อิ่มบุญวันเกิด บอย อนุวัฒน์ จูงมือ เจี๊ยบ พิจิตตรา ส่งต่อความรัก บริจาคเงินช่วยผู้ป่วยและเด็กแรกเกิด

อิ่มบุญวันเกิด บอย อนุวัฒน์ จูงมือ เจี๊ยบ พิจิตตรา ส่งต่อความรัก บริจาคเงินช่วยผู้ป่วยและเด็กแรกเกิด

อิ่มบุญวันเกิด บอย อนุวัฒน์ จูงมือ เจี๊ยบ พิจิตตรา ส่งต่อความรัก บริจาคเงินช่วยผู้ป่วยและเด็กแรกเกิด

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 10.32 น.

เรียบง่ายแต่อบอุ่นหัวใจเสมอ สำหรับคู่รักสายบุญ บอย อนุวัฒน์ และ เจี๊ยบ พิจิตตรา ที่ในโอกาสวันคล้ายวันเกิดของบอย เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา ทั้งคู่ได้จับมือกันทำบุญครั้งใหญ่ ด้วยการบริจาคเงิน 100,000 บาท เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย เด็กแรกเกิดที่ขาดโอกาส รวมถึงสนับสนุนการจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เพื่อเพิ่มความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยได้อย่างทั่วถึง

โดย บอย ได้เผยความตั้งใจผ่านข้อความสุดซึ้งว่า วันเกิดปีนี้ ขอส่งต่อความรักคำอวยพรที่ได้รับ ให้กลายเป็นโอกาสในการรักษาสำหรับผู้ป่วยที่ยังขาดโอกาสครับ เราขอเป็นส่วนเล็กๆเพื่อที่จะนำไปช่วยเหลือเด็กแรกเกิด ผู้ป่วยที่ขาดโอกาส รวมถึงสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อให้โรงพยาบาลมีความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยได้มากยิ่งขึ้น

ทุกการให้…คือพลังแห่งการรักษา ❤️???????? เรียกว่าเป็นวันเกิดที่อิ่มเอมทั้งผู้ให้และผู้รับ สมกับข้อความที่ทั้งคู่ฝากไว้ว่า “ทุกการให้…คือพลังแห่งการรักษา” ทำเอาแฟนๆ ร่วมอนุโมทนาบุญและส่งคำอวยพรให้ทั้งคู่มีความสุข สุขภาพแข็งแรง และมีเรื่องราวดีๆ กลับคืนมาอีกมากมายในปีนี้

อุ้ยยังไง! หนุ่ม กรรชัย ให้กำลังใจ หลังข่าว ฟิล์ม รัฐภูมิ แจงเส้นเงิน25ล้าน ทำชาวเน็ตแห่แซวสนั่น

อุ้ยยังไง! หนุ่ม กรรชัย ให้กำลังใจ หลังข่าว ฟิล์ม รัฐภูมิ แจงเส้นเงิน25ล้าน ทำชาวเน็ตแห่แซวสนั่น

อุ้ยยังไง! หนุ่ม กรรชัย ให้กำลังใจ หลังข่าว ฟิล์ม รัฐภูมิ แจงเส้นเงิน25ล้าน ทำชาวเน็ตแห่แซวสนั่น

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 21.57 น.

อุ้ยยังไง! “หนุ่ม กรรชัย” โพสต์สั้นๆ ถึง “ฟิล์ม รัฐภูมิ” หลังแจงปมเงิน 25 ล้าน ทำชาวเน็ตแห่เมนต์สะดุ้ง

พิธีกรชื่อดัง “หนุ่ม กรรชัย” เคลื่อนไหวแชร์ข่าว “ฟิล์ม รัฐภูมิ” ปฏิเสธข้อหา พร้อมฝากแคปชั่นสั้นๆ งานนี้ทำเอาชาวเน็ตแห่คอมเมนต์แซวสนั่น “หมายความว่ายังไงกันแน่?”

จากกรณีประเด็นร้อนที่ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้เข้าตรวจสอบเส้นทางการเงินของ ฟิล์ม รัฐภูมิ ล่าสุด เจ้าตัวได้ออกมาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมชี้แจงถึงประเด็นเส้นทางการเงินว่ายอดเงินที่ DSI ตรวจพบ มีเพียง 25 ล้านบาท ไม่ใช่ยอด 142 ล้านบาท ตามที่มีข่าวลือออกมาก่อนหน้านี้

ล่าสุด พิธีกรและผู้ประกาศข่าวชื่อดังอย่าง หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย ได้มีการแชร์โพสต์ข่าวการชี้แจงของ ฟิล์ม รัฐภูมิ ลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมระบุข้อความสั้นๆ แต่ทำเอาหลายคนสะดุ้งว่า “เป็นกำลังใจให้ครับ”

หลังจากที่โพสต์ของ หนุ่ม กรรชัย ถูกเผยแพร่ออกไป ก็ได้รับความสนใจจากชาวเน็ตอย่างล้นหลาม มีผู้เข้าไปกดไลก์ กดแชร์ และคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่เข้ามาแซวในเชิงหยอกล้อด้วยความสงสัย เช่น “พี่หนุ่มให้กำลังใจด้วยเหรอ?” “คำว่า เป็นกำลังใจให้ครับ มันแปลกๆ นะ 555”

งานนี้ทำเอาหลายคนจับตามองว่า เรื่องราวเส้นทางการเงินของนักร้อง-ดาราดังจะจบลงอย่างไร และจะมีประเด็นอะไรให้ติดตามต่อในรายการข่าวใหญ่หรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อไป

หมอวรงค์ เคลียร์ทุกดราม่าใน HOT SEAT ตีซี้ตัวตึง

หมอวรงค์ เคลียร์ทุกดราม่าใน HOT SEAT ตีซี้ตัวตึง

หมอวรงค์ เคลียร์ทุกดราม่าใน HOT SEAT ตีซี้ตัวตึง

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.52 น.

แรงตั้งแต่เปิดเก้าอี้! “HOT SEAT ตีซี้ตัวตึง” สัปดาห์นี้ เปิดศึกคำถามเดือดกับ “หมอวรงค์” ทุกประเด็นร้อน ไม่มีหลบ ไม่มีเบรก ถ้าให้พูดถึงหนึ่งในนักการเมืองที่ไม่เคยเดินออกจากวงแสงของกระแส ชื่อของ “หมอวรงค์ – นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” คงเป็นชื่อที่หลายคนนึกถึงทันที  จากภาพจำ “มือปราบจำนำข้าว” สู่บทบาทนักการเมืองที่ประกาศจุดยืนชัด  เดินหน้าชนทุกประเด็นร้อน  จนถูกยกให้เป็นหนึ่งในตัวตึงสายอนุรักษนิยม  และครั้งนี้เจ้าตัวขอนั่งลงบนเก้าอี้ที่ร้อนที่สุดของรายการ “HOT SEAT ตีซี้ตัวตึง” เพื่อเปิดทุกมุมชีวิต ทุกคำวิจารณ์ และทุกคำถามที่คนทั้งประเทศอยากรู้

งานนี้ “น็อต วรฤทธิ์” เปิดเกมถามแบบตรงเข้าเป้า ตั้งแต่บทบาท ส.ส. การถูกมองว่าเป็น “ส้มหล่นทางการเมือง” ปมเดินหน้าตัดสิทธิประโยชน์ ส.ส. จนถูกตั้งคำถามว่ากำลังสร้างกระแสหรือไม่?   อีกด้านที่หลายคนอาจไม่เคยเห็น ถูกเปิดขึ้นกลางรายการ  ตั้งแต่ชีวิตเด็กต่างจังหวัด เส้นทางจากคุณหมอสู่สนามการเมือง จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต เรื่องครอบครัว ไปจนถึงบทบาท “คุณตา” ที่หลายคนไม่คุ้นตา และช่วงที่ห้ามพลาดคือ “Social Bomb” เมื่อทุกคำวิจารณ์ ทุกคอมเมนต์แรง ถูกโยนตรงถึงเจ้าตัวแบบไม่มีตัวช่วย ก่อนปิดท้ายด้วยภารกิจ “สยบดรามา 15 วิ” ที่ต้องอธิบายตัวตนทั้งหมดให้คนดูฟังภายในเวลาอันจำกัด

ทุกคำถาม “หมอวรงค์” พร้อมตอบบนเก้าอี้ที่ร้อนที่สุดในรายการ “HOT SEAT ตีซี้ตัวตึง” วันพุธที่ 5 สิงหาคม 2569 เวลา 20.50 – 21.50 น. ทาง MONOMAX SPORTS  TV

สวยสับเกินต้าน แจ็คกี้ ชาเคอลีน อวดหุ่นในชุดว่ายน้ำสุดซี๊ด ทำเอาโซเชียลสะเทือน

สวยสับเกินต้าน แจ็คกี้ ชาเคอลีน อวดหุ่นในชุดว่ายน้ำสุดซี๊ด ทำเอาโซเชียลสะเทือน

สวยสับเกินต้าน แจ็คกี้ ชาเคอลีน อวดหุ่นในชุดว่ายน้ำสุดซี๊ด ทำเอาโซเชียลสะเทือน

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.47 น.

กลายเป็นกระแส โซ ฮอต ที่ทำเอาทะเลเดือดพล่านไปเลยจ้า เมื่อสาวอารมณ์ดีที่ใคร ๆ ก็หลงรักอย่าง แจ็คกี้ ชาเคอลีน สลัดลุคสาวสายฮา มาปล่อยความแซ่บแบบจัดเต็มริมชายหาดแบบจัดเต็มลงมาบนโลกโซเชียล ทำเอาหนุ่ม ๆ ทั้งโลกออนไลน์ถึงกับตาค้างไปตาม ๆ กัน

ซึ่งงานนี้สาวแจ็คกี้จัดชุดว่ายน้ำสีดำสุดคลาสสิก แต่ดีไซน์ความเซ็กซี่ระดับสิบ เผยผิวขาวออร่าพุ่งท่ามกลางวิวทะเลและเกลียวคลื่น บอกเลยว่าช็อตนี้สวยสับจนลืมมองวิวไปเลยจ้า ใครที่เคยเห็นแต่มาดคุณแม่น้องบองสายปั่น บอกเลยว่าต้องรีบมาเช็กด่วน เพราะดีกรีความเผ็ดร้อนของสาวแจ็คกี้รอบนี้ มันเกินต้านทานจริง ๆ ใครจะไปคิดล่ะคะว่าสาวสายฮาจะซ่อนรูปได้แซ่บเบอร์แรงขนาดนี้

แจ็คกี้ ชาเคอลีน

หลังจากที่สาวแจ็คกี้เผยภาพเซตที่ทำเอาโลกโซเชียลถึงกับสั่นสะเทือน บรรดาแฟนคลับและชาวเน็ตทั้งหลายต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมาย เช่น 

“แซ่บขนลุก”

“ปะการังสีดำ”

“งงมาก”

“มากกกกกก”

“ขนาดนี้แล้ว พี่เกรทมัวทำอะไรอยุคะ”

“แซ่บไฟลุกกกกกกก”

“ฟีลพี่ปลายฝันถ่ายปกนิตยสารมากก ชอบบบ สวยมากจ้า”

“สวยเว่อร์ไปอ่ะ”

“ขยันสวยยยย

“ตายๆๆๆๆๆๆๆ สวยไปไหมเนี่ย”

“สวยมากซิส”

“สวยโซ๊ะ”

“งามปะล้ำปะเหลือเจ้า”

แจ็คกี้ ชาเคอลีน
แจ็คกี้ ชาเคอลีน
แจ็คกี้ ชาเคอลีน
แจ็คกี้ ชาเคอลีน
แจ็คกี้ ชาเคอลีน

แจ็คกี้ ชาเคอลีน
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก อินสตาแกรม   jackie_jacqueline

‘หนุ่ม กรรชัย’ มอบเงิน 500,000 บาท สร้างโอกาสให้เด็กพิเศษ

‘หนุ่ม กรรชัย’ มอบเงิน 500,000 บาท สร้างโอกาสให้เด็กพิเศษ

‘หนุ่ม กรรชัย’ มอบเงิน 500,000 บาท สร้างโอกาสให้เด็กพิเศษ

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.12 น.

เดินหน้าช่วยสังคมมาแบบเงียบๆ ไม่ค่อยเป็นข่าว จากหลากหลายเหตุการณ์ สำหรับ “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” ผู้ประกาศข่าวรายการ “เที่ยงวันทันเหตุการณ์” และ พิธีกรรายการ “โหนกระแส” ทางช่อง 3 ล่าสุด “หนุ่ม กรรชัย” เพิ่งมอบเงิน 500,000 ให้ มูลนิธิ“เพจอีจัน” เพื่อสานต่อโอกาสให้กับน้อง ๆ

จาก ในวันนี้ 500,000 บาท กลายเป็นห้องเรียน ที่จะสร้างโอกาส ให้เด็กๆ โรงเรียนเด็กพิเศษทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี  ซึ่งใช้เวลาในการสร้างโรงเรียนนี้มา 434 วัน ใช้งบประมาณในการสร้าง 30 ล้านบาท แม้จะเป็นส่วนเล็กๆ ในครั้ง แต่เรียกว่า “หนุ่ม กรรชัย” เป็นผู้ให้ตัวจริง และในวันพรุ่งนี้ 1 ส.ค. 69 วันที่รอคอยก็จะมาถึง เพราะจะมีการส่งมอบโรงเรียนแห่งโอกาสนี้ ให้กับกระทรวงศึกษาธิการ

มทม. – Imperial College London จัด ‘IEEE BioSensors 2026’ ปักหมุดกรุงเทพฯ เชื่อมงานวิจัยโลกสู่ตลาด

มทม. - Imperial College London จัด ‘IEEE BioSensors 2026’ ปักหมุดกรุงเทพฯ เชื่อมงานวิจัยโลกสู่ตลาด

มทม. – Imperial College London จัด ‘IEEE BioSensors 2026’ ปักหมุดกรุงเทพฯ เชื่อมงานวิจัยโลกสู่ตลาด

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.13 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (Mahanakorn University of Technology: MUT) จับมือ Imperial College London ผนึกกำลังจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติครั้งสำคัญ “IEEE BioSensors 2026” ณ กรุงเทพมหานคร เชื่อมโยงนักวิจัยชั้นนำจากทั่วโลกกับภาคการแพทย์ อุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ และนักลงทุน พร้อมผลักดันนวัตกรรมไบโอเซนเซอร์จากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้งานจริงและการต่อยอดเชิงพาณิชย์

การประชุมวิชาการนานาชาติ IEEE BioSensors 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–4 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค กรุงเทพมหานคร ภายใต้การสนับสนุนของ IEEE Sensors Council เปิดเวทีให้นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร แพทย์ นักวิจัย นักศึกษา ผู้ประกอบการ และผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก ร่วมนำเสนอความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไบโอเซนเซอร์ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และเชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับความต้องการของภาคเศรษฐกิจและสังคม

การที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครและ Imperial College London ร่วมกันจัดงานครั้งนี้ นับเป็นความร่วมมือสำคัญระหว่างสถาบันอุดมศึกษาของไทยกับมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการเป็นกลไกเชื่อมโยงองค์ความรู้ บุคลากร เทคโนโลยี และเครือข่ายนานาชาติ เพื่อยกระดับระบบนิเวศการวิจัยและนวัตกรรมด้านไบโอเซนเซอร์ของประเทศไทย

พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานกล่าวสุนทรพจน์และประกาศเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการ เพื่อร่วมเปิดอนาคตของเทคโนโลยีไบโอเซนเซอร์และการประยุกต์ใช้นวัตกรรมเพื่อยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าวว่า เทคโนโลยีเซนเซอร์และไบโอเซนเซอร์มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นการเกษตร การแพทย์ สิ่งแวดล้อม และภาคอุตสาหกรรม ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ

การพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขา การจัด IEEE BioSensors 2026 จึงเป็นโอกาสสำคัญในการรวบรวมนักวิจัยชั้นนำด้านเซนเซอร์และไบโอเซนเซอร์ ตลอดจนเชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยเข้ากับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์จริง

นอกเหนือจากการส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่แล้ว ยังต้องเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่และสตาร์ทอัพสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้านเซนเซอร์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่และภาคเศรษฐกิจทั่วประเทศได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับแนวทางผลักดันงานวิจัยด้านไบโอเซนเซอร์จากห้องปฏิบัติการไปสู่การผลิตและการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จะสนับสนุนผ่านกลไกของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือกองทุน ววน. โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบนิเวศตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่งานวิจัยพื้นฐาน งานวิจัยเชิงลึก การทดสอบประสิทธิภาพ การทดลองทางคลินิก การรับรองมาตรฐาน ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการเข้าสู่ตลาด

ขณะเดียวกัน การพัฒนากำลังคนถือเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญ เนื่องจากเทคโนโลยีเซนเซอร์และไบโอเซนเซอร์ต้องบูรณาการองค์ความรู้ด้านเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ วัสดุศาสตร์ การแพทย์ และการวิเคราะห์ข้อมูล กระทรวง อว. จึงมุ่งพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะแบบสหสาขาวิชา เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในอนาคต

หลังจากนี้จะมีการผลักดันให้เกิดคลัสเตอร์ด้านไบโอเซนเซอร์ในประเทศไทย โดยเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล สถาบันวิจัย ภาคอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการ พร้อมวิเคราะห์จุดแข็งและช่องว่างที่ประเทศไทยยังต้องพัฒนา รวมถึงแสวงหาความร่วมมือกับต่างประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของไทยให้สามารถแข่งขันในอุตสาหกรรมไบโอเซนเซอร์ระดับโลกได้อย่างยั่งยืน

ด้าน Professor Pantelis Georgiou ประธานการประชุม IEEE BioSensors 2026 กล่าวว่า การจัดตั้งเครือข่ายสาขาในประเทศไทยจะช่วยขับเคลื่อนกิจกรรมทางวิชาการให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกเหนือจากการจัดประชุมประจำปี โดยมุ่งเน้นการพัฒนาองค์ความรู้และความร่วมมือด้านไบโอเซนเซอร์เป็นสำคัญ พร้อมเปิดโอกาสให้ขยายความร่วมมือไปยังศาสตร์สาขาอื่น รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี

Professor Pantelis Georgiou เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ห้องปฏิบัติการความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และ Imperial College London มีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับทักษะและศักยภาพของบุคลากรไทย ทั้งด้านอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ การพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง และการสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมกล่าวชื่นชมประเทศไทยว่าเป็นประเทศที่มีความอบอุ่นและเป็นมิตร พร้อมแสดงความรู้สึกเป็นเกียรติที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดการประชุมครั้งนี้ ซึ่งนับเป็นโอกาสสำคัญที่นักวิจัยไทยจะได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับนักวิจัยชั้นนำจากนานาประเทศ ตลอดจนเข้าถึงเทคโนโลยีไบโอเซนเซอร์ที่มีความก้าวหน้าและทันสมัย

Professor Pantelis Georgiou กล่าวด้วยว่า กรุงเทพมหานครเป็นจุดหมายปลายทางที่สร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมการประชุม โดยจากการพูดคุยพบว่า ผู้เข้าร่วมงานจำนวนมากชื่นชอบการเดินทางมาประเทศไทย ทั้งด้านบรรยากาศ วัฒนธรรม และการต้อนรับที่เป็นมิตร พร้อมเชื่อมั่นว่าหลายคนจะเดินทางกลับมาเยือนประเทศไทยอีกครั้งในอนาคต

ขณะที่รองศาสตราจารย์ ดร.ภานวีย์ โภไคยอุดม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และประธานร่วมการประชุม IEEE BioSensors 2026 เปิดเผยว่า การประชุม IEEE BioSensors ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569 เป็นเวทีนานาชาติที่เชื่อมโยงนักวิจัยด้านไบโอเซนเซอร์เข้ากับภาคการแพทย์ อุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ และนักลงทุน เพื่อร่วมพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน

การประชุมครั้งนี้ต่อยอดจากความสำเร็จของการจัดงาน ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ในปี 2566 เมืองเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร ในปี 2567 และเมืองซานดิเอโก สหรัฐอเมริกา ในปี 2568 ก่อนที่กรุงเทพมหานครจะได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพในปี 2569 สะท้อนศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับการประชุมวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับโลก

กรุงเทพมหานครมีความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคม สถานพยาบาล สถาบันการศึกษา ศูนย์วิจัย บุคลากรทางวิทยาศาสตร์ และผู้ประกอบการเทคโนโลยี ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคด้านเทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีทางการแพทย์ อุปกรณ์สุขภาพ และนวัตกรรมสุขภาพดิจิทัล

อีกทั้งระบบนิเวศการวิจัยและนวัตกรรมของไทยยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการลงทุนด้านการวิจัย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างบุคลากรในสาขาวิศวกรรมชีวภาพ วิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์ ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ไบโอเซนเซอร์ และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ รวมถึงความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย โรงพยาบาล และบริษัทเทคโนโลยี ซึ่งมีส่วนสำคัญในการผลักดันผลงานวิจัยไปสู่การใช้งานจริง

“กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการจัด IEEE BioSensors 2026 เพราะสามารถเชื่อมโยงงานวิจัยล้ำสมัยเข้ากับระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศไทยและเครือข่ายระดับนานาชาติ เปิดโอกาสให้นักวิจัย แพทย์ วิศวกร ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรมจากทั่วโลก ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และร่วมพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง” รองศาสตราจารย์ ดร.ภานวีย์ กล่าว

IEEE BioSensors เป็นการประชุมวิชาการภายใต้การสนับสนุนของ IEEE Sensors Council มุ่งเน้นองค์ความรู้ด้านไบโอเซนเซอร์ ระบบตรวจวัดทางชีวภาพ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง โดยเปิดพื้นที่ให้นำเสนอผลงานวิจัยต้นฉบับ แนวคิดใหม่ เทคโนโลยีเกิดใหม่ และนวัตกรรมที่มีศักยภาพต่อยอดไปสู่ภาคส่วนต่าง ๆ

เนื้อหาภายในงานครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบวัสดุและโครงสร้างไบโอเซนเซอร์ เทคโนโลยี Lab-on-Chip ชิปดีเอ็นเอ อิมมูโนเซนเซอร์ ไบโอเซนเซอร์ที่ใช้เอนไซม์ ระบบตรวจวัดแบบสวมใส่ อุปกรณ์ฝังในร่างกาย และไบโอเซนเซอร์สำหรับติดตามสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการประมวลผลสัญญาณ การสร้างแบบจำลองทางชีวภาพ และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์และแมชชีนเลิร์นนิง เพื่อเพิ่มความแม่นยำและความรวดเร็วในการวิเคราะห์ข้อมูล

สำหรับ IEEE BioSensors 2026 มีผลงานวิจัยส่งเข้ารับการพิจารณาจำนวน 226 ผลงาน จาก 28 ประเทศทั่วโลก โดยทุกผลงานผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิอิสระอย่างน้อย 3 คน ก่อนคัดเลือกให้นำเสนอในรูปแบบการบรรยายทางวิชาการ 26 เรื่อง การนำเสนอแบบโปสเตอร์ 69 ผลงาน และการสาธิตเทคโนโลยีแบบสด 5 รายการ

โปรแกรมภายในงานยังประกอบด้วยการอบรมเชิงปฏิบัติการ 3 หัวข้อ ได้แก่ การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์และแมชชีนเลิร์นนิงกับสัญญาณชีวภาพ กลยุทธ์การตรวจวัดด้วยใยแก้วนำแสง และการตรวจวัดทางชีวภาพและเคมีด้วยแสงแบบ Superchiral ตลอดจนกิจกรรมสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่และการแข่งขัน MYOSA เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการพัฒนานวัตกรรมด้านเซนเซอร์

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการเสวนาภาคอุตสาหกรรมหัวข้อ “The Path to Market for Electrochemical Point-of-Care Biosensors” ถ่ายทอดเส้นทางการพัฒนาไบโอเซนเซอร์ ตั้งแต่การวิจัยในห้องปฏิบัติการ การพัฒนาต้นแบบ การทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัย ไปจนถึงการผลิต การขออนุญาต และการนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาด

การเสวนาดังกล่าวช่วยให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจว่า ความสำเร็จของเทคโนโลยีไบโอเซนเซอร์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องคำนึงถึงมาตรฐานการผลิต กฎระเบียบทางการแพทย์ ต้นทุน ความต้องการของผู้ใช้งาน รูปแบบธุรกิจ และความเป็นไปได้ในการขยายการผลิตในระดับอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ ผู้จัดงานยังเปิดพื้นที่นิทรรศการสำหรับบริษัท มหาวิทยาลัย ศูนย์วิจัย ห้องปฏิบัติการ และองค์กรด้านเทคโนโลยี เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ ผลงานวิจัย เครื่องมือ ต้นแบบ และนวัตกรรม พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัย การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม

ผลงานส่วนใหญ่ที่นำเสนอภายในงานจะได้รับการเผยแพร่ผ่านฐานข้อมูล IEEE Xplore ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม ขณะที่ผลงานบางส่วนจะได้รับการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสาร IEEE Sensors Letters ฉบับพิเศษด้านไบโอเซนเซอร์ เพื่อขยายการเผยแพร่องค์ความรู้และเพิ่มโอกาสในการนำผลงานไปใช้ประโยชน์ในระดับนานาชาติ

ความร่วมมือในการจัด IEEE BioSensors 2026 ครั้งนี้ ยังเป็นการต่อยอดความสัมพันธ์ทางวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครและ Imperial College London ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ร่วมกันเปิดตัว MUT – Imperial Semiconductor AI & BioSensor Electronics Research (SABER) Laboratory หรือ SABER Lab. ห้องปฏิบัติการวิจัยด้านเซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ และไบโอเซนเซอร์แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยทั้งสองแห่ง

SABER Lab. เปิดโอกาสให้นักศึกษาและนักวิจัยไทยได้เข้าถึงห้องปฏิบัติการมาตรฐานระดับโลก ทำงานวิจัยร่วมกับนักวิจัยชั้นนำ และพัฒนาทักษะผ่านประสบการณ์ปฏิบัติงานจริง สอดคล้องกับเป้าหมายของการประชุม IEEE BioSensors 2026 ที่มุ่งเชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยและห้องปฏิบัติการไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยี การสร้างผู้ประกอบการ และการใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม

ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประชุม การลงทะเบียน การจัดแสดงนิทรรศการ และการสนับสนุนการจัดงานได้ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ผ่านทางอีเมล inter@mut.ac.th หรือโทรศัพท์ 061 223 2344 รวมถึงติดต่อเว็บไซต์ ieee-biosensors.org/2026 หรือติดต่อ Brianna Orr ผู้จัดการการประชุม IEEE BioSensors 2026 ทางอีเมล borr@conferencecatalysts.com

รัฐบาล เตรียมจัดกิจกรรมวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง-วันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค.

รัฐบาล เตรียมจัดกิจกรรมวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง-วันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค.

รัฐบาล เตรียมจัดกิจกรรมวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง-วันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค.

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.06 น.

รัฐบาลเตรียมจัดกิจกรรมวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง-วันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค. นายกฯ นำทำบุญตักบาตร ถวายพระราชกุศล ชวนภาครัฐ-เอกชน-ปชช.ร่วมกิจกรรม

4 สิงหาคม 2569 นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ด้วยวันพุธที่ 12 สิงหาคม 2569 เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นายกรัฐมนตรีได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตในนามรัฐบาลดำเนินการจัดกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2569 ดังนี้

นางยุพา กล่าวว่า 1.การจัดพิธีทางศาสนา จัดพิธีสวดพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เวลา 07.00 น.ในวันพุธที่ 12 สิงหาคม 2569 โดยส่วนกลางจัดพิธี ณ ท้องสนามหลวง พระสงฆ์ จำนวน 193 รูป โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีพร้อมภริยา ส่วนภูมิภาคทุกจังหวัดจัดพิธี ณ ศาลากลางจังหวัด หรือสถานที่ที่เหมาะสม และในต่างประเทศสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลพิจารณาการจัดพิธีตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม

นางยุพา กล่าวว่า นอกจากนี้จัดพิธีสวดพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนาถวายพระราชกุศล โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติดำเนินการเสนอมหาเถรสมาคมเพื่อพิจารณาให้วัดทุกวัดในประเทศไทยจัดพิธีสวดพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนาถวายพระราชกุศล ในวันพุธที่ 12 สิงหาคม 2569 สำหรับวัดไทยในต่างประเทศให้พิจารณาการจัดพิธี ตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม  และ 2.จัดกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์และสาธารณกุศล ในเดือนสิงหาคม 2569 ตามความเหมาะสม

ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ร่วมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ แสดงความจงรักภักดี และร่วมจัดกิจกรรมฯ ให้เป็นไปอย่างสมพระเกียรติในโอกาสดังกล่าว

ชาวเกาหลีเหนือแห่เที่ยวชายหาดท่ามกลางคลื่นความร้อนรุนแรง

ชาวเกาหลีเหนือแห่เที่ยวชายหาดท่ามกลางคลื่นความร้อนรุนแรง

3 ส.ค. 2569 17:12 น.

ชาวเกาหลีเหนือแห่เที่ยวชายหาดท่ามกลางคลื่นความร้อนรุนแรง

ชาวเกาหลีเหนือแห่พักผ่อนริมทะเล ขณะกำลังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรง โดยบางพื้นที่มีอุณหภูมิสูงถึง 40 องศาเซลเซียส ขณะที่กรุงเปียงยางมีปรากฏการณ์ “คืนร้อน” ต่อเนื่องหลายวัน สื่อทางการเร่งเตือนประชาชนหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง พร้อมแนะนำเกษตรกรรับมือผลกระทบต่อพืชผล ท่ามกลางอากาศร้อนจัดที่ปกคลุมคาบสมุทรเกาหลี

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานว่า เกาหลีเหนือกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมทั่วประเทศ ส่งผลให้อุณหภูมิในหลายพื้นที่พุ่งสูงถึง 40 องศาเซลเซียส โดยกรุงเปียงยาง รวมถึงจังหวัดพย็องอันและชากัง คาดว่าจะมีอุณหภูมิสูงสุดในช่วงกลางวันอยู่ระหว่าง 35-40 องศาเซลเซียส

ในกรุงเปียงยาง อุณหภูมิต่ำสุดในช่วงเช้าวันจันทร์อยู่ที่ 28 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยตามฤดูกาลถึง 5 องศาเซลเซียส ก่อนจะเพิ่มขึ้นเป็น 35 องศาเซลเซียส ในช่วงกลางวัน

นอกจากนี้ กรุงเปียงยางยังเผชิญปรากฏการณ์ “คืนร้อน” (Tropical Nights) ต่อเนื่องมาตั้งแต่วันจันทร์สัปดาห์ก่อน โดยอุณหภูมิในช่วงเวลากลางคืนไม่เคยลดต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ใช้เรียกคืนร้อน หรือช่วงเวลาตั้งแต่เวลา 18.01 น. ถึง 09.00 น. ของวันถัดไปที่อุณหภูมิยังคงสูงกว่า 25 องศาเซลเซียส

หนังสือพิมพ์ โรดอง ซินมุน กระบอกเสียงของพรรคแรงงานเกาหลี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ได้เผยแพร่คำแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเวลากลางวัน เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคลมแดดและภาวะเจ็บป่วยที่เกิดจากอากาศร้อน พร้อมแนะนำเกษตรกรให้เพิ่มมาตรการดูแลพืชผลจากผลกระทบของอุณหภูมิสูงและความชื้นที่เพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน สถานีโทรทัศน์กลางเกาหลี เผยภาพประชาชนจำนวนมากเดินทางไปพักผ่อนตามชายหาดและสระว่ายน้ำในเขตท่องเที่ยวชายฝั่งวอนซาน-กัลมา บริเวณชายฝั่งตะวันออกของประเทศ ซึ่งเปิดให้บริการฤดูกาลท่องเที่ยวปีที่สองตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม และมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนแล้วหลายหมื่นคน

คลื่นความร้อนครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับสภาพอากาศร้อนจัดทั่วคาบสมุทรเกาหลี โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาเกาหลีใต้ (KMA) รายงานว่า หลายพื้นที่ต้องเผชิญกับสถิติอุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์ โดยที่เมืองแทกู ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ อุณหภูมิพุ่งสูงถึง 40.9 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นการทะลุระดับ 40 องศาเซลเซียสครั้งแรกนับตั้งแต่เคยทำสถิติไว้เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ปี 1942 หรือในรอบกว่า 80 ปี ส่วนที่เมืองยางซาน ซึ่งเพิ่งทำสถิติอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกสภาพอากาศยุคใหม่ในปี 1904 ด้วยระดับ 42.5 องศาเซลเซียสเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (2 ส.ค.) ก็ยังมีอุณหภูมิแตะระดับ 38 องศาเซลเซียสในวันจันทร์

สภาพอากาศที่ร้อนจัดส่งผลให้เกิดวิกฤตด้านสาธารณสุขทั่วประเทศเกาหลีใต้ โดยที่เมืองอินชอน ชายวัย 40 กว่าปีเสียชีวิตหลังจากถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยอุณหภูมิร่างกายสูงเกือบ 40 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ ยังมีรายงานพบเกษตรกร 2 ราย ในวัย 60 ปี และ 80 ปี เสียชีวิตในพื้นที่จังหวัดชุงช็องใต้

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาเกาหลีใต้ระบุว่า ปรากฏการณ์คลื่นความร้อนลากยาวครั้งนี้ เกิดจากมวลความกดอากาศสูงสองลูกเคลื่อนตัวมาซ้อนทับกันเหนือคาบสมุทรเกาหลี ประกอบกับแสงแดดที่แผดเผาโดยตรงภายใต้ท้องฟ้าที่โปร่งทึบ ทำให้ความร้อนสะสมอยู่ในพื้นที่อย่างรุนแรงและยืดเยื้อ.

ที่มา JoongAng Ilbo / Yonhap

ยูเครนส่งโดรนโจมตีคลังสินค้า “Wildberries” ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซรัสเซียซ้ำอีกระลอก

ยูเครนส่งโดรนโจมตีคลังสินค้า "Wildberries" ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซรัสเซียซ้ำอีกระลอก

3 ส.ค. 2569 16:10 น.

ยูเครนส่งโดรนโจมตีคลังสินค้า “Wildberries” ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซรัสเซียซ้ำอีกระลอก

ยูเครนเปิดฉากส่งโดรนโจมตีทางอากาศ ถล่มคลังสินค้าของ “Wildberries” ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย หรือที่รู้จักกันในนาม “แอมะซอนแห่งรัสเซีย” ในภูมิภาควลาดิเมียร์และซามารา ทางตะวันออกของกรุงมอสโก นับเป็นการโจมตีคลังสินค้าของบริษัทแห่งนี้รอบที่สองในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

ทางการรัสเซียเปิดเผยว่า กองกำลังยูเครนได้ส่งอากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน โจมตีคลังสินค้าของ Wildberries บริษัทอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย ในแคว้นวลาดิเมียร์ ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงมอสโกไปทางตะวันออกราว 180 กิโลเมตร ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ภายในศูนย์โลจิสติกส์ และต้องอพยพพนักงานทั้งหมดออกจากพื้นที่

บริษัท Wildberries ระบุในแถลงการณ์ว่า ระบบขนส่งสินค้าได้รับการปรับเปลี่ยนไปยังศูนย์กระจายสินค้าแห่งอื่น เพื่อให้การจัดส่งและการดำเนินงานยังคงเป็นไปตามปกติ ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเร่งควบคุมสถานการณ์

อเล็กซานเดอร์ อัฟเดเยฟ ผู้ว่าการแคว้นวลาดิเมียร์ กล่าวว่า การโจมตีครั้งนี้ดำเนินการด้วยโดรน โดยมีชายหนุ่มคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะและถูกนำส่งโรงพยาบาล ส่วนหญิงที่อาศัยอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยที่ขา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวัน หลังยูเครนโจมตีคลังสินค้า Wildberries อีกแห่งในแคว้นซามารา และนับตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม เป็นต้นมา ยูเครนได้โจมตีคลังสินค้าของบริษัทแห่งนี้แล้วประมาณ 20 แห่ง ทั้งในรัสเซียและดินแดนไครเมียที่รัสเซียผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ

การโจมตีระลอกแรกเมื่อกลางเดือนกรกฎาคม ซึ่งพุ่งเป้าคลังสินค้าในแคว้นมอสโกและแคว้นแทมบอฟ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8-9 คน และบาดเจ็บเกือบ 90 คน ก่อนที่การโจมตีจะขยายไปยังพื้นที่ใกล้เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซิมเฟโรโปลในไครเมีย ครัสโนดาร์ โวลโกกราด และซามารา

Wildberries เป็นแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดของรัสเซีย จนได้รับฉายาว่าเป็น “แอมะซอนของรัสเซีย” โดยรัฐบาลยูเครนระบุว่า บริษัทแห่งนี้เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ช่วยสนับสนุนศักยภาพของรัสเซียในการทำสงคราม จึงตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีระยะไกล เพื่อสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจและบั่นทอนขีดความสามารถของรัฐบาลมอสโก

กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า สามารถยิงสกัดโดรนของยูเครนได้ 635 ลำ ในช่วงคืนที่ผ่านมา ทั้งเหนือดินแดนรัสเซีย คาบสมุทรไครเมีย ทะเลดำ และทะเลอาซอฟ แต่ไม่ได้เปิดเผยจำนวนโดรนทั้งหมดที่ยูเครนส่งเข้ามา หรือจำนวนที่สามารถโจมตีเป้าหมายได้สำเร็จ

นอกจากการโจมตีในแคว้นวลาดิเมียร์แล้ว ทางการรัสเซียยังรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 คน จากการโจมตีด้วยโดรนของยูเครนในหลายภูมิภาค โดยในแคว้นซาราตอฟ โดรนพุ่งชนอาคารที่พักอาศัย ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน และสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนในเมืองเอนเกลส์และเมืองซาราตอฟ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีฐานทัพอากาศและโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่

ขณะที่ในสาธารณรัฐอุดมูร์ต ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซีย มีพลเรือนเสียชีวิตอีก 3 คน และบาดเจ็บ 2 คน จากการโจมตีด้วยโดรน ส่วนในแคว้นบัชคอร์โตสถาน ระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดการโจมตีต่อโรงงานอุตสาหกรรมในเมืองอูฟาได้ แต่ยังเกิดเพลิงไหม้ในพื้นที่

ด้านกองทัพอากาศยูเครนเปิดเผยว่า รัสเซียได้ส่งโดรน 133 ลำ โจมตียูเครนในช่วงคืนเดียวกัน โดยมี 24 ลำพุ่งถึงเป้าหมาย ขณะที่การโจมตีแยกกันในเมืองซาปอริซเซียและคาร์คิฟ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 คน

การโจมตีตอบโต้กันอย่างต่อเนื่องสะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของสงครามที่ยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ห้า โดยยูเครนยืนยันว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานในรัสเซียมีเป้าหมายเพื่อกดดันให้รัฐบาลเครมลินเข้าสู่การเจรจายุติสงคราม ขณะที่รัสเซียยังคงเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารในยูเครนอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา AFP / ASSOCIATED PRESS

บ.ญี่ปุ่นขอโทษ 2 พนง.เสียชีวิต ถูกสั่งกลับเข้าห้างอิออนหลังแผ่นดินไหว-เก็บเงินใส่ตู้นิรภัย

บ.ญี่ปุ่นขอโทษ 2 พนง.เสียชีวิต ถูกสั่งกลับเข้าห้างอิออนหลังแผ่นดินไหว-เก็บเงินใส่ตู้นิรภัย

3 ส.ค. 2569 14:31 น.

บ.ญี่ปุ่นขอโทษ 2 พนง.เสียชีวิต ถูกสั่งกลับเข้าห้างอิออนหลังแผ่นดินไหว-เก็บเงินใส่ตู้นิรภัย

บริษัทผู้ดำเนินกิจการร้านค้าภายในห้างอิออน คุมาโมโตะ ยอมรับว่าได้สั่งพนักงานหญิง 2 คน ซึ่งอพยพออกจากอาคารอย่างปลอดภัยหลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.1 กลับเข้าไปเก็บเงินสดในตู้นิรภัย ก่อนเกิดเหตุระเบิดรุนแรงเพียงไม่กี่นาที ส่งผลให้ทั้งสองเสียชีวิต พร้อมกล่าวขอโทษครอบครัวผู้เสียชีวิต และยืนยันว่าจะเปลี่ยนนโยบายให้ความปลอดภัยของพนักงานเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด

บริษัท ฮาบิตะ ผู้ดำเนินกิจการร้านจำหน่ายสินค้าภายในศูนย์การค้าอิออน มอลล์ คุมาโมโตะ ในเมืองคาชิมะ จังหวัดคุมาโมโตะ ประเทศญี่ปุ่น ยอมรับว่า บริษัทเป็นผู้สั่งให้พนักงานหญิง 2 คน กลับเข้าไปในอาคารหลังอพยพออกมาแล้ว เพื่อเก็บเงินรายได้จากการขายเข้าตู้นิรภัย ก่อนเกิดเหตุระเบิดอย่างรุนแรง ส่งผลให้ทั้งสองเสียชีวิต

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.1  ในจังหวัดคุมาโมโตะ โดยพนักงานทั้งสองสามารถอพยพออกจากห้างได้อย่างปลอดภัย แต่ได้รับคำสั่งให้กลับเข้าไปเก็บเงินสดในร้าน ก่อนเกิดเหตุระเบิดจากก๊าซภายในห้างเมื่อเวลาประมาณ 17.50 น. หรือราว 80 นาทีหลังเกิดแผ่นดินไหว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตภายในห้างรวม 7 คน

หนึ่งในผู้เสียชีวิตคือ คุรุมิ โอตาเกะ พนักงานวัย 22 ปี ซึ่งเพิ่งย้ายมาปฏิบัติงานที่สาขาดังกล่าวเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม

นายโคจิ ยูเซะ กรรมการบริษัทวัย 64 ปี แถลงขอโทษต่อสาธารณชน พร้อมยอมรับว่า การสั่งให้พนักงานกลับเข้าไปในอาคารเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด “การให้พนักงานกลับเข้าไปในอาคารเป็นความผิดพลาดของบริษัท เรารู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียชีวิตอันมีค่าทั้งสองคน”

เขาเปิดเผยว่า ในวันเกิดเหตุ ผู้จัดการร้านไม่ได้ปฏิบัติงาน ทำให้พนักงานทั้งสองเป็นผู้ดูแลร้านเพียงลำพัง หลังเกิดแผ่นดินไหว บริษัทได้รับการยืนยันว่าทั้งคู่สามารถอพยพออกมาได้อย่างปลอดภัย ก่อนที่สำนักงานใหญ่จะโทรศัพท์แจ้งผ่านผู้จัดการร้านให้ส่งข้อความถึงพนักงานว่า

“หากสามารถกลับเข้าไปได้ ขอให้นำเงินสดจากการขายไปเก็บไว้ในตู้นิรภัย แต่หากไม่ปลอดภัยก็ไม่จำเป็นต้องทำ”

ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับคำให้การของครอบครัวผู้เสียชีวิต ซึ่งระบุว่า หลังออกมาถึงลานจอดรถด้านนอก คุรุมิ โอตาเกะ ได้บอกญาติว่า “บริษัทสั่งให้กลับไปเก็บเงินในตู้นิรภัย” จากนั้นเธอและเพื่อนร่วมงานได้เดินกลับเข้าไปในห้าง ก่อนเกิดเหตุระเบิดขึ้นเพียงประมาณ 5 นาที

ก่อนหน้านั้นไม่นาน โอตาเกะได้ส่งข้อความผ่านแอปพลิเคชัน LINE ถึงมารดาว่า “หนูปลอดภัยดี” แต่หลังเกิดระเบิด ครอบครัวไม่สามารถติดต่อเธอได้อีก โดยสัญญาณโทรศัพท์ของเธอยังคงอยู่ภายในร้าน กระทั่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยพบร่างของเธอและเพื่อนร่วมงานในเวลาประมาณ 02.00 น. ของวันรุ่งขึ้น สภาพศพได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจนต้องใช้การตรวจพิสูจน์ ดีเอ็นเอ เพื่อยืนยันอัตลักษณ์

ญาติของโอตาเกะกล่าวด้วยความโศกเศร้าว่า หากไม่มีเหตุระเบิดและเธอไม่ได้รับคำสั่งให้กลับเข้าไปในอาคาร เธอคงยังมีชีวิตอยู่ พร้อมตั้งคำถามว่า นายจ้างควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของพนักงานเป็นอันดับแรกหรือไม่

ครอบครัวเปิดเผยว่า โอตาเกะเป็นหญิงสาวที่มีความรับผิดชอบสูง ตั้งใจทำงานเพื่อดูแลมารดาหลังสูญเสียบิดาเมื่อ 3 ปีก่อน และยังเป็นแฟนคลับศิลปินชาย โดยได้ซื้อตั๋วคอนเสิร์ตและตั๋วเครื่องบินสำหรับเดินทางไปชมการแสดงในเดือนพฤศจิกายนไว้แล้ว

หลังเหตุการณ์ บริษัทฮาบิตะประกาศว่าจะปรับปรุงมาตรการด้านความปลอดภัย โดยยืนยันว่า ต่อจากนี้จะให้ความสำคัญกับการอพยพเป็นอันดับแรก และจะไม่สั่งให้พนักงานกลับเข้าไปในอาคารหลังเกิดภัยพิบัติอีก

ด้านรัฐบาลจังหวัดคุมาโมโตะเปิดเผยว่า จนถึงวันที่ 3 สิงหาคม มีผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวโดยตรงแล้ว 36 คน ขณะที่อีก 2 ราย ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนสาเหตุการเสียชีวิต นอกจากนี้ยังมีอาคารได้รับความเสียหายมากกว่า 4,600 หลัง และประชาชนกว่า 8,000 คน ยังคงอาศัยอยู่ในศูนย์อพยพ 206 แห่ง ทั่วจังหวัด.

ที่มา KYODO NEWS / The Asahi Shimbun