พรรครัฐบาลสิงคโปร์ชนะเลือกตั้งถล่มทลาย

พรรครัฐบาลสิงคโปร์ชนะเลือกตั้งถล่มทลาย

4 พ.ค. 2568 10:45 น.

พรรครัฐบาลสิงคโปร์ชนะเลือกตั้งถล่มทลาย

พรรคกิจประชาชน (PAP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของสิงคโปร์ได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับปัญหาค่าครองชีพและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจต่ออนาคตของประเทศ

พรรคกิจประชาชนของสิงคโปร์ชนะการเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 14 ติดต่อกันเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (3 พ.ค.) ส่งผลให้พรรคฯ ครองอำนาจยาวนานถึง 6 ทศวรรษ และมอบอำนาจให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ขณะที่สิงคโปร์เตรียมรับมือกับความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจจากสงครามการค้าโลก

พรรค PAP ซึ่งปกครองประเทศมาตั้งแต่ก่อนที่สิงคโปร์จะได้รับเอกราชในปี 2508 ชนะที่นั่งในรัฐสภา 87 จากทั้งหมด 97 ที่นั่ง โดยได้รับชัยชนะอย่างขาดลอยในหลายเขตเลือกตั้งจากทั้งหมด 33 เขต ขณะที่ฝ่ายค้านไม่สามารถรักษาชัยชนะได้จากการเลือกตั้งครั้งก่อน

การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นสัญญาณบ่งชี้ความนิยมของพรรค PAP ท่ามกลางสัญญาณบางอย่างของความผิดหวังจากการที่พรรค PAP กุมอำนาจอย่างเหนียวแน่นมากว่า 60 ปี แม้ว่าพรรค PAP จะชนะการเลือกตั้งได้อย่างต่อเนื่องถึง 90% แต่ส่วนแบ่งคะแนนนิยมของพรรคก็ถูกเฝ้าจับตามองอย่างใกล้ชิดในฐานะตัวชี้วัดความแข็งแกร่งของวาระการดำรงตำแหน่ง โดยนายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง หวังที่จะสร้างผลงานในการเลือกตั้งครั้งแรกของเขาในฐานะผู้นำ หลังจากที่พรรค PAP มีผลงานที่แย่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า พรรค PAP ยังไม่ได้ประกาศผู้ชนะอย่างเป็นทางการ แต่ได้รับคะแนนเสียง 65.57% มากกว่า 61.2% ที่ได้รับในการเลือกตั้งเมื่อปี 2020

ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นการสนับสนุนอย่างเปิดเผยต่อสาธารณชนต่อนายหว่อง วัย 52 ปี ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ของสิงคโปร์เมื่อปีที่แล้ว โดยสัญญาว่าจะรักษาความต่อเนื่องของนโยบาย ตลอดจนสร้างคนรุ่นใหม่ และรูปแบบความเป็นผู้นำแบบใหม่ เขาเข้ารับตำแหน่งต่อในช่วงปลายของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ ของนายลี เซียนลุง ซึ่งเป็นบุตรชายของอดีตผู้นำลีกวนยู ผู้ก่อตั้งสิงคโปร์ยุคใหม่

นายหว่องต้องแก้ปัญหาค่าครองชีพที่สูงและการขาดแคลนที่อยู่อาศัย ปัญหาเรื้อรังมานานในสิงคโปร์ที่ค่าครองชีพสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยและการสูญเสียตำแหน่งงาน หากเศรษฐกิจที่พึ่งพาการค้าได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าที่เกิดจากภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่สูงลิ่ว

หว่องกล่าวขอบคุณประชาชนในเขตเลือกตั้งของเขาโดยกล่าวว่า “เราขอขอบคุณอีกครั้งสำหรับคำสั่งที่เข้มแข็งของคุณ และเราจะรักษาไว้ซึ่งคำสั่งนั้น”

แม้ว่าชัยชนะของพรรค PAP จะคงสถานะเดิมไว้ แต่ช่องว่างชัยชนะในการเลือกตั้งส่วนใหญ่ก็ถือว่ามาก โดยฝ่ายค้านพ่ายแพ้ยับเยิน และผู้สมัครของพรรค PAP ได้รับคะแนนเสียงมากกว่าสองในสามจาก 18 จาก 33 เขตเลือกตั้ง

แม้ว่าการพ่ายแพ้ของพรรค PAP จะมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก แต่บรรดานักวิเคราะห์บางคนกล่าวว่าการเลือกตั้งครั้งนี้สามารถเปลี่ยนแปลงพลวัตทางการเมืองในอนาคตได้ หากฝ่ายค้านสามารถเอาชนะคู่แข่งได้มากขึ้น โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อายุน้อยกว่าบางคนต้องการเสียงใหม่ๆ การตรวจสอบที่มากขึ้น และการดีเบตที่เข้มข้นขึ้น แต่นั่นอาจต้องใช้เวลา เพราะเช่นเดียวกับการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ การเลือกตั้งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมามีผู้สมัครทั้งหมด 46% เป็นตัวแทนของพรรค PAP

พรรครัฐบาลลงสมัครในทุกที่นั่ง เมื่อเทียบกับพรรคแรงงานลงเพียง 26 ที่นั่ง ซึ่งพรรค PAP ไม่สามารถคว้ามาได้ 10 ที่นั่ง นอกจากนั้น พรรค PAP มีสมาชิกจำนวนมากให้เลือก มีอิทธิพลในสถาบันของรัฐ และมีทรัพยากรมากกว่าคู่แข่งที่ยังไม่ได้พิสูจน์ตัวเอง

จอชัว คูร์แลนซิก นักวิจัยอาวุโสประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ของสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กล่าวว่าชัยชนะเด็ดขาดของพรรค PAP เป็นผลมาจากการสนับสนุนของชาวสิงคโปร์ในจำนวนที่ทราบกันดีในช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอน “มันเป็นการหนีไปสู่ความปลอดภัย ไม่ต้องการเปลี่ยนไปใช้พรรคการเมืองใหม่ท่ามกลางความตึงเครียดด้านการค้าโลกครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ”.

ที่มา Reuters

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

5 ชีวิตรอดตายเครื่องบินตกในป่าอเมซอน อยู่กลางบึงจระเข้นานเกือบ 2 วัน

5 ชีวิตรอดตายเครื่องบินตกในป่าอเมซอน อยู่กลางบึงจระเข้นานเกือบ 2 วัน

4 พ.ค. 2568 05:49 น.

5 ชีวิตรอดตายเครื่องบินตกในป่าอเมซอน อยู่กลางบึงจระเข้นานเกือบ 2 วัน

เครื่องบินเล็กตกในบึงซึ่งเต็มไปด้วยจระเข้ในป่าอเมซอน แต่นักบินกับลูกเรือ 5 คน รอดชีวิตได้อย่างปาฏิหาริย์ หลังอยู่ที่นั่นนานเกือบ 2 วันจนกระทั่งได้รับความช่วยเหลือ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เครื่องบินเล็กลำหนึ่งซึ่งมีนักบินกับผู้โดยสารรวม 5 คน หายไปจากจอเรดาร์ ขณะบินอยู่เหนือป่าอเมซอนในพื้นที่จังหวัดเบนี ทางเหนือของประเทศโบลิเวีย ซึ่งเจ้าหน้าที่เริ่มออกปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือในวันพฤหัสบดีที่ 1 พ.ค.

ต่อมาในวันศุกร์ ชาวประมงท้องถิ่นก็ค้นพบเครื่องบินเล็กลำที่หายไปอยู่ภายในบึงในป่าอเมซอน หลังจากเวลาผ่านไปเกือบ 48 ชั่วโมง โดยผู้รอดชีวิตประกอบด้วยผู้หญิง 3 คน, เด็ก 1 คน และคนขับวัย 29 ปี ได้รับความช่วยเหลือในสภาพดีเยี่ยม ตามการเปิดเผยของนายวิลสัน อาวิลา ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินจังหวัดเบนี

นักบินผู้รอดชีวิตชื่อว่า อันเดรส เบลาร์เด บอกกับสื่อว่า เขาพยายามนำเครื่องลงจอดฉุกเฉินใกล้กับแม่น้ำอิตาโนมาส (Itanomas) หลังจากเครื่องยนต์ของเครื่องบินล้มเหลว ระหว่างเดินทางจากเมืองเบาเรส ทางเหนือของโบลิเวียไปยังเมืองตรินิแดดในจังหวัดเบนี

นายเบลาร์เดเผยอีกว่า จู่ๆ เครื่องบินก็เริ่มสูญเสียเพดานบินทำให้เขาต้องบังคับเครื่องลงจอดฉุกเฉินที่บึงแห่งหนึ่ง ใกล้กับแม่น้ำ จากนั้นเขากับผู้โดยสารอีก 4 คนก็ตะเกียกตะกายปีนขึ้นมาอยู่บนเครื่องบินที่จมลงไปใต้น้ำในบึง ซึ่งเต็มไปด้วยจระเข้ล้อมรอบพวกเขาอยู่ภายในระยะ 3 ม.

นายเบลาร์เดเสริมด้วยว่า เขาเชื่อว่าเชื้อเพลิงที่รั่วไหลออกมาจากเครื่องบินทำให้จระเข้ไม่กล้าเข้ามาใกล้พวกเขา โดยนอกจากจระเข้แล้ว เขายังเห็นงูอนาคอนดาอยู่ในน้ำด้วย

ระหว่างรอคอยความช่วยเหลือ ผู้รอดชีวิตอาศัยการกินแป้งมันสำปะหลังที่ผู้โดยสารคนหนึ่งพกติดตัวไว้ แต่พวกเขาไม่สามารถดื่มน้ำในบึงหรือเดินทางไปไหนได้ เนื่องจากมีจระเข้ล้อมเอาไว้

ทั้งนี้ หลังจากชาวประมงมาพบกับบุคคลทั้ง 5 พวกเขาก็ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ซึ่งส่งเฮลิคอปเตอร์มารับตัวผู้ประสบเหตุไปโรงพยาบาล

นายรูเบน ตอร์เรส ผู้อำนวยการสำนักงานสุขภาพจังหวัดเบนีกล่าวว่า มีการคาดเดาไปต่างๆ นานาเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และมีทฤษฎีมากมายว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากเครื่องบินหายไปจากจอเรดาร์ “ผมดีใจเพราะในท้ายที่สุดทุกหน่วยงานก็ร่วมมือกันจนพบตัวผู้สูญหาย และช่วยชีวิตของพวกเขาเอาไว้ได้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เตรียมลงจากตำแหน่งซีอีโอ “เบิร์กเชียร์ ฮาธาเวย์” ในวัย 94 ปี

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เตรียมลงจากตำแหน่งซีอีโอ “เบิร์กเชียร์ ฮาธาเวย์” ในวัย 94 ปี

4 พ.ค. 2568 04:28 น.

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เตรียมลงจากตำแหน่งซีอีโอ “เบิร์กเชียร์ ฮาธาเวย์” ในวัย 94 ปี

วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีและนักลงทุนชื่อก้องโลก ประกาศจะออกจากตำแหน่งซีอีโอของบริษัท เบิร์กเชียร์ ฮาธาเวย์ ในช่วงสิ้นปีนี้ และมอบตำแหน่งให้ผู้สืบทอดของเขา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนชื่อก้องโลกวัย 94 ปี ประกาศในการประชุมประจำปีของบริษัทเมื่อวันเสาร์ที่ 3 พ.ค. 2568 ว่า เขาจะเกษียณออกจากตำแหน่งประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัท เบิร์กเชียร์ ฮาธาเวย์ ในช่วงสิ้นปี 2568 นี้ และจะส่งต่อตำแหน่งให้แก่นาย เกรก อาเบล รองประธานบริหาร

“ผมคิดว่าเวลามาถึงแล้วที่ เกรก ควรจะมาเป็นประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทในช่วงสิ้นปีนี้” นายบัฟเฟตต์กล่าวในที่ประชุม

อนึ่ง วอร์เรน บัฟเฟตต์ ผู้สร้างบริษัท เบิร์กเชียร์ ฮาธาเวย์ ขึ้นมาจากผู้ผลิตสิ่งทอที่ล้มเหลวสู่ยักษ์ใหญ่ด้านการลงทุนมูลค่าสูงกว่า 1.16 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก

นายบัฟเฟตต์บอกกับผู้ชุมนุมในที่ประชุมที่เมืองโอมาฮา รัฐเนบราสกา เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า ผู้ที่รู้เรื่องการตัดสินใจออกจากตำแหน่งของเขามีเพียงลูก 2 คนของเขาคือ ฮาวาร์ด กับ ซูซี เท่านั้น และนายอาเบลที่นั่งอยู่ข้างนายบัฟเฟตต์ในที่ประชุมก็มีท่าทีประหลาดใจกับการประกาศครั้งนี้

นายบัฟเฟตต์เลือกนายอาเบลเป็นผู้สืบทอดเมื่อ 4 ปีก่อน แต่ไม่เคยบอกชัดเจนว่าเขาจะเกษียณเมื่อไร

ระหว่างการประชุม นายบัฟเฟตต์กล่าวเสริมด้วยว่า เขาไม่มีแผนจะขายหุ้นของเบิร์กเชียร์ฯ “ผมไม่มีความตั้งใจที่จะขายหุ้นของ เบิร์กเชียร์ ฮาธาเวย์ มันจะถูกแจกออกไป” นายบัฟเฟตต์กล่าวท่ามกลางเสียงเชียร์จากผู้ชม

ทั้งนี้ บริษัท เบิร์กเชียร์ ฮาธาเวย์ เป็นเจ้าของบริษัทมากกว่า 60 แห่ง รวมถึงบริษัทประกันภัย “ไกโค” (Geico), บริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่ “ดูราเซลล์” (Duracell) และเชนร้านไอศกรีมชื่อดังอย่าง “เดลี ควีน” (Dairy Queen)

นอกจากนั้น เบิร์กเชียร์ ฮาธาเวย์ ยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท แอปเปิล (Apple), โคคาโคลา (Coca Cola), ธนาคารกลางแห่งอเมริกา และบริษัท อเมริกัน เอ็กซ์เพรส (American Express)

นายบัฟเฟตต์ซึ่งบริจาคเงินให้แก่การกุศลไปหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้รับการจัดอันดับโดย บลูมเบิร์ก เมื่อเดือนก่อน ให้เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดอันดับ 4 ของโลก โดยมีทรัพย์สินสุทธิที่ 1.54 แสนล้านบาท

มหาเศรษฐีผู้นี้หาเงินได้เองเป็นครั้งแรกตอนอายุ 6 ขวบ ซื้อหุ้นแรกในชีวิตตอนอายุ 11 ขวบ และยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพื่อใช้สำหรับยื่นภาษีครั้งแรกตอนอายุ 13 ปี แต่ถึงจะเป็นหนึ่งในคนที่รวยที่สุดในโลก นายบัฟเฟตต์ก็ยังคงอาศัยอยู่ที่บ้านธรรมดาหลังเดิมในเมืองโอมาฮา ที่เขาอยู่มานานกว่า 65 ปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สวีเดนจับแล้ว 6 คน คดียิง 3 ศพที่ร้านทำผม ส่อโยงแก๊งวัยรุ่นคู่อริ

สวีเดนจับแล้ว 6 คน คดียิง 3 ศพที่ร้านทำผม ส่อโยงแก๊งวัยรุ่นคู่อริ

4 พ.ค. 2568 02:50 น.

สวีเดนจับแล้ว 6 คน คดียิง 3 ศพที่ร้านทำผม ส่อโยงแก๊งวัยรุ่นคู่อริ

ตำรวจสวีเดนจับผู้ต้องสงสัยแล้ว 6 คน ในคดียิง 3 ศพที่ร้านทำผม โดยเจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนว่า เหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งของแก๊งอาชญากรรมคู่อริหรือไม่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 3 พ.ค. 2568 ว่า ตำรวจสวีเดนจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้คนที่ร้านทำผมแห่งหนึ่งในเมืองอุปซอลา ตอนกลางของประเทศ จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพเมื่อสัปดาห์ก่อน

สำนักงานอัยการท้องถิ่นเผยว่า ผู้ถูกจับกุมมีอายุระหว่าง 18-45 ปี โดยหนึ่งในนั้นต้องสงสัยว่าเป็นผู้ที่ลงมือก่อเหตุซึ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนวันอังคารที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา ส่วนเด็กอายุ 16 ปีที่ถูกจับตัวไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ ได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันศุกร์

ผู้เสียชีวิต 3 รายในเหตุการณ์นี้มีอายุระหว่าง 15-20 ปี โดยตำรวจกำลังสืบสวนความเป็นไปได้ที่เหตุการณ์นี้จะเชื่อมโยงกับแก๊งอาชญากรรม เนื่องจากหนึ่งในผู้เสียชีวิตเป็นที่รู้จักของตำรวจอยู่แล้ว

ผู้เสียชีวิตรายดังกล่าว เคยเข้าไปพัวพันกับการสืบสวนของตำรวจเรื่องแผนการโจมตีญาติของนายอิสมาอิล อับโด หัวหน้าแก๊งอาชญากรรมคนหนึ่ง แต่ผู้ตายไม่เคยถูกตั้งข้อกล่าวหาจนกระทั่งมาถูกยิงเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้

อนึ่ง เมืองอุปซอลา ซึ่งเป็นเมืองมหาวิทยาลัยทางเหนือของกรุงสตอกโฮล์ม เป็นฐานของแก๊งคู่อริของนายอับโด กับแก๊งของนายราวา มาจิดา มาอย่างยาวนาน และความขัดแย้งรุนแรงขึ้นอีกหลังเข้าสู่ปี 2566 เมื่อมารดาของนายอับโดถูกฆาตกรรมภายในบ้านของเธอ

ทั้งนี้ สวีเดนพบเหตุคดีอาชญากรรมของแก๊งวัยรุ่นเพิ่มมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยผู้ต้องสงสัยถูกกล่าวหาในคดีมากมายตั้งแต่ทำลายทรัพย์สินไปจนถึงฆาตกรรม

รัฐบาลสวีเดนเสนอร่างกฎหมายใหม่ เพื่ออนุญาตให้ตำรวจดักฟังการสื่อสารของเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีได้ เพื่อรับมือกับปัญหา แต่ร่างกฎหมายนี้ยังไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ 25% ส่อกระทบชาวอเมริกัน

สหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ 25% ส่อกระทบชาวอเมริกัน

4 พ.ค. 2568 01:50 น.

สหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ 25% ส่อกระทบชาวอเมริกัน

สหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์แล้ว ท่ามกลางเสียงเตือนว่าภาษีนี้จะส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ผลิตในประเทศและชาวอเมริกันทุกคน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สหรัฐฯ เริ่มการเก็บภาษีชิ้นส่วนรถยนต์ที่นำเข้าจากต่างประเทศในอัตรา 25% แล้ว ในวันเสาร์ที่ 3 พ.ค. 2568 หลังจากเมื่อเดือนก่อน รัฐบาลเดินหน้าเก็บภาษีรถยนต์ทุกคันที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ เพื่อกระตุ้นให้ผู้ผลิตย้ายฐานการผลิตเข้าไปอยู่สหรัฐฯ

การเก็บภาษีรถยนต์นำเข้าของสหรัฐฯ ไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ แต่การเก็บภาษีชิ้นส่วนรถยนต์นั้นคาดว่าจะส่งผลกระทบทั่วทั้งอุตสาหกรรม เนื่องจากรถยนต์กว่า 10 ล้านคันที่ผลิตจากโรงงานในสหรัฐฯ เมื่อปี 2567 ไม่มีแม้แต่คันเดียวที่ไม่ใช้ชิ้นส่วนนำเข้า ภาษีใหม่นี้จึงอาจทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น และในที่สุดก็จะส่งผลไปถึงผู้ซื้อและผู้เป็นเจ้าของรถยนต์

ตามการประเมินของรัฐบาลสหรัฐฯ รถยนต์ที่ประกอบในโรงงานในสหรัฐฯ ใช้ชิ้นส่วนนำเข้าราว 50% แต่ชิ้นส่วนที่นำเข้ามาจากแต่ละพื้นที่จะถูกเก็บภาษีในอัตราที่แตกต่างกัน

ตัวอย่างเช่น ชิ้นส่วนรถยนต์ที่นำเข้ามาจากซัพพลายเออร์ในแคนาดาหรือเม็กซิโก ที่จ่ายค่าแรงคนงาน 16 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมงหรือมากกว่า จะถือว่าปฏิบัติตามข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา ซึ่งเกิดขึ้นในตอนที่นายทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสมัยแรก ทำให้ชิ้นส่วนจากแคนาดาส่วนใหญ่ได้รับการยกเว้นจากภาษีชิ้นส่วน แต่ชิ้นส่วนจากเม็กซิโกได้รับการยกเว้นเพียงบางรายการ เนื่องจากมีซัพพลายเออร์ทำตามข้อตกลงน้อยกว่า

ผู้ประกอบรถยนต์ในสหรัฐฯ จะสามารถชดเชยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากภาษีชิ้นส่วนรถยนต์ได้บ้าง เนื่องจากทำเนียบขาวระบุว่า รัฐบาลจะคืนเงินให้แก่ผู้ผลิตรถยนต์ที่จ่ายภาษีชิ้นส่วนรถ 3.75% ของราคารถยนต์ต่อคันสำหรับปีแรก ก่อนจะลดลงเหลือ 2.5% ในปีที่ 2 และค่อยๆ ยกเลิกในปีที่ 3

แต่ถึงจะมีการคืนเงิน ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากภาษีก็อาจสูงถึง 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคันโดยเฉลี่ย เงินที่ได้คืนจึงอาจไม่สามารถหักล้างกันได้

สำหรับผู้ซื้อรถยนต์ อาจไม่เห็นราคารถยนต์เพิ่มขึ้นในทันที โดย น.ส.แมรี มาร์รา ซีอีโอของบริษัท เจเนอรัล มอเตอร์ ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ระดับโลก คาดว่า ภาษีจะทำให้ค่าใช้จ่ายของบริษัทเพิ่มขึ้นระหว่าง 4 พันล้านถึง 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เธอไม่คิดว่าราคารถยนต์จะเพิ่มขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

แต่ชาวอเมริกันทั่วไปจะเผชิญกับราคาที่เพิ่มขึ้นที่อื่น เช่น ร้านขายอะไหล่รถยนต์ โดยนายโจนาทาน สโมค หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากสมาคมสื่อยานยนต์เตือนว่า ภาษีชิ้นส่วนรถยนต์จะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ, ค่าซ่อมบำรุง และค่าประกันภัย ซึ่งจะกระทบต่อชาวอเมริกันทุกคน ไม่ใช่แค่ผู้ที่กำลังคิดจะซื้อรถยนต์นำเข้าเท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์แสบ โพสต์ภาพแต่งชุดสันตะปาปาสร้างโดย AI หลังยิงมุกอยากเป็นโป๊ป

ทรัมป์แสบ โพสต์ภาพแต่งชุดสันตะปาปาสร้างโดย AI หลังยิงมุกอยากเป็นโป๊ป

3 พ.ค. 2568 23:30 น.

ทรัมป์แสบ โพสต์ภาพแต่งชุดสันตะปาปาสร้างโดย AI หลังยิงมุกอยากเป็นโป๊ป

(ภาพจาก Truth Social / @realDonaldTrump)

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์รูปตนเองใส่ชุดพระสันตะปาปาซึ่งสร้างโดย AI ไม่กี่วันหลังเล่นมุกกับนักข่าวว่าอยากเป็นโป๊ป เรียกเสียงวิจารณ์เป็นวงกว้าง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (2 พ.ค. 2568) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ภาพซึ่งสร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) แสดงให้เห็นภาพตัวเขาเองแต่งกายในชุดสมเด็จพระสันตะปาปา ไม่กี่วันหลังจากเขาเพิ่งพูดล้อเล่นว่าตนเองอยากเป็นโป๊ป

ภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ครั้งแรกผ่านบัญชีผู้ใช้ Truth Social ของนายทรัมป์ และเกิดขึ้นในขณะที่การประชุมของคณะพระคาร์ดินัลเพื่อเลือกพระสันตะปาปาองค์ใหม่กำลังจะเริ่มขึ้นในวันที่ 7 พ.ค.นี้

นายทรัมป์เป็นหนึ่งในผู้นำโลกที่เดินทางไปร่วมพระราชพิธีศพของโป๊ปฟรานซิสเมื่อวันเสาร์ที่ 26 เม.ย. โดยระหว่างนั้นเขาได้พูดคุยกับนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี เป็นระยะเวลาสั้นๆ

จากนั้นในวันอังคารที่ 29 เม.ย. ไม่กี่วันหลังกลับจากร่วมพระราชพิธีศพ นายทรัมป์ก็พูดล้อเล่นกับผู้สื่อข่าวที่หน้าทำเนียบขาวว่า เขาอยากเป็นโป๊ป และเสริมว่านี่เป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งของเขา ก่อนจะบอกว่า เขาไม่ได้สนับสนุนใครเป็นพิเศษในการเลือกพระสันตะปาปาองค์ถัดไป

ทั้งนี้ ภาพโดนัลด์ ทรัมป์ ในชุดโป๊ปทำให้เกิดกระแสเป็นวงกว้างในโลกโซเชียล โดยหลายคนออกมาประณามถึงความไม่เหมาะสม ขณะที่บางคนมองเป็นเพียงมุกตลกเท่านั้น

นายไมเคิล สตีล อดีตประธานคณะกรรมการแห่งชาติพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์นายทรัมป์ตัวยงออกมาโจมตีว่า ภาพนี้เป็นการยืนยันถึงความไม่จริงจังและความไร้สามารถของนายทรัมป์

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทำเนียบขาวโพสต์ภาพนายทรัมป์ที่สร้างโดย AI เช่นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พวกเขาก็โพสต์ภาพนายทรัมป์แต่งกายเป็นพระราชา หลังรัฐบาลยกเลิกโครงการเก็บค่าธรรมเนียมการจราจรคับคั่ง (congestion pricing program) ในนครนิวยอร์ก

ในตอนนั้น นายทรัมป์ก็โพสต์ข้อความบน Truth Social เพื่อประกาศกร้าวว่า “โครงการเก็บค่าธรรมเนียมฯ ตายแล้ว” “แมนฮัตตันกับนิวยอร์กทั้งหมดรอดชีวิต ขอพระองค์ทรงพระเจริญ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnbc

พรรครัฐบาลออสเตรเลียชนะเลือกตั้งถล่มทลาย อัลบาเนซีจ่อรั้งเก้าอี้นายกฯ

พรรครัฐบาลออสเตรเลียชนะเลือกตั้งถล่มทลาย อัลบาเนซีจ่อรั้งเก้าอี้นายกฯ

3 พ.ค. 2568 22:41 น.

พรรครัฐบาลออสเตรเลียชนะเลือกตั้งถล่มทลาย อัลบาเนซีจ่อรั้งเก้าอี้นายกฯ

พรรคแรงงาน พรรครัฐบาลของออสเตรเลียชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ทั้งที่ตอนแรกถูกมองว่าเป็นมวยรอง ขณะที่นายแอนโทนี อัลบาเนซี จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 3 พ.ค. 2568 ว่า พรรคแรงงานของนายกรัฐมนตรี แอนโทนี อัลบาเนซี คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งใหญ่ของประเทศออสเตรเลีย และจะได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลต่ออีกสมัย ฝ่าการคาดการณ์ต่างๆ จากผู้เชี่ยวชาญที่มองว่า พวกเขาเป็นมวยรองในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ เนื่องจากรัฐบาลกำลังลำบากเพราะพิษเศรษฐกิจ

เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลานับคะแนนอีกหลายวันกว่าจะสามารถเปิดเผยผลคะแนนอย่างเป็นทางการออกมาได้ แต่พรรคฝ่ายกลางซ้ายของนายอัลบาเนซีมีคะแนนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากกลุ่มพันธมิตรพรรคการเมือง “เสรีนิยม-แห่งชาติ” (Liberal-National) พ่ายในหลายเขตเลือกตั้งทั่วประเทศ

“วันนี้ ชาวออสเตรเลียได้โหวตเลือกเพื่อค่านิยมของออสเตรเลีย, เพื่อความเป็นธรรม ความทะเยอทะยาน และโอกาสสำหรับทุกคน, เพื่อความเข้มแข็งสำหรับแสดงความกล้าหาญท่ามกลางความทุกข์ยาก และน้ำใจเพื่อผู้ที่กำลังลำบาก” นายอัลบาเนซีกล่าว

ด้านนาย ปีเตอร์ ดัตตัน ผู้นำกลุ่มพันธมิตรพรรค เสรีนิยม-แห่งชาติ ซึ่งเสียเก้าอี้สมาชิกรัฐสภาของตัวเองเป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปีด้วย ออกมาประกาศว่า เขาจะรับผิดชอบทั้งหมดต่อความพ่ายแพ้ของพรรค และกล่าวขอโทษต่อ ส.ส.ของเขาทุกคน

ทั้งนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นหลังเข้าสู่ปี 2568 ชี้ว่านายอัลบาเนซีมีคะแนนนิยมตกต่ำที่สุดเป็นประวัติกาล จากพิษเศรษฐกิจโลก, ปัญหาภายในประเทศ และความไม่พอใจในรัฐบาลที่เพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆ ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา

แต่สถานการณ์พลิกกลับในช่วงการหาเสียง 5 สัปดาห์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจอย่างมากในเรื่องค่าครองชีพ โดยเฉพาะเรื่องประกันสุขภาพแบบเข้าถึงได้และราคาบ้าน บวกกับปัญหาอื่น เช่น พลังงานและความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ, ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และปัญหาผู้อพยพ

นายอัลบาเนซีให้สัญญาครอบคลุมปัญหาทั้งหมด โดยให้คำมั่นว่าจะทำให้ประกันสุขภาพเข้าถึงได้มากขึ้น, ทำให้การซื้อบ้านเข้าถึงชาวออสเตรเลียมากขึ้น และพยายามมากขึ้นเพื่อแก้ปัญหาสภาพอากาศและปกป้องสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้น เขายังสัญญาจะอุดช่องว่างระหว่างชาวออสเตรเลียกับชนพื้นเมืองออสเตรเลียด้วย

ชัยชนะของพรรคแรงงานทำให้นายอัลบาเนซีกลายเป็นนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียคนแรกในรอบกว่า 20 ปี ที่ชนะการเลือกตั้งติดต่อกันเป็นสมัยที่ 2 และเอาชนะเทรนด์ทางการเมืองที่ผู้โหวตตัดสินใจละทิ้งพรรคการเมือง 2 พรรคใหญ่ในออสเตรเลีย ซึ่งส่งผลอย่างมากในการเลือกตั้งครั้งก่อนเมื่อปี 2565

คาดกันว่าในท้ายที่สุด พรรคแรงงานจะคว้าเก้าอี้ ส.ส.ในรัฐสภาไปได้ 86 ที่นั่ง ครองเสียงข้างมากซึ่งต้องการเพียง 76 ที่นั่งอย่างไม่ยากเย็น ส่วนกลุ่มพันธมิตรพรรค เสรีนิยม-แห่งชาติ จะได้ราว 40 ที่นั่ง และพรรคกรีนส์ ได้ราว 1-2 ที่นั่ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

คุยกัน7วันหน : เมื่อชาวจีนเปิดใจพูดคุยเกี่ยวกับ ‘ความตาย’ มากขึ้น

คุยกัน7วันหน : เมื่อชาวจีนเปิดใจพูดคุยเกี่ยวกับ ‘ความตาย’ มากขึ้น

คุยกัน7วันหน : เมื่อชาวจีนเปิดใจพูดคุยเกี่ยวกับ ‘ความตาย’ มากขึ้น

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.30 น.

อวี๋โป๋ ผู้กำกับภาพยนตร์วัย 41 ปี เคยมองว่าความตายดูเป็นเรื่องไกลตัว แม้เขาจะใช้เวลานานหลายปีในการถ่ายทำสารคดีเกี่ยวกับเหตุการณ์เฉียดตายในห้องไอซียู แต่แล้วทุกอย่างได้เปลี่ยนไปเมื่อเขาเผชิญภาวะตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันขั้นรุนแรงถึง 3 ครั้งภายใน 1 ปีเนื่องจากการดื่มสุราหนักตามงานสังสรรค์ อวี๋จึงตระหนักได้ว่าความตายคือปลายทางเดียวที่มนุษย์ทุกคนต้องเผชิญ

เมื่อเดือนก่อน อวี๋ลงนามหนังสือเจตนาว่าไม่ประสงค์จะรับบริการทางการแพทย์ที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต (living will) ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งกลายมาเป็นหนึ่งในวิธีที่ชาวจีนจำนวนมากขึ้นหันมาบันทึกความต้องการของตัวเองเกี่ยวกับความปรารถนาในช่วงท้ายของชีวิต โดยเขาเลือกที่จะไม่รับการปั๊มหัวใจ การใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือการให้อาหารทางสายยาง หากไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

ในขณะที่จีนเดินหน้าการพัฒนา อายุคาดเฉลี่ยของประชากรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อยู่ที่ราว 79 ปีในปี 2024 ซึ่งสูงที่สุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ผู้สูงอายุจำนวนมากมีสุขภาพที่ดีและอายุยืนยาวขึ้น ทว่าโรคเรื้อรังและความท้าทายช่วงบั้นปลายชีวิตที่เพิ่มมากขึ้น กำลังกระตุ้นให้สังคมหันมาทบทวนเกี่ยวกับการแก่ชราและการเสียชีวิตอย่างมีเกียรติมากยิ่งขึ้น

ท่ามกลางภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงนี้ การวางแผนบั้นปลายของชีวิตเริ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในบทสนทนาของผู้คนอย่างช้าๆ สิ่งที่เคยถือว่าเป็นเรื่องต้องห้าม อย่างหนังสือแสดงเจตนาฯ และเอกสารแสดงความประสงค์ล่วงหน้ากำลังได้รับความสนใจ เนื่องจากเปิดโอกาสให้แต่ละบุคคลมีสิทธิ์ตัดสินใจด้วยตนเองมากขึ้น และช่วยให้ครอบครัวเข้าใจความต้องการสุดท้ายของคนที่รักได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ผู้ใหญ่ในช่วงอายุ 30-59 ปีที่มีการศึกษา อาศัยอยู่ในเมือง และคุ้นเคยกับเทคโนโลยี คิดเป็น 2 ใน 3 ของผู้ที่ลงนามหนังสือแสดงเจตนาฯ มากกว่า 60,000 คน ซึ่งลงนามกับสมาคมส่งเสริมหนังสือแสดงเจตนาฯ ปักกิ่ง (Beijing Living Will Promotion Association) ที่เดิมรู้จักกันในชื่อแพลตฟอร์ม “ชอยส์ แอนด์ ดิกนิตี” (Choice and Dignity) ตั้งแต่ปี 2010

ชาวจีนเกือบร้อยละ 70 ที่ลงนามหนังสือแสดงเจตนาฯ กับสมาคมดังกล่าวเป็นผู้ที่มีวุฒิการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย และส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเมืองพัฒนาชั้นนำอย่างกรุงปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเซินเจิ้น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผู้คนมีโอกาสเข้าถึงแนวคิดใหม่ๆ และสิ่งเหล่านี้มีอิทธิพลต่อทัศนคติของพวกเขาอย่างมาก

เมื่อความก้าวหน้าปะทะความเชื่อแบบดั้งเดิม

บรรทัดฐานทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับความตายในจีนยังคงฝังรากลึก ผู้คนมักหลีกเลี่ยงการพูดถึงความตายเพราะมองว่าไม่เป็นสิริมงคล การไม่รักษาตัวเพื่อยืดชีวิตกลับถูกมองว่าเป็นการอกตัญญู หลายครอบครัวจึงยืนกรานให้ดำเนินการรักษาจนถึงที่สุดเพื่อเลี่ยงความรู้สึกค้างคาใจหรือเกรงว่าจะถูกผู้อื่นตัดสิน ทว่านโยบายต่างๆ เริ่มสะท้อนถึงทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน

ในปี 2023 เมืองเซินเจิ้นกลายเป็นเมืองแรกในจีนที่รับรองให้หนังสือแสดงเจตนาฯ เป็นสิ่งถูกกฎหมาย เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถปฏิเสธการรักษาแบบรุกรานเมื่อเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของชีวิต การเคลื่อนไหวนี้ได้จุดประกายความสนใจอย่างไม่คาดคิด โดยสำนักงานโนตารีรายงานว่ามีจำนวนประชาชนที่ต้องการรับรองความประสงค์ของตนเพิ่มมากขึ้น เช่น คนหนุ่มสาวและคู่รักที่ไม่มีบุตร เนื่องจากพวกเขาให้ความสำคัญกับการคงไว้ซึ่งเกียรติในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต

เมื่อประชากรจีนเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 310 ล้านคน รัฐบาลจีนจึงได้ขยายบริการดูแลแบบประคับประคอง (palliative care) ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่กว้างขึ้นในการตอบสนองต่อความต้องการอันหลากหลายของผู้สูงอายุในประเทศ

หน่วยบริการฮอสพิซในจีนเพิ่มขึ้นจาก 510 แห่งในปี 2020 เป็น 4,259 แห่งในปี 2022 โดยมีโครงการนำร่องขยายครอบคลุมเมืองและอำเภอ 185 แห่ง ทว่าการเข้าถึงบริการเหล่านี้ยังคงไม่เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะพื้นที่ตะวันตกที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ รัฐบาลจึงตั้งเป้าหมายว่าปี 2025 จะจัดตั้งแผนกการดูแลแบบประคับประคองอย่างน้อย 1 แห่งในพื้นที่นำร่อง เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่เมืองและชนบทอย่างทั่วถึง การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนแนวโน้มระดับโลก อาทิ สหรัฐฯ ที่กำลังเปลี่ยนจากหนังสือแสดงเจตนาฯ สู่การวางแผนการดูแลล่วงหน้า

การต่อต้านทางวัฒนธรรมที่ยังคงอยู่

เซี่ยงเฉี่ยวเจิน พยาบาลแผนกการดูแลแบบประคับประคองในมณฑลเจ้อเจียงและอาสาสมัคร กล่าวว่า      ผู้ป่วยบางคนโบกมือไล่เรา เหมือนกับการว่าการพูดถึงความตายจะทำให้มันมาถึงเร็วขึ้น แต่การรอจนถึงวินาทีสุดท้ายมักทำให้พลาดโอกาสที่ได้พูดคุยถึงเรื่องนี้โดยสิ้นเชิง เซี่ยงเล่าว่า แม้เธอเองจะยังไม่ได้ลงนามหนังสือแสดงเจตนาฯ แต่ลูกสาวของเธอรู้ความต้องการของผู้เป็นแม่ดี ลูกสาวบอกว่าเมื่อวันนั้นมาถึง เธอจะดูแลให้แม่ได้เข้ารับการรักษาแบบประคับประคองแน่นอน การเข้าใจกันอย่างเงียบนี้ๆ คือสิ่งที่เราสองแม่ลูกหวังสร้างขึ้นในสังคม

อวี๋โป๋เองเผชิญกับแรงต้านเช่นกัน หลังจากเขาโพสต์เกี่ยวกับหนังสือแสดงเจตนาฯ บนบัญชีวีแชท (WeChat) เพื่อนๆ ของเขาหลายคนรีบโทรหาเพราะคิดว่าเขากำลังป่วยระยะสุดท้าย พวกเขาไม่เชื่อว่าอวี๋ตัดสินใจเช่นนี้เพียงเพราะอยากเตรียมตัวให้พร้อม อวี๋กล่าวว่า ความไม่สบายใจต่อความตายแทบจะฝังรากอยู่ในดีเอ็นเอทางวัฒนธรรมของชาวจีน เรากลัวมัน หลีกเลี่ยงมัน และแทบไม่เคยเป็นเจ้าของมันจริงๆ แต่การได้เลือกว่าจะจากโลกนี้ไปอย่างไรควรเป็นสิทธิ์ของเราเอง

อวี๋กล่าวว่า แม้จะเจอแรงต้าน แต่เขายังคงมีความหวัง อวี๋เชื่อว่าคนจำนวนมากขึ้นจะเลือกเดินเส้นทางนี้เช่นกัน และอยากถ่ายทอดเรื่องราวของพวกเขาผ่านภาพยนตร์ บางทีเราอาจได้เรียนรู้ที่จะพูดถึงความตาย ไม่ใช่เพื่อจมอยู่กับมัน แต่เพื่อใช้ชีวิตอย่างมีสติมากขึ้นเมื่อรู้ว่าความตายคือปลายทางสุดท้าย

ขอบคุณเนื้อหา จากสำนักข่าวซินหัวไทย

โดย ดาโน โทนาลี

ภูมิบ้านภูมิเมือง : “เกราะเพชร”ภูมิยันต์ของแผ่นดินสยาม

ภูมิบ้านภูมิเมือง : “เกราะเพชร”ภูมิยันต์ของแผ่นดินสยาม

ภูมิบ้านภูมิเมือง : “เกราะเพชร”ภูมิยันต์ของแผ่นดินสยาม

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.15 น.

ในบรรดายันต์ที่รู้จักกันทั่วไปนั้นไม่ใครที่ไม่รู้จักยันต์เกราะเพชร์ของพระยาพิชัยดาบหัก นักรบคู่ใจของพระยาตาก(สิน)เป็นผู้มีส่วนกอบกู้เอกราชของชาติไทยหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง มีชื่อเสียงอย่างยิ่งจากความกตัญญูกตเวทีและความกล้าหาญ หนึ่งในสี่ทหารเสือของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้แก่ หลวงราชเสน่หา (สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท), หลวงพิชัยอาสา (พระยาพิชัยดาบหัก), พระยาเชียงเงิน (พระยาสุโขทัย), หลวงพรหมเสนา (เจ้าพระยานครสวรรค์) เดิมท่านชื่อ จ้อย เกิดที่บ้านห้วยคา อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ ในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา ศึกษาอยู่กับท่านพระครูวัดมหาธาตุหรือวัดใหญ่ เมืองพิชัย ภายหลัง จ้อยได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นทองดี หรือ ทองดีฟันขาว มีความสามารถและชื่อเสียงอย่างยิ่งทั้งทางเชิงมวยและเชิงดาบจากครูเมฆ บ้านท่าเสา อุตรดิดต์จนได้เข้ารับราชการกับสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ตั้งแต่ครั้งดำรงตำแหน่งเป็นพระยาตาก ต่อมานายทองดีได้รับแต่งตั้งเป็นองครักษ์มีบรรดาศักดิ์เป็น “หลวงพิชัยอาสา” เมื่อรับราชการมีความดีความชอบจึงได้รับแต่งตั้งเป็น เจ้าหมื่นไวยวรนาถ พระยาสีหราชเดโช และพระยาพิชัย ผู้สำเร็จราชการครองเมืองพิชัย ซึ่งรับพระราชทานเครื่องยศเสมอเจ้าพระยาสุรสีห์ ตามลำดับ  ภายหลังข้าศึกยกทัพมาตีเมืองพิชัย 2 ครั้ง ในการรบครั้งที่ 2 พระยาพิชัยถือดาบสองมือออกต่อสู้จนดาบหักไปข้างหนึ่ง และรักษาเมืองไว้ได้ จึงได้รับสมญานามว่า “พระยาพิชัยดาบหัก”เมื่อครั้งนายเวทย์  นิจถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิต์ สร้างอนุสาวรีย์นั้น ได้นำยันต์นี้ไว้ด้านหลังเหรียญรุ่นแรก จึงทำให้ยันต์เกราะเพชร แพร่หลายและสืบต่อรุ่นยันต์นี้มาถึงหลวงพ่อสุ่น อุปัชญาจาย์ ของหลวงพ่อปาน  วัดบางนมโค  ท่านได้เรียนมาจากอาจารย์แจง  ซึ่งเป็นฆราวาส ชาวสวรรคโลก ที่สืบจากตำราสมัยพระร่วง ยันต์เกราะเพชรนี้ มาจากการเขียนบทพระพุทธคุณห้องต้น คือ พระอิติปิโสภควา จนถึงพุทธโธภควาติ เรียกว่า พระอิติปิโสแปดทิศนี้๑. อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา ( ឥ រ ចា គ ត្ត រ សា )บทนี้ชื่อ กระทู้ ๗ แบก ประจำอยู่ทิศบูรพา (ทิศตะวันออก) ใช้เสกเป่าแก้พิษสัตว์กัด ต่อยได้ ๒. ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง ( តិ ហំ ច តោ រោ ថិ នំ )บทนี้ชื่อว่า ฝนแสนห่า ประจำอยู่ทิศอาคเณย์ (ทิศตะวันออกเฉียงใต้)ใช้ เสกทำน้ำมนต์ รดคนเจ็บไข้ได้ป่วย ผีเจ้าเข้าทรง๓. ปิ สัม ระ โล ปุ สัต พุท ( បិ ស្ម័ រ លោ បុ ស្ត័ ពុ )บทนี้ชื่อ นารายณ์เกลื่อนสมุทร ประจำอยู่ทิศทักษิณ (ทิศใต้)ใช้ เสกภาวนากันภูตผีปีศาจเป่าพิษบาดแผล๔. โส มา ณะ กะ ริ ถา โธ ( សោ មា ណ ក រិ ថា ទ្ធោ )บทนี้ชื่อ นารายณ์ถอดจักร์ ประจำอยู่ทิศหรดี (ทิศตะวันตกเฉียงใต้)ใช้ เสกจดครบ 108 จบ ทำน้ำมนต์ ไล่ผีหรือ ให้คนท้องกิน จะคลอดลูกง่าย๕. ภะ สัม สัม วิ สะ เท ภะ ( ភ ស្ម័ ស្ម័ វិ ស ទេ ភ )บทนี้ชื่อ นารายณ์ขว้างจักร์ตรึงไตรภพ ประจำอยู่ทิศประจิม (ทิศตะวันตก)ใช้ เสกพรมร่างคนไข้ ไล่ภูตผีปีศาจร้าย ดีนัก๖. คะ พุท ปัน ทู ทัม วะ คะ ( គ ពុ ប្ន័ ទូ ទ្ម វ គ )บทนี้ชื่อ นารายณ์พลิกแผ่นดิน ประจำอยู่ทิศพายัพ (ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ)ใช้เสกทำน้ำมนต์ ป้องกันผีเจ้าเข้าทรง หรือถูกคุณกระทำชะงัดนัก๗. วา โธ โน อะ มะ มะ วา ( វា ទ្ធោ នោ អ ម ម វា )บทนี้ชื่อ ตวาดฟ้าป่าหิมพานต์ ประจำอยู่ทิศอุดร (ทิศเหนือ)ใช้เสกด้าย หวาย มีด ข้าวสาร ขับไล่ผีบ้าน ผีป่าเวลาเดินทางดีนัก๘. อะ วิช สุ นุต สา นุส ติ ( អ វិ សុ នុ សា នុ តិ )บทนี้ชื่อ นารายณ์แปลงรูป ประจำอยู่ทิศอีสาน (ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ)ใช้เสกเป่าตัวเองป้องกันตัวเองเวลาเดินทางออกจากบ้าน แคล้วคลาดได้ ยันต์เกราะเพรชของหลวงพ่อปานนี้  ก็ใช้บทพุทธคุณต้นห้องต้นนั้นมาเรียงกันตามตำรากำหนดแล้ว ขีดเส้นโยงเป็นตารางสานกันไปมา ระหว่างตัวอักขระพระอิติปิโสนี้   บังเกิดเป็นเกราะแก้วประสานกันรอบตัวยันต์ โดยเพิ่มตัวอุณาโลมและตัวโมลงไปด้วย ยันต์เกราะเพชรจึงสามารถคุ้มกันอันตราย ในสมัยที่ท่ายมีชีวิตอยู่นั้น ในงานไหว้ครูประจำปีของท่านทุกปี ท่านจะทำการเป่ายันต์เกราะเพชรให้กับลูกศิษย์และผู้เคารพนับถือปีละหน และผู้ที่ได้รับการเป่ายันต์เกราะเพชรแล้วไม่ต้องมาเป่าอีก และถ้าเป่าแล้วจะไปทำให้เสื่อมลง จะมาเป่าอีกก็ไม่ได้ผล การเป่ายันต์เกราะเพชรนี้หลวงพ่อได้อรรถธิบายว่า  เพื่อให้ยันต์นี้เข้าไปสถิตย์อยู่ในตัวของผู้ที่ต้องการ  ตรงบริเวณหน้าผากให้คุ้มครองให้พ้นจากภัยพิบัติทั้งปวง ซึ่งเป็นคุณวิเศษของยันต์เกราะเพชรนี้

ตระกรุด

ตระกรุด

อกเลายันต์มหาอุดต์

อกเลายันต์มหาอุดต์

เสื้อยันต์เกราะเพชร

เสื้อยันต์เกราะเพชร

เสื้อยันต์เกราะเพชร

เสื้อยันต์เกราะเพชร

ยันต์มหาอุตม์

ยันต์มหาอุตม์

พระยาพิชัยดาบหัก

พระยาพิชัยดาบหัก

พระภิกษุร

พระภิกษุร

พระเจ้ากรุงธนบุรี(ตากสิน)

พระเจ้ากรุงธนบุรี(ตากสิน)

นักรบสมัยพระนเศวรต้องครอบยันต์นี้

นักรบสมัยพระนเศวรต้องครอบยันต์นี้

‘คีตะนาฏยะสดุดี เทิดไท้องค์วิศิษฏศิลปิน’ กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

‘คีตะนาฏยะสดุดี เทิดไท้องค์วิศิษฏศิลปิน’ กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

‘คีตะนาฏยะสดุดี เทิดไท้องค์วิศิษฏศิลปิน’ กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานี ร่วมกับ บ้านนาฏศิลป์พุทธรักษา และ ชมรมครุภักดิ์แทนคุณแผ่นดิน จัดโครงการการแสดงนาฏศิลป์ดนตรีไทยเฉลิมพระเกียรติ “คีตะนาฏยะสดุดี เทิดไท้องค์วิศิษฏศิลปิน” เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2568 และวันอนุรักษ์มรดกไทย โดยมี ดร.ธาวิษ ถนอมจิตศ์ เลขานุการกองทุนพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิ มลฉัตร เป็นประธานในพิธี ณ โรงแรมแก้วสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2568

สุนันทา ณ สุวรรณ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมศาสนาศิลปะและวัฒนธรรม สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เข้าถึงและมีส่วนร่วมในการดูแลรักษา เกิดความรักภาคภูมิใจและหวงแหนในมรดกทางวัฒนธรรม และเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณขององค์วิศิษฏศิลปิน โอกาสนี้ ประสพ เรียงเงินปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ได้ส่งสารมาเพื่อร่วมให้กำลังใจในการจัดกิจกรรมดังกล่าว

ด้าน ชัยเดช เครือเปรม ประธานชมรมครุภักดิ์แทนคุณแผ่นดิน หนึ่งในผู้ร่วมจัดโครงการกล่าวว่า การแสดงในงานมีการบรรเลงดนตรีไทยและการแสดงนาฏศิลป์ อาทิ การแสดงชุดเทิดไท้ถวายพระพรสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ การแสดงชุดปิยรัตน์ราชสุดาเจ้าฟ้าของปวงชาวไทย  การแสดงชุดมโนราห์เทิดพระเกียรติ การแสดงชุดพระเทพฯของชาวไทย การแสดงชุดนาฏศิลป์สี่ภาคเทิดไท้พระบารมี ซึ่งการแสดงทั้งหมดได้รับการฝึกซ้อมโดยคุณครูก้อยบ้านนาฏศิลป์พุทธรักษา