ทร.โชว์ผลของการ ปิดด่าน 100% สกัดบุหรี่เถื่อนทะลักชายแดนจันทบุรี ยึดของกลางมูลค่ากว่า 8 ล้าน

ทร.โชว์ผลของการ ปิดด่าน 100% สกัดบุหรี่เถื่อนทะลักชายแดนจันทบุรี ยึดของกลางมูลค่ากว่า 8 ล้าน

ทร.โชว์ผลของการ ปิดด่าน 100% สกัดบุหรี่เถื่อนทะลักชายแดนจันทบุรี ยึดของกลางมูลค่ากว่า 8 ล้าน

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.57 น.

ทร.โชว์ผลของการ ปิดด่าน 100% สกัดบุหรี่เถื่อนทะลักชายแดนจันทบุรี ยึดของกลาง 44 กล่อง มูลค่ากว่า 8 ล้าน

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.2569 พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี (ฉก.นย.จันทบุรี) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรจังหวัดจันทบุรี สรรพสามิตอำเภอโป่งน้ำร้อน และตำรวจ สภ.บ้านแปลง เข้าสกัดกั้นการลักลอบขนบุหรี่ต่างประเทศที่มิได้เสียภาษีอากร บริเวณบ้านบึงชนังล่าง ตำบลเทพนิมิต อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี

ผลการปฏิบัติสามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวไทยได้ 1 ราย พร้อมตรวจยึดบุหรี่เถื่อน 23 กล่อง รถยนต์ 1 คัน โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง และอุปกรณ์ติดตามตำแหน่ง หรือ GPS Tracking อีก 1 เครื่อง

จากการสอบสวน ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าได้รับการว่าจ้างจากบุคคลสัญชาติกัมพูชา ให้ลำเลียงบุหรี่ที่ลักลอบนำเข้าจากฝั่งกัมพูชาไปส่งต่อในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะขยายผลและตรวจยึดบุหรี่เถื่อนเพิ่มเติมอีก 21 กล่อง ซึ่งถูกซุกซ่อนไว้ในพื้นที่ป่าตามแนวชายแดน

ทั้งนี้ เมื่อรวมของกลางทั้งหมดพบว่ามีบุหรี่เถื่อนจำนวน 44 กล่อง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางภาษีต่อรัฐมากกว่า 8 ล้านบาท

โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า ผลการจับกุมครั้งนี้ทำให้เห็นถึงประสิทธิภาพของมาตรการควบคุมพื้นที่ชายแดนและการปิดจุดผ่านแดนอย่างเข้มงวด แม้กลุ่มผู้กระทำผิดจะพยายามใช้ช่องทางธรรมชาติในการลักลอบลำเลียงสินค้าเข้าประเทศ แต่ด้วยการบูรณาการด้านการข่าว การลาดตระเวน และการบังคับใช้กฎหมายร่วมกัน ทำให้สามารถสกัดกั้นการกระทำผิดได้อย่างต่อเนื่อง

“กองทัพเรือยืนยันว่าจะเดินหน้ามาตรการควบคุมพื้นที่ชายแดนและปิดจุดผ่านแดนในความรับผิดชอบอย่างเข้มงวด 100% ควบคู่กับการปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายและอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อรักษาความมั่นคงและปกป้องผลประโยชน์ของประเทศอย่างเต็มกำลัง” โฆษกกองทัพเรือกล่าว

ราคาหมูหน้าฟาร์มขยับขึ้นอีก 2 บาท รับต้นทุนอาหารสัตว์พุ่งต่อเนื่อง

ราคาหมูหน้าฟาร์มขยับขึ้นอีก 2 บาท รับต้นทุนอาหารสัตว์พุ่งต่อเนื่อง

ราคาหมูหน้าฟาร์มขยับขึ้นอีก 2 บาท รับต้นทุนอาหารสัตว์พุ่งต่อเนื่อง

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.29 น.

หมูหน้าฟาร์มปรับขึ้นอีก 2 บาท 3 ครั้งต่อเนื่อง อ้างผู้เลี้ยงหวังดันราคาเข้าใกล้ต้นทุนส่งผลให้ราคาหน้าฟาร์มขยับขึ้นมาอยู่ที่ 66-70 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ต้นทุนการผลิตที่ปัจจุบันอยู่ที่ 72-73 บาทต่อกิโลกรัม

วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าล่าสุดเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรแจ้งปรับราคาแนะนำสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มเพิ่มขึ้นอีก 2 บาทต่อกิโลกรัม มีผลวันพระที่ 14 มิถุนายน 2569 จากฐานราคาเดิม ส่งผลให้ราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มขยับขึ้นมาอยู่ในช่วง 66-70 บาทต่อกิโลกรัมตามแต่ละภูมิภาค​

การปรับราคาครั้งนี้นับเป็นการปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 หลังจากก่อนหน้านี้มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นแล้ว 2 ครั้ง ส่งผลให้ราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มปรับเพิ่มขึ้นรวม 10 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้ขยับเข้าใกล้ต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูง

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติระบุว่า ราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มในทุกภูมิภาคเริ่มปรับตัวดีขึ้นและขยับเข้าใกล้ต้นทุนการผลิตมากขึ้น จากความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับการบริหารจัดการปริมาณผลผลิตอย่างต่อเนื่อง หลังผู้เลี้ยงสุกรเผชิญภาวะขาดทุนมาเป็นเวลานานขณะที่ปริมาณผลผลิตสุกรบางส่วนยังได้รับผลกระทบจากการกลับมาของโรค PED หรือโรคท้องร่วงติดต่อในสุกรในบางพื้นที่ ซึ่งส่งผลต่อจำนวนสุกรเข้าสู่ตลาด นอกจากนี้ กิจกรรมตัดวงจรการผลิตลูกสุกรเพื่อทำหมูหันที่ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยดูดซับปริมาณผลผลิตออกจากระบบ

สำหรับต้นทุนการผลิตสุกรในปัจจุบัน สำนัก​งานเศรษฐ​กิจ​การเกษตร​ประเมิน​ว่า​ อยู่ที่ประมาณ 72-73 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นจากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีราคาสูงกว่า 13 บาทต่อกิโลกรัม ส่งผลให้ราคาสุกรหน้าฟาร์มยังต่ำกว่าต้นทุนการผลิตโดยการปรับราคาในระยะต่อไปยังต้องพิจารณากำลังซื้อของผู้บริโภคและภาวะตลาดควบคู่กันไป โดยผู้เลี้ยงคาดหวังให้ราคาสุกรหน้าฟาร์มปรับเข้าสู่ระดับที่สะท้อนต้นทุนการผลิตมากขึ้น เพื่อให้เกษตรกรสามารถดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง หลังเผชิญภาวะขาดทุนติดต่อกันหลายเดือน

ปิดอ่าวไทย ฟื้นฟูสัตว์น้ำฤดูวางไข่

ปิดอ่าวไทย  ฟื้นฟูสัตว์น้ำฤดูวางไข่

ปิดอ่าวไทย ฟื้นฟูสัตว์น้ำฤดูวางไข่

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กรมประมง ประกาศปิดอ่าวไทยรูปตัว “ก” ในพื้นที่ 8 จังหวัด เริ่มวันที่ 15 มิถุนายนนี้ มุ่งฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ ช่วงฤดูวางไข่ และให้ประชาชนร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำเพื่อความยั่งยืน

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมประมง ได้ประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรช่วงสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่อ่าวไทยตอนใน (อ่าวไทยรูปตัว ก) ประจำปี2569 ใน 2ช่วงระยะเวลา แบ่งเป็นช่วงที่ 1 เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน-15สิงหาคม2569 พื้นที่ทะเลอ่าวไทยตอนในฝั่งตะวันตกพื้นที่บางส่วนของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร และช่วงที่ 2 เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม-30 กันยายน 2569 พื้นที่ทะเลอ่าวไทยตอนในด้านเหนือพื้นที่บางส่วนของ จ.สมุทรสาคร กทม.สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี พร้อมขอความร่วมมือพี่น้องชาวประมงปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด เพื่อร่วมกันอนุรักษ์และบริหารจัดการทรัพยากรพื้นที่อ่าวไทยตอนในรูปตัว ก ให้มีความเหมาะสมและเกิดความสมดุลตามธรรมชาติ

ด้านนางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า การใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรช่วงสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่อ่าวไทยตอนใน (อ่าวไทยรูปตัว ก) นั้น ถือเป็นภารกิจสำคัญที่กรมประมงได้ดำเนินมาตรการมาอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อคุ้มครองสัตว์น้ำให้มีโอกาสได้สืบพันธุ์วางไข่ และสามารถเจริญเติบโตให้เกิดความสมดุลกับการใช้ประโยชน์ซึ่งสอดคล้องกับผลการประเมินทางวิชาการโดยอ้างอิงจากข้อมูลในปี 2568 ที่ผ่านมา พบว่าพื้นที่อ่าวไทยตอนในพบการแพร่กระจายของสัตว์น้ำวัยอ่อนทั้งช่วงที่ 1 และช่วงที่ 2 ของมาตรการ

นอกจากนี้อัตราการจับสัตว์น้ำจากเรือสำรวจประมง 2 ยังพบว่าทั้งช่วงที่ 1 และ 2 ในระหว่างมาตรการและหลังมาตรการ มีอัตราการจับสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนมาตรการ โดยช่วงที่ 1 อัตราการจับหลังมาตรการเพิ่มขึ้นเป็น 2,036.17 กิโลกรัม/วัน จากเดิมก่อนมาตรการอยู่ที่ 1,500.00 กิโลกรัม/วัน (เพิ่มขึ้น 1.35 เท่า) ขณะที่ช่วงที่ 2 อัตราการจับหลังมาตรการเพิ่มขึ้นเป็น 1,451.85 กิโลกรัม/วัน จากเดิมก่อนมาตรการอยู่ที่ 950.00 กิโลกรัม/วัน (เพิ่มขึ้น 1.52 เท่า) โดยชนิดสัตว์น้ำที่จับได้เป็นกลุ่มปลาผิวน้ำเศรษฐกิจ อาทิ ปลาทู ปลาสีกุนเขียว ปลาสีกุนบั้ง สำหรับปลาทู สัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญในอ่าวไทย พบว่า หลังจากมาตรการปิดอ่าวไทยตอนกลางบริเวณ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ปลาทูที่จับได้เป็นปลาทูขนาดความยาว 13 เซนติเมตร ซึ่งอยู่ในช่วงเคลื่อนที่เข้าเขตพื้นที่ปิดอ่าวไทยตอนใน โดยกลุ่มปลาทูเหล่านี้มีการเจริญเติบโตเป็นปลาทูสาว (ความยาวขนาด 13 – 22 เซนติเมตร)

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากสถิติปริมาณการจับปลาทูพื้นที่อ่าวไทยตอนในปีที่ผ่านมา พบปริมาณการจับเพิ่มขึ้น ดังจะเห็นได้จากข้อมูลปริมาณผลผลิตจากการทำการประมงบริเวณอ่าวไทยตอนใน ที่เปรียบเทียบระหว่าง ปี 2567 และปี 2568 พบว่าในปี 2567 มีปริมาณผลผลิตปลาทูจากการทำประมงอวนล้อมจับ 1,401 ตัน และปี 2568 มีปริมาณผลผลิตปลาทูจากการทำการประมงอวนล้อมจับ 1,761 ตัน เพิ่มขึ้น 360 ตันหรือเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 25.69

จากข้อมูลที่กล่าวทั้งหมด ชี้ให้เห็นว่าการดำเนินมาตรการปิดอ่าวไทยตอนใน (อ่าวไทยรูปตัว ก) นั้น มีประสิทธิภาพและความเหมาะสมในการดำเนินการ ทั้งด้านพื้นที่และระยะเวลา ที่สามารถเห็นผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้นในปี 2569 กรมประมงจึงยังเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการตามเดิม ซึ่งแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ช่วงเวลา และมีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญดังนี้ช่วงที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน-15 สิงหาคม 2569 ในพื้นที่จับสัตว์น้ำในทะเลอ่าวไทยตอนในฝั่งตะวันตกพื้นที่บางส่วนของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร โดยเริ่มจาก อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ สิ้นสุดที่ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2,350 ตารางกิโลเมตร

ช่วงที่2 ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม-30 กันยายน 2569 ในพื้นที่จับสัตว์น้ำในทะเลอ่าวไทยตอนในด้านเหนือพื้นที่บางส่วนของ จ.สมุทรสาคร กทม.สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี โดยเริ่มจาก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร และสิ้นสุดที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1,650 ตารางกิโลเมตร

ทั้งนี้ อนุญาตให้ใช้เครื่องมือประมง วิธีการทำการประมง และปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังนี้ 1.อวนลากแผ่นตะเฆ่ที่ใช้ประกอบกับเรือกลลำเดียว ขนาดต่ำกว่า 20 ตันกรอส ให้สามารถทำการประมงได้เฉพาะในเวลากลางคืนและบริเวณนอกเขตทะเลชายฝั่ง 2.อวนติดตาปลาที่ใช้ประกอบเรือกล ขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส และมีขนาดช่องตาอวนตั้งแต่ 5 เซนติเมตรขึ้นไป ความยาวอวนไม่เกิน 2,000 เมตร ต่อเรือประมง 1 ลำ โดยห้ามทำการประมงโดยวิธีล้อมติด หรือวิธีอื่นใดที่คล้ายคลึงกัน 3.อวนติดตาชนิด อวนปู อวนกุ้ง อวนหมึก 4.อวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกหมึก ที่ใช้ประกอบกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) ให้ทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง 5.ลอบปูที่มีขนาดตาอวนโดยรอบตั้งแต่ 2.5 นิ้วขึ้นไป และทำการประมงไม่เกิน 300 ลูก ต่อเรือประมง 1 ลำ ให้ทำการประมงในเขตทะเลชายฝั่งได้

6.ลอบปูที่มีขนาดช่องตาท้องลอบ ตั้งแต่ 2.5นิ้วขึ้นไป ให้ทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง 7.ลอบหมึกทุกชนิด 8.ซั้งทุกชนิดที่ใช้ประกอบการทำการประมงพื้นบ้านในเขตทะเลชายฝั่ง 9.คราดหอย โดยต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเครื่องมือทำการประมง รูปแบบ และพื้นที่ทำการประมงของเครื่องมือประมงคราดหอย ที่ห้ามใช้ทำการประมงในที่จับสัตว์น้ำร่วมด้วย 10.อวนรุนเคย โดยต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับรูปแบบของอวน ขนาดของเรือ วิธีที่ใช้ บริเวณพื้นที่ และระยะเวลาในการทำการประมงที่ผู้ทำการประมงด้วยเครื่องมืออวนรุนเคยที่ใช้ประกอบเรือยนต์ทำการประมงต้องปฏิบัติร่วมด้วย

11.จั่น ยอ แร้ว สวิง แห เบ็ด สับปะนก ขอ ลอบ ฉมวก12.เครื่องมืออื่นใดที่ไม่ใช้ประกอบเรือกลขณะทำการประมง และ 13.เรือประมงที่มีขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส ประกอบกับเครื่องมือประมงที่ไม่ใช่เครื่องมือประมงประเภทอวนล้อมจับ อวนล้อมจับปลากะตัก อวนลากคู่ อวนลากคานถ่าง อวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกปลากะตัก ที่ใช้ประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) เรือประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เรือปั่นไฟ) และเครื่องมือทำการประมงที่ห้ามใช้ทำการประมงตามประกาศที่ออกตามความในมาตรา 71 (1) แห่งพระราชกำหนด การประมง พ.ศ.2558

สำหรับการใช้เครื่องมือในข้อ 2 3 4 5 6 และ 7 จะต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ออกตามความในมาตรา 71 (1) และเครื่องมือที่ใช้ทำการประมงต้องไม่ใช่เครื่องมือที่กำหนดห้ามใช้ทำการประมงตามมาตรา 67 มาตรา 69 หรือ มาตรา 71 (1) แห่งพ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ทั้งนี้ เครื่องมือประมงที่มีประสิทธิภาพสูงยังคงจำเป็นต้องห้ามใช้ทำการประมงในพื้นที่ และช่วงเวลามาตรการอย่างเคร่งครัด เนื่องจากช่วงหลังมาตรการยังพบการจับสัตว์น้ำเศรษฐกิจขนาดเล็ก โดยหากผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษ ปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงหนึ่งล้านบาท ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับขนาดของเรือประมง หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมงแล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่าและต้องได้รับโทษทางปกครองด้วย

อธิบดีกรมประมง กล่าวอีกว่า ขอความร่วมมือจากพี่น้องชาวประมงและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด ในการร่วมบริหารจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ โดยกรมประมงจะติดตามผลการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนภารกิจให้สอดคล้องกับนโยบาย “BLUE TRANSFORMATION พลิกโฉมประมงไทยสู่ความยั่งยืน” ของนายวัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรฯB : Biodiversity & Balance ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจประมงกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการฟื้นฟูแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำสอดคล้องกับแนวคิดการทำงานของกรมประมง Fisheries Connect for Sustainability ที่มุ่งเน้นบูรณาการเพื่อการจัดการทรัพยากรประมง ถือเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำให้กลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์และเติบโตอย่างยั่งยืน

ดีป้า ยกระดับอุตฯดิจิทัลคอนเทนต์ เปิดระบบขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ มุ่งสร้างฐานข้อมูลคอนเทนต์ไทย ปูทางสู่เวทีโลก

ดีป้า ยกระดับอุตฯดิจิทัลคอนเทนต์ เปิดระบบขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ มุ่งสร้างฐานข้อมูลคอนเทนต์ไทย ปูทางสู่เวทีโลก

ดีป้า ยกระดับอุตฯดิจิทัลคอนเทนต์ เปิดระบบขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ มุ่งสร้างฐานข้อมูลคอนเทนต์ไทย ปูทางสู่เวทีโลก

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.46 น.

ดีป้า ประกาศยุทธศาสตร์การยกระดับอุตสาหกรรมดิจิทัล คอนเทนต์ไทยครั้งสำคัญในงาน ECOSYSTEM MOMENTUM FOR DIGITAL CONTENT THAILAND รุกเปิดระบบขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการดิจิทัลคอนเทนต์แบบครบวงจร เพื่อจัดทำฐานข้อมูลกลางที่เป็นระบบ พร้อมเชิญชวนผู้ผลิต ผู้พัฒนา และผู้ให้บริการร่วมขึ้นทะเบียน

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า จัดงาน ECOSYSTEM MOMENTUM FOR DIGITAL CONTENT THAILAND เวทีขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยสู่การเติบโตระดับสากลผ่านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนของระบบนิเวศเข้าด้วยกัน พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการแสดงศักยภาพเพื่อเชื่อมต่อโอกาสทางธุรกิจ ภายใต้แนวคิด ‘From Local Talent to Global Content’ โดยมี ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า เป็นประธานเปิดงาน และได้รับเกียรติจากบุคคลในอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยร่วมงานเป็นจำนวนมาก ณ อาคาร ดีป้า (สำนักงานใหญ่) ซอยลาดพร้าว 10

ดร.ศุภกร กล่าวว่า อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ปัจจุบันอุตสาหกรรมดังกล่าวมีมูลค่ารวมกว่า 50,609 ล้านบาท โดยในปี 2567 มีอัตราการเติบโตถึง 14% (อ้างอิงข้อมูลผลสำรวจอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ ปี 2567) ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ที่โดดเด่นของคนไทย แต่ที่ผ่านมา ข้อมูลผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยยังคงกระจัดกระจาย และขาดฐานข้อมูลกลางที่เป็นระบบ ด้วยเหตุนี้ ดีป้า จึงจัดทำระบบขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการดิจิทัลคอนเทนต์แบบครบวงจร เพื่อรวบรวม จัดกลุ่ม และจัดทำภาพรวมของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ระดับต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ อีกทั้งให้สอดคล้องกับบริบทระดับสากล และขอเชิญชวนให้ผู้ประกอบการ ฟรีแลนซ์ และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ในอุตสาหกรรมขึ้นทะเบียนผ่านระบบ เพื่อเป็นฐานข้อมูลกลาง พร้อมแสดงศักยภาพของตนเองผ่าน Portfolio เชื่อมต่อโอกาสทางธุรกิจกับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ดร.ศุภกร กล่าวต่อว่า การมีฐานข้อมูลกลาง และระบบขึ้นทะเบียนที่ได้มาตรฐานจะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ระบบนิเวศของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยเข้มแข็ง ขณะเดียวกันยังเป็นการเปิดโอกาสให้เหล่าผู้ประกอบการ หรือบุคคลทั่วไปในภาคอุตสาหกรรมได้แสดงศักยภาพสู่สายตานักลงทุน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ปูทางการเติบโตจาก Local Talent สู่ Global Content และผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมกันนี้ ภาครัฐยังสามารถกำหนดทิศทางนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมได้อย่างแม่นยำ ดังนั้นงาน ECOSYSTEM MOMENTUM FOR DIGITAL CONTENT THAILAND ที่จัดขึ้นในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทย โดย ดีป้า ต้องการเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมทั้งระบบ อีกทั้งร่วมขับเคลื่อนระบบนิเวศอุตสาหกรรมให้เข้มแข็ง และพร้อมก้าวไปสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

“ดีป้า มุ่งสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยเหตุนี้ การขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการดิจทัลคอนเทนต์ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการจัดเก็บข้อมูล แต่เป็นการวางรากฐานเชิงยุทธศาสตร์ที่จะเชื่อมโยงศักยภาพของคนไทยเข้ากับโอกาสทางธุรกิจระดับโลก และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว

ทั้งนี้ ระบบดังกล่าว ดีป้า ได้จำแนกกลุ่มเป้าหมายในอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ออกเป็น 6 สาขาหลักที่มีศักยภาพสูง และเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ประกอบด้วย เกม แอนิเมชัน คาแรกเตอร์ อีสปอร์ต คอนเทนต์ครีเอเตอร์ และหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีบุ๊ก โดยผู้ประกอบการ ฟรีแลนซ์ และคอนเทนต์ครีเอเตอร์รุ่นใหม่ที่เข้ามาลงทะเบียนในระบบจะสามารถสร้าง Portfolio เพื่อแสดงผลงานตนเอง ซึ่งภายในฟีเจอร์สดังกล่าวจะทำหน้าที่เสมือนหน้าร้านออนไลน์ที่ได้มาตรฐาน ช่วยให้นักลงทุนสามารถเข้ามาค้นหาผลงาน ซี่งถือเป็นการปลดล็อกข้อจำกัดทางการค้า และเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่

ภายในงาน ECOSYSTEM MOMENTUM FOR DIGITAL CONTENT THAILAND ยังมีเวทีเสวนา ที่รวมเหล่ากูรูจากแต่ละสาขามาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและทิศทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยสู่เวทีโลก ไม่ว่าจะเป็น คุณสุวิตา จรัญวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เทลสกอร์ จำกัด และอุปนายกสมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย (TCCA) คุณจิรยศ เทพพิพิธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร eArena คุณสุมิตร สีมากุล นายกสมาคมดิจิทอลคอนเทนท์ไทย (DCAT) คุณกิตติพงศ์ พฤกษอรุณ นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย (TGA) คุณกฤษณ์ ณ ลำเลียง นายกสมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ไทย (TACGA) และ คุณกวิตา พุกสาย ผู้เชี่ยวชาญในวงการหนังสือ บรรณาธิการ และอดีตผู้บริหารแพลตฟอร์มอีบุ๊ก พร้อมการบรรยายให้ความรู้ในประเด็นภาษีดิจิทัลคอนเทนต์ กิจกรรม Inspiration Showcase ที่เปิดเวทีที่ให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่ได้นำเสนอผลงาน และกิจกรรม Networking เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการ นักพัฒนา และนักลงทุน

สำหรับผู้ประกอบการ ฟรีแลนซ์ และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ในอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์สามารถลงทะเบียนเข้าสู่ระบบขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการดิจิทัลคอนเทนต์ไทย พร้อมจัดทำ Portfolio เพื่อแสดงผลงานได้แล้ววันนี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและขั้นตอนการลงทะเบียนได้ที่ https://digitalcontent.depa.or.th/

นักศึกษา อก.มช. สร้างชื่อระดับประเทศ คว้าแชมป์ 2 ปีซ้อน คว้าถ้วยพระราชทานกรมสมเด็จพระเทพฯ ในเวที Food Innovation Contest 2026

นักศึกษา อก.มช. สร้างชื่อระดับประเทศ คว้าแชมป์ 2 ปีซ้อน คว้าถ้วยพระราชทานกรมสมเด็จพระเทพฯ ในเวที Food Innovation Contest 2026

นักศึกษา อก.มช. สร้างชื่อระดับประเทศ คว้าแชมป์ 2 ปีซ้อน คว้าถ้วยพระราชทานกรมสมเด็จพระเทพฯ ในเวที Food Innovation Contest 2026

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.20 น.

นักศึกษาคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สร้างผลงานโดดเด่นบนเวทีการแข่งขันนวัตกรรมอาหารระดับประเทศ “Food Innovation Contest 2026” โดยสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พร้อมกวาดรางวัลสำคัญอีกหลายรายการ ตอกย้ำศักยภาพด้านการพัฒนานวัตกรรมอาหารและความเป็นผู้นำของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในการผลิตบัณฑิตที่มีความคิดสร้างสรรค์และตอบโจทย์อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต

การแข่งขันจัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 โดยทีม Ache-V จากสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศและถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้สำเร็จ นับเป็นการครองแชมป์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ของนักศึกษาคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ผลงานที่ได้รับรางวัลเป็นผลิตภัณฑ์ทางเลือกสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการรับประทานช็อกโกแลต พัฒนาจาก “เมล็ดกระบก” พืชพื้นบ้านไทยที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ดีต่อสุขภาพ และไม่เติมน้ำตาล ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและมองหาทางเลือกใหม่ของผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลต

สมาชิกทีม Ache-V ประกอบด้วย นางสาวณัฐกฤตา วงศ์คำพา นางสาวพิชชาพร พรรณรายน์ และนางสาวพิทยาภรณ์ จินะเป็งกาศ นักศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุพัฒน์ พงษ์ไทย และอาจารย์ ดร.พิพรรธ ตั้งใจดี เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา พร้อมได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท กานเวลา ช็อกโกแลต จำกัด

นอกจากนี้ นักศึกษาคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยังสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จากผลงานของทีม Vega-Nest ซึ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มฟังก์ชันที่อุดมด้วยพรีไบโอติกจากหอมหัวใหญ่ โดยใช้เทคนิคพิเศษในการขึ้นรูปให้มีเนื้อสัมผัสคล้ายรังนก สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบทางการเกษตรและตอบรับกระแสอาหารเพื่อสุขภาพ

ทีม Vega-Nest ประกอบด้วย นางสาวณัฐณิชา เสียงดัง นางสาววริศรา เพียศรีวิชัย นางสาวฟ้าใส ทองสุก และนางสาวกานต์ศุภางค์ แก้วแดง นักศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุพัฒน์ พงษ์ไทย และอาจารย์ ดร.พิพรรธ ตั้งใจดี เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา และได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท ยิ่งไพศาลการเกษตร จำกัด และ FIN

อีกหนึ่งความสำเร็จคือรางวัล Popular Vote ที่ทีม Happy Tummies จากสาขาเทคโนโลยีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้รับจากผลงาน Ice Cream Sandwich ที่ผสานอัตลักษณ์วัตถุดิบและรสชาติของภาคเหนือเข้ากับแนวคิดการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์อาหารสมัยใหม่ พร้อมคุณประโยชน์ทางโภชนาการที่หลากหลาย จนได้รับความนิยมและเสียงชื่นชมจากผู้เข้าร่วมงาน

สมาชิกทีม Happy Tummies ประกอบด้วย นางสาวพรวิมล วิเชียรสมุทร นายภาคินัย บุตรโสภา นางสาวสุภาวดี แซ่ตั้ง นางสาวอัจฉรียา เจดีย์แปง นางสาวณัฐธินันท์ คงอยู่ และนางสาวอรภัคนภา ปิ่นแก้ว นักศึกษาสาขาเทคโนโลยีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุวรรณา เดชะรัตนางกูร และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชิตาพัณณ์ ใบงิ้ว เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา

ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนถึงศักยภาพของนักศึกษาคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารที่สามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการ งานวิจัย และความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนากำลังคนและนวัตกรรมที่ตอบสนองต่อความต้องการของสังคมและอุตสาหกรรมอาหารในอนาคต

EnCo จับมือ ทันตแพทยศาสตร์ มศว. สานต่อกิจกรรม ‘ฟันดี ฟรีเดย์’ ปีที่ 5

EnCo จับมือ ทันตแพทยศาสตร์ มศว. สานต่อกิจกรรม ‘ฟันดี ฟรีเดย์’ ปีที่ 5

EnCo จับมือ ทันตแพทยศาสตร์ มศว. สานต่อกิจกรรม ‘ฟันดี ฟรีเดย์’ ปีที่ 5

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.59 น.

บริษัท เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ จำกัด (EnCo) สานต่อกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง จัดกิจกรรม “ฟันดี ฟรีเดย์” ครั้งที่ 5 เปิดให้บริการทันตกรรมพื้นฐานแก่ประชาชนทั่วไปโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อลดช่องว่างในการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขและลดปัญหาสุขภาพช่องปากที่เกิดขึ้นในคนไทย ภายใต้ความร่วมมือกับ คณะทันตแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ที่ได้ร่วมสนับสนุนหน่วยทันตกรรมพระราชทานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ออกให้บริการรักษาทันตกรรม โดยมีทีมทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาร่วมให้บริการตรวจสุขภาพช่องปาก อุดฟัน ขูดหินปูน ถอนฟัน ผ่าฟันคุด และให้คำแนะนำการดูแลฟันอย่างเหมาะสมให้ประชาชนกว่า 400 คน ในพื้นที่ชุมชนอำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง พร้อมร่วมมอบเงินสนับสนุนการออกหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่แก่คณะทันตแพทยศาสตร์ มศว เพื่อใช้ในการดำเนินภารกิจด้านบริการสาธารณสุข สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ EnCo ในการสนับสนุนการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม 

นายศิรศักดิ์ จันเทรมะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ จำกัด (EnCo) เปิดเผยว่า “สุขภาพช่องปากถือเป็นรากฐานสำคัญของสุขภาพโดยรวมและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนทุกช่วงวัย จากผลสำรวจของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่าคนไทยยังคงเผชิญกับปัญหาสุขภาพช่องปากในระดับที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยผู้ใหญ่และวัยทำงาน ซึ่งมีอัตราการสูญเสียฟันสูงถึง 84% และมีปัญหาฟันผุที่ไม่ได้รับการรักษาสูงถึง 53% สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการส่งเสริมการเข้าถึงบริการด้านทันตสุขภาพอย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ห่างไกลหรือกลุ่มที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการทางทันตกรรมที่ได้มาตรฐาน ด้วยความตระหนักถึงความสำคัญของประเด็นดังกล่าว บริษัท เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ จำกัด (EnCo) จึงเดินหน้าสานต่อกิจกรรม ‘ฟันดี ฟรีเดย์’ ประจำปี 2569 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงบริการทันตกรรมพื้นฐานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อันเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการมีสุขภาพที่ดีและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน”

กิจกรรมในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในการส่งทีมทันตแพทย์จิตอาสาเข้าร่วมให้บริการตรวจสุขภาพช่องปาก อุดฟัน ขูดหินปูน ถอนฟัน ผ่าฟันคุด และให้คำแนะนำด้านการดูแลสุขภาพช่องปากอย่างถูกวิธี โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมสุขภาวะที่ดี ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข และร่วมสร้างรอยยิ้มที่แข็งแรงให้กับประชาชนและชุมชน โดยการลงพื้นที่ของหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่ในโครงการนี้จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่การรักษา แต่ยังเน้นการให้ความรู้เชิงรุกเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขอนามัยที่ถูกต้องให้แก่ประชาชนอีกด้วย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทันตแพทย์ ณัฐวุธ แก้วสุทธา คณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า “คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสุขภาพช่องปากของประชาชนควบคู่ไปกับการสร้างจิตสำนึกด้านการบริการสังคมให้แก่บุคลากรและนักศึกษา การได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม ‘ฟันดี ฟรีเดย์’ ในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญทางทันตกรรมไปช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนผ่านการให้บริการตรวจรักษาและให้คำแนะนำด้านสุขภาพช่องปากอย่างถูกต้อง โดยหวังว่าจะช่วยสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพช่องปากอย่างต่อเนื่อง อันจะนำไปสู่การมีสุขภาวะที่ดีในระยะยาว”

ศิริกาญจน์ ปองนาน ตัวแทนผู้รับบริการ เผยว่า “รู้สึกดีใจและประทับใจมากที่มีโครงการดี ๆ แบบนี้ เพราะช่วยให้ประชาชนได้เข้าถึงบริการทันตกรรมโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย วันนี้ได้รับทั้งการตรวจสุขภาพช่องปากและคำแนะนำในการดูแลฟันที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง ทำให้เข้าใจและเห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพช่องปากมากขึ้น ขอขอบคุณ EnCo และทีมทันตแพทย์จิตอาสาทุกท่านที่ร่วมกันมอบโอกาสและสร้างรอยยิ้มให้กับประชาชน”

กิจกรรม “ฟันดี ฟรีเดย์” หนึ่งในโครงการเพื่อสังคมที่ EnCo ยึดมั่นและจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยมุ่งเน้นการสร้างสุขจากรากฐาน ผ่านการดูแลสุขภาพที่เข้าถึงได้จริง ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน 5 ปีที่ผ่านมา โครงการได้ช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการทางทันตกรรมที่มีคุณภาพให้กับประชาชนรวมแล้วเกือบ 2,000 ราย ถือเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญในการช่วยลดช่องว่างด้านสาธารณสุขให้กับกลุ่มผู้มีข้อจำกัดในพื้นที่ห่างไกล และช่วยส่งเสริความสัมพันธ์อันดีระหว่างองค์กรกับชุมชน และแสดงออกถึงบทบาทของ EnCo ในการเป็นองค์กรที่เติบโตควบคู่กับสังคมไทยอย่างยั่งยืน

ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมจาก EnCo เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.energycomplex.co.th  หรือเฟซบุ๊ก Energy Complex (EnCo)

ผ่าตัดลิ้นหัวใจไมทรัล แผลเล็ก ไม่ต้องเปิดอก ช่วยให้กลับไปใช้ชีวิตได้เร็วขึ้น

ผ่าตัดลิ้นหัวใจไมทรัล แผลเล็ก ไม่ต้องเปิดอก ช่วยให้กลับไปใช้ชีวิตได้เร็วขึ้น

ผ่าตัดลิ้นหัวใจไมทรัล แผลเล็ก ไม่ต้องเปิดอก ช่วยให้กลับไปใช้ชีวิตได้เร็วขึ้น

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.46 น.

ถ้าพูดถึงการผ่าตัดหัวใจ หลายคนคงภาพจำคือการ “ผ่าเปิดกลางหน้าอก” ที่ต้องตัดกระดูก พักฟื้นนาน และทิ้งรอยแผลเป็นยาวไว้เป็นที่ระลึก แต่วันนี้เทคโนโลยีไปไกลกว่านั้นมากด้วยเทคนิคการผ่าตัดลิ้นหัวใจไมทรัลด้วยเทคนิค MIMVS

ผศ.นพ.บุลวัชร์ หอมวิเศษ (ว.25288) ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจและทรวงอก ศูนย์โรคหัวใจ และทรวงอก โรงพยาบาลนวเวช ได้อธิบายถึงสาเหตุและอาการ ข้อดี ขั้นตอนการผ่าตัดลิ้นหัวใจไมทรัลด้วยเทคนิค MIMVS รวมทั้งแนะนำการฟื้นฟูสุขภาพหลังการผ่าตัดลิ้นหัวใจไมทรัล

ผศ.นพ.บุลวัชร์ หอมวิเศษ 

“ลิ้นหัวใจไมทรัล” คือ ประตูกั้นระหว่างหัวใจห้องบนซ้ายกับห้องล่างซ้าย  มีหน้าที่หลักเปิดให้เลือดแดง (ที่มีออกซิเจนสูง) ไหลลงสู่หัวใจห้องล่างเพื่อไปเลี้ยงร่างกาย และ “ปิดสนิท” เพื่อไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับขึ้นไปที่ปอด เปรียบเทียบเหมือน “วาล์วทางเดียว” ถ้าวาล์วนี้รั่วหรือตีบ หัวใจจะทำงานหนักจนเหนื่อยง่าย หอบ หรือน้ำท่วมปอดได้ รูปร่างมีลักษณะคล้าย “หมวกของพระสังฆราช” (Mitre) จึงเป็นที่มาของชื่อ Mitral นั่นเอง

สาเหตุและอาการของโรคลิ้นหัวใจไมทรัล โรคลิ้นหัวใจไมทรัลที่พบบ่อย แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่

1. ลิ้นหัวใจไมทรัลรั่ว (Mitral Regurgitation) เปรียบเทียบเหมือน “ประตูที่ปิดไม่สนิท” สาเหตุเกิดจากความเสื่อมตามวัย, กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือเอ็นยึดลิ้นหัวใจฉีกขาด อาการคือ เลือดไหลย้อนกลับไปที่ปอด ทำให้เหนื่อยง่ายเมื่อออกแรง, นอนราบไม่ได้ (แน่นหน้าอก) และมีอาการบวมที่เท้าหรือข้อเท้า

2. ลิ้นหัวใจไมทรัลตีบ (Mitral Stenosis) เปรียบเทียบเหมือน “ประตูที่ฝืดและเปิดไม่ออก” สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ “ไข้รูมาติก” ในอดีต ทำให้มีหินปูนเกาะจนลิ้นแข็งตัว อาการคือ  เลือดจากหัวใจห้องบนลงข้างล่างได้ยาก ทำให้ ใจสั่น (หัวใจเต้นผิดจังหวะ), เหนื่อยหอบง่าย และในรายที่รุนแรงอาจไอออกมาเป็นเลือดได้ง

การผ่าตัดลิ้นหัวใจไมทรัลด้วยเทคนิค MIMVS คือ การผ่าตัดลิ้นหัวใจไมทรัลด้วยเทคนิค MIMVS (Minimally Invasive Mitral Valve Surgery) เป็นการผ่าตัดซ่อมหรือเปลี่ยนลิ้นหัวใจไมทรัลแบบส่องกล้องแผลเล็ก ซึ่งช่วยลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ ลดการเสียเลือด และลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ดีกว่า เมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบเปิดแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ใช้เวลาพักฟื้นในโรงพยาบาลสั้นลง

เทคนิค MIMVS ทำอย่างไร?

เปิดแผลขนาดเล็ก : ศัลยแพทย์จะเปิดแผลขนาดประมาณ 4–5 เซนติเมตร บริเวณใต้ราวนมหรือข้างลำตัวด้านขวา (Right Mini-Thoracotomy)

ใช้กล้องและเครื่องมือพิเศษ : แพทย์จะสอดกล้องความละเอียดสูง (บางที่ใช้กล้อง 3 มิติ) และเครื่องมือผ่าตัดขนาดเล็กเรียวยาวเข้าไปเพื่อทำการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนลิ้นหัวใจไมทรัล โดยมองภาพผ่านจอมอนิเตอร์

ต่อเครื่องหัวใจและปอดเทียม : ยังคงต้องใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียมช่วยพยุงระบบไหลเวียนโลหิตระหว่างผ่าตัด แต่จะเชื่อมต่อผ่านเส้นเลือดบริเวณขาหนีบแทนการต่อตรงที่หน้าอก

ใครบ้างที่เหมาะกับเทคนิค MIMVS?

เทคนิคนี้เหมาะมากสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหา ลิ้นหัวใจไมทรัลรั่ว (Mitral Regurgitation) หรือ ลิ้นหัวใจไมทรัลตีบ (Mitral Stenosis) รวมถึงผู้สูงอายุที่ร่างกายอาจรับความบอบช้ำจากการผ่าตัดใหญ่ไม่ไหว

ข้อจำกัด : ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนจะทำได้ หากผู้ป่วยมีภาวะหลอดเลือดที่ขาหนีบตีบตันอย่างรุนแรง, หน้าอกผิดรูป, เป็นโรคปอดขั้นรุนแรง หรือต้องผ่าตัดทำบายพาสเส้นเลือดหัวใจ (CABG) ร่วมด้วยหลายเส้น แพทย์อาจพิจารณาว่าการผ่าตัดแบบเปิดหน้าอกปกติจะปลอดภัยกว่า

ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่ ศูนย์โรคหัวใจ และทรวงอก โรงพยาบาลนวเวช โทร.1507 Line: @navavej

ปวดเข่าอย่าหยุดขยับ! ออกกำลังกายที่เหมาะสม ช่วยชะลอข้อเข่าเสื่อม

ปวดเข่าอย่าหยุดขยับ! ออกกำลังกายที่เหมาะสม ช่วยชะลอข้อเข่าเสื่อม

ปวดเข่าอย่าหยุดขยับ! ออกกำลังกายที่เหมาะสม ช่วยชะลอข้อเข่าเสื่อม

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.31 น.

หลายคนที่เริ่มมีอาการปวดเข่า มักเข้าใจว่าควรหยุดออกกำลังกายหรือหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหว เพราะกลัวว่าจะยิ่งทำให้ข้อเข่าเสื่อมมากขึ้น แต่ในความเป็นจริง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อชี้ว่า การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมถือเป็นหนึ่งในวิธีสำคัญที่ช่วยดูแลข้อเข่าเสื่อม และอาจช่วยชะลอการดำเนินของโรคได้

ข้อเข่าเสื่อมเป็นภาวะที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก ผู้ที่ใช้งานข้อเข่าอย่างหนักเป็นเวลานาน หรือผู้ที่เคยได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อเข่า ภาวะดังกล่าวเกิดจากกระดูกอ่อนผิวข้อค่อย ๆ สึกหรอ ทำให้ข้อเข่ารับแรงได้น้อยลง เกิดการเสียดสี ส่งผลให้มีอาการปวด ข้อฝืด บวม เดินได้ไม่ไกล ลุกนั่งลำบาก หรือเจ็บมากขึ้นขณะขึ้นลงบันได

นพ.ไพบูลย์ ชัยชาญชีพ 

นพ.ไพบูลย์ ชัยชาญชีพ แพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อ โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ  (S-spine and Joint Hospital) เปิดเผยว่า ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดว่าเมื่อเริ่มปวดเข่าแล้วควรพักการใช้งานข้อเข่า แต่ในทางการแพทย์ การออกกำลังกายที่เหมาะสมกลับเป็นส่วนสำคัญของการรักษา โดยเฉพาะในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง

“การออกกำลังกายไม่ได้ทำให้กระดูกอ่อนที่สึกหรอกลับมาเหมือนเดิม แต่ช่วยให้กล้ามเนื้อรอบข้อเข่าแข็งแรงขึ้น โดยเฉพาะกล้ามเนื้อต้นขา สะโพก และแกนกลางลำตัว ซึ่งมีบทบาทช่วยพยุงข้อเข่า ลดแรงกระแทก และทำให้การเคลื่อนไหวมั่นคงขึ้น เมื่อกล้ามเนื้อแข็งแรง ข้อเข่าจะไม่ต้องรับภาระเพียงลำพัง ผู้ป่วยจึงอาจเดินได้ดีขึ้น ลุกนั่งง่ายขึ้น และมีอาการปวดลดลง”

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่การออกกำลังกายทุกประเภทจะเหมาะกับผู้ที่มีอาการข้อเข่าเสื่อม โดยเฉพาะกิจกรรมที่มีแรงกระแทกสูง เช่น การวิ่งหนัก การกระโดด การสควอตลึก การนั่งยอง ๆ หรือการขึ้นลงบันไดซ้ำ ๆ ซึ่งอาจกระตุ้นให้อาการปวดมากขึ้นในบางราย

สำหรับผู้ที่มีปัญหาข้อเข่าเสื่อม แพทย์แนะนำการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกต่ำและช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า ได้แก่ การเดินบนพื้นราบ การปั่นจักรยาน การออกกำลังกายในน้ำหรือเดินในน้ำ การยืดกล้ามเนื้อต้นขาและน่อง รวมถึงการฝึกกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า กล้ามเนื้อสะโพก และแกนกลางลำตัว เพื่อช่วยพยุงข้อเข่าและเพิ่มความมั่นคงในการเคลื่อนไหว

นอกจากนี้ การดูแลข้อเข่าเสื่อมยังควรทำควบคู่กับการควบคุมน้ำหนักในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน การทำกายภาพบำบัด และการใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์ ซึ่งล้วนเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยลดอาการปวดและชะลอการเสื่อมของข้อเข่าได้

นพ.ไพบูลย์ กล่าวว่า การรักษาข้อเข่าเสื่อมในปัจจุบันมักเริ่มจากวิธีไม่ผ่าตัดก่อน แต่หากข้อเข่าเสื่อมอยู่ในระยะรุนแรง มีอาการปวดมาก เดินได้น้อยลง ข้อเข่าผิดรูป หรือรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล จนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมเป็นทางเลือกในการรักษา

ปัจจุบันการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านเทคนิคการผ่าตัด วัสดุข้อเทียม การควบคุมความเจ็บปวด และการฟื้นฟูหลังผ่าตัด ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถกลับมาเดินและใช้ชีวิตประจำวันได้ดีขึ้นภายใต้การดูแลของทีมแพทย์และนักกายภาพบำบัด

นพ.ไพบูลย์ ย้ำว่า “เข่าเสื่อมไม่ได้แปลว่าต้องผ่าตัดทุกราย และการออกกำลังกายก็ไม่ได้ทำให้เข่าหายเสื่อม แต่การดูแลรักษาอย่างถูกวิธีตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยชะลออาการ เพิ่มทางเลือกในการรักษา และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว”

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการปวดเข่า สามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่ โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ (S-spine and Joint Hospital) โทร. 02-034-0808

รมย์รวินท์คลินิก ปลุกพลังผู้หญิงยุคใหม่เดินตามความฝัน บนเวที WIVES THAILAND 2026

รมย์รวินท์คลินิก ปลุกพลังผู้หญิงยุคใหม่เดินตามความฝัน บนเวที WIVES THAILAND 2026

รมย์รวินท์คลินิก ปลุกพลังผู้หญิงยุคใหม่เดินตามความฝัน บนเวที WIVES THAILAND 2026

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.28 น.

รมย์รวินท์ คลินิก (Romrawin Clinic) ตอกย้ำจุดยืนในการส่งเสริมศักยภาพของผู้หญิง ยกระดับภาพลักษณ์และความมั่นใจอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดร่วมเป็นส่วนหนึ่งในฐานะผู้สนับสนุนหลักเวทีประกวดระดับนานาชาติ “WIVES THAILAND & INTERNATIONAL Mrs. GLOBE THAILAND 2026” ภายใต้แนวคิด “SUPERNOVA” เวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้แสดงศักยภาพ วิสัยทัศน์ และร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมเพราะเชื่อว่าความงามที่แท้จริงเริ่มต้นจากความมั่นใจและการดูแลตัวเองที่ดี

Romrawin Clinic จึงร่วมสนับสนุนรางวัลให้แก่สาวงามผู้ชนะและผู้ได้รับตำแหน่งในทุกสาขา รวมมูลค่าทั้งสิ้น 340,000 บาท เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนให้ผู้หญิงยุคใหม่กล้าที่จะก้าวเดินตามความฝัน และพร้อมเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่นในสังคมต่อไป

สาวงามผู้ได้รับรางวัล มีดังนี้  รางวัล The Winner Wives Thailand 2026 และ Mrs. Globe Thailand 2027:  นิด้า-สุญาณี ภูมลี (WIVES 03)  รางวัล Ambassador Winner Wives Thailand 2026 :  มินนี่-ฟิรเดาส์ ดีดี (WIVES 10) รางวัล Queen Look Winner Wives Thailand 2026 : เม-วลัญญ์ลภัส ยกอินทร์ (WIVES 15) รางวัล Queen Walk Winner Wives Thailand 2026 :  ศิริ-ศิริวรรณ สารสินธุ์ (WIVES 11) รางวัล Queen Talk Winner Wives Thailand 2026 :  เมล่อน-ณัฐรดา ศรีบัวทอง (WIVES 04)

การร่วมมือในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ รมย์รวินท์ คลินิก ที่ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการดูแลด้านความงามภายนอกเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมภาพลักษณ์ บุคลิกภาพ และความมั่นใจจากภายใน ซึ่งถือเป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้ผู้หญิงทุกคนสามารถส่งต่อคุณค่าและเปล่งประกายในเวอร์ชันที่ดีที่สุดของตัวเองได้อย่างภาคภูมิใจ

สำหรับใครที่ต้องการเพิ่มความมั่นใจ ยกระดับการดูแลผิวพรรณและรูปร่างให้ดูสุขภาพดีอย่างเป็นธรรมชาติ สามารถเข้ามารับคำปรึกษาได้ที่ รมย์รวินท์ คลินิก ทุกสาขา  โดยมีทีมแพทย์คอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด พร้อมโปรแกรมการดูแลผิวพรรณที่ออกแบบมาให้ตอบโจทย์กับสภาพผิวและความต้องการของแต่ละบุคคล เพื่อให้คุณพร้อมเปิดรับประสบการณ์ความงามในมิติใหม่ด้วยความมั่นใจ ทั้งนี้ สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.romrawin.com/wives-thailand-2026/

เปิดอินไซต์ ‘ไปรฯ Gen Z’ ขับเคลื่อน ‘ไปรษณีย์ไทย’ สู่แบรนด์ไลฟ์สไตล์โลจิสติกส์

เปิดอินไซต์ ‘ไปรฯ Gen Z’ ขับเคลื่อน ‘ไปรษณีย์ไทย’ สู่แบรนด์ไลฟ์สไตล์โลจิสติกส์

เปิดอินไซต์ ‘ไปรฯ Gen Z’ ขับเคลื่อน ‘ไปรษณีย์ไทย’ สู่แบรนด์ไลฟ์สไตล์โลจิสติกส์

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.21 น.

ทุกวันนี้ ถ้าพูดถึง “Gen Z” กับการทำงาน คนรุ่นนี้ก็กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้องค์กรหลายแห่งเริ่มปรับตัว เข้าใจผู้คน และสื่อสารกับโลกยุคใหม่ได้ดีขึ้นเช่นกัน เช่นเดียวกับ “ไปรษณีย์ไทย”ที่คนไทยคุ้นเคยมาอย่างยาวนาน 143 ปี มีบุคลากรจากหลากหลายเจเนอเรชันร่วมกันขับเคลื่อนองค์กร โดยคนทำงานส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่ม Gen Y และรองลงมาคือ Gen Z ซึ่งกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการเติมพลังและมุมมองใหม่ให้กับองค์กร ด้วยความเป็นคนรุ่นที่เติบโตมากับโลกดิจิทัล ไลฟ์สไตล์ และวัฒนธรรมการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 

ไปรษณีย์ไทย ยังมีคนรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโตไปพร้อมกับองค์กร ค่อยๆ เติมพลัง เติมมุมมองและวิธีสื่อสารใหม่ๆ ทำให้แบรนด์สามารถเชื่อมต่อกับผู้คนได้ดี ซึ่งล่าสุด ไปรษณีย์ไทยสามารถคว้ารางวัล “GEN Z TOP Brand Award 2026” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สะท้อนถึงความสำเร็จของการปรับตัวและการสร้างแบรนด์ที่เข้าใจคนรุ่นใหม่ได้อย่างแท้จริง พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นของไปรษณีย์ไทยในการเดินหน้าสู่การเป็น “ไลฟ์สไตล์โลจิสติกส์” ตั้งเป้าเป็นแบรนด์ที่อยู่ในชีวิตประจำวันและเติบโตไปพร้อมกับทุกเจเนอเรชันของคนไทย

นิ้งหน่อง-พนิตตา คำก้อน

ไปรษณีย์ไทยจึงชวนพนักงาน Gen Z มาร่วมถ่ายทอดมุมมองและอินไซต์การทำงานในองค์กร ได้แก่ “นิ้งหน่อง” นางสาวพนิตตา คำก้อน นิติกรฝ่ายกฎหมาย บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และ  “สตางค์” นางสาวศรินดา เทิงสูงเนิน เจ้าหน้าที่แผนกลูกค้าธุรกิจ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่กำลังมีบทบาทสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวทันโลกยุคใหม่

“ไปรษณีย์ไทย” องค์กรสุดคลาสสิก สู่แบรนด์ที่คุยกับคนรุ่นใหม่เป็น

สตางค์ ศรินดา เล่าว่า ภาพจำของไปรษณีย์ไทยแต่ก่อน คือภาพของบุรุษไปรษณีย์ที่เข้าถึงง่ายและอยู่ใกล้ชิดผู้คน แต่เมื่อได้เข้ามาทำงานจริง กลับพบว่าเบื้องหลังขององค์กรมีการพัฒนาอยู่ตลอด ทั้งเรื่องระบบ เทคโนโลยี รวมถึงการสื่อสารที่พยายามทำให้แบรนด์ดูทันสมัยและเข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังรักษาความเป็นมิตรและความ “เข้าถึงง่าย” เอาไว้ได้ ซึ่งมองว่านี่คือเสน่ห์สำคัญของไปรษณีย์ไทยในวันนี้

ด้าน นิ้งหน่อง พนิตตา ก็มองไปในทิศทางเดียวกันว่า แม้การแข่งขันในธุรกิจโลจิสติกส์จะเปลี่ยนเร็วและมีผู้เล่นใหม่เกิดขึ้นมากมาย แต่ไปรษณีย์ไทยก็ยังพยายามปรับตัวอยู่ตลอด หลายโปรเจกต์สามารถแข่งขันและต่อยอดได้จริง โดยเฉพาะการทำให้แบรนด์เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ ผ่านโซเชียลมีเดียและ การสื่อสารที่ใกล้ตัวกว่าเดิม เพราะในมุมของเธอ แม้คนไทยจะรู้จักไปรษณีย์ไทยอยู่แล้ว แต่โจทย์สำคัญคือการทำให้ “คนรุ่นใหม่รู้สึกใกล้ชิดกับแบรนด์” มากขึ้นกว่าเดิม 

Gen Z ไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนองค์กร แต่เข้ามาเติม vibe ใหม่ให้แบรนด์

ความโดดเด่นของคน Gen Z คือความคิดสร้างสรรค์และความกล้าที่จะนำเสนอไอเดียใหม่ๆ  สตางค์ ศรินดา  แชร์อินไซต์ว่า คนรุ่นใหม่ในวันนี้จำเป็นต้องมี mindset แบบไม่หยุดเรียนรู้ เพราะโลกเปลี่ยนเร็วมาก ทั้งเทรนด์ เทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เธอพยายามพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ทั้งในด้าน hard skill และ soft skill รวมถึงการติดตามเทรนด์ใหม่ๆ เพื่อทำให้การทำงานและไอเดียที่นำเสนอสามารถเชื่อมกับผู้บริโภคในปัจจุบันได้จริง และหนึ่งในโอกาสที่ได้เข้าไปมีส่วนร่วม Workshop Brand Experience in motion ที่เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เสนอไอเดียและแชร์มุมมองว่า จะทำอย่างไรให้ไปรษณีย์ไทยใกล้ชิดคนรุ่นใหม่มากขึ้น ทั้งในเชิงภาพลักษณ์และการสื่อสาร

ขณะที่ นิ้งหน่อง พนิตตา อธิบายว่า จุดแข็งสำคัญของ Gen Z คือ ความกล้าแสดงออกและความกล้าคิดต่าง แม้บางครั้งไอเดียอาจดูหลุดกรอบหรือดูเป็นไปได้ยาก แต่สิ่งสำคัญคือการกล้าพูด กล้าลอง และกล้าเสนอ เพราะสุดท้ายแล้ว คนรุ่นพี่ในทีมจะช่วยต่อยอดและลับคมไอเดียให้ใช้งานได้จริง และนี่คือเสน่ห์ของการทำงานร่วมกันระหว่างคนต่างเจเนอเรชัน ที่ช่วยให้ทั้งความสดใหม่และประสบการณ์สามารถเดินไปพร้อมกันได้

สตางค์-ศรินดา เทิงสูงเนิน 

บื้องหลังแบรนด์ที่คนไทยคุ้นเคย คือทีมงานที่โตไปพร้อมกัน

การเปิดใจ คือกุญแจสำคัญในการปรับตัวท่ามกลางความต่างของช่วงวัย ทั้งคู่ต่างสะท้อนมุมมองคล้ายกันว่า สิ่งที่ทำให้คนรุ่นใหม่อยากเติบโตไปพร้อมองค์กรในวันนี้ ไม่ได้มีแค่เรื่องความมั่นคง แต่คือบรรยากาศการทำงานและวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้เรียนรู้และแสดงความคิดเห็น ซึ่ง สตางค์ ศรินดา  ก็มองว่า การทำงานร่วมกับคนต่างเจเนอเรชัน สิ่งสำคัญที่สุดคือ การเปิดใจรับฟัง เพราะแต่ละวัยต่างมีทั้งประสบการณ์ วิธีคิด และมุมมองที่แตกต่างกัน หากทุกคนพร้อมรับฟังกัน  ก็จะสามารถนำจุดแข็งของแต่ละคนมารวมกันและทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัว

สำหรับ นิ้งหน่อง พนิตตา นั้น ในสายงานกฎหมาย แม้จะเป็นงานที่ต้องใช้ความละเอียดและความเป๊ะสูง    แต่บรรยากาศการทำงานกลับเปิดกว้างกว่าที่คิด พี่ ๆ ในทีมพร้อมรับฟังความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่เสมอนั้นทำให้รู้สึกว่าองค์กรแห่งนี้เป็นพื้นที่ที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ค่อยๆ เติบโตและพัฒนาตัวเองไปพร้อมกับทีม

อย่างไรก็ดี แม้ทั้งสองคนจะอยู่คนละสายงาน แต่สิ่งที่สะท้อนตรงกันคือ พวกเขายังคงอยากเห็นไปรษณีย์ไทยรักษาความเป็น “แบรนด์ที่เข้าถึงง่าย” และมีความเป็นมนุษย์เอาไว้ เพราะในวันที่โลกเต็มไปด้วยระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยี ความรู้สึกว่า “กำลังสื่อสารกับคน” ยังคงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้คนเสมอ