กลาโหมอิสราเอลอนุมัติแผนยึดกาซาซิตี้ เรียกทหารกำลังสำรอง 60,000 นาย

กลาโหมอิสราเอลอนุมัติแผนยึดกาซาซิตี้ เรียกทหารกำลังสำรอง 60,000 นาย

21 ส.ค. 2568 00:15 น.

กลาโหมอิสราเอลอนุมัติแผนยึดกาซาซิตี้ เรียกทหารกำลังสำรอง 60,000 นาย

กลาโหมอิสราเอลอนุมัติแผนการบุกยึดเมืองกาซาซิตี้ ในฉนวนกาซาแล้ว พร้อมให้อำนาจกองทัพเรียกระดมพลทหารกองกำลังสำรองได้มากสุด 60,000 นาย

เมื่อวันพุธที่ 20 ส.ค. 2568 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอล อนุมัติแผนการบุกยึดเมืองกาซาซิตี้ ในฉนวนกาซา และให้อำนาจกองทัพสามารถเรียกระดมพลทหารกองกำลังสำรองได้สูงสุดไม่เกิน 60,000 นาย เพิ่มแรงกดดันให้แก่กลุ่มฮามาสในขณะที่ประเทศตัวกลางกำลังผลักดันข้อตกลงหยุดยิง

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของนายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล เกิดขึ้นในขณะที่ประเทศตัวกลางเจรจากำลังรอการตอบสนองอย่างเป็นทางการของอิสราเอล ต่อข้อเสนอล่าสุดของพวกเขา ซึ่งรวมถึงการให้ฮามาสคืนตัวประกันครึ่งหนึ่งจากทั้งหมด 50 คน แลกกับการหยุดยิง 60 วัน

เจ้าหน้าที่ของกาตาร์ยังคงมองโลกในแง่ดีต่อข้อเสนอดังกล่าว แต่เจ้าหน้าที่อาวุโสคนหนึ่งของอิสราเอลออกมาระบุว่า รัฐบาลอิสราเอลยังคงเรียกร้องให้ในข้อตกลงใดๆ ก็ตาม ต้องมีเงื่อนไขระบุให้ฮามาสคืนตัวประกันทั้งหมด

ทั้งนี้ อิสราเอลกับกลุ่มฮามาสจัดการเจรจาทางอ้อมหลายครั้งตลอดช่วงสงครามในกาซาซึ่งดำเนินมานานกว่า 22 เดือน ส่งผลให้มีการหยุดยิงระยะสั้นๆ 2 ครั้ง ซึ่งในระหว่างนั้นมีการคืนตัวประกันกลับอิสราเอลหลายร้อยคน และมีนักโทษชาวปาเลสไตน์ได้รับการปล่อยตัวนับพันคน

ในปัจจุบัน ยังเหลือตัวประกัน 49 คนอยู่ในมือของกลุ่มฮามาส จากทั้งหมด 251 คนที่ฮามาสจับไประหว่างการบุกโจมตีอิสราเอลครั้งใหญ่เมื่อ 7 ต.ค. 2566 โดยทหารอิสราเอลคาดว่า 27 รายในจำนวนนี้เสียชีวิตไปแล้ว

แหล่งข่าวในกลุ่มฮามาสและกลุ่มติดอาวุธอิสลามิก ญิฮาด บอกกับสำนักข่าว เอเอฟพี ในวันพุธว่า ข้อเสนอล่าสุดประกอบด้วยการปล่อยตัวประกันที่ยังมีชีวิตอยู่ 10 คน และคืนร่างตัวประกัน 18 ร่าง ในระหว่างการหยุดยิง 60 วัน ส่วนตัวประกันที่เหลือจะได้รับการปล่อยตัวในการหยุดยิงช่วงที่ 2

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อธิบดีกรมฝนหลวง ลงพื้นทีให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

อธิบดีกรมฝนหลวง ลงพื้นทีให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

อธิบดีกรมฝนหลวง ลงพื้นทีให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.50 น.

21 สิงหาคม 2568 เวลา 13.30 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น และในการลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ และพื้นที่ข้างเคียงต่อไป

-(016)

รองปลัดฯถกอนุฯศูนย์ภูฟ้าพัฒนาดันโครงการเพิ่มรายได้เกษตรกร

รองปลัดฯถกอนุฯศูนย์ภูฟ้าพัฒนาดันโครงการเพิ่มรายได้เกษตรกร

รองปลัดฯถกอนุฯศูนย์ภูฟ้าพัฒนาดันโครงการเพิ่มรายได้เกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.16 น.

รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการเกษตรโครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาฯ ผลักดันโครงการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

วันนี้ (21 ส.ค.) นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการเกษตรโครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ครั้งที่ 1/2568 โดยมี ผู้บริหารสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 134 และผ่านระบบ Zoom Cloud Meeting ว่าที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินโครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาฯ ในช่วงเดือนตุลาคม –15 สิงหาคม 2568 ซึ่งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ได้เข้าไปส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกร อาทิ การผลิตกาแฟอะราบิก้า การผลิตเมล็ดพันธุ์พืชผักหมุนเวียน การทำปุ๋ยพืชสด การเลี้ยงปลาในบ่อดิน การผลิตและจัดการไม้เศรษฐกิจ เป็นต้น โดยมุ่งเน้นพัฒนาทักษะและองค์ความรู้เกษตรกรให้สามารถนำไปปรับใช้ในพื้นที่จริง และเกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อผลักดันให้เกษตรกรมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 30,000 บาท/ครัวเรือน/เดือน

นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ขยายกรอบระยะเวลาการดำเนินงาน (ด้านการเกษตร) โครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาฯ ไปจนถึงปี 2570 และมอบหมายให้คณะทำงานด้านเกษตรโครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาฯ ทบทวนแผนดำเนินการ/กิจกรรม/งบประมาณ ที่จะดำเนินการในช่วงปี 2569 – 2570 เพื่อเสนอต่อที่ประชุมนครั้งถัดไป

015

ก.เกษตรฯเร่งมือถกจีนรับมือตรวจสารซัลเฟอร์ลำไยไทย

ก.เกษตรฯเร่งมือถกจีนรับมือตรวจสารซัลเฟอร์ลำไยไทย

ก.เกษตรฯเร่งมือถกจีนรับมือตรวจสารซัลเฟอร์ลำไยไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.04 น.

“อรรถกร” เตรียมเร่งเจรจาจีน รับมือมาตรการอาจสุ่มตรวจสารซัลเฟอร์ลำไยไทยเพิ่ม เชื่อ ใช้สายสัมพันธ์ไทย–จีน ปกป้องผลประโยชน์เกษตรกรได้

วันนี้ (21 ส.ค.) นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีที่ประเทศจีนอาจจะมีการเพิ่มมาตรการในการตรวจสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) หรือกำมะถันในลำไยของไทย ว่า ตนได้รับแจ้งจากทางทูตเกษตรทั้ง 2 ท่านที่ประจำอยู่ที่สาธารณรัฐประชาชนจีนแล้วว่า ทางการจีนอาจจะมีการปรับเปลี่ยนการสุ่มตรวจ จากค่ามาตรฐานที่กำหนดในพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดด้านการกักกันโรคและตรวจสอบสำหรับสินค้าผลไม้เมืองร้อนที่ส่งออกจากประเทศไทยไปสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ได้ลงนามเมื่อปี พ.ศ.2547 ว่า สารซัลเฟอร์ในลำไย ที่เนื้อไม่เกิน 50 mg/kg แต่อาจจะมีแนวโน้มที่จะมีการยกระดับมาตรฐานสุ่มตรวจสารซัลเฟอร์ทั้งเนื้อและเปลือก แทนการตรวจเฉพาะเนื้อ

นายอรรถกร กล่าวต่อว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ ยังไม่ได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับมาตรการดังกล่าว และยังไม่มีหนังสือชี้แจงใด ๆ มาจากทางการจีน ซึ่งถือเป็นช่องว่างที่เราจะเร่งเจรจาขอผ่อนปรนมาตรการดังกล่าว เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการได้มีระยะเวลาในการปรับตัว โดยวานนี้ (20 ส.ค.2568) ตนได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการค้าต่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และกรมวิชาการเกษตร เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบหากมีมาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นจริง

“ผมต้องทำให้กระทรวงเกษตรฯ เป็นที่พึ่งของเกษตรกรไทย และทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ให้เกษตรกร ขณะนี้ได้ทำนัดเรื่องเวลาในการที่จะเข้าไปพบกับจีนแล้ว ซึ่งผมเชื่อว่าด้วยความสัมพันธ์ที่ดีของประเทศไทยกับประเทศจีนที่เรามีการค้าการขายดั่งพี่ดั่งน้องมาตลอด จะสามารถพูดคุยทางการค้าเพื่อหาข้อสรุปถึงการเปลี่ยนแปลงมาตรการสุ่มตรวจในลำไยที่จะเกิดขึ้นได้” นายอรรถกร กล่าว

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาในสมัยที่ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ดำรงตำแหน่ง รมว.เกษตรฯ ช่วงนั้นเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนก็เผชิญกับการสุ่มตรวจสาร BY2 ในทุเรียนไทยที่ส่งไปขายที่จีนจะต้องผ่านเกณฑ์ตามที่จีนกำหนดมา ในขณะนั้นกระทรวงเกษตรฯ มีการเตรียมความพร้อมและรับมือจนสามารถผ่านสถานการณ์นั้นมาได้ ซึ่งการสุ่มตรวจสารในลำไยครั้งนี้ก็เช่นกัน ตนเชื่อว่ากระทรวงเกษตรฯ มีประสบการณ์ในการรับมือ และจะทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบน้อยมากที่สุด

นายอรรถกร กล่าวอีกว่า ในส่วนสถานการณ์ลำไยในภาคตะวันออก ที่จะมีผลผลิตออกมาอีกกว่า 30,000 ตัน ภายใน 2-3 เดือนนี้ ว่าตนเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้ทราบถึงปัญหานี้ดีและก็คงจะไม่ปล่อยให้พี่น้องชาวสวนลำไยต้องเดินเดียวดาย และถ้าจำเป็นที่จะต้องใช้เงินงบประมาณ ตนเชื่อว่านายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย รักษาการนายกฯ จะนำงบประมาณซึ่งเป็นภาษีของประชาชนมาใช้ในส่วนนี้ เพื่อที่จะดูแลแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องชาวสวนลำไยต่อไป

กรมประมงโชว์ความเป็นหนึ่ง’กุ้งก้ามกรามไทย’ สัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญ มูลค่าสูงกว่า8.7พันล้าน

กรมประมงโชว์ความเป็นหนึ่ง'กุ้งก้ามกรามไทย' สัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญ มูลค่าสูงกว่า8.7พันล้าน

กรมประมงโชว์ความเป็นหนึ่ง’กุ้งก้ามกรามไทย’ สัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญ มูลค่าสูงกว่า8.7พันล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.07 น.

กรมประมง โชว์ความเป็นหนึ่ง “กุ้งก้ามกรามไทย” สัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญ มูลค่าสูงกว่า 8.7 พันล้าน

นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง  นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานส่งเสริมการผลิต กุ้งก้ามกรามคุณภาพมาตรฐานสากล ครบทุกขั้นตอนตลอดห่วงโซ่การผลิต พร้อมเปิดเผยว่า “กุ้งก้ามกราม” สัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย สามารถสร้างอาชีพให้เกษตรกรได้เป็นอย่างดี ซึ่งกุ้งก้ามกราม มีบทบาทในครัวไทยและครัวโลก สามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมนูต้มยำกุ้ง เป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั่วโลก ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นอาหารที่สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทย ซึ่งกรมประมง มีนโยบายในการพัฒนากุ้งก้ามกรามไทยทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เพื่อยกระดับให้เป็นวัตถุดิบอาหารระดับโลก โดยมุ่งเน้นส่งเสริมการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ผ่านกระบวนการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัยให้กับเกษตรกร ตั้งแต่วิธีการเลี้ยงที่ช่วยลดต้นทุนการผลิต การจัดการคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยง เพื่อให้กุ้งก้ามกรามมีสุขภาพที่ดีและเจริญเติบโตอย่างเหมาะสม การเฝ้าระวังและป้องกันโรคที่อาจเกิดขึ้นกับกุ้งก้ามกราม ที่สำคัญคือ การพัฒนาสายพันธุ์กุ้งก้ามกรามที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ทั้งในเรื่องของขนาด รูปร่าง  และทนทานต่อโรคต่างๆ ปัจจุบันกรมประมงได้พัฒนาสายพันธุ์กุ้งก้ามกราม “มาโคร 1” ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านอัตราการเจริญเติบโตดีขึ้น กุ้งตัวโตเร็ว แข็งแรง และปลอดโรค ช่วยเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน จากการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามพันธุ์ มาโคร 1 อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกษตรกรสามารถนำไปต่อยอดขยายผลในการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามให้มีคุณภาพได้มาตรฐานตรงตามความต้องการของตลาด ควบคู่กับการถ่ายทอดเทคโนโลยีกระบวนการผลิตลูกพันธุ์ การอนุบาล การเพาะเลี้ยงอย่างครบวงจร ภายใต้มาตรฐานสากล เป็นการขยายโอกาสทางการตลาด และเพิ่มมูลค่าการส่งออกกุ้งก้ามกรามของไทยไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดที่มีศักยภาพ เช่น จีน เป็นต้น ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามที่มีคุณภาพและราคาดี ที่สำคัญยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศด้วย

สำหรับประเทศไทยมีการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามกันอย่างแพร่หลายในหลายพื้นที่ อาทิ ราชบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม ฉะเชิงเทรา ชลบุรี กาฬสินธุ์ และเชียงราย เป็นต้น ปัจจุบันมีฟาร์มเพาะเลี้ยงที่ขึ้นทะเบียนกับกรมประมง จำนวน 12,763 แห่ง (ข้อมูล ปี 2567) ทีพื้นที่เลี้ยง 125,476 ไร่ ปริมาณผลผลิต 42,643 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 8,701.8 ล้านบาท ถือเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ที่มีผลผลิตและมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูง สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและนำรายได้เข้าสู่ประเทศเป็นจำนวน

ซึ่งในปีที่ผ่านมาราคากุ้งก้ามกรามที่เกษตรกรได้รับทุกขนาดราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น การค้าระหว่างประเทศมีการปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นเช่นกัน โดยปริมาณการส่งออกกุ้งก้ามกรามและผลิตภัณฑ์ของไทยไปยังต่างประเทศ ในห้วงเดือนมกราคม – มิถุนายน ปี 2568 มีปริมาณ 4,206 ตัน มูลค่า 535 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเมื่อช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 มีปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้น 425 ตัน และมูลค่าเพิ่มขึ้น 124 ล้านบาท สำหรับผลิตภัณฑ์กุ้งก้ามกรามที่มีปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้น คือ กุ้งก้ามกรามสำหรับทำพันธุ์ รองลงมาคือกุ้งก้ามกรามสดหรือแช่เย็น และกุ้งก้ามกรามแช่เย็นจนแข็ง ส่วนตลาดส่งออกที่มีมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ เมียนมา จีน สหรัฐอเมริกา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มาเลเซีย อย่างไรก็ตาม พบว่าแนวโน้มการผลิตกุ้งก้ามกรามมีการปรับตัวลดลง เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูงเมื่อเทียบกับราคาที่เกษตรกรขายได้ทำให้เกษตรกรมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเลี้ยง โดยเลี้ยงรวมกับกุ้งขาวมากขึ้น บางส่วนชะลอการเลี้ยงและลดอัตราการปล่อยลูกพันธุ์ ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลง ส่งผลให้ราคากุ้งก้ามกรามปรับตัวสูงขึ้น

ดังนั้น กรมประมงจึงเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทั้งสนับสนุนและพัฒนาความรู้ด้านการเกษตรสมัยใหม่ เช่น การนำเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกมาประยุกต์ใช้ในฟาร์มเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะค่าพลังงาน  โดยใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ (Solar cell) ทดแทน ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรในรูปแบบสหกรณ์ เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งและอำนาจต่อรองการซื้อปัจจัยการผลิต และการจำหน่ายผลผลิต ส่งเสริมในการสร้างฟาร์มให้ได้มาตรฐาน GAP รวมทั้งการออกหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำ (MD) เพิ่มช่องทางการส่งออกไปตลาดต่างประเทศ และล่าสุดกรมประมงได้เดินหน้าจัดสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุกรรมกุ้งก้ามกรามนครปฐม เพื่อเป็นแหล่งศึกษา ค้นคว้า วิจัยและพัฒนาพันธุ์กุ้งก้ามกรามคุณภาพดี สำหรับกระจายพันธุ์จำนวนกว่า 10 ล้านตัว/ปี ตามความต้องการของเกษตรกรในจังหวัดนครปฐมและพื้นที่ใกล้เคียง ช่วยเพิ่มปริมาณการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม และยังเป็นแหล่งเรียนรู้การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามที่ถูกต้องตามหลักพันธุศาสตร์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามในอนาคต

กรมชลฯ แจงบางระกำโมเดล 68 แจ้งเตือนล่วงหน้า งดเพาะปลูกในพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก

กรมชลฯ แจงบางระกำโมเดล 68 แจ้งเตือนล่วงหน้า งดเพาะปลูกในพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก

กรมชลฯ แจงบางระกำโมเดล 68 แจ้งเตือนล่วงหน้า งดเพาะปลูกในพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.39 น.

กรมชลฯ แจงบางระกำโมเดล 68 แจ้งเตือนล่วงหน้า งดเพาะปลูกในพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก เพื่อป้องกันความเสียหายทางการเกษตร

 กรมชลประทาน โดย สำนักงานชลประทานที่ 3 เดินหน้าขับเคลื่อนแผนบริหารจัดการน้ำ “บางระกำโมเดล” ประจำปี 2568 อย่างเป็นรูปธรรม  ภายหลังที่ประชุมคณะอนุกรรมการจัดทำแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำ (ทุ่งบางระกำ) ครั้งที่ 3/2568 เมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบแนวทางดำเนินงานร่วมกันในพื้นที่

ล่าสุด 3 โครงการหลัก ได้แก่
 • โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายม-น่าน
 • โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพลายชุมพล
 • โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานเรศวร

ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติงานตามมติที่ประชุม พร้อมแจ้งแผนการบริหารจัดการน้ำล่วงหน้าให้กลุ่มผู้ใช้น้ำ  และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ เพื่อเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์น้ำหลากอย่างมีประสิทธิภาพ

แผนบริหารจัดการน้ำปีนี้ครอบคลุมพื้นที่ส่งน้ำประมาณ 327,000 ไร่ และพื้นที่หน่วงน้ำ 265,000 ไร่ ซึ่งสามารถรองรับน้ำได้มากกว่า 400 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่ประชุมยังรับทราบผลการประชาคมจากพื้นที่ และเห็นชอบโครงการส่งเสริมการรับรู้และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน 

สำหรับปี 2568 นี้ แผนยังคงใช้พื้นที่ทุ่งบางระกำเป็น “แก้มลิงธรรมชาติ” เพื่อรองรับน้ำหลากจาก จ.สุโขทัยและพิษณุโลก พร้อมชะลอไม่ให้น้ำไหลลงสู่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบันยังไม่มีการผันน้ำเข้าพื้นที่หน่วงน้ำโดยตรง เนื่องจากแม่น้ำยมสายเก่าและคลองต่าง ๆ ยังสามารถระบายน้ำได้ตามปกติ หลังเสร็จสิ้นการระบายน้ำจากพายุ “วิภา”

ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป หากเกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วเสร็จ พื้นที่ทุ่งบางระกำจะสามารถรองรับน้ำได้อย่างเต็มศักยภาพ

กรมชลประทานเกาะติดโครงการบริหารจัดการน้ำภาคอีสาน

กรมชลประทานเกาะติดโครงการบริหารจัดการน้ำภาคอีสาน

กรมชลประทานเกาะติดโครงการบริหารจัดการน้ำภาคอีสาน

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.32 น.

วันที่ 20 สิงหาคม 2568 นายฐนันดร์ สุทธิพิศาล รองอธิบดีกรมชลประทาน ลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำและงานก่อสร้างในเขตสำนักงานชลประทานที่ 5 โดยมี นายภัคภาค คุณะเกษม ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 5 พร้อมคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ร่วมลงพื้นที่และรายงานผลการดำเนินงาน

การลงพื้นที่ครั้งนี้เริ่มที่ประตูระบายน้ำสามพร้าว ตำบลสามพร้าว อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ระบายน้ำได้สูงสุด 114 ลบ.ม./วินาที พร้อมฝายกั้นลำน้ำห้วยหลวง ความยาว 79.75 เมตร สร้างขึ้นเพื่อป้องกันและบรรเทาอุทกภัย หลังจากเกิดน้ำท่วมใหญ่ในปี 2543–2544

ช่วงบ่าย รองอธิบดีกรมชลประทานและคณะ ได้ประชุมติดตามความก้าวหน้าโครงการสำคัญ ได้แก่ ประตูระบายน้ำศรีสองรักอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ที่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ระบายน้ำได้สูงสุด 2,500 ลบ.ม./วินาที สามารถเพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ฤดูฝน 72,500 ไร่ และฤดูแล้ง 18,100 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 7 ตำบลของอำเภอเชียงคาน รวม 44 หมู่บ้าน 9,287 ครัวเรือน รวมถึงจะเป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค เพาะพันธุ์สัตว์น้ำ และสถานที่ท่องเที่ยว

ส่วนโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง จังหวัดหนองคาย ตั้งอยู่ที่จังหวัดหนองคาย เป็นการก่อสร้างสถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง อัตราการสูบน้ำรวม 150 ลบ.ม./วินาที และปรับปรุงพนังกั้นน้ำเดิมฝั่งขวาตามแนวลำห้วยหลวง ความยาว 18.6 กม. รวมถึงการก่อสร้างพนังกั้นน้ำใหม่ฝั่งซ้าย ความยาว 41.85 กม. และฝั่งขวา ยาว 29.34 กม. ตลอดจนสร้างอาคารบังคับน้ำตามลำน้ำห้วยหลวงและลำน้ำสาขารวม 14 แห่ง และโครงข่ายระบบชลประทาน จำนวน 13 โครงข่าย ครอบคลุมพื้นที่ 315,195 ไร่ แก้มลิงและอาคารประกอบ จำนวน 20 แห่ง พร้อมระบบควบคุมอุทกภัยอัจฉริยะ (Smart Flood Control System) ช่วยบรรเทาอุทกภัยในเขตจังหวัดหนองคายและอุดรธานี พื้นที่รับประโยชน์ 54,390 ไร่ ส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานเดิม 15,000 ไร่ และเพิ่มพื้นที่ชลประทานใหม่อีก 300,195 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 284 หมู่บ้าน 37 ตำบล 7 อำเภอ ของจังหวัดหนองคายและจังหวัดอุดรธานี โดยมีครัวเรือนที่ได้รับผลประโยชน์ 29,835 ครัวเรือน เป็นแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อขยายพื้นที่ชลประทานในพื้นที่ใกล้เคียง

ทั้งนี้ การลงพื้นที่ของรองอธิบดีกรมชลประทานในครั้งนี้ เพื่อติดตามความก้าวหน้าของงานก่อสร้างและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ แม้โครงการบางแห่งจะยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง แต่ในช่วงฤดูฝนปี 2568 นี้ สำนักงานชลประทานที่ 5 ยังคงสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้ปฏิบัติตาม 9 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2568 อย่างเคร่งครัด พร้อมติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝนนี้

เปิดเวทีปฐมนิเทศฯ โครงการประตูระบายน้ำป่าแขม จ.พะเยา เดินหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำยม

เปิดเวทีปฐมนิเทศฯ โครงการประตูระบายน้ำป่าแขม จ.พะเยา เดินหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำยม

เปิดเวทีปฐมนิเทศฯ โครงการประตูระบายน้ำป่าแขม จ.พะเยา เดินหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำยม

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.37 น.

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา นายวิทยา แก้วมี รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นผู้แทนกรมชลประทาน ร่วมประชุมปฐมนิเทศโครงการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมประตูระบายน้ำป่าแขม พร้อมระบบส่งน้ำ อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา โดยเป็นโครงการที่มีความเหมาะสมในการพัฒนาในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนบน ภายใต้โครงการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม อาคารบังคับน้ำในแม่น้ำยมตอนบนและตอนล่าง จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่ จังหวัดพิจิตร และจังหวัดนครสวรรค์ โดยมีคณะที่ปรึกษาผู้จัดทำรายงาน ผู้แทนจากหน่วยงานราชการส่วนกลางและท้องถิ่น กลุ่มผู้ใช้น้ำ และภาคประชาชน เพื่อเข้าร่วมรับฟังข้อมูลและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตลอดจนไปใช้ประกอบ ในการศึกษาความเหมาะสมของโครงการฯ ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและชุมชน ซึ่งได้รับเกียรติจาก นายคเณศ คำนนท์ นายอำเภอเชียงม่วน มาเป็นประธานการประชุม

สืบเนื่องจากปัจจุบันของลุ่มน้ำยม เผชิญกับปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งซ้ำซาก และมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นทุกปี โดยปัญหาอุทกภัยส่วนใหญ่เกิดจากการล้นตลิ่งของลำน้ำยมที่ไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำในฤดูฝนได้  โดยเฉพาะพื้นที่ในลุ่มน้ำยมตอนกลางและตอนล่าง ซึ่งครอบคลุมเขตเศรษฐกิจของตัวเมืองแพร่ เมืองสุโขทัย และพื้นที่รอยต่อจังหวัดพิจิตร ส่งผลให้ต้องเผชิญกับน้ำท่วมซ้ำซากและเกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง นอกจากนี้ ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยและทำการเกษตร ทำให้ระบบนิเวศธรรมชาติถูกทำลาย ตลอดจนสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก

ขณะเดียวกันการควบคุมและบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ยังไม่เพียงพอ ขาดแคลนแหล่งกักเก็บน้ำต้นทุน ส่งผลให้ไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรมชลประทาน จึงได้ดำเนินการศึกษาแผนแม่บทเพื่อการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำยม โดยเฉพาะการศึกษาแนวทางก่อสร้างอาคารบังคับน้ำในแม่น้ำยมทั้งตอนบนและตอนล่าง ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดพะเยา แพร่ พิจิตร และนครสวรรค์ ซึ่งได้คัดเลือก 3 โครงการเร่งด่วน ได้แก่ โครงการประตูระบายน้ำเด่นชัย จังหวัดแพร่  โครงการประตูระบายน้ำท่านั่ง จังหวัดพิจิตร และโครงการประตูระบายน้ำบ้านป่าแขม พร้อมระบบส่งน้ำ อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา

ในส่วนของโครงการประตูระบายน้ำบ้านป่าแขม พร้อมระบบส่งน้ำ อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา เป็นประตูน้ำที่อยู่ตอนบนของลุ่มน้ำยม และมีความสำคัญ ในการกักเก็บ ด้วยการยกระดับน้ำในแม่น้ำยมให้สามารถสูบน้ำเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรมในเขตพื้นที่ ตำบลสระ และ ตำบลบ้านมาง อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา รวมทั้งเพิ่มศักยภาพในการสูบน้ำให้แก่สถานีสูบน้ำบริเวณพื้นที่โครงการจำนวน 2 แห่ง ได้แก่ สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านทุ่งมอก และสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านป่าแขมเหนือ หากโครงการแล้วเสร็จ จะมีพื้นที่รับประโยชน์จำนวน 3,012 ไร่ โดยเป็นพื้นที่ชลประทานเปิดใหม่ 605 ไร่

ทั้งนี้ กรมชลประทาน มีความมุ่งมั่นในการเดินหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำยม เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ลุ่มน้ำยมอย่างเป็นระบบ  ตลอดจนสร้างความมั่นคงด้านน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำยมอย่างยั่งยืน

กระทรวงพาณิชย์ ชวนอุดหนุนงานหัตถศิลป์ไทย นำ SACIT เปิด “อัตลักษณ์แห่งสยาม” ดึงทักษะภูมิปัญญาท้องถิ่น โชว์ฝีมือครูช่าง รักษามรดกของไทย

กระทรวงพาณิชย์ ชวนอุดหนุนงานหัตถศิลป์ไทย นำ SACIT เปิด “อัตลักษณ์แห่งสยาม” ดึงทักษะภูมิปัญญาท้องถิ่น โชว์ฝีมือครูช่าง รักษามรดกของไทย

กระทรวงพาณิชย์ ชวนอุดหนุนงานหัตถศิลป์ไทย นำ SACIT เปิด “อัตลักษณ์แห่งสยาม” ดึงทักษะภูมิปัญญาท้องถิ่น โชว์ฝีมือครูช่าง รักษามรดกของไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.30 น.

กระทรวงพาณิชย์ โดยสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT จัดงาน “อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 16” นำทักษะและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างจุดแข็งด้วยการเสริมศักยภาพช่างหัตถศิลป์ไทย พร้อมยกระดับสู่มาตรฐานสากล ระหว่างวันที่ 20-24 สิงหาคมนี้ ที่ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ กรุงเทพฯ

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ ให้ความสำคัญ กับงานศิลปหัตถกรรมไทย ที่กำเนิดจากภูมิปัญญาและทักษะฝีมือซึ่งสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน งานหัตถกรรมไทย จึงมิได้เป็นเพียงเป็นแค่ผลงานสร้างสรรค์ แต่ยังเป็นการสะท้อนถึงรากทางวัฒนธรรมของชาติอันทรงคุณค่า มีศักยภาพในการเผยแพร่อัตลักษณ์ของไทย และเป็นพลังสำคัญที่จะสร้างมูลค่าให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เป็นไป อย่างมั่นคง

กระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในการส่งเสริมและสนับสนุนด้านการตลาด การพัฒนาศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้ผู้ประกอบการศิลปหัตถกรรมไทย ด้วยการผสมผสานนวัตกรรมเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นและแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย” ที่มุ่งกระตุ้นการบริโภคสินค้าท้องถิ่นฝีมือคนไทย ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบภายในประเทศคุณภาพดี พัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยเพื่อตอบสนองผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับงานศิลปะ ผลลัพธ์ที่ได้ไม่เพียงทำให้ห่วงโซ่งานหัตถกรรมเข้มแข็งขึ้น แต่ยังช่วยธำรงรักษามรดกภูมิปัญญาไทยให้คงอยู่คู่ชาติต่อไป

งาน “อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 16” ที่จัดขึ้นโดยสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย เป็นเวทีสำคัญในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ชาวบ้านและช่างฝีมือผู้ผลิตงานศิลปหัตถกรรมไทย โดยเปิดพื้นที่ให้เกิดการพบปะ และทำการค้ากับผู้ซื้อโดยตรงทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จึงเป็นอีกงานหนึ่งที่ช่วยให้ช่างฝีมือสามารถเพิ่มพูนรายได้ผ่านการจำหน่ายผลงานและการรับคำสั่งผลิตเพิ่มเติม อีกทั้งยังเป็นโอกาสในการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่  เพราะรายได้จากการทำงานหัตถกรรมสามารถหมุนเวียนกลับไปสู่ครอบครัวและชุมชน สร้างความมั่นคงทางอาชีพ และทำให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นได้รับการสืบทอดอย่างต่อเนื่อง เพิ่มศักยภาพแข่งขันของผู้ประกอบการศิลปหัตถกรรมไทยในเวทีสากล และเป็นการต่อยอด Soft Power ของไทยให้เป็นที่ยอมรับทั่วโลก

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวว่า SACIT มีภารกิจในการดำเนินงานสืบสาน สร้างสรรค์ ส่งเสริม งานศิลปหัตถกรรมไทยทุกมิติให้ก้าวไกลอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการสร้างโอกาสและขยายตลาดให้ประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ได้เข้าถึงงานศิลปหัตถกรรมฝีมือคนไทยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งงาน “อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 16” ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ส่งต่อภูมิปัญญา เสน่ห์งานหัตถกรรม” สะท้อนเจตนารมณ์ของประเทศไทยในการธำรง พัฒนา และเผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านผลงานหัตถศิลป์จากครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรมทั่วประเทศ ที่รังสรรค์ด้วยความวิริยะอุตสาหะ ถ่ายทอดความประณีตและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ทั้งด้านวัสดุ เทคนิค และเรื่องราว จนงดงาม โดดเด่นไม่เหมือนชาติใดในโลก

สำหรับไฮไลต์และกิจกรรมภายในงาน “อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 16” ผู้เข้าชมงานจะได้สัมผัสประสบการณ์ อันน่าประทับใจกับเสน่ห์แห่งหัตถศิลป์ไทยที่หลากหลายชั้นครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาท ช่างศิลปหัตถกรรม ที่ SACIT ได้คัดสรรมาให้ทุกท่านได้ชื่นชมมากมาย ได้แก่ โซนจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์    มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, โซนจำหน่ายผลิตภัณฑ์หัตถศิลป์ไทยจากครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ทั่วประเทศไทย กว่า 70 ราย, โซนจัดแสดงผลงานหัตถศิลป์ที่หาชมยากจากฝีมือชั้นบรมครูที่ใช้เทคนิคชั้นสูงในการสร้างสรรค์ผลงาน   ได้อย่างประณีต งดงาม, ชมการสาธิตงานศิลปหัตถกรรมไทย อาทิ งานลงรักประดับมุก, งานแทงหยวก, งานหัตถกรรมกระจกเกรียบ, งานเพ้นท์ผ้าบาติก, งานแกะสลักไม้, กิจกรรม Workshop งานหัตถกรรม อาทิ งานจักสานไม้ไผ่ลายมงคล, งานเพ้นท์หน้ากากผีตาโขนจิ๋ว, งานประดิษฐ์เครื่องประดับลายไทย

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม “อัตลักษณ์แห่งสยาม Exclusive Auction” ในวันที่ 22 สิงหาคม 2568 เริ่มตั้งแต่เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป ณ บ้านปาร์ค โรงแรมปาร์คนายเลิศ เป็นงานประมูลสุด Exclusive ที่รวบรวม              สุดยอดงานหัตถศิลป์ไทยระดับมาสเตอร์พีซ กว่า 40 ผลงาน สร้างสรรค์โดยบรมครูผู้เปี่ยมฝีมือและจิตวิญญาณ แห่งงานหัตถศิลป์ไทย ให้สำหรับนักสะสมและผู้ที่หลงใหลในงานหัตถศิลป์ไทยได้จับจองเป็นเจ้าของกันอีกด้วย

งาน “อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 16” ไม่ใช่เพียงการจัดแสดงและจำหน่ายงานศิลปหัตถกรรมไทยเท่านั้น แต่นี่คือเวทีแห่งจิตวิญญาณและความภาคภูมิใจของแผ่นดิน ที่รวมครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรม เพื่อถ่ายทอดทักษะและภูมิปัญญาเชิงช่างอันล้ำค่าที่สั่งสมมานับชั่วอายุคน ที่ไม่อาจตีเป็นมูลค่าได้ แต่เป็นการเชื่อมอดีตกับอนาคตให้คนไทยโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ได้สัมผัสถึงคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่น เห็นถึงความมุ่งมั่นและความอุตสาหะของครูให้ยังคงอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลก จึงเป็นการส่งต่อมรดกทางภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น ให้ลูกหลานได้ภาคภูมิใจ เกิดแรงบันดาลใจที่จะร่วมกันอนุรักษ์ รักษา และสืบสานงานศิลปหัตถกรรมไทย ให้คงอยู่คู่แผ่นดินตลอดไป ผู้อำนวยการ SACIT กล่าวอย่างภาคภูมิ

SACIT ขอเชิญชวนประชาชน นักท่องเที่ยว นักศึกษา หรือใครที่กำลังมองหาธุรกิจจากงานหัตถกรรมไทยไปร่วมชม ไปเป็นกำลังใจ ให้กับช่างหัตถศิลป์ไทย และอุดหนุนงานหัตถศิลป์ไทย หรือจะแวะไปทักทายพูดคุยหาแรงบันดาลใจจากครู เชิญได้ที่งาน “อัตลักษณ์ แห่งสยาม ครั้งที่ 16” ระหว่างวันที่ 20–24 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00–22.00 น. ณ Q Stadium ชั้น M ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ กรุงเทพฯ เดินทางสะดวกด้วย BTS ลงสถานีพร้อมพงษ์ (ทางออก 1) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 1289 หรือ Facebook SACIT Shop

มนุษยสัมพันธ์สมาคมฯ มอบรางวัล ‘มนุษยสัมพันธ์ยอดเยี่ยม ม.ส.เกียรติยศ ประจำปี 2568’

มนุษยสัมพันธ์สมาคมฯ มอบรางวัล 'มนุษยสัมพันธ์ยอดเยี่ยม ม.ส.เกียรติยศ ประจำปี 2568'

มนุษยสัมพันธ์สมาคมฯ มอบรางวัล ‘มนุษยสัมพันธ์ยอดเยี่ยม ม.ส.เกียรติยศ ประจำปี 2568’

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.21 น.

พลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล “มนุษยสัมพันธ์ยอดเยี่ยม ม.ส.เกียรติยศ ประจำปี 2568” ซึ่ง มนุษยสัมพันธ์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ (ม.ส.) นำโดย วิไลวรรณ ลายถมยา นายก ม.ส. จัดขึ้น เพื่อมอบให้กับบุคลผู้มีมนุษยสัมพันธ์ยอดเยี่ยม เป็นประจักษ์ ซึ่งผู้ได้รับรางวัลในปีนี้ได้แก่ นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) และ ธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ อดีตรองประธานศาลปกครอง ภายในงานมีคณะกรรมการ และแขกผู้มีเกียรติมาร่วมแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลอย่างอบอุ่น ณ โรงแรมรอยัล ปริ๊นเซส หลานหลวง