ไต้หวันเพิ่มงบกลาโหมปี 2570 สูงเป็นประวัติการณ์ ทะลุ 1.12 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน

ไต้หวันเพิ่มงบกลาโหมปี 2570 สูงเป็นประวัติการณ์ ทะลุ 1.12 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน

21 ส.ค. 2569 09:38 น.

ไต้หวันเพิ่มงบกลาโหมปี 2570 สูงเป็นประวัติการณ์ ทะลุ 1.12 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน

ไต้หวันเสนอเพิ่มงบกลาโหมปี 2570 แตะ 1.12 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน หรือราว 1.16 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางแรงกดดันทางทหารจากจีน

 วันที่ 20 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า คณะรัฐมนตรีไต้หวันเสนอร่างงบประมาณปี 2570 โดยจัดสรรงบประมาณด้านกลาโหม 1.1225 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน หรือราว 1.16 ล้านล้านบาท นับเป็นครั้งแรกที่งบกลาโหมของไต้หวันทะลุระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน ท่ามกลางสถานการณ์ความมั่นคงในช่องแคบไต้หวันที่ตึงเครียดขึ้นจากแรงกดดันทางทหารของจีน

รายงานข่าวระบุว่า งบกลาโหมที่เสนอคิดเป็นประมาณ 3.01% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี โดยรัฐบาลไต้หวันระบุว่า การเพิ่มงบประมาณครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศและการป้องกันตนเอง

โดยนายไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน กล่าวก่อนหน้านี้ว่า แผนงบประมาณแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของไต้หวันที่จะเพิ่มศักยภาพในการป้องกันตนเอง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับกิจกรรมทางทหารของจีนที่เพิ่มขึ้นรอบเกาะ ซึ่งการเพิ่มงบกลาโหมครั้งนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กดดันให้ไต้หวันเพิ่มการใช้จ่ายด้านความมั่นคงและเสริมศักยภาพในการรับมือภัยคุกคามทางทหาร

อย่างไรก็ตาม ร่างงบประมาณนี้อาจเผชิญการพิจารณาอย่างเข้มข้นในสภานิติบัญญัติไต้หวัน ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายค้าน โดยงบประมาณประจำปี 2569 เพิ่งผ่านความเห็นชอบเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังใช้เวลาพิจารณานานเกือบ 1 ปี.

FBI จับกุม หญิงนิวยอร์กวางแผน ระเบิดอาคารรัฐสภา

FBI จับกุม หญิงนิวยอร์กวางแผน ระเบิดอาคารรัฐสภา

21 ส.ค. 2569 06:09 น.

FBI จับกุม หญิงนิวยอร์กวางแผน ระเบิดอาคารรัฐสภา

FBI ของสหรัฐฯ จับกุมตัวหญิงสาวชาวนิวยอร์กรายหนึ่ง ในข้อหาวางแผนวางระเบิดโจมตีอาคารรัฐสภานิวยอร์ก โดยเธอมีแนวคิดสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายอย่างกลุ่มรัฐอิสลาม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 20 ส.ค. 2568 ว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานสืบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) เข้าจับกุมตัว น.ส.เจสซิกา โบวี อายุ 35 ปี จากเมืองออลบานี รัฐนิวยอร์ก ในข้อหาให้การสนับสนุนแก่พรรคพวกหรือองค์กรก่อการร้ายข้ามชาติ หลังพบว่าเธอวางแผนจะวางระเบิดอาคารรัฐสภาประจำรัฐนิวยอร์ก เพื่อสังหารเหล่านักการเมืองและสมาชิกวุฒิสภา

โบวีตกเป็นเป้าหมายการสืบสวนของเจ้าหน้าที่และสายข่าวของ FBI ซึ่งปลอมตัวเป็นสมาชิกกลุ่มรัฐอิสลาม หรือ ไอซิส (ISIS) โดยเธอสารภาพว่าเลือกอาคารรัฐสภาประจำรัฐเป็นเป้าหมายเพราะโจมตีง่ายกว่าทำเนียบขาว โดยเธอเดินทางไปลาดตระเวนและสำรวจพื้นที่อย่างน้อย 5 ครั้ง พร้อมวางแผนจะซ่อนระเบิดไว้ในกระเป๋าเก็บความร้อนสำหรับส่งอาหาร

เจ้าหน้าที่ซึ่งปลอมตัวเป็นสมาชิกไอซิส มอบเงิน 200 ดอลลาร์สหรัฐให้เธอไปซื้อตะปูจากร้านอุปกรณ์ก่อสร้าง Home Depot เพื่อใช้ทำเป็นสะเก็ดระเบิด โดยในวันพุธ (19 ส.ค.) โบวีถูกควบคุมตัวพร้อมของกลางเป็นระเบิดปลอม ปืนชำรุด (ซึ่งเจ้าหน้าที่สายลับจัดหาให้) มีด และจดหมายแสดงความจงรักภักดีต่อกลุ่ม IS

เอกสารคำฟ้องระบุว่า โบวีเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามเมื่อราว 5 ปีก่อน เป็นผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่มักโพสต์ข้อความต่อต้านอเมริกัน และสรรเสริญเหตุวินาศกรรมตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เมื่อ 11 ก.ย. 2544 จนถูกระงับบัญชีในหลายแพลตฟอร์ม เธอยังเคยประกาศสวามิภักดิ์ต่อกลุ่มไอซิสด้วย

ด้านนาง เคที โฮชูล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ออกมาขอบคุณความร่วมมือของ FBI และตำรวจรัฐนิวยอร์ก พร้อมเน้นย้ำว่าทางรัฐบาลได้ยกระดับมาตรการความปลอดภัย ณ อาคารรัฐสภาและหน่วยงานรัฐต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่องเพื่อรับมือกับภัยคุกคามและความรุนแรงทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อดีตนายกฯ ปากีสถาน ถูกส่งตัวจากเรือนจำ เข้ารักษาในโรงพยาบาล

อดีตนายกฯ ปากีสถาน ถูกส่งตัวจากเรือนจำ เข้ารักษาในโรงพยาบาล

21 ส.ค. 2569 05:36 น.

อดีตนายกฯ ปากีสถาน ถูกส่งตัวจากเรือนจำ เข้ารักษาในโรงพยาบาล

นายอิมราน ข่าน อดีตนายกรัฐมนตรีปากีสถาน ถูกย้ายจากเรือนจำไปอยู่โรงพยาบาลเพื่อตรวจรักษาทางการแพทย์ ตามคำสั่งศาลแล้ว หลังมีความกังวลเรื่องสุขภาพของเขามานานหลายเดือน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายอิมราน ข่าน อดีตนายกรัฐมนตรีปากีสถานซึ่งกำลังรับโทษจำคุกอยู่ในเรือนจำ ถูกย้ายตัวออกจากเรือนจำ “อาเดียลา” (Adiala) ไปยังโรงพยาบาลนานาชาติ “ชีฟา” (Shifa) ในกรุงอิสลามาบัดแล้ว เมื่อช่วงหลังเที่ยงคืนของวันพฤหัสบดีที่ 20 ส.ค. 2569 เพื่อเข้ารับการตรวจและรักษา ตามคำสั่งของศาลสูงสุด

พรรคปากีสถาน เตห์รีค-อี-อินซาฟ (PTI) ของนายข่านเปิดเผยว่า การย้ายตัวครั้งนี้เป็นไปตามคำสั่งของคณะผู้พิพากษาศาลสูงสุด 3 ท่าน ที่สั่งการให้รัฐบาลนำตัวข่านส่งโรงพยาบาล เพื่อเข้ารับการตรวจร่างกายโดยคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และ ดร.ไฟซาล สุลต่าน แพทย์ประจำตัวของเขา

นาย ตาริก ฟาซาล ชอดรี รัฐมนตรีฝ่ายกิจการรัฐสภา ระบุว่ารัฐบาลพร้อมปฏิบัติตามคำสั่งศาลอย่างเต็มที่ พร้อมเสริมว่าหากสถานพยาบาลของรัฐไม่สามารถให้บริการดูแลรักษาได้อย่างเพียงพอ รัฐบาลอาจพิจารณาอนุญาตให้ส่งตัวไปรักษาต่อยังต่างประเทศได้

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากครอบครัวและแพทย์ประจำตัวของข่านแสดงความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพและการเข้าถึงการรักษาพยาบาลมานานหลายเดือน โดยเฉพาะประเด็นที่ครอบครัวอ้างว่า นายข่านสูญเสียการมองเห็นในตาขวาไปถึง 85% แม้รัฐบาลจะออกมายืนยันในเวลาต่อมาว่า เขาอาการดีขึ้น และสายตาฟื้นฟูกลับมาราว 70% แล้วก็ตาม

พรรค PTI และครอบครัวเรียกร้องให้ข่านได้รับอนุญาตพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลต่อไป แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเขาจะถูกนำตัวกลับเข้าเรือนจำหลังการตรวจร่างกายเสร็จสิ้นหรือไม่

ทั้งนี้ อดีตดาวดังวงการคริกเก็ตผู้ผันตัวมาเล่นการเมืองรายนี้ ถูกลงมติถอดถอนออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเดือนเมษายน 2565 และถูกคุมขังมาตั้งแต่ปี 2566 หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีทุจริตหลายคดี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

5 ชาติตะวันตก ร่วมประณามอิสราเอล โครงการตั้งถิ่นฐานในเวสต์แบงก์

5 ชาติตะวันตก ร่วมประณามอิสราเอล โครงการตั้งถิ่นฐานในเวสต์แบงก์

21 ส.ค. 2569 04:52 น.

5 ชาติตะวันตก ร่วมประณามอิสราเอล โครงการตั้งถิ่นฐานในเวสต์แบงก์

5 ชาติตะวันตกออกแถลงการณ์ร่วม ประณามอิสราเอลที่เปิดประมูลโครงการสร้างที่พักอาศัยกว่า 1,200 หน่วยในพื้นที่สำคัญของเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งจะกระทบต่อการตั้งรัฐปาเลสไตน์อย่างใหญ่หลวง

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 ส.ค. 2569 สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และแคนาดา ได้ออกแถลงการณ์ร่วมประณามอิสราเอลอย่างรุนแรง หลังรัฐบาลอิสราเอลเปิดประมูลโครงการสร้างที่พักอาศัยกว่า 1,200 หน่วย ในเขต “ตะวันออก 1” (E1) ของเขตเวสต์แบงก์ (West Bank) พร้อมเรียกร้องให้อิสราเอลยกเลิกแผนดังกล่าวทันที

โครงการก่อสร้างในพื้นที่ E1 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ราว 12 ตารางกิโลเมตรระหว่างเยรูซาเล็มตะวันออกและนิคม มาเล อาดูมิม (Maale Adumim) จะส่งผลให้เวสต์แบงก์ถูกตัดขาดออกเป็นสองส่วน (เหนือและใต้) และแยกเยรูซาเล็มตะวันออกจากพื้นที่ของชาวปาเลสไตน์ ซึ่งหลายฝ่ายเตือนว่าจะทำลายโอกาสในการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ที่เชื่อมติดกันอย่างสิ้นเชิง

แถลงการณ์ร่วมระบุว่า การตัดสินใจของอิสราเอลเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เขตเวสต์แบงก์กำลังเผชิญกับความไม่สงบอย่างหนัก ความรุนแรงจากผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลที่กระทำต่อพลเรือนปาเลสไตน์พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน และเศรษฐกิจของปาเลสไตน์กำลังถูกจำกัดอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ กระทรวงการเคหะของอิสราเอลเปิดประมูลที่พักอาศัยจำนวน 1,234 หน่วย จากทั้งหมด 3,401 หน่วยที่ได้รับการอนุมัติ โดยกำหนดวันสิ้นสุดการยื่นประมูลในวันที่ 19 ต.ค. ก่อนหน้าการเลือกตั้งทั่วไปของอิสราเอลเพียงไม่กี่วัน ซึ่งจะทำให้รัฐบาลชุดใหม่ยกเลิกโครงการได้ยากยิ่งขึ้น

ด้านเลขาธิการสหประชาชาติ (UN) และรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของเบลเยียม เตือนว่าแผนการนี้เป็นภัยคุกคามต่อการมีอยู่ของรัฐปาเลสไตน์

อนึ่ง นับตั้งแต่อิสราเอลเข้ายึดครองเวสต์แบงก์และเยรูซาเล็มตะวันออกในสงครามปี 2510 อิสราเอลได้สร้างนิคมไปแล้วราว 160 แห่ง รองรับชาวยิวประมาณ 700,000 คน ซึ่งตั้งอยู่ปะปนกับชาวปาเลสไตน์ราว 3.3 ล้านคน

การขยายตัวของนิคมเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดนับตั้งแต่นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู กลับมาดำรงตำแหน่งพร้อมรัฐบาลผสมฝ่ายขวาจัดเมื่อปลายปี 2565

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ขุนคลังสหรัฐฯ จี้ชาติพันธมิตรร่วมมืออเมริกัน คว่ำบาตรเศรษฐกิจอิหร่าน

ขุนคลังสหรัฐฯ จี้ชาติพันธมิตรร่วมมืออเมริกัน คว่ำบาตรเศรษฐกิจอิหร่าน

21 ส.ค. 2569 03:48 น.

ขุนคลังสหรัฐฯ จี้ชาติพันธมิตรร่วมมืออเมริกัน คว่ำบาตรเศรษฐกิจอิหร่าน

รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการโจมตีเศรษฐกิจของอิหร่าน พร้อมยื่นคำขาดถึงพันธมิตรว่า “คุณจะอยู่ฝ่ายเดียวกับเรา หรือเป็นศัตรูกับเรา”

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 ส.ค. 2569 นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องให้ประเทศพันธมิตรร่วมมือกับวอชิงตันในการ “บดขยี้” เศรษฐกิจอิหร่าน เพื่อโค่นล้มระบอบการปกครองโดยส่งสัญญาณเตือนอย่างเด็ดขาดถึงนานาประเทศว่า “คุณจะอยู่ฝ่ายเดียวกับเรา หรือเป็นศัตรูกับเรา”

คำพูดของนายเบสเซนต์เป็นการขานรับคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุก่อนหน้านี้ว่าประเทศใดก็ตามที่ให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลอิหร่านจะต้องเจอกับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

ทรัมป์อ้างว่า สหรัฐฯ กำลังเตรียมเปิดตัวมาตรการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยจะลงโทษทั้งอิหร่าน และประเทศพันธมิตร รวมถึงภาคธุรกิจต่างชาติที่ยังคงค้าขาย โอนเงิน หรือซื้อน้ำมันจากอิหร่าน ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดจะเปิดเผยในงานแถลงข่าววันที่ 24 ส.ค.นี้

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจแบบเข้มข้นดังกล่าว จะช่วยลดความจำเป็นในการกลับไปใช้กำลังทางทหารเพื่อเปิดฉากสงครามเต็มรูปแบบ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของสหรัฐฯ เกิดขึ้นหลังจาก สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ โดยอ้างเหตุผลเพื่อยับยั้งการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีอิสราเอล ฐานทัพสหรัฐฯ และปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกผันผวนอย่างหนัก

แม้จะมีการตกลงหยุดยิงในเดือนเมษายนและมิถุนายนเพื่อเจรจา แต่ข้อตกลงกลับถูกละเมิดเรื่อยมา และการเจรจาต้องหยุดชะงักลงในที่สุด ในขณะที่อิหร่านยังคงถือไพ่เหนือกว่าในเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ และเป็นผู้กุมเงื่อนไขในการเปิดเส้นทางเดินเรือสายสำคัญแห่งนี้

โดนัลด์ ทรัมป์ จึงเปลี่ยนแผนมาโจมตีเศรษฐกิจของอิหร่าน ซึ่งเปราะบางอย่างหนักจากการโดนนานาชาติคว่ำบาตรมานานหลายทศวรรษ โดยตัวเลขทางการชี้ว่าในช่วง 12 เดือนจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สินค้าจำเป็นในอิหร่านมีราคาสูงขึ้นเฉลี่ย 60% และราคาอาหารพุ่งสูงขึ้นถึงสองเท่า จนเกิดการประท้วงใหญ่ทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์คาดว่า แม้สหรัฐฯ จะตั้งเป้าสั่นคลอนการปกครอง แต่ชาวเมืองในอิหร่านมองว่า ประชาชนเคยชินกับการใช้ชีวิตภายใต้มาตรการคว่ำบาตรมานานแล้ว และเชื่อว่ารัฐบาลจะหาช่องทางในการค้าขายเพื่อพยุงตัวต่อไปได้ แม้เศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบแต่ก็อาจจะไม่ถึงขั้นล่มสลายอย่างที่สหรัฐฯ คาดการณ์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นายกเล็กเมืองโคโม สั่งห้ามขี่จักรยานบางพื้นที่ หลังถูกจักรยานไฟฟ้าชน

นายกเล็กเมืองโคโม สั่งห้ามขี่จักรยานบางพื้นที่ หลังถูกจักรยานไฟฟ้าชน

21 ส.ค. 2569 02:33 น.

นายกเล็กเมืองโคโม สั่งห้ามขี่จักรยานบางพื้นที่ หลังถูกจักรยานไฟฟ้าชน

นายกเทศมนตรีเมืองโคโม ของอิตาลี ประกาศห้ามขี่จักรยาน-จักรยานไฟฟ้าในบางพื้นที่ของเมืองแห่งนี้ หลังจากตัวเขาถูกจักรยานไฟฟ้าชน โดยระบุว่า รู้ดีว่าการถูกหนึ่งในอสูรร้ายพวกนี้ชนมันเป็นอย่างไร

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 ส.ค. 2569 นายอเลสซานโดร ราปิเนเซ นายกเทศมนตรีเมืองโคโม ในเมืองเก่าอันทรงประวัติศาสตร์ของประเทศอิตาลี ประกาศห้ามประชาชนขี่จักรยานในพื้นที่บางส่วนของเมือง ซึ่งครอบคลุมถนนกว่า 30 สาย นับตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป โดยอ้างว่ามาตรการนี้จำเป็นอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของสาธารณชน

นายราปิเนเซบอกกับสำนักข่าว อันซา (ANSA) ของอิตาลีว่า “คนเรามักทำตามประสบการณ์ของตัวเอง และผมรู้ดีว่าการถูกหนึ่งในอสูรร้าย (beasts) พวกนี้ชนมันเป็นอย่างไร”

นอกจากที่เมืองโคโมแล้ว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีกหลายแห่งทั่วยุโรป รวมถึงในสหราชอาณาจักร ได้ออกข้อจำกัดเกี่ยวกับสถานที่และรูปแบบการใช้งานจักรยานไฟฟ้าและยานพาหนะส่วนบุคคลประเภทอื่นเช่นกัน

มาตรการที่นายราปิเนเซเสนอ เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายจราจรใหม่ ซึ่งกำหนดให้มีเขตจำกัดการจราจร (ZTL) เพื่อจัดการกับการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยว และกำหนดกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดมากขึ้นสำหรับรถยนต์และรถตู้ในใจกลางเมือง

ถนนหลายสายที่อยู่ภายใต้คำสั่งห้ามนี้เป็นถนนที่กว้างที่สุดในเขตเมืองเก่า และเป็นเส้นทางยอดนิยมของพนักงานส่งสินค้า โดยมาตรการนี้จะครอบคลุมทั้งจักรยานไฟฟ้าและจักรยานปั่นทั่วไป เนื่องจากประมวลกฎหมายทางหลวงของอิตาลีไม่ได้แยกความแตกต่างระหว่างพาหนะทั้งสองประเภท

นายราปิเนเซเล่าย้อนเหตุการณ์ที่เขาถูกจักรยานไฟฟ้าชนเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมันเกิดขึ้นขณะที่เขากำลังออกจากศาลาว่าการเมือง และชนกับจักรยานไฟฟ้าอย่างจัง เพียงไม่นานหลังจากที่คณะผู้บริหารของเขาได้หารือเกี่ยวกับข้อจำกัดการจราจรในใจกลางเมือง

“ในกรณีนี้ ผมไม่ได้ถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาล” นายราปิเนเซกล่าว “ผมแค่ถูกจักรยานชน แต่ผมได้รวบรวมข้อมูล และนั่นคือที่มาของมาตรการนี้”

ทั้งนี้ กฎระเบียบการจราจรใหม่สำหรับเขต ZTL หมายความว่ายานพาหนะบางประเภทจะต้องมีใบอนุญาตรายปี และต้องจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตเข้าพื้นที่วันละ 3 ยูโร

การส่งสินค้าไปยังร้านค้าและร้านอาหารจะได้รับอนุญาตเฉพาะช่วงเวลา 06:00 น. ถึง 23:00 น. เท่านั้น ในขณะที่นักท่องเที่ยวที่พักในโรงแรมจะสามารถขับจักรยานเข้าสู่ใจกลางเมืองได้ก็ต่อเมื่อที่พักมีที่จอดรถรองรับเท่านั้น

แน่นอนว่า คำสั่งห้ามของนายราปิเนเซเผชิญกระแสต่อต้านจากชาวเมือง เนื่องจากจักรยานและจักรยานไฟฟ้าเป็นหนึ่งในพาหนะหลักในการเดินทางของคนท้องถิ่น โดยมีการเปิดแคมเปญล่ารายชื่อบนโลกออนไลน์ เพื่อยับยั้งมติของเทศบาลเมือง

Civitas Como กลุ่มภาคประชาชนในท้องถิ่น ได้ออกมาท้าทายความชอบธรรมของคำสั่งห้ามนี้ โดยระบุว่าเป็นเรื่องที่ “น่าตั้งข้อสงสัยและผิดพลาด” ขณะที่สมาคม Nova Como เตรียมจัดกิจกรรมปั่นจักรยานประท้วงในวันที่ 12 ก.ย.นี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟ ดับแล้ว 15 ศพ ยูเครนขาดแคลนมิสไซล์สกัดกั้น

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟ ดับแล้ว 15 ศพ ยูเครนขาดแคลนมิสไซล์สกัดกั้น

21 ส.ค. 2569 00:18 น.

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟ ดับแล้ว 15 ศพ ยูเครนขาดแคลนมิสไซล์สกัดกั้น

รัสเซียโจมตีกรุงเคียฟของยูเครนและพื้นที่โดยรอบอย่างหนัก ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 15 ศพ ขณะที่ทางการยูเครนเรียกร้องให้ชาติตะวันตกช่วยส่งมิสไซล์สกัดกั้นที่กำลังร่อยหรอ มาให้เพิ่มเติมอย่างเร่งด่วน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพรัสเซียโจมตีกรุงเคียฟและพื้นที่โดยรอบอีกครั้งในช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันพฤหัสบดี (20 ส.ค. 2569) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ศพ สร้างความเสียหายแก่แฟลตที่พักอาศัย คลังสินค้า โรงพยาบาลเด็ก และโรงเรียน รวมถึงทำให้ไฟฟ้าดับกระทบประชาชนหลายพันครัวเรือน

รองหัวหน้าฝ่ายข่าวกรองยูเครนระบุว่า รัสเซียตั้งใจโจมตีคลังสินค้าและอาคารกำเนิดพลังงานความร้อนเพื่อทำลายระบบทำความร้อน ก่อนจะเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่รัสเซียใช้มาหลายปี

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายรัสเซียอ้างว่าพวกเขาเล็งเป้าเฉพาะสิ่งปลูกสร้างทางการทหารและคลังสินค้า พร้อมระบุว่าสกัดโดรนของยูเครนได้ 726 ลำในหลายภูมิภาค

ด้านนายวิตาลี คลิตช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ กับนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ออกมาร้องขอความช่วยเหลือจากชาติตะวันตก ให้ส่งขีปนาวุธสำหรับระบบป้องกันทางอากาศ “แพทริออต” (Patriot) มาให้อย่างเร่งด่วน เนื่องจากการขาดแคลนกระสุน ทำให้ยูเครนไม่สามารถสกัดกั้นมิสไซล์ที่รัสเซียยิงมาได้เลย

อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนด้านอาวุธจากชาติตะวันตกให้ยูเครนประสบความล่าช้าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ ซึ่งสต็อกขีปนาวุธสกัดกั้นร่อยหรอเนื่องจากถูกนำไปใช้ในสงครามกับอิหร่าน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถในการคุ้มกันน่านฟ้าของยูเครน

ทั้งนี้ ยูเครนเร่งยกระดับการโจมตีโต้กลับลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย รวมถึงการใช้โดรนกว่า 600 ลำโจมตีกรุงมอสโกในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในฝั่งรัสเซียอย่างน้อย 16 รายในสัปดาห์นี้

ทางการกรุงเคียฟประกาศให้วันศุกร์ที่ 21 ส.ค. เป็นวันไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของรัสเซียในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่การเจรจาทางการทูตเพื่อหยุดยิงยังคงไม่มีความคืบหน้าใดๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เซลล์แมนขายรถ กลายเป็นเจ้าชายเบลเยียม หลังยืนยันสายเลือดราชวงศ์

เซลล์แมนขายรถ กลายเป็นเจ้าชายเบลเยียม หลังยืนยันสายเลือดราชวงศ์

20 ส.ค. 2569 23:36 น.

เซลล์แมนขายรถ กลายเป็นเจ้าชายเบลเยียม หลังยืนยันสายเลือดราชวงศ์

(เจ้าชายลอรองต์กับ เกลม็อง ฟานเดอแกร์กโฮเวอ พระโอรส (ภาพจาก Clément Vandenkerckhove/Instagram)

อดีตพนักงานขายรถยนต์วัย 26 ปี กลายเป็นเจ้าชายองค์ใหม่แห่งราชวงศ์เบลเยียมแล้ว หลังเจ้าชายลอรองต์ทรงรับรองให้เขาเป็นพระโอรสและทายาทตามกฎหมาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นาย เกลม็อง ฟานเดอแกร์กโฮเวอ (Clément Vandenkerckhove) อดีตพนักงานขายรถยนต์วัย 26 ปี กลายเป็นเจ้าชายแห่งราชวงศ์เบลเยียมแล้ว หลังจากเจ้าชายลอรองต์ พระโอรสองค์รองในสมเด็จพระราชาธิบดีอัลแบร์ที่ 2 แห่งเบลเยียม ทรงรับรองให้เขาเป็นพระโอรสและทายาทตามกฎหมาย

นายฟานเดอแกร์กโฮเวอ เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าชายลอรองต์ กับ เวนดี ฟาน วอนเตน นักร้องชาวเบลเยียม โดยเขาได้รับการต้อนรับเข้าสู่ครอบครัวของเจ้าชายลอรองต์อย่างเงียบๆ ในพิธีการที่จัดขึ้นเมื่อ 6 เดือนก่อน แต่เพิ่งมีการเปิดเผยรายละเอียดในตอนนี้

ทั้งนี้ แม้ฟานเดอแกร์กโฮเวอจะได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าชายอย่างเป็นทางการ แต่เขาจะไม่ได้รับเงินนิตยภัต (เงินประจำตำแหน่ง) จากราชวงศ์

เจ้าชายองค์ใหม่ใช้เวลาหลายปีที่ผ่านมาในการปรับตัวกับความจริงที่ว่า เขามีบิดาเป็นเจ้าชายในราชวงศ์เบลเยียม และเมื่อเร็วๆ นี้เขาได้กล่าวว่าเขายังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มใช้นามสกุล แซกส์-โคบวร์ก ของพระบิดาหรือไม่

“ผมอาจจะอยากทำแบบนั้น แต่ผมก็ภูมิใจในนามสกุล ฟานเดอแกร์กโฮเวอ” เขาบอกกับ Het Nieuwsblad หนังสือพิมพ์ของเบลเยียม “หากผมต้องสละนามสกุลของครอบครัวนั้นไป มันคงเป็นการทรยศต่อทุกสิ่งที่แม่ทำเพื่อผม”

นายฟานเดอแกร์กโฮเวอจะไม่มีสิทธิ์ในลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ของเบลเยียม ต่างจากเจ้าหญิงหลุยส์ เจ้าชายแอมเมอริก และเจ้าชายนิโคลัส ซึ่งเป็นพี่น้องต่างมารดา และเขาจะไม่ได้มีส่วนร่วมในพระกรณียกิจสาธารณะของราชวงศ์ด้วย

อนึ่ง นายฟานเดอแกร์กโฮเวอเป็นที่รู้จักดีอยู่แล้วในหมู่ชาวเบลเยียม เนื่องจากเขาเคยปรากฏตัวในสารคดีโทรทัศน์ภาษาแฟลมิชเมื่อเดือนกันยายนปีก่อน ซึ่งเขาเล่าเรื่องราวว่าเขารู้จักกับพระบิดาได้อย่างไร

เจ้าชายลอรองต์เคยคบหากับ เวนดี ฟาน วอนเตน หรือชื่อจริงคือ ไอริส ฟานเดอแกร์กโฮเวอ ก่อนที่จะอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงแคลร์ในปี 2546

ในสารคดี นายฟานเดอแกร์กโฮเวอเล่าว่า เขาพบกับเจ้าชายลอรองต์โดยไม่คาดคิดที่ศูนย์การค้าแห่งหนึ่ง เมื่อปี 2556 โดยที่ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร จนกระทั่งอายุได้ 16 ปี มารดาของเขาจึงได้เปิดเผยตัวตนของพระบิดาให้ทราบ

4 ปีต่อมา เขาก็รวบรวมความกล้าโทรศัพท์หาพระบิดา และหลังจากโทรคุยกันอีกหลายครั้ง ทั้งสองก็ได้พบหน้ากัน ซึ่งเจ้าชายลอรองต์เสนอให้ตรวจ DNA

“เราไปโรงพยาบาลด้วยกัน และผมจำได้ว่าท่านพูดว่า ‘พ่อจะตรวจก่อน ลูกจะได้รู้สึกผ่อนคลาย’” นายฟานเดอแกร์กโฮเวอกล่าวกับ VTM จากนั้นเขาก็ได้รับอีเมลจากห้องปฏิบัติการแจ้งผลตรวจว่า DNA ตรงกันถึง 99.5%

เจ้าชายลอรองต์ออกมายอมรับเมื่อเดือนกันยายน 2568 ว่า พระองค์มีพระโอรสลับอยู่ ซึ่งก็คือ เกลม็อง ฟานเดอแกร์กโฮเวอ และเรื่องนี้ก็นำไปสู่การรับรองเป็นพระโอรสและทายาทตามกฎหมายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทช.สำรวจปลาหมอคางดำ 4 จังหวัด พบ 5 ตัว ในพื้นที่ ปากแม่น้ำเจ้าพระยา–คลองขุนราชพินิจใจ

21 สิงหาคม 2569 เวลา 15:09 น.

กรมทรัพยากรทางทะเลฯ สำรวจปลาหมอคางดำ 4 จังหวัด พบ 5 ตัว ในพื้นที่ ปากแม่น้ำเจ้าพระยา–คลองขุนราชพินิจใจ

วันที่ 21 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน (ศวทบ.) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ลงพื้นที่เอกซเรย์ติดตามการแพร่กระจายของ ปลาหมอคางดำ ในระบบนิเวศปากแม่น้ำ 4 จังหวัดสำคัญ ได้แก่ ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร และสมุทรสาคร จังหวัดละ 3 สถานีสำรวจ

การสำรวจใช้วิธีวางอวนลอยติดตาและสุ่มหว่านแห เพื่อเก็บข้อมูลชนิดและการแพร่กระจายของสัตว์น้ำในพื้นที่

ผลการสำรวจพบว่า

บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา จ.สมุทรปราการ และปากคลองขุนราชพินิจใจ กรุงเทพมหานคร พบปลาหมอคางดำรวม 5 ตัว

บริเวณปากแม่น้ำบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ไม่พบ ปลาหมอคางดำ

บริเวณปากแม่น้ำท่าจีน จ.สมุทรสาคร ไม่พบ ปลาหมอคางดำ

นอกจากนี้ จากการสำรวจยังพบสัตว์น้ำชนิดอื่น ๆ รวมทั้งสิ้น 30 ชนิด สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศปากแม่น้ำและพื้นที่ชายฝั่ง

การสำรวจและติดตามอย่างต่อเนื่องมีความสำคัญต่อการเฝ้าระวังสถานการณ์การแพร่กระจายของปลาหมอคางดำ รวมถึงการรวบรวมข้อมูลทางวิชาการเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำและระบบนิเวศทางทะเลอย่างเหมาะสม

รู้เร็ว ติดตามต่อเนื่อง จัดการบนฐานข้อมูล คือหัวใจสำคัญในการดูแลสมดุลของระบบนิเวศ และรักษาความหลากหลายของสัตว์น้ำไทยให้คงอยู่ต่อไป

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งปลาหมอคางดำ

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ รุกเดินหน้าขับเคลื่อนระบบ Co-op Financial มุ่งยกระดับมาตรฐานสหกรณ์ไทย

21 สิงหาคม 2569 เวลา 09:29 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้ายกระดับมาตรฐานความเชื่อมั่นด้านการเงินและบัญชีของสหกรณ์ไทยอย่างต่อเนื่อง ภายหลังจากการเปิดตัวระบบ Co-op Financial ไปเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยเตรียมจัดกิจกรรมโรดโชว์ทั่วประเทศเพื่อขยายผลการใช้งานไปยังกลุ่มเป้าหมายหลัก พร้อมชูระบบประเมินความเสี่ยงและเตรียมดึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสอบบัญชีในอนาคต

นายวุฒิพงศ์ เนียมหอม อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เปิดตัวโครงการ มีผู้เข้าใช้งานระบบแล้วกว่า 10,000 ครั้ง ซึ่งบุคลากรและผู้สอบบัญชีของกรมฯ มีความพึงพอใจอย่างมากเนื่องจากสามารถเห็นข้อมูลได้หลายมิติ อย่างไรก็ตาม สัดส่วนการใช้งานจากกลุ่มสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรกว่า 10,000 แห่ง และสมาชิกรวม 11 ล้านคน ยังมีน้อยกว่าร้อยละ 10 กรมฯ จึงเตรียมแผนจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์และจัดกิจกรรมโรดโชว์ไปยังที่ประชุมใหญ่ของชุมนุมสหกรณ์ทั้ง 7 ประเภททั่วประเทศ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้สหกรณ์ต่างๆ สามารถนำระบบนี้ไปใช้บริหารจัดการความเสี่ยงและสร้างความเข้มแข็งให้องค์กร

หนึ่งในฟังก์ชันสำคัญที่กรมฯ ภาคภูมิใจคือระบบประเมินความเสี่ยง หรือ CF Score ซึ่งจะจัดระดับความเสี่ยงของสหกรณ์ออกเป็นสีเขียว สีเหลือง และสีแดง โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้ถึง 20 ปี และจะมีการอัปเดตข้อมูลทุกปีหลังจากการสอบบัญชีเสร็จสิ้น ระบบนี้ช่วยให้ประธานชุมนุมสหกรณ์แต่ละประเภทสามารถมองเห็นภาพรวมของสหกรณ์ในเครือข่ายตนเองได้ทั้งหมด จากเดิมที่เคยเห็นเฉพาะข้อมูลของตนเอง

สำหรับการแก้ไขปัญหาสหกรณ์ที่ไม่สามารถปิดบัญชีได้ กรมฯ ได้แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะตามความรุนแรงของปัญหา โดยในกลุ่มระยะสั้นที่ปิดบัญชีไม่ได้ 2-4 ปี กรมฯ ประเมินว่าแก้ไขได้ไม่ยากและจะส่งทีมงานเข้าไปช่วยเหลือโดยตรง ส่วนกลุ่มระยะกลางที่สะสมปัญหามา 5-15 ปี อาจจำเป็นต้องอาศัยข้อกฎหมายและการใช้อำนาจของนายทะเบียนสหกรณ์เข้ามาร่วมจัดการ และสำหรับกลุ่มระยะยาวที่มีปัญหาเรื้อรัง 15-30 ปี ซึ่งมีความซับซ้อนและบางกรณีไม่สามารถหาหลักฐานทางบัญชีได้ กรมฯ จะพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อหาข้อยุติทางกฎหมายที่ถูกต้องและรักษาผลประโยชน์สูงสุดของสมาชิก

ในด้านการพัฒนาบุคลากร ปัจจุบันกรมฯ มีผู้สอบบัญชีประมาณ 400 กว่าคน ซึ่งแต่ละคนต้องรับผิดชอบดูแลสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรรวมเกือบ 10,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาภาระงาน กรมฯ จึงมีเป้าหมายที่จะนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยสอบบัญชีในปี 2570 โดยจะนำร่องกับสหกรณ์การเกษตรที่ไม่มีความซับซ้อนก่อน นอกจากนี้ กรมฯ ยังเร่งผลักดันสวัสดิการให้แก่บุคลากร ทั้งการเสนอขอเงินค่าตอบแทนพิเศษประจำตำแหน่ง และการจัดทำหลักสูตรอบรมที่ได้มาตรฐานสากลเพื่อสนับสนุนให้ผู้สอบบัญชีภาครัฐสามารถนำชั่วโมงการทำงานไปนับรวมในการขอรับใบอนุญาตผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ซึ่งจะเป็นการสร้างขวัญกำลังใจและพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างยั่งยืน

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,สหกรณ์ไทย,