แหวกฟ้าหาฝัน : Danish Art in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Danish Art in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Danish Art in National Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Danish Art คือ ทัศนศิลป์ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นในเดนมาร์กโดยศิลปินชาวเดนมาร์กหรือเดนนิสซึ่งย้อนกลับไปได้ถึง 200 ปีก่อนคริสต์ศักราช อย่างไรก็ดี ศิลปะในช่วงเวลานั้นกลับถูกเรียกขานว่าเป็น Nordic Art of Scandinavia มากกว่า ยุคที่เริ่มเป็นงานศิลปะของเดนมาร์กจริง ๆ เริ่มต้นขึ้นในยุคทองแดง แล้วถูกขนานนามว่าเป็นศิลปะของไวกิ้งในเวลาต่อมา ผลงานจิตรกรรมที่พบก็คือเป็นภาพปูนเปียกในโบสถ์เป็นส่วนใหญ่  การปฏิรูปศิลปะของเดนมาร์กเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันเป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงของตลาดที่ราชสำนัก และคหบดีมีความต้องการผลงานที่เกี่ยวข้องกับภาพเหมือนมากขึ้นซึ่งพวกเขามักนำเข้ามาจากศิลปินต่างชาติ เพื่อตอบสนองต่อตลาดในประเทศศิลปินเดนนิสที่ทำงานนับจากคริสต์ศตวรรษที่ 18 จึงไปเข้ารับการศึกษาศิลปะร่วมสมัยในต่างประเทศ อาทิ เยอรมัน เนเธอร์แลนด์

เมื่อศิลปินท้องถิ่นเรียนจบจากต่างประเทศมากขึ้น ร่วมกับการส่งเสริมอย่างจริงจังจากราชสำนัก การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จึงเกิดขึ้น ณ ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 จนถึงกับถูกขนานนามว่า Danish Golden Age รูปแบบของงานจิตรกรรมโดยเฉพาะงานทิวทัศน์มักเขียนถึงแสงเหนือที่นุ่มนวลแต่ก็ให้ความตัดกันของสีที่ชัดเจนซึ่งเป็นการเน้นย้ำถึงความเป็นจริงมากกว่าความพยายามที่จะทำให้สวยแต่เพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ศิลปินยังเริ่มรังสรรค์ภาพเหมือนแบบกลุ่มคนโดยอาศัยบรรยากาศพื้นบ้านที่อยู่ท่ามกลางเฟอร์นิเจอร์พื้น ๆ ที่ตกแต่งรอบตัว อาทิ ภาพกลุ่มเพื่อนหรือครอบครัวของศิลปิน แม้เดนมาร์กจะมิได้เป็นศูนย์กลางในการผลิตผลงานศิลปะเฉกเช่นยุโรปกลาง และมิได้ส่งออกศิลปะอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่ศิลปะเดนมาร์กก็ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง อีกทั้งผลงานที่หลงเหลือไม่ว่าจะเป้นงานเขียนในโบสถ์หรือวังก็ยังมีอิทธิพลต่อยุโรปเหนือทั้งหมด

ในช่วงปลายของยุค Golden Age แนวความคิดที่เน้นความเป็นเนื้อเดียวกันของวัฒนธรรมได้หันเหไปสู่ความเปลี่ยนแปลงของสังคมแบบอุตสาหกรรมมากขึ้น ถึงกระนั้นก็ตามศิลปินเดนนิสท้องถิ่นส่วนหนึ่งยังคงยินดีที่จะรังสรรค์งานที่เกี่ยวเนื่องกับความสุขของชีวิตประจำวันของชาวบ้านที่ยังคงทำการเกษตรและตกปลาอันเป็นการเน้นย้ำถึงความเจ็บปวดจากการเปลี่ยนแปลง โหยหาอดีต อีกทั้งยังต้องการรักษาบรรยากาศเก่า ๆ ที่กำลังเลือนหายไป ตัวอย่างงานที่จัดแสดงใน National Museum Stockholm อาทิ A Danish Coast ของ Johan Thomas Lundbye ผลงานชิ้นนี้ศิลปินต้องการเน้นย้ำถึงความรักธรรมชาติที่นับวันจะถูกทำลายไปจากการนำพาประเทศเข้าสู่อุตสาหกรรมผ่านการรังสรรค์ให้เห็นการกัดเซาะของหน้าผาเป็นวงกว้างท่ามกลางชาวบ้านที่ยังใช้ชีวิตอย่างวิถีชนบท

A Roman Scribe Reading a Letter to a Young Woman โดย Ernst Meyer ภาพเจ้าหน้าที่รัฐกำลังอ่านและเขียนจดหมายให้กับกลุ่มที่อ่านหนังสือไม่ออก อาทิ หญิงที่ละทิ้งบ้านเกิดอุ้มลูกมาทำมาหากินในโรม โดยมีฉากหลังเป็นภาพคนตัดผม เป็นภาพสะท้อนถึงชีวิตจริงในช่วงปี 1829 จริง ๆ La Gensola in Rome โดย Ditlev Blunck ภาพเหมือนกลุ่มศิลปินเดนนิสที่รวมตัวกันในโรมในปี 1836 ที่เป็นภาพสะท้อนชีวิตประจำวันในช่วงเวลานั้นนี้ประกอบด้วยครอบครัวชาวอิตาลีทางด้านซ้ายและชาวเดนนิสทางด้านขวาโดยมีรูปปั้น Thorvaldsen ตรงปลายโต๊ะ ผลงานชิ้นนี้ศิลปินรังสรรค์ไว้เป็นที่ระลึกในการเดินทางไปยังโรมของเขา   Boys Bathing and Playing โดย Constantin Hansen ผลงานที่สะท้อนความต้องการของศิลปินที่จะคงไว้ซึ่งอดีตที่สูญหาย ผลงานชิ้นนี้สามารถเรียกคืนวันคืนเก่า ๆ ที่เสมือนสวรรค์บนดินของชาวบ้านที่ดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย เชื่องช้า สงบสุขและสนุกสนานแตกต่างจากยุคสมัยอุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ

Science Update : พบ ‘ฟอสซิลส่งยิ้ม’ ที่อังกฤษ

Science Update : พบ ‘ฟอสซิลส่งยิ้ม’ ที่อังกฤษ

Science Update : พบ ‘ฟอสซิลส่งยิ้ม’ ที่อังกฤษ

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คริสเตียน คลาร์ก หญิงชาวอังกฤษ วัย 64 ปี พบซากฟอสซิลที่ดูเหมือนกำลังส่งยิ้ม บนเกาะ โฮลี ไอแลนด์ (Holy Island)  ในเทศมณฑลนอร์ทัมเบอร์แลนด์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษ ระหว่างเดินเล่นในวัน Boxing Day ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์บอกว่า ฟอสซิลส่งยิ้มนี้เป็นซากของพลับพลึงทะเล (Crinoid) ซึ่งเป็นสัตว์ทะเลโบราณ ส่วนที่พบคือส่วนของลำต้นที่เรียกว่า columnal ซึ่งประกอบด้วยแผ่นเล็กๆ (ossicles) หลายแผ่นเชื่อมต่อกัน คาดว่ามีอายุประมาณ 350 ล้านปี มาจากยุคคาร์บอนิเฟอรัส (Carboniferous) ในชั้นหิน Alston formation

ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยทางธรณีวิทยาของอังกฤษ (British Geological Survey – BGS) อธิบายว่า ลำต้นของซากของพลับพลึงทะเลถูกแยกออกตามยาวและโค้งงอ จนดูเหมือนรูปปากที่มีฟันปลอม และว่าฟอสซิลพลับพลึงทะเลเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยในพื้นที่แถบนี้ และมักถูกเรียกว่า ‘ลูกปัดเซนต์คัธเบิร์ต’ (St Cuthbert’s beads)ตามตำนานท้องถิ่นที่เชื่อว่านักบุญเป็นผู้สร้างขึ้นมา

แม้จะมีผู้ติดต่อขอซื้อฟอสซิลชิ้นนี้ด้วยราคาสูง แต่ คริสเตียน คลาร์ก ตั้งใจที่จะเก็บมันไว้เองเพราะมันสร้างรอยยิ้มและความประหลาดใจให้กับผู้ที่พบเห็น

Photo of the week : อำลาสาธุคุณ ‘เจสซี แจ็คสัน’ ตำนานนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน

Photo of the week : อำลาสาธุคุณ 'เจสซี แจ็คสัน' ตำนานนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน

Photo of the week : อำลาสาธุคุณ ‘เจสซี แจ็คสัน’ ตำนานนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ประมวลภาพของสาธุคุณ เจสซี แจ็คสัน ตำนานนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนชาวอเมริกัน ซึ่งถึงแก่กรรมในสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยวัย 84 ปี เขาไม่ใช่แค่นักการเมืองหรือนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน แต่เป็นสัญลักษณ์ของความหวังสำหรับคนผิวสีและกลุ่มผู้ด้อยโอกาสในอเมริกา เจสซี แจ็คสัน เคยลงสมัครเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 1984 และ 1988 แม้จะไม่ชนะการเลือกตั้ง แต่แจ็คสันก็ได้เปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองอเมริกาไปตลอดกาล เพราะเขาพิสูจน์ให้เห็นว่า คนผิวดำสามารถเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งสูงสุดของประเทศได้อย่างสมศักดิ์ศรี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ รัฐมนตรีขี้โมโหกับรถไถ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ รัฐมนตรีขี้โมโหกับรถไถ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ รัฐมนตรีขี้โมโหกับรถไถ

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                  ที่หมู่บ้านชายป่าลึกแห่งหนึ่งของประเทศไทย ในจังหวัดกาญจนบุรี ช่วงบ่ายที่ฝนเพิ่งหยุดตก รัฐมนตรีผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่ง นั่งหน้าเคร่งเครียดอยู่บนเบาะหลังของรถเบนซ์คันหรู ขณะที่เขากำลังมุ่งหน้าไปยังงานหาเสียงเลือกตั้งครั้งสำคัญที่จะตัดสินตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลชุดต่อไป ด้วยความ “โมโห” เพราะเสียเวลาเดินทางล่าช้ามามากแล้ว

                  เมื่อรถมาถึงถนนดินลูกรัง ใกล้ทางแยกเข้าหมู่บ้าน รถเบนซ์ต้องหยุดกะทันหัน เพราะมี ชาวนาคนหนึ่ง กำลังขับรถไถนาเดินตามจอดขวางทางกลางถนนอยู่ เนื่องจากเขากำลังเลี้ยวเข้าทุ่งนา ซึ่งมีก้อนหินใหญ่หล่นขวางทางเข้าพอดี

                   รัฐมนตรีเปิดประตูรถออกมา หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ “นี่ลุงชาวนา! จอดรถกลางถนนทำไมที่ตรงนี้? รู้ไหมว่าฉันเป็นรัฐมนตรี ที่มีอำนาจสั่งย้ายนายอำเภอของลุงได้ หลีกไปเดี๋ยวนี้!”

                   ชาวนาดับเครื่องรถไถแล้วยกมือไหว้ “ขออภัยครับท่าน หินก้อนใหญ่มันหล่นจากภูเขา ขวางทางเลี้ยวพอดี ถ้าไม่ลากเอาก้อนหินออก รถของท่านก็ผ่านไปไม่ได้ รอผมใช้โซ่คล้องลากหินนี่ประเดี๋ยวเดียวครับ”

                   “ฉันไม่รอ! เสียเวลา!” รัฐมนตรีตะคอก แล้วสั่งคนขับรถ”ขับเบียดลงไหล่ทางไปเลย!”

                   คนขับรถพยายามทัดทานว่าไหล่ทางนั้นเป็นดินอ่อนตัวเพราะฝนเพิ่งตก แต่รัฐมนตรีขี้โมโหไม่ฟังเสียง “ฉันบอกให้ไปก็ไปสิ!”

                   “ครืด… แซ่ด!” ทันทีที่ล้อรถเบนซ์ หมุนลงบนไหล่ทาง รถหรูราคาหลายล้านก็เสียหลัก จมลงไปในหล่มโคลนลึกทันที ล้อหลังหมุนฟรีจนโคลนกระเด็นขึ้นมาเปื้อนเสื้อของรัฐมนตรี ที่ยืนสั่งการอยู่ข้างรถจนเลอะเทอะดูไม่ได้

                  รัฐมนตรีพยายามลงไปช่วยเข็นรถ แต่ยิ่งทำให้โคลนดีดใส่หน้า เขาติดอยู่ในหล่มทั้งคนทั้งรถ อำนาจสั่งการมากมายที่มีอยู่ ไม่สามารถทำให้รถเคลื่อนที่ได้เลย

                  ชาวนา ไม่ได้พูดซ้ำเติมแม้แต่คำเดียว เขาลงจากรถไถอย่างช้าๆ หยิบโซ่เหล็กเส้นหนามาคล้องที่คานหน้ารถเบนซ์ แล้วนำมาต่อเข้ากับท้ายรถไถนาของเขา

                  รัฐมนตรีมองด้วยสายตาดูแคลน “รถไถเก่าๆ คันเล็กนิดเดียวของแกเนี่ยนะ จะลากรถเบนซ์ราคาแพงของฉันไหวหรือ?”

                  ชาวนาไม่ตอบ แต่ค่อยๆ สตาร์ทเครื่องรถไถอย่างชำนาญ เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม พลังจากเครื่องจักรการเกษตรที่ดูต้อยต่ำในสายตารัฐมนตรีค่อยๆ ฉุดลากรถเบนซ์คันงามขึ้นมาจากหล่มโคลนได้อย่างง่ายดาย            

                  เมื่อรถยนต์หรูขึ้นมายังที่ปลอดภัย ชาวนาก็กล่าวอย่างนอบน้อมว่า  “ท่านครับ ถึงรถจะดี มีราคาแพงเท่าไร ก็มีบางถนนหนทางที่ขับไปไม่ได้ และแรงของคนคนเดียวก็เปลี่ยนโลกไม่ได้เหมือนกัน บางครั้ง ‘รถไถ’ ที่ท่านมองว่าไร้ค่า อาจเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยให้ท่านไปถึงจุดหมายได้ในยามลำบากนะครับ”

                  รัฐมนตรีขี้โมโหที่มอมแมมไปด้วยโคลน ยืนเงียบกริบ ความโกรธหายไปสิ้น เหลือเพียงความอับอายและความสำนึก เขาหยิบเงินออกมาจะส่งให้ชาวนาเพื่อเป็นค่าตอบแทน แต่ชาวนาโบกมือปฏิเสธ แล้วพูดว่า “เก็บเงินของท่านไว้เถอะครับ วันหลังถ้าเห็นใครอยู่ในภาวะยากลำบาก ก็ช่วยเขาเหมือนที่ผมช่วยท่านก็พอ”

                รัฐมนตรีขึ้นรถเบนซ์กลับไปพร้อมกับบทเรียนราคาแพงว่า “ค่าของคนไม่ได้อยู่ที่รถที่ขับ แต่อยู่ที่ความถ่อมตัวและการเห็นคุณค่าของคนทุกคน”

                รัฐมนตรีในนิทานเรื่องนี้ เป็นคนที่หยิ่งยโส โอหัง ไม่รู้จักถ่อมตัว (ไม่มี อปจายนมัย) คุยโวว่าสั่งย้ายนายอำเภอได้ ดูแคลนชาวนาว่าต้อยต่ำ และดูถูกรถไถเก่าๆว่าไม่มีทางช่วยรถหรูราคาแพงของตนได้ ทำให้เกิดความเดือดร้อนต่อตนเอง แต่ชาวนามีความอ่อนน้อมถ่อมตน (อปจายนมัย)  ถึงแม้จะถูกสบประมาทก็ยังนำรถไถมาช่วยดึงรถเบนซ์นองรัฐมนตรีขึ้นจากหล่มโคลน

                นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ยามรุ่งเรืองอาจมองเห็นคนอื่นไร้ค่า แต่ยามหมดท่า… สิ่งคิดว่าไร้ค่าอาจช่วยชีวิตเราได้”

อาทร จันทวิมล

เริ่มแล้วเทศกาล ‘ชมพูพันธุ์ทิพย์’ บาน! ที่มก.กำแพงแสน ‘รุกขมรดกคู่แผ่นดิน’

เริ่มแล้วเทศกาล ‘ชมพูพันธุ์ทิพย์’ บาน! ที่มก.กำแพงแสน ‘รุกขมรดกคู่แผ่นดิน’

เริ่มแล้วเทศกาล ‘ชมพูพันธุ์ทิพย์’ บาน! ที่มก.กำแพงแสน ‘รุกขมรดกคู่แผ่นดิน’

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปรากฏการณ์ถนนสายสีชมพูของประเทศเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เปิดบ้านต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยวที่สวยงามที่สุดแห่งปี ในพิธีเปิด “เทศกาลชมพูพันธุ์ทิพย์ ประจำปี 2569” ณ ถนนวัฒนา เสถียรสวัสดิ์ ท่ามกลางความงดงามของดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ที่พร้อมใจกันบานสะพรั่งเป็นอุโมงค์ดอกไม้ธรรมชาติระยะทางกว่า 2 กิโลเมตร โดย ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน

ภายในงาน ผู้ร่วมงานยังได้รับฟังจุดเริ่มต้นของตำนานถนนสายนี้จาก นายมานิจ สุขีวงศ์ ผู้ปลูกและดูแลรักษาต้นชมพูพันธุ์ทิพย์มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 ร่วมกับ ผศ.ธีรนาฎ กาลปักษ์ จากภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร กำแพงแสน ที่มาให้ความรู้เชิงวิชาการและการจัดการต้นไม้เหล่านี้จนกลายเป็น “รุกขมรดกของแผ่นดิน”

ย้อนรอยตำนาน “จากสิงคโปร์สู่กำแพงแสน”

นายมานิจ สุขีวงศ์ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวอันน่าประทับใจ โดยย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.2520 ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.วัฒนา เสถียรสวัสดิ์ (รองอธิการบดีวิทยาเขตกำแพงแสนคนแรก) มีนโยบายปลูกต้นไม้ใหญ่เป็นแนวกันลมและสร้างความร่มรื่น โดยได้รับมอบเมล็ดพันธุ์จาก ศ.ระพี สาคริก อธิการบดีในขณะนั้น ซึ่งนำเมล็ดพันธุ์มาจากประเทศสิงคโปร์ จนเติบโตเป็นอุโมงค์สีชมพูที่ขึ้นทะเบียนเป็น “รุกขมรดกของแผ่นดิน” เมื่อปี 2562

ด้าน ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม เผยถึงเบื้องหลังประวัติศาสตร์เชิงยุทธศาสตร์ของการปลูกต้นไม้ในพื้นที่แห่งนี้ว่า การบานสะพรั่งของชมพูพันธุ์ทิพย์ในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องของความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่คือวิสัยทัศน์ในการออกแบบนิเวศวิทยามาตั้งแต่ปี พ.ศ.2520 ก่อนที่จะมีการเริ่มเรียนการสอนที่วิทยาเขตกำแพงแสนด้วยซ้ำ ในเวลานั้นเราต้องการไม้ที่มีอัตราการเติบโตเร็ว มีทรงพุ่มที่สามารถทำหน้าที่เป็นแนวกันลม และสร้างร่มเงาเพื่อลดอุณหภูมิในพื้นที่ ซึ่งชมพูพันธุ์ทิพย์จากสิงคโปร์ตอบโจทย์ทั้งด้านความทนทานต่อสภาพอากาศและการจัดการทรัพยากรน้ำที่มีจำกัด นี่คือบทเรียนสำคัญที่มหาวิทยาลัยต้องการส่งต่อถึงสังคมว่า การปลูกต้นไม้ต้องเริ่มจากวัตถุประสงค์การใช้สอยและต้องสมดุลทางด้านนิเวศวิทยาเพื่อให้ต้นไม้เหล่านี้ทำหน้าที่เป็นปราการทางธรรมชาติที่ยั่งยืน และเป็นต้นแบบการจัดการเมืองสีเขียวให้กับหน่วยงานระดับท้องถิ่นและระดับชาติต่อไป

ปัจจุบัน มก.กำแพงแสน มีต้นชมพูพันธุ์ทิพย์รวมทั้งสิ้น 1,258 ต้น กระจายอยู่ตามแลนด์มาร์คสำคัญให้นักท่องเที่ยวได้ตามรอย ได้แก่ แลนด์มาร์คหลัก ถนนสายวัฒนา เสถียรสวัสดิ์ (ถนนสาย 1) จำนวน 580 ต้น , จุดชมวิวทางน้ำ สระพระพิรุณ 98 ต้น และถนนดินขอบบ่อ 6 อีก 236 ต้น , พื้นที่ผ่อนคลาย สวน 100 ปี (77 ต้น), พื้นที่หน้าสวนปรง (90 ต้น), บ่อ 6 (165 ต้น) และสวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา (12 ต้น)

นอกจากการชมดอกไม้ ที่ มก.กำแพงแสน ยังมีจุดเช็คอินที่ไม่ควรพลาด ได้แก่ อุโมงค์ยูคาลิปตัส เส้นทางสีเขียวขจีที่ทอดยาวกว่า 1.4 กิโลเมตร ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นและมุมถ่ายภาพสุดชิค , ศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมเกษตร พื้นที่จัดแสดงนวัตกรรมล้ำสมัยและผลิตภัณฑ์พรีเมียม สินค้าทางการเกษตร จาก THE PREMIUM @ KU KPS ที่สะท้อนความเป็นผู้นำด้านการเกษตรของมหาวิทยาลัย

นักท่องเที่ยวสามารถเข้าสัมผัสความโรแมนติกของเทศกาลชมพูพันธุ์ทิพย์ได้ตั้งแต่วันนี้ – 2 มีนาคม 2569 พร้อมขอความร่วมมือช่วยกันรักษาความสะอาดและไม่โน้มกิ่งถ่ายภาพหรือเด็ดดอกไม้ เพื่อส่งต่อความประทับใจนี้ให้แก่ผู้อื่นต่อไป

Health News : ตาอักเสบเพราะรอยสัก

Health News : ตาอักเสบเพราะรอยสัก

Health News : ตาอักเสบเพราะรอยสัก

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สื่อออสเตรเลียรายงานว่า จักษุแพทย์ในออสเตรเลียรายงานการตรวจพบผู้ป่วย 40 ราย ที่มีอาการอักเสบของดวงตาอย่างรุนแรง ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับรอยสักบนร่างกาย โดยเรียกสภาวะนี้ว่า ม่านตาอักเสบที่เกี่ยวข้องกับรอยสัก (Tattoo-associated uveitis)

แพทย์ระบุว่า สาเหตุของอาการผิกปกติดังกล่าว เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำปฏิกิริยากับ เม็ดสีของหมึกสัก โดยเฉพาะหมึกสีดำ แต่ก็พบในสีชมพูและสีแดงด้วย แล้วส่งผลกระทบต่อเนื่องไปที่เนื้อเยื่อในดวงตา อาการอักเสบอาจไม่ปรากฏทันทีหลังสัก โดยพบว่าผู้ป่วยบางรายเริ่มมีอาการหลังจากสักไปแล้วหลายปี หรือนานที่สุดถึง 35 ปี ผู้ป่วยจะมีอาการตาพร่ามัว ปวดตา แพ้แสง และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วอาจนำไปสู่โรคต้อหินและ สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร ในส่วนของการรักษา ผู้ป่วยส่วนใหญ่จำเป็นต้องใช้ยาหยอดตาประเภทสเตียรอยด์หรือรับการรักษาด้วยยากดภูมิคุ้มกันในระยะยาว

แม้ว่ากรณีนี้จะถือว่าหาได้ยากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้มีรอยสักทั้งหมด หรือประมาณร้อยละ 20-30 ของชาวออสเตรเลีย แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนให้ผู้ที่มีรอยสักสังเกตอาการผิดปกติทางสายตาและแจ้งให้แพทย์ทราบหากมีประวัติการสัก

Deck 9 เปิดประตูสู่ประสบการณ์บนเรือซูเปอร์ยอทช์ ครั้งแรกในเอเชียและในประเทศไทย กับ Luminara จาก The Ritz-Carlton Yacht Collection

Deck 9 เปิดประตูสู่ประสบการณ์บนเรือซูเปอร์ยอทช์ ครั้งแรกในเอเชียและในประเทศไทย กับ Luminara จาก The Ritz-Carlton Yacht Collection

Deck 9 เปิดประตูสู่ประสบการณ์บนเรือซูเปอร์ยอทช์ ครั้งแรกในเอเชียและในประเทศไทย กับ Luminara จาก The Ritz-Carlton Yacht Collection

วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.51 น.

Deck 9 (เดคไนน์) ลักซ์ชัวรีครูซเอเจนซี่ชั้นนำ และตัวแทนจำหน่ายหลัก (Key Agent) หนึ่งเดียวในไทยของ The Ritz-Carlton Yacht Collection สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ โดยการจัดงานชมเรือและรับประทานอาหารบนเรือ Luminara ซูเปอร์ยอทช์ลำล่าสุดของ The Ritz-Carlton Yacht Collection เป็นการต้อนรับการมาเยือนของเรือ Luminara ครั้งแรกในเอเชียและในประเทศไทย ถือเป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการเดินทางท่องเที่ยวทางทะเลสุดลักซ์ชัวรีในแถบเอเชีย-แปซิฟิกอย่างเต็มตัว พร้อมเชิญแขกคนพิเศษมาร่วมสัมผัสบรรยากาศบนเรือหรูลำนี้ที่ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี

จากความสำเร็จของเรือ Evrima และ ILMA โดยเฉพาะเรือ ILMA ที่ได้สร้างประวัติศาสตร์ของการเป็นเรือสำราญลำแรกและลำเดียวของโลกที่คว้าคะแนนระดับ 5 ดาวจาก Forbes ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของ The Ritz-Carlton Yacht Collection ในการยกระดับมาตรฐานการเดินทางท่องเที่ยวทางเรืออย่างต่อเนื่อง จนมาสู่การเปิดตัว ‘Luminara’ ซูเปอร์ยอทช์ลำล่าสุดที่เริ่มออกเดินทางตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025 ที่ผ่านมา

พร้อมการบริการระดับตำนานของ Ladies and Gentlemen of The Ritz-Carlton”  การออกแบบและตกแต่งภายในที่เน้นความทันสมัย เรียบหรู ผสานความสะดวกสบายและความสง่างามไว้ด้วยกันอย่างลงตัว  คงไว้ซึ่งความเป็นส่วนตัวด้วยห้องสวีทบนเรือเพียง 226 ห้อง รองรับลูกค้าได้ 452 ท่าน และหัวใจหลักเรื่องความเป็นเลิศของรสชาติอาหารบนเรือ

ในโอกาสที่เรือ Luminara เริ่มฤดูกาลปฐมฤกษ์มายังประเทศในแถบเอเชีย-แปซิฟิก และล่องเรือมาที่ประเทศไทย Deck 9 จึงเชิญลูกค้าคนสำคัญขึ้นชมเรือ พร้อมสัมผัสบรรยากาศบนเรือ Luminara อย่างใกล้ชิด และได้ลิ้มลองอาหารรสเลิศ ซึ่งโดยปกติพื้นที่บนเรือนี้จะเปิดให้เข้าได้เฉพาะผู้โดยสารที่เดินทางกับเรือเท่านั้น โดยในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากเซเลบริตี้ชื่อดัง อาทิ ซอนญ่า สิงหะ,  ปวริศา เพ็ญชาติ และพิมพาภรณ์ เหมือนประสิทธิเวช มาร่วมเป็นแขกคนพิเศษที่ร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟบนเรือ Luminara  สะท้อนบทบาทของ Deck 9 ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินทางท่องเที่ยวทางเรือระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรีและพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจในระดับภูมิภาคของ The Ritz-Carlton Yacht Collection

จุดเด่นของเรือ Luminara

  • ห้องสวีทพร้อมระเบียงส่วนตัวทุกห้อง เปิดรับแสงธรรมชาติและวิวทะเลแบบพาโนรามา
  • เรือได้รับการออกแบบและตกแต่งแบบเหนือระดับ เสมือนเป็นรีสอร์ตหรูกลางทะเล  
    ภายในเรือถูกตกแต่งอย่างประณีตบรรจง  อีกทั้งยังผสมผสานงานศิลปะที่รังสรรค์ขึ้นกว่า 731 ชิ้น จากหลากหลายศิลปินชื่อดังจากทั่วโลก
  • สิ่งอำนวยความสะดวกที่โดดเด่นและแตกต่างจากเรือครูซทั่วไป สะท้อนความเป็นซูเปอร์ยอทช์เป็นอย่างดี อาทิ Marina และ Marina Terrace ท้ายเรือที่ออกแบบมาเพื่อให้นักเดินทางได้สัมผัสผิวน้ำอย่างใกล้ชิดและสามารถลงสู่ทะเลเพื่อทำกิจกรรมทางน้ำได้อย่างสะดวกสบาย
  • ความเป็นเลิศทางด้านอาหาร ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของประสบการณ์บนเรือ  Luminara นำเสนอห้องอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ถึง 5 แห่ง ตั้งแต่ห้องอาหารแบบ Fine Dining ไปจนถึง Casual Dining  หลากหลายเมนูรังสรรค์โดยเชฟระดับโลกอย่าง Fabio Trabocchi และ Michael Mina นอกจากนี้ยังมีบาร์และเลานจ์อีก 7 แห่ง และรูมเซอร์วิสตลอด 24 ชั่วโมง
  • การบริการระดับ 5 ดาวในแบบ The Ritz-Carlton ด้วยการดูแลจากทีม Ladies and Gentlemen of The Ritz-Carlton” ด้วยอัตราส่วนพนักงานต่อผู้โดยสารเกือบ 1 ต่อ 1
  • เส้นทางการเดินเรือและเมืองท่องเที่ยวที่เรือขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงได้


คุณรังสิวิภา จินดาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดคไนน์ จำกัด กล่าวว่า “การจัดงานเชิญลูกค้าคนสำคัญและสื่อมวลชนขึ้นชมเรือ Luminara ในครั้งนี้   ถือเป็นช่วงเวลาที่พิเศษอย่างยิ่งสำหรับ Deck 9      ที่จะได้เปิดประสบการณ์บนเรือซูเปอร์ยอทช์ของ The Ritz-Carlton Yacht Collection ให้ท่านได้สัมผัสบรรยากาศและประสบการณ์จริง เพราะนี่คือครั้งแรกที่เรือของ The Ritz-Carlton Yacht Collection เดินทางมาประเทศไทย จึงอยากขอเชิญชวนทุกท่านให้ลองเดินทางกับเรือ The Ritz-Carlton Yacht Collection  เพื่อเปิดประสบการณ์การเดินทางด้วยตัวท่านเอง ซึ่งคิดว่าจะเป็น Once-in-a-lifetime experience แน่นอนค่ะ”

Mr. Sebastian SewardVice President and General Manager, Asia Pacific, The Ritz-Carlton Yacht Collection กล่าวว่า “Deck 9 เป็นพันธมิตรที่เราให้ความไว้วางใจมาโดยตลอด ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งด้านการเดินทางโดยเรือครูซระดับลักซ์ชัวรี่ การเปิดโอกาสให้แขกได้ก้าวเข้าสู่พื้นที่ภายในของเรือ Luminara ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่เรามีต่อ Deck 9 ในฐานะตัวแทนหลักที่สามารถถ่ายทอดประสบการณ์ของ The Ritz-Carlton Yacht Collection ได้อย่างแท้จริง”

คุณซอนญ่า สิงหะ กล่าวถึงความประทับใจว่า “แคทได้ไปล่องเรือกับครอบครัว บนเรือ ILMA ของ The Ritz-Carlton Yacht Collection เมื่อปีที่แล้ว รู้สึกประทับใจและมีความสุขมากค่ะ  ยังจำวันดี ๆ ที่อยู่บนเรือพร้อมกับครอบครัวได้เป็นอย่างดี  ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศที่ผ่อนคลาย มุมต่าง ๆ บนเรือรวมทั้งห้องพักก็ตกแต่งได้อย่างสวยงาม มีความเป็นส่วนตัว แต่ที่แคทประทับใจมากเป็นพิเศษ คือการบริการที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดของ The Ladies and Gentlemen of The Ritz-Carlton ที่ดูแลดีมากเหมือนแคทเป็นเจ้าหญิงเลย รวมถึงอาหารบนเรือก็มีเมนูที่หลากหลายและรังสรรค์โดยเชฟชื่อดังระดับโลก และอร่อยมาก ๆ ด้วยค่ะ ทั้งหมดนี้   แคทบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ไม่หมดจริง ๆ อยากให้ทุกคนได้ลองมาสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้งในชีวิตนะคะ รับรองว่าจะเป็นความทรงจำที่น่าประทับใจแน่นอนค่ะ”

สำหรับเส้นทางเอเชีย-แปซิฟิก ของเรือ The Ritz-Carlton Yacht Collection โดยเรือ Luminara ได้รวบรวมจุดหมายปลายทางสำคัญที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ตั้งแต่เมืองท่องเที่ยวชั้นนำในประเทศญี่ปุ่นอย่างโตเกียว, โอซาก้า, โยโกฮาม่า, ฮิโรชิม่า, นางาซากิ และคาโกชิม่า ต่อเนื่องไปยังเกาหลีใต้ที่โซลและปูซาน มหานครแห่งสีสันอย่างเซี่ยงไฮ้และฮ่องกง ตลอดจนความงดงามทางธรรมชาติของเวียดนามที่โฮจิมินห์, ดานังและอ่าวฮาลอง รวมทั้งเมืองท่องเที่ยวหลักของไทย อย่าง กรุงเทพฯ, ภูเก็ต,เกาะสมุย และเกาะกูด ซึ่งทุกจุดหมายล้วนมอบประสบการณ์การเดินทางแบบเอกซ์คลูซีฟ

อีกหนึ่งเส้นหลักทางที่อยากเชิญให้ไปสัมผัส คือ เส้นทางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ที่ได้รับความนิยมจากนักเดินทางทั่วโลก ด้วยเสน่ห์ของเมืองชายฝั่งและหมู่เกาะต่าง ๆ  ครอบคลุมสเปน, ฝรั่งเศส, อิตาลี, มอลตา และหมู่เกาะของกรีซ โดยเรือ Evrima และ ILMA ที่จะพานักเดินทางเข้าถึงจุดหมายอันเป็นเอกลักษณ์ อาทิ ลิสบอน บาร์เซโลนา, คานส์, ปอร์โตฟิโน, อามาลฟี รวมถึงเกาะมิโลสและครีต

Deck 9 มอบประสบการณ์การเดินทางที่พิเศษกว่าทุกครั้งบนซูเปอร์ยอทช์ที่เหนือระดับและเป็นส่วนตัว ของ The Ritz-Carlton Yacht Collection
@Deck9Cruise @ritzcarltonyachtcollection#Deck9Cruise #Deck9CruiseThailand #RitzCarltonYachtCollection

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ นกยูงกับนกกระจิบ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ นกยูงกับนกกระจิบ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ นกยูงกับนกกระจิบ

วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                    กาลครั้งหนึ่ง ณ ป่าลึกอันอุดมสมบูรณ์ ของประเทศจีน เป็นที่อยู่อาศัยของ นกยูง ตัวหนึ่งที่มีแพนหางงดงามยิ่งนัก ทุกครั้งที่นกยูงกางปีกและหางออก นกทุกตัวในป่าต่างต้องหยุดนิ่งเพื่อชื่นชมในความสง่างาม

                    วันหนึ่งขณะที่นกยูงกำลังเยื้องกรายขยับปีก เตรียมจะเดินไปยังลานกว้างเพื่ออวดความงาม มีนกกระจิบ ตัวจิ๋วบินมาเกาะที่ยอดหญ้าข้างหน้า มันพยายามส่งเสียงร้อง “จิ๊บๆ” อย่างสุดกำลังเพื่อขวางทางนกยูงไว้

                    นกยูงหยุดชะงักและเอ่ยด้วยเสียงกังวานว่า “เจ้านกจิ๋ว เจ้ามาขวางทางข้าทำไม? ข้ากำลังจะไปแสดงความงามให้โลกเห็นนะ”

                    นกกระจิบรีบกระพือปีกและบอกว่า: “ท่านนกยูงผู้เลอโฉม โปรดฟังข้าสักนิด! เมื่อครู่ข้าแอบอยู่ในพุ่มไม้เตี้ยๆ เห็นนายพรานวางตาข่ายดักนกขนาดใหญ่ไว้ที่ลานข้างหน้านี้ เขาเอากิ่งไม้มาโรยซ่อนตาข่ายไว้เพื่อบังตาของท่าน หากท่านเดินต่อไปเพียงไม่กี่ก้าว ท่านจะติดเข้าไปในตาข่ายกับดักที่ไม่มีวันหนีรอดมาได้”

                    ในตอนแรกนกยูงลังเล เพราะคิดว่านกกระจิบที่หากินอยู่แต่ในพงหญ้าจะรอบรู้ดีกว่าตนเองที่บินได้สูง มองเห็นไปไกลได้อย่างไร แต่เมื่อเห็นท่าทางที่จริงใจของนกกระจิบ นกยูงจึงยอมลดตัวลงมา และเดินตามนกกระจิบไปดูที่ขอบพุ่มไม้

                    ภาพที่เห็นทำให้นกยูงถึงกับตัวสั่น เพราะใต้กิ่งไม้ที่ดูสวยงามนั้น คือตาข่ายดักนกที่รอคอยอยู่จริงๆ หากนกยูงมัวแต่ลำพองหยิ่งทะนงในความงามของตนจนไม่ยอมฟังคำเตือน คงต้องสูญเสียทั้งขนอันสวยงามและอิสรภาพไปในตาข่ายนั้น

                    นกยูงก้มหัวลงต่ำเพื่อขอบคุณนกกระจิบตัวน้อย และเข้าใจในทันทีว่าความงามภายนอก อาจทำให้คนชื่นชม แต่ ความอ่อนน้อมจะทำให้ปลอดภัย นกกระจิบนั้นแม้ตัวเล็ก แต่เพราะแต่หากินอยู่ใกล้พื้นดิน จึงเห็นอันตรายที่นกตัวใหญ่มองไม่เห็น เพราะมักจะบินข้ามไปด้วยความเร็วสูง

                    นกยูงในเรื่องนี้ มี การอ่อนน้อมถ่อมตน (อปจายนมัย) เพราะยอมลดตัวลงมาฟังเสียงนกกระจิบ โดยไม่มองว่าตนเองอยู่สูงกว่า สวยกว่า เก่งกว่า เพราะผู้อยู่ต่ำกว่าอาจมองเห็นสิ่งบางอย่างในที่ต่ำ ซึ่งผู้อยู่สูงมองไม่เห็น  

                    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “อย่าดูแคลนคำชี้แนะจากผู้น้อย เพราะผู้ที่อยู่ต่ำกว่ามักเห็นรายละเอียดที่ผู้ยิ่งใหญ่มองข้ามเสมอ”

                    เรียบเรียงจากนิทานจีน นกฟีนิกซ์กับนกกระจอก The Phoenix and the Sparrow 凤凰与麻雀(Fènghuáng yǔ Máquè)

อาทร  จันทวิมล

เมื่อการวิ่งกลายเป็นเดท และคอมมูนิตี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการแมตช์ ในงาน Friend Full Fit: The Sweetest Pace ที่ เดอะ ปาร์ค

เมื่อการวิ่งกลายเป็นเดท และคอมมูนิตี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการแมตช์ ในงาน Friend Full Fit: The Sweetest Pace ที่ เดอะ ปาร์ค

เมื่อการวิ่งกลายเป็นเดท และคอมมูนิตี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการแมตช์ ในงาน Friend Full Fit: The Sweetest Pace ที่ เดอะ ปาร์ค

วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เดอะ ปาร์ค (The PARQ) ร่วมกับ iwelty Club และ Sardine Running Club เปลี่ยนการพบกันแบบเดิมๆ ให้กลายเป็นประสบการณ์ใหม่ ผ่านงาน The PARQ x iwelty Friend Full Fit: The Sweetest Pace by IPSA งานวิ่งสไตล์ Dating Run ที่เปิดโอกาสให้คนไลฟ์สไตล์เดียวกันจากสองคอมมูนิตี้มา Connect กัน เพียงเริ่มต้นจากการก้าวไปในจังหวะเดียวกัน เมื่อวันวาเลนไทน์ ที่ผ่านมา

กิจกรรมนี้ถูกออกแบบให้เข้าถึงง่ายและเป็นมิตรกับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นสายวิ่งจริงจัง สายออกกำลังกายเบา ๆ หรือสายที่อยากเริ่มต้นดูแลตัวเอง ผ่าน Dating Run ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร ที่ทุกคนสามารถเลือกจังหวะของตัวเอง บนเส้นทางพิเศษรูปหัวใจ โดยเริ่มต้นและสิ้นสุดที่ The PARQ ให้บทสนทนาเกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศสวย ๆ ของสวนเบญจกิติในช่วง Golden Hour ที่แสงกำลังพอดี และหยุดเก็บภาพ พร้อมรอยยิ้มและโมเมนต์ดีๆ ระหว่างทางไปพร้อมกัน

เข้าสู่บรรยากาศของความโรแมนติกแบบอบอุ่นในกิจกรรม Card Talk โดยทีม Grab ’N Grow ที่ชวนทุกคนมานั่งคุยแลกเปลี่ยนมุมในหัวข้อ Wellness, Love & 2026 Success ผ่านการ์ดคำถามเล็ก ๆ ที่ช่วยเปิดบทสนทนาให้คนแปลกหน้าค่อย ๆ ทำความรู้จักกันอย่างเป็นธรรมชาติ จากเรื่องราว ความคิด และมุมมองที่ค่อย ๆ แมตช์กันไป พร้อมเสียงเพลงจากดีเจที่ช่วยเติม mood ให้ค่ำคืนวาเลนไทน์รู้สึกผ่อนคลายและเป็นกันเอง เหมือนได้ฉลองให้มิตรภาพใหม่ ๆไปด้วยกัน ที่ร้าน Pollo Wine Bar The PARQ Life, ชั้น 1

กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนภาพของเดอะ ปาร์ค ในฐานะ Urban Wellness Community สำหรับคนเมืองที่มองหาสมดุลระหว่างสุขภาพกาย-ใจ การทำงาน และความสัมพันธ์ ผ่านประสบการณ์ที่เกิดขึ้นได้จริงในชีวิตประจำวัน ตามแนวคิด Life Well Balanced เดอะ ปาร์ค จึงไม่ใช่เพียงจุดหมายปลายทางของกิจกรรม แต่เป็นพื้นที่ที่ทำให้ผู้คนกลับมารู้สึกถึงความหมายของการใช้ชีวิตร่วมกัน เริ่มต้นจากก้าวเล็ก ๆ ในช่วงเย็นของวันวาเลนไทน์

ติดตามข่าวสารล่าสุดและกิจกรรมที่น่าสนใจของโครงการ The PARQ ได้ที่
Facebook: The PARQ Instagram: @THEPARQBKK Line OA: @The PARQ Website: www.theparq.com

ดนตรีแห่งความจงรักภักดี กับ ‘คอนเสิร์ตเพลงรักชาติ’ สุดยิ่งใหญ่ ถ่ายทอดความซาบซึ้งผ่านเสียงดนตรี สะกดหัวใจคนไทยทุกคน

ดนตรีแห่งความจงรักภักดี กับ ‘คอนเสิร์ตเพลงรักชาติ’ สุดยิ่งใหญ่ ถ่ายทอดความซาบซึ้งผ่านเสียงดนตรี สะกดหัวใจคนไทยทุกคน

ดนตรีแห่งความจงรักภักดี กับ ‘คอนเสิร์ตเพลงรักชาติ’ สุดยิ่งใหญ่ ถ่ายทอดความซาบซึ้งผ่านเสียงดนตรี สะกดหัวใจคนไทยทุกคน

วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เตรียมภาคภูมิใจถึงความเป็นไทยไปกับค่ำคืนแห่งพลังดนตรี และความรักชาติ เมื่อเพลงอมตะอย่าง “รักกันไว้เถิด เราเกิดร่วมแดนไทย…” และอีกหลากหลายบทเพลงจะดังกระหึ่มอีกครั้งบนเวทีคอนเสิร์ตระดับประเทศให้กึกก้องไปทั่วโลก การแสดงคอนเสิร์ตเพลงรักชาติ (National Unity Concert) “ดนตรีแห่งความจงรักภักดี ร้อยดวงใจน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ” คอนเสิร์ตสุดพิเศษที่รวมพลังศิลปินคุณภาพ และวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (TPO) ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวความสามัคคีและความภาคภูมิใจในความเป็นไทยผ่านเสียงเพลงที่คุ้นหูทุกยุคสมัย ในวันเสาร์ที่ 7 มีนาคม 2569 และรอบบุคคลทั่วไปในวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2569 ณ หอแสดงมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล

ถือเป็นอีกหนึ่งงานดนตรีคุณภาพแห่งปี ที่เกิดจากความร่วมมือของ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท โกลบอลพลัส อินเตอร์เทนเม้นท์ เอเจนซี จำกัด โดยมี วงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (Thailand Philharmonic Orchestra : TPO) รับหน้าที่ถ่ายทอดบทเพลงรักชาติอย่างยิ่งใหญ่เต็มอารมณ์

ภายในงานแถลงข่าวได้รับเกียรติจากผู้บริหาร และบุคคลสำคัญร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล, อาจารย์ ดร.ปิยวัฒน์ หลุยลาภประเสริฐ คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัย มหิดล, พันเอกพิเศษ ดร.ประทีป สุพรรณโรจน์ (ผู้ควบคุมวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย), คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการอำนวยการวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย, ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน), กิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จํากัด (มหาชน) พร้อมด้วย  รัชดา สัทธาพงษ์  (ประธานบริษัท โกลบอลพลัส อินเตอร์เทนเม้นท์ เอเจนซี จำกัด),ธวัชชัย กฤติยาภิชาตกุล ,เชาว์ชัย เจียมวิจิตร (ประธานคณะกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย) ตลอดจนศิลปินนักร้องที่มาร่วมถ่ายทอดบทเพลงในคอนเสิร์ตครั้งประวัติศาสตร์นี้ อาทิ เรืออากาศตรีหญิง กัลยรัตน์ กรสุทธินันท์, จ่าเอกหญิง ไตรสิกขา พึงชุ่มชื่น,สิบตรี พันธนนท์ วังกะหาด,กมลพร หุ่นเจริญ ตลอดจนโชว์พิเศษจากการขับร้องเพลง “ไทยสามัคคี” โดย ภูมิ แก้วฟ้าเจริญ ไปจนถึงบทเพลง “รักกันไว้เถิด” จากคณะนักร้องประสานเสียงแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล และการบรรยายพิเศษ จาก หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการมูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ฯ ในหัวข้อ “พระมหากรุณาธิคุณแห่งแม่ของแผ่นดินกับพลังศิลปวัฒนธรรมไทย” ณ หอประชุมมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงการจัดคอนเสิร์ต เพลงรักชาติ (National Unity Concert) “ดนตรีแห่งความจงรักภักดี ร้อยดวงใจน้อมรำลึกในพระมหา กรุณาธิคุณ” ในครั้งนี้ว่า งานนี้จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึก และถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  และเป็นการสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ท่านในการใช้ดนตรี และศิลปะเป็นพลังสร้างสรรค์เพื่อสังคมไทย มหาวิทยาลัยมหิดลที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เพาะบ่มศิลปินคุณภาพมากมาย ตลอดจนบุคลากรทางดนตรีที่มีคุณภาพรังสรรค์ผลงานดนตรีอันเป็นที่ประจักษ์มาโดยตลอด เราจะร่วมกันหลอมรวมดวงใจเป็นหนึ่งเดียวถ่ายทอดความรัก  ความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ผ่านบทเพลงอันทรงคุณค่าในค่ำคืนแห่งประวัติศาสตร์ ณ มหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นหอแสดงดนตรีที่มีเทคโนโลยีระบบแสง เสียงที่ล้ำทันสมัย และมีระบบเสียงยอดเยี่ยมที่สุด

ด้าน หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการมูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ฯ ได้กล่าวว่า “พระมหากรุณาธิคุณแห่งแม่ของแผ่นดินกับพลังศิลปวัฒนธรรมไทย”  เพราะนี่คือศิลปวัฒนธรรมไทยมิใช่เพียงอดีตที่งดงาม แต่คือพลังที่ทำให้คนไทยอยู่ดีกินดีและมีความภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง..”

ดร.ปิยวัฒน์ หลุยลาภประเสริฐ คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวเสริมว่า “วิทยาลัยดุริยางคศิลป์เป็นสถาบันการศึกษาด้านดนตรีที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ มีพันธกิจในการเพาะบ่มศิลปิน และนักดนตรีที่มีคุณภาพควบคู่ไปกับการสร้างจิตสำนึกต่อสังคมและแผ่นดิน ด้วยความเชื่อมั่นว่าดนตรีมิใช่เพียงศาสตร์แห่งความไพเราะ หากแต่เป็นพลังที่สามารถ  เชื่อมโยง หลอมรวมจิตใจของผู้คนได้อย่างประณีต บทบาทนี้จะสะท้อน ออกมาอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นหัวใจของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ และยืนหยัดในฐานะ”เสียงของแผ่นดิน” 

คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมารอำนวยการ วงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (TPO) ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการวง และคณะผู้บริหารมุ่งมั่นในการขับเคลื่อน TPO ให้ทำหน้าที่เป็นวงดนตรี คลาสสิกของชาติอย่างสมศักดิ์ศรี บทบาทของเราไม่เพียงบรรเลงบทเพลง หากธำรงอัตลักษณ์ของชาติ สะท้อนถึงคุณค่าทางจิตใจของสังคมผ่านพลังแห่งดนตรี TPO มิได้เป็นเพียงวงดนตรี หากคือเสียงของแผ่นดินที่บันทึกความทรงจำ  ถ่ายทอดความจงรักภักดี และหลอมรวมดวงใจให้เป็นหนึ่งเดียวภายใต้ร่มพระบารมีของปวงชนชาวไทย เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาวงการดนตรีไทยสู่เวทีโลกอย่างมั่นคง ดิฉันขอยืนยันเจตนารมณ์ในการถวายงานทางดนตรีอย่างสมพระเกียรติ ด้วยความมุ่งมั่นและความจงรักภักดี ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการแสดงสู่ระดับนานาชาติต่อไปค่ะ”

สำหรับการแสดง “คอนเสิร์ตเพลงรักชาติ” (National Unity Concert) ดนตรีแห่งความจงรักภักดี ร้อยดวงใจน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ” จะบรรเลงโดยวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (Thailand Philharmonic Orchestra :TPO) ควบคุมวงโดย พันเอกพิเศษ ดร.ประทีป สุพรรณโรจน์ พร้อมการขับร้องจากศิลปินนักร้องคุณภาพ อาทิ ธีรนัยน์ ณ หนองคาย, ภูมิ แก้วฟ้าเจริญ, กัลยรัตน์ กรสุทธินันท์, พันธนนท์ วังกะหาด, ภิสา สวนศรี, โก้ มิสเตอร์แซกแมน, ลลิต วรเทพนิตินันท์, ณัฐพร ธรรมาธิ, กมลพร หุ่นเจริญ, กรวิช เทพหัสดิน ณ อยุธยา, ไตรสิกขา พึงชุ่มชื่น และคณะนักร้องประสานเสียงแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล

เตรียมซึมซับความงดงามของบทเพลงรักชาติ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของค่ำคืนแห่งความประทับใจในวันเสาร์ที่ 7 มีนาคม 2569 และรอบบุคคลทั่วไปในวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2569 เวลา 16.00 น. ณ หอแสดงมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล บัตรราคา 5,000 / 4,200 / 3,600 / 2,800 / 1,600 / 1,200  และ 800 บาท  เปิดจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ https://www.thaiticketmajor.com/concert/national-unity-concert.html สอบถามรายละเอียดหรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่เพจหลัก TPO : https://www.facebook.com/ThailandPhil