‘อลงกรณ์’พัฒนาเกษตรกรรม ลุย62จังหวัด-ยกระดับคุณภาพชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/690460

‘อลงกรณ์’พัฒนาเกษตรกรรม  ลุย62จังหวัด-ยกระดับคุณภาพชีวิต

‘อลงกรณ์’พัฒนาเกษตรกรรม ลุย62จังหวัด-ยกระดับคุณภาพชีวิต

วันจันทร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารโครงการการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง เป็นประธานการประชุมติดตามผลการดำเนินงาน โดยมี นายกษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนฯ ระดับชุมชนและท้องถิ่นและผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ซึ่งมี นายจิตติศักดิ์ศรีปัญญา ผอ.กองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน เป็นเลขานุการในการประชุม

ทั้งนี้ ที่ประชุมรับทราบรายงานความก้าวหน้าผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองระดับจังหวัด ซึ่งได้มีการขับเคลื่อนโครงการในพื้นที่เป้าหมายเพื่อดำเนินการ 591 แห่ง ใน 62 จังหวัด ประกอบด้วย 1.พื้นที่วัด 19 แห่ง 2.พื้นที่โรงเรียนสถานศึกษาและมหาวิทยาลัย 372 แห่ง 3.พื้นที่โรงพยาบาล 13 แห่ง 4.พื้นที่ชุมชน 90 แห่ง และ 5.พื้นที่อื่นๆ ได้แก่ พื้นที่ของหน่วยงานราชการและพื้นที่เอกชน 97 แห่ง

อย่างไรก็ดี นายอลงกรณ์ แสดงความพอใจต่อความก้าวหน้าของโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองระดับจังหวัด โดยยกตัวอย่างรายงานการดำเนินงานของสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งได้นำเสนอผลงานการขับเคลื่อนโครงการต่อที่ประชุม ดังนี้ 1.โครงการมหาวิทยาลัยสีเขียว (Green Campus) 2.โครงการโรงเรียนสีเขียว (Green School) “เก่ง ดีมีทักษะ (ทักษะอาชีพและทักษะชีวิต) มีสุขภาพดี”3.โครงการวัดสีเขียว (Green Temple) “วัดวนเกษตร สวนสมุนไพรในเมือง” และ 4.โครงการโรงพยาบาลสีเขียว (Green Hospital) “สุขภาพและความสุขอย่างยั่งยืน”

รวมทั้ง รับทราบความก้าวหน้าผลการดำเนินงานของ จ.ชลบุรี ที่มีการดำเนินกิจกรรมรวมพลังคนชลบุรี ปลูกป่า ทาโป่ง “เหนื่อยนี้เพื่อช้าง…เพื่อคนชลบุรี” ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ โครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน ภายใต้กิจกรรมฝึกอาชีพ “เพาะพันธุ์ไม้พื้นถิ่น สร้างอาชีพ สร้างรายได้” กิจกรรมการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองโครงการขยายผลจิตอาสาสำนักงาน กศน. ฯลฯ

สำหรับผลการดำเนินงานของ จ.ระนอง มีการดำเนินการโครงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในวัด โครงการปลูกป่าเพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ป่าชายเลนและป้องกันไฟป่า จังหวัดระนอง ฯลฯ ในส่วนของ จ.นครศรีธรรมราช มีการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการปลูกดาวเรือง กิจกรรมปลูกไม้ยืนต้นเพิ่มพื้นที่สีเขียว บริเวณริมเขื่อนคลองฆ่าสัตว์ ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีความก้าวหน้าของคณะทำงานพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในพื้นที่โรงเรียนและวิทยาลัย ซึ่งดำเนินการโรงเรียนสีเขียวต้นแบบเสร็จแล้วกำลังขยายผลไปทุกภาคและรายงานของคณะกรรมการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในพื้นที่การเคหะแห่งชาติ (Green NationalHousing Authority) ซึ่งมีการบูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่ายต่างๆ ด้วย

กรมชลฯพร้อมรับมือฝนตก’ใต้ตอนล่าง’ กำชับปฏิบัติเข้ม 13 มาตรการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/690418

กรมชลฯพร้อมรับมือฝนตก'ใต้ตอนล่าง' กำชับปฏิบัติเข้ม 13 มาตรการ

กรมชลฯพร้อมรับมือฝนตก’ใต้ตอนล่าง’ กำชับปฏิบัติเข้ม 13 มาตรการ

วันอาทิตย์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 22.05 น.

กรมชลฯ พร้อมรับมือฝนตกภาคใต้ตอนล่าง เร่งสำรวจอาคารและระบบชลประทานทั่วประเทศ หลังสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ พร้อมเร่งซ่อมแซมอาคารและระบบชลประทาน

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2565 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สถานการณ์ฝนในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ในเขตสำนักงานชลประทานที่ 16 (จ.สงขลา จ.พัทลุง จ.ตรัง และ จ.สตูล) ภาพรวมในปี 2565 นี้ สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติประมาณ 27% ส่วนสถานการณ์น้ำท่าในลุ่มน้ำหลัก ได้แก่ ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา คลองนาท่อม คลองปะเหลียน แม่น้ำตรัง คลองดุสน และคลองละงู ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่ง กรมชลประทานได้เตรียมแผนรับมือสถานการณ์อุทกภัย โดยเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมในพื้นที่ จ.สงขลา ได้แก่ พื้นที่เศรษฐกิจเทศบาลนครหาดใหญ่ ชุมชนริมคลองธรรมชาติ อ.หาดใหญ่ และบริเวณคาบสมุทรสทิงพระ จ.พัทลุง ได้แก่ อ.ศรีบรรพต อ.เขาชัยสน และบริเวณขอบทะเลสาบ อ.เมือง จ.ตรัง ได้แก่ อ.เมือง ตลาดนาโยง อ.นาโยง และตลาดเทศบาลตำบลย่านตาขาว อ.ย่านตาขาว 
จ.สตูล ได้แก่ อ.เมือง และ อ.ละงู

นอกจากนั้น ยังได้กำชับให้ปฏิบัติตาม 13 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2565 อย่างเคร่งครัด ตรวจสอบความมั่นคงของเขื่อน อาคารชลประทาน และคันกั้นน้ำต่างๆ ให้มีความพร้อมใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ บริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำฝนในแต่ละพื้นที่ รวมทั้งเตรียมพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือ อาทิ เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ รถขุด เป็นต้น รวม 247 หน่วย ที่จะสามารถเข้าไปช่วยเหลือและลดผลกระทบสถานการณ์อุทกภัยได้ทันท่วงที ปัจจุบันได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำประจำจุดพื้นที่เสี่ยงแล้วรวม 36 เครื่อง จากแผน 128 เครื่อง ที่สำคัญได้เน้นย้ำให้กำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคในการระบายน้ำช่วงน้ำหลาก รวมไปถึงการสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำ แนวทางในการบริหารจัดการน้ำให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบอย่างต่อเนื่องด้วย

ขณะเดียวกัน ยังได้วางแผนปรับปรุงระบบชลประทานในพื้นที่ ที่มีอายุการใช้งานมานานแล้ว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำได้อย่างเต็มศักยภาพ สามารถเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนและพื้นที่ชลประทานได้มากขึ้น เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน เกษตรกร และกลุ่มผู้ใช้น้ำ รวมทั้งสามารถสนับสนุนทุกกิจกรรมการใช้น้ำได้อย่างเพียงพอและยั่งยืนต่อไปในอนาคต

นายประพิศ บอกด้วยว่าปัจจุบันระดับน้ำที่ล้นตลิ่งในหลายพื้นที่เริ่มทยอยกลับเข้าสู่ลำน้ำแล้ว ประกอบกับสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ทยอยคลี่คลายเข้าสู่ภาวะปกติ จึงสั่งการให้โครงการชลประทานในพื้นที่ เร่งเข้าไปสำรวจอาคารชลประทานและระบบส่งน้ำต่างๆ หลังน้ำลด เพื่อปรับปรุง ซ่อมแซม ให้สามารถใช้งานและส่งน้ำให้เกษตรกรได้ทำการเพาะปลูกในฤดูกาลต่อไปได้อย่างเต็มศักยภาพ ส่วนพื้นที่การเกษตรที่ยังมีน้ำท่วมขัง ได้เร่งดำเนินการสูบน้ำของจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยจะคงปริมาณน้ำไว้ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ตามความต้องการของเกษตรกร สำหรับไว้ใช้เพาะปลูกพืชต่อไปด้วย

ปศุสัตว์เตือนหวัดนกระบาดเวียดนาม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/690006

วันศุกร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.02 น.

นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า จากรายงานข่าวจากกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม โดยกระทรวงสาธารณสุขเวียดนามออกแถลงการณ์ยืนยันการตรวจพบผู้ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนก ชนิด A สายพันธุ์ H5 โดยผู้ป่วยเป็นเด็กหญิงวัย 5 ปี อาศัยอยู่ในจังหวัดฟู้เถาะ มีประวัติการรับประทานเนื้อไก่ และแสดงอาการประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ซึ่งขณะนี้อาการยังอยู่ในขั้นวิกฤต อนึ่ง เวียดนามมีผู้ป่วยโรคไข้หวัดนก รวมอย่างน้อย 128 คน นับตั้งแต่ปี 2546 ทุกรายติดเชื้อไข้หวัดนก H5N1 เสียชีวิตรวม 64 ราย

นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า แม้ประเทศไทยจะไม่พบรายงานการเกิดโรคไข้หวัดนก เป็นระยะเวลา 14 ปี แต่กรมปศุสัตว์ ยังคงเตรียมความพร้อม และป้องกันโรคไข้หวัดนกเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยสั่งการเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เข้าตรวจเยี่ยมเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกอย่างใกล้ชิด เฝ้าระวังโรคสัตว์ตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด สุ่มเก็บตัวอย่างสัตว์ปีกในพื้นที่เสี่ยง เช่น พื้นที่ตามแนวชายแดน พื้นที่นกอพยพ พื้นที่นกวางไข่ พื้นที่มีการเลี้ยงสัตว์ปีกหนาแน่น ฝูงเป็ดไล่ทุ่ง เป็นต้น เข้มงวดการเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์ปีกภายในประเทศ ชะลอการนำเข้าสัตว์และซากสัตว์ปีกจากประเทศที่เกิดโรคไข้หวัดนก

ส่วนสัตว์ปีกเลี้ยงในระบบฟาร์มให้เข้มงวดความปลอดภัยทางชีวภาพขั้นสูงสุด เช่น การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคในโรงเรือนและบริเวณโดยรอบ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง สัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มเข้มงวด เรื่องระบบความปลอดภัยภายในฟาร์ม ควบคุมการเข้า-ออกฟาร์ม ให้ฉีดพ่นยานพาหนะทุกคัน เป็นต้น รณรงค์ทำความสะอาดและพ่นยาฆ่าเชื้อโรคในพื้นที่เสี่ยงต่างๆ ได้แก่ พื้นที่นกอพยพอาศัยอยู่ พื้นที่ตามแนวชายแดน พื้นที่เลี้ยงสัตว์ปีกหนาแน่น เป็นต้น ตลอดจนผลักดันระบบการเลี้ยงสัตว์ปีกให้เข้าระบบมาตรฐาน GAP หรือ GFM รวมถึงประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานระหว่างประเทศ

เลขาฯรมว.เกษตรฯรุดถก ปัญหาเกษตรกรเดือดร้อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/690004

วันศุกร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์รับมอบหมายจาก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของมวลชน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 3 / 2565 ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตร โดยในที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการตามผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีราษฎรขอรับสิทธิการจัดสรรที่ดินแปลงอพยพเนื่องจากได้รับผลกระทบจากเขื่อนราษีไศล จ.สุรินทร์ ให้มีการจัดสรรที่ดินแปลงใหม่ให้ผู้ได้รับผลกระทบเข้าอาศัยและทำกินได้หากไม่สามารถจัดหาที่ดินให้ได้ ขอให้จ่ายเงินค่าชดเชยค่าที่ดินเป็นกรณีพิเศษผู้มีสิทธิอัตราไร่ละ 80,800 บาท รวม 1,590 ราย รวมพื้นที่ทั้งหมด 17,896-1-91 ไร่ เป็นเงินทั้งสิ้น 1,340,876,000 บาท ตามประเด็นข้อเรียกร้องของกลุ่มสมัชชาเกษตรกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และกลุ่มสมาพันธ์เกษตรกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้กรมชลประทาน รวบรวมเอกสารให้ถูกต้องครบถ้วน ภายใน 15 วัน เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในลำดับต่อไป

คปก.เห็นชอบบัญชี หลักเกณฑ์คัดเลือก เกษตรกรสปก.ใหม่ ให้ใช้เขตปฏิรูปที่ดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/690005

วันศุกร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) ครั้งที่ 5/2565 โดยที่ประชุม คปก.ให้ความเห็นชอบบัญชีเกษตรกรผู้ขึ้นทะเบียนที่ได้รับการคัดเลือกซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมรวม 4 ประเภท พร้อมเห็นชอบหลักเกณฑ์การใช้บัญชี ดังนี้ 1.บัญชีเกษตรกรซึ่งผ่านการประเมินในหลักสูตรเกษตรกรรุ่นใหม่ สัดส่วนไม่เกินร้อยละ 10 ของจำนวนเกษตรกรที่จะได้รับการคัดเลือก 2.บัญชีเกษตรกรผู้ขอรับการจัดที่ดินเป็นการเฉพาะ 3.บัญชีเกษตรกรผู้ขอรับการจัดที่ดินและขึ้นทะเบียนกับ ส.ป.ก. และ 4.บัญชีเกษตรกรอื่นๆ ตามที่ คปจ. กำหนด ซึ่งสัดส่วนลำดับที่ 2-4 จะพิจารณาตามความเหมาะสม พร้อมกันนั้น ที่ประชุม คปก.ได้อนุญาตให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ใช้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อสร้างวัด 3 แห่ง ได้แก่ 1.วัดป่าธรรมมงคล จ.อุดรธานี 2.วัดห้วยน้ำทรัพย์ จ.ฉะเชิงเทรา และ 3.วัดสองธรรมาราม จ.แพร่

ด้าน ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดเผยว่า สำหรับบัญชีเกษตรกรผู้ขึ้นทะเบียนที่ได้รับการคัดเลือกซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพร้อมหลักเกณฑ์การใช้บัญชีใหม่นี้ จะช่วยให้ ส.ป.ก.จังหวัด สามารถคัดเลือกเกษตรกรที่มีสิทธิได้รับที่ดินจาก ส.ป.ก.ได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดย ส.ป.ก. ยังคงมุ่งมั่นดำเนินงานเพื่อให้พี่น้องเกษตรกรอยู่ได้ อยู่ดี มีความสุข ในเขตปฏิรูปที่ดิน

‘อลงกรณ์’ชี้จุดเปลี่ยน ไทยเร่งลดก๊าซเรือนกระจก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689769

วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานมูลนิธิ Worldview Climate Foundation (WCF) บรรยายพิเศษ หัวข้อ “ศักยภาพของโครงการบลู คาร์บอน ในประเทศไทย” (Potential for blue carbon projects in Thailand’ ในการประชุมนานาชาติ จัดโดยมูลนิธิ Worldview International ที่ กทม.โดยแสดงวิสัยทัศน์อนาคตประเทศไทยในการเดินหน้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เพื่อร่วมแก้ปัญหาความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ (Climate Change) ด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Green House Gases : GHGs) อย่างจริงจัง ตามพันธกรณีที่ประเทศไทยจะบรรลุเป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์ (Zero Carbon) ในปี 2065 ซึ่งทำให้ทุกภาคส่วน เร่งรัดดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจก ที่เป็นต้นเหตุของภาวะโลกร้อน รวมทั้งองค์การก๊าซเรือนกระจก ซึ่ง (TGO) ได้กำหนดมาตรฐานของประเทศไทยว่าด้วยการรับรองการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (T-VER) และกำลังพัฒนาสู่มาตรฐานสากล

นายอลงกรณ์กล่าวว่า ราคาการค้าคาร์บอน เพิ่มขึ้น 3 เท่าตัว ภายในปีเดียว จากคาร์บอนตันละ 34 บาท ในปี 2021 เป็น 107 บาท ในปีนี้ โดยเชื่อมั่นว่าจะเพิ่มขึ้นทั้งราคาและปริมาณแบบก้าวกระโดด และปี 2022 คือจุดเปลี่ยนสำคัญของไทยในการขับเคลื่อนโครงการบลูคาร์บอนสู่ยุคใหม่ของการลดก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนการตื่นตัวของภาครัฐและเอกชนในการปลูกป่าบนบก โครงการปลูกป่าโกงกาง 3 แสนไร่ ภายใน 10 ปี และโครงการส่งเสริมการปลูกเพาะเลี้ยงสาหร่ายทะเลใน 22 จังหวัด ติดชายทะเล ทั้งฝั่งอ่าวไทย และอันดามัน ซึ่งดูดซับคาร์บอนสูงกว่าต้นไม้ทั่วไปถึง 5 เท่า ทำให้ประเทศไทย เป็นหนึ่งในประเทศอาเซียนที่มีศักยภาพในการแก้ปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดประเทศหนึ่งในภูมิภาค

วช.เปิดศูนย์เกษตรฯ ถ่ายทอดองค์ความรู้ นวัตกรรมเพาะปลูก ทำได้ในพื้นที่รกร้าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689767

วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผอ.สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นประธานเปิดการอบรมการถ่ายทอดองค์ความรู้พื้นที่ปลูกพืชในเมือง และการใช้ประโยชน์จากแอลกอฮอล์ ในงานวันคล้ายวันสถาปนา วช.ครบรอบ 63 ปี หัวข้อ “63 ปี วช. มุ่งสู่สังคมอุดมปัญญา พัฒนาไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม” ว่า ได้ประชาสัมพันธ์เผยแพร่ ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีศักยภาพพร้อมใช้ประโยชน์ต่อสาธารณชน เพื่อให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของการจัดงาน จึงเปิดศูนย์เกษตรวิถีเมือง ซึ่งโครงการในการปรับเปลี่ยนและพัฒนาพื้นที่ตั้งเดิม ภายในพื้นที่ วช.ให้เกิดประโยชน์และมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่อใช้ทดลองรวบรวมและสาธิตการใช้ประโยชน์นวัตกรรมและองค์ความรู้ในการเพาะปลูกพืชอาหาร โดยโครงการมีการดัดแปลงพื้นที่รกร้างให้เกิดประโยชน์ด้วยการออกแบบดัดแปลงพื้นที่ดั้งเดิมภายในโครงการด้วยแนวคิด Adaptive Reuse ซึ่งเป็นการใช้อุปกรณ์การเพาะปลูกที่ไม่ซับซ้อน สามารถหาซื้อหรือดัดแปลงได้โดยง่าย

รวมทั้งแสดงถึงแนวคิดที่สามารถปรับใช้ได้จริงกับพื้นที่รกร้างในหลากหลายรูปแบบ นอกจากนี้โครงการยังได้รับการสนับสนุนวัสดุก่อสร้างจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ที่ได้คัดสรรวัสดุที่เกิดจากแนวคิดการนำกลับมาใช้ และการเพิ่มมูลค่าจากขยะอุตสาหกรรมRecycle Upcycle เช่น อิฐบล็อกจากขยะโรงไฟฟ้าฯ ยางมะตอยพื้นถนนจากพลาสติกเหลือใช้ รวมถึงนวัตกรรมทางด้านการประหยัดพลังงานด้วยการใช้พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์อย่างเหมาะสม ตลอดจนการศึกษาและคัดสรรพันธุ์พืชอาหารที่เหมาะสมกับพื้นที่และสภาพอากาศในเมือง

ส.ป.ก.หนุนทำฝายชะลอน้ำเพื่อเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689768

วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวว่าได้จัดที่ดินทำกินและพัฒนาที่ดินให้มีศักยภาพเพียงพอต่อการทำเกษตรกรรม โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้านแหล่งน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญช่วยให้เกษตรกรสามารถเพาะปลูกพืชได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ และพื้นที่ ส.ป.ก.ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตร จึงต้องพึ่งพาน้ำฝนในการทำเกษตรกรรมเป็นหลัก โดยน้อมนำแนวทางพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 ในด้านวิศวกรรมแบบพื้นบ้าน การใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นมาดำเนินการในรูปแบบการประสานความร่วมมือของ ส.ป.ก.และเกษตรกรในพื้นที่ การคัดเลือกพื้นที่แหล่งต้นน้ำ โดยในปี 2561 จัดทำโครงการภายใต้ชื่อ “โครงการก่อสร้างฝายชะลอน้ำ (ชั่วคราว) เพื่อสนับสนุนโครงการเศรษฐกิจพอเพียงในชุมชนเขตปฏิรูปที่ดิน” ซึ่งดำเนินการจนถึงปัจจุบัน โดยบรรจุเข้าแผนงานการดำเนินการในปีต่อๆ ไป ซึ่งในปี 2565 จัดทำโครงการไปแล้ว 182 แห่งครอบคลุม 16 จังหวัด เกษตรกรได้รับผลประโยชน์โดยตรงประมาณ 728 ราย มีพื้นที่ได้รับความชุ่มชื้นประมาณ 13,368 ไร่

ทั้งนี้ ส.ป.ก. ได้จัดทำโครงการก่อสร้างฝายชะลอน้ำฯ นับจากปี 2561 ถึงปี 2565 ดำเนินการแล้ว 733 แห่ง แบ่งเป็นปี 2561 ดำเนินการแล้ว 244 แห่ง ครอบคลุม 23 จังหวัด, ปี 2563 ดำเนินการแล้ว 200 แห่ง ครอบคลุม 17 จังหวัด, ปี 2564 ดำเนินการแล้ว 107 แห่งครอบคลุม 8 จังหวัด, ปี 2565 ดำเนินการแล้ว 182 แห่ง ครอบคลุม 16 จังหวัด งบประมาณทั้งสิ้น 23,680,005 บาท มีพื้นที่รับความชุ่มชื้น 53,839 ไร่ และคาดการณ์ว่าจะมีประมาณน้ำเพิ่มขึ้น 386,811 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) น้ำที่เพิ่มขึ้นนี้เกษตรกรในพื้นที่รอบข้างสามารถใช้ในการเกษตรได้โดยตรง และด้วยระยะการเก็บกักของน้ำหน้าฝายก็ยังช่วยให้สร้างความชุ่มชื่นให้พื้นที่โดยรอบ น้ำบางส่วนก็ไหลเลยลงไปเป็นน้ำใต้ดินด้วย

สกู๊ปพิเศษ : ISMED จับมือ True Space เปิดพื้นที่สุดชิค ตอบโจทย์ทุกความสร้างสรรค์เพื่อธุรกิจ SMEs

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689573

สกู๊ปพิเศษ : ISMED จับมือ True Space เปิดพื้นที่สุดชิค  ตอบโจทย์ทุกความสร้างสรรค์เพื่อธุรกิจ SMEs

สกู๊ปพิเศษ : ISMED จับมือ True Space เปิดพื้นที่สุดชิค ตอบโจทย์ทุกความสร้างสรรค์เพื่อธุรกิจ SMEs

วันพุธ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ ISMED ร่วมกับ ทรู สเปซ กระตุกไอเดียสร้างสรรค์ ให้ SMEs โตได้แบบไม่จำกัดพื้นที่ พร้อมควงแขนบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. และสมาคมเมตาเวิร์สไทยเปิดโลกอนาคตที่มั่นคงให้ SMEs ไทย ไปไกลกว่าเดิม

นายนราวิทย์ เปาอินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ ISMED ซึ่งเป็นสถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับ นางสาวนวลพรรณ บุญเผื่อน หัวหน้าสายงานทรูสเปซ บริษัท ทรู สเปซ
จำกัด จัดกิจกรรม SMEs Exclusive Class ครั้งที่ 2 “เปิดโผโค้งสุดท้ายของปีบนความท้าทายที่ SMEs ต้องเผชิญ” เพื่อเป็นการเสริมความรู้ให้ SMEs พร้อมดำเนินธุรกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี และการสร้างสังคมที่มีผลต่อการพัฒนา SMEs บนพื้นที่การทำงานสุดชิค (Co–working space) ของ True Space ทั้ง 8 สาขา โดยมีผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนา SMEs ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน พร้อมด้วยผู้ประกอบการ SMEs และสื่อมวลชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง ณ True Space ชั้น 4 อาคาร CenterPoint of Siam Square

นายนราวิทย์ เปาอินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ ISMED กล่าวว่า “ISMED มีภารกิจสำคัญต่อการพัฒนาธุรกิจ และผู้ประกอบการ SMEs ให้มีขีดความสามารถในการประกอบการ และดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างยั่งยืน ผ่านการเผยแพร่องค์ความรู้ที่ทันสมัยอย่างสม่ำเสมอ พร้อมสร้างการเติบโตรูปแบบด้วยการพลิกแนวคิดธุรกิจและการเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือให้สอดคล้องกับทิศทางการเติบโตของ SMEs โดย ISMED มีหน่วยงานพันธมิตรในการพัฒนา SMEs กว่า 35 หน่วยงานซึ่งครอบคลุมการพัฒนาทุกมิติทั้งด้านองค์ความรู้ ด้านแหล่งทุน
ด้านช่องทางการตลาด ด้านการบริหารจัดการธุรกิจ ด้านเทคโนโลยีและการวิจัย รวมถึงด้านมาตรฐานและการรับรอง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลเชิงบวกต่อสภาพแวดล้อมการพัฒนาให้ SMEs ในเครือข่ายของ ISMED เติบโตอย่างมีทิศทางและนำธุรกิจสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง”

ด้านนางสาวนวลพรรณ บุญเผื่อน หัวหน้าสายงานทรูสเปซ บริษัท ทรู สเปซ จำกัด กล่าวว่า “ทรูสเปซ พื้นที่ทำงานร่วมกันในรูปแบบสมาชิกของกลุ่มทรู มอบความสะดวกสบายในการทำงานครบทุกมิติสำหรับนักธุรกิจเอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ ฟรีแลนซ์หรือผู้ที่ต้องการสร้างแรงบันดาลใจไอเดียสร้างสรรค์ และสร้างรายได้ให้ธุรกิจอย่างสบายๆ ด้วยแพ็กเกจ Flexi Workspace 1,099 บาทต่อเดือน เข้าใช้งานพื้นที่ทรู สเปซได้หลากหลายทุกฟังก์ชั่น ทั้ง 8 สาขาทั่วประเทศ อีกทั้งยังช่วยเชื่อมต่อความสำเร็จให้กับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ติดตามสิทธิพิเศษ และเข้าร่วมกิจกรรมหรือเวิร์กช้อปต่างๆ จากองค์กร True Digital Park ศูนย์กลางด้านดิจิทัลของไทยที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ True Digital Academy สถาบันการเรียนการสอนทักษะด้าน Digital ที่แรกและที่เดียวในไทย เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และประสบการณ์รอบด้านในการดำเนินธุรกิจที่ช่วยตอบโจทย์ SMEs / Startup พร้อมขับเคลื่อนและยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน”

กิจกรรม SMEs Exclusive Class ครั้งที่ 2 “เปิดโผโค้งสุดท้ายของปี บนความท้าทายที่ SMEs ต้องเผชิญ” ยังมีการให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ทั้งต่อหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนา SMEs และต่อผู้ประกอบการ SMEs โดย Keynote ระดับท็อปของวงการในประเด็น “Co & Creative Space” โดยดร.ธาริต นิมมานวุฒิพงษ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ทรู ดิจิทัล พาร์ค จำกัด ประเด็น “Finance & Credit Guarantee เรื่องที่ SMEs ต้องรู้” โดยนายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และการอัพเดทเทรนด์อุตสาหกรรมเมตาเวิร์สที่จะมีส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย ในประเด็น “Metaverse กับภารกิจพลิกโลกธุรกิจ SMEs” โดยดร.นที เทพโภชน์ นายกสมาคมเมตาเวิร์สไทย

“โดยความร่วมมือที่ ISMED มีร่วมกับ True Space ทั้ง 8 สาขา เพื่อให้บริการและสิทธิพิเศษกับ SMEs ทั้งการเข้าใช้ Hot Desk แบบ Day Pass สิทธิ์ส่วนลด 50% ในการใช้ห้องประชุม สิทธิ์การเช่าสำนักงานส่วนตัว 1 เดือน ฟรี 1 เดือนและสิทธิ์ใช้บริการเเบบ Flexi Workspace เลือกสถานที่ทำงานที่ True Space โซน Hot Desk ได้ทุกสาขา ไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อเดือน จะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการลดต้นทุน การสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการเติบโตทางธุรกิจของ SMEs” นายนราวิทย์ กล่าวในที่สุด

ผู้ประกอบการ SMEs ที่สนใจทดลองใช้บริการสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ ISMED มีร่วมกับ True Space สามารถติดต่อ และสอบถามได้ทาง Line OA: @ismed หรือทาง Facebook Fan page: ISMED สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ โทร. 0-2105-4778 ต่อ 8002, 06-2324-4297 (คุณศศิประภา)

ส.ป.ก.ขับเคลื่อนงานพัฒนา เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689568

วันพุธ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นประธานเปิดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การขับเคลื่อนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ปีงบประมาณ 2566” และมอบนโยบาย พร้อมด้วย นายเอกพงศ์ น้อยสร้าง รองเลขาธิการ ส.ป.ก.และผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายวิวรรธน์ สงประเสริฐ ผอ.สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี เป็นผู้กล่าวรายงาน มีผู้เข้าร่วมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ 130 ราย ที่โรงแรมเดอะไพรเวซี่ บีช รีสอร์ท แอนด์ สปา ต.สามร้อยยอด อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์

สำหรับการจัดโครงการสัมมนาครั้งนี้ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแผนการดำเนินงานและแนวทางการขับเคลื่อนงานด้านการพัฒนาเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ประจำปีงบประมาณ 2566 การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ประเด็นปัญหา/อุปสรรค ข้อเสนอแนะการดำเนินงานด้านการพัฒนาเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน รวมทั้งกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนงานด้านการพัฒนาเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน การเพิ่มศักยภาพพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน การเพิ่มขีดความสามารถของพื้นที่และเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่ ส.ป.ก.มีความมั่นคงด้านอาหาร มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และประกอบอาชีพเกษตรกรรมในพื้นที่ ส.ป.ก.ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ทำให้เกษตรกรอยู่ได้ อยู่ดีมีความสุข ในเขตปฏิรูปที่ดิน