กรมที่ดิน ตอกย้ำมาตรฐานงานบริการประชาชน 79 สำนักงานที่ดิน คว้ารางวัลศูนย์ราชการสะดวก GECC ประจำปี 2569

19 สิงหาคม 2569 เวลา 17:12 น.

กรมที่ดิน ตอกย้ำมาตรฐานงานบริการประชาชน 79 สำนักงานที่ดิน คว้ารางวัลศูนย์ราชการสะดวก GECC ประจำปี 2569 เดินหน้ายกระดับการให้บริการประชาชนให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และเข้าถึงง่าย

กรมที่ดิน เข้ารับมอบโล่และตรารับรองมาตรฐานการให้บริการของศูนย์ราชการสะดวก (Government Easy Contact Center: GECC) ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยได้รับเกียรติจาก นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบฯ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการให้บริการประชาชนของหน่วยงานของรัฐที่มีการให้บริการด้วยความ “สะดวก รวดเร็ว เข้าถึงง่าย” โดยกรมที่ดิน ได้รับการรับรองมาตรฐานการให้บริการของศูนย์ราชการสะดวก (GECC) ประจำปี พ.ศ. 2569 จำนวน 79 แห่ง นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกรมที่ดินในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพการให้บริการประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งเป็นระดับก้าวหน้า จำนวน 5 แห่ง และระดับพื้นฐาน จำนวน 74 แห่ง การรับรองมาตรฐานศูนย์ราชการสะดวก (GECC) มีเกณฑ์การประเมินที่ครอบคลุมทั้งด้านสถานที่ ด้านคุณภาพการให้บริการ และด้านผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับ โดยมุ่งส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐพัฒนาการให้บริการที่สะดวก รวดเร็ว เข้าถึงง่าย โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่มีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการอย่างแท้จริง

นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน เปิดเผยว่า การที่สำนักงานที่ดินได้รับการรับรองมาตรฐาน GECC ประจำปี 2569 ถือเป็นความภาคภูมิใจของกรมที่ดิน และเป็นผลจากความร่วมมือร่วมใจของผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรของสำนักงานที่ดินทั่วประเทศ ซึ่งมีความมุ่งมั่นในการพัฒนางานบริการโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ เพื่ออำนวยความสะดวก ลดขั้นตอน และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนที่มาติดต่อราชการ
โดยในปี 2569 มีสำนักงานที่ดินได้รับการรับรองมาตรฐาน GECC จำนวน 79 แห่ง แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาและยกระดับงานบริการที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะการได้รับรางวัลระดับก้าวหน้าหรือโล่สีเงิน จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สำนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์ สำนักงานที่ดินจังหวัดสตูล สำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี และสำนักงานที่ดินจังหวัดมหาสารคาม สาขาพยัคฆภูมิพิสัย อีกทั้งยังได้รับการรับรองในระดับพื้นฐานหรือโล่สีฟ้า จำนวน 74 แห่ง สำนักงานที่ดินที่ผ่านการรับรองได้ดำเนินการพัฒนางานบริการในทุกมิติ ทั้งการปรับปรุงสถานที่และภูมิทัศน์ให้เหมาะสมกับการให้บริการ การจัดพื้นที่จอดรถ ห้องน้ำที่สะอาด และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และประชาชนทุกกลุ่ม รวมทั้งการพัฒนาบุคลากรให้มีจิตบริการ มีความรู้ ความสามารถ และทักษะที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงาน พร้อมนำระบบเทคโนโลยีมาสนับสนุนการให้บริการ อาทิ ระบบติดตามสถานะงาน ระบบคิวอัตโนมัติ SmartLands Application ระบบนัดหมายจดทะเบียนล่วงหน้า และช่องทางให้บริการข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก

อธิบดีกรมที่ดิน กล่าวเพิ่มเติมว่า รางวัลดังกล่าวเป็นเครื่องยืนยันถึงความตั้งใจของบุคลากรกรมที่ดินในการพัฒนาการบริการและสถานที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน ขณะเดียวกัน สำนักงานที่ดินที่ได้รับการรับรองจะต้องรักษามาตรฐานและพัฒนาคุณภาพการให้บริการให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยกรมที่ดินจะนำผลสำเร็จในครั้งนี้มาเป็นพลังขับเคลื่อนให้สำนักงานที่ดินทั่วประเทศยกระดับการบริการด้วยหัวใจ มุ่งเน้นความสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมผลักดันให้สำนักงานที่ดินทั้ง 462 แห่งทั่วประเทศก้าวสู่การเป็นศูนย์ราชการสะดวกอย่างครอบคลุมต่อไปในอนาคต

ปลานิลกระชังลำปาวฟื้น! เดินหน้าอนุบาลปลาคึกคัก เร่งผลิตรับตลาดสดใส

18 สิงหาคม 2569 เวลา 14:48 น.

ปลานิลกระชังลำปาวฟื้น! สหกรณ์กาฬสินธุ์เดินหน้าอนุบาลปลาคึกคัก ราคาประกันดีดกลับ กก.ละ 65-75 บาท เร่งผลิตรับตลาดสดใส

         วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ติดตามบรรยากาศการเลี้ยงปลานิลในกระชังของเกษตรกร สมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังเขื่อนลำปาว จำกัด ต.ภูดิน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ พบว่าบรรยากาศกลับมาคึกคักอีกครั้ง เกษตรกรเร่งเพาะพันธุ์และอนุบาลลูกปลานิลและปลาทับทิมเพื่อเตรียมจับขาย หลังสถานการณ์ปรับตัวดีขึ้นจากวิกฤตพลังงานและภาวะปลาล้นตลาดในช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

         นายคารม อิ่มแมน หัวหน้าฝ่ายผลิตและส่งเสริมการเลี้ยงปลานิลในกระชัง สหกรณ์ผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังเขื่อนลำปาว จำกัด เปิดเผยว่า สหกรณ์ฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2560 และยกระดับเป็นกลุ่มแปลงใหญ่เมื่อปี 2563 ปัจจุบันมีสมาชิก 48 ราย รวมตัวกันเพื่อสร้างอำนาจต่อรองทางการค้าและปัจจัยการผลิตกับกลุ่มนายทุน

         นายคารม ระบุว่า ในช่วงวิกฤตพลังงานและสภาพอากาศวิปริตช่วงต้นฤดูฝนที่ผ่านมา เกิดปัญหาน้ำแดงทำให้ผลผลิตในกระชังเสียหายไปถึง 30% และมีปลาล้นตลาดสะสม 2–3 ตัน จนราคาร่วงหนักจาก 65 บาท เหลือเพียง 32 บาทต่อกิโลกรัม

         ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ สภาพน้ำและสัตว์น้ำปรับตัวได้ดี โดยมีราคาประกันผลผลิตและต้นทุนปัจจัยการผลิตดังนี้ ราคาประกันผลผลิต (ราคาขายส่ง) : ปลานิล (ปลาดำ): กิโลกรัมละ 65 บาท และ ปลาทับทิม (ปลาแดง) : กิโลกรัมละ 75 บาท ส่วนต้นทุนปัจจัยการผลิต ลูกปลานิลอนุบาล ตัวละ 4 บาท , ลูกปลาทับทิมอนุบาล: ตัวละ 6 บาท และอาหารปลา (ขนาด 20 กก.) ถุงละ 730 บาท

         เกษตรกรในพื้นที่ต่างมีความหวังที่สดใสว่า ตลาดปลานิลและปลาทับทิมจะเติบโตได้ดี ช่วยสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับชุมชนต่อไป

กาฬสินธุ์ปลาทับทิมปลานิลปลานิลกระชังเกษตรกรกาฬสินธุ์เขื่อนลำปาว

ครั้งแรกรอบ100ปี! ‘ป่อเต็กตึ๊ง’จัดประเพณี‘ทิ้งกระจาด’ แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค 6 เขต กทม.

21 สิงหาคม 2569 เวลา 13:40 น.

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์กว่าร้อยปี! ‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’จัดงานประเพณี‘ทิ้งกระจาด’ประจำปี 2569 ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ ‘สุสานวัดดอน’ พุทธสถานศักดิ์สิทธิ์บนผืนแผ่นดินประวัติศาสตร์กว่า 120 ปี ปล่อยคาราวานทัพเครื่องอุปโภคบริโภค 3,000 ชุด ลงพื้นที่แจกจ่ายให้แก่ผู้ยากไร้ในพื้นที่ 6 เขตกรุงเทพฯ โดยมี รศ. ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เป็นประธานในพิธี

วันนี้ (วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ พร้อมด้วย คณะกรรมการ และผู้ช่วยกรรมการ จัดพิธีปล่อยคาราวานทัพเครื่องอุปโภคบริโภครวม 3,000 ชุด ประกอบด้วย ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำปลา น้ำมันพืช ขนม เสื้อบริจาค จากศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา เขตสาทร เพื่อลงพื้นที่แจกจ่ายให้กับผู้ยากไร้ในพื้นที่ 6 เขตกรุงเทพมหานคร ได้แก่ เขตสาทร ตลิ่งชัน ทวีวัฒนา หนองจอก มีนบุรี และเขตราษฎร์บูรณะ โดยมี รศ. ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย แขกผู้มีเกียรติ อาทิ ดร.เสาวนีย์ เตชะไพบูลย์ ภริยาประธานกรรมการมูลนิธิฯ นางสุธนี ชยางพัทธ์ และอาสาสมัครมูลนิธิฯ นำโดย นางศิริพร โอภาสวงศ์ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์ นางศิริวรรณ โอภาสวงศ์ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์ นายนริศ วิทยาวรากรณ์ อาสาสมัครเฉพาะกิจ นางดวงตา ตุงคะมณี (ตุ๊ก) อาสาสมัครศิลปิน และนายเฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์ (แจ็ค แฟนฉัน) อาสาสมัครศิลปิน ร่วมในพิธี

โดยวานนี้ (วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2569) ภายในศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ ดร.สุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการ นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก นางจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบ นายสุหัทย์ ไพรสานฑ์กุล กรรมการ และ นางชุติมา ตันติศิริวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการ จัดพิธีจุดเทียนเปิดงานประเพณีทิ้งกระจาด (พิธีสงฆ์) โดย คณะสงฆ์จีนนิกาย จากวัดโพธิ์แมนคุณาราม สวดถวายพุทธบูชา พิธีสักการะทีกง (เทพยดาฟ้าดิน) พิธีสักการะไต้สื่อเอี๊ย พิธีไหว้สุสาน (หลุมบรรพชน) พิธีโปรยทานทิ้งกระจาด โยคะตันตระเปรตพลีอุทิศ (หม่งซัวซีเจี๊ยะ) และพิธีกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล โดยมีสาธุชนผู้มีจิตศรัทธา ร่วมในพิธีศักดิ์สิทธิ์อย่างคับคั่ง

สำหรับงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี พ.ศ. 2569 นี้ นับว่าเป็นปีแห่งประวัติศาสตร์ของสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาได้สักการะ “หลวงปู่ไต้ฮงหินหยกขาว” ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย พร้อมได้ร่วมงานประเพณีทิ้งกระจาด “ทำบุญ” ตั้งจิตอุทิศส่วนกุศลแก่ดวงวิญญาณไร้ญาติ ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ พุทธสถานอันศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งบนผืนแผ่นแห่งศรัทธา อันเป็นสุสานสาธารณะฝังศพไร้ญาติเก่าของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งที่มีอายุกว่า 120 ปี (สุสานวัดดอน) ด้วยตนเอง อีกทั้งยังได้ “ทำทาน” แก่ผู้ยากไร้ การจัดประเพณีทิ้งกระจาด ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ ในปีนี้ นับเป็นงานมหาบุญ มหากุศลครั้งใหญ่ครั้งแรกในกว่าร้อยปี

งานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี พ.ศ. 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้มีมติเพิ่มจำนวนชุดเครื่องอุปโภคบริโภคให้มากกว่าปีที่ผ่านมา ให้สอดรับกับปริมาณผู้ที่มารอรับและค่าครองชีพในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้น เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนขั้นต้น ช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของผู้ยากไร้ รวมถึงขยายพื้นที่ในแจกจ่ายสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ยากไร้ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค ณ บริเวณสุสานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร และยังมีกำหนดแจกเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ผู้ยากไร้อีก 2 แห่ง ได้แก่ในวันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 256 ณ คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จังหวัดชลบุรี และวันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2569 ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ รวมทั้งมอบให้แก่องค์กรต่างๆ รวมแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคเนื่องในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 แก่ผู้ยากไร้ 3 จังหวัด คิดเป็นมูลค่า 15.8 ล้านบาท

สำหรับสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาที่ประสงค์ร่วมงานมหาบุญ มหากุศล ในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 นี้ ยังคงสามารถ ร่วมสักการะหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) และทำบุญบริจาคชุดข้าวสาร อุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับทั้งที่เป็นญาติและไม่ใช่ญาติ พร้อมกับได้ทำทานให้ผู้ยากไร้ ได้ตั้งแต่บัดนี้ – วันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2569 ทั้งที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย และ ทำบุญ “ทิ้งกระจาดออนไลน์” ผ่านเว็บไซต์ https://pttfny.net/newsh ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สามารถดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอบุญบารมีองค์หลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ดลบันดาลให้ผู้มีจิตศรัทธา เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร และครอบครัวของทุกท่าน ที่มีส่วนร่วมในงานมหาบุญ มหากุศลนี้ มีความสุข ความเจริญ สุขภาพร่างกายแข็งแรงตลอดปี ตลอดไป

#เกี่ยวกับศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา

“ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา” “มรดกแห่งเมตตาธรรม และแหล่งเรียนรู้ด้านสถาปัตยกรรมเชิงวัฒนธรรมแต้จิ๋วโบราณอันทรงคุณค่า ศูนย์รวมพลังศรัทธาที่ยิ่งใหญ่บนดินแดนศักดิ์สิทธิ์กว่า 120 ปี ใจกลางสาทร” ถูกสร้างขึ้นบนผืนแผ่นดินประวัติศาสตร์แห่งศรัทธาและการตอบแทนคุณแผ่นดินไทย บนเนื้อที่ 4 ไร่ 17 ตารางวา ติดกับ “สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง” อันเป็นผืนแผ่นดินประวัติศาสตร์แห่งศรัทธาและการตอบแทนคุณแผ่นดินไทยในนาม “สุสานวัดดอน” ที่ชาวจีน 710 ท่าน ได้รวบรวมเงินจัดซื้อที่ดินในปี พ.ศ. 2442 สร้างสุสานสาธารณะเพื่อผู้วายชนม์โดยไม่แบ่งชนชั้น วรรณะ เชื้อชาติ และศาสนา และเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งคณะเก็บศพไต้ฮงกงพร้อมศาลเจ้าไต้ฮงกง พลับพลาไชย ในปี พ.ศ. 2452-2453 ก่อนจะจดทะเบียนเป็นมูลนิธิฯ ในนาม มูลนิธิฮั่วเคี้ยวป่อเต็กเซี่ยงตึ๊ง (มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง) หมายถึง “มูลนิธิฯ แห่งการตอบแทนคุณแผ่นดิน โดยการทำคุณงามความดี ด้วยการ ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดต่อสอบถาม ติดตามข่าวสาร กิจกรรม จองคิวรอบเข้าชมพิเศษสำหรับผู้ที่สนใจด้านประวัติศาสตร์ และสถาปัตยกรรมภายในศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ รวมถึง พิกัดการเดินทางของศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ ได้ที่ https://linktr.ee/TaihonggongshrineTH

ทิ้งกระจาดป่อเต็กตึ๊งศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวสุสานวัดดอน

เริ่ดไม่ไหว!! ศิลปิน GMMTV กวาดรางวัลผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี

21 สิงหาคม 2569 เวลา 13:56 น.

?????????????

ขอแสดงความยินดีกับศิลปินสุดฮอตจาก “GMMTV” คอนเทนต์โพรไวเดอร์ชั้นนำของเมืองไทย ในเครือบริษัท “เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)” ที่มีผลงานโดดเด่นและกระแสมาแรง ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงวงการบันเทิง แต่ครอบคลุมทั้งแฟชั่น ศิลปะ วัฒนธรรม ธุรกิจ ไลฟ์สไตล์ และกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กำลังสร้างอิทธิพลในสังคม ล่าสุดได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งใน 50 ICONS ผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี ที่สร้างแรงบันดาลใจ ความคิดสร้างสรรค์ และนิยามความสำเร็จในปี 2026 โดยทีมบรรณาธิการของ Lifestyle Asia Thailand เป็นผู้คัดเลือกตามความเหมาะสมของแต่ละหมวดหมู่ เพื่อยกย่อง 50 บุคคลรุ่นใหม่ผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี จากหลากหลายสาขา ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 3 กับงาน Lifestyle Asia 50 ICONS 2026 โดยศิลปิน “GMMTV” ได้รับเลือกในสาขาต่างๆ ดังนี้

(1) Lifestyle Asia 50 ICONS 2026 สาขา Global Icons

-วิน เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร

(2) Lifestyle Asia 50 ICONS 2026 สาขา Entertainment Leaders

-ตู ต้นตะวัน ตันติเวชกุล

-มิ้ลค์ พรรษา วอสเบียน

-เลิฟ ภัทรานิษฐ์ ลิ้มปติยากร

-ซี ทวินันท์ อนุกูลประเสริฐ

(3) Lifestyle Asia 50 ICONS 2026 สาขา Rising Icons

-จูเนียร์ ปณชัย ศรีอาริยะรุ่งเรือง

-มาร์ค จิรันธนิน ตรัยรัตนยนต์

ซึ่งรางวัลครั้งนี้สร้างความดีใจให้กับศิลปินและทีมงานทุกคนเป็นอย่างมาก โดยหนุ่ม “วิน” ติดภารกิจไม่สามารถเดินทางไปรับรางวัลด้วยตัวเอง พร้อมขอขอบคุณแฟนๆ ที่ติดตามผลงานและให้การสนับสนุนด้วยดีมาตลอด ถือเป็นพลังใจสำคัญในการพัฒนาผลงานให้ดียิ่งขึ้นต่อไป โดยงานจัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ณSphere Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้า EMSPHERE ที่ผ่านมา

GMMTVLifestyle Asia 50 ICONS 2026วิน เมธวิน, ตู ต้นตะวัน, มิ้ลค์ พรรษา, เลิฟ ภัทรานิษฐ์, ซี ทวินันท์, จูเนียร์ ปณชัย, มาร์ค จิรันธนิน

ทีม Mrs. Thailand World 2026 เดินสายขอบคุณสื่อ ‘แนวหน้าบันเทิง’ เผยความพร้อมลุยศึกใหญ่ที่สหรัฐฯ มกราคมนี้

21 สิงหาคม 2569 เวลา 15:43 น.

กองประกวด Mrs. Thailand World นำโดย คิตตี้-กิจติพร นันท์ตานนท์ ผู้อำนวยการกองประกวด เจ้าของลิขสิทธิ์ Mrs. Thailand World และอดีต Mrs. Thailand World 2021 พร้อมควบตำแหน่ง CEO หญิงเก่งแห่ง Ice Age Gelato Thailand นำทีมสาวงามผู้ดำรงตำแหน่ง Mrs. Thailand World 2026 เข้าพบทีมข่าว “แนวหน้าบันเทิง” เพื่อขอบคุณสื่อมวลชนและอัปเดตภารกิจหลังรับตำแหน่ง

โดยการเดินทางมาเยือนในครั้งนี้นำโดย ฮอนด้า-เพรชภรณ์ เชิงวิวัฒน์กิจ เจ้าของมงกุฎ Mrs. Thailand World 2026 พร้อมด้วยคณะสาวงามผู้ได้รับรางวัล ได้แก่ 2nd Runner-up: แบมแบม-วริษฐา ศรีคราม ,3rd Runner-up: ซิ่วซิ่ว-ธัญภัสสร ประสาทศุภร,4th Runner-up: กวาง-ชิดชนก รัตนอุดมพล ,Brand Ambassador: จอย-บุษกร จันทร์ทอง ,Classic Mrs. Thailand World: ไข่มุก-อาทิตยา สรรเพ็ชญพาณิชย์ ,Elite Mrs. Thailand World: มิ้ม-สุรัตนา ชาญวิชัย

งานนี้ ‘ฮอนด้า-เพรชภรณ์’ เผยถึงเส้นทางชัยชนะในครั้งนี้ว่า เธอเคยผ่านการประกวดบนเวทีนี้มาแล้วก่อนหน้านี้ แต่ด้วยหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ ได้นำข้อผิดพลาดไปปรับปรุงและพัฒนาตนเองในทุกๆ ด้าน จนสามารถกลับมาคว้าชัยชนะและมงกุฎอันทรงเกียรติไปครองได้สำเร็จตามเป้าหมายสำหรับภารกิจสำคัญก้าวต่อไป ‘ฮอนด้า’กำลังเร่งเตรียมความพร้อมทั้งด้านร่างกาย ศักยภาพ และความมั่นใจ เพื่อเป็นตัวแทนประเทศไทยเดินทางไปเข้าร่วมการประกวดระดับโลก Mrs. World ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้

นางงาม ‘Miss Universe Thailand 2026’ สวย มั่น แพง ออร่าพุ่ง! ฟาดจัดเต็ม ชุดว่ายน้ำ-ชุดราตรี เก็บคะแนน Preliminary

21 สิงหาคม 2569 เวลา 12:30 น.

 สวย มั่น แพง แบบไม่เกรงใจใคร!  เมื่อ 77 สาวงามตัวแทนทั่วประเทศ ขนความปังมาจัดเต็ม อวดออร่าหน้าผมเป๊ะทุกองศา พร้อมปล่อยพลังความมั่นใจไม่มีแผ่ว บนเวทีการประกวดนางงามสุดอลังการ Miss Universe Thailand 2026 ในรอบ Preliminary (รอบอุ่นเครื่อง) หวังโกยคะแนนให้ได้มากที่สุด ก่อนเข้าสู่รอบตัดสิน งานนี้บอกเลยว่า ไม่มีใครยอมใคร! ทั้งตัวเต็ง ตัวแม่ ม้ามืด นางปาด ไปจนถึงนางนอนมง ต่างพาเหรดขึ้นโพล “เพจนางงาม” ทั้งในประเทศและต่างประเทศกันอุตลุด  ขณะที่แฟนคลับช่วยเชียร์จนโซเชียลลุกเป็นไฟตลอดสัปดาห์

ด้าน  บอสณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานกองประกวด Miss Universe & CEO of Miss Universe Eastern ออกโรงเตือนชัดว่า “อย่าชะล่าใจ ตัวเต็งอาจตุ๊บ! ทุ่มโหวตได้ก็ให้รีบทุ่ม” เพราะพลาดเพียงนิด เต็งมาก็มีสิทธิ์ “มงเคลื่อน” รอบนี้สาวงามทุกคนจึงเร่งเครื่องสุดพลัง ฟาดสเต็ปเก็บทุกโมเมนต์ เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสทองในช่วงโค้งสุดท้ายนี้!

สำหรับบรรยากาศภายใน MGI Hall ชั้น 6 ศูนย์การค้า Bravo BKK ถนนพระราม 9 วันนี้แน่นขนัดไปด้วยแฟนนางงาม PD แฟนด้อม และ กองเชียร์ ที่พร้อมใจกันมาส่งพลังให้สาวงามติดขอบเวที ขณะที่แฟนนางงามทางบ้านก็เกาะหน้าจอรับชมผ่านทาง YourTube : Grand TV กันอย่างคึกคัก โดยคืนนี้มี 3 นางงามรุ่นพี่ วีนา ปวีณา ซิงห์ , แพรววณิชยฐ์ เรืองทอง และ พลอย อมองดีน กลาสเซ่ต์ รับหน้าที่พิธีกรสร้างสีสัน เติมความสนุก ก่อนเปิดพื้นที่ให้สาวงามทั้ง 77 คนได้เฉิดฉายในรอบชุดว่ายน้ำ แบรนด์ MGI Swimwear  วัดสกิลแบบ one by one กับ Performance on stage ต่อด้วยชุดราตรี แต่ละคนจัดเต็มทั้งรูปร่าง ความมั่นใจ คาแรกเตอร์ และพลังความเป็นควีนฉายชัด ซึ่งครั้งนี้คณะกรรมการสายแข็งสุดๆ นำทีมโดย เฌอเอม ชยาธนุส ศรทัตต์ ,  หมอเจี๊ยบ ลลนา ก้องธรนินทร์ , ฟ้าใส ปวีณสุดา ดรูอิ้น , วาเนสซา พูลการิน (Ms. Vanessa Pulgarin) , เหงวียน เฮือง ซาง (Ms. Nguyen Huong Giang) ฌาร์ม ไอยวริญท์ โอสถานนท์ และ ปลา ปรภัสสร ทุกคะแนนมีความหมายสุดๆ

สำหรับกติกาการให้คะแนนแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ กรรมการ 70% และ Vote 30% ใช้มาตรฐาน K Score System เพื่อหาค่ากลาง จากนั้นนำไปรวมกับรอบ Final ใครมีคะแนนสูงสุด 18 คน  จะได้ผ่านเข้าสู่รอบ 20 คนสุดท้าย ส่วนอีก 2 คน มาจากรางวัลพิเศษ  Best Seller Award และ Thailand’s Choice Award โดยวันนี้มีการประกาศนางงามที่ได้รับคะแนนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ MUTภูเก็ต อุดรธานี และ ขอนแก่น ฉะนั้น รักใคร ชอบใคร ต้องรีบส่งพลังโหวตเพิ่มโดยด่วนที่ https://missuniversethailand.net เกมสามารถพลิกได้ทุกวินาที! ใครจะยืนหนึ่ง ใครจะสร้างเซอร์ไพรส์ หรือใครจะคว้าซีนสำคัญในโค้งสุดท้าย ต้องจับตากันให้ดี! มงกุฎ  Miss Universe Thailand  2026 จะเป็นของใคร ไปลุ้นคืนวันตัดสิน อาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม นี้ เวลา 19.00 น. ณ MGI Hall บอกเลยว่า…ศึกครั้งนี้ “สวย เชือดเฉือน” ตั้งแต่ต้นจนถึงวินาทีสุดท้ายแน่นอน!

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของ Miss Universe Thailand 2026 ได้ที่

Facebook / Instagram / TikTok: Miss Universe Thailand

YouTube Channel: Grand TV

แฮชแท็กอย่างเป็นทางการ: #MissUniverseThailand2026

‘หนุ่ม-แท่ง’ ตะลุยโคราชพาเที่ยว “วัดป่าสาลวัน” ชิมของอร่อยร้านดังระดับมิชลิน

21 สิงหาคม 2569 เวลา 16:35 น.

“หนุ่ม-แท่ง” พาอิ่มบุญ อิ่มท้องเที่ยวโคราช สัมผัสวิถี “วัดป่าสาลวัน” กราบบูรพาจารย์ ก่อนชิมอาหารฝีมือเชฟระดับมิชลิน แฟนรายการ “หนุ่มแท่ง อารามทัวร์” ห้ามพลาด เสาร์ที่ 22 สิงหาคมนี้

สัปดาห์นี้รายการ หนุ่มแท่ง อารามทัวร์ พาแฟน ๆ เที่ยวต่อที่จังหวัดนครราชสีมา  2 พิธีกร หนุ่ม-คงกระพัน แสงสุริยะ และ แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง จัดทริปให้เต็มอิ่มทั้งเรื่องราวสายบุญและของอร่อย เริ่มต้นด้วยการพาไปกราบบูรพาจารย์สายวัดป่าที่ วัดป่าสาลวัน วัดป่าที่มีชื่อเสียงและตั้งอยู่ใจกลางเมืองโคราช

งานนี้ หนุ่ม-แท่ง พาไปสักการะ หลวงพ่อพุทธ  พร้อมไขข้อสงสัยว่าหากมาถึงวัดแห่งนี้ควรขอพรเรื่องใดและเมื่อสิ่งที่ขอสมปรารถนาแล้วควรทำอย่างไร แฟนรายการเตรียมรอฟังคำตอบกันได้เลย นอกจากนี้ยังพาไปชมสถานที่สำคัญภายในวัดที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและประวัติศาสตร์ ทั้งศาลาการเปรียญ หรือศาลาพระญาณวิศิษฎ์ฯ, บูรพาจารย์เจดีย์, พิพิธภัณฑ์, วิหารฐานิโย และสักการะพระทองคำ เพื่อความเป็นสิริมงคล

จากอิ่มบุญ หนุ่ม-แท่ง ขอพาไปอิ่มท้องกันต่อที่ร้านโซ้ยเจ็กโภชนา ร้านอาหารเล็ก ๆ สไตล์ตึกแถวที่ไม่ธรรมดา เพราะรังสรรค์เมนูโดยเชฟมากประสบการณ์ ซึ่งกลับมาเปิดร้านที่บ้านเกิดของตัวเอง คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพและพิถีพิถันเรื่องรสชาติ จนกลายเป็นร้านขวัญใจลูกค้าขาประจำ และได้รับรางวัล Michelin Bib Gourmand การันตีความอร่อย

โดย “หนุ่ม-แท่ง” เผยความประทับใจถึงทริปครั้งนี้ว่า “เป็นอีกวัดที่ร่มรื่น เงียบสงบ เหมาะแก่การปลีกวิเวก วิปัสสนากัมมัฏฐาน ตามเจตจำนงค์ของบูรพาจารย์จริง ๆ หาความสงบ ผ่อนคลาย เข้าวัดปฏิบัติธรรม วัดป่าสาลวันเป็รอีกหนึ่งคำตอบที่เหมาะสมเป็นอย่างมากครับ”

ติดตามทั้งหมดนี้ได้ในรายการ “หนุ่มแท่ง อารามทัวร์” วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคมนี้ เวลา 13.30 น.ทาง ช่อง  7HD กด  35  

และติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวรายการต่าง ๆ ได้ทางช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 สดออนไลน์ BUGABOO.TV และช่องทางออนไลน์ Ch7HD (Facebook, IG, X, YouTube) และ Ch7HD Entertainment (Facebook, IG) และเว็บไซต์ www.ch7.com 

จาก “ถุงน่องเก่า” สู่ “ก้าวใหม่” เมื่อเส้นใยเหลือใช้กลายเป็นพลังแห่งการเดินอีกครั้งของผู้พิการ

21 สิงหาคม 2569 เวลา 12:32 น.

จำนวนคนพิการทางการเคลื่อนไหวในประเทศไทยยังคงเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดในบรรดาคนพิการทุกประเภท โดยข้อมูลจากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ณ วันที่ 31 มกราคม 2569 ระบุว่า ประเทศไทยมีคนพิการกว่า 2.25 ล้านคน คิดเป็น 3.41% ของประชากรทั้งหมด และในจำนวนนี้เป็นผู้พิการทางการเคลื่อนไหวมากถึง 1.1 ล้านคน หรือคิดเป็น 51.7% ของผู้พิการที่ขึ้นทะเบียน ซึ่ง “ขาเทียม” คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้พวกเขากลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง*

แม้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะพัฒนาไปไกล แต่ความต้องการขาเทียมในแต่ละปียังคงมีจำนวนมาก นอกจากการผลิตใหม่สำหรับผู้ที่สูญเสียอวัยวะแล้ว ขาเทียมยังต้องมีการซ่อมบำรุงและเปลี่ยนอะไหล่ตามอายุการใช้งาน ส่งผลให้ภารกิจการผลิตเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการยังคงเป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน

พลังความร่วมมือ เพื่อ “ก้าว” ที่ยั่งยืน

ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่มาของโครงการ LEG OF HOPE: ถุงน่องเก่า คือก้าวใหม่” โดย บริษัท นิวซิตี้ (กรุงเทพฯ) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายถุงน่องแบรนด์ “Cherilon (เชอรีล่อน)” ที่มองเห็นคุณค่าของสิ่งของใกล้ตัวที่หลายคนอาจมองข้าม และนำมาต่อยอดเป็นโครงการ CSR ที่สร้างผลกระทบเชิงบวกได้อย่างเป็นรูปธรรม

เปลี่ยน “ถุงน่องใช้แล้ว” เป็น “เบ้าขาเทียม” นวัตกรรมรักษ์โลกที่มอบชีวิตใหม่ให้ผู้พิการ

หลายคนอาจคาดไม่ถึงว่า “ถุงน่องไนลอน” ที่ใช้แล้ว จะสามารถกลายมาเป็นส่วนประกอบสำคัญในทางการแพทย์ได้ แต่ในแวดวงกายอุปกรณ์ สิ่งนี้คือนวัตกรรมแถวหน้าที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับ “ขาเทียม” ได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเมื่อนำถุงน่องมาซ้อนทับกันหลายชั้นและผ่านกระบวนการอัดเรซิ่น เส้นใยไนลอนจะแปรสภาพเป็นวัสดุที่มีความเหนียว ยืดหยุ่น และทนทานสูง คุณสมบัติอันโดดเด่นนี้ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการนำมาหล่อเป็นโครงสร้างของ “เบ้าขาเทียม (Socket)” ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการเชื่อมต่อระหว่างตอขาของผู้พิการกับตัวขาเทียม ช่วยให้สวมใส่ได้อย่างกระชับ มั่นคง รองรับน้ำหนักได้ดี และลดการระคายเคืองต่อผิวหนังได้อย่างมีนัยสำคัญ

ทำไมต้องเป็น “ถุงน่องไนลอน”?

เบื้องหลังความสำเร็จนี้มาจากคุณสมบัติเฉพาะตัวของเส้นใยไนลอน ที่มีความเหนียวและยืดหยุ่นสูง เมื่อนำมาผสานเข้ากับน้ำยาเรซิ่นในกระบวนการขึ้นรูป จะได้วัสดุคอมโพสิตที่มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแกร่ง สามารถรองรับแรงกระแทกจากการเดินได้อย่างดีเยี่ยม ถือเป็นการชุบชีวิตขยะสิ่งทอให้กลายเป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ที่จับต้องได้

3 คุณประโยชน์เด่นของถุงน่องในการผลิตขาเทียม

  • ยืดหยุ่นและประยุกต์ได้หลากหลาย: สามารถตัดแต่งเพื่อใช้งานในส่วนต่างๆ ของกายอุปกรณ์ หรือใช้แทนเชือกผูกในจุดที่ต้องการความยืดหยุ่นเป็นพิเศษ
  • ช่วยให้เบ้าขาเทียมเข้ารูปสมบูรณ์แบบ: เส้นใยที่แนบเนื้อช่วยให้การหล่อโมล (Mold) เข้ารูปได้พอดีกับสรีระของคนไข้ ส่งผลให้สวมใส่กระชับ และช่วยให้ช่างกายอุปกรณ์ทำงานในขั้นตอนถัดไปได้อย่างราบรื่น
  • ปกป้องผิวหนังและลดการบาดเจ็บ: ทำหน้าที่เป็นปราการด่านแรกที่ช่วยลดแรงเสียดสีระหว่างสวมใส่ และป้องกันไม่ให้ผิวหนังอันบอบบางของคนไข้สัมผัสกับปูนหรือวัสดุหล่อโมลโดยตรงในระหว่างกระบวนการผลิต

เปิด 6 ขั้นตอน รังสรรค์ถุงน่องสู่ “เบ้าขาเทียม” คุณภาพสูง

กระบวนการขึ้นรูปเบ้าขาเทียมโดยใช้ถุงน่อง มีขั้นตอนที่ต้องอาศัยความประณีตและความเชี่ยวชาญของช่างกายอุปกรณ์ ดังนี้:

  1. เตรียมถุงแม่พิมพ์: นำถุงน่องมาตัดแต่ง โดยใช้ส่วนที่สั้นกว่าสวมเข้ากับตอขาเพื่อทำหน้าที่เป็นถุงแม่พิมพ์รองรับด่านแรก
  2. ผสานเข้ากับเบ้าหนัง: ทำการเย็บยึดถุงน่องชิ้นดังกล่าวเข้ากับบริเวณขอบหรือปากของเบ้าหนังอย่างประณีต
  3. จัดตำแหน่งโครงสร้างภายใน: นำถุงน่องส่วนที่ยาวกว่าใส่ซ้อนเข้าไปด้านใน จัดระยะและความยาวให้พอดีกับส่วนปลายของถุงหนังเทียมเพื่อรองรับแรงกด
  4. เตรียมระบบสูญญากาศ: สวมโครงสร้างทั้งหมดเข้ากับตอขาของคนไข้ จัดระยะให้ถุงน่องแนบสนิทกับต้นขาอย่างทั่วถึง จากนั้นทำการต่อเข้ากับเครื่องดูดสูญญากาศ
  5. อัดโฟมขึ้นรูปโครงสร้าง: เมื่อระบบสูญญากาศทำงาน เมล็ดโฟมพิเศษสำหรับหล่อขาเทียมจะถูกดูดและอัดตัวเข้าหากันจนแน่น แนบไปกับรูปทรงขาของคนไข้ได้อย่างแม่นยำระดับมิลลิเมตร
  6. ปรับแต่งรูปทรงสู่ชิ้นงานพร้อมใช้: เททรายลงไปเพื่อช่วยปรับสมดุลและคงรูปทรงของขาเทียมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น จากนั้นช่างกายอุปกรณ์จะทำการเก็บรายละเอียด เจียรแต่งขอบ และตรวจสอบความเรียบร้อย เพื่อส่งมอบขาเทียมที่สมบูรณ์แบบและพร้อมใช้งานจริงให้กับคนไข้ต่อไป

เปลี่ยน “ขยะสิ่งทอ” ให้เป็น “โอกาส” ของการตอบแทนสังคมที่ยั่งยืน

 พิภพ โชควัฒนา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิวซิตี้ (กรุงเทพฯ) จำกัด (มหาชน)  กล่าวถึงเจตนารมณ์ของโครงการว่า “เชอรีล่อนดำเนินธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง เราเชื่อว่าสิ่งของที่หมดหน้าที่แล้ว ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นขยะเสมอไป ถุงน่องที่ไม่ใช้แล้วสามารถนำกลับมาสร้างคุณค่าใหม่ในกระบวนการผลิตขาเทียมได้

โครงการ LEG OF HOPE จึงไม่ใช่เพียงการจัดการขยะสิ่งทอ (Textile Waste) แต่เป็นการเปลี่ยนทรัพยากรที่เหลือใช้ให้กลายเป็นโอกาสในการกลับมาใช้ชีวิตอีกครั้งของผู้พิการ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และพันธกิจด้าน ESG ที่บริษัทดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง”

เสียงสะท้อนจากมูลนิธิขาเทียมฯ ความต้องการที่ยังรอการเติมเต็ม

ในแต่ละปี ความต้องการขาเทียมในประเทศไทยยังคงสูงกว่าศักยภาพการผลิตหลายเท่าตัว เนื่องจากขาเทียมมีอายุการใช้งานและต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง การได้รับการสนับสนุนวัสดุอย่างถุงน่องไนลอนคุณภาพดี จึงมีส่วนช่วยสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และส่งต่อ “ก้าวใหม่” ให้กับผู้พิการได้มากยิ่งขึ้น

ร่วมส่งต่อ “ก้าวใหม่” แห่งความหวัง

โครงการนี้จึงเป็นเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างผู้บริโภค แบรนด์ และภาคสังคม โดยเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมได้ง่าย ๆ เพียงนำถุงน่องที่ไม่ใช้แล้ว ไม่ว่าจะขาด รัน หรือหมดสภาพ มาซักให้สะอาดและส่งต่อผ่าน Cherilon Care Box” ที่จัดวาง ณ เคาน์เตอร์เชอรีล่อนในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ เพื่อนำไปคัดแยกและส่งต่อให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการผลิตขาเทียม

เพราะ “น้ำใจ” ไม่มีคำว่าน้อยเกินไป และถุงน่องเพียงคู่เดียว อาจเป็นส่วนหนึ่งของโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตของใครบางคน เส้นใยเล็ก ๆ จากการแบ่งปันในวันนี้ ไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะสิ่งทอ แต่ยังสามารถต่อยอดเป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อโอกาสและสร้าง “ก้าวใหม่” ให้กับผู้พิการ เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง

‘CACF-Thailand 2026’ เปิดเกมการค้าสองทาง ปั้นเถ้าแก่ใหม่ยุค AI Commerce

21 สิงหาคม 2569 เวลา 13:06 น.

ไม่ใช่แค่ไทยไปหาของจีนมาขาย แต่ถึงเวลาถามกลับว่า “ของไทยจะไปจีนได้อย่างไร?” CACF-Thailand 2026 เปิดพื้นที่เชื่อมผู้ผลิตจีน–ผู้ประกอบการไทย สร้างโอกาส Supply Chain ใหม่ พร้อม Thai Brand Zone, Xiaohongshu และเวทีธุรกิจ–AI ครบในงานเดียว

ภาพจำเดิมของการค้าจีน–ไทยอาจเป็นการที่ผู้ประกอบการไทยเดินทางไปจีนเพื่อหาโรงงาน หา Supplier หรือเลือกสินค้ามาขาย แต่ในปี 2026 ภาพนั้นกำลังถูกขยายให้ใหญ่กว่าเดิม                                               

พาขวัญ เจียมจิโรจน์ ตัวแทนผู้จัดงาน CACF-Thailand 2026 CACF-Thailand 2026 กล่าวว่า งานแสดงสินค้าจีน–อาเซียน (ประเทศไทย) ครั้งที่ 13 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–4 กันยายน 2569 ณ Hall EH101 ไบเทค บางนา รวบรวมผู้ผลิตและผู้ประกอบการจากประเทศจีนกว่า 150  บูธ มาให้ภาคธุรกิจไทยได้พบปะ เจรจา ดูสินค้าจริง เปรียบเทียบสินค้า และค้นหา Partner ทางธุรกิจโดยตรง โดยไม่ต้องบินไปถึงประเทศจีน

แต่ปีนี้ CACF ไม่ได้ต้องการหยุดอยู่แค่คำว่า “หาของมาขาย”

โจทย์ใหญ่กว่าคือการทำให้งานกลายเป็นพื้นที่ที่ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้ามา “หาโอกาสใหม่ให้ธุรกิจ” ตั้งแต่การหาสินค้า หา Supplier สร้างแบรนด์ พัฒนาสินค้าร่วมกัน ไปจนถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจใหม่ในจีน ไทย และอาเซียน

จีนมาไทย “มาหาคู่ค้า ไม่ได้มาเป็นคู่แข่ง”

การยกทัพของผู้ผลิตจีนกว่า 150 บูธ ในครั้งนี้ ไม่ได้สะท้อนเพียงความต้องการนำสินค้าจีนเข้ามาหาตลาดไทย แต่ยังสะท้อนอีกมิติของความร่วมมือที่ต้องการเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่เครือข่ายการผลิตและ Supply Chain ที่กว้างขึ้น

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การมองว่า “จีนกำลังเข้ามาแข่งขันกับผู้ประกอบการไทย” แต่คือการเปิดพื้นที่ให้ธุรกิจของทั้งสองประเทศ มาหาคู่ค้า ไม่ได้มาเป็นคู่แข่ง

ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้ามาพบผู้ผลิต หา Supplier เจรจาพัฒนาสินค้า สร้างพันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึงมองหาโอกาสใหม่ในการขยายตลาดไปยังอาเซียนและตลาดต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน CACF-Thailand 2026 ยังมี Thai Brand Zone เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการและแบรนด์ไทยเข้าร่วมกว่า30 ราย เข้าร่วมจัดแสดงสินค้า แสดงศักยภาพ และสร้าง Connection กับเครือข่ายธุรกิจที่เข้ามาภายในงาน

ภาพของ CACF ในปีนี้จึงเริ่มขยับจากคำว่า “จีนผลิต–ไทยซื้อ” ไปสู่การเชื่อมจุดแข็งของผู้ประกอบการทั้งสองประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจร่วมกันในตลาดที่ใหญ่กว่าเดิม

แล้วไทยจะรับของจีนมาขายอย่างเดียวหรือ?

“นี่อาจเป็นคำถามที่ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากอยากได้คำตอบ” พาขวัญกล่าวและว่า 

ที่ผ่านมา เมื่อพูดถึงการทำธุรกิจกับจีน คนไทยมักนึกถึงการไปหาโรงงานจีน สั่งสินค้าจีนเข้ามาขาย หรือใช้โรงงานจีนผลิตสินค้าเพื่อนำกลับมาสร้างแบรนด์

แต่ถ้าการค้าไม่ได้เดินได้เพียงทางเดียว คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ “ถ้าเรานำสินค้าจีนมาขายในไทยได้ แล้วเราจะนำสินค้าไทยไปขายให้คนจีนได้อย่างไร?”

นี่คือที่มาของแนวคิด “สลับทาง” อีกหนึ่งไฮไลต์ของ CACF-Thailand 2026 จากเดิมที่จีนถูกมองในฐานะแหล่งสินค้าและฐานการผลิต สู่การมองจีนในฐานะ “ตลาดสำหรับสินค้าไทย”

หนึ่งในช่องทางที่งานหยิบขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญคือ Xiaohongshu (เสี่ยวหงชู) แพลตฟอร์ม Social Commerce ที่ได้รับความสนใจอย่างมากในประเทศจีน

ภายในงาน ผู้ประกอบการไทยจะได้เรียนรู้โอกาสในการใช้ Xiaohongshu เป็นหนึ่งในช่องทางสร้างการรับรู้ให้สินค้าไทย เข้าถึงผู้บริโภคจีน และทำความเข้าใจว่าตลาดจีนยุคใหม่ไม่ได้ตัดสินใจซื้อจาก “ราคา” เพียงอย่างเดียว แต่ Content, Lifestyle, รีวิว และภาพลักษณ์ของแบรนด์ล้วนมีผลต่อการตัดสินใจ

ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของแบรนด์ไทยที่มีสินค้าอยู่แล้ว พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่กำลังมองหาตลาดใหม่ หรือผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคจีน ก็สามารถเข้ามามองหาโอกาสจากพื้นที่นี้ได้

เพราะ CACF-Thailand 2026 ไม่ได้ต้องการให้ผู้ประกอบการกลับบ้านพร้อมคำตอบแค่ว่า “จะซื้ออะไรจากจีนมาขาย?” แต่ต้องการเปิดคำถามใหม่ว่า “เรามีสินค้าไทยอะไร ที่พร้อมไปขายให้คนจีนและต่อยอดสู่ตลาดที่ใหญ่กว่าเดิม?” นี่คือการเปลี่ยนจากการค้า “ทางเดียว” ไปสู่ การค้าสองทาง และเป็นอีกก้าวของการเชื่อมโยงธุรกิจจีน–ไทย–อาเซียนให้ใกล้กันมากขึ้น

ไม่ได้มาแค่ดูสินค้า แต่ได้ “วิชาทำธุรกิจ” กลับบ้าน

อีกหนึ่งไฮไลต์ของ CACF-Thailand 2026 คือเวทีสัมมนาภายใต้แนวคิด “เถ้าแก่ใหม่ ยุค AI Commerce”

เพราะการทำธุรกิจวันนี้ไม่ใช่แค่คำถามว่า “จะขายอะไร” แต่ยังต้องตอบให้ได้ว่า จะขายอย่างไรให้เร็วขึ้น ต้นทุนต่ำลง และแข่งขันได้ในโลกที่ AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงานแทบทุกด้าน

เนื้อหาสัมมนาจึงครอบคลุมตั้งแต่การเริ่มต้นธุรกิจด้วยตัวเอง การใช้ AI ลดงานซ้ำ การสร้างแบรนด์ การทำ Content, Affiliate, E-Commerce ไปจนถึงบัญชีและภาษี โดยมุ่งเน้นความรู้ที่ผู้ประกอบการสามารถนำกลับไปประยุกต์ใช้ได้จริง

วันที่ 2 กันยายน พบกับหัวข้อ “ถอดสูตรลับ ‘เถ้าแก่รุ่นใหม่’ ตัวคนเดียวทำยังไง? ให้เสกกำไรหลักล้าน” โดย บูม–ภัทรพล เหลือบุญชู เจ้าของเพจ “เมียสั่งให้ซื้อ” และ แน็ค–ศิวกร ปล้องใหม่ เจ้าของช่อง Nack Siwakorn พร้อมเจาะเรื่องภาษี E-Commerce กับ กิ๊–จุฑามาศ บำรุงยุติ “ภาษีเลอค่า” และแนวทางฝ่าทางตันสาย Affiliate กับ ส้ม–วริษฐา กิตติกุล

วันที่ 3 กันยายน เจาะการใช้ AI ทำงานจริงกับ Mini Workshop “สร้าง Skill ให้ AI รันงานซ้ำอัตโนมัติ ลดต้นทุนทันที 50%” โดย ปุ้ย–ปริวรรตน์ อรุโณทยานันท์ CEO, HumanAI ก่อนต่อด้วย เปา–พีรดนย์ เหมยากร ผู้ก่อตั้งและ CEO iHAVECPU ในหัวข้อ “สลัดสูท CEO สู่ Brand Influencer ปั้นแฟน ปั่นยอด ปั๊มกำไร” ที่ชวนเจ้าของธุรกิจมองบทบาทของตัวเองใหม่ในฐานะพลังสำคัญของแบรนด์

วันที่ 4 กันยายน ปิดท้ายด้วย เก่ง–สิทธิพงศ์ ศิริมาศเกษม CEO & Founder Creative Talk และ RGB72 ในหัวข้อ “สร้างอาณาจักรหลังม่าน ปั้นแบรนด์ปัง แบบไม่ต้องออกหน้ากล้อง” และ เรย์–ดารัญชน์ ชื่อลือชา กับหัวข้อ “สูตรแฮกยอดขาย ปั๊มคลิปปักตะกร้าออโต้ 24 ชม.” เจาะการใช้ MarTech, AI และ Automation เพิ่มประสิทธิภาพการขายในโลก E-Commerce

เป้าหมายไม่ใช่แค่ “คนเดินงาน” แต่ต้องเกิด Business Opportunity จริง

“CACF-Thailand 2026 คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานประมาณ 5,000–8,000 คน แต่เป้าหมายของผู้จัดไม่ได้หยุดอยู่ที่จำนวนคนเดินงาน”

สิ่งที่ต้องการเห็นมากกว่าคือ Business Opportunity ที่เกิดขึ้นจริงหลังผู้ประกอบการเดินออกจากงาน

อาจเป็น SME ที่เจอสินค้าตัวใหม่และนำไปสร้างรายได้ เจ้าของแบรนด์ที่พบ Supplier และต่อยอดเป็น Partner ระยะยาว ผู้ประกอบการที่ได้แนวคิดจากเวทีสัมมนากลับไปปรับธุรกิจ หรือแม้แต่แบรนด์ไทยที่เริ่มมองเห็นเส้นทางในการนำสินค้าของตัวเองเข้าสู่ตลาดจีน

เพราะในโลกธุรกิจปัจจุบัน ความได้เปรียบอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า “ใครมีทุนมากที่สุด” แต่อาจอยู่ที่ว่า “ใครมองเห็นโอกาสก่อน และลงมือได้เร็วกว่า”

CACF-Thailand 2026 จึงตั้งใจเป็นพื้นที่ที่รวม สินค้า + Supplier + ความรู้ + Connection + AI Commerce ไว้ในงานเดียว เพื่อให้ตั้งแต่เจ้าของธุรกิจ SMEs พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ไปจนถึงคนที่กำลังคิดอยากเริ่มต้นธุรกิจ สามารถกลับออกไปพร้อมกับ “โอกาสใหม่” อย่างน้อยหนึ่งอย่าง

จึงขอเชิญชวนร่วมงาน CACF-Thailand 2026 – งานแสดงสินค้าจีน–อาเซียน (ประเทศไทย) ครั้งที่ 13 ตั้งแต่วันที่ 2–4 กันยายน 2569 ณ Hall EH101 ไบเทค บางนา

ลงทะเบียนเข้างานฟรี! https://eventpassinsight.co/el/to/onlinecacf26

ไม่ต้องบินไปถึงจีน เพราะครั้งนี้โรงงานจีนกว่า 150 บูธ ยกมาเจอคุณถึงประเทศไทย

CACF-Thailand 2026

มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก นำผู้บริจาคชม ‘ศูนย์ปลูกถ่ายไขกระดูกฯ’ คืนชีวิตใหม่ให้ผู้ป่วยมะเร็ง ถวายเป็นพระราชกุศลสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

21 สิงหาคม 2569 เวลา 13:44 น.

มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก ตอกย้ำความสำเร็จ “Little Miracle ปาฏิหาริย์แห่งชีวิต” กลัฟ คณาวุฒิ นำผู้บริจาคชม “ศูนย์ปลูกถ่ายไขกระดูกและสเตมเซลล์เด็ก” คืนชีวิตใหม่ให้ผู้ป่วยมะเร็ง ถวายเป็นพระราชกุศลสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก) มุ่งมั่นสืบสานพระราชปณิธานในการดูแลสุขภาพเด็กไทยอันเป็นอนาคตของชาติ ด้วยการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งอย่างยั่งยืน โดยจากสถิติทางการแพทย์ในประเทศไทยพบว่า ในแต่ละปีมีเด็กไทยป่วยเป็นโรคมะเร็งรายใหม่ประมาณ 900–1,000 ราย มะเร็งที่พบบ่อยที่สุดคือ มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยเด็กทั้งหมด แม้มะเร็งในเด็กจะมีโอกาสรักษาหายขาดสูงถึงร้อยละ 70–80 หากได้รับการตรวจพบและรักษาอย่างรวดเร็ว แต่กระบวนการรักษาขั้นสูงอย่าง  “การปลูกถ่ายไขกระดูกและ สเตมเซลล์” ยังคงมีข้อจำกัดด้านห้องปฏิบัติการแรงดันลบปลอดเชื้อและอุปกรณ์ทางการแพทย์เฉพาะทาง

ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก กองทุนอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ จึงได้จัดโครงการ “Little Miracle ปาฏิหาริย์แห่งชีวิต ช่วยน้องพิชิตมะเร็ง” เพื่อนำเงินบริจาคมาสนับสนุนการจัดตั้งหอปลูกถ่าย ไขกระดูกและสเต็มเซลล์  ณ วันนี้ ได้สำเร็จบรรลุตามวัตถุประสงค์ จึงจัดกิจกรรม “ขอบคุณผู้บริจาคและเยี่ยมชมศูนย์ปลูกถ่ายไขกระดูกและสเตมเซลล์เด็ก” ในวันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ห้องประชุม ชั้น 16 อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ โรงพยาบาลเด็ก

ภายในงานพิธีกรนำทุกท่านเข้าสู่งานฯ เชิญชมวิดิทัศน์ ปาฏิหาริย์แห่งชีวิต ช่วยน้องพิชิตโรคมะเร็ง และกล่าวต้อนรับ นายแพทย์อาคม ชัยวีระวัฒนะ ผู้อำนวยการสถาบัน สุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ให้เกียรติเป็นประธานฯ และกล่าวขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีที่ให้การสนับสนุนโครงการฯ ด้วยดีเสมอมา ร่วมด้วย นายแพทย์อิสนันท์ หุ่นนวล สาขาโลหิตวิทยาและมะเร็งวิทยา นำเสนอกรณีศึกษาผลการรักษาของน้องๆ  และพบกับพระเอกหนุ่มจิตกุศล “กลัฟ-คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์” ตัวแทนโครงการ (Ambassador) กล่าวขอบคุณผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคและร่วมเยี่ยมชม(PressVisit)ความพร้อมของ“ศูนย์ปลูกถ่ายไขกระดูกและสเตมเซลล์เด็ก” ณ  ชั้น 8  อาคารสถาบันสุขภาพเด็กฯ

สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ ขอขอบคุณผู้มีจิตศรัทธาที่มีส่วนร่วมมอบโอกาส ผ่านโครงการ “Little Miracle ปาฏิหาริย์แห่งชีวิต ช่วยน้องพิชิตโรคมะเร็ง”   ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2568  ได้ถูกนำมาใช้

ประโยชน์จริงอย่างคุ้มค่า ได้ร่วมรับรู้และภาคภูมิใจว่า เงินบริจาคเหล่านั้น ได้ช่วยต่อลมหายใจและคืนชีวิตใหม่ให้แก่เด็กป่วยมะเร็งอย่างเป็นรูปธรรม สู่การช่วยเหลือน้องๆได้แล้วในวันนี้ และในอนาคตต่อไป

นายแพทย์อาคม ชัยวีระวัฒนะ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวว่า “ในฐานะสถาบันทางการแพทย์เฉพาะทางด้านเด็กของประเทศ ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ การเปิดให้บริการศูนย์ปลูกถ่ายไขกระดูกและสเตมเซลล์เด็กในครั้งนี้ พวกเราชาวโรงพยาบาลเด็กและผู้บริจาคทุกคน ต่างน้อมใจกันถวายความสำเร็จนี้เป็นพระราชกุศลแด่  สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรม ราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อมุ่งมั่นสืบสานพระราชปณิธานในการดูแลปกป้องชีวิตและสุขภาพของเด็กไทย การก่อสร้างห้องปลอดเชื้อและจัดหาอุปกรณ์การแพทย์ขั้นสูงใน

ครั้งนี้ เกิดขึ้นจากพลังน้ำใจของคนไทยที่ร่วมบริจาคผ่าน กองทุนอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก ซึ่งถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะช่วยลดระยะเวลาการรอคอย และเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้

กับเด็กๆ ที่ต้องต่อสู้กับโรคมะเร็งร้ายอย่างทุ่มเท”

นายแพทย์อิสนันท์ หุ่นนวล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาโลหิตวิทยาและมะเร็งวิทยา ได้เผยถึงความสำเร็จในการนำเงินบริจาคไปสร้าง ปาฏิหาริย์ ในการช่วยชีวิตผู้ป่วยเด็กจริง ผ่านกรณีศึกษาของ 3 ครอบครัว ที่ได้รับการดูแลจาก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก) ได้แก่:

  1. น้องเฟรม อายุ 14 ปี ปลูกถ่ายไขกระดูกสำเร็จ 1 ราย

เด็กชายผู้ต้องเผชิญกับโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดหายากและรุนแรงมาตั้งแต่อายุเพียง 7 ขวบ (ปี 2562) ผ่านการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดอย่างหนักหน่วงจนส่งผลกระทบต่อการทำงานของไต อีกทั้งโรคร้ายยังเคยย้อนกลับมากล้ำกลาย แต่ด้วยทุนรักษาจาก มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก และการเข้ารับการปลูกถ่ายสเตมเซลล์จนประสบความสำเร็จ ทำให้วันนี้เกิด ปาฏิหาริย์ ครั้งสำคัญ น้องเฟรมสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก ปราศจากเซลล์มะเร็ง และกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดี พร้อมเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง

  1. น้องไตเติ้ล อายุ 2 ปี 9 เดือน พิชิตมะเร็ง รอเข้ารับการปลูกถ่ายไขกระดูก

หนูน้อยวัยเพียง 2 ขวบเศษที่ต้องสู้กับโรคมะเร็งต่อมหมวกไต (Neuroblastoma) มาตั้งแต่ปี 2568 แม้วัยเยาว์จะต้องเข้า-ออก โรงพยาบาลเด็ก เป็นบ้านหลังที่สอง แต่น้องไตเติ้ลโชว์หัวใจเด็ดเดี่ยว ผ่านการผ่าตัดเอาก้อนเนื้อร้ายออกได้อย่างราบรื่น ปัจจุบันอยู่ระหว่างการรับยาเคมีบำบัดเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ขั้นตอนสำคัญ นั่นคือการรอเข้ารับการปลูกถ่ายสเตมเซลล์ ณ ศูนย์ฯ แห่งใหม่นี้ เพื่อโอกาสในการหายขาดอย่างถาวร

  1. น้องโมเน่ อายุ 2 ปี 11 เดือน พิชิตมะเร็ง รอเข้ารับการปลูกถ่ายไขกระดูก

อีกหนึ่งสาวน้อยวัยใสที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งต่อมหมวกไตระยะแพร่กระจาย (ปี 2568) แต่น้องโมเน่และครอบครัวไม่เคยยอมแพ้ ร่างกายของน้องตอบสนองต่อการรักษาได้เป็นอย่างดี และผ่านการผ่าตัดเอาก้อนเนื้องอกออกสำเร็จเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ขณะนี้หนูน้อยกำลังอยู่ในขั้นตอนการเตรียมร่างกายเพื่อรอเข้ารับการปลูกถ่ายสเตมเซลล์ ณ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ซึ่งเป็นความหวังครั้งใหญ่ที่จะช่วยคืนรอยยิ้มและวัยเด็กที่สดใสกลับคืนมา

ทางด้าน กลัฟ-คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์ ตัวแทนโครงการ “Little Miracle” เปิดเผยด้วยความซาบซึ้งใจว่า “จากจุดเริ่มต้นในการร่วมเปิดโครงการฯ วันนี้ผมภูมิใจมากครับที่พลังน้ำใจของคนไทยทุกคนและผู้ใหญ่ใจดี ได้ร่วมกันสานฝันจัดตั้ง ‘ศูนย์ปลูกถ่ายไขกระดูกและสเตมเซลล์เด็ก’ ที่โรงพยาบาลเด็กได้สำเร็จตามเป้าหมาย การนำผู้บริจาคและสื่อมวลชนมา Press Visit ครั้งนี้    ทำให้เห็นชัดเจนว่าเงินบริจาคทุกบาทไม่ได้หายไปไหน แต่ถูกนำมาเปลี่ยนเป็นห้องปฏิบัติการและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ที่ช่วยสร้าง ‘ปาฏิหาริย์’ คืนชีวิตใหม่ ให้เด็กๆ ได้หายป่วย กลับสู้อ้อมกอดครอบครัว และกลับไปเติบโตทำตามฝันได้อย่างปกติ ขอขอบคุณมูลนิธิโรงพยาบาลเด็กและผู้บริจาคทุกท่านจากใจจริง ที่มาร่วมกันสร้างสุขภาพเด็กไทยให้แข็งแรงครับ”

นอกจากความสำเร็จในการจัดตั้งศูนย์ปลูกถ่ายไขกระดูกฯ แล้ว สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก) ยังคงเดินหน้ามุ่งมั่นพัฒนาการรักษาเพื่อดูแลสุขภาพเด็กไทยอันเป็นอนาคตของชาติอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเตรียมพร้อมก้าวสู่อีกขั้นของการรักษาโรคมะเร็งด้วย นวัตกรรม CAR-T Cell Therapy ซึ่งเป็นเทคโนโลยีนำภูมิคุ้มกันของตนเองมาสู้มะเร็ง ถือเป็นความหวังใหม่ในการรักษาผู้ป่วยเด็กที่ดื้อต่อยาเคมีบำบัด

ทั้งนี้ มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก กองทุนอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ จึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบชีวิตใหม่ และร่วมสนับสนุนโครงการ “Little Miracle ปาฏิหาริย์แห่งชีวิต ช่วยน้องพิชิตโรคมะเร็ง” เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการรักษาขั้นสูงและช่วยเหลือเด็กป่วยมะเร็งยากไร้ให้ได้รับการรักษา อย่างทันท่วงที โดยสามารถร่วมบริจาคได้ที่:

  • ชื่อบัญชี: มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก กองทุนอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ
  • ธนาคาร: ทหารไทยธนชาต เลขบัญชี 038 107 6900
  • บริจาคผ่านเว็บไซต์: http://www.childrenhospitalfoundation.org

(ใบเสร็จรับเงินสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ตามกฎหมาย

มูลนิธิโรงพยาบาลเด็กศูนย์ปลูกถ่ายไขกระดูกและสเตมเซลล์เด็ก