เอกอัครราชทูตอียิปต์ ร่วมบรรยายพิเศษในหลักสูตร ‘บยร.รุ่นที่ 1’

เอกอัครราชทูตอียิปต์ ร่วมบรรยายพิเศษในหลักสูตร ‘บยร.รุ่นที่ 1’

เอกอัครราชทูตอียิปต์ ร่วมบรรยายพิเศษในหลักสูตร ‘บยร.รุ่นที่ 1’

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.39 น.

เมื่อเร็วๆนี้ ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีการจัดอบรมหลักสูตร “ผู้บริหารในกระบวนการยุติธรรมทางรัฐธรรมนูญ” (บยร.) รุ่นที่ ๑ ณ ห้องบรรยาย ชั้น ๑ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ (อาคารบ้านเจ้าพระยารัตนาธิเบศร์)โดยเชิญวิทยากรพิเศษ  H.E. Mrs. Hala Youssef Ahmed Ragab เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ประจำประเทศไทยบรรยายในหัวข้อ”นโยบายต่างประเทศของสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์กับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน” เป็นหัวข้อที่น่าสนใจมาก เนื่องจาก อียิปต์มีความสัมพันธ์ที่ดีกับทางสหรัฐฯ และกลุ่มประเทศสมาชิก คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council: GCC) ทำให้ทราบข้อมูลโดยตรง ทำให้ผู้เข้ารับการอบรม ได้รับความรู้อย่างกว้างขวาง หลายประเด็นโดยรวม อาทิเช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ของสาธารณรัฐอาหรับ อิจิปต์ รวมถึงด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ทำให้ผู้เข้ารับการอบรมได้ร่วมกันถามปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ด้วยความสนใจยิ่ง โดยมีท่านประธานศาลรัฐธรรมนูญ ศ.ดร.นครินทร์ เมฒไตรรัตน์ ท่านตุลาการ  อุดม สิทธิวิรัชธรรม ให้การต้อนรับและร่วมฟังคำบรรยาย ท้ายสุดเมื่อจบการบรรยาย วรเดช วีระเวคินเป็นผู้กล่าวขอบคุณ

สำหรับผู้เข้ารับการอบรมในหลักสูตรนี้ ล้วนเป็นบุคคลภายในศาลรัฐธรรมนูญ 25 คนและมีผู้แทนจากศาลปกครอง 1 คนผู้แทนจากสำนักงานศาลยุติธรรม 1 คน และผู้แทนจากผู้ตรวจการแผ่นดิน 1 คน รวมจำนวน 28 คน โดย บยร.รุ่นที่ 1 นี้  ได้เลือก ภรณี ลีนุตพงษ์  ผู้เชี่ยวชาญประจำตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (ท่าน บรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์) เป็นประธานรุ่น

มนพ. จับมือ สธ. ผลิตแพทย์ป้อนระบบ 10 ปี แก้ปัญหาการขาดแคลน – กระจายแพทย์

มนพ. จับมือ สธ. ผลิตแพทย์ป้อนระบบ 10 ปี แก้ปัญหาการขาดแคลน – กระจายแพทย์

มนพ. จับมือ สธ. ผลิตแพทย์ป้อนระบบ 10 ปี แก้ปัญหาการขาดแคลน – กระจายแพทย์

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยนครพนม ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการผลิตแพทย์เพิ่มแห่งประเทศไทย เพื่อยกระดับศักยภาพระบบสาธารณสุข และแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแพทย์ โดยเฉพาะในพื้นที่ภูมิภาค โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม ร่วมลงนามกับ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข มี ผศ.ดร.รุ้งลาวัลย์ เอี่ยมกุศลกิจ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษและประกันคุณภาพการศึกษา รักษาราชการรองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ พร้อมด้วย นพ.อภิวัฒน์ บัณฑิตย์ชาติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครพนม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมชัยนาทนเรนทร ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัด สธ. กล่าวว่า การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาที่มีศักยภาพ จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งในการผลิตแพทย์ โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้นักศึกษาแพทย์ได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริงในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาแพทย์ในอนาคต โดยความร่วมมือในครั้งนี้มีระยะเวลาต่อเนื่อง 10 ปี ถือเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการระหว่างหน่วยงานด้านการศึกษาและระบบบริการสาธารณสุข ในการพัฒนาศักยภาพการผลิตแพทย์ให้มีความรู้ความสามารถและมีคุณธรรม จริยธรรม ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและระบบสุขภาพของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดี มนพ. กล่าวว่า คณะแพทยศาสตร์ มนพ. จะรับผิดชอบจัดการเรียนการสอนในชั้นปีที่ 1-3 (ระดับปรีคลินิก) และศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิกโรงพยาบาลนครพนมจะรับผิดชอบจัดการเรียนการสอนในชั้นปีที่ 4-6 (ระดับคลินิก) เริ่มรับนักศึกษาปีแรก ปีการศึกษา 2571 ปีละ 24 คน โดยมหาวิทยาลัยจะแต่งตั้งอาจารย์แพทย์ของโรงพยาบาลเป็นอาจารย์พิเศษและสนับสนุนความก้าวหน้าในตำแหน่งทางวิชาการ และร่วมกับศูนย์แพทย์ฯ ในการจัดทำแผนพัฒนาอาจารย์แพทย์ด้านแพทยศาสตรศึกษาและทางคลินิกเพื่อเข้าร่วมประชุม ศึกษาฝึกอบรม ดูงาน ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนสนับสนุนและส่งเสริมให้ศูนย์แพทย์ฯ มีศักยภาพครบทุกด้านเพื่อให้มีความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนตามเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาแพทยศาสตร์และตามมาตรฐานสากล

ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลา 10 ปี (พ.ศ. 2569–2578) โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มจำนวนแพทย์เข้าสู่ระบบบริการสุขภาพของประเทศอย่างต่อเนื่อง ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

GISTDA ดันไทยร่วม NASA ในโปรเจกต์ยักษ์ ‘Artemis’ ลุยสำรวจดวงจันทร์ – ดาวอังคาร

GISTDA ดันไทยร่วม NASA ในโปรเจกต์ยักษ์ ‘Artemis’ ลุยสำรวจดวงจันทร์ - ดาวอังคาร

GISTDA ดันไทยร่วม NASA ในโปรเจกต์ยักษ์ ‘Artemis’ ลุยสำรวจดวงจันทร์ – ดาวอังคาร

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA เดินหน้าสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ จัดการประชุมระดับชาติสุดยิ่งใหญ่แห่งปี “เครือข่ายความร่วมมือการวิจัยเทคโนโลยีขั้นสูงด้านการสำรวจอวกาศ Artemis Program” โดยมี ศ.ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. เป็นประธานในพิธีและมี ดร.ดำรงค์ฤทธิ์ เนียมหมวด รองผู้อำนวยการ GISTDA ,ผู้แทนเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ,ผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุม ณ ห้อง Infinity Ballroom 2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ

ดร.ณัฐวัฒน์ หงส์กาญจนกุล โฆษก GISTDA และผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมเศรษฐกิจอวกาศ กล่าวว่า ขณะนี้อุตสาหกรรมอวกาศโลกกำลังอยู่ในช่วงจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ จากอดีตที่เทคโนโลยีอวกาศถูกผูกขาดโดยองค์กรรัฐบาลของประเทศมหาอำนาจเพียงไม่กี่แห่ง แต่วันนี้โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค New Space Economy” หรือ เศรษฐกิจอวกาศยุคใหม่ ที่เปิดกว้างให้ภาคเอกชนและประเทศกำลังพัฒนาสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นผู้สร้างระบบจรวด ดาวเทียม และให้บริการโมเดลธุรกิจใหม่ๆที่ใช้ประโยชน์จากอวกาศได้อย่างไร้ขีดจำกัด

สำหรับ GISTDA การสร้างและเสริมขีดความสามารถด้านอวกาศของไทยให้ไปไกลมากกว่าเดิม คือพันธกิจหลักที่เรามุ่งมั่นทำให้เกิดขึ้นจริงมาโดยตลอด เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี นับตั้งแต่สิ้นสุดโครงการ Apollo ที่เรากำลังจะได้เห็นสหรัฐอเมริกาประกาศส่งมนุษย์กลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้ง ภายใต้โครงการ Artemis ซึ่งเป้าหมายไม่ใช่แค่การไปเยือน แต่คือการสร้าง ‘เศรษฐกิจบนดวงจันทร์’ (Lunar Economy) และใช้เป็นฐานที่มั่นในการสำรวจดาวอังคารต่อไป”

การบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่นี้ ต้องอาศัยการยกระดับระบบนิเวศอวกาศ (Space Ecosystem) แบบก้าวกระโดดและครอบคลุมในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านวิศวกรรมจรวด ยานอวกาศ เทคโนโลยีการลงจอด ระบบสนับสนุนการดำรงชีพของนักบินอวกาศ ระบบพลังงาน เชื้อเพลิง การสื่อสารขั้นสูง การทำเหมืองแร่บนดวงจันทร์ ไปจนถึงนวัตกรรมด้านการแพทย์อวกาศ วัสดุศาสตร์ และชีววิทยา นี่คือขุมทรัพย์ทางความรู้และเทคโนโลยีที่จะพลิกโฉมโลก และเป็นโอกาสทองที่ประเทศไทยจำเป็นต้องกระโดดเข้าร่วม ไม่ใช่ในฐานะผู้ชม แต่ในฐานะผู้ร่วมสร้างประวัติศาสตร์ การจัดสัมมนาในวันนี้นับเป็นหมุดหมายที่สำคัญยิ่งในการผลักดันขีดความสามารถด้านอวกาศของไทย เป็นการรวบรวมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและงานวิจัยจากเครือข่ายพันธมิตรทั่วประเทศ มาวิเคราะห์จุดแข็งร่วมกัน เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุดว่า ประเทศไทยจะมีบทบาทในส่วนใดของโครงการสำรวจอวกาศนานาชาติได้บ้าง เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของเราในการยกระดับองค์ความรู้ให้ทัดเทียมระดับสากล ซึ่งผลลัพธ์อันล้ำค่าจากการระดมความคิดเห็นด้านเทคนิคในวันนี้ จะไม่หยุดอยู่แค่ในห้องประชุม แต่จะถูกนำไปต่อยอดเป็น “สมุดปกขาว” หรือข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ที่ทรงพลัง เพื่อนำไปใช้ประกอบการเจรจากับตัวแทนจากสหรัฐอเมริกา นำโดย NASA เพื่อจัดทำกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศภายใต้โครงการ Artemis อย่างเป็นรูปธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนไทย

“ไม่ใช่คนทุกเจเนอเรชันที่จะได้มีโอกาสเติบโตและใช้ชีวิตร่วมกับช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ในการส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์เหมือนที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า Artemis II จะทะยานขึ้นสู่ห้วงอวกาศ ผมเชื่อมั่นอย่างหมดหัวใจว่า หากพวกเราทุกภาคส่วนร่วมมือกันเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ เราจะได้เห็นเทคโนโลยี ธงชาติไทย และการมีส่วนร่วมของคนไทย ปรากฏอยู่ในภารกิจ Artemis III หรือ Artemis IV อย่างแน่นอนก้าวต่อไปของ GISTDA และเครือข่ายพันธมิตรทั้ง 40 องค์กร คือการเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในวันนี้ให้กลายเป็นแผนปฏิบัติการที่จับต้องได้ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ยกระดับอุตสาหกรรมในประเทศ สร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ และยืนยันให้ประชาคมโลกเห็นว่า “ศักยภาพของคนไทย สามารถก้าวไกลไปถึงดวงจันทร์”

​วว. แนะเพาะเห็ดฟางในตะกร้า รับประทานในครัวเรือน เสริมรายได้มั่นคง

​วว. แนะเพาะเห็ดฟางในตะกร้า รับประทานในครัวเรือน เสริมรายได้มั่นคง

​วว. แนะเพาะเห็ดฟางในตะกร้า รับประทานในครัวเรือน เสริมรายได้มั่นคง

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  แนะนำ “เพาะเห็ดฟางในตะกร้า” สำหรับรับประทานในครอบครัว หรือเป็นอาชีพเสริม ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลงานวิจัยที่ วว. ถ่ายทอดองค์ความรู้สู่สาธารณชนทั้งในเชิงสังคมและเชิงพาณิชย์มาอย่างต่อเนื่อง

โดยวิธีการดูแลรักษาเห็ดฟางในตะกร้า มีดังต่อไปนี้ วันที่ 1 – 4 คลุมกองเห็ดฟางไว้และควบคุมให้ได้อุณหภูมิประมาณ 37 – 40 องศาเซลเซียส เพื่อให้เชื้อเห็ดสร้างเส้นใย ขั้นตอนนี้ห้ามเปิดผ้าพลาสติกออก เนื่องจากต้องควบคุมอุณหภูมิและความชื้น (สังเกตได้จากไอน้ำที่เกาะบริเวณผ้าพลาสติก) วันที่ 4 – 5 เปิดผ้าพลาสติกออก เพื่อให้มีการถ่ายเทอากาศ ถ้าวัสดุเพาะแห้งเกินไปให้รดน้ำบริเวณรอบๆ ตะกร้าเพาะ หลังจากนั้นให้ปิดผ้าพลาสติกให้แน่น วันที่ 5 – 8 สังเกตเห็นเส้นใยเห็ดเจริญคลุมทั่ววัสดุเพาะ ลดอุณหภูมิลงให้เหลือประมาณ 28 – 30 องศาเซลเซียส เพื่อกระตุ้นเกิดการสร้างตุ่มดอก โดยการเปิดผ้าพลาสติกออกประมาณ 5-10 นาที แล้วปิดลงตามเดิม บางครั้งอาจรดน้ำบางๆ บริเวณเส้นใยเพื่อเป็นการตัดเส้นใยเชื้อเห็ด หากอุณหภูมิลดลงไม่มาก หรือฟางในตะกร้าค่อนข้างแห้ง ต้องให้น้ำบริเวณรอบๆตะกร้า หรือโชยละอองน้ำบริเวณตะกร้า ช่วงวันที่ 6 – 7 จะมีการรวมตัวของเส้นใย เห็นเป็นตุ่มดอกเล็กๆ ในขั้นตอนนี้ห้ามเปิดพลาสติกออก เพราะทำให้ดอกเห็ดฝ่อได้ วันที่ 8 – 9 ดอกเห็ดฟางมีขนาดโตขึ้นจนถึงระยะเก็บเกี่ยวได้ การเก็บดอกเห็ดฟางควรบิดดอกเห็ดออกมาทั้งกลุ่ม อย่าให้กระทบกระเทือนดอกอื่น ไม่ควรใช้มีดตัดเพราะส่วนของดอกเห็ดที่เหลือจะเน่าเสียและลามไปในตะกร้าได้

“เห็ดฟาง”  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Volvariella volvacea มีการเพาะเลี้ยงในแถบเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  นิยมนำมาใช้เป็นส่วนผสมในการประกอบอาหารเอเชียอย่างแพร่หลาย เพราะมีสาร vovatoxin  ช่วยป้องกันการเติบโตของไวรัส ที่ทำให้เกิดไข้หวัดใหญ่ ช่วยลดปัญหาเกี่ยวกับไขมันในเส้นเลือดและโรคหัวใจได้ คุณค่าทางอาหารของเห็ดฟาง 100 กรัม ให้พลังงาน 35 แคลอรี่ โปรตีน 3.2 กรัม ไขมัน 0.2 กรัม คาร์โบไฮเดรต 5 กรัม แคลเซียม 8 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 18 มิลลิกรัม เหล็ก 1.1 มิลลิกรัม ไนอะซิน 3.0 มิลลิกรัม และวิตามินซี 7 มิลลิกรัม

สพม.ตาก ตื่นตัวรับมือภัยคุกคาม จัดอบรมเข้ม ‘หนี ซ่อน สู้’ ยกระดับความปลอดภัยในที่ทำงาน

สพม.ตาก ตื่นตัวรับมือภัยคุกคาม จัดอบรมเข้ม ‘หนี ซ่อน สู้’ ยกระดับความปลอดภัยในที่ทำงาน

สพม.ตาก ตื่นตัวรับมือภัยคุกคาม จัดอบรมเข้ม ‘หนี ซ่อน สู้’ ยกระดับความปลอดภัยในที่ทำงาน

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก (สพม.ตาก) เดินหน้าเสริมสร้างมาตรการรักษาความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างความปลอดภัยและฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุ หลักสูตร “หนี ซ่อน สู้ เพื่อความปลอดภัยในสำนักงาน” โดยบูรณาการความร่วมมือกับสถานีตำรวจภูธรเมืองตาก เพื่อเตรียมความพร้อมและพัฒนาทักษะการเอาตัวรอดจากเหตุฉุกเฉินให้แก่บุคลากรในสังกัดทุกคน โดยได้รับเกียรติจาก นายจิรกร ฐาวิรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก เป็นประธานในพิธีเปิด โดยมี นางจิรโรจน์ จิระเจริญวงศ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก เข้าร่วมอบรม ณ ห้องประชุมออมทรัพย์สามัญ ชั้น 2 สพม.ตาก

การอบรมในครั้งนี้ เป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการ โดยได้รับความอนุเคราะห์ทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจาก สถานีตำรวจภูธรเมืองตาก นำโดย พ.ต.ท. อภิชาติ ปัดภัย สวป.ชส.สภ.เมืองตาก และ พ.ต.ท. รังสรรค์ อ่อนดี สว. (สอบสวน) สภ.เมืองตาก พร้อมด้วยคณะ มาเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้และนำฝึกซ้อมสถานการณ์จำลองในหัวข้อที่สำคัญ ได้แก่  การปฏิบัติตามแนวทางสากล “หนี ซ่อน สู้ (Run Hide Fight)” เมื่อเกิดเหตุเผชิญหน้า , การใช้งานแอปพลิเคชัน Police Care และแนวทางการแจ้งเหตุฉุกเฉินอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ , การรู้เท่าทันและรับมือกับ ภัยไซเบอร์ใกล้ตัว , เทคนิคการสื่อสารและการเจรจาเชิงบวกเพื่อลดความรุนแรงในสถานการณ์ตึงเครียด

นายจิรกร ฐาวิรัตน์ ผู้อำนวยการ สพม.ตาก กล่าวย้ำว่า ปัจจุบันสถานการณ์ความปลอดภัยในสังคมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การเตรียมความพร้อมรับมือกับเหตุฉุกเฉินจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับหน่วยงานทางการศึกษาที่มีบุคลากรจำนวนมาก การอบรมในครั้งนี้ถือเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่จะช่วยให้บุคลากรทุกคนสามารถประเมินสถานการณ์ ตัดสินใจ และเอาชีวิตรอดได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นทักษะที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งในการทำงานและการดำรงชีวิตประจำวัน

ทั้งนี้ สพม.ตาก มุ่งมั่นที่จะสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย และส่งเสริมการทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความมั่นใจและสวัสดิภาพที่ดีให้แก่บุคลากรและผู้มาติดต่อราชการทุกท่าน

โจรดักปล้นรถบรรทุกฉก KitKat ไปกว่า 4 แสนชิ้น เนสท์เล่เตือนส่อขาดตลาดช่วงอีสเตอร์

โจรดักปล้นรถบรรทุกฉก KitKat ไปกว่า 4 แสนชิ้น เนสท์เล่เตือนส่อขาดตลาดช่วงอีสเตอร์

29 มี.ค. 2569 12:17 น.

โจรดักปล้นรถบรรทุกฉก KitKat ไปกว่า 4 แสนชิ้น เนสท์เล่เตือนส่อขาดตลาดช่วงอีสเตอร์

บริษัทเนสท์เล่เปิดเผยว่า ช็อกโกแลตคิทแคทจำนวนกว่า 413,000 แท่ง ถูกขโมยจากรถบรรทุกระหว่างการขนส่งในยุโรป โดยเหตุเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างเส้นทางจากอิตาลีไปยังโปแลนด์ คาดอาจทำให้สินค้าขาดตลาดก่อนเทศกาลอีสเตอร์

บริษัท เนสท์เล่ เจ้าของแบรนด์ช็อกโกแลตชื่อดัง คิทแคท (KitKat) เปิดเผยเหตุการณ์โจรกรรมครั้งใหญ่ โดยระบุว่ารถบรรทุกที่กำลังขนส่งคิทแคทจำนวน 413,793 แท่ง หรือคิดเป็นน้ำหนักกว่า 12 ตัน ได้ถูกโจรกรรมหายไปอย่างไร้ร่องรอยในระหว่างเส้นทางขนส่งจากประเทศอิตาลีมุ่งหน้าไปยังโปแลนด์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

โฆษกของคิทแคทกล่าวติดตลกว่า “เราสนับสนุนให้ทุกคนหยุดพัก (Have a break) กับคิทแคทเสมอมา แต่ดูเหมือนหัวขโมยกลุ่มนี้จะรับสารของเราตรงตัวเกินไปหน่อย เลยตัดสินใจ ฉวยโอกาสขโมยช็อกโกแลตเราไปกว่า 12 ตัน” อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทระบุว่านี่คือปัญหาใหญ่ที่ธุรกิจทุกขนาดกำลังเผชิญ เนื่องจากขบวนการโจรกรรมสินค้ามีการวางแผนที่ซับซ้อนและแยบยลมากขึ้นเรื่อยๆ

เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณสินค้าในตลาด โดยเนสท์เล่เตือนว่าอาจเกิดสภาวะ “คิทแคทขาดตลาด” ในบางพื้นที่ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลอีสเตอร์ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งเป็นช่วงที่ความต้องการช็อกโกแลตพุ่งสูงขึ้น

ในขณะนี้ยังไม่ทราบเบาะแสของทั้งรถบรรทุกและตัวหัวขโมย แต่ทางเนสท์เล่เชื่อว่าสินค้าล็อตนี้อาจถูกนำไปกระจายขายผ่านช่องทางที่ไม่เป็นทางการทั่วยุโรป อย่างไรก็ตาม บริษัทได้เตรียมระบบตรวจสอบผ่าน “รหัสล็อตการผลิต” ซึ่งหากมีการสแกนพบรหัสที่ตรงกับล็อตที่ถูกขโมย ระบบจะแจ้งเตือนไปยังบริษัทเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีทันที

เหตุการณ์นี้สอดคล้องกับรายงานจากสมาคมคุ้มครองสินทรัพย์ขนส่ง (TAPA) ที่ระบุว่า ปัจจุบันปัญหาการฉ้อโกงและโจรกรรมสินค้าในยุโรปและตะวันออกกลางมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากังวล.

ที่มา ITV News

ICAO ออกกฎจำกัดพาวเวอร์แบงก์บนเครื่องบิน ไม่เกิน 2 ก้อนต่อคน ห้ามชาร์จระหว่างบิน

ICAO ออกกฎจำกัดพาวเวอร์แบงก์บนเครื่องบิน ไม่เกิน 2 ก้อนต่อคน ห้ามชาร์จระหว่างบิน

29 มี.ค. 2569 11:58 น.

ICAO ออกกฎจำกัดพาวเวอร์แบงก์บนเครื่องบิน ไม่เกิน 2 ก้อนต่อคน ห้ามชาร์จระหว่างบิน

องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ประกาศกฎใหม่คุมเข้มการพกพาพาวเวอร์แบงก์ขึ้นเครื่องบิน จำกัดจำนวนไม่เกิน 2 ก้อนต่อผู้โดยสาร 1 คน พร้อมสั่งห้ามชาร์จพาวเวอร์แบงก์ระหว่างเที่ยวบินเด็ดขาด โดยเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม เป็นต้นไป

องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ประกาศมาตรการความปลอดภัยใหม่เกี่ยวกับอุปกรณ์จัดเก็บพลังงานสำรอง หรือพาวเวอร์แบงก์ บนเที่ยวบินทั่วโลก โดยระบุข้อกำหนดสำคัญเช่นผู้โดยสารแต่ละคนสามารถพกพาพาวเวอร์แบงก์ขึ้นเครื่องได้ไม่เกินคนละ 2 ก้อน

นอกจากนั้น ยังไม่อนุญาตให้ผู้โดยสารทำการชาร์จไฟเข้าไปในตัวพาวเวอร์แบงก์ในระหว่างที่เครื่องบินกำลังทำการบิน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานบนเครื่องบินยังคงสามารถพกพาและใช้งานได้ตามความจำเป็นในการปฏิบัติงาน

มาตรการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากแบตเตอรีลิเธียม ซึ่งอาจเกิดความร้อนสูงจนนำไปสู่เหตุเพลิงไหม้ได้ ดังเช่นเหตุการณ์เพลิงไหม้บนเครื่องบินของสายการบินแอร์ปูซานเมื่อปี 2025 ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้สายการบินชั้นนำอย่างกลุ่มลุฟต์ฮันซา และประเทศเกาหลีใต้ก็ได้เริ่มนำร่องมาตรการจำกัดการใช้งานไปบ้างแล้ว

ICAO ระบุว่า การปรับปรุงกฎระเบียบครั้งนี้สะท้อนถึงความพยายามในการยกระดับความปลอดภัยทางการบินอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการรับมือความเสี่ยงใหม่จากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายระยะยาวในการทำให้การเดินทางทางอากาศปลอดภัยสูงสุดทั่วโลก ซึ่งสมาชิกทั้ง 193 ประเทศได้รับทราบข้อกำหนดใหม่นี้แล้ว และมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2026 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ สำหรับประเทศไทยและสายการบินต่าง ๆ คาดว่าจะมีการประกาศแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนให้ผู้โดยสารทราบอีกครั้งก่อนการเดินทาง เพื่อให้สอดรับกับมาตรฐานสากลใหม่นี้.

ที่มา International Civil Aviation Organization

“สิริพงศ์” ซัด “พีระพันธุ์” เก่งแต่วิจารณ์ ผลงานอยู่ไหน ยันพาณิชย์แทรกแซงราคาน้ำมันไม่ได้

“สิริพงศ์” ซัด “พีระพันธุ์” เก่งแต่วิจารณ์ ผลงานอยู่ไหน ยันพาณิชย์แทรกแซงราคาน้ำมันไม่ได้

29 มี.ค. 2569 11:48 น.

“สิริพงศ์” ซัด “พีระพันธุ์” เก่งแต่วิจารณ์ ผลงานอยู่ไหน ยันพาณิชย์แทรกแซงราคาน้ำมันไม่ได้

“สิริพงศ์” อัด “พีระพันธุ์” ปมจวก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เกียร์ว่าง ไม่คุมราคาน้ำมัน สวนแรง ตอนตัวเองมีอำนาจไม่ทำให้เสร็จ เก่งแต่วิจารณ์ ผลงานอยู่ไหน

วันที่ 29 มี.ค. 2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ตอบโต้ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ออกมาวิจารณ์ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กำลังเสี่ยงต่อการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กรณี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ออกมาอธิบายว่า ไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงราคาน้ำมันได้ เนื่องจากหน่วยงานไม่มีอำนาจ หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เข้าไปแทรกแซงราคาน้ำมัน จะถือว่าทำเกินหน้าที่ กฎหมายไม่ให้กระทรวงพาณิชย์เข้าไปควบคุมราคาน้ำมัน

โดยอ้างอิงคำพิพากษาศาลปกครอง คดีน้ำมันเชื้อเพลิง คดีดำที่ 1872/2556 และคดีแดงที่ 1937/2561 กระทรวงพาณิชย์ “ไม่มีอำนาจ” เข้าไปกำหนดราคาน้ำมัน โดยคำพิพากษาศาลปกครองยืนยันว่า รัฐได้ยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมันตั้งแต่ปี 2534 ให้เป็นไปตามกลไกตลาดเสรี และมีหน่วยงานด้านพลังงานดูแลโดยตรง ทำให้คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) และกระทรวงพาณิชย์ ไม่ใช่หน่วยงานกำหนดราคา สถานะปัจจุบันศาลปกครองสูงสุดยืนยันตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง

ขณะที่คำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินระบุว่า อำนาจกำกับราคาน้ำมันอยู่ที่กระทรวงพลังงาน ส่วนกระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่เพียงตรวจสอบการแสดงราคา

“ถ้าขืนไปทำตามที่นายพีระพันธุ์พูด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จะผิดกฎหมายเสียเอง นายพีระพันธุ์ก็เป็นนักกฎหมาย มีหรือจะไม่รู้ หรือทำไปทั้งหมดเพื่อต้องการวางกับดัก ขุดบ่อล่อปลา พร้อมกับหาแสงไปในตัว แบบ 2-in-1 ปัญหาคือ เรื่องนี้อยู่ในมือกระทรวงพลังงาน แล้วนายพีระพันธุ์ เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการ มีอำนาจเต็ม ดูแลโครงสร้างพลังงานมาตั้งหลายปี เห็นโครงสร้างราคาหมด จะถูกจะแพงนอกจากท่านรู้ ท่านยังมีอำนาจจัดการ แล้วทำไมท่านไม่ทำ หรือทำไมไม่ทำให้มันเสร็จ จะมาเก่งอะไรกับรัฐบาลที่ยังไม่มีอำนาจเต็มด้วยซ้ำ อย่าลืมว่าเรายังไม่ได้ ครม.ใหม่ ที่ทำงานกันอยู่คือรักษาการทั้งนั้น”

รถพุ่งชนคนเดินถนนบาดเจ็บหลายรายในเมืองเดอร์บี ตำรวจจับผู้ต้องสงสัย

รถพุ่งชนคนเดินถนนบาดเจ็บหลายรายในเมืองเดอร์บี ตำรวจจับผู้ต้องสงสัย

29 มี.ค. 2569 11:13 น.

รถพุ่งชนคนเดินถนนบาดเจ็บหลายรายในเมืองเดอร์บี ตำรวจจับผู้ต้องสงสัย

เกิดเหตุระทึกขวัญใจกลางเมืองดาร์บี้ ประเทศอังกฤษ เมื่อรถเก๋งพุ่งชนกลุ่มคนเดินเท้าบนถนนสายย่อยในช่วงคืนวันเสาร์ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บหลายราย บางรายอาการสาหัส ตำรวจตามรวบตัวคนขับรถสีดำได้ทันที พร้อมสั่งปิดพื้นที่ตรวจสอบพยานหลักฐาน

สำนักงานตำรวจดาร์บีเชียร์รายงานว่า เกิดเหตุรถยนต์พุ่งชนคนเดินเท้าหลายรายบริเวณถนนไพรอาร์ เกต  ใจกลางเมืองดาร์บี้ เมื่อเวลาประมาณ 21.30 น. ของวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 มี.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง ซึ่งบางรายมีอาการสาหัส และได้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วนหลังจากได้รับการปฐมพยาบาลในที่เกิดเหตุ

เจ้าหน้าที่สามารถสกัดจับรถยนต์ต้องสงสัย ซึ่งเป็นรถซูซูกิ สวิฟต์ สีดำ ได้ในระยะเวลาอันสั้นหลังเกิดเหตุ พร้อมจับกุมคนขับเป็นชายวัย 30 ปีเศษไปสอบสวนที่สถานีตำรวจ อย่างไรก็ตาม ตำรวจระบุว่าเหตุการณ์นี้เป็นเหตุเฉพาะหน้า และเชื่อว่าไม่มีความเสี่ยงที่เป็นอันตรายต่อสาธารณชน

ด้านพยานในที่เกิดเหตุระบุว่า บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ผู้คนพากันวิ่งออกมาจากบาร์ใกล้เคียงด้วยอาการช็อกและร้องไห้ ขณะที่ผู้สื่อข่าวท้องถิ่นรายงานว่า ถนนไพรอาร์เกตซึ่งปกติจะคลาคล่ำไปด้วยนักศึกษาและผู้คนที่ออกมาท่องเที่ยวในคืนวันเสาร์ กลับตกอยู่ในความเงียบงันและเต็มไปด้วยเศษซากความเสียหายกระจายเกลื่อนถนน

แคทเธอรีน แอตกินสัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตดาร์บี้เหนือ ออกมาแถลงแสดงความตกใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมส่งกำลังใจให้แก่ผู้บาดเจ็บและขอบคุณเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่เข้าควบคุมสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว

ขณะนี้ทางตำรวจยังคงปิดการจราจรบนถนนไพรอาร์ เกต ตั้งแต่ทางแยกถนนเคอร์ซอนไปจนถึงถนนฟอร์ด เพื่อสืบสวนหาข้อเท็จจริง และประกาศขอความร่วมมือให้ผู้ที่เห็นเหตุการณ์หรือมีข้อมูลเกี่ยวกับรถซูซูกิสีดำคันดังกล่าวในช่วงเวลาเกิดเหตุ เข้าให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่โดยด่วน.

ที่มา BBC

รัฐบาล ขอมั่นใจช่วงสงกรานต์มีน้ำมันเพียงพอ ตรวจสอบสถานะปั๊มได้ทางแอป Fuel-Now

รัฐบาล ขอมั่นใจช่วงสงกรานต์มีน้ำมันเพียงพอ  ตรวจสอบสถานะปั๊มได้ทางแอป Fuel-Now

29 มี.ค. 2569 10:32 น.

รัฐบาล ขอมั่นใจช่วงสงกรานต์มีน้ำมันเพียงพอ ตรวจสอบสถานะปั๊มได้ทางแอป Fuel-Now

“รัชดา” เผยรัฐบาลเข้าใจความเดือดร้อนของประชาชน  นายกฯ สั่งดำเนินการแผนรองรับช่วงสงกรานต์ ให้ผู้ค้าน้ำมันสำรองน้ำมันเพิ่มขึ้น ยันมีตารางเรือขนส่งน้ำมันเข้าไทยต่อเนื่อง เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำมันของประเทศ

วันที่ 29 มีนาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเข้าใจในความกังวลของพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับการเข้าถึงน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จึงขอชี้แจงว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้มีการสั่งการและติดตามการดำเนินการอย่างใกล้ชิดในประเด็นหลักๆ ดังนี้

1. การกระจายน้ำมัน มีแผนในรายละเอียด คือ 1) กระจายน้ำมันไปยังผู้ค้าส่ง (Jobber) ประมาณ 7 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรและลดความแออัดในสถานีบริการ 2) กำชับผู้ค้าน้ำมันสำรองน้ำมันเพิ่มขึ้น พร้อมจัดเตรียมรถขนส่งน้ำมันสแตนด์บายในพื้นที่ที่มีความต้องการสูง 3) จัดจุดบริการน้ำมันสำหรับรถโดยสารสาธารณะ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงคมนาคม 4) อำนวยความสะดวกการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มเติม โดยปรับลดอัตราการสำรองจากร้อยละ 7 เหลือร้อยละ 1 เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการนำเข้า

2. ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะน้ำมันในสถานีบริการทั่วประเทศได้แบบเรียลไทม์ ผ่านแอปพลิเคชัน Fuel-Now หรือเว็บไซต์ https://fuel-now.doeb.go.th/ เพื่อวางแผนการเดินทางได้อย่างสะดวกและมั่นใจมากยิ่งขึ้น

3. เร่งบริหารจัดการการนำเข้าน้ำมันจากแหล่งต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อชดเชยความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทรวงพลังงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ได้ดำเนินการเชิงรุกผ่านกลไกทางการทูตและการเจรจา เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน โดยมีการประสานความร่วมมือกับประเทศผู้ผลิตน้ำมันหลายแห่ง อาทิ บราซิล อาเซอร์ไบจาน และไนจีเรีย ซึ่งต่างแสดงความพร้อมสนับสนุน และอยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสมร่วมกับโรงกลั่นในประเทศไทย

4. ติดตามการขนส่งน้ำมันเข้าประเทศให้เป็นตามแผน ซึ่งกระทรวงพลังงานได้มีการยืนยันตารางเรือขนส่งน้ำมันที่จะเข้าสู่น่านน้ำไทยอย่างต่อเนื่องจนถึงเดือนพฤษภาคม 2569 รวมกว่า 36 ล้านบาร์เรล โดยเฉพาะในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ จะมีน้ำมันเข้าสู่ระบบมากกว่า 24 ล้านบาร์เรล และในเดือนพฤษภาคมอีกกว่า 8.96 ล้านบาร์เรล ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำมันของประเทศ และในระยะยาวก็จะมีการนำเข้าเป็นระยะๆสอดรับระดับความต้องการ

นางสาวรัชดา กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีได้ติดตามสถานการณ์การกระจายน้ำมันให้ถึงมือประชาชนอย่างใกล้ชิด และเข้มในเรื่องการจับกุมผู้กักตุนน้ำมัน โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 24-25 มีนาคมที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้สนธิกำลังร่วมกับ กรมธุรกิจพลังงาน หน่วยงานฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันตามกฎหมาย ผู้ค้ารายใหญ่ และผู้ค้าอิสระในหลายจังหวัดทั่วภูมิภาค ซึ่งในพื้นที่จังหวัดสระบุรี เจ้าหน้าที่ตรวจพบจุดต้องสงสัย 3 จุด ลักลอบกักตุนและจำหน่ายน้ำมันดีเซลและเบนซินรวม 31,299 ลิตร โดยไม่มีใบอนุญาต และถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

ขณะที่ กรมสรรพสามิตบูรณาการร่วมกับกองทัพเรือและหน่วยงานในพื้นที่ เข้าตรวจสอบเรือต้องสงสัยในเขตพื้นที่สัตหีบ จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 27 มี.ค. และตรวจพบน้ำมันดีเซล จำนวน 85,000 ลิตร ซึ่งไม่สามารถแสดงที่มาของน้ำมันได้จึงได้ดำเนินคดีตามกฎหมาย และปรับรวมกว่า 3.85 ล้านบาท

“เพื่อดูแลการเดินทางของพี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการขนส่งในเทศกาลสงกรานต์ที่ใกล้เข้ามานี้ รัฐบาลเตรียมพร้อม เร่งระดมปริมาณน้ำมันเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานีบริการขาดแคลนน้ำมันลดลง   ประชาชนยังสามารถตรวจสอบสถานะน้ำมันได้ ผ่านแอปพลิเคชัน Fuel-Now หรือที่เว็บไซต์ https://fuel-now.doeb.go.th/ สำหรับสถานีน้ำมันในแต่ละพื้นที่ได้อีกด้วย” นางสาวรัชดา กล่าว