว่างที่ปราศจากสารก่อภูมิแพ้ โดยการสอนงานและจ้างงานผู้หญิงที่เคยประสบความรุนแรงในครอบครัว รวมถึงอดีตผู้ให้บริการทางเพศที่ต้องการออกจากวงจรการค้าบริการ เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่

“หัวใจของ GHA คือการฟื้นคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความเป็นอิสระให้กับผู้ที่ถูกสังคมทอดทิ้ง โดยใช้วัสดุที่ถูกมองว่าไร้ค่าในอุตสาหกรรมโรงแรม กลับมาใช้ใหม่อย่างมีคุณค่า” เอฎากล่าว

ด้วยการสนับสนุนจาก Global Youth Action Fund เอฎามีแผนขยายการดำเนินงาน เพิ่มการจ้างงานในชุมชน และเปิดรับอาสาสมัครเยาวชนจากทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมตั้งแต่การรับบริจาค การผลิต การบรรจุภัณฑ์ และกระจายของเพื่อให้ถึงมือผู้ที่ต้องการมากที่สุด 

ผลงานของเอฎาไม่ใช่แค่โครงการเพื่อความยั่งยืน แต่คือการตั้งคำถาม ท้าทาย และนิยามคุณค่าใหม่ให้กับทั้งของไร้ค่าที่ถูกมองข้ามจากโรงแรม และชีวิตของผู้คนที่ถูกหลงลืมทั้งในและต่างประเทศ — จากสิ่งที่เคยถูกมองว่าไร้ค่า กลายเป็นแสงแห่งความหวังและศักดิ์ศรีที่คืนกลับสู่มือมนุษย์

เอฎาไม่ได้แค่สร้างและบริหาร “โครงการ” แต่เธอกำลังจุดประกาย และแรงบันดาลใจ ให้คนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาทำสิ่งเล็ก ๆ ด้วยหัวใจใหญ่ ๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีกว่าเดิม

จากของเสียในโรงแรม สู่ความหวังในหัวใจคน — นี่คือเรื่องราวของเอฎา เยาวชนไทยที่กำลังเปลี่ยนโลกให้มีค่ามากขึ้น…ในทุกวัน

เริ่มแล้ว! ‘TPQI Fair 2025’ หนุนคนไทยค้นพบอาชีพที่ใช่ เสริมทักษะสู่ตลาดแรงงานอนาคต

เริ่มแล้ว! 'TPQI Fair 2025' หนุนคนไทยค้นพบอาชีพที่ใช่ เสริมทักษะสู่ตลาดแรงงานอนาคต

เริ่มแล้ว! ‘TPQI Fair 2025’ หนุนคนไทยค้นพบอาชีพที่ใช่ เสริมทักษะสู่ตลาดแรงงานอนาคต

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.40 น.

สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) เดินหน้าจัดงาน TPQI Fair 2025 ครั้งแรกอย่างยิ่งใหญ่ เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัย ได้ร่วมค้นหาอาชีพที่ชอบ สู่การเรียนรู้ที่ใช่  ร่วมเวิร์กชอป ร่วมรับฟังการเสวนาในหลากหลายหัวข้อโดยกูรูตัวจริงในอาชีพ พร้อมเปิดตัวบริการแนะแนวการเรียนรู้สู่อาชีพ (Learning and Careers Guidance – LCG) บนแพลตฟอร์มดิจิทัล “EWE” ที่ช่วยให้ประชาชนสามารถวางแผนพัฒนาตนเองและอาชีพอย่างเป็นระบบ ตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างตรงจุดในทุกช่วงวัย

นางสาวพิมพ์พร ชีวานันท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในเปิดงาน “TPQI Fair 2025 แนะแนวอาชีพสู่การเรียนรู้ (Learning and Careers Guidance)” ภายใต้แนวคิด “ค้นพบอาชีพที่ใช่ ก้าวไปสู่อนาคต” งานแฟร์แนะแนวอาชีพครั้งแรกของประเทศไทย ที่จัดขึ้นโดย สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ระหว่างวันที่ 16 – 17 พฤษภาคม 2568 ณ ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็ค ฮอลล์ 9–10 เมืองทองธานี เพื่อเปิดโอกาสและเป็นเวทีแนะแนวอาชีพ ส่งเสริมการเรียนรู้ พัฒนาทักษะ และเตรียมความพร้อมในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ แก่ประชาชนทุกช่วงวัย  โดยมี นางสาวจุลลดา มีจุล ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร แขกผู้มีเกียรติจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถานประกอบการ เข้าร่วมงาน

นางสาวจุลลดา มีจุล ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของงาน “TPQI Fair 2025” ในครั้งนี้ว่า “เรามีเป้าหมายเพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนทุกช่วงวัย ได้ค้นหาอาชีพที่เหมาะสมกับตนเอง พร้อมทั้งเข้าถึงเส้นทางการเรียนรู้และการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพที่เชื่อมโยงกับตลาดแรงงาน พร้อมส่งเสริมให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของ “คุณวุฒิวิชาชีพ” ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาทักษะกำลังคนอย่างมีคุณภาพ สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งการทำงานที่ต้องการทั้งความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและทักษะแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นดิจิทัล เทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ หรือความสามารถในการปรับตัว”

โอกาสนี้ ประธานในพิธี ได้มอบรางวัล TPQI Award ประจำปี 2567 ให้แก่บุคคลและองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนระบบคุณวุฒิวิชาชีพ จำนวน 20 รางวัล พร้อมทั้งปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “อาชีพที่ใช่ในโลกที่เปลี่ยนไป: เรียนรู้ พัฒนา ปรับตัว สู่อนาคต” โดยเน้นถึงการพัฒนาแรงงานให้สอดคล้องกับทิศทางเทคโนโลยีและตลาดงานในอนาคต

และภายหลังพิธีเปิด นางสาวพิมพ์พร ชีวานันท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมคณะผู้บริหารได้เยี่ยมชมนิทรรศการภายในงาน ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมแนะแนวอาชีพกว่า 50 อาชีพ บริการทดสอบศักยภาพ การให้คำปรึกษาด้านอาชีพ เวิร์กชอปฝึกทักษะอาชีพ และเวทีเสวนาจากผู้เชี่ยวชาญในสายงานต่าง ๆ ตลอดจนการเปิดตัวบริการแนะแนวการเรียนรู้สู่อาชีพ (Learning and Careers Guidance – LCG) บนแพลตฟอร์มดิจิทัล “EWE” ที่ช่วยให้ประชาชนสามารถวางแผนพัฒนาตนเองและสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตลอดช่วงวัย

สำหรับ งาน TPQI Fair 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–17 พฤษภาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 09.00–20.00 น. ณ อิมแพ็ค เอ็กซิบิชัน เซ็นเตอร์ ฮอลล์ 9–10 โดยเปิดให้ประชาชนเข้าร่วมฟรี!! โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานตลอด 2 วัน มากกว่า 3,000 คน