กทม. ผนึก กรมศิลปากร เตรียมพื้นที่สร้าง พระเมรุมาศ พระพันปีหลวง ย้ำงานต้องสมพระเกียรติ

กทม. ผนึก กรมศิลปากร เตรียมพื้นที่สร้าง พระเมรุมาศ พระพันปีหลวง ย้ำงานต้องสมพระเกียรติ

กทม. ผนึก กรมศิลปากร เตรียมพื้นที่สร้าง พระเมรุมาศ พระพันปีหลวง ย้ำงานต้องสมพระเกียรติ

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.17 น.

กทม. จับมือกรมศิลปากร เร่งเตรียมความพร้อมพื้นที่ท้องสนามหลวง จัดสร้างพระเมรุมาศ “สมเด็จพระพันปีหลวง” ให้สมพระเกียรติที่สุด

วันที่ 10 มีนาคม 2569 นายไทวุฒิ ขันแก้ว รองปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมร่วมกับผู้แทนจากกรมศิลปากร เพื่อติดตามความคืบหน้าการเตรียมงานก่อสร้างพระเมรุมาศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเน้นย้ำการประสานงานแบบไร้รอยต่อ เพื่อให้การดำเนินงานสมพระเกียรติสูงสุด

ในที่ประชุม ผู้แทนจากกรมศิลปากรแจ้งว่า ขณะนี้ได้ดำเนินการล้อมรั้วชั่วคราวเรียบร้อยแล้ว ต่อไปจะเป็นขั้นตอนการขอใช้พื้นที่เพิ่มเติม เพื่อเริ่มดำเนินงานในส่วนถัดไป โดยทางกรุงเทพมหานครยืนยันพร้อมสนับสนุนการทำงานของกรมศิลปากรอย่างเต็มกำลัง เพื่อไม่ให้เกิดอุปสรรคหรือความล่าช้าในการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครจะต้องบริหารจัดการพื้นที่ โดยการล้อมต้นมะขามออกทั้งหมด 12 ต้น ให้แล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน

รองปลัดฯ ไทวุฒิ กล่าวย้ำว่า ให้สำนักสิ่งแวดล้อมเร่งปรับปรุงสภาพต้นไม้โดยรอบสนามหลวงให้เรียบร้อย และยังไม่ต้องนำต้นใหม่มาปลูกทดแทนในช่วงนี้

ทั้งนี้ ในส่วนของสำนักการโยธา ให้เร่งดำเนินการเสริมเสาไฟ High Mast จำนวน 1 ต้น และอุปกรณ์งานระบบท่อใต้ดิน โดยกรมศิลปากรจะดำเนินการซ่อนและเก็บคืน เพื่อส่งมอบให้คงสภาพเดิม เนื่องจากจะมีการเดินท่อระบบกล้องวงจรปิดในสนามหลวง โดยให้ใช้รางระบายน้ำในการวางท่อระบบ แต่ต้องตรวจสอบเรื่องการระบายน้ำในกรณีหน้าฝน ไม่ให้กีดขวางทางน้ำไหล รวมถึงการจัดเตรียมถนนเส้นกลาง โดยขอระดับเพื่อใช้อ้างอิง ซึ่งสำนักการโยธาได้ประสานกับหน่วยงานทหารม้า กรมสรรพาวุธ และกรมศิลปากร ในการลงพื้นที่หาข้อสรุปร่วมกันหลังช่วงเทศกาลสงกรานต์

นอกจากนี้ รองปลัดฯ ไทวุฒิ กล่าวถึงการคงไว้ซึ่งจุดบริการประชาชนและจุดบริการอาหาร เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เข้ามาสักการะพระบรมศพ พระพันปีหลวงอย่างต่อเนื่อง

ก่อนปิดการประชุม รองปลัดฯ ไทวุฒิ เน้นย้ำว่า การดำเนินงานครั้งนี้ต้องมีความละเอียดรอบคอบสูงสุด งานต้องออกมาเรียบร้อยและราบรื่น โดยต้องไม่มีคำว่าสะดุด หากมีข้อติดขัดในส่วนที่กรุงเทพมหานครต้องอำนวยความสะดวกให้กับกรมศิลปากร ให้รีบแจ้งโดยไม่ต้องเกรงใจ เพื่อให้การจัดสร้างพระเมรุมาศครั้งนี้เป็นไปอย่างสมพระเกียรติสูงสุด

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ’ นั่งอธิการบดี มทร.รัตนโกสินทร์ อีกวาระ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 'อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ' นั่งอธิการบดี มทร.รัตนโกสินทร์ อีกวาระ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ’ นั่งอธิการบดี มทร.รัตนโกสินทร์ อีกวาระ

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.49 น.

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ” นั่งอธิการบดี มทร.รัตนโกสินทร์ อีกวาระ

เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์

ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายอุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ ให้ดำรงตำแหน่ง อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565 ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 ซึ่งครบวาระการดำรงตำแหน่ง ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 นั้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล พ.ศ. 2548 ที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์เพื่อเลือกผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดี เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ได้มีมติเห็นชอบให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายอุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ ดำรงตำแหน่ง อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ต่อไปอีกวาระหนึ่ง และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งแล้ว

บัดนี้ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งบุคคลดังกล่าวให้ดำรงตำแหน่ง อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2569

ประกาศ ณ วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรี

“Deep Purple” พบแฟนพันธุ์แท้ “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” นายกฯ ญี่ปุ่น

"Deep Purple" พบแฟนพันธุ์แท้ "ซานาเอะ ทาคาอิจิ" นายกฯ ญี่ปุ่น

10 เม.ย. 2569 15:52 น.

“Deep Purple” พบแฟนพันธุ์แท้ “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” นายกฯ ญี่ปุ่น

นายกฯ หญิงของญี่ปุ่นออกอาการดีใจสุดขีด หลังวงร็อกระดับตำนานอย่าง Deep Purple เข้าพบเป็นการส่วนตัว เผยเป็นติ่งตัวจริงตั้งแต่ประถมถึงขั้นตั้งวงเล่นคัฟเวอร์ พร้อมหยอดมุกตลก “เวลาทะเลาะกับสามี จะไปตีกลองเพลง Burn เพื่อสาปแช่ง”

ทำเนียบนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเปลี่ยนจากสถานที่ทางการที่ตึงเครียดให้กลายเป็นพื้นที่ของชาวร็อก เมื่อวงร็อกระดับตำนานจากอังกฤษอย่าง Deep Purple ได้เข้าเยี่ยมนางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเธอคือ “ซูเปอร์แฟน” ของวงนี้

บรรยากาศการพบปะเป็นไปอย่างชื่นมื่น โดยทาคาอิจิซึ่งมีชื่อเสียงในฐานะมือกลองสมัครเล่นและชื่นชอบเพลงแนวฮาร์ดร็อกและเฮฟวีเมทัลเป็นชีวิตจิตใจ ถึงกับเอ่ยปากบอก เอียน เพซ มือกลองของวงเป็นภาษาอังกฤษว่า “You are my god” (คุณคือเทพเจ้าของฉัน) พร้อมกับมอบของขวัญสุดพิเศษเป็นไม้กลองที่ผลิตในญี่ปุ่นพร้อมลายเซ็นของเธอเองให้กับเขา

เธอยังเล่าความหลังให้ เอียน กิลแลน นักร้องนำและสมาชิกในวงฟังว่า เธอซื้ออัลบั้ม Machine Head มาตั้งแต่อยู่ชั้นประถม และเคยเล่นคีย์บอร์ดในวงดนตรีที่กัฟเวอร์เพลงของ Deep Purple ช่วงมัธยมต้น ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นมือกลองในช่วงมหาวิทยาลัย

นายกฯ ทาคาอิจิยังเรียกเสียงหัวเราะด้วยการหยอดมุกตลกถึงชีวิตส่วนตัวว่า “ทุกวันนี้ เวลาฉันทะเลาะกับสามี ฉันจะไปตีกลองเพลง Burn เพื่อสาปแช่งเขาค่ะ”

การเข้าพบครั้งนี้ถือเป็นการพักเบรกจากภารกิจอันหนักอึ้งของผู้นำญี่ปุ่น ซึ่งตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อตุลาคมปีก่อน เธอต้องเผชิญกับปัญหารุมเร้า ทั้งความขัดแย้งทางการทูตกับจีน, ปัญหาค่าเงินเยนอ่อนตัว, และวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ทาคาอิจิกล่าวผ่านล่ามว่า “ฉันมีความเคารพอย่างลึกซึ้งต่อวิธีที่พวกคุณเดินหน้าสร้างประวัติศาสตร์ร็อก พร้อมรับความท้าทายใหม่ๆ และสร้างสรรค์ดนตรีที่สะกดใจผู้คนมาจนถึงทุกวันนี้” 

วง Deep Purple มีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับประเทศญี่ปุ่นมายาวนานกว่า 50 ปี โดยเฉพาะอัลบั้มบันทึกการแสดงสดระดับตำนานอย่าง Made in Japan ในปี 1972 ที่ส่งให้วงกลายเป็นหนึ่งในวงแสดงสดที่ทรงพลังที่สุดในโลก

สำหรับแฟนๆ ชาวร็อกในญี่ปุ่น วง Deep Purple มีกำหนดเปิดฉากทัวร์คอนเสิร์ต Japan Tour 2026 ในวันเสาร์ที่ 11 เม.ย. นี้ ที่สนามกีฬานิปปอน บูโดกัน กรุงโตเกียว.

ที่มา Reuters / AP

ช็อกพบสุนัขกว่า 250 ตัวถูกเลี้ยงแออัดในบ้าน องค์กรคุ้มครองสัตว์เผยเป็นภาพจริงไม่ใช่ AI

ช็อกพบสุนัขกว่า 250 ตัวถูกเลี้ยงแออัดในบ้าน องค์กรคุ้มครองสัตว์เผยเป็นภาพจริงไม่ใช่ AI

10 เม.ย. 2569 14:50 น.

ช็อกพบสุนัขกว่า 250 ตัวถูกเลี้ยงแออัดในบ้าน องค์กรคุ้มครองสัตว์เผยเป็นภาพจริงไม่ใช่ AI

RSPCA องค์กรพิทักษ์สัตว์ของอังกฤษ ยืนยันภาพสุนัขพันธุ์ผสมพุดเดิลกว่า 250 ตัว ที่ถูกเลี้ยงอย่างแออัดในบ้านแห่งหนึ่งเป็นเหตุการณ์จริง หลังชาวเน็ตแห่สงสัยว่าเป็นภาพสร้างจากปัญญาประดิษฐ์ ล่าสุดพบอาการโดยรวมดีขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ และหลายตัวได้รับการดูแลจนสามารถหาบ้านใหม่ได้แล้ว

องค์การป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ (RSPCA) และมูลนิธิ Dogs Trust เปิดเผยความคืบหน้าการช่วยเหลือสุนัขพันธุ์ผสมพุดเดิล หรือ “ดูเดิล” (Doodle) กว่า 250 ตัว ที่ถูกพบในสภาพความเป็นอยู่อย่างแออัดภายในห้องนั่งเล่นของบ้านหลังหนึ่งในสหราชอาณาจักรเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยระบุว่าสุนัขส่วนใหญ่มีอาการดีขึ้นมากและหลายตัวเริ่มย้ายเข้าสู่บ้านใหม่ที่อบอุ่นแล้ว

ภาพถ่ายโดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่กลายเป็นไวรัล ซึ่งแสดงให้เห็นสุนัขจำนวนมหาศาลเบียดเสียดกันอยู่ในพื้นที่จำกัด ถูกตั้งข้อสังเกตจากชาวโซเชียลว่าเป็นภาพปลอมที่สร้างโดย AI แต่ทาง RSPCA ยืนยันว่าเป็นภาพเหตุการณ์จริงที่สะท้อน “ความจริงอันน่าตกใจ” ของปัญหาการเลี้ยงสัตว์จำนวนมากเกินขีดความสามารถ ซึ่งมีสถิติพุ่งสูงขึ้นถึง 70% ในอังกฤษและเวลส์ นับตั้งแต่ปี 2021

ภาพ: RSPCA
ภาพ: RSPCA

ลี ฮอปวูด หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการของ RSPCA กล่าวว่า แม้สภาพตอนที่พบสุนัขจะมีขนพันกันเป็นก้อนและมีบาดแผลตามร่างกาย แต่ปัจจุบันพวกมัน “ฟื้นตัวได้ดีมาก” และมีสุขภาพจิตที่ฟื้นตัวได้อย่างน่าประหลาดใจ

ในรายการ BBC Breakfast เมื่อวันที่ 9 เม.ย. ที่ผ่านมา มีการเปิดตัว “บูน” หนึ่งในสุนัขที่ถูกช่วยเหลือ ซึ่งตอนนี้ได้รับการอุปการะโดยอดีตเจ้าหน้าที่ RSPCA โดยเจ้าของใหม่เล่าว่า ตอนแรกบูนมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ หูและตาอักเสบ และที่น่าเศร้าคือมันไม่เคยรู้จักการใส่สายจูงหรือการขึ้นรถมาก่อนจนต้องใช้วิธีอุ้มเท่านั้น เพราะมันจะหวาดกลัวต่อสิ่งเร้าภายนอกที่เพิ่งเคยพบเห็นเป็นครั้งแรกในชีวิต

RSPCA ระบุว่า กรณีการเลี้ยงสัตว์จำนวนมากเกินไปมักมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย เช่น ปัญหาสุขภาพจิตของเจ้าของ รวมถึงวิกฤตค่าครองชีพ ที่ทำให้ไม่สามารถดูแลสัตว์ได้ทั่วถึง และปัญหาฟาร์มเพาะพันธุ์ที่ไร้มาตรฐาน ซึ่งเห็นแก่ความนิยมของสุนัขพันธุ์ผสม “ดูเดิล” ที่ติดอันดับสุนัขยอดนิยมในปี 2025

ภาพ: RSPCA
ภาพ: RSPCA

อย่างไรก็ตาม ในกรณีนี้ทาง RSPCA ตัดสินใจไม่ดำเนินคดีต่อเจ้าของเนื่องจากพิจารณาแล้วว่าเป็นกลุ่มเปราะบางอย่างมาก และสถานการณ์ลุกลามจนเกินควบคุมจากปัจจัยภายในครอบครัวที่ยากลำบาก

ขณะนี้สุนัขส่วนใหญ่จากทั้งหมด 250 ตัว ได้รับการดูแลและฝึกพฤติกรรมจนสามารถย้ายเข้าสู่บ้านใหม่ได้แล้ว แต่ยังมีบางส่วนที่ยังอยู่ในการดูแลของ Dogs Trust โดยเฉพาะแม่สุนัขที่เพิ่งตกลูกหลังจากได้รับการช่วยเหลือออกมา.

ที่มา BBC

“สี จิ้นผิง” พบผู้นำฝ่ายค้านไต้หวัน ชี้ไม่ยอมรับการประกาศเอกราช มั่นใจสองฝั่งรวมเป็นหนึ่ง

"สี จิ้นผิง" พบผู้นำฝ่ายค้านไต้หวัน ชี้ไม่ยอมรับการประกาศเอกราช มั่นใจสองฝั่งรวมเป็นหนึ่ง

10 เม.ย. 2569 13:53 น.

“สี จิ้นผิง” พบผู้นำฝ่ายค้านไต้หวัน ชี้ไม่ยอมรับการประกาศเอกราช มั่นใจสองฝั่งรวมเป็นหนึ่ง

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ให้ต้อนรับนางเจิ้ง ลี่เหวิน ประธานพรรคก๊กมินตั๋ง ผู้นำฝ่ายค้านของไต้หวัน โดยย้ำว่าจีน “ไม่อาจยอมรับ” การประกาศเอกราชของไต้หวัน และแสดงความเชื่อมั่นว่าประชาชนทั้งสองฝั่งจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกันในอนาคต

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ให้การต้อนรับ นางเจิ้ง ลี่เหวิน ประธานพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักของไต้หวัน ณ มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่ง โดยถือเป็นการเยือนจีนครั้งแรกของผู้นำพรรคก๊กมินตั๋งในรอบ 10 ปี ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคที่พุ่งสูงขึ้น

ในระหว่างการหารือ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้แสดงความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าประชาชนทั้งสองฝั่งช่องแคบจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกันในที่สุด โดยระบุว่านี่คือ “กระแสธารแห่งประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้”

ผู้นำจีนกล่าวว่า “เพื่อนร่วมชาติทั้งสองฝั่งช่องแคบล้วนเป็นชาวจีน เป็นประชาชนในครอบครัวเดียวกันที่ปรารถนาสันติภาพ การพัฒนา การแลกเปลี่ยน และความร่วมมือ” สี จิ้นผิง กล่าวเสริมว่า ทั้งสองฝั่งช่องแคบเป็นส่วนหนึ่งของ “จีนเดียว””

“เมื่อครอบครัวปรองดองกัน ทุกสิ่งก็จะเจริญรุ่งเรือง การแยกตัวเป็นอิสระของไต้หวันเป็นตัวการสำคัญที่บ่อนทำลายสันติภาพในช่องแคบไต้หวัน เราจะไม่ยอมรับหรือเห็นชอบอย่างเด็ดขาด”

ผู้นำจีนย้ำว่า จีนพร้อมกระชับความร่วมมือและเปิดการเจรจากับทุกกลุ่มทางการเมืองในไต้หวัน รวมถึงพรรคก๊กมินตั๋ง ภายใต้พื้นฐานทางการเมืองเดียวกันคือ “การคัดค้านเอกราชของไต้หวัน” เพื่อปกป้องสันติภาพและเสถียรภาพของดินแดนที่เป็นบ้านเกิดร่วมกัน

ด้านนางเจิ้ง ลี่เหวิน ได้ตอบรับโดยระบุว่า การฟื้นฟูความรุ่งเรืองของชนชาติจีนคือความปรารถนาร่วมกันของประชาชนทั้งสองฝั่ง พร้อมแสดงความหวังว่าช่องแคบไต้หวันจะไม่เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เสี่ยงต่อความขัดแย้งอีกต่อไป

“ทั้งสองฝ่ายควรอยู่เหนือการเผชิญหน้าทางการเมือง และร่วมกันแสวงหาทางออกเชิงระบบเพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงสงคราม เพื่อให้ช่องแคบไต้หวันกลายเป็นต้นแบบของการแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติของโลก” 

ทั้งนี้ พรรคก๊กมินตั๋งเคยปกครองจีน จนกระทั่งรัฐบาลสาธารณรัฐจีนที่พรรคก๊กมินตั๋งเป็นผู้นำได้ลี้ภัยไปยังไต้หวันในปี 1949 หลังจากพ่ายแพ้ในสงครามกลางเมืองต่อพรรคคอมมิวนิสต์ของเหมาเจ๋อตุง ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน และไม่มีการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพหรือการหยุดยิง และจนถึงทุกวันนี้ รัฐบาลทั้งสองฝ่ายก็ยังไม่ยอมรับอีกฝ่ายอย่างเป็นทางการ

นางเจิ้งกล่าวกับสี จิ้นผิงว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสองฝั่งช่องแคบที่เอื้อประโยชน์ร่วมกันคือสิ่งที่ประชาชนทั้งสองฝ่ายปรารถนา และการปฏิสัมพันธ์และการแลกเปลี่ยนควรเป็นไปในลักษณะต่างตอบแทน และกล่าวเสริมว่า “ดิฉัน ลี่เหวิน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสักวันหนึ่งในอนาคต ดิฉันจะมีโอกาสได้เป็นเจ้าภาพและต้อนรับท่านสี จิ้นผิง และทุกท่านที่อยู่ ณ ที่นี้ในไต้หวัน”

การเยือนจีนครั้งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลไต้หวัน ที่มองว่านางเจิ้งมีท่าทีโอนอ่อนต่อจีนมากเกินไป โดยเฉพาะในช่วงที่สภาไต้หวันซึ่งพรรคก๊กมินตั๋งครองเสียงข้างมาก กำลังขัดแย้งกับรัฐบาลเรื่องแผนงบประมาณซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ มูลค่า 1.25 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน

นางเจิ้งยืนกรานคัดค้านงบประมาณดังกล่าว โดยระบุว่า “ไต้หวันไม่ใช่ตู้เอทีเอ็ม” และเสนอให้ปรับลดงบประมาณลงเหลือ 3.8 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวันสำหรับซื้ออาวุธที่จำเป็นเท่านั้น ขณะที่ประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ ของไต้หวัน โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า การคุกคามทางทหารของจีนรอบเกาะไต้หวันต่างหากที่เป็นตัวทำลายสันติภาพในภูมิภาคอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ การพบกันระหว่างนายสีและนางเจิ้ง เกิดขึ้นเพียงหนึ่งเดือนก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ มีกำหนดเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเพื่อประชุมสุดยอดกับผู้นำจีน ซึ่งคาดว่าประเด็นเรื่องความมั่นคงของไต้หวันจะเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญของการหารือระดับโลกในครั้งนี้ด้วย.

ที่มา Reuters / AFP

“มิน อ่อง หล่าย” สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมา

"มิน อ่อง หล่าย" สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมา

10 เม.ย. 2569 12:03 น.

“มิน อ่อง หล่าย” สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมา

พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำกองทัพเมียนมา เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ ถือเป็นการสืบทอดอำนาจในฐานะผู้นำพลเรือน หลังจากที่เขาทำรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของนางออง ซาน ซูจี เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย ร่วมส่งสารแสดงความยินดี

ในพิธีซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเนปิดอว์ มิน อ่อง หล่าย ในวัย 69 ปี ได้กล่าวคำสาบานตนว่าจะ “มุ่งมั่นส่งเสริมหลักการแห่งยุติธรรม เสรีภาพ และความเท่าเทียม” พร้อมประกาศอุทิศตนเพื่อรับใช้สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาในวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี โดยเขาได้ลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดเพื่อมาบริหารงานในฐานะประธานาธิบดีของรัฐบาลชุดใหม่ ก่อนจะเข้าสู่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ในสัปดาห์หน้า

บรรยากาศโดยรอบสถานที่จัดงานเต็มไปด้วยการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด มีหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดลาดตระเวนรอบโรงแรม และมีการตั้งด่านตรวจหนาแน่นรอบอาคารรัฐสภา

มิน อ่อง หล่าย กล่าวในสุนทรพจน์ซึ่งใช้เวลาไม่ถึง 20 นาที และมีแขกต่างชาติเข้าร่วมกว่า 50 คนว่า “เมียนมากำลังก้าวไปสู่ประชาธิปไตยอย่างมั่นคงแล้ว แต่รัฐบาลใหม่ยังมีอุปสรรคและความท้าทายอีกมากมายที่ต้องเอาชนะ” และกล่าวว่า “รัฐบาลใหม่จะดำเนินการตามแผนงานบนพื้นฐานของประชาธิปไตยและระบบสหพันธรัฐ  สิ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือประชาธิปไตยและสันติภาพ” 

เขากล่าวเพิ่มเติมในภายหลังว่า “เราจะเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ปกติกับอาเซียน”

แม้ทางการจะโฆษณาว่าการเลือกตั้งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาคือการคืนอำนาจให้ประชาชน แต่กลุ่มจับตามองสิทธิมนุษยชนระบุว่านี่เป็นเพียงการเลือกตั้งจอมปลอม โดยรัฐมนตรี 30 รายที่สาบานตนพร้อมกัน กว่า 2 ใน 3 เป็นทหาร ทั้งที่ยังคงรับราชการและเกษียณอายุแล้ว ส่วนรัฐมนตรีมากกว่า 10 คน เป็นบุคคลที่อยู่ในรายชื่อถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติ นอกจากนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้สั่งห้ามพรรคเอ็นแอลดีของนางออง ซาน ซูจี เข้าร่วม และไม่มีการลงคะแนนในหลายพื้นที่ซึ่งยังคงมีการสู้รบกับกลุ่มต่อต้าน

นักวิเคราะห์มองว่าเป้าหมายหลักของการเลือกตั้งครั้งนี้คือการสร้าง “ความชอบธรรมแบบเปลือกนอก” เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์และการลงทุนจากต่างประเทศ โดยในพิธีสาบานตนมีตัวแทนจากประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ไทย จีน และอินเดีย เข้าร่วมด้วย

สื่อของรัฐบาลเมียนมารายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย ได้ส่งสารแสดงความยินดี โดยเชื่อมั่นว่าภายใต้การนำของมิน อ่อง หล่าย ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ขณะที่จีนถูกมองว่าเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุดของการเลือกตั้งครั้งนี้ และเตรียมรื้อฟื้นโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่เคยหยุดชะงักไป

อย่างไรก็ตาม กลุ่มรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยยังคงยืนยันว่า การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่สามารถแก้ไขวิกฤตความขัดแย้งภายในประเทศได้ ตราบใดที่ผู้นำยังคงเป็นกลุ่มเดิมที่ใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชนตลอด 5 ปีที่ผ่านมา.

ที่มา AFP / Reuters

สหรัฐฯ เตรียมปรับระบบ “ลงทะเบียนเกณฑ์ทหารอัตโนมัติ” สำหรับชายอายุ 18-25 ปี

สหรัฐฯ เตรียมปรับระบบ "ลงทะเบียนเกณฑ์ทหารอัตโนมัติ" สำหรับชายอายุ 18-25 ปี

10 เม.ย. 2569 11:34 น.

สหรัฐฯ เตรียมปรับระบบ “ลงทะเบียนเกณฑ์ทหารอัตโนมัติ” สำหรับชายอายุ 18-25 ปี

รัฐบาลสหรัฐฯ เล็งยกเลิกระบบการลงทะเบียนเกณฑ์ทหารด้วยตนเองแบบเดิมที่ใช้มานานกว่า 50 ปี เปลี่ยนมาใช้ระบบดึงข้อมูลอัตโนมัติเพื่อลดงบประมาณการประชาสัมพันธ์ หวังเพิ่มประสิทธิภาพการระดมพลท่ามกลางสถานการณ์โลกตึงเครียด ขณะที่สังคมเริ่มกังวลอาจเป็นสัญญาณรื้อฟื้นการบังคับเกณฑ์ทหารในอนาคต

ชายชาวอเมริกันที่มีอายุระหว่าง 18 ถึง 25 ปี อาจเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลผู้มีสิทธิถูกเรียกเกณฑ์ทหารโดยอัตโนมัติอย่างเร็วที่สุดในเดือนธันวาคมนี้ หลังมีการเสนอระเบียบใหม่เพื่อปรับปรุงระบบการลงทะเบียนจากเดิมที่บุคคลต้องดำเนินการด้วยตนเองภายใน 30 วันหลังอายุครบ 18 ปี ให้กลายเป็นการลงทะเบียนผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ

สำนักงานทะเบียนการเกณฑ์ทหาร ได้เสนอแผนนี้ต่อสำนักงานสารสนเทศและกำกับดูแลกฎระเบียบเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่าการเปลี่ยนมาใช้ระบบอัตโนมัติจะช่วยประหยัดงบประมาณหลายล้านดอลลาร์ต่อปี ที่เดิมต้องใช้ไปกับการโฆษณาและการแจ้งเตือนประชาชนให้มาลงทะเบียนตามกฎหมาย

สส. คริสซี ฮูลาฮาน จากพรรคเดโมแครต ผู้ผลักดันกฎหมายนี้ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะช่วยให้รัฐบาลสามารถนำงบประมาณไปใช้ในการเตรียมความพร้อมและการระดมพลได้โดยตรง แทนที่จะเสียเงินไปกับการจัดทำแคมเปญการศึกษาและโฆษณาประชาสัมพันธ์แบบเดิม

แม้ในปัจจุบันเกือบทุกรัฐในสหรัฐฯ จะมีการลงทะเบียนให้อัตโนมัติเมื่อขอทำใบขับขี่ แต่พบว่าอัตราการปฏิบัติตามกฎหมายในปี 2024 ลดลงเหลือเพียง 81% โดยตามกฎหมายสหรัฐฯ ชายที่ไม่ลงทะเบียนอาจเผชิญโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี แม้ในทางปฏิบัติจะเกิดขึ้นน้อยมากก็ตาม รวมถึงไม่สามารถกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาจากรัฐบาลได้ และหมดสิทธิ์รับราชการในหน่วยงานรัฐ และสำหรับชาวต่างชาติที่อาศัยในสหรัฐฯ หากไม่ลงทะเบียนอาจถูกปฏิเสธการขอสัญชาติอเมริกัน

ความเคลื่อนไหวนี้สร้างความกังวลให้กับชาวอเมริกันจำนวนมาก โดยเฉพาะท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่านที่อาจทวีความรุนแรงขึ้น หลายฝ่ายกลัวว่านี่คือการปูทางไปสู่การบังคับเกณฑ์ทหารซึ่งสหรัฐฯ เคยใช้ครั้งสุดท้ายเมื่อปี 1973 ในช่วงสงครามเวียดนาม ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้ระบบอาสาสมัครทั้งหมด

ด้านนางคาโรลีน ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ได้ตอบคำถามผ่านสื่อฟ็อกซ์นิวส์ถึงความเป็นไปได้ในการส่งทหารบกบุกอิหร่านและการเกณฑ์ทหารว่า “ในปัจจุบันยังไม่อยู่ในแผนงาน แต่ประธานาธิบดีจำเป็นต้องเปิดทางเลือกไว้เพื่อความเหมาะสม และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปกป้องประชาชนและกองทัพอเมริกัน”

ปัจจุบัน กฎหมายดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรสแล้วในฐานะส่วนหนึ่งของกฎหมายงบประมาณกลาโหม และอยู่ในระหว่างการตรวจสอบขั้นตอนสุดท้ายก่อนเริ่มบังคับใช้จริงในช่วงปลายปี 2026 นี้.

ที่มา BBC

IMF หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลก ผลพวงสงครามตะวันออกกลาง

IMF หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลก ผลพวงสงครามตะวันออกกลาง

10 เม.ย. 2569 11:03 น.

IMF หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลก ผลพวงสงครามตะวันออกกลาง

IMF หั่นคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลก เตือนต้นทุนพลังงานพุ่ง ซัพพลายสะดุด ฉุดการเติบโต พร้อมอาจต้องอัดฉีดช่วยสูงสุด 5 หมื่นล้านดอลลาร์

วันที่ 10 เมษายน 2569 นางคริสตาลินา จอร์จีวา ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ  หรือ ไอเอ็มเอฟ เปิดเผยว่า เตรียมปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลก หลังผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางยังคงกดดันระบบเศรษฐกิจ แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว อย่างไรก็ตามแม้ในกรณีดีที่สุด โลกก็ไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติเดิมได้ง่าย เนื่องจากผลกระทบเชิงลึกจากสงคราม ทั้งต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และความเชื่อมั่นตลาดที่ลดลง

ไอเอ็มเอฟ ยังเตือนว่า เศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ในพื้นที่สู้รบอาจหดตัวลงราว 3% ในช่วงเริ่มต้นของสงคราม และอาจฟื้นตัวได้ช้าในระยะยาว พร้อมคาดว่า ความต้องการเงินช่วยเหลือฉุกเฉินสำหรับประเทศที่ได้รับผลกระทบอาจอยู่ระหว่าง 20,000–50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7 แสนล้าน–1.8 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย 

ขณะเดียวกัน นายอเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก ระบุว่า ประเทศกำลังพัฒนาจะได้รับผลกระทบหนัก โดยเฉพาะประเทศรายได้น้อยที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน โดยผลกระทบดังกล่าวยังสะท้อนผ่านอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั่วโลก จากต้นทุนพลังงาน ปุ๋ย และการขนส่งที่สูงขึ้น ขณะที่ความไม่มั่นคงด้านอาหารอาจกระทบประชาชนอย่างน้อย 45 ล้านคน ซึ่งทางธนาคารโลกอาจสามารถจัดสรรเงินช่วยเหลือเร่งด่วนได้ราว 25,000 ล้านดอลลาร์ และอาจเพิ่มเป็น 60,000 ล้านดอลลาร์ในระยะยาว หากมีความจำเป็น.

ที่มา AFP

ญี่ปุ่นสั่งระบายน้ำมันสำรองเพิ่ม เทียบเท่าการใช้ 20 วัน เริ่ม พ.ค. นี้

ญี่ปุ่นสั่งระบายน้ำมันสำรองเพิ่ม เทียบเท่าการใช้ 20 วัน เริ่ม พ.ค. นี้

10 เม.ย. 2569 11:02 น.

ญี่ปุ่นสั่งระบายน้ำมันสำรองเพิ่ม เทียบเท่าการใช้ 20 วัน เริ่ม พ.ค. นี้

รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศแผนระบายน้ำมันสำรองเพิ่มเทียบเท่าการใช้ 20 วัน เริ่มต้นเร็วสุดต้นเดือนพฤษภาคม หวังรักษาเสถียรภาพพลังงาน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตะวันออกกลาง แม้มีข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านแล้วก็ตาม

นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น แถลงในที่ประชุมรัฐมนตรีเพื่อติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางว่า รัฐบาลญี่ปุ่นมีแผนจะระบายน้ำมันดิบจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์เพิ่มเทียบเท่าการใช้ 20 วัน โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้เร็วที่สุดในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมนี้

การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนว่าอิหร่านจะกลับมาเปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลกเมื่อใด แม้ว่าสหรัฐฯ และอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 2 สัปดาห์ไปเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาก็ตาม แต่ดูเหมือนสถานการณ์ยังคงเปราะบาง เนื่องจากอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีกลุ่มเฮซบอลลาห์ในเลบานอนอย่างต่อเนื่อง

มาตรการใหม่นี้จะต่อยอดจากการระบายน้ำมันสำรองเดิม เทียบเท่าการใช้จำนวน 50 วัน ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งครอบคลุมทั้งน้ำมันจากคลังสำรองของรัฐ ภาคเอกชน และความร่วมมือกับประเทศผู้ผลิตน้ำมันในอ่าวอาหรับ นายกฯ ทาคาอิจิ ย้ำว่า “รัฐบาลจะดำเนินทุกวิถีทางเพื่อให้มั่นใจว่าญี่ปุ่นจะมีอุปทานน้ำมันดิบที่มั่นคง” และระบุว่าปริมาณสำรองปัจจุบันเพียงพอที่จะใช้ไปจนถึงปีหน้า

นอกจากนี้ ผู้นำญี่ปุ่นยังได้สั่งการให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนในภาคส่วนเฉพาะทางที่เริ่มได้รับผลกระทบจากวิกฤตขนส่ง ได้แก่การเร่งจัดหาทินเนอร์ผสมสีที่เริ่มขาดตลาดในอุตสาหกรรมก่อสร้างและซ่อมรถยนต์ และการประคองปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่จำเป็นต้องใช้ในกระบวนการผลิตชาเขียว

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสูงถึง 90% และเกือบทั้งหมดต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถูกอิหร่านสั่งปิดเพื่อตอบโต้การโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์

แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะขู่ใช้วิธีทำลายโครงสร้างพื้นฐานหากอิหร่านไม่เปิดเส้นทางเดินเรือ จนนำไปสู่การหยุดยิงชั่วคราว แต่การที่ความขัดแย้งในเลบานอนยังไม่ยุติ ทำให้ญี่ปุ่นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานที่อาจยืดเยื้อกว่าที่คาดการณ์ไว้.

ที่มา KYODO NEWS

เกาหลีใต้ส่งทูตพิเศษเจรจาอิหร่าน หลังเรือ 26 ลำ ยังติดค้างที่ “ฮอร์มุซ”

เกาหลีใต้ส่งทูตพิเศษเจรจาอิหร่าน หลังเรือ 26 ลำ ยังติดค้างที่ "ฮอร์มุซ"

10 เม.ย. 2569 10:54 น.

เกาหลีใต้ส่งทูตพิเศษเจรจาอิหร่าน หลังเรือ 26 ลำ ยังติดค้างที่ “ฮอร์มุซ”

รัฐบาลเกาหลีใต้เตรียมส่งทูตพิเศษเดินทางไปยังอิหร่าน เจรจาเรื่องความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ยังไม่สร้างความมั่นใจต่อการสัญจรผ่านทาง

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ระบุว่า ได้แต่งตั้ง ชอง บยอง-ฮา อดีตเอกอัครราชทูตประจำคูเวต และผู้แทนด้านความร่วมมือขั้วโลก เป็นทูตพิเศษ เพื่อเดินทางไปกรุงเตหะรานในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นหลังการหารือทางโทรศัพท์ระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีใต้ โช ฮยอน กับรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อารักชี 

โดยระหว่างการเยือน เกาหลีใต้หวังจะหารือกับอิหร่านในหลายประเด็น ทั้งสถานการณ์ตะวันออกกลาง ความปลอดภัยของพลเมือง เรือ และลูกเรือ รวมถึงเงื่อนไขการผ่านเส้นทางเดินเรือ

ปัจจุบัน มีเรือสัญชาติเกาหลีใต้รวม 26 ลำ รวมถึงเรือบรรทุกน้ำมัน ไม่สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้

ผู้บริหารบริษัทเดินเรือและนักวิเคราะห์ระบุว่า แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิง แต่ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ยังทำให้การเดินเรือในพื้นที่มีความเสี่ยงสูง

ทั้งนี้ เกาหลีใต้ถือเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และเป็นประเทศที่มีบทบาทด้านความมั่นคง โดยมีทหารสหรัฐฯ ประจำการราว 28,000 นาย เพื่อรับมือภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ จึงต้องจับตาดูผลการหารือในครั้งนี้ว่าจะออกมาในทิศทางใด.

ที่มา : CNN