T&B Media Global คว้า 2 รางวัลจากเวที Cartoonvision Animation Contest

T&B Media Global คว้า 2 รางวัลจากเวที Cartoonvision Animation Contest

T&B Media Global คว้า 2 รางวัลจากเวที Cartoonvision Animation Contest

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.19 น.

T&B Media Global Thailand โดย ดร.แตน ณัฐวัฒน์ อริยวรารมย์ สร้างความภาคภูมิใจให้กับวงการแอนิเมชันไทยอีกครั้ง กับผลงานแอนิเมชัน 2 เรื่อง คือ  Out Of The Nest (องครักษ์พิทักษ์เจี๊ยบ)   และ FriendZSpace (ก๊วน 3 ซ่า ตะลุยจักรวาล)    ที่คว้ารางวัลจากเวที Cartoonvision Animation Contest ซึ่งเป็นการประกวดแอนิเมชันระดับนานาชาติที่จัดขึ้น ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร โดยเป็นการยกย่องผลงานที่โดดเด่นด้านความคิดสร้างสรรค์ ความเชี่ยวชาญ และความเป็นเลิศทางเทคนิคของงานแอนิเมชันจากผู้สร้างทั่วโลกมารวมตัวกัน

โดย  แอนิเมชัน  FriendZSpace  (ก๊วน 3 ซ่า ตะลุยจักรวาล)  คว้ารางวัล TOP 5  ตามมาด้วย แอนิเมชัน  Out Of the Nest (องครักษ์พิทักษ์เจี๊ยบ) ก็ได้คว้ารางวัล TOP 9 ในสาขา  Outstanding Creativity, Mastery, and Technical Skill in the Art of Animation จากเวทีการประกวด Cartoonvision Animation Contest

ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่สำคัญอีกครั้งของ T&B Media Global Thailand ที่นอกจากนำเสนอผลงานแอนิเมชันคุณภาพสู่สายตาผู้ชมแล้ว ยังได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญในระดับนานาชาติ สะท้อนถึงศักยภาพของทีมผู้สร้างในการพัฒนาผลงานที่มีมาตรฐานระดับโลก และความสำเร็จครั้งนี้ยังเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมแอนิเมชันไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสในการขยายความร่วมมือด้านการจัดจำหน่าย การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ และการต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ในตลาดโลก นอกจากนี้บริษัทยังคงพร้อมในการเดินหน้าสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพ เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้ผู้ชมทั้งในประเทศและทั่วโลกต่อไป

#TandBMediaGlobal #FriendZSpace #OutOfTheNest #Cartoonvision

divana จับมือ Make It Right 2026 ส่งต่อความรักในวันแม่ ผ่านศิลปะ การให้ และโอกาส

divana จับมือ Make It Right 2026 ส่งต่อความรักในวันแม่ ผ่านศิลปะ การให้ และโอกาส

divana จับมือ Make It Right 2026 ส่งต่อความรักในวันแม่ ผ่านศิลปะ การให้ และโอกาส

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.00 น.

ในโลกที่หมุนเร็ว ความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสยังคงเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่หลายคนคิด เด็กจำนวนมากเติบโตขึ้นพร้อมข้อจำกัดที่ไม่ได้เกิดจากความสามารถ แต่เกิดจากโอกาสที่ไม่เท่าเทียม ขณะเดียวกัน ‘การให้’ แม้จะเป็นเพียงการกระทำเล็ก ๆ กลับมีพลังในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของใครบางคนได้อย่างมหาศาล เพราะทุกโอกาสที่ถูกหยิบยื่น คือจุดเริ่มต้นของความหวังครั้งใหม่

ด้วยความเชื่อนี้ divana แบรนด์ไลฟ์สไตล์ลักชัวรีด้านน้ำหอมและเครื่องหอมของไทย ซึ่งดำเนินธุรกิจบนปรัชญาแห่งธรรมชาติ ความงดงาม และการแบ่งปัน จึงจับมือกับทีมนักแสดงจาก Make It Right จัดกิจกรรม “divana Bloom of Love: Mother’s Day Workshop” ณ มูลนิธิดวงประทีป เพื่อเปลี่ยนผลิตภัณฑ์เครื่องหอมให้เป็นสื่อกลางของความรัก ความคิดสร้างสรรค์ และการสร้างโอกาสแก่เด็กและเยาวชนในชุมชนคลองเตย

ไฮไลต์ของโครงการคือ divana Room Diffuser ลวดลายดอกมะลิ ซึ่งได้รับการสร้างสรรค์จากการเพนต์ด้วยมือโดยน้อง ๆ นักแสดงจาก Make It Right ร่วมกับน้อง ๆ จากมูลนิธิดวงประทีป ทุกขวดมีเพียงชิ้นเดียวในโลก เปรียบเสมือนเรื่องราวชีวิตที่แตกต่างกัน แต่ล้วนงดงามในแบบของตนเอง ดอกมะลิซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของวันแม่ จึงไม่ได้เป็นเพียงดอกไม้แห่งความกตัญญู หากยังเป็นสัญลักษณ์ของ ‘การให้โดยไม่มีเงื่อนไข’ ความรักที่หล่อเลี้ยงชีวิต และการส่งต่อความหวังจากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่ง

มูลนิธิดวงประทีปทำงานเคียงข้างชุมชนคลองเตยมายาวนาน ด้วยพันธกิจในการยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านการศึกษา การพัฒนาเด็กและเยาวชน การส่งเสริมอาชีพ และการสร้างโอกาสให้ผู้ด้อยโอกาสได้เติบโตอย่างมีศักดิ์ศรี การร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นการเชื่อมโยงภาคธุรกิจ ศิลปิน และภาคประชาสังคมเข้าด้วยกัน เพื่อพิสูจน์ว่าความร่วมมือเล็ก ๆ สามารถสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ได้

นายพัฒนพงศ์ รานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีวานา โกลบอล จำกัด กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 26 ปี divana เชื่อมั่นว่าธุรกิจที่ประสบความสำเร็จต้องเติบโตเคียงข้างสังคม เราให้ความสำคัญกับการดำเนินโครงการเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง เพราะความงดงามที่แท้จริงไม่ได้อยู่เพียงในผลิตภัณฑ์ แต่อยู่ในคุณค่าที่เราสามารถส่งต่อให้ผู้คน โครงการนี้จึงเป็นภาพสะท้อนของตัวตน divana ที่เชื่อมโยงธุรกิจ ศิลปะ และการให้ เพื่อสร้างสังคมที่ยั่งยืน”

นายธเนศ จิระเสวกดิลก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด กล่าวว่า “เดือนแห่งวันแม่ทำให้เราหวนคิดถึงความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต ดอกมะลิจึงถูกเลือกเป็นแรงบันดาลใจของแคมเปญ เพราะสื่อถึงความรัก ความกตัญญู และการให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เราอยากให้ทุกขวด Room Diffuser เป็นมากกว่าของขวัญ แต่เป็นตัวแทนของโอกาสที่ผู้ซื้อร่วมมอบให้เด็ก ๆ ผ่านพลังของศิลปะ”

Make It Right 2026 ถือเป็นหนึ่งในซีรีส์ Boy Love ที่มีบทบาทสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้สังคมเรียนรู้ความรัก ความเข้าใจ และการยอมรับในความหลากหลาย ซีซันล่าสุดยังคงถ่ายทอดคุณค่าของความสัมพันธ์ในทุกมิติ ทั้งความรักของครอบครัว มิตรภาพ และการเติบโตของตัวละคร สอดคล้องกับแนวคิดของโครงการที่เชื่อว่า ความรักไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด ล้วนมีพลังในการเยียวยา สร้างแรงบันดาลใจ และเปลี่ยนแปลงสังคมได้

Room Diffuser ลวดลายดอกมะลิ จะวางจำหน่ายที่ divana ชั้น LG ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พาร์ค ตั้งแต่วันนี้จนกว่าสินค้าจะหมด ในราคา 1,450 บาท โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะมอบให้มูลนิธิดวงประทีป เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านเด็กและเยาวชน

ท้ายที่สุด divana เชื่อว่า โลกที่น่าอยู่ไม่ได้เกิดจากการรอให้ใครคนหนึ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หากเกิดจากการที่ผู้คนจำนวนมากเลือกจะทำสิ่งเล็ก ๆ ด้วยหัวใจเดียวกัน การเลือกซื้อผลงานศิลปะเพียงหนึ่งชิ้น การมอบโอกาสให้เด็กคนหนึ่ง หรือการแบ่งปันความรักเพียงครั้งเดียว อาจกลายเป็นประกายเล็ก ๆ ที่หลอมรวมเป็นแสงสว่างให้กับสังคม เพราะเมื่อการให้ถูกส่งต่ออย่างไม่สิ้นสุด โลกก็จะเต็มไปด้วยความหวัง ความเข้าใจ และความงดงามที่เติบโตไปพร้อมกัน

#divana #MakeItRight #divanaxMakeItRight #มูลนิธิดวงประทีป

เก่ง ธชย ควง อาร์ต อารยา ร่วมเทศกาลระดับโลก WorldPride Amsterdam 2026

เก่ง ธชย ควง อาร์ต อารยา ร่วมเทศกาลระดับโลก WorldPride Amsterdam 2026

เก่ง ธชย ควง อาร์ต อารยา ร่วมเทศกาลระดับโลก WorldPride Amsterdam 2026

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 10.49 น.

ในงาน InterPride Reception ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการพูดคุย สร้างเครือข่าย และเฉลิมฉลองร่วมกับผู้จัดงาน Pride องค์กรสมาชิก พันธมิตร และมิตรภาพจากทั่วโลก ได้มีการประกาศช่วงเวลาสำคัญที่ทุกคนรอคอย นั่นคือการประกาศรายชื่อเมืองที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย (Bid Cities) สำหรับการคัดเลือกเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030 อย่างเป็นทางการ โดย “Bangkok” (กรุงเทพมหานคร) และ “Barcelona” (บาร์เซโลนา) ได้รับการประกาศชื่อให้เป็นสองเมืองสุดท้าย ท่ามกลางเสียงปรบมือแสดงความยินดีจากสมาชิก InterPride นับร้อยคนที่มาร่วมงาน

โดยงานเลี้ยงรับรองในครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการสานต่อเจตนารมณ์ สร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ และเฉลิมฉลองพลังของความเคลื่อนไหวระดับโลก โดยทาง InterPride ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของก้าวต่อไปในการคัดเลือกเมืองที่จะมาเป็นจุดหมายปลายทางของ WorldPride ในปี 2030

·Thailand Reception: เปิดวิสัยทัศน์สู่ Road to Bangkok WorldPride 2030

ในวันเดียวกันเพื่อตอกย้ำความพร้อมและพลังของประเทศไทย Bangkok Pride ได้จัดงาน “Thailand Reception – Road to Bangkok WorldPride 2030″ ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ควบคู่ไปกับเทศกาล WorldPride Amsterdam 2026 ณ โรงแรมพูลิตเซอร์ (Pulitzer Hotel) กรุงอัมสเตอร์ดัม เพื่อประกาศวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นในการประมูลสิทธิ์ (Bid) อย่างเป็นทางการ

วาดดาว – อรรณว์ ชุมาพร ผู้ก่อตั้ง Bangkok Pride และผู้นำการเสนอสิทธิ ได้เป็นผู้นำการประกาศวิสัยทัศน์ในครั้งนี้ โดยกล่าวด้วยพลังแห่งความหวังว่า “การก้าวเข้าสู่รอบสุดท้ายของ Bangkok ในครั้งนี้ คือ บทพิสูจน์ถึงพลังของชุมชนและการหลอมรวมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การเดินทางมาที่นี่ไม่ใช่เพียงเพื่อการเฉลิมฉลองชั่วข้ามคืน แต่คือการสร้างประวัติศาสตร์และปูทางสู่ความเสมอภาคที่ยั่งยืนการต่อสู้ที่ผ่านมาขับเคลื่อนด้วยความหวังเพื่อการเปลี่ยนแปลง จนนำไปสู่ความสำเร็จในการผลักดันกฎหมายที่รับรองความหลากหลายอย่างเป็นรูปธรรม”

พร้อมกล่าวต่อว่า “การได้มาร่วมกับ ASEAN Pride ที่นี่ ทำให้เกิดเครือข่ายพันธมิตรระดับเอเชียที่เข้มแข็ง ซึ่งจะเป็นแรงบันดาลใจและเป็นพลังสำคัญในการร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียอย่างแท้จริง นี่คือช่วงเวลาที่เสียงแห่งความหลากหลายจากอาเซียนจะดังก้องในระดับสากล พร้อมเปิดประตูเอเชียต้อนรับทุกคน เพื่อก้าวสู่สังคมที่ปลอดภัย เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และร่วมกันพลิกโฉมหน้าของเอเชียสู่ความเสมอภาคในทุกมิติ”

ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการนำเสนอความโดดเด่นของกรุงเทพมหานครในมิติต่างๆ โดย อาร์ต อารยา สไตลิสต์และไอคอนแห่งวงการแฟชั่นไทย ได้ขึ้นกล่าวในหัวข้อ “Why Bangkok” โดยดึงเอาเสน่ห์ด้านศิลปะและแฟชั่นมาเป็นจุดเด่น

“กรุงเทพฯ คือศูนย์รวมของความสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัด ศิลปะและแฟชั่นของเราเต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งความเป็นอิสระ การผสมผสานระหว่างรากเหง้าทางวัฒนธรรมและความร่วมสมัยทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่พร้อมจะโอบรับทุกเฉดสีของความหลากหลาย และพร้อมที่จะมอบประสบการณ์ WorldPride ที่เปี่ยมไปด้วยสุนทรียภาพที่ไม่เหมือนใครในโลก” อาร์ต อารยา กล่าว

นอกจากนี้ บรรยากาศในงานยังเต็มไปด้วยสีสันจาก เก่ง ธชย ศิลปินมากความสามารถ ที่โดดเด่นด้านเอกลักษณ์ความเป็นไทย ที่มาร่วมงานและทำการแสดงสุดประทับใจ ผสานเอกลักษณ์ความเป็นไทยเข้ากับความร่วมสมัย สื่อถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของวัฒนธรรมไทย

โดย เก่ง ธชย กล่าวว่า “ดนตรีและศิลปะการแสดงของไทยมีมนต์ขลังและสื่อสารได้ทะลุกำแพงภาษาเสมอ การได้นำเสนอความเป็นไทยบนเวทีระดับโลกในวันนี้ เป็นความภูมิใจสูงสุด และเชื่อมั่นว่ากรุงเทพฯ มีความพร้อมในทุกมิติ ทั้งเสียงดนตรี รอยยิ้ม และความสนุกสนาน ที่จะต้อนรับเพื่อนๆ จากทั่วโลก”

·ปรากฏการณ์เรือ ASEAN Pride สีทองอร่าม ทะยานขึ้นหน้าหนึ่งสื่อทั่วโลก

ความสำเร็จในการเข้ารอบสุดท้ายในวันนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่เมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา ในเทศกาล WorldPride Amsterdam 2026 ซึ่งเป็นงานเฉลิมฉลองความหลากหลายระดับโลกที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ทีม Bangkok Pride ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจในขบวนพาเหรดทางน้ำ (Canal Parade) ซึ่งเป็นไฮไลต์สำคัญของงาน

โดยขบวนเรือ “ASEAN Pride“ ในครั้งนี้ นำโดย อาร์ต อารยา และ เก่ง ธชย พร้อมด้วยบุคคลสำคัญๆ ผู้ร่วมขับเคลื่อนความหลากหลาย ได้แก่ ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, วาดดาว – อรรณว์ ชุมาพร และชมัยพร แต่งเกลี้ยง จาก Bangkok Pride, ลูกนัท – นงนภัส จรเจริญ Content Creator, ศิรินทร์ทิพย์ แสงสว่าง จากเขมราฐไพรด์ และทีม Drag Bangkok โดย ภัทร เลิศสุกิตติพงศา, Patara แดร็กควีนตัวแทนประเทศไทย และ แมกซิม – พิพัฒน์ พงศ์ศรีรัตน์ Content Creator นับเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญในการร่วมโปรโมตแคมเปญ Road to Bangkok WorldPride

เรือ ASEAN Pride ลำนี้ถูกตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงด้วยสีทองอร่ามตระการตา สะท้อนเอกลักษณ์ความรุ่งเรืองของศิลปวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความงดงามและพลังที่สื่อออกมา ทำให้เรือลำนี้ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากผู้ร่วมงานนับแสนคนที่เรียงรายอยู่ริมคลอง จนกลายเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่ทะยานขึ้นหน้าหนึ่งของสำนักข่าวทั่วโลก

ภัทร เลิศสุกิตติพงศา จาก Drag Bangkok ได้กล่าวถึงความภาคภูมิใจในการนำเสนอศิลปะ Drag ไทยบนเวทีระดับโลก และการผสานพลังกับเครือข่ายศิลปินระดับสากลไว้ว่า “การเดินทางมาร่วมงาน WorldPride Amsterdam ในครั้งนี้ เป็นมากกว่าการเดินขบวน แต่คือการเปิดประตูนำศิลปะ วัฒนธรรม และสปิริตของ Drag ไทยมาเฉิดฉายให้สายตาทั่วโลกได้ประจักษ์ เทศกาลนี้คือศูนย์รวมอันยิ่งใหญ่ที่ Drag Queen จากทั่วทุกมุมโลกได้มาแลกเปลี่ยนและเฉลิมฉลองร่วมกัน บรรยากาศของวัฒนธรรม Drag ใน WorldPride เต็มไปด้วยพลังแห่งเสรีภาพและความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัด สิ่งที่น่าภาคภูมิใจที่สุดคือการได้เห็นศิลปินไทยได้รับการยอมรับในระดับสากล อย่างโชว์ของ ปันปัน หรือ ปันไจน่า ฮีลส์ (Pangina Heals) ที่มาร่วมสร้างปรากฏการณ์และแสดงศักยภาพของศิลปินแดร็กไทยในเทศกาลนี้เช่นกัน ภาพความสำเร็จและการหลอมรวมทางวัฒนธรรมเหล่านี้ เป็นเครื่องยืนยันอย่างชัดเจนว่า ศิลปิน Drag ไทยมีศักยภาพระดับสากล และกรุงเทพมหานครก็พร้อมอย่างยิ่งที่จะเป็นเวทีต้อนรับศิลปินจากทั่วโลกใน WorldPride 2030”

การแข่งขันในโค้งสุดท้ายระหว่าง Bangkok และ Barcelona จึงนับเป็นก้าวสำคัญที่ยิ่งใหญ่ ที่จะกำหนดทิศทางของความเคลื่อนไหวด้านสิทธิและความหลากหลายทางเพศระดับสากลในทศวรรษหน้าต่อไป

ทีมตัวแทนจากประเทศไทยยังมีพันธกิจสำคัญในการผลักดันและประชาสัมพันธ์แคมเปญ Road to Bangkok WorldPride 2030 อย่างต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 8 สิงหาคม โดยเตรียมเข้าร่วมกิจกรรมไฮไลต์เพื่อแสดงศักยภาพของเอเชียบนเวทีโลก เริ่มจากการลงพื้นที่สร้างเครือข่ายที่ WorldPride Village ระหว่างวันที่ 4-8 สิงหาคม เพื่อพบปะและแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์กับตัวแทนองค์กร พันธมิตร และผู้เข้าร่วมงานจากหลากหลายวัฒนธรรมทั่วโลก ควบคู่ไปกับการเข้าร่วมเวทีการประชุมด้านสิทธิมนุษยชนระดับโลก (Human Rights Conference) ระหว่างวันที่ 5-7 สิงหาคม เพื่อตอกย้ำจุดยืนและทิศทางการขับเคลื่อนสิทธิและความหลากหลายทางเพศ ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการเตรียมความพร้อมของกรุงเทพมหานคร

ในวันสุดท้ายของเทศกาล ทีมไทยจะร่วมแสดงพลังอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งในการเดินขบวน WorldPride March เพื่อเรียกร้องสิทธิและความเท่าเทียม พร้อมประกาศจุดยืนอันมุ่งมั่น ก่อนเข้าร่วมพิธีปิดและ Closing Concert เพื่อปิดฉากภารกิจในกรุงอัมสเตอร์ดัมอย่างสมบูรณ์ ซึ่งการทุ่มเทและมีส่วนร่วมในทุกกิจกรรมตลอดทั้งเทศกาลนี้ ล้วนเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยตอกย้ำให้ประชาคมโลกได้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของกรุงเทพมหานคร ในการเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลก

#BangkokPride #RoadToBangkokWorldPride2030 #TeamThailandAtAmsterdamWorldPride2026 #prideamsterdam #PrideMonth #นฤมิตไพรด์ #DRAGBANGKOK #LGBTQIAN+ #Thailand

เวียง นฤมล แพร ชนา คว้ารางวัลลูกกตัญญู ประจำปี 2569 แท็กทีมศิลปินจีเอ็มเอ็ม มิวสิคชวนบอกรักแม่

เวียง นฤมล  แพร ชนา คว้ารางวัลลูกกตัญญู ประจำปี 2569 แท็กทีมศิลปินจีเอ็มเอ็ม มิวสิคชวนบอกรักแม่

เวียง นฤมล แพร ชนา คว้ารางวัลลูกกตัญญู ประจำปี 2569 แท็กทีมศิลปินจีเอ็มเอ็ม มิวสิคชวนบอกรักแม่

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 10.08 น.

ศิลปินจีเอ็มเอ็ม มิวสิค เวียง – นฤมล พลพุทธา และ แพร – ชนาภรณ์ ทวีชาติ ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติลูกที่มีความกตัญญูกตเวทีอย่างสูงต่อแม่ เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2569 โดย สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์  นับเป็นหนึ่งความภาคภูมิใจที่สะท้อนถึงการดำเนินชีวิตอันเป็นแบบอย่างที่ดี ส่งต่อคุณค่าของความกตัญญูและความรักในครอบครัว โดยจะเข้ารับพระราชทานโล่เกียรติคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ในวันพุธที่ 12 สิงหาคม 2569 ณ เมืองทองธานี

และนอกจากนี้ ศิลปินจีเอ็มเอ็ม มิวสิค  เวียง – นฤมล พลพุทธา, เพชร – คฑาวุธ เถื่อนประยูร,อายจิงจิง – ณัฐฎา กุลกรรณ์ และ กิมกลอย – สิริกาญจน์ เจริญวงศ์ ได้รับเลือกเป็นพรีเซ็นเตอร์ถ่ายทำสื่อประชาสัมพันธ์จำหน่ายดอกมะลิ เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2569  พร้อมเชิญชวนลูกๆ ร่วมกันแสดงพลัง บอกรักแม่ด้วยผลิตภัณฑ์ดอกมะลิ จากสภาสังคมสงเคราะห์ฯ โดยรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นำไปช่วยเหลือผู้ประสบความทุกข์ยากและผู้ที่เดือดร้อน สนับสนุนทุนการศึกษาเด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาสทั่วประเทศ

เวียง  นฤมล เปิดเผยว่า

“ขอขอบคุณสภาสังคมสงเคราะห์ฯ ที่มอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้ให้เวียงค่ะ รู้สึกดีใจและภาคภูมิใจอย่างมากค่ะ และในโอกาสวันแม่แห่งชาติปีนี้ เวียงขอเชิญชวนทุกคนร่วมบอกรักแม่ด้วยผลิตภัณฑ์ดอกมะลิจากสภาสังคมสงเคราะห์ฯ ค่ะ ซึ่งมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นพวงมาลัย ผ้าพันคอ รวมถึงของที่ระลึกต่างๆ ที่สามารถมอบแทนความรักและความห่วงใยให้แม่ได้ นอกจากจะเป็นของขวัญที่มีความหมายแล้ว รายได้จากการจำหน่ายยังนำไปช่วยเหลือผู้ประสบความทุกข์ยาก เป็นการมอบโอกาสดีๆ ให้กับใครอีกหลายๆคนค่ะ”

เพชร คฑาวุธ เปิดเผยว่า

“เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติปีนี้ ผมอยากเชิญชวนทุกคนร่วมอุดหนุนผลิตภัณฑ์ดอกมะลิจากสภาสังคมสงเคราะห์ฯ เพื่อมอบแทนความรักและความกตัญญู เป็นการส่งต่อความรู้สึกดีๆ ให้กับคนที่เรารัก และยังได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนด้วยครับ”

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ดอกมะลิ ได้ที่ สภาสังคมสงเคราะห์ฯ สี่แยกตึกชัยถนนราชวิถี Line ID : rak_mom ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักหารายได้ สภาสังคมสงเคราะห์ฯ  หรือ http://www.ncswt.or.th โทร. 082-949-8353

ดาเมจความแซ่บพุ่งกระฉูด เบลล่า ราณี แปลงโฉมเป็นซูเปอร์ฮีโร่ทำใจละลายทั้งโซเชียล

ดาเมจความแซ่บพุ่งกระฉูด เบลล่า ราณี แปลงโฉมเป็นซูเปอร์ฮีโร่ทำใจละลายทั้งโซเชียล

ดาเมจความแซ่บพุ่งกระฉูด เบลล่า ราณี แปลงโฉมเป็นซูเปอร์ฮีโร่ทำใจละลายทั้งโซเชียล

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 20.18 น.

วานนี้ 4 สิงหาคม 2569 อินสตาแกรมแทบแตกเมื่อนางเอกสาวซุปตาร์คนสวย เบลล่า ราณี แคมเปน ทำเอาแฟน ๆ ต้องขยี้ตารัว ๆ กับลุคสุดแซ่บกระแทกใจกลางโซเชียลที่บอกเลยว่าสวยจึ้งจนต้องกราบ เพราะงานนี้ทำเอาโลกออนไลน์ฮือฮากันสนั่นกับกระแสหนังภาคใหม่ของสไปเดอร์แมนที่กำลังมาแรงแบบสุด ๆ สาวเบลล่าเลยจัดเต็มความปังแปลงโฉมใส่ชุดรัดรูปสวมบทบาทสไปเดอร์แมนสาวให้แฟน ๆ ได้เห็นกันแบบเต็มตาเต็มอารมณ์

เบลล่า ราณี

บอกเลยว่าหุ่นเป๊ะปังเอวสบ และสัดส่วนสปีชีส์ความเป๊ะคือเลิศไม่ไหว ทำเอาหนุ่ม ๆ สาว ๆ ใจละลายกันเป็นแถว ยิ่งชอตโพสท่าขยิบตาแถมชูสองนิ้วหน้ากระจก หรือชอตสวยสะท้านใจยิ่งทำเอาอินสตาแกรมลุกเป็นไฟ ทำเอาคอมเมนต์ในไอจีพุ่งกระฉูดด้วยความตะลึงในความสวยและความหุ่นจึ้งระดับล้านคะแนน ที่ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็สวยเป๊ะปังทำเอาคนดูใจสั่นไม่หยุด สมandเดשตำแหน่งซุปตาร์ตัวแม่ขวัญใจมหาชนจริง ๆ จ้า

เบลล่า ราณี
เบลล่า ราณี
เบลล่า ราณี

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก อินสตาแกรม ployandbell

ศธ. ยุคใหม่! ดีเดย์ ‘e-Office’ ไร้กระดาษ ควบคลอดกรอบ AI ปลอดภัยทุกช่วงวัย

ศธ. ยุคใหม่! ดีเดย์ ‘e-Office’ ไร้กระดาษ ควบคลอดกรอบ AI ปลอดภัยทุกช่วงวัย

ศธ. ยุคใหม่! ดีเดย์ ‘e-Office’ ไร้กระดาษ ควบคลอดกรอบ AI ปลอดภัยทุกช่วงวัย

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 6/2569 ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 อาคารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ว่า ศธ. ปักหมุด 1 มกราคม 2570 ใช้ระบบ “e-Office” สร้างสังคมไร้กระดาษเต็มรูปแบบ 100% ทั้งกระทรวง

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. กล่าวว่า ได้มอบนโยบายต่อที่ประชุมผู้บริหาร ศธ. ถึงการเตรียมความพร้อมเพื่อเปลี่ยนผ่านระบบการงานภายในสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ (Paperless) โดยในวันที่ 1 มกราคม 2570 ทุกหน่วยงานในกระทรวงต้องนำระบบ e-Office มาใช้ จะไม่มีการใช้กระดาษแล้ว เพื่อเพิ่มความโปร่งใส รวดเร็ว และลดต้นทุนบริหารจัดการ ซึ่งขณะนี้มีหลายหน่วยงานเริ่มดำเนินการแล้ว เช่น สป. สพฐ. ในขณะเดียวกัน ก็จะจัดทำโครงการนำร่อง เพื่อพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและงานสารบรรณเชื่อมโยงทุกหน่วยงานในกระทรวงด้วยระบบเดียวกัน (API) และแชร์ข้อมูลข้ามกระทรวง พร้อมมีระบบป้องกัน (Data Security) และแบ่งสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล เพื่อความปลอดภัยของข้อมูล

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ ศธ. อยู่ระหว่างการจัดทำกรอบมาตรฐานการใช้ AI Framework สำหรับผู้เรียนและผู้สอน เพื่อประเมินความเหมาะสมของเครื่องมือ AI ในแต่ละช่วงวัย ตั้งแต่ระดับปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา ไปจนถึงการศึกษานอกระบบ (สกร.) เพื่อให้เด็กไทยใช้ AI ได้อย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย

“ศธ.ได้รับข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการยกระดับการศึกษา ทั้งในส่วนของการเปลี่ยนผ่านอุปกรณ์การเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) ในโรงเรียนชายขอบที่ใช้งานมานานกว่า 10-15 ปี จากจอโทรทัศน์รุ่นเก่าให้เป็น “สมาร์ททีวี” ที่ทันสมัย การทบทวนการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาด้วยข้อสอบ O-NET ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน จากเดิมที่เน้นระบบสมัครใจ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการส่งเสริมการสอนทักษะอาชีพ (ทวิศึกษา) เพื่อให้ผู้เรียนมีรายได้ทันทีหลังเรียนจบ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สพฐ. และ สอศ. และเตรียมจับมือทำงานร่วมกับโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) เพื่อแชร์ทรัพยากร อุปกรณ์การสอน และหมุนเวียนบุคลากรครูร่วมกัน สิ่งต่างๆเหล่านี้ ศธ.จะหารือร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างเต็มที่ต่อไป” รมว.ศธ.กล่าว

มวล. – ม.เมอร์ด็อค พัฒนานวัตกรรม ‘พ็อดปลูกหญ้าทะเล’ ย่อยสลายได้ 100%

มวล. -  ม.เมอร์ด็อค พัฒนานวัตกรรม ‘พ็อดปลูกหญ้าทะเล’ ย่อยสลายได้ 100%

มวล. – ม.เมอร์ด็อค พัฒนานวัตกรรม ‘พ็อดปลูกหญ้าทะเล’ ย่อยสลายได้ 100%

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ร่วมกับ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเมอร์ด็อค ประเทศออสเตรเลีย พัฒนานวัตกรรม “พ็อดปลูกหญ้าทะเลพิมพ์ 3 มิติ” ซึ่งผลิตจากพลาสติกชีวภาพที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ 100% ยกระดับประสิทธิภาพการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและแก้ปัญหาอัตรารอดตายที่ต่ำของหญ้าทะเลในอดีต

นวัตกรรมดังกล่าวถูกออกแบบด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ ให้มีลักษณะเป็นรูปโดมขนาดเล็กพร้อมฐานแหลมสำหรับปักยึดกับพื้นทะเล โดยใช้พลาสติกชีวภาพประเภท Polyhydroxyalkanoate (PHA) ซึ่งได้จากการหมักของแบคทีเรียจากวัสดุเหลือทิ้ง พ็อดนี้จะทำหน้าที่เป็น “เกราะป้องกัน” ให้กับต้นอ่อนหญ้าทะเล ช่วยป้องกันการถูกกระแสน้ำพัดพา การทับถมของตะกอน หรือการถูกสัตว์ทะเลกัดกินในช่วงที่ต้นยังไม่แข็งแรง และจะสลายตัวไปเองโดยไม่ทิ้งสารตกค้างหรือไมโครพลาสติกเมื่อหญ้าทะเลหยั่งรากมั่นคงแล้ว

โครงการนี้เป็นผลงานของสองนักศึกษาปริญญาเอก ม.วลัยลักษณ์ ได้แก่ นายพรรษกร จีนช่วย และ นายลีโอนีล จูด กีราย ภายใต้การดูแลของ รศ.ดร.กฤษณะเดช เจริญสุธาสินี ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้เฉพาะด้านนิเวศวิทยาพยากรณ์และการจัดการ ม.วลัยลักษณ์ โดยได้รับความร่วมมือทางวิชาการจาก ดร.อเล็กซานดรา กูลีเซีย และ ศ.แอนดรูว์ แมคเรย์ จากศูนย์นวัตกรรมพลาสติกชีวภาพ (Bioplastics Innovation Hub: BIH) มหาวิทยาลัยเมอร์ด็อค

นายพรรษกร จีนช่วย เปิดเผยถึงแรงบันดาลใจว่า โครงการนี้เริ่มจากการต้องการแก้วิกฤตการณ์ประชากรพะยูนในไทยที่ลดลงเนื่องจากขาดแคลนหญ้าทะเล หากเราฟื้นฟูทุ่งหญ้าทะเลได้สำเร็จ ไม่เพียงแต่พะยูนจะมีอาหาร แต่ยังเป็นการสร้างแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ เพิ่มรายได้ให้ชุมชนประมง และสร้างความตระหนักรู้ในการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน

ด้าน ศ.แอนดรูว์ แมคเรย์ รองผู้อำนวยการ BIH ระบุว่า เทคโนโลยีพ็อดปลูกหญ้าทะเลนี้ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดการแบ่งปันเพื่อสังคม โดยจะเปิดเผยแบบแปลนการผลิตให้หน่วยงานทั่วโลกนำไปใช้ได้ฟรีโดยไม่คิดค่าลิขสิทธิ์ เพราะนวัตกรรมที่มีราคาสูงไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อการรักษ์โลก หากเทคโนโลยีเข้าถึงง่าย ท้องทะเลทั่วโลกย่อมมีโอกาสฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

ขณะที่ ดร.อเล็กซานดรา กูลีเซีย นักเคมีพอลิเมอร์ผู้พัฒนาวัสดุ เสริมว่า พลาสติก PHA ผลิตจากของเสียผ่านกระบวนการหมักของแบคทีเรียท้องถิ่นในออสเตรเลียตะวันตก ซึ่งเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยมีการปรับปรุงคุณสมบัติให้แข็งแรงพอที่จะปกป้องต้นไม้ แต่ย่อยสลายได้ตามเป้าหมายของงานวิจัย

ปัจจุบันโครงการได้รับทุนสนับสนุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ องค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือจักรภพ (CSIRO) และ มหาวิทยาลัยเมอร์ด็อค ซึ่งในขณะนี้ทีมวิจัยได้คัดเลือกสายพันธุ์หญ้าทะเลและสำรวจพื้นที่นำร่อง ณ เกาะลิดี จ.สตูล เรียบร้อยแล้ว โดยอยู่ในขั้นตอนทดสอบพ็อดต้นแบบขั้นสุดท้ายก่อนเริ่มลงมือปลูกจริง เพื่อสร้างโมเดลต้นแบบการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลที่สมบูรณ์ที่สุด

นำร่อง ‘SLC’ สร้างนวัตกรรมชุมชน เสริม ‘ทุนปัญญา’ เด็กชายขอบ-ชาติพันธุ์

นำร่อง ‘SLC’ สร้างนวัตกรรมชุมชน เสริม ‘ทุนปัญญา’ เด็กชายขอบ-ชาติพันธุ์

นำร่อง ‘SLC’ สร้างนวัตกรรมชุมชน เสริม ‘ทุนปัญญา’ เด็กชายขอบ-ชาติพันธุ์

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา หรือ สมศ. เดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและแก้ปัญหาวิกฤตเด็กหลุดออกจากระบบ (Thailand Zero Dropout) เปลี่ยนบทบาทสู่ “การประเมินเพื่อพัฒนา” นำร่องโมเดล “Smart Local Literacy (SLC)” นำนวัตกรรมการเรียนรู้บนฐานรากชุมชน (Context-based learning) ส่งเสริมการรู้หนังสือเด็กชาติพันธุ์และเด็กในพื้นที่ห่างไกล ประเดิมลงพื้นที่โรงเรียนพุทธวิมุติวิทยา และโรงเรียนขนาดเล็กเครือข่ายท่าเสา – วังกระแจะ รวมจำนวน 13 แห่ง ในจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมเตรียมถอดบทเรียนความสำเร็จจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อกระทรวงศึกษาธิการ หวังขยายผลยกระดับคุณภาพสถานศึกษาและสร้างทุนมนุษย์ที่เข้มแข็งทั่วประเทศอย่างยั่งยืน

ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สมศ. เปิดเผยว่า การยกระดับการศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐานในทุกมิติ จำเป็นต้องลดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การไม่รู้หนังสือ” ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นและรากฐานที่สำคัญของการต่อยอดการเรียนรู้ ทั้งยังมีส่วนสำคัญที่ทำให้เด็กเกิดความท้อถอยต่อการเรียนเป็นหนึ่งในสาเหตุของการออกนอกระบบการศึกษา ปัญหานี้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในยุคที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ประกอบกับจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงเหลือ 4.1 แสนคน จากเดิมที่เคยสูงสุดปีละกว่า 1 ล้านคน และโครงสร้างประชากรวัยแรงงานที่หดตัวลง จึงส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อความสูญเสียทางเศรษฐกิจและโอกาสในการพัฒนาประเทศ

ดังนั้น สมศ. จึงเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การมีส่วนร่วมและเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อสร้างกระบวนการสะสม “ต้นทุนทางปัญญา” อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการผนึกกำลังกับเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการลงพื้นที่ทำงานร่วมกับท้องถิ่น นำผลประเมินการศึกษาภายนอกที่ได้รับมาจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมนำข้อเสนอเชิงนโยบายที่ได้ไปปรับใช้ในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพสถานศึกษาทั่วประเทศ

ศ.ดร.องอาจ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากผลการประเมินคุณภาพสถานศึกษา สมศ. พบว่า สถานศึกษาขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มโรงเรียนของเด็กชาติพันธุ์ ยังประสบปัญหาการอ่านออกเขียนได้อยู่เป็นจำนวนมาก สมศ. จึงได้พัฒนาความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาที่มีจุดเด่นและศักยภาพเฉพาะตัว อาทิ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏที่มีการกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ มีจุดแข็งด้านความเข้าใจบริบทและภูมิสังคมของพื้นที่อย่างลึกซึ้ง

“สมศ. ดึงศักยภาพของมหาวิทยาลัยมาขับเคลื่อนผ่านโมเดล “Smart Local Literacy (SLC)” หรือ การเรียนรู้บนฐานรากของชุมชน โดยการนำองค์ความรู้ของมหาวิทยาลัยพัฒนาสู่ นวัตกรรมการเรียนรู้ที่ตอบสนองบริบทพื้นที่ (Context – based learning) ช่วยให้ผู้เรียนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเรียนรู้การอ่านและการเขียนผ่านสื่อการเรียนการสอนที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและอัตลักษณ์พื้นถิ่น ส่งผลให้เข้าใจง่าย ซึมซับได้เร็ว และสนุกกับการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น” ผู้อำนวยการ สมศ. กล่าวและว่า สำหรับโมเดล “Smart Local Literacy” เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนบทบาทการประเมินเพื่อตัดสินของ สมศ. ไปสู่ “การประเมินเพื่อพัฒนา” โดยถอดบทเรียนจากผลการประเมินเครือข่ายจัดการศึกษาท่าเสา – วังกระแจะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) จังหวัดกาญจนบุรี เขต 3 จำนวน 13 แห่ง พัฒนาเป็นนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ทางภาษาของโรงเรียนเครือข่าย ผ่านการจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 ของโรงเรียนพุทธวิมุติวิทยา อ.ไทรโยค เพื่อนำเสนอเป็นต้นแบบการจัดการเรียนการสอนให้กลุ่มโรงเรียนในเครือข่ายนำไปต่อยอดพัฒนา โดยมีมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรีเป็นที่ปรึกษา และทำหน้าที่เป็นผู้ชี้แนะ เพื่อขับเคลื่อนและให้คำแนะนำในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน  ซึ่งได้รับความสนใจและการมีส่วนร่วมจากทั้งเด็กนักเรียน และครูผู้สอน รวมถึงคนในชุมชนเป็นอย่างดี

“สมศ. มีแผนที่จะรวบรวมและสรุปผลการดำเนินงาน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อกระทรวงศึกษาธิการ สู่การขยายผลต่อยอดการสร้างนวัตกรรมสื่อท้องถิ่นร่วมกับเครือข่ายสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ทั่วประเทศต่อไป เพื่อให้การรู้หนังสือและการอ่าน เป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาการศึกษา ลดปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา (Thailand Zero Dropout) และสร้างทุนมนุษย์ที่แข็งแกร่งอย่างยั่งยืน” ศ.ดร.องอาจกล่าวทิ้งท้าย

ครั้งแรกของไทย ส่งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ ‘CE-7 MATCH’ ฝีมือคนไทย ร่วมภารกิจสำรวจดวงจันทร์ 24 ส.ค.นี้

ครั้งแรกของไทย ส่งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ ‘CE-7 MATCH’ ฝีมือคนไทย ร่วมภารกิจสำรวจดวงจันทร์ 24 ส.ค.นี้

ครั้งแรกของไทย ส่งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ ‘CE-7 MATCH’ ฝีมือคนไทย ร่วมภารกิจสำรวจดวงจันทร์ 24 ส.ค.นี้

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 20.37 น.

ประเทศไทยเตรียมส่งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ “CE-7 MATCH” ซึ่งออกแบบและพัฒนาโดยคนไทย ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมภารกิจสำรวจดวงจันทร์เป็นครั้งแรก ภายใต้ภารกิจ “ฉางเอ๋อ 7” มีกำหนดปล่อยขึ้นสู่อวกาศ จากศูนย์ปล่อยยานอวกาศเหวินชาง มณฑลไห่หนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันที่ 24 สิงหาคม 2569 เวลาประมาณ 07:00 น. ตามเวลาประเทศไทย ทั้งนี้ ช่วงเวลาอาจเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับสภาวะอากาศและข้อกำหนดทางวิศวกรรม นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์ และอวกาศของไทย ตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยด้านการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ วิศวกรรม และการวิจัยขั้นแนวหน้าที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

4 สิงหาคม 2569 กรุงเทพฯ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) หรือ NARIT กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดแถลงข่าว “ครั้งแรกของไทยสู่ภารกิจสำรวจดวงจันทร์” ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวง อว. ประกาศความพร้อมอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ฝีมือคนไทย CE-7 MATCH ร่วมปฏิบัติภารกิจสำรวจดวงจันทร์ในฐานะ 1 ใน 7 อุปกรณ์วิทยาศาสตร์นานาชาติของภารกิจฉางเอ๋อ 7 พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ 
องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) และ Sea (ประเทศไทย) ถ่ายทอดสดการปล่อยจรวดลองมาร์ช-5 Y14 นำส่งยานฉางเอ๋อ 7 ขึ้นสู่ห้วงอวกาศ ในวันที่ 24 สิงหาคม 2569 พร้อมจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีอวกาศสู่ประชาชนทั่วประเทศ

CE-7 MATCH (อ่านว่า ฉางเอ๋อ 7 แมทช์) (Moon Aiming Thai-Chinese Hodoscope) 
เป็นอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่ NARIT และมหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมพัฒนาภายใต้ความร่วมมือไทย–จีน ในโครงการสถานีวิจัยนานาชาติบนดวงจันทร์ (International Lunar Research Station: ILRS) เริ่มต้นจากการพัฒนาโจทย์วิทยาศาสตร์ที่สอดคล้องกับเป้าหมายของภารกิจฉางเอ๋อ 7 ก่อนผ่านการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 7 อุปกรณ์วิทยาศาสตร์นานาชาติที่จะส่งไปโคจรรอบดวงจันทร์ มีภารกิจเพื่อตรวจวัดรังสีคอสมิก หรืออนุภาคพลังงานสูงในอวกาศ รวมถึงศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ เพื่อทำความเข้าใจปริมาณรังสีต้นกำเนิด และกระบวนการเกิดรังสีที่อาจส่งผลกระทบต่อมนุษย์ในอนาคต โดยเฉพาะการวางรากฐานองค์ความรู้สำหรับการสำรวจอวกาศระยะยาวและการตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์

ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ความสำเร็จของภารกิจ CE-7 MATCH เป็นผลจาก
การลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนาบุคลากร การสร้างองค์ความรู้ และความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และพันธมิตรระดับนานาชาติ จนสามารถยกระดับ
ขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีขั้นสูงของประเทศ จากการต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่การสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีของไทยเอง เพิ่มศักยภาพการแข่งขันและสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ

ศ.ดร. ยศชนัน กล่าวว่า รัฐบาลมีเป้าหมายผลักดันประเทศไทยจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยี” ไปสู่ “ผู้สร้างเทคโนโลยี” โดยใช้องค์ความรู้ของคนไทยเป็นฐานสร้างนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการพัฒนาทุนมนุษย์ การสนับสนุนการวิจัยขั้นแนวหน้า และการผลักดันอุตสาหกรรมอวกาศ ให้เป็นหนึ่งใน New Growth Engine ของประเทศ เพราะการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คือการลงทุนเพื่ออนาคต และการสร้างเทคโนโลยีของตนเองคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศในระยะยาว

“ผมขอแสดงความยินดีกับ NARIT มหาวิทยาลัยมหิดล คณะนักวิจัย วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ และพันธมิตรทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันทำให้ประเทศไทยก้าวสู่ภารกิจสำรวจดวงจันทร์ระดับนานาชาติ และร่วมสร้างอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย” ศ.ดร. ยศชนัน กล่าว

ด้าน ดร. วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวว่า CE-7 MATCH เป็นอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ชิ้นแรกที่ออกแบบ และพัฒนาโดยคนไทย ที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมภารกิจสำรวจดวงจันทร์ระดับนานาชาติ ใช้เวลาเพียง 2 ปี ในการออกแบบ พัฒนา ประกอบ และทดสอบ เพื่อให้พร้อมสำหรับการปฏิบัติภารกิจในอวกาศ แสดงถึงศักยภาพของบุคลากรไทยด้านการพัฒนาเทคโนโลยี และวิศวกรรมขั้นสูงที่ได้มาตรฐานระดับโลก

เราเชื่อว่า “โจทย์ที่ยากที่สุด คือโจทย์ที่สร้างคนเก่งที่สุด” สิ่งที่เราภาคภูมิใจที่สุดของภารกิจนี้ คือ “คนไทย” ที่เติบโตขึ้นระหว่างทางในการพัฒนา CE-7 MATCH เราได้เรียนรู้จากการลงมือทำจริง ตั้งแต่การออกแบบ การสร้าง การทดสอบ ไปจนถึงการทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ ประสบการณ์เหล่านี้
ไม่สิ้นสุดลงเมื่อภารกิจเสร็จสิ้น แต่จะกลายเป็นทุนความรู้ และกำลังสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ และวิศวกรรมขั้นสูงของประเทศในอนาคต ในวันที่ 24 สิงหาคมนี้ ผมอยากชวนคนไทยร่วมติดตามการปล่อยยานฉางเอ๋อ 7 และร่วมส่งกำลังใจให้ผลงานของคนไทยเดินทางสู่ดวงจันทร์ เพราะหากภารกิจครั้งนี้ทำให้เด็กไทยสักคนเชื่อว่า “คนไทยก็สร้างเทคโนโลยีระดับโลกได้” นั่นคือความสำเร็จที่มีความหมายอย่างยิ่งสำหรับ
พวกเราทุกคน” ดร. วิภู กล่าว

นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่ากระทรวงศึกษาธิการ 
ให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนแห่งอนาคต ผ่านการส่งเสริมการเรียนรู้ด้าน STEMและ STEAM Education เพื่อยกระดับทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และเชื่อมโยงการศึกษาทุกระดับ ตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รวมถึงอุตสาหกรรมอวกาศ

นายอัครนันท์ กล่าวว่า ภารกิจ CE-7 MATCH เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของไทยสามารถก้าวสู่เวทีระดับโลก พร้อมเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้จากภารกิจจริง เปลี่ยนการสำรวจดวงจันทร์ให้เป็น “ห้องเรียนแห่งอนาคต” ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ในห้องเรียนสู่การสร้างนวัตกรรม และสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนก้าวสู่การเป็นนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และนวัตกรในอนาคต

กระทรวงศึกษาธิการจึงร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย NARIT ขับเคลื่อนกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการปล่อยยานฉางเอ๋อ 7 เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียน ครู และสถานศึกษาทั่วประเทศได้ร่วมติดตามภารกิจสำรวจดวงจันทร์ครั้งประวัติศาสตร์ของไทย พร้อมเชิญชวนผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และประชาชน ร่วมรับชมการถ่ายทอดสดและกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อร่วมกันสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศ

นอกจากความร่วมมือด้านการวิจัยและการพัฒนากำลังคนแล้ว ภารกิจครั้งนี้ยังได้รับความร่วมมือจากสื่อสาธารณะ และภาคเอกชนในการขยายการรับรู้สู่สังคม และเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยมีส่วนร่วมผ่านการถ่ายทอดสดและกิจกรรมการเรียนรู้บนแพลตฟอร์มดิจิทัล

นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ
แห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส กล่าวว่า ไทยพีบีเอสรู้สึกยินดีที่ได้ร่วมกับ NARIT ถ่ายทอดสดภารกิจปล่อยยานฉางเอ๋อ 7 พร้อมอุปกรณ์วิจัย CE-7 MATCH จากศูนย์ปล่อยยานอวกาศเหวินชาง มณฑล
ไห่หนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันที่ 24 สิงหาคมนี้ โดยจะร่วมถ่ายทอดสัญญาณจากพื้นที่ พร้อมนำเสนอการวิเคราะห์ภารกิจแบบเรียลไทม์จากนักวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ Thai PBS Sci & Tech สื่อด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยพีบีเอส ได้เปิดพื้นที่เรียนรู้ผ่านเว็บไซต์ รวมข้อมูลทุกมิติของภารกิจ ทั้งข่าว บทความเชิงลึก คลิปวิดีโอ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ประชาชนทั่วประเทศ “ภารกิจ CE-7 MATCH เป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทยบนเวทีการสำรวจอวกาศระดับนานาชาติ การถ่ายทอดสดครั้งนี้จะช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านอวกาศสู่ประชาชน และเปิดโอกาสให้คนไทยได้ร่วมเป็นสักขีพยานในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ พร้อมจุดประกายความสนใจด้านวิทยาศาสตร์และอวกาศให้กับเยาวชนและสังคมไทย” 
นายวันชัย กล่าว

ด้าน ดร.ศรุต วานิชพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส Sea (ประเทศไทย) กล่าวว่า “Sea (ประเทศไทย) มีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับ NARIT และทุกภาคส่วน ขยายโอกาสการเรียนรู้ด้าน STEM สู่ประชาชนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลในเครือ ได้แก่ การเผยแพร่ข้อมูลภารกิจ CE-7 MATCH และถ่ายทอดวินาทีปล่อยยานฉางเอ๋อ 7 ผ่านแพลตฟอร์ม Shopee รวมถึง การเนรมิตแผนที่ธีม “Into the Universe” ในโหมด Craftland ของ Garena Free Fire เกมออนไลน์ยอดนิยม ให้ผู้ที่สนใจเข้ามาสำรวจ พร้อมร่วมกิจกรรมนับถอยหลังปล่อยยานแบบเรียลไทม์ ทำให้การเรียนรู้ด้านดาราศาสตร์และอวกาศเป็นเรื่องใกล้ตัว สนุก เข้าถึงง่าย จุดประกายให้คนรุ่นใหม่ก้าวสู่การเป็นนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และผู้พัฒนาเทคโนโลยีที่จะร่วมสร้างอนาคตของประเทศ

ทั้งนี้ NARIT ขอเชิญชวนประชาชน เยาวชน และสถานศึกษาทั่วประเทศ ร่วมติดตามการถ่ายทอดสดภารกิจปล่อยยานฉางเอ๋อ 7 พร้อมอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ CE-7 MATCH จากศูนย์ปล่อยยานอวกาศเหวินชาง มณฑลไห่หนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ อาทิ

                •             Facebook: NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ/ ศธ.360 องศา/ Thai PBS/ Thai PBS Sci & Tech

                •             YouTube: NARIT_Thailand/ OBEC Channel

รวมทั้งติดตามข้อมูลข่าวสาร และกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านช่องทางของ NARIT กระทรวงศึกษาธิการ และ Shopee  ประเทศไทย ที่จะร่วมเผยแพร่เนื้อหาพิเศษตลอดช่วงภารกิจ

กัวเตมาลาเตือนภัยระดับอันตราย ภูเขาไฟฟูเอโกปะทุรุนแรง พ่นเถ้าถ่านสูง 6 กม.

กัวเตมาลาเตือนภัยระดับอันตราย ภูเขาไฟฟูเอโกปะทุรุนแรง พ่นเถ้าถ่านสูง 6 กม.

4 ส.ค. 2569 16:51 น.

กัวเตมาลาเตือนภัยระดับอันตราย ภูเขาไฟฟูเอโกปะทุรุนแรง พ่นเถ้าถ่านสูง 6 กม.

ทางการกัวเตมาลาประกาศเตือนภัยระดับสีส้ม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดอันดับสองของประเทศ หลังภูเขาไฟฟูเอโก หนึ่งในภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นมากที่สุดในอเมริกากลาง ปะทุรุนแรงขึ้น ส่งลาวาและเถ้าถ่านพุ่งสูงกว่า 6 กิโลเมตร พร้อมสั่งอพยพประชาชนจากหมู่บ้านใกล้เคียง และระงับการเรียนการสอนในพื้นที่เสี่ยง

ทางการกัวเตมาลาประกาศเตือนภัยระดับสีส้ม หรือระดับ “อันตราย” ทั่วประเทศ หลังภูเขาไฟฟูเอโกเกิดการปะทุรุนแรง และมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น โดยเจ้าหน้าที่ได้สั่งอพยพประชาชนจากหมู่บ้านใกล้ภูเขาไฟเพื่อความปลอดภัย สำนักงานประสานงานเพื่อการลดภัยพิบัติแห่งชาติ หรือ Conred ระบุว่า การปะทุเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้าวันจันทร์ ก่อนทวีความรุนแรงในช่วงค่ำ มีลาวาไหลลงมาตามลาดเขา และกลุ่มเถ้าถ่านพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงกว่า 6,000 เมตร 

ภูเขาไฟฟูเอโกมีความสูง 3,763 เมตร และตั้งอยู่ห่างจากกรุงกัวเตมาลาซิตี้ประมาณ 35 กิโลเมตร ภาพจากหน่วยงานฉุกเฉินเผยให้เห็นการปะทุอย่างรุนแรงจนท้องฟ้าเหนือภูเขาไฟเปลี่ยนเป็นสีแดง ขณะที่ลาวาสีแดงไหลลงตามแนวลาดเขา ทางการเริ่มอพยพประชาชนจาก 2 หมู่บ้านที่อยู่ใกล้ภูเขาไฟ โดยเตือนให้ประชาชนเตรียมพร้อมอพยพด้วยตนเองทันที หากมีคำสั่งให้ออกจากพื้นที่หรือสถานการณ์เริ่มเป็นอันตรายต่อชีวิต

วาเลเรีย อูริซาร์ โฆษก Conred ระบุว่า ประชาชนควรยึดหลักการ “อพยพด้วยตนเอง” หากพบว่าสถานการณ์เป็นภัยต่อชีวิต พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

สถาบันภูเขาไฟวิทยาแห่งชาติกัวเตมาลาเตือนว่า ภูเขาไฟฟูเอโกกำลังเข้าสู่ “ระยะที่มีการปะทุรุนแรงมากขึ้น” และอาจเกิดกระแสเศษวัสดุภูเขาไฟร้อนจัดไหลลงมาตามลาดเขา โดยชุมชนบริเวณด้านตะวันตกและด้านใต้ของภูเขาไฟมีความเสี่ยงสูงที่สุด

เถ้าภูเขาไฟยังตกลงในชุมชนโดยรอบ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรสั่งปิดถนนสายหนึ่งที่ตัดผ่านบริเวณเทือกเขา ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมชายฝั่งทางตอนใต้ของประเทศกับเมืองอันติกัว เมืองท่องเที่ยวสำคัญและแหล่งมรดกโลกของยูเนสโก

กระทรวงศึกษาธิการกัวเตมาลาสั่งระงับการเรียนการสอนแบบพบหน้าในชุมชนภายใน 2 เทศบาลใกล้ภูเขาไฟ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการปะทุ เถ้าภูเขาไฟ และวัสดุร้อนที่อาจไหลลงจากภูเขา

การประกาศเตือนภัยระดับสีส้มถือเป็นระดับฉุกเฉินสูงสุดอันดับ 2 ของกัวเตมาลา รองจากระดับสีแดง ซึ่งใช้เมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงที่สุด

กัวเตมาลาตั้งอยู่บนแนว “วงแหวนแห่งไฟ” รอบมหาสมุทรแปซิฟิก จึงเผชิญแผ่นดินไหวและภูเขาไฟปะทุอยู่เป็นระยะ โดยภูเขาไฟฟูเอโกถือเป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นและมีการปะทุบ่อยที่สุดของอเมริกากลาง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทางการต้องอพยพประชาชนจากพื้นที่รอบภูเขาไฟหลายครั้ง โดยเมื่อปีที่ผ่านมา มีประชาชนมากกว่า 500 คนถูกอพยพไปยังศูนย์พักพิง หลังภูเขาไฟฟูเอโกพ่นก๊าซและเถ้าถ่านออกมาอย่างรุนแรง ก่อนหน้านั้น การปะทุในปี 2023 ทำให้ประชาชนประมาณ 1,200 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่

เหตุการณ์รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งเกิดขึ้นในปี 2018 เมื่อกระแสลาวาและวัสดุภูเขาไฟร้อนจัดไหลลงจากภูเขาไฟและทำลายหมู่บ้านใกล้เคียง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 215 คน และสูญหายอีกจำนวนใกล้เคียงกัน

ทางการกัวเตมาลายังคงเฝ้าติดตามการปะทุอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมพร้อมยกระดับมาตรการอพยพ หากภูเขาไฟฟูเอโกเข้าสู่ระยะการปะทุที่รุนแรงขึ้นหรือกระแสลาวาและวัสดุภูเขาไฟเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชุมชนมากขึ้น.

ที่มา AFP