วอนอย่าตัดเงินบำนาญสส. วันนอร์ครวญ เจ็บป่วยไม่มีเงินรักษา ถูกไล่ออกจากบ้านเช่า

22 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

วันนอร์”ขอกมธ.งบประมาณฯ ปี 2570 เติม 600 ล้านบาทให้“กองทุนบำนาญสส.-สว.”ยกเคส“อดีตสส.ถูกไล่จากห้องเช่า-ไม่มีเงินจ่ายโรงพยาบาล” หลังมิถุนายนไม่มีเงินจ่ายแล้ว ต้องรอตกเบิกงบปี70 ด้าน‘ชาดา’หนุน ชี้ สส.ไม่รวยทุกคน”วิปรัฐบาล” เคาะถกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน 26ส.ค.นี้ ให้เวลาฝ่ายค้านอภิปรายเต็มที่ 8 ชั่วโมง ด้านโพลพระปกเเกล้า เปิดผลสำรวจความเชื่อมั่น ศาล รธน.อันดับ1 ขณะที่กกต.ที่โหล่ ชี้ประชาชนอยากเห็นความคืบหน้าคดี

เมื่อวันที่ 21  สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พรบ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธาน กมธ.เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณารายงานแปรญัตติเพิ่มและการเปลี่ยนแปลงงบประมาณ

ช่วงหนึ่ง นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา กมธ.อภิปรายถึงกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาว่า ทราบว่ามีการปรับลดและตัดออกทั้งหมด ทั้งที่เป็นกองทุนที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาตนได้รับโทรศัพท์จากอดีต ส.ส. ซึ่งปัจจุบันเสียชีวิตแล้วเพื่อขอเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาล ประมาณ 5,000 บาท เพราะจะได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว แต่ไม่มีเงินจ่าย ทั้งนี้ ตนบอกว่าจะโอนผ่านบัญชี แต่อดีต ส.ส.บอกว่าโอนเข้าบัญชีส่วนตัวไม่ได้ เพราะเจ้าหนี้ริบไปทั้งหมด หรือมีบางกรณีที่พบว่าอดีต ส.ส.ถูกไล่ออกจากห้องเช่า เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า แม้จะมีลูกอยู่ แต่ด้วยคำว่าศักดิ์ศรีจึงไม่พึ่งพาลูก

 ‘วันนอร์’ของบ600ล้านให้สส.-สว.

“อดีต ส.ส.ไม่ได้รวยทุกคน ที่ผมเห็นข้อมูล อดีต ส.ส.มาขอเงิน 1,800คน ที่ไม่มาขอ 458คน แต่ละปีต้องใช้งบ 600-700 ล้านบาท ที่ผ่านมาขอไป 200 ล้านบาท ไม่พอ หลังจากเดือนมิถุนายน 2569 ไม่ให้แล้ว ต้องรอตกเบิก รองบใหม่ ทั้งนี้ปีที่แล้ว ขาดเงิน 300 ล้านบาท ยังดีที่ประธานสภาขอ ครม.ของบกลางในวันสุดท้าย ก่อนปิดปีงบประมาณ ส่วนปีนี้ยังขาดอีก ถ้าไม่ให้ถือว่าไม่เป็นธรรม” นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าว

อ้างแม้อดีตสส.ชาวบ้านมาหาทุกวัน

นายวันนอร์ กล่าวต่อว่า ตนอยากให้เป็นเกียรติเป็นศักดิ์ศรี อย่าคิดว่าเป็นอดีต ส.ส.แล้วไม่มีหน้าที่ ทำไมต้องให้ แต่ชาวบ้านไม่คิดแบบนั้น แม้เป็นอดีต ส.ส.ชาวบ้านยังมาหาและมีภาระมากกว่า ส.ส. เพราะอดีต ส.ส.อยู่กับชาวบ้านทุกวัน ส่วนส.ส.อ้างได้ว่า มาประชุมสภา มาประชุมกรรมาธิการ ดังนั้นขอให้เห็นความจำเป็นต่อเกียรติและศักดิ์ศรี ที่ผ่านมาพบว่า หลายประเทศ เช่น กัมพูชา ลาว ยังมีสวัสดิการให้อดีต ส.ส. ดังนั้นหากสภาตัดเงินกองทุนออกหมด เชื่อว่า จะเป็นปัญหาต่อการบริหารกองทุนที่มีประธานสภาเป็นประธานกองทุน

ภราดรเล็งหารือหน่วยงานเกี่ยวข้อง

ด้าน นายภราดร กล่าวว่า เหมือนที่ นายวันนอร์ อภิปราย ถือเป็นข้อสังเกตที่จะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการแบบไหน ทั้งนี้ ส.ส.และอดีต ส.ส. คิดไม่ต่างกัน มีเพียงคนเดียวที่ต้องการ แต่ตนทราบว่าเขาก็รับเบี้ย ตอนเป็นอดีต ส.ส.รับมาทุกปี ส่วนผู้ช่วย ส.ส.ตั้งเต็มจำนวน แต่ที่เขาพูดเพื่อตั้งใจเอากระแสสังคมให้สังคมต่อว่า นักการเมือง แต่สุดท้ายตัวเองก็รับ

 ‘ชาดา’หนุนเพราะสส.ไม่รวยทุกคน

ขณะที่ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย(ภท.) ในฐานะ กมธ.กล่าวว่า สภาพส.ส.แต่ละคนไม่เหมือนกัน ซึ่งตนเจ็บปวดที่เห็นส.ส.ในอดีต ไม่มีที่ ส.ส.จะรวย เพราะทำมากินอะไรไม่ได้ ห้ามมีหุ้น ซึ่งตนเคยพูดเล่นๆว่า เขาสอนให้คอร์รัปชั่นอย่างเดียว เพราะทำตามกฎหมายไม่ได้ มีคนบอกว่าถ้าแบบนั้นไม่ต้องมาเป็น ส.ส.ตนมองว่า พูดง่ายไป หาก ส.ส.มีเงินจะถูกมองว่า มาหากิน ดังนั้นแนวคิดของสังคมควรให้โอกาสคนที่ยากไร้ เพราะครั้งหนึ่งเป็นคนที่เคยทำงาน ขอให้เห็นใจเพื่อนส.ส.ที่ยากจน ไม่ร่ำรวย

นัดพิจารณาพรก.กู้เงิน26สิงหาคมนี้

ด้าน นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) แถลงว่า ในวันที่ 26 สิงหาคม ในการประชุมสภาฯ จะพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท ทั้งนี้ได้ประสานกับวิปฝ่ายค้านถึงการจัดสรรเวลาแล้ว โดยจะให้เวลาฝ่ายค้านอภิปราย 8 ชั่วโมง เพื่อให้มีเวลาตรวจสอบ ซักถามฝ่ายบริหารได้เต็มที่ ขณะที่การอภิปรายของสส.ฝ่ายรัฐบาล รวมถึงการชี้แจงของรัฐมนตรี มีเวลารวม 3 ชั่วโมง ทั้งนี้จะใช้เวลาพิจารณาตั้งแต่เวลา 09.00น.และคาดว่าจะลงมติในเวลา 21.00 น. วิปรัฐบาลจะนัดหารือรายละเอียดการพิจารณา พ.ร.ก. ในวันที่ 24 สิงหาคม รวมทั้งเหตุผลความจำเป็นของรัฐบาลต่อการกู้เงิน รวมถึงแผนที่รัฐบาลจะใช้เงินกู้ 2แสนล้านบาทเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน ก่อนจะที่พิจารณาถึงการลงมติ เบื้องต้นเชื่อว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะเห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกันไม่แตกแถว

ปชช.32%จี้ศาลรธน.แจ้งคืบหน้าคดี

วันเดียวกัน สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “ความเชื่อมั่นต่อองค์กรตามรัฐธรรมนูญและมุมมองต่อการทำหน้าที่ของ กกต.”โดยสำรวจ ระหว่างวันที่ 7-10ส.ค.2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้ 1.ท่านต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระเปิดเผยข้อมูลเรื่องใดมากที่สุด 32.8% ต้องการให้เปิดเผยความคืบหน้าของคดีและเรื่องร้องเรียน สูงสุด รองลงมา 18.2% ต้องการทราบเหตุผลของผลการพิจารณาหรือคำวินิจฉัย, 15.3% การใช้จ่ายงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง 11.2% หลักเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาและตัดสินใจ, 7.2% ช่องทางร้องเรียนและติดตามผลที่เข้าถึงง่าย, 5.2% ต้องการทราบผลงานและผลสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม, 4.7% มาตรการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน, 3.9% ต้องการทราบระยะเวลาและขั้นตอนการดำเนินงาน ขณะที่ 1.5% ไม่มีความเห็น

เมื่อรวม 2อันดับแรก พบว่า 51.0% ต้องการรู้ทั้งความคืบหน้าของคดีและเหตุผลของการตัดสินใจ สะท้อนว่า คนกว่าครึ่งอยากติดตามคดีและเข้าใจเหตุผล มากกว่ารู้เพียงผลตัดสิน จึงควรมีการอธิบายเหตุผลอย่างเข้าใจง่ายให้ประชาชนทราบและตรวจสอบได้

เชื่อมั่นองค์กรกกต.น้อยที่สุด3.8%

2.ศาลรัฐธรรมนูญนำด้านความเชื่อมั่น แต่กลุ่มไม่แน่ใจตามมาติดๆ โดย31.3% เลือกศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่เชื่อมั่นสูงสุด รองลงมา 27.7% ไม่แน่ใจหรือไม่มีความเห็น ขณะที่ 13.2% เชื่อมั่นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.), 10.9% คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), 6.6% คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.), 6.5% ผู้ตรวจการแผ่นดิน ขณะที่เชื่อมั่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) น้อยที่สุด เพียง 3.8%

คนใต้เชื่อมั่นกสม.รองจากศาลรธน.

ส่วนรายภูมิภาค“ศาลรัฐธรรมนูญ”มีสัดส่วนผู้เลือกสูงสุดในภาคเหนือ 44.8% ภาคใต้ 37.5% และภาคตะวันออก 29.6% ขณะที่ คตง./สตง.มีสัดส่วนสูงสุดในกรุงเทพฯ 28.9% ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 38.4% และภาคกลาง 33.5% กลุ่มไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็นมีสัดส่วนสูงสุด ทั้งนี้ ในภาคใต้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีสัดส่วนตามมาใกล้เคียง 34.7% แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีสัดส่วนผู้เลือกสูงสุด แต่ยังไม่ถึง 1 ใน 3 และสูงกว่ากลุ่มไม่แน่ใจเพียงเล็กน้อย สะท้อนว่า ความเชื่อมั่นยังไม่กระจุกตัวองค์กรใดอย่างชัดเจน ขณะที่กลุ่มไม่แน่ใจซึ่งมีสัดส่วนค่อนข้างสูง แสดงให้เห็นว่ายังมีพื้นที่ให้แต่ละองค์กรสร้างความเข้าใจและทำให้ประชาชนเห็นผลการทำงานมากขึ้น 3.ประสิทธิภาพจัดการเลือกตั้งของ กกต.เด่นกว่าด้านอื่น แต่ความเป็นอิสระยังเป็นโจทย์สำคัญ โดย 23.7% ประเมินระดับ “มาก-มากที่สุด” ในด้านประสิทธิภาพ ความเชี่ยวชาญ ความรวดเร็ว และความประหยัดในการจัดการเลือกตั้งสูงที่สุด รองลงมา 21.3% ความสามารถในการจัดการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม, 18.5% การวินิจฉัยคดีเลือกตั้งด้วยความเป็นกลางและเป็นธรรม, 18.2% ความโปร่งใสและตรวจสอบได้, 17.7% การสื่อสารและเปิดรับความคิดเห็นจากประชาชน และ 16.7% ความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง

จี้กกต.เพิ่มประสิทธิภาพจัดเลือกตั้ง

เมื่อพิจารณาระดับ“น้อย-น้อยที่สุด” พบว่า51.9% ประเมินด้านความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมืองในระดับดังกล่าว สูงที่สุดใน 6ด้าน รองลงมา คือ50.8% ความเป็นกลางและเป็นธรรมในการวินิจฉัยคดีเลือกตั้ง, 48.1% ความโปร่งใสและตรวจสอบได้45.5% การสื่อสารและเปิดรับความคิดเห็น, 38.3% ประสิทธิภาพในการจัดการเลือกตั้ง และ 34.6% ความสามารถในการจัดการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม ด้านประสิทธิภาพในการจัดการเลือกตั้งมีผลดีกว่าด้านอื่นเมื่อเปรียบเทียบกัน แต่ยังไม่มีด้านใดที่มีผู้ประเมินระดับ “มาก-มากที่สุด” ถึง 1 ใน 4 ขณะที่ระดับ “น้อย-น้อยที่สุด” เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดใน 5 จาก 6 ด้าน โดยเฉพาะความเป็นอิสระและความเป็นกลางในการวินิจฉัยคดีเลือกตั้ง สะท้อนว่า กกต.ไม่เพียงต้องเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเลือกตั้ง แต่ต้องทำให้ประชาชนเห็นว่ากระบวนการทำงานและการตัดสินใจมีความเป็นอิสระ เป็นกลาง โปร่งใส และตรวจสอบได้

ตัดบำนาญสส.วันนอร์ไล่สส.จากห้องเช่า

สัมพันธ์แน่น ไทยผนึก‘นิวซีแลนด์’ หุ้นส่วนยุทธศาสตร์

22 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

นายกฯ อนุทิน จับมือ นายกฯ คริสโตเฟอร์ ลักซอน ประกาศศักดาฉลอง 70 ปี ความสัมพันธ์ ยกระดับไทย–นิวซีแลนด์สู่“หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” อย่างเป็นทางการ กางแผนยุทธศาสตร์ร่วมดันมูลค่าการค้าสองฝ่ายจากปัจจุบัน 1.05 แสนล้านบาทให้พุ่งขึ้น 3 เท่า สู่ระดับ 2.46 แสนล้านบาท ภายในปี 2588 พร้อมปิดดีลความร่วมมือรอบด้าน ทั้งปราบอาชญากรรมข้ามชาติ เทคโนโลยีพลังงานสะอาด ดันไทยเข้า OECD และเตรียมฟื้นเที่ยวบินตรง กรุงเทพฯ–โอ๊คแลนด์ ในเดือนมีนาคม 2570 เชื่อมสองประเทศบูมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 21 สิงหาคม 2569 ตามเวลาท้องถิ่นเมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง ที่ทำเนียบผู้สำเร็จราชการแห่งนิวซีแลนด์ กรุงเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายคริสโตเฟอร์ ลักซอน นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ได้ร่วมแถลงข่าวภายหลังการหารือทวิภาคีแบบเต็มคณะ ถึงความสำเร็จในการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้า3เท่า

นายคริสโตเฟอร์  ลักซอน ได้กล่าวต้อนรับคณะผู้แทนจากประเทศไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมระบุว่าการพบปะหารือครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในวาระครบรอบ 70 ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการทูต โดยนิวซีแลนด์มองว่าประเทศไทยเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่และเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญของอาเซียน ซึ่งเป็นประตูเชื่อมโยงไปสู่ตลาดผู้บริโภคกว่า 600 ล้านคน ปัจจุบันมูลค่าการค้าระหว่างกันสูงเกือบ 5 พันล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ (ประมาณ 1.05 แสนล้านบาท) โดยตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าให้เป็น 3 เท่าภายในปี 2588 ควบคู่ไปกับการยกระดับข้อตกลงการค้าเสรีนิวซีแลนด์-ไทยให้ทันสมัย

นอกจากนี้ นิวซีแลนด์ยังให้ความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมประกาศมอบเงินสนับสนุน 5 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ (ประมาณ 105 ล้านบาท) แก่สถาบันความร่วมมือลุ่มแม่น้ำโขงเพื่อส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค อีกทั้งยังมีการลงนามข้อตกลงเชิงพาณิชย์ฉบับใหม่ด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาด และการผลิตขั้นสูงรวมถึงเทคโนโลยีอวกาศอีกด้วย

ยกระดับสัมพันธ์ไทย-นิวซีแลนด์

ขณะที่ นายอนุทิน กล่าวแสดงความยินดีที่ได้เดินทางเยือนนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ ในโอกาสครบรอบ 70 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์ พร้อมระบุว่า การเยือนครั้งนี้ถือเป็นการเปิดบทใหม่ของมิตรภาพอันยาวนานของทั้งสองประเทศ โดยตนและนายกรัฐมนตรีลักซอนได้ลงนามในปฏิญญาร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Joint Declaration on the Strategic Partnership) ซึ่งเป็นการยกระดับความสัมพันธ์ไทย–นิวซีแลนด์สู่ระดับที่สูงขึ้น

ร่วมมือสู้อาชญากรรมข้ามชาติ

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า การหารือครั้งนี้มีรัฐมนตรีสำคัญของทั้งสองฝ่ายเข้าร่วม และมุ่งเน้นความร่วมมือ 4 เสาหลัก ภายใต้แผนปฏิบัติการร่วมไทย–นิวซีแลนด์ ค.ศ. 2026–2030 (Joint Plan of Action 2026–2030) ซึ่งจะเป็นกรอบสำคัญในการขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและสร้างประโยชน์แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ ได้แก่ ประการแรก ความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเสริมสร้างความร่วมมือในการรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติ การหลอกลวงออนไลน์ และการค้ามนุษย์ รวมถึงส่งเสริมการประสานงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของทั้งสองประเทศอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น

ขยายการค้าและการลงทุน

ประการที่สอง ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และนวัตกรรม ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะขยายการค้าและการลงทุน โดยให้ความสำคัญกับนวัตกรรม ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน เศรษฐกิจสีเขียว เกษตรกรรมยั่งยืน และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พร้อมตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าสองฝ่ายเป็น 3 เท่า หรือ 7.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.46 แสนล้านบาท) ภายในปี 2045 และจะร่วมกันพัฒนาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดไทย–นิวซีแลนด์ (Thailand–New Zealand Closer Economic Partnership: TNZCEP) เพื่อสร้างโอกาสใหม่แก่ภาคธุรกิจและประชาชนของทั้งสองประเทศ

นายกรัฐมนตรีรู้สึกยินดีที่คณะผู้บริหารภาคธุรกิจชั้นนำของไทยได้ร่วมเดินทางมาในครั้งนี้ และได้พบหารือกับรัฐบาลและภาคธุรกิจนิวซีแลนด์ ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสในการแสวงหาความร่วมมือในสาขาใหม่ ๆ และส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ร่วมมือระดับภูมิภาคและพหุภาคี

ประการที่สาม ความร่วมมือด้านการศึกษา วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะ นวัตกรรม และการเสริมสร้างขีดความสามารถ ตลอดจนกระชับความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมและความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

ประการที่สี่ ความร่วมมือระดับภูมิภาคและพหุภาคี ทั้งสองประเทศจะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดผ่านกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขง กลไกที่อาเซียนเป็นแกนนำ รวมถึงเอเปค และเวทีระหว่างประเทศอื่น ๆ พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อพัฒนาการในภูมิภาคและระหว่างประเทศ และยืนยันความสำคัญของระเบียบระหว่างประเทศที่มีกฎเกณฑ์เป็นพื้นฐานและระบบพหุภาคี ในการส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ ความสามารถในการรับมือกับความท้าทาย และการพัฒนาที่ยั่งยืน

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีได้แสดงความขอบคุณนายกรัฐมนตรีลักซอน รัฐบาล และประชาชนชาวนิวซีแลนด์ สำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและไมตรีจิตที่มอบให้นายกรัฐมนตรีและคณะผู้แทนไทยตลอดการเยือนนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการครั้งนี้

ลงนามหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์

ภายหลังการแถลงข่าวร่วม นายกฯทั้งสองร่วมลงนามในปฏิญญาร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับนิวซีแลนด์ และร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามเอกสารความร่วมมือ จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่ (1) ข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านวัฒนธรรมระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งนิวซีแลนด์ และ (2) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนแห่งราชอาณาจักรไทย และ Education New Zealand ประเทศนิวซีแลนด์ (3) บันทึกข้อตกลงระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักงานตำรวจนิวซีแลนด์ว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและการแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน (4) ความตกลงของภาคเอกชน คือ บันทึกความเข้าใจระหว่างบริษัท Chata Instruments Company Limited กับบริษัท Aeroqual Limited

นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่าด้วยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 7 ทศวรรษ มิตรภาพระหว่างไทยและนิวซีแลนด์ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อความสัมพันธ์ได้รับการยกระดับสู่หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์แล้ว เชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศจะมีความใกล้ชิด ลึกซึ้ง และมีพลวัตมากยิ่งขึ้น พร้อมนำมาซึ่งประโยชน์และความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืนแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศและภูมิภาค

ฟื้นเที่ยวบินตรงกรุงเทพฯ-โอ๊คแลนด์

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ขอรับการสนับสนุนจากนิวซีแลนด์ ในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย ซึ่งนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์พร้อมให้การสนับสนุนเต็มที่ มากไปกว่านั้น ยังมีเรื่องน่ายินดีอีกเรื่องหนึ่งคือ การบินไทยมีแผนกลับมาเปิดให้บริการเที่ยวบินตรงระหว่างกรุงเทพฯ และโอ๊คแลนด์อีกครั้ง โดยตั้งเป้าเริ่มให้บริการในเดือนมีนาคม 2570 ซึ่งนายกรัฐมนตรีกล่าวจะพยายามเร่งรัดให้เร็วกว่ากำหนด เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน การศึกษา และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

พาชมเครื่องบินบริษัท NZAero

ต่อมา เวลา 15.00 น. ที่โรงจอดเครื่องบิน ท่าอากาศยาน Ardmore นายคริสโตเฟอร์ ลักซอน นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ได้นำนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมเครื่องบินของบริษัท NZAero ด้วยตนเองโดยมีนายสตีเฟน เบอร์โรว์ ผู้บริหารบริษัท NZAero ได้ให้การต้อนรับและบรรยายสรุปเกี่ยวกับการดำเนินงานของบริษัท พร้อมนำนายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมการจัดแสดงเครื่องบิน และการสาธิตเครื่องบินเล็ก CT-4 อย่างใกล้ชิด

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเยี่ยมชม NZAero ครั้งนี้สะท้อนถึงสายสัมพันธ์และความร่วมมืออันยาวนานระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์ โดยประเทศไทยมีความผูกพันกับเครื่องบินของบริษัทมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการนำมาใช้ในภารกิจฝนหลวง ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตลอดจนการใช้เป็นเครื่องบินฝึกบินในประเทศไทย รวมถึงการฝึกบินของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี

 ‘อนุทิน’ชี้สะท้อนมิตรภาพ

นายกรัฐมนตรียังกล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า ตนเองเคยใช้เครื่องบินรุ่นดังกล่าวในการฝึกบินเช่นกัน โดยเป็นเครื่องบินที่มีสมรรถนะและมาตรฐานความปลอดภัยสูง จึงรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสกลับมาเยี่ยมชมเครื่องบินรุ่นที่มีความผูกพันกับประเทศไทยมาอย่างยาวนาน

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีขอบคุณนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ที่ได้ร่วมเดินทางมาเยี่ยมชมเครื่องบินด้วยตนเอง ซึ่งสะท้อนถึงความใกล้ชิดและมิตรภาพระหว่างผู้นำและประชาชนของทั้งสองประเทศ พร้อมเชื่อมั่นว่าการเยี่ยมชมครั้งนี้จะช่วยต่อยอดไปสู่การขยายความร่วมมือระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์ โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมการบิน ให้มีความใกล้ชิดและเกิดผลเป็นรูปธรรมเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาบุคลากร ยกระดับขีดความสามารถ และสร้างโอกาสใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมการบินของทั้งสองประเทศในอนาคต

ต่อยอดให้เป็นประโยชน์กับคนไทย

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายยังได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างบริษัท Top Flying Limited กับบริษัท NZAero ด้วย

ทั้งนี้ การเยี่ยมชมครั้งนี้เป็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแสวงหาองค์ความรู้และโอกาสจากความร่วมมือกับต่างประเทศ เพื่อนำมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์กับคนไทย ทั้งการพัฒนาทักษะ สร้างโอกาสในอุตสาหกรรมการบิน ตลอดจนยกระดับอุตสาหกรรมการบินของไทยให้เติบโตและแข่งขันได้มากขึ้นในอนาคต

นายกฯไทยนิวซีแลนด์

ปปช.คุ้ยคดีโกงสอบ จบแค่อธิบดี สาวไม่ถึงระดับชาติ อปท.โล่งอกเคลียร์สถ. เดินหน้าเชือดขรก.ขี้ฉ้อ ส่งทีมนิติกรลงไปช่วย นิรัตน์การันตีปลอดภัย

22 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ประธาน กมธ.ป.ป.ช.เผยคดีโกงสอบมหาประลัย จ่อจบแค่“อธิบดี-นักการเมืองท้องถิ่น” ยังสาวไม่ถึงนักการเมืองระดับชาติ แย้มตัวละครใหม่ โยงอธิบดีรายใหญ่ อีก 2 คนส่อมีเอี่ยว ด้าน สถ.พร้อมส่งนิติกรลงไปช่วย อบจ.-เทศบาลเดินหน้าถอนบรรจุ ขรก.ขี้ฉ้อ “นิรัตน์”เคลียร์นายกสมาคม อบต.พร้อมปฏิบัติตามคำสั่งส่วนกลาง บอก “มันจบแล้วครับนาย”

เมื่อเวลา 12.35  น. วันที่ 21 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายนิรัตน์   พงษ์สิทธิถาวร   รองปลัดกระทรวงมหาดไทยและรักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีตรียมทีมกฎหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)ทั่วประเทศเดินหน้าเพิกถอนผู้มีรายชื่อเกี่ยวข้องในคดีทุจริตสอบท้องถิ่นว่า ใช้คำว่าบริหารบัญชีดีกว่า เราใช้บัญชีที่ถูกต้อง ที่มีการตรวจตั้งแต่วันแรกแล้ว ซึ่งทางสถ.ขยายผลจากมติคณะกรรมการกลางบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น(ก.กลาง)ซึ่งมีใบผลคะแนนที่ถูก และที่เคยอ้างว่าถูกแต่จริงๆ แล้วผิด แนบไปให้คณะกรรมการข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่นจังหวัด (ก.จังหวัด) ประทับเป็นเอกสารลับ หากจังหวัดใดยังไม่ได้ประชุม ก.จังหวัด อาจจะรู้แค่ชื่อ แต่ยังไม่เห็นใบคะแนนอย่างแน่นอน การที่ไม่เห็นใบคะแนนไม่แปลก เพราะตนไม่ได้โพสต์ลงช่องทางโซเชียล โพสต์ไม่ได้เพราะเป็นข้อมูลส่วนตัว แต่เมื่อประชุมแล้วก็จะเหมือน นายก อบจ.ลำพูนวันก่อนที่พอเห็นใบคะแนนแล้วร้องอ๋อ บอกครบนี่ จบเลย

ส่งนิติกรไปช่วยท้องถิ่น

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการตั้งทีมมอนิเตอร์เรื่องของการฟ้องร้องหรือไม่ นายนิรัตน์ กล่าวว่า อันนี้ด้วยความเป็นห่วง นายก อบจ. นายก อบต.นายกเทศมนตรีทุกเทศบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยรวมถึงนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย จึงบอกว่าเป็นห่วง เผื่อกรณีที่เขาถูกฟ้องจากผู้ที่เราไปเพิกถอนการบรรจุ เราจะช่วยอะไรเขาได้ จึงมีการตั้งทีมนิติกร ซึ่งมีทุกจังหวัดอยู่ในสำนักงานท้องถิ่นจังหวัด ตนให้มอนิเตอร์ทุก อบจ. อบต. เทศบาลเลย หาก อบจ. อบต. หรือเทศบาลไหนถูกฟ้อง ซึ่งเขามีนักกฎหมายและนิติกรอยู่ แต่เราไม่ปล่อย เราจะส่งนิติกรจากท้องถิ่นจังหวัดไปช่วยเลย ทั้งหลักฐาน ผลคะแนนสอบซึ่งทาง สถ.จะประสานข้อมูลในเรื่องคดีกับสำนักงานอัยการสูงสุด อัยการคดีปกครอง ตำรวจ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะประสานงานกันอยู่

เมื่อถามว่า รายงานของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นปี 2568 ชุดที่มี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เป็นประธานหรือยังว่า มีการเชื่อมโยงไปถึงอธิบดี สถ.คนเก่า นายนิรัตน์ กล่าวว่า ตนยังไม่เห็นเอกสารรายละเอียดทั้งหมด

เปลี่ยนตัวบุคคล สกถ.

เมื่อถามอีกว่า มี 1 ข้อเสนอให้ยุบ คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) นายนิรัตน์ กล่าวว่า กสถ.ไม่ใช่องค์กร เป็นโครงสร้างหนึ่งที่มีภารกิจในการจัดสอบ เดี๋ยวต้องมีการปรับเปลี่ยนเรื่องตัวบุคคล แต่หากฝ่ายนโยบายจะให้เขียนข้อกฎหมายเกี่ยวกับ กสถ.ใหม่ จะรับไปปฏิบัติ

เมื่อถามว่า ในรายงานพบว่า มีการพบเส้นเงินมากกว่า 9 พันล้านบาท นายนิรัตน์ กล่าวว่า ในทางคดีอาญา เรื่องเส้นเงิน ต้องบอกว่า ตนไม่ได้ทำ ตรงนี้เป็นเรื่องของตำรวจ ป.ป.ช. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่ดำเนินคดีทางอาญา จะรู้ดีกว่าตน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้นายนิรัตน์ระบุว่า จะมีการรื้อโครงสร้าง กสถ. ระหว่างนี้มีการรื้อไปบ้างแล้วหรือยัง นายนิรัตน์ กล่าวว่า ยัง ขอดูในเรื่องของการบริหารบัญชีผู้เข้าสอบที่ถูกต้องก่อน

เมื่อถามว่าการถอดถอนหลังจากนี้มีความกังวลว่า ผู้ที่ถูกเพิกถอนจะมีการฟ้องกลับหรือไม่ นายนิรัตน์ กล่าวว่า ต้องตรงไปตรงมาตามผลคะแนน เรามีหลักฐานยืนยัน ไม่ได้แกล้งใคร ตนไม่ดูชื่อใครเลยตามนโยบายนายกฯ ปิดชื่อถือพฤติกรรม จำเป็นต้องทำอย่างนั้นจริงๆ ถึงใครก็คนนั้น คะแนนไม่ถึงก็ถอนออก คดีจะผิดหรือไม่ผิดให้ไปฟัง ป.ป.ช.และตำรวจ เมื่อถามย้ำว่า หลังจากนายปกรณ์ส่งรายงานไปยังนายกฯ ทางนายกยังไม่ได้สั่งการให้ดำเนินการอะไรเพิ่มเติมใช่หรือไม่ นายนิรัตน์ กล่าวว่า ยัง

เคลียร์สมาคมอบต.

ทั้งนี้  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังนายนิรัตน์ให้สัมภาษณ์เสร็จสิ้น นายวิระศักดิ์ ฮาดดา นายก อบต.คลองสาม จ.ปทุมธานี ในฐานะนายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย ซึ่งมาร่วมประชุมคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ก.ก.ถ.) ที่มีนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ เป็นประธาน ได้ถือโอกาสเข้ามาพูดคุยกับนายนิรัตน์ พร้อมระบุว่า มั่นใจว่า สถ.ได้ส่งหลักฐานมายังสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย และทางท้องถิ่นทั่วประเทศจะเพิกถอนข้าราชการ และมั่นใจว่า ทุกคนจะไม่โดนฟ้องอย่างแน่นอน พร้อมกับบอกนายนิรัตน์ว่า “มันจบแล้วครับนาย” จากนั้นนายนิรัตน์ได้โอบไหล่นายวิระศักดิ์ และยังจับมือกันด้วย

จบแค่อธิบดีนักการเมืองท้องถิ่น

เช้าวันเดียวกัน นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการป้องการและปราบปรามการทุจริต(กมธ.ปปช.)สภาผู้แทนราษฎร กล่าวในรายการ เจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ถึงกรณีที่ กมธ.ตรวจสอบการทุจริตสอบท้องถิ่นว่าได้รับข้อมูลจากคณะกรรมการชุดของ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯเป็นประธานตรวจสอบและทางป.ป.ช. โดยทางป.ป.ช.ระบุว่า เบื้องต้นข้อมูลไปถึงข้าราชการระดับ 10 ที่เหลือไปไม่ถึงกว่านั้น ส่วนที่มีใครบ้าง ก็เกี่ยวพันตั้งแต่การร่างทีโออาร์ ส่วนนักการเมือง ที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้นมีแต่นักการเมืองท้องถิ่น

เมื่อถามว่าไปถึงแค่อธิบดี 1 คน และมีนักการเมืองท้องถิ่นใช่ไหม นายอาสพลธ์ กล่าวว่า เบื้องต้นมีเท่านี้ เป็นข้อมูลจากการสอบพยาน 500 กว่าปาก จาก 5 พันกว่าปาก พบเส้นทางการเงินประมาณ 9 พันล้านบาท ซึ่งจาก 500 ปาก มีไปถึงแค่ระดับ 10

เมื่่อถามว่า เงิน 9 พันล้านบาทนี่เกี่ยวกับอธิบดีกับนักการเมืองท้องถิ่น มันจะจบแค่นี้ไหม นายอาสพลธ์ กล่าวว่า เราพยายามให้คนที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตทุกระดับมารับโทษ แต่ข้อเท็จจริงพยานหลักฐานมีแค่นี้ และยังมีอธิบดีตั้งแต่ร่างทีโออาร์ ก็มีส่วนเกี่ยวข้องซึ่งปปช.ได้ข้อมูลจำนวนมาก ก็จะเสนอต่อปปช.ไต่่สวนต่อไป

โยงถึงอธิบดี น.

เมื่อถามว่า กรณีนายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดีสถ. เกี่ยวกับการจัดสอบ แต่อธิบดีที่เกี่ยวกับทีโออาร์ ก็จะมีอีกคนใช่หรือไม่ และมาจากไหน นายอาสพลธ์ กล่าวว่า ใช่ เป็นข้อมูลจากคณะทำงานของนายปกรณ์ นิลประพันธ์ ให้ข้อมูลไว้

เมื่อถามว่าระบุชื่อหรือไม่ นายอาสพลธ์ กล่าวว่า ระบุ เมื่อถามต่อว่า นาย น.ใช่หรือไม่ นายอาสพลธ์ กล่าวว่า ใช่ครับ และต่อจากนั้นก็มีอธิบดีอีกท่าน ที่ก่อนนายธีรุตม์

จับกุมไปหลายราย

เมื่อถามว่าแล้วนักการเมืองมีการระบุถึงใครบ้าง นายอาสพลธ์ กล่าวว่า ในส่วนนักการเมืองไม่มีรายชื่อมาให้ นายอาสพลธ์ กล่าวอีกว่า อยากชี้แจงกรณีม.บูรพา ที่มีการสอบแข่งขันในปี 2564 แต่ก่อนการสอบมีการจับกุมตัวปลัดเทศบาลแห่งหนึ่ง ที่จ.นครราชสีมา ที่เป็นกสถ.ด้วย และมีส่วนกับการสอบแข่งขัน เมื่อถามว่าเชื่อมโยงกับนายกควนกาหลง จ.สตูล ที่เป็นกรรมการกสถ.ด้วยกัน และหนีไปที่โคราช เมื่อถามว่าทำไมถึงยกเลิกการสอบที่ม.บูรพา ก็เพราะมีการจับการทุจริตสอบปลัดเทศบาลได้ จึงเป็นการยกเลิกทีโออาร์ แล้วเมื่อร่างทีโออาร์ใหม่ ม.บูรพา บอกไม่คุ้นชิน จึงจัดสอบไม่ได้ และไม่ได้มาเสนอราคา นี่คือข้อมูลที่ได้จากกรรมการสอบข้อเท็จจริง ซึ่งเชิญม.บูรพา มา แต่เขาไม่มา ดังนั้นข้อมูลที่ม.บูรพา ให้กับสื่อจึงไม่ตรงกัน

เมื่อถามว่า แสดงว่าการทุจริตเชื่อมโยงตั้่งแต่ปี 2564 ที่ม.บูรพา เป็นผู้จัด นายอาสพลธ์ กล่าวว่า ถูกต้องและเชื่อมโยงกับการสอบผู้บริหารท้องถิ่น ปี 2565 ที่ม.เกษตร ฯ เนื่องจากวันที่ไปสอบที่บางใหญ่นนทบุรี 11 ราย มี 5 รายที่เกี่ยวพันโกงสอบท้องถิ่นปี 65 จึงเป็นที่มาการตั้งคดีพิเศษ มาอีกคดีหนึ่ง

เมื่อถามว่าแม่ข่ายใหญ่โกงสอบ นี่เกี่ยวข้องที่จ.ศรีสะเกษไหม นายอาสพลธ์ กล่าวว่า ใช่ ดีเอสไอมาสอบสวนไปแล้ว และแจ้งความไปแล้ว 19 คดี ซึ่งเป็นเพราะการจ่ายเงินไปแล้วไม่ได้ ทวงเงินคืนไม่ได้ ก็ไปแจ้งดีเอสไอ และเรามีหลักฐานชัดเจนเรื่องแชตไลน์ของคนจ่ายเงินให้นายหน้า ที่เอาเงินไปให้เจ้าหน้าที่ และเอาเงินไปให้บิ๊กบอส ที่อยู่ในส่วนกลาง โดยคนที่ศรีสะเกษ ที่เป็นอดีตนักการเมืองท้องถิ่น แล้วมาสมัครสส.แต่สอบตก ก็เชื่อมโยงกับคนในดีเอสไอ แล้วเอาเงินไปให้บิ๊กบอสอีกที ซึ่งความคืบหน้าจะต้องเชิญดีเอสไอมาให้ข้อมูลกับกมธ.

ปปช.จี้สาวถึงผู้บงการ

นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)แถลงถึงกรณีที่มีข้อครหาเรื่องการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งมีข้อมูลสะพัดว่ามีวงเงินหมุนเวียนสูงถึง 4,500 – 5,000 ล้านบาท โดยเรียกร้องไปยัง ปปช.ดีเอสไอให้สาวไปถึงตัวผู้บกการและคุ้มครองพยาน    ทั้งยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงฝ่ายบริหารว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) อยู่ภายใต้อำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งหนึ่งในบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งก็เพิ่งถูกจับกุมไป อีกทั้งกรรมการบางรายเคยมีประวัติถูกตั้งข้อหาเกี่ยวกับการทุจริตสอบท้องถิ่นในอดีตอีกด้วย แม้บางคดีจะสู้จนหลุดไปได้ แต่คำถามสำคัญคือ ในช่วงเวลาแต่งตั้งเหตุใดจึงไม่มีการตรวจสอบคุณสมบัติอย่างรอบคอบ รัฐมนตรีจะปฏิเสธความรับผิดชอบว่าไม่เกี่ยวข้องไม่ได้ เพราะเป็นผู้กำกับดูแลและสามารถป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายตั้งแต่ต้น

 “ถ้าวันนี้เราจับแค่คนที่มีรายชื่อกว่า 5,900 ราย สุดท้ายเราก็จับได้แค่ปลาตัวเล็กเอาไปสังเวย แล้วปล่อยให้ปลาตัวใหญ่ลอยนวล กระบวนการยุติธรรมก็จะกลายเป็นเพียงละครปาหี่หลอกประชาชน แล้วคนที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดก็จะถูกตัดตอนไปไม่ถึง วันนี้่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ต้องเอาจริงเอาจัง เราต้องจับปลาตัวใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังบงการกระบวนการเหล่านี้และเอาติดคุกให้หมด โดยเฉพาะนักการเมืองระดับสูง” นายพงศกร ระบุ

สอบนายอำเภอโปร่งใส

กรมการปกครอง(ปค.) กระทรวงมหาดไทย(มท.) ออกเอกสารข่าวชี้แจงกรณีคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชนและการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร รับเรื่องร้องเรียน กรณีข้อพิรุธการสอบนายอำเภอปี พ.ศ.2566 และข้อสงสัยกระดาษคำตอบ พิมพ์ปี พ.ศ. ผิด โดยมีเนื้อหาระบุว่า กรมการปกครองขอเรียนว่า การดำเนินการจัดสอบคัดเลือกข้าราชการในสังกัดกรมการปกครอง เพื่อเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรนายอำเภอ ปี พ.ศ.2566 ได้เริ่มกระบวนการในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2566 และดำเนินการเสร็จสิ้นในเดือนเมษายน พ.ศ.2566 โดยกระบวนการสอบคัดเลือกดังกล่าวเป็นไปตามขั้นตอน หลักเกณฑ์ และวิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวได้ดำเนินการตรวจสอบและแจ้งผลให้ผู้ร้องเรียนทราบแล้ว

ทั้งนี้ กรมการปกครอง ขอเรียนยืนยันว่าการจัดสอบคัดเลือกดังกล่าวไม่อยู่ในห้วงเวลาการทำหน้าที่ของผู้บริหารระดับสูงกระทรวงมทาดไทยชุดปัดปัจจุบันแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม หากผู้ร้องเรียนเห็นว่า ตนไม่ได้รับความเป็นธรรรมจากรณีดังกล่าว สามารถใช้สิทธิตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดได้ต่อไป

เชือดข้าราชการโกงสอบท้องถิ่นโยงอธิบดี

ผู้นำฝ่ายค้าน เฟิร์มเตรียมถกพรรคร่วมฯเคาะ ยื่นซักฟอก เน้นตีแผ่ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ยังอุบจองกฐินใคร

21 สิงหาคม 2569 เวลา 22:03 น.

’ผู้นำฝ่ายค้าน‘ เฟิร์มเตรียมถกพรรคร่วมฯเคาะ ยื่นซักฟอก เน้นตีแผ่ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ กัดกินประเทศ ยังอุบจองกฐินใคร ชี้ ‘คดีฮั้ว สว.’ ต้องบี้ก่อน กกต.มีมติ 31 ส.ค.นี้
 
วันที่ 21 สิงหาคม 2569 ที่ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน ว่า ขอรอการหารือกับพรรคฝ่ายค้านก่อน และขอยังไม่เปิดเผยวันหรือกำหนดเวลายื่นญัตติว่าจะเป็นเมื่อไหร่ ขอยังไม่ออกตัวก่อนเพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาททางการเมือง 

เมื่อถามว่า ทิศทางของฝ่ายค้านจะไปด้วยกันได้หรือไม่ เพราะมีอุดมการณ์บางอย่างที่อาจจะไม่เหมือนกัน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตอนนี้ใครที่ไม่ได้เป็นฝ่ายรัฐบาลก็สามารถคุยได้หมดอยู่ที่ว่าแต่ละพรรคประสงค์ร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยหรือไม่ ยืนยันเพียงใครไม่ได้เป็นรัฐบาลจะส่งเทียบเชิญมาพูดคุย
 
เมื่อถามว่า จากที่คุยมาพรรคใดมีเงื่อนไขหรือไม่ว่าประเด็นใดไม่ต้องการอภิปรายหรือเรื่องไหนต้องการขยี้เป็นพิเศษ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตอนนี้มีการคุยอย่างไม่เป็นทางการ เป็นเพียงการคุยต่างวาระต่างโอกาส แต่จะมีเวทีพูดคุยภายในพร้อมกันอีกครั้ง จึงยังไม่สามารถบอกได้ว่าแต่ละพรรคจะมีเงื่อนไขการอภิปรายอย่างไรบ้าง
 
เมิ่อถามว่า การล็อกเป้าอภิปรายของพรรคประชาชน นอกจากนายกรัฐมนตรีแล้ว มีการพูดคุยกันแล้วหรือไม่ว่าจะมีรัฐมนตรีของพรรคร่วมรัฐบาลอื่นหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ขอหารืออย่างเป็นทางการกับฝ่ายค้านพรรคอื่น ๆก่อน ทั้งนี้ ในช่วงปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร เราได้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยตลอด ซึ่งข้อมูลที่ได้เปิดเผยมาก่อนหน้านี้ เช่น การโกงฮั้ว สว. เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องออกมาเปิดเผยข้อมูลในตอนนี้ เพราะ กกต. กำลังมีมติต่อผู้ที่ถูกกล่าวหาในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อมูลอีกหลายส่วนที่เราได้รับมาจากคนที่อยู่ในระบอบสีน้ำเงิน ที่ยังไม่ได้เปิดเผย ดังนั้น ขอยืนยันว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ จะเป็นการตีแผ่ให้เห็นว่าระบอบสีน้ำเงินกำลังกัดกินประเทศจากภายในอย่างไรบ้าง

การเมืองซักฟอกฝ่ายค้านสีน้ำเงิน

ยศชนัน ลุยน้ำท่วมน่าน แจกถุงยังชีพชาวปัว ดันแก้ท่วมซ้ำซาก

21 สิงหาคม 2569 เวลา 21:35 น.

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงของจังหวัดน่าน ลงพื้นที่ติดตามภาพรวมสถานการณ์อุทกภัยและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่จังหวัดน่านอย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อฟื้นฟูและเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างเร่งด่วน

เวลาประมาณ 13.30 น. รองนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปยังหอประชุมบ้านสถาน ต.สถาน อ.ปัว เพื่อแจกถุงยังชีพซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสมาคมชาวเหนือ ให้แก่ประชาชนผู้ประสบภัย ร่วมกับอดีต สส.น่าน อาทิ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว และ นายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ศ.ดร.ยศชนัน ได้กล่าวให้กำลังใจผู้ประสบภัยอย่างเป็นภาษาเหนือ โดยระบุว่า ในฐานะคนเหนือด้วยกัน เมื่อมีความเดือดร้อนก็ต้องระดมสรรพกำลังจากทุกสารทิศมาช่วยเหลือกันแบบคนละไม้คนละมือ ความเสียหายครั้งนี้เกิดจากฝนที่ตกหนักสะสมบนภูเขาจนเกิดน้ำป่าไหลหลากอย่างรวดเร็ว ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง แต่ขอให้มั่นใจว่าทุกภาคส่วน ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) รวมถึงกรมชลประทาน ได้เตรียมความพร้อมและพยายามอย่างเต็มที่เพื่อลดทอนความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้มวลน้ำเริ่มลดลงและสถานการณ์กำลังคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น จึงเป็นการก้าวเข้าสู่ “ช่วงการฟื้นฟู” โดยหน่วยงานท้องถิ่นจะเร่งเข้ามาดูแลจัดการ หากจำเป็นอาจมีการจ้างเหมาเอกชนเข้ามาช่วยเพื่อให้รวดเร็วขึ้น ในส่วนของโรงเรียน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงกระทรวงสาธารณสุข ได้บูรณาการความร่วมมือกันเพื่อจัดเตรียมยารักษาโรคและมาตรการเยียวยาต่างๆ ไว้รองรับแล้ว

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

“ขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่น การลงพื้นที่ในวันนี้มีเป้าหมายหลัก 2 ประการ คือ 1. ดูแลให้ทุกอย่างกลับสู่สภาวะปกติเรียบร้อย และ 2. สร้างความเชื่อมั่นเพื่อให้นักท่องเที่ยวกลับมาท่องเที่ยวได้ตามปกติ สำหรับระบบสาธารณูปโภค ทั้งไฟฟ้าและประปา จะเร่งจัดการให้เสร็จสิ้นภายใน 1-2 วันนี้ เพื่อให้พี่น้องประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ ผมจะยังคงปักหลักอยู่ในพื้นที่ไปเรื่อยๆ จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น และจะเร่งผลักดันโครงการของกรมชลประทานเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากตลอด 3 ปีที่ผ่านมาให้สำเร็จให้ได้” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวทิ้งท้าย พร้อมเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังเหตุดินถล่มที่อาจเกิดขึ้นตามมาหากมีฝนตกลงมาซ้ำ

ต่อมาในเวลา 15.00 น. คณะได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมศูนย์พักพิง จุฬาฯ ผาสิงห์ อำเภอเมืองน่าน เพื่อเยี่ยมเยียนและพูดคุยกับผู้ประสบภัย บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น โดยจุดแรกได้เข้าเยี่ยมครอบครัวหนึ่ง ซึ่งคุณยายได้กล่าวให้พรแก่รองนายกฯ ขอให้ประสบความสำเร็จและ “มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง” ทำเอารองนายกฯ ตอบกลับอย่างอารมณ์ดีเรียกเสียงหัวเราะว่า “พอแล้วครับ เดี๋ยวภรรยาด่า” ถือเป็นการสร้างรอยยิ้มและผ่อนคลายความเครียดให้แก่ผู้ประสบภัยในศูนย์ฯ

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

จากนั้นเวลา 16.00 น. ศ.ดร.ยศชนัน ได้ลงพื้นที่โรงพยาบาลน่าน เพื่อให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ รวมถึงผู้ป่วยและผู้บาดเจ็บ พร้อมรับฟังบรรยายสรุปมาตรการป้องกันน้ำท่วมของทางโรงพยาบาล ซึ่งมีการเตรียมพร้อมอย่างรัดกุม โดยได้ก่อสร้างกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กรอบนอก และติดตั้งกำแพงรั้วอลูมิเนียมป้องกันน้ำท่วมแบบถอดประกอบได้ความสูงประมาณ 1 เมตร และสามารถเสริมความสูงเพิ่มได้ในเขตชั้นใน (รวมถึงบริเวณห้องเอ็กซเรย์) เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลทะลักเข้าสู่พื้นที่วิกฤต ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อการรักษาผู้ป่วย นับเป็นมาตรการป้องกันเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพ

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

น่านน้ำท่วมยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

หมอวรงค์ จวก วันนอร์ ชงเพิ่มเงินกองทุนอดีต สส.-สว. ลั่นไม่ควรให้ประชาชนเลี้ยงดูตลอดชีวิต ท้าดีเบตกลางสภาฯ

21 สิงหาคม 2569 เวลา 19:23 น.

“หมอวรงค์” ซัด “วันนอร์”ชงเพิ่มเงินกองทุนอดีต สส.-สว. ลั่นไม่ควรให้ประชาชนเลี้ยงดูตลอดชีวิต ท้าดีเบตกลางสภาฯ–ทำโพลถามคนทั้งประเทศ หากลำบากจริงให้ใช้ “บัตรคนจน” เหมือนประชาชน

วันที่ 21 สิงหาคม 2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี เผยกรณีการประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธาน กมธ. คนที่สอง ทำหน้าที่ประธาน ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณารายงานการแปรญัตติเพิ่มและเปลี่ยนแปลงงบประมาณ โดยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา กรรมาธิการ เสนอเติมเงินกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ว่า ตนเองขอยืนยันจุดยืนคัดค้านอย่างเต็มที่ สส.และ สว.ไม่ควรให้ประชาชนมาเลี้ยงดูตลอดชีวิต และมองว่าการรับเงินบำนาญเดือนละกว่า 20,000 บาท เป็นการเอาเปรียบประชาชนเป็นอย่างมาก

ส่วนที่มีการหยิบยกเหตุผลว่า อดีต สส. และ อดีต สว. บางคนลำบากจนไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาล และ อดีต สส. อดีต สว. ก็ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยกันทุกคนนั้น นพ.วรงค์ กล่าวว่า หากลำบากขนาดนั้นจริง ก็ควรไปใช้สิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ บัตรคนจน แทน เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป ไม่ควรมาอ้างเอกสิทธิ์ความเป็นอดีต สส. เพื่อขอเงินภาษีไปจุนเจือตัวเอง ซึ่งหากไม่ได้ใช้เงินจากกองทุนสวัสดิการอดีตสมาชิกรัฐสภาก็มีสิทธิสวัสดิการที่สูงกว่าประชาชนทั่วไปอยู่แล้ว เช่น ค่ารักษาพยาบาลปีละ 10,000 บาท และสิทธิบุตรในการเรียนหนังสือ ซึ่งถือว่าเพียงพอ และมีสิทธิ์มากกว่าประชาชนทั่วไปอยู่แล้ว

ส่วนกรณีที่ นายภราดร ออกมาวิจารณ์นักการเมืองที่โจมตีกองทุนนี้ว่าเป็นการหาแสง ทั้งที่ตนเองก็รับเงินสวัสดิการอยู่นั้น นพ.วรงค์ กล่าวว่า ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ตนเองเคยรับเงินดังกล่าวจริง แต่ปัจจุบันตนมีสำนึกและรับฟังเสียงประชาชนที่มองว่าพฤติกรรมการออกกฎหมายเพื่อยกมืออนุมัติให้นำเงินภาษีจากประชาชนมาเลี้ยงดูพวกพ้องเป็นเรื่องที่รับไม่ได้

“ผมไม่ได้หาแสง แต่ผมทำตามความต้องการของประชาชน พวกหาแสงคือพวกที่พูดเฉยๆ แต่ไม่ทำอะไร ผมขอท้าคุณภราดรมาดีเบตกันในสภาฯ ในวาระ 2 ช่วงที่มีการถ่ายทอดสดเลยดีกว่า” นพ.วรงค์ กล่าว

อย่างไรก็ตามเพื่อให้เกิดความชัดเจนถึงการใช้กองทุนสวัสดิการอดีตสมาชิกรัฐสภา ในการรับเงินบำนาญ ขอเสนอให้ถามความเห็นจากประชาชนว่าเห็นด้วยหรือไม่ โดยเรียกร้องให้สภาฯ หรือสำนักโพลที่น่าเชื่อถือ จัดทำแบบสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศว่า เห็นด้วยหรือไม่ที่จะนำเงินภาษีไปจ่ายเป็นเงินบำนาญให้อดีต สส. และ สว. เดือนละกว่า 20,000 บาทไปจนกระทั่งเสียชีวิต

“นี่คือเงินภาษีประชาชน ไม่ใช่เงินของนักการเมือง ดังนั้นต้องถามเจ้าของเงินว่าเขาเห็นด้วยไหม อย่ามาแอบอ้างทำกันเองในสภาฯ ผมพร้อมที่จะดีเบตเรื่องนี้แบบเห็นหน้ากันในสภาฯ เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน” นพ.วรงค์ กล่าวทิ้งท้าย

วันนอร์หมอวรงค์

‘เจเศรษฐ์’ ลุยต่อ นำทีม ปภ.-โยธาฯ สำรวจความเสียหาย ระดมทรัพยากรฟื้นฟู อ.ปัว หลังน้ำลด

21 สิงหาคม 2569 เวลา 19:22 น.

เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์

วันนี้ 21 ส.ค. 69 นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน เดินหน้าช่วยเหลือและฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง พร้อมพบปะพี่น้องประชาชนในพื้นที่ เพื่อรับฟังปัญหาและความเสียหายของพี่น้องประชาชน ประเมินความเดือดร้อน และวางแผนจัดสรรทรัพยากรช่วยเหลือให้ตรงจุดและรวดเร็วที่สุด

การลงพื้นที่ครั้งนี้ ได้บูรณาการหลายหน่วยงาน ทั้งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมการปกครอง การประปาส่วนภูมิภาค และอาสาสมัคร ระดมทรัพยากรและเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าพื้นที่ เพื่อเร่งเคลื่อนย้ายสิ่งของ ทำความสะอาดดินโคลนและขยะตามบ้านเรือนประชาชน และฟื้นฟูสาธารณูปโภคที่ได้รับผลกระทบ

เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์

สำหรับเครื่องจักรกลสาธารณภัยจาก ปภ. ที่สนับสนุนในการเข้าช่วยเหลือพื้นที่ ประกอบด้วย รถขุดตัก 4 คัน รถบรรทุกเทท้าย 6 ล้อ 8 คัน รถผลิตน้ำดื่ม 1 คัน รถโรงครัวสนาม 1 คัน และรถบรรทุกน้ำขนาด 10,000 ลิตร 1 คัน สนับสนุนฟื้นฟูในพื้นที่เต็มกำลัง ขณะเดียวกันยังระดมรถน้ำฉีดล้างทำความสะอาดบ้านเรือน เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติเร็วที่สุด

นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า การช่วยเหลือหลังน้ำลดต้องเดินหน้าต่อทันที เพราะความเดือดร้อนของประชาชนไม่ได้จบลงพร้อมกับระดับน้ำที่ลดลง โดยเฉพาะบ้านเรือนที่มีโคลนและสิ่งสกปรกตกค้าง รวมถึงทรัพย์สินและระบบสาธารณูปโภคที่ได้รับความเสียหาย จึงต้องระดมกำลังคนและเครื่องจักรเข้าไปช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว พร้อมรับฟังปัญหาจากประชาชนในพื้นที่โดยตรง เพื่อให้การช่วยเหลือสอดคล้องกับความต้องการจริงของประชาชน

เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์

“น้ำลดแล้ว งานของเรายังไม่จบ สิ่งที่ต้องทำต่อคือเร่งฟื้นฟูทุกด้าน ผมอยากให้พี่น้องชาวปัวกลับเข้าบ้าน กลับมาทำมาหากิน และกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติเร็วที่สุด” นายเจเศรษฐ์ กล่าว
มท.3 ยังได้กำชับให้ทุกหน่วยงานติดตามสถานการณ์ฝนและระดับน้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดกำลังคนและทรัพยากรให้สามารถรองรับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเน้นการทำงานเชิงรุก เข้าถึงพื้นที่จริง และแก้ไขปัญหาให้ตรงกับความเดือดร้อนของประชาชน

ด้าน นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดี ปภ. กล่าวว่า ได้สั่งการให้ศูนย์ ปภ. เขตที่รับผิดชอบจังหวัดน่านและพื้นที่ใกล้เคียง สนับสนุนเครื่องจักรกลสาธารณภัย เข้าช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่บ้านเรือนประชาชนและสิ่งสาธารณประโยชน์ภายหลังน้ำลด ทั้งในพื้นที่ อ.ปัว และ อ.เมืองฯ ตามแผนฟื้นฟูของจังหวัดน่าน อย่างต่อเนื่องเพื่อให้น่านกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์
เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์
เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์
เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์
เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์
เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์
เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์
เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์
เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์
เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์
เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์
เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์
เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์
เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์
เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์
เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM 

น่านน้ำท่วมปภ.อ.ปัวเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์

อุตุฯ อังกฤษเตือน”เอลนีโญ” รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์-ปี 2027 อาจร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

อุตุฯ อังกฤษเตือน"เอลนีโญ" รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์-ปี 2027 อาจร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

21 ส.ค. 2569 16:55 น.

อุตุฯ อังกฤษเตือน”เอลนีโญ” รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์-ปี 2027 อาจร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

สำนักอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร เตือนปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังก่อตัวและทวีความรุนแรงในมหาสมุทรแปซิฟิก มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นปรากฏการณ์เอลนีโญที่ “รุนแรงที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยเผชิญ” โดยเมื่อผนวกเข้ากับสภาวะโลกร้อนที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ ส่งผลให้มีความเป็นไปได้สูงมากที่ปี 2027 จะกลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ของโลก 

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาสหราชอาณาจักร (Met Office) เตือนว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่กำลังก่อตัวขึ้นเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก มีแนวโน้มรุนแรงที่สุดเท่าที่คนรุ่นปัจจุบันเคยประสบ และอาจส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ภูมิอากาศตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นระยะ โดยทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงต่อสภาพอากาศรุนแรงในหลายพื้นที่ เมื่อเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะโลกร้อนจากกิจกรรมของมนุษย์ ผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้วอาจรุนแรงยิ่งขึ้น

Met Office ระบุว่า มีความเป็นไปได้สูงมากที่เอลนีโญครั้งนี้จะทำให้ ปี 2027 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติการณ์ แซงหน้าปี 2024 ซึ่งครองสถิติอยู่ในปัจจุบัน

ศาสตราจารย์ อดัม สเคฟ หัวหน้าฝ่ายพยากรณ์ระยะยาวของ Met Office กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเขาไม่เคยเห็นสัญญาณเอลนีโญที่รุนแรงเช่นนี้ในแบบจำลองพยากรณ์ของหน่วยงาน ขณะเดียวกัน มีหลักฐานเพิ่มขึ้นว่าสภาพอากาศในหลายพื้นที่ของโลกเริ่มได้รับอิทธิพลจากเอลนีโญแล้ว เช่น ปริมาณฝนมรสุมในอินเดียที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และกิจกรรมของพายุเฮอริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติกที่ลดลง

เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์สภาพอากาศตามธรรมชาติที่มักเกิดขึ้นทุก 2-7 ปี และแต่ละครั้งอาจกินเวลาประมาณ 1 ปี โดยปกติ ลมสินค้าในมหาสมุทรแปซิฟิกจะพัดจากตะวันออกไปตะวันตก แต่ในช่วงเอลนีโญ ลมดังกล่าวจะอ่อนกำลังลงหรืออาจเปลี่ยนทิศทาง ส่งผลให้น้ำทะเลอุ่นเคลื่อนตัวไปทางตะวันออกมากขึ้น ความร้อนจากมหาสมุทรจะถูกถ่ายเทขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงขึ้น และเปลี่ยนแปลงรูปแบบการกระจายตัวของฝนในหลายภูมิภาค

นักวิทยาศาสตร์จะประกาศการเกิดเอลนีโญเมื่ออุณหภูมิผิวน้ำทะเลในพื้นที่สำคัญของมหาสมุทรแปซิฟิกสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างน้อย 0.5 องศาเซลเซียส

แต่การตรวจวัดในปัจจุบันพบว่า อุณหภูมิในบริเวณดังกล่าวสูงกว่าค่าปกติมากกว่า 2 องศาเซลเซียส แล้ว และแบบจำลองล่าสุดของ Met Office คาดว่าอุณหภูมิที่สูงกว่าปกติอาจเพิ่มขึ้นเกิน 3 องศาเซลเซียส ในช่วงปลายปีนี้ เมื่อเอลนีโญเข้าสู่จุดสูงสุด หากเป็นเช่นนั้น จะถือเป็นระดับที่ไม่เคยพบในข้อมูลย้อนหลังไปถึงปี 1950 และอาจเป็นเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19

นักวิทยาศาสตร์ยังพบว่า น้ำทะเลในระดับความลึกประมาณ 100 เมตรบางพื้นที่มีอุณหภูมิสูงกว่าปกติถึงประมาณ 8 องศาเซลเซียส ซึ่งอาจทำหน้าที่เป็นแหล่งสะสมความร้อนขนาดใหญ่ ช่วยเสริมกำลังให้เอลนีโญรุนแรงขึ้น

กลุ่มวิจัยด้านภูมิอากาศบางแห่งคาดการณ์ว่า เอลนีโญอาจรุนแรงกว่าที่ Met Office ประเมินไว้ โดยอุณหภูมิอาจสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 4 องศาเซลเซียส หากเกิดขึ้นจริง เฮาส์ฟาเธอร์ระบุว่า อาจเป็นไปได้ที่จะเรียกเหตุการณ์ครั้งนี้ว่าเป็นเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดในรอบ 500 ปี หรือแม้แต่ 1,000 ปี แม้จะไม่สามารถยืนยันได้อย่างแน่ชัด เนื่องจากไม่มีข้อมูลที่ละเอียดเพียงพอย้อนหลังไปไกลขนาดนั้น

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO ระบุว่า ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เอลนีโญเกิดบ่อยขึ้นหรือมีความรุนแรงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการศึกษาและถกเถียงในแวดวงวิทยาศาสตร์

รายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ IPCC เมื่อปี 2021 ระบุว่า ความรุนแรงของเอลนีโญเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ปี 1950 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาย้อนหลังไปถึงประมาณปี 1400 และเอลนีโญที่มีความรุนแรงสูงก็เกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทางประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า ความรุนแรงของเอลนีโญมีความผันผวนอย่างมากตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา จึงยังเป็นเรื่องยากที่จะสรุปว่าการเพิ่มขึ้นในช่วงหลังเป็นผลโดยตรงจากภาวะโลกร้อน สิ่งที่ชัดเจนคือ ปัจจุบันเอลนีโญเกิดขึ้นท่ามกลางโลกที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นอยู่แล้ว ทำให้ผลกระทบต่อสภาพอากาศมีแนวโน้มรุนแรงมากกว่าในอดีต

การเปลี่ยนแปลงการกระจายตัวของความร้อนในมหาสมุทร รวมถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบลมในชั้นบรรยากาศ สามารถส่งผลต่อสภาพอากาศในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลก เอลนีโญแต่ละครั้งไม่ได้มีรูปแบบเหมือนกันทั้งหมด แต่มีหลักฐานว่าผลกระทบเริ่มปรากฏแล้ว โดยในเอเชียใต้ เอลนีโญอาจทำให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีฝนลดลง และในปี 2026 ปริมาณฝนมรสุมในพื้นที่ดังกล่าวต่ำกว่าค่าปกติอย่างมาก

ขณะที่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบลมบริเวณทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแอตแลนติกเขตร้อนอาจลดกิจกรรมของพายุเฮอริเคน โดยฤดูพายุในปีนี้จนถึงขณะนี้มีพายุที่ได้รับการตั้งชื่อเพียง 3 ลูก

สำหรับพื้นที่ใกล้มหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน ผลกระทบอาจรุนแรงเป็นพิเศษ โดยออสเตรเลียมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากภัยแล้งและไฟป่า ขณะที่เปรู เอกวาดอร์ และพื้นที่ทางตอนใต้ของสหรัฐฯ อาจเผชิญความเสี่ยงน้ำท่วมมากขึ้น

สำหรับสหราชอาณาจักร Met Office ระบุว่า เอลนีโญไม่น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดคลื่นความร้อนทำลายสถิติในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลชัดเจนขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและต้นฤดูหนาว โดยเพิ่มโอกาสที่พื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของยุโรป รวมถึงสหราชอาณาจักร จะเผชิญสภาพอากาศที่มีฝนตกมากและพายุรุนแรง ในทางตรงกันข้าม เอลนีโญอาจเพิ่มโอกาสเกิดสภาพอากาศหนาวเย็นในช่วงปลายฤดูหนาวได้เช่นกัน แม้ความเชื่อมโยงระหว่างปรากฏการณ์ทั้งสองจะยังไม่ชัดเจนมากนัก

ในช่วงที่เกิดเอลนีโญ มหาสมุทรจะปลดปล่อยความร้อนจำนวนมากเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ ส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในปีปฏิทินถัดจากช่วงที่เอลนีโญเข้าสู่จุดสูงสุดในฤดูหนาว

นิก ดันสโตน นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศของ Met Office ระบุว่า ด้วยเหตุนี้จึงมีความเป็นไปได้สูงมากที่ ปี 2027 จะทำลายสถิติปี 2024 และกลายเป็นปีที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้

ขณะที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO เตือนเมื่อต้นเดือนนี้ว่า เอลนีโญอาจทำให้ประชาชนหลายสิบล้านคนในประเทศที่มีความเปราะบางเผชิญความเสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนอาหารขั้นรุนแรง ซึ่งอาจกลายเป็นวิกฤตด้านความมั่นคงทางอาหารในหลายพื้นที่ทั่วโลก.

ที่มา BBC

เม็กซิโกช่วย 2 ชาวประมง ลอยทะเลใน “ถังน้ำแข็ง” นาน 5 วัน ไร้น้ำและอาหาร

เม็กซิโกช่วย 2 ชาวประมง ลอยทะเลใน "ถังน้ำแข็ง" นาน 5 วัน ไร้น้ำและอาหาร

21 ส.ค. 2569 16:03 น.

เม็กซิโกช่วย 2 ชาวประมง ลอยทะเลใน “ถังน้ำแข็ง” นาน 5 วัน ไร้น้ำและอาหาร

ชาวประมง 2 คนในเม็กซิโกรอดชีวิตอย่างหวุดหวิด หลังเรือประมงประสบเหตุจนขาดการติดต่อและทั้งคู่ต้องลอยอยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิกนาน 5 วัน โดยไม่มีอาหารหรือน้ำดื่ม ก่อนกองทัพเรือเม็กซิโกค้นพบทั้งสองคนลอยอยู่ภายในถังน้ำแข็งขนาดใหญ่ ห่างจากชายฝั่งรัฐเชียปัสกว่า 240 กิโลเมตร และช่วยเหลือนำตัวขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัย

ชาวประมง 2 คนในเม็กซิโกได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัย หลังต้องลอยอยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิกนานถึง 5 วัน โดยไม่มีอาหารหรือน้ำดื่ม และอาศัยอยู่ภายในถังน้ำแข็งขนาดใหญ่ ก่อนเจ้าหน้าที่กองทัพเรือเม็กซิโกจะค้นพบและช่วยเหลือได้สำเร็จเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (19 ส.ค.)

กองทัพเรือเม็กซิโกเปิดเผยว่า ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม หลังสหกรณ์ประมงของชายทั้งสองแจ้งเหตุฉุกเฉินว่าไม่สามารถติดต่อชาวประมงวัย 53 ปีและ 32 ปีได้

รายงานระบุว่า ทั้งสองออกเรือจากเมืองปาเรดอน ในรัฐเชียปัส ทางตอนใต้ของเม็กซิโก เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม เพื่อออกไปทำประมงในมหาสมุทรแปซิฟิก แต่วันรุ่งขึ้นได้ขาดการติดต่อทางวิทยุ ขณะอยู่ห่างจากชายฝั่งประมาณ 120 กิโลเมตร

กองทัพเรือระดมกำลังค้นหาทั้งทางเรือและทางอากาศ ครอบคลุมพื้นที่มหาสมุทรเป็นบริเวณกว้าง โดยส่งเรือออกค้นหาตามเส้นทางที่คาดว่าชาวประมงทั้งสองน่าจะเดินทางผ่าน พร้อมใช้เครื่องบินตรวจการณ์ค้นหาจากทางอากาศ

ในที่สุด หลังผ่านไป 5 วัน เจ้าหน้าที่พบชายทั้งสองลอยอยู่กลางทะเล ห่างจากชายฝั่งรัฐเชียปัสมากกว่า 240 กิโลเมตร หรือกว่า 130 ไมล์ทะเล และอยู่ใกล้ชายแดนกัวเตมาลา

ภาพที่กองทัพเรือเผยแพร่แสดงให้เห็นชายทั้งสองอยู่ภายในถังน้ำแข็งสีฟ้าขนาดใหญ่ ซึ่งลอยอยู่ท่ามกลางคลื่นทะเล เจ้าหน้าที่นำเรือเข้าไปใกล้ ก่อนช่วยยกชายทั้งสองขึ้นจากถังและนำตัวขึ้นเรือได้อย่างปลอดภัย เจ้าหน้าที่ระบุว่า ชายทั้งสองมีอาการขาดน้ำอย่างรุนแรง แต่โดยรวมอาการคงที่ ก่อนถูกนำตัวส่งกลับเข้าฝั่งโดยทางอากาศ และได้รับการรักษาพยาบาล จากนั้นจึงได้กลับไปพบครอบครัวอีกครั้ง

หนึ่งในชาวประมงกล่าวในวิดีโอที่กองทัพเรือเผยแพร่ว่า พวกเขาไม่คิดว่าจะรอดชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ และสิ่งเดียวที่ทำได้คือสวดภาวนาต่อพระเจ้าและรอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่กองทัพเรือ ส่วนชาวประมงอีกคนกล่าวว่า นี่เป็นประสบการณ์ที่ยากลำบากที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้ และไม่อยากให้ใครต้องประสบกับเหตุการณ์เช่นนี้ แม้แต่ศัตรูที่เกลียดชังที่สุด ทั้งสองเปิดเผยว่า ตลอด 5 วันที่ลอยอยู่กลางทะเล พวกเขา ไม่ได้กินหรือดื่มอะไรเลย

กองทัพเรือเม็กซิโกระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทัพเรือในการปกป้องชีวิตประชาชนในทะเล และยืนยันว่าหน่วยปฏิบัติการทั้งทางเรือและทางอากาศทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องจนสามารถระบุตำแหน่งของผู้สูญหายและช่วยเหลือได้สำเร็จ

ขณะนี้ทางการกำลังสอบสวนว่า เหตุใดเรือประมงของชายทั้งสองจึงออกนอกเส้นทางไปไกลจากชายฝั่งหลายร้อยกิโลเมตร โดยเบื้องต้นมีข้อสันนิษฐานว่า กระแสลมแรงและสภาพอากาศเลวร้ายอาจมีส่วนทำให้เรือถูกพัดออกนอกเส้นทาง

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกับเรือประมงลำดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการจม การขัดข้อง ลอยออกจากตัวชาวประมงทั้งสอง หรือสูญหายไปในทะเลด้วยสาเหตุอื่น.

ที่มา CNN / Daily Express

กัมพูชาเปิดอาคารวุฒิสภาแห่งใหม่ พบชื่อมหาเศรษฐีถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรเป็นผู้บริจาค

กัมพูชาเปิดอาคารวุฒิสภาแห่งใหม่ พบชื่อมหาเศรษฐีถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรเป็นผู้บริจาค

21 ส.ค. 2569 15:03 น.

กัมพูชาเปิดอาคารวุฒิสภาแห่งใหม่ พบชื่อมหาเศรษฐีถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรเป็นผู้บริจาค

กัมพูชาเปิดอาคารวุฒิสภาแห่งใหม่ในกรุงพนมเปญอย่างเป็นทางการ โดยสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี เสด็จฯ เป็นประธานในพิธี ขณะที่รายชื่อผู้บริจาคก่อสร้างอาคารเผยให้เห็นชื่อมหาเศรษฐีรายใหญ่ของประเทศ รวมถึงนาย ลี ยง พัด ซึ่งถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร จากกรณีเชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์และขบวนการค้ามนุษย์

กัมพูชาเปิดอาคารวุฒิสภาแห่งใหม่ หรือ “พระราชวังสามัคคี” (Samaki Palace) อย่างเป็นทางการวันนี้ (21 ส.ค.) ในกรุงพนมเปญ โดยสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี ทรงเป็นประธานในพิธี ท่ามกลางการเข้าร่วมของเจ้าหน้าที่ระดับสูง สมาชิกวุฒิสภา นักการทูต และแขกจากต่างประเทศ

พระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี ทรงตัดริบบิ้นเปิดอาคาร โดยมีนายฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา บุตรชายของฮุน เซน รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงร่วมในพิธี

กษัตริย์นโรดม สีหมุนี ตรัสว่า ทรงยินดีอย่างยิ่งที่ได้ทรงเป็นประธานในพิธีเปิดพระราชวังสามัคคี ซึ่งถือเป็นความสำเร็จและความภาคภูมิใจของประเทศ

อาคารดังกล่าวริเริ่มโดยฮุน เซน เป็นอาคารสูงประมาณ 4 ชั้นครึ่ง มีลานจอดเฮลิคอปเตอร์บนดาดฟ้า และจะใช้เป็นหลักสำหรับรองรับการเยือนของบุคคลสำคัญจากต่างประเทศ รวมถึงเป็นสถานที่ทำงานของผู้บริหารระดับสูงของวุฒิสภาและใช้จัดงานต้อนรับแขกทั้งในและต่างประเทศ

กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาระบุว่า อาคารแห่งนี้มีขนาดประมาณ 79 เมตรคูณ 47 เมตร เริ่มก่อสร้างหลังพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2024 และก่อสร้างแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2025

ทางการกัมพูชาไม่ได้เปิดเผยมูลค่าการก่อสร้าง แต่ป้ายรายชื่อภายในอาคารระบุชื่อผู้บริจาค 11 ราย โดยมีชื่อของ ลี ยง พัด สมาชิกวุฒิสภาและนักธุรกิจรายใหญ่ของกัมพูชาอยู่ในลำดับแรก และเจ้าตัวเข้าร่วมพิธีเปิดอาคาร

ลี ยง พัด ถูกทางการสหรัฐฯ คว่ำบาตรในปี 2024 โดยสหรัฐฯ กล่าวหาบริษัทของเขาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติต่อผู้ที่ถูกค้ามนุษย์เพื่อให้เข้าไปทำงานในศูนย์หลอกลวงออนไลน์

อย่างไรก็ตาม ลี ยง พัด ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่เชื่อมโยงเขากับเครือข่ายอาชญากรรมทางไซเบอร์และการฟอกเงิน โดยระบุว่าข้อกล่าวหาเป็นข้อมูลเท็จและสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของเขา

กัมพูชากลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมหลอกลวงข้ามชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเครือข่ายมิจฉาชีพใช้ทั้งผู้ที่สมัครใจและผู้ที่ถูกค้ามนุษย์เข้าไปทำงาน หลอกเหยื่อทั่วโลกให้สูญเสียเงินหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี ผ่านวิธีการต่าง ๆ เช่น การสร้างความสัมพันธ์เชิงชู้สาวปลอม และการหลอกให้ลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล

หนึ่งในผู้บริจาคอาคารที่มีรายชื่ออยู่ในป้ายเช่นกันคือ ฮุน โต นักธุรกิจและลูกพี่ลูกน้องของฮุน มาเนต โดยฮุน โตเปิดเผยเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า เขาเคยถือหุ้น 30% ในแพลตฟอร์มชำระเงินดิจิทัล “ฮวยวัน เพย์”  ซึ่งปัจจุบันปิดดำเนินการแล้ว และถูกเชื่อมโยงกับการหลอกลวงทางไซเบอร์และการฟอกเงิน

ฮุน โต ยืนยันว่า แม้เคยถือหุ้น แต่ไม่ได้เข้าไปบริหารการดำเนินงาน และ “ไม่เคยได้รับผลกำไร เงินปันผล หรือทรัพย์สินใด ๆ” จาก”ฮวยวัน เพย์”

รัฐบาลสหรัฐฯ กล่าวหาเมื่อปีที่ผ่านมาว่า “กลุ่มฮวยวัน” (Huione Group) ซึ่งเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มดังกล่าว รวมถึงบริษัทอื่น ๆ อีกหลายแห่ง มีส่วนฟอกเงินให้กับกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติที่ดำเนินการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นายหลี่ สง อดีตประธานกลุ่มฮวยวันกรุ๊ป ถูกส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปยังจีนเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา หลังทางการจีนกล่าวหาว่าเขามีบทบาทสำคัญในเครือข่ายการพนันและฉ้อโกงข้ามชาติขนาดใหญ่ ขณะที่ธนาคารแห่งชาติกัมพูชาได้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจของแพลตฟอร์มฮวยวันแล้ว

สำหรับอาคารพระราชวังสามัคคีแห่งใหม่นี้ วุฒิสภากัมพูชาระบุว่า ฮุน เซน เป็นผู้ริเริ่มโครงการ เพื่อรองรับภารกิจที่เพิ่มขึ้นของวุฒิสภาและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในระยะยาว โดยจะใช้เป็นสำนักงานของผู้นำวุฒิสภา รวมถึงรองรับภารกิจด้านการทูตรัฐสภา และการติดต่อกับประชาชนและชุมชนท้องถิ่น

ขณะที่ พระราชวังจำการมน หรือ “อาคารแดง” ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และเกี่ยวข้องกับมรดกของอดีตกษัตริย์นโรดม สีหนุ จะยังคงใช้เป็นสถานที่ประชุมวุฒิสภาต่อไป

ทางวุฒิสภาระบุว่า การประชุมเต็มคณะจะยังคงเป็นเวทีสำหรับพิจารณาร่างกฎหมาย กฎหมาย และประเด็นต่าง ๆ โดยยึดหลักการปรองดอง ความเป็นเอกภาพ และความสามัคคี ขณะที่อาคารแห่งใหม่สะท้อนความพยายามของกัมพูชาในการปรับปรุงและพัฒนาสถาบันรัฐสภาให้ทันสมัย ควบคู่กับการอนุรักษ์สถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อมรดกทางการเมืองของประเทศ.

ที่มา AFP / Kampucheathmey Daily