ไม่ต้องเดาแล้ว ดิว อริสรา เปิดโหมดคลั่งรัก โพสต์ซึ่งถึง วู้ดดี้ ล่ำซำ

ไม่ต้องเดาแล้ว ดิว อริสรา เปิดโหมดคลั่งรัก โพสต์ซึ่งถึง วู้ดดี้ ล่ำซำ

ไม่ต้องเดาแล้ว ดิว อริสรา เปิดโหมดคลั่งรัก โพสต์ซึ่งถึง วู้ดดี้ ล่ำซำ

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.50 น.

ทำเอาโลกโซเชียลอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความรัก เมื่อ “ดิว อริสรา” ออกมาโพสต์ภาพสุดหวานผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว พร้อมแท็กถึง “วู้ดดี้ พุฒิพงศ์ ล่ำซำ” ส่งข้อความสุดโรแมนติกที่ทำเอาแฟนคลับและเพื่อนในวงการต่างเข้ามาร่วมแสดงความยินดีอย่างล้นหลาม

โพสต์ดังกล่าวเผยให้เห็นโมเมนต์ขณะทั้งคู่ร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน พร้อมเล่นเทรนด์ยอดนิยมบนโซเชียล โดยสลับกันถือโทรศัพท์ที่แสดงภาพตัวละครจากภาพยนตร์แอนิเมชัน Zootopia ซึ่งฝ่ายชายถือภาพ “Nick Wilde” ส่วนดิวถือภาพ “Judy Hopps” มาบังใบหน้าของกันและกัน

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่แคปชันภาษาอังกฤษว่า “And the most beautiful part is… he didn’t just say it
He came
He stayed
He showed up
He proved it
With the right person, love doesn’t feel like a question anymore. It feels like coming home @wlamsam and you’re my home”

แปลว่า (และสิ่งที่งดงามที่สุดก็คือ… เขาไม่ได้แค่พูดมันออกมา เขามาหา เขาอยู่เคียงข้าง เขาปรากฏตัวในวันที่ฉันต้องการ เขาพิสูจน์ทุกอย่างด้วยการกระทำ เมื่อได้อยู่กับคนที่ใช่ ความรักจะไม่ใช่เรื่องที่ต้องคอยตั้งคำถามอีกต่อไป แต่มันคือความรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน @wlamsam และคุณคือบ้านของฉัน)

หลังโพสต์ถูกเผยแพร่ออกไป มีแฟนคลับและเพื่อนร่วมวงการบันเทิงเข้ามากดไลก์และแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก หลายคนร่วมแซวถึงความหวานของทั้งคู่ พร้อมส่งกำลังใจและร่วมยินดีกับโมเมนต์แห่งความสุขครั้งนี้

ลุ้นกันต่อ! เนเน่ รอยัล ชวนเชียร์รอบต่อไป AGT แฟนคลับรอส่งกำลังใจ

ลุ้นกันต่อ! เนเน่ รอยัล ชวนเชียร์รอบต่อไป AGT แฟนคลับรอส่งกำลังใจ

ลุ้นกันต่อ! เนเน่ รอยัล ชวนเชียร์รอบต่อไป AGT แฟนคลับรอส่งกำลังใจ

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.56 น.

ข่าวดีสำหรับแฟนๆ ที่ติดตามและส่งกำลังใจให้ศิลปินสาว “เนเน่ รอยัล” (Nene Royal) หลังเจ้าตัวออกมาเผยข่าวสุดปลื้มผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Nene Royal ว่า สามารถผ่านเข้าสู่รอบต่อไปของเวทีประกวดระดับโลก America’s Got Talent (AGT) ได้สำเร็จ

โดย เนเน่ รอยัล ได้โพสต์คลิปสั้นๆ พร้อมข้อความแจ้งแฟนๆ ว่า รอบต่อไปของการแข่งขันที่เรียกว่า “JUDGES CALLED BACK” จะเริ่มออกอากาศตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคมนี้ แต่สำหรับรอบการแสดงของเนเน่ จะออกอากาศในวันที่ 11 สิงหาคม

ข้อความจากเฟซบุ๊ก Nene Royal ระบุว่า “Next step ‘JUDGES CALLED BACK’ start on air 4 August! But mine is on air 11 of August SEE YA!!!”

หลังโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป แฟนๆ ต่างเข้ามาร่วมแสดงความยินดี พร้อมส่งกำลังใจให้ “เนเน่ รอยัล” เดินหน้าสร้างผลงานบนเวทีระดับนานาชาติ และรอติดตามการแสดงของเธอในรอบถัดไปอย่างคึกคัก

ถึงกับไมเกรนขึ้น!! พาบุกบ้านอดีตนางร้ายตัวแม่ ‘กิ๊ก สุวัจนี’

ถึงกับไมเกรนขึ้น!! พาบุกบ้านอดีตนางร้ายตัวแม่ ‘กิ๊ก สุวัจนี’

ถึงกับไมเกรนขึ้น!! พาบุกบ้านอดีตนางร้ายตัวแม่ ‘กิ๊ก สุวัจนี’

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.18 น.

อาทิตย์นี้พาไปบุกบ้านสุดอบอุ่นของอดีตนางร้ายตัวแม่ “กิ๊ก สุวัจนี” บ้านที่ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อคุณแม่ และเป็นศูนย์รวมความสุขของลูกๆ หลานๆ ที่พร้อมกลับมาใช้เวลาร่วมกันในทุกโอกาส แม้ภาพจำของ “กิ๊ก สุวัจนี” จะเป็นนางร้ายเบอร์หนึ่งของวงการ แต่วันนี้ จะพาไปเปิดอีกมุมของผู้หญิงคนนี้ ในบทบาทคุณแม่ ที่ทุ่มเท 16 ปีทิ้งวงการบันเทิงเพื่อลูกๆ

งานนี้เปิดสเตปท์การเมาท์กันตั้งแต่ประเด็นร้อน เมื่อ “หลิง-ออม” แอบแซวว่า “เจอพี่กิ๊กเมื่อไหร่ ไมเกรนขึ้นทุกที!” งานนี้เจ้าตัวขอเคลียร์แบบฮาๆ พร้อมเล่าเบื้องหลังความเป็นตัวแม่ที่ทั้งกองถ่ายต้องยอม!!

ย้อนเส้นทางชีวิตจากวันที่เริ่มต้นในฐานะนางเอก ก่อนพลิกบทบาทจนกลายเป็น “นางร้ายปากคว่ำ” ในตำนาน ที่แม้เวลาจะผ่านไปกี่ปี ฉากเด็ดและประโยคดังยังถูกพูดถึงในโลกโซเชียลไม่หยุด พร้อมเปิดใจถึงข่าวแรงในอดีต กับภาพลักษณ์คนไม่ยอมคน ที่ทำให้หลายคนเกรงใจ แต่เจ้าตัวยืนยันว่า หากอะไรไม่ถูกต้อง ก็พร้อมยืนหยัดชนแบบเต็มร้อย

อีกมุมที่ลูกๆ การันตี คือความเป๊ะและความเจ้าระเบียบของ “แม่กิ๊ก” ที่ลูกชายคนเล็กออกมาคอนเฟิร์มแบบหมดเปลือก พร้อมประโยคที่ลูกๆ พูดกับคุณแม่ว่า “แม่…ไปใช้ชีวิตของแม่บ้างเถอะ” เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา กิ๊กทุ่มเททุกอย่างเพื่อลูกๆ จนแทบไม่มีเวลาให้ตัวเอง พร้อมอัปเดตอีกหนึ่งความภาคภูมิใจ กับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากวันที่น้ำหนักเกือบ 100 กิโลกรัม สู่วันนี้ที่ดูแลตัวเองจนเหลือ 48 กิโลกรัม ด้วยวินัยและความตั้งใจที่ใช้เวลากว่าสิบหกปี

เมาท์สนั่นทุกประเด็น ฮาทุกนาที และซึ้งทุกโมเมนต์ กับเรื่องราวของผู้หญิงที่เป็นได้ทั้งนางร้ายในจอ แต่เป็นนางเอกของครอบครัวในชีวิตจริง “กิ๊ก สุวัจนี” ได้ในรายการ  “ตีท้ายครัว”  วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคมนี้  เวลา 14.15 น. ทาง ช่อง 3

‘โดม เดอะเฟซ’ ลาสิกขาที่ออสเตรเลีย หลังจากบวชศึกษาพระธรรมกว่า 1 ปี 3 เดือน

‘โดม เดอะเฟซ’ ลาสิกขาที่ออสเตรเลีย หลังจากบวชศึกษาพระธรรมกว่า 1 ปี 3 เดือน

‘โดม เดอะเฟซ’ ลาสิกขาที่ออสเตรเลีย หลังจากบวชศึกษาพระธรรมกว่า 1 ปี 3 เดือน

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.09 น.

หายหน้าหายตาจากหน้าจอและสื่อต่าง ๆ ไปนานนับปี สำหรับหนุ่มหล่อหุ่นเป๊ะ “โดม เพชรธำรงชัย” (Dom Petchthamrongchai) หรือที่แฟน ๆ คุ้นเคยกันในชื่อ “โดม เดอะเฟซ” ล่าสุดเจ้าตัวได้ออกมาอัปเดตความเคลื่อนไหวผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวให้แฟน ๆ ได้หายคิดถึง โดยสรุปการเดินทางตลอดช่วงเวลาที่หายไปว่า 1 ปี 3 เดือน 14 วัน 9 ประเทศ 30 เมือง

หลังจากการออกเดินทางเพื่อค้นหาตัวเองและมุ่งมั่นศึกษาพระธรรมอย่างลึกซึ้ง ล่าสุดหนุ่มโดมได้ลาสิกขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ณ เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา การคัมแบ็กกลับมาอัปเดตไลฟ์สไตล์สุดคูลในครั้งนี้ บอกเลยว่าออร่าจับและดูสดใสขึ้นเป็นกอง งานนี้แฟนคลับคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า หลังจากออกเดินทางเก็บเกี่ยวประสบการณ์และชาร์จพลังบุญมาอย่างเต็มอิ่มแล้ว หนุ่มโดมจะพร้อมลุยโปรเจกต์ใหม่ ๆ อะไรให้พวกเราได้เซอร์ไพรส์กันบ้าง!

ก.ศึกษาฯ จับมือ ก.แรงงาน เชื่อมห้องเรียนสู่โลกอาชีพ สร้างอนาคตเด็กไทยมั่นคง

ก.ศึกษาฯ จับมือ ก.แรงงาน เชื่อมห้องเรียนสู่โลกอาชีพ สร้างอนาคตเด็กไทยมั่นคง

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 22.00 น.

“ก.ศึกษาฯ”จับมือ”ก.แรงงาน” เชื่อมห้องเรียนสู่โลกอาชีพ ชูนวัตกรรม”มีงาน มีเงิน มีวุฒิ” สร้างอนาคตเด็กไทยมั่นคง

31 กรกฎาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และคณะผู้บริหาร ร่วมประชุมหารือความร่วมมือไร้รอยต่อ โดยตั้งเป้าเชื่อมโยงการศึกษาการพัฒนาทักษะ และการจ้างงานเข้าด้วยกัน เพื่อให้เยาวชนไทยมีทักษะตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานจริง ณ ห้องราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

รมว.ศธ.กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงแรงงาน ผนึกกำลังครั้งประวัติศาสตร์ มุ่งปฏิรูปโครงสร้างการศึกษาไทย ยกระดับจากระบบ “จบแล้วค่อยหางาน” ไปสู่การ “วางเส้นทางอาชีพตั้งแต่อยู่ในห้องเรียน” ผ่าน 6 วาระขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างทุนมนุษย์ที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่และสร้างความมั่นคงให้เยาวชนไทยทั่วประเทศ ได้แก่ เรียนตรงทักษะ จบแล้วมีงานทำ, ไม่มีเด็กคนไหนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง, ฝึกงานได้ ปลอดภัย และได้ประสบการณ์จริง, ป้องกันและปราบปรามการใช้แรงงานเด็กผิดกฎหมาย, เพิ่มศักยภาพการศึกษาไทยด้วยบุคลากรคุณภาพจากต่างประเทศ และปฏิรูปการศึกษา สู่การเรียนรู้เพื่อมีรายได้

“หลักๆ ที่เราหารือกัน คือการระบบ ‘E-Work Permit’ ของครูต่างชาติ ซึ่งกระทรวงแรงงานได้ปรับลดขั้นตอนและระยะเวลาการขอและต่อใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ให้แก่ครูและบุคลากรต่างชาติ พร้อมเตรียมพิจารณาข้อกฎหมายและรายละเอียดเกี่ยวกับ กองทุนสงเคราะห์ครูต่างชาติ ของกระทรวงศึกษาธิการเพิ่มเติม รวมทั้งการ​เชื่อมโยงหลักสูตรของอาชีวะกับระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จะทำหน้าที่ผลิตและป้อนบุคลากรเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยร่วมมือกับ รง. ในการพัฒนาหลักสูตรให้ตรงความต้องการ พร้อมสร้างระบบสะสมหน่วยกิต เพื่อสะสมทักษะและเทียบโอนประสบการณ์” รมว.ศธ.กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า เรื่องของการ​แก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบ ตามนโยบาย Thailand Zero Dropout สองกระทรวงวางแนวทางดูแลเด็กช่วงรอยต่อการศึกษา โดย ศธ. จะเร่งสำรวจกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการทำงานและประสานไปยังกระทรวงแรงงาน เพื่อส่งเสริมโมเดล “เรียนไปด้วย มีงานทำ มีรายได้” พร้อมๆ กับเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกันเพื่อกำกับดูแลการทำงานของเยาวชนอายุ 15 ปี แต่ไม่ถึง 18 ปี ให้เป็นไปตามมาตรฐานกฎหมายแรงงาน ได้รับการคุ้มครองความปลอดภัย และสามารถศึกษาต่อจนได้รับวุฒิการศึกษา

“ความร่วมมือในครั้งนี้ คือการเชื่อมฐานข้อมูลและการทำงานอย่างใกล้ชิดระหว่าง ศธ.และกระทรวงแรงงาน เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งเรื่องความสะดวกของบุคลากรต่างชาติ การป้อนคนตรงสายงาน และการดูแลเด็กไทยไม่ให้ตกหล่นจากระบบการศึกษา และที่สำคัญ คือ เราจะร่วมกันปฏิรูปการศึกษา สู่การเรียนรู้เพื่อมีรายได้ด้วยการร่วมดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ มุ่งเน้นการสร้างรายได้จริงและการพัฒนาวิชาชีพครู เพื่อให้ระบบการศึกษาตอบโจทย์ทั้งชีวิตของผู้เรียนและทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ” รมว.ศธ.กล่าว

ERASMUS+ อนุมัติทุน หนุนโครงการ ‘BRIDGE – BrighT’ แก้เหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบท

ERASMUS+ อนุมัติทุน หนุนโครงการ 'BRIDGE - BrighT' แก้เหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบท

ERASMUS+ อนุมัติทุน หนุนโครงการ ‘BRIDGE – BrighT’ แก้เหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบท

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.38 น.

ERASMUS+ อนุมัติทุนกว่า 60 ล้านบาท ให้มหาวิทยาลัยไทยทำ 2 โครงการใหญ่ “BRIDGE” พัฒนานักวิทยาศาสตร์ที่มีภาวะผู้นำและทักษะธุรกิจ ขับเคลื่อนนวัตกรรมแห่งอนาคต และ “BrighT” เสริมศักยภาพ BCG ของมหาวิทยาลัย แก้ความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบท

31 กรกฎาคม 2569 ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ มีข่าวดีสำหรับสถาบันอุดมศึกษาไทย เมื่อ Erasmus+ Programme (ERASMUS+) ได้อนุมัติทุนสนับสนุน 2 โครงการความร่วมมือด้านการอุดมศึกษาของประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยและองค์กรพันธมิตรจากยุโรป รวมมูลค่ากว่า 1,577,859.64 ยูโร หรือกว่า 60 ล้านบาท เพื่อร่วมปฏิรูประบบอุดมศึกษาไทย พัฒนาหลักสูตรแห่งอนาคต และยกระดับศักยภาพกำลังคนให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยโครงการแรก ได้แก่ Transformative Leadership in Science, Engineering, and Management: Bridging Disciplines to Build Thailand’s Next-Gen Innovators (BRIDGE) ได้รับทุนสนับสนุนจำนวน 694,302.81 ยูโร หรือประมาณ 26.7 ล้านบาท ซึ่งมีมหาวิทยาลัยบูรพาเป็นหัวหน้าโครงการฝั่งประเทศไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และกระทรวง อว. พร้อมเครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำจากฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาหลักสูตรตามแนวทาง Tuning ของยุโรป

ปลัดกระทรวง อว.กล่าวต่อว่า โครงการ BRIDGE จะมุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงการอุดมศึกษาของไทยผ่านการจัดการศึกษาหลักสูตรสหวิทยาการที่เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และการจัดการ ส่งเสริมการเปลี่ยนจากการฝึกอบรมด้านเทคนิคแบบดั้งเดิมไปสู่ “นักวิทยาศาสตร์ผู้ตัดสินใจ” ที่ผสมผสานความเชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์เข้ากับความเป็นผู้นำและทักษะทางธุรกิจเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมในภาคส่วนต่างๆ เช่น การผลิต โลจิสติกส์ พลังงาน และเทคโนโลยีดิจิทัล โดยใช้กลไก Higher Education Sandbox ของประเทศไทย ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สร้างขึ้นโดยกระทรวง อว. โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 ปี

ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ERASMUS+ ยังอนุมัติทุนสนับสนุน จำนวน 883,556.83 ยูโรหรือประมาณ 34 ล้านบาท ให้แก่โครงการ Bio-Circular-Green Higher Education Acceleration for Thailand (BrighT) โดยมีมหาวิทยาลัยมหิดลเป็นหัวหน้าโครงการฝั่งประเทศไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย กระทรวง อว. สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย โดยมีพันธมิตรจากประเทศกรีซ อิตาลี และภาคเอกชนด้านนวัตกรรมของยุโรปร่วมดำเนินงาน

โดยโครงการ BrighT จะมุ่งแก้ไขความไม่สอดคล้องกันอย่างเป็นระบบระหว่างแผนปฏิบัติการ Bio-Circular-Green Economy (BCG) ของประเทศไทย ปี 2021-2027 กับศักยภาพของสถาบันอุดมศึกษา โครงการนี้มีเป้าหมายยกระดับระบบอุดมศึกษาไทยเพื่อรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG ผ่านการพัฒนากรอบสมรรถนะด้าน BCG การสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรม การจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศระดับภูมิภาค 5 แห่ง เพื่อแก้ไขความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบท รวมถึงพัฒนากลไกเชิงนโยบายที่เชื่อมโยงกับมาตรฐานของสหภาพยุโรป เพื่อยกระดับคุณภาพบัณฑิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ มีระยะวลาดำเนินโครงการ 4 ปี

“ความสำเร็จในการได้รับทุน Erasmus+ ทั้งสองโครงการ สะท้อนถึงศักยภาพของมหาวิทยาลัยไทยและความเชื่อมั่นจากเครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำของยุโรปที่พร้อมร่วมพัฒนาระบบอุดมศึกษาของประเทศไทย โดยกระทรวง อว. ในฐานะหน่วยงานร่วมดำเนินโครงการ จะผลักดันให้ผลลัพธ์จากโครงการเกิดการขยายผลสู่การพัฒนานโยบาย การออกแบบหลักสูตร และการผลิตกำลังคนที่ตอบสนองต่อความต้องการของประเทศในระยะยาว“ ปลัดกระทรวง อว. กล่าว

ผู้อพยพจากโมร็อกโกทะลักเข้าแดนสเปนกว่า 49,000 คนใน 24 ชม. เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ราย

ผู้อพยพจากโมร็อกโกทะลักเข้าแดนสเปนกว่า 49,000 คนใน 24 ชม. เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ราย

31 ก.ค. 2569 16:33 น.

ผู้อพยพจากโมร็อกโกทะลักเข้าแดนสเปนกว่า 49,000 คนใน 24 ชม. เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ราย

กระทรวงมหาดไทยของสเปนเปิดเผยว่า มีผู้อพยพประมาณ 49,000 คน เดินทางข้ามพรมแดนทั้งทางบกและทางทะเลจากโมร็อกโกเข้าสู่เมืองเซวตา ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองของสเปนบนชายฝั่งแอฟริกาเหนือ ภายในช่วงเวลาเพียง 24 ชั่วโมง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 18 ราย รัฐบาลสเปนต้องตรึงกำลังทหารพร้อมรถถังคุมเข้ม และเตรียมผลักดันกลับอย่างเร่งด่วน

กระทรวงมหาดไทยสเปนเปิดเผยตัวเลขประเมินล่าสุดวันนี้ (31 ก.ค.) ว่า มีผู้อพยพเดินทางข้ามพรมแดนจากประเทศโมร็อกโกเข้าสู่เมืองเซวตา (Ceuta) ดินแดนปกครองตนเองของสเปน ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา รวมแล้วประมาณ 49,000 คน ภายในระยะเวลาเพียง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ผู้อพยพจำนวนมากใช้วิธีว่ายน้ำอ้อมเขื่อนกันคลื่นบริเวณชายหาดตาราฆาล (Tarajal) ระยะทางราว 5 กิโลเมตร ขณะที่อีกจำนวนมากพยายามเดินเท้าลัดเลาะเรียบแนวรั้วกั้นพรมแดน และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 18 ราย โดยมีสาเหตุทั้งจากการจมน้ำขณะว่ายน้ำข้ามแดนและการเหยียบกัน ในช่วงที่ฝูงชนพยายามเบียดเสียดข้ามกั้นพรมแดน

ผู้แทนสมาคมเจ้าหน้าที่พิทักษ์ดินแดนในพื้นที่ ระบุว่า “นี่คือวิกฤตการณ์มนุษยธรรมขั้นรุนแรง สถานการณ์เต็มไปด้วยความโกลาหล ผู้คนยังคงทะลักเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ศูนย์พักพิงเต็มล้นจนผู้คนรวมถึงเด็กที่ไม่มีผู้ปกครองต้องนอนตามสวนสาธารณะหรือฟุตบาท”

เพื่อรับมือกับคลื่นผู้อพยพมหาศาล กองทัพสเปนได้ส่งกำลังทหารพร้อมรถถัง เข้าปิดล้อมบริเวณจุดเชื่อมต่อชายหาดตาราฆาล เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ผู้อพยพกระจายตัวเข้าสู่ใจกลางเมือง และต้อนกลุ่มคนเหล่านี้ไปยังเขตนิคมอุตสาหกรรมตาราฆาลซึ่งมีโกดังขนาดใหญ่สำหรับกักตัว

สถานการณ์ความแออัดวิกฤตหนักในศูนย์พักพิงผู้อพยพชั่วคราว ซึ่งเดิมทีรองรับได้เพียง 512 คน แต่ปัจจุบันมีผู้อพยพเข้าไปอยู่แออัดมากกว่า 1,000 คน และยังมีผู้ตกค้างอยู่นอกศูนย์อีกนับพันราย รวมถึงศูนย์ดูแลเด็กและเยาวชนที่ระบบล่มสลายจนทางการต้องเปิดศูนย์พักพิงแห่งใหม่เพิ่มอีกหลายแห่ง

ด้านกระทรวงมหาดไทยสเปนเปิดเผยว่า ได้บรรลุข้อตกลงกับทางการโมร็อกโกแล้ว เพื่อเตรียมดำเนินการ “ส่งตัวกลับ” ผู้อพยพผิดกฎหมายทั้งหมดโดยเร็วที่สุด ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรี เปโดร ซานเชซ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เร่งเดินทางลงพื้นที่เมืองเซวตาเพื่อบัญชาการและแก้ไขวิกฤตการณ์บนดินแดนส่วนแยกแห่งนี้ด้วยตนเอง

สำหรับสาเหตุของการทะลักข้ามแดนครั้งใหญ่นี้ ยังไม่มีคำชี้แจงอย่างเป็นทางการจากฝั่งรัฐบาลโมร็อกโก อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สเปนส่วนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกี่ยวข้องกับคำตัดสินของศาลสูงสุดสเปนเมื่อช่วงต้นเดือน ที่ห้ามไม่ให้ทางการส่งตัวผู้อพยพที่มาทางทะเลกลับในทันทีโดยปราศจากกระบวนการทางกฎหมาย อย่างไรก็ดี นักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนมองว่า ผู้อพยพส่วนใหญ่ซึ่งเป็นชาวโมร็อกโก ไม่น่าจะรับรู้ถึงคำตัดสินทางกฎหมายดังกล่าว แต่อาจเกิดจากกระแสข่าวลือและการอพยพตามๆ กัน

ขณะเดียวกัน วิกฤตการณ์ครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบลามไปถึงประเทศเพื่อนบ้านในยุโรป โดย นายกรัฐมนตรี เจอร์เจีย เมโลนี ของอิตาลี ได้ออกมาขู่ว่าจะระงับความตกลงเชงเกน  หรือเขตเสรีการเดินทางกับสเปน เพื่อป้องกันพรมแดนและความปลอดภัยของพลเมืองอิตาลี แม้อิตาลีจะไม่ได้มีพรมแดนติดกับสเปนโดยตรงก็ตาม.

ที่มา Diario Área / Associated Press

สิงคโปร์สอบ “Massive Attack” วงดังอังกฤษ ชูธง-ตะโกนเชียร์ “ปาเลสไตน์” บนเวทีคอนเสิร์ต

สิงคโปร์สอบ "Massive Attack" วงดังอังกฤษ ชูธง-ตะโกนเชียร์ "ปาเลสไตน์" บนเวทีคอนเสิร์ต

31 ก.ค. 2569 14:58 น.

สิงคโปร์สอบ “Massive Attack” วงดังอังกฤษ ชูธง-ตะโกนเชียร์ “ปาเลสไตน์” บนเวทีคอนเสิร์ต

ตำรวจและสำนักงานพัฒนาสื่อสารสนเทศและสื่อของสิงคโปร์ เปิดการสอบสวนวงดนตรีอังกฤษ “Massive Attack” หลังสมาชิกวงชูธงปาเลสไตน์ และตะโกนคำว่า “ปลดปล่อยปาเลสไตน์” ระหว่างการแสดงคอนเสิร์ตในสิงคโปร์ ซึ่งอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนเงื่อนไขใบอนุญาตจัดการแสดงและกฎหมายเกี่ยวกับการแสดงสัญลักษณ์ของต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต

สำนักงานตำรวจสิงคโปร์ ร่วมกับองค์กรพัฒนาสื่อสารและสารสนเทศแห่งสิงคโปร์ (IMDA) ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งความและอยู่ระหว่างการดำเนินคดีสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการ เพื่อตรวจสอบว่าการกระทำของวงดนตรี “แมสซีฟ แอทแทก” (Massive Attack) เข้าข่ายฝ่าฝืนเงื่อนไขในการจัดแสดงหรือไม่

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในคอนเสิร์ตของทางวงซึ่งจัดขึ้นที่ The Star Performing Arts Centre ประเทศสิงคโปร์ โดยผู้เข้าชมคอนเสิร์ตระบุว่า สมาชิกของวงได้ตะโกนคำว่า “ปลดปล่อยปาเลสไตน์” บนเวที ส่งผลให้ผู้ชมในฮอลล์ร่วมตะโกนตามเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ คลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์ยังปรากฏภาพสมาชิกวง 2 คน ร่วมกันชูธงชาติปาเลสไตน์บนเวทีท่ามกลางเสียงเชียร์ของแฟนเพลง

ทั้งนี้ กฎหมายของประเทศสิงคโปร์ระบุไว้อย่างเข้มงวดว่า ห้ามมิให้มีการแสดงสัญลักษณ์หรือตราแผ่นดินของต่างชาติในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือได้รับการยกเว้นเป็นพิเศษ ผู้ฝ่าฝืนอาจต้องระโทษปรับสูงสุด 500 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 13,000 บาท) จำคุกสูงสุด 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ

ประเด็นความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและฮามาสถือเป็นเรื่องที่มีความอ่อนไหวสูงในสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติและศาสนา ซึ่งประกอบด้วยชาวจีน 74%, ชาวมลายู 13.6%, ชาวอินเดีย 9% และอื่นๆ โดยมีประชากรนับถือศาสนาอิสลามราว 15%

ก่อนหน้านี้ในปี 2023 กระทรวงมหาดไทยสิงคโปร์เคยออกแถลงการณ์เตือนประชาชนเกี่ยวกับการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ต่อความขัดแย้งดังกล่าว โดยเน้นย้ำว่า “สันติภาพและความรักใคร่กลมเกลียวระหว่างเชื้อชาติและศาสนาในสิงคโปร์เป็นสิ่งที่ต้องร่วมกันปกป้อง เราต้องไม่ปล่อยให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายนอกประเทศเข้ามาส่งผลกระทบต่อความสงบสุขภายในประเทศของเรา”

นอกเหนือจากกรณีการชูธง ทางวง Massive Attack ยังระบุว่า พวกเขาจำเป็นต้องถอดเพลงบางเพลงออกจากลิสต์ที่จะใช้เล่นในคอนเสิร์ตครั้งนี้ โดยอ้างเพียงสั้นๆ ว่าเป็นผลมาจาก “กฎหมายท้องถิ่น” ซึ่งสื่อมวลชนกำลังอยู่ระหว่างการประสานงานกับ IMDA และผู้จัดงานอย่าง Lushington Entertainments เพื่อยืนยันข้อเท็จจริง

สำหรับ Massive Attack เป็นวงดนตรีแนวทริปฮอป ระดับรางวัลจากเมืองบริสตอล สหราชอาณาจักร ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1988 เจ้าของเพลงฮิตอย่าง Teardrop มีจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจนและเปิดเผยมาโดยตลอด โดยมักใช้วิดีโอประกอบการแสดงตั้งคำถามถึงประเด็นสงคราม ความขัดแย้งระดับโลก เช่น ในซูดาน กาซา และยูเครน รวมทั้งเคยออกมาประณามปฏิบัติการทางการทหารของอิสราเอลในฉนวนกาซาว่าเป็น “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” อีกด้วย.

ที่มา CNA / Reuters

เผยเศรษฐกิจเกาหลีเหนือขยายตัวเกิน 3% โตต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ผลพวงสัมพันธ์แนบแน่น “รัสเซีย-จีน”

เผยเศรษฐกิจเกาหลีเหนือขยายตัวเกิน 3% โตต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ผลพวงสัมพันธ์แนบแน่น "รัสเซีย-จีน"

31 ก.ค. 2569 14:14 น.

เผยเศรษฐกิจเกาหลีเหนือขยายตัวเกิน 3% โตต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ผลพวงสัมพันธ์แนบแน่น “รัสเซีย-จีน”

ธนาคารกลางเกาหลีใต้ประเมินว่า เศรษฐกิจเกาหลีเหนือขยายตัว 3.5% ในปี 2025 นับเป็นการเติบโตเกิน 3% ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 โดยมีปัจจัยสำคัญจากความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการทหารกับรัสเซีย การค้ากับจีนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงโครงการพัฒนาของรัฐบาลเกาหลีเหนือ ขณะที่รายได้ประชาชาติต่อหัวของเกาหลีเหนือคิดเป็นเพียง 3.6% ของเกาหลีใต้

รายงานจากธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของเกาหลีเหนือในปี 2025 ขยายตัว 3.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า หลังจากเติบโต 3.7% ในปี 2024 และ 3.1% ในปี 2023 ส่งผลให้มูลค่าจีดีพีที่แท้จริงของเกาหลีเหนือพุ่งสูงเกินระดับของปี 2017 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่สหประชาชาติจะยกระดับมาตรการคว่ำบาตรอย่างเข้มงวด

เนื่องจากรัฐบาลเกาหลีเหนือถือว่าข้อมูลสถิติทางเศรษฐกิจเป็นความลับขั้นสูงสุดของรัฐ BOK จึงต้องทำการประเมินตัวเลขเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือเป็นประจำทุกปีนับตั้งแต่ปี 1991 โดยอาศัยข้อมูลการข่าว และสถิติการค้าระหว่างประเทศเป็นหลัก

เจ้าหน้าที่ของ BOK ระบุว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องเป็นผลมาจากการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับรัสเซีย การค้าที่เพิ่มขึ้นกับจีน รวมถึงโครงการพัฒนาตามนโยบายระดับชาติของเกาหลีเหนือเอง

ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ และนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ได้ร่วมลงนามในสนธิสัญญาหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์เมื่อเดือนมิถุนายน 2024 โดยเกาหลีเหนือได้ส่งกำลังทหารเข้าร่วมการสู้รบในสงครามยูเครนประมาณ 15,000 นาย พร้อมทั้งสนับสนุนยุทธโธปกรณ์และกระสุนปืนใหญ่ให้แก่กองทัพรัสเซีย

เพื่อเป็นการตอบแทน รัสเซียได้ให้การสนับสนุนด้านการเงิน อาหาร พลังงาน และเทคโนโลยีทางการทหาร นอกจากนี้ รายได้ในรูปเงินตราต่างประเทศของเกาหลีเหนือยังพุ่งสูงขึ้นจากการส่งกำลังพลไปปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว

ด้านภาคอุตสาหกรรมที่เติบโตโดดเด่น ได้แก่ภาคเหมืองแร่และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่เติบโตขึ้น 4.9% ซึ่งได้อานิสงส์โดยตรงจากการเร่งผลิตอาวุธเพื่อส่งออกให้แก่รัสเซีย ส่วนภาคการก่อสร้าง ขยายตัว 6.3% จากการก่อสร้างอาคารที่ไม่ใช่อาคารพักอาศัย โครงการสาธารณูปโภคตามนโยบายพัฒนาภูมิภาคของรัฐบาล ที่ตั้งเป้าสร้างโรงพยาบาลทันสมัยใน 20 เมืองและอำเภอทุกปี รวมถึงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมต่อกับรัสเซีย เช่น สะพานข้ามแดนแห่งใหม่

ขณะที่ภาคการเกษตร ขยายตัว 3.6% และภาคบริการขยายตัว 1.8% โดยได้แรงหนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียที่เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การส่งออกของเกาหลีเหนือในปี 2025 พุ่งสูงขึ้นถึง 30% คิดเป็นมูลค่าราว 470 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ ขนสัตว์อุตสาหกรรม วิกผม ของเล่น และอุปกรณ์กีฬา สำหรับสัดส่วนในโครงสร้างเศรษฐกิจ ภาคเหมืองแร่และอุตสาหกรรมคิดเป็น 30.1% ของ จีดีพีทั้งหมด ตามด้วยภาคบริการ 29.6% และภาคการเกษตร 21.2%

ส่วนรายได้มวลรวมประชาชาติ (GNI) ของเกาหลีเหนือในปี 2025 อยู่ที่ 48.5 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 33,790 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเพียง 1.8% ของรายได้ประชาชาติรวมของเกาหลีใต้ ซึ่งมีมูลค่า 2,717.1 ล้านล้านวอน ส่วนรายได้ประชาชาติต่อหัวของชาวเกาหลีเหนืออยู่ที่ 1.87 ล้านวอน หรือเพียง 3.6% ของรายได้ต่อหัวชาวเกาหลีใต้ที่อยู่ที่ 52.57 ล้านวอน.

ที่มา Reuters / Yonhap / KBS

เหมืองถ่านหินปากีสถานระเบิด เสียชีวิตพุ่ง 34 ราย โอกาสพบผู้รอดชีวิตริบหรี่

เหมืองถ่านหินปากีสถานระเบิด เสียชีวิตพุ่ง 34 ราย โอกาสพบผู้รอดชีวิตริบหรี่

31 ก.ค. 2569 12:46 น.

เหมืองถ่านหินปากีสถานระเบิด เสียชีวิตพุ่ง 34 ราย โอกาสพบผู้รอดชีวิตริบหรี่

ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดภายในเหมืองถ่านหินในจังหวัดบาโลจิสถาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของปากีสถาน เพิ่มเป็นอย่างน้อย 34 ราย ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งค้นหาคนงานที่อาจติดอยู่ใต้ดิน ท่ามกลางความหวังที่เลือนราง โดยเชื่อว่าสาเหตุของเหตุครั้งนี้เกิดจากการสะสมของก๊าซมีเทนภายในเหมือง

สำนักงานบริหารจัดการภัยพิบัติประจำจังหวัดบาโลจิสถาน เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถนำร่างผู้เสียชีวิตออกจากเหมืองถ่านหินในพื้นที่โซรังจ์ ใกล้เมืองเควตตา เมืองเอกของจังหวัด ได้แล้วอย่างน้อย 34 ราย

เหตุระเบิดเกิดขึ้นเมื่อช่วงเที่ยงวันพฤหัสบดี (30 ก.ค.) ภายในเหมืองถ่านหิน ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองเควตตาประมาณ 50 กิโลเมตร โดยแรงระเบิดได้สร้างความเสียหายให้กับเหมืองที่อยู่ติดกันถึง 2 แห่ง และทำให้เกิดปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยที่ดำเนินต่อเนื่องตลอดทั้งคืน

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ปฏิบัติการค้นหายังคงดำเนินต่อไปเพื่อค้นหาและนำคนงานที่ยังติดอยู่ใต้ดินออกมา แม้ยังไม่สามารถยืนยันจำนวนผู้ที่อยู่ในเหมืองขณะเกิดเหตุได้อย่างชัดเจน เจ้าหน้าที่เชื่อว่าสาเหตุของการระเบิดน่าจะเกิดจากการสะสมของก๊าซมีเทนภายในเหมือง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของอุบัติเหตุในเหมืองถ่านหินทั่วโลก

ก่อนหน้านี้ นายมูฮัมหมัด อาติฟ หัวหน้าผู้ตรวจการเหมืองของจังหวัด เปิดเผยว่า ขณะเกิดเหตุมีคนงานอยู่ภายในเหมืองประมาณ 36 คน ด้านเจ้าหน้าที่กู้ภัยระบุว่าแม้ยังคงค้นหาผู้ที่อาจติดอยู่ภายในเหมือง แต่เวลาที่ผ่านไปนานกว่า 12 ชั่วโมง ประกอบกับสภาพภายในเหมืองทำให้โอกาสพบผู้รอดชีวิตมีน้อยลงอย่างมาก

อาห์เหม็ด ซาดา คนงานเหมืองซึ่งอยู่ในพื้นที่ เล่าว่า หลังได้ยินเสียงระเบิด คนงานเหมืองจำนวนหนึ่งรีบลงไปภายในอุโมงค์เพื่อช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานที่ติดอยู่ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ลงไปช่วยเหลือหลายคนกลับเสียชีวิตจากแรงระเบิดและสภาพอากาศภายในเหมืองเช่นกัน

บริเวณปากเหมืองเต็มไปด้วยญาติของผู้ประสบเหตุ คนงาน และเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่เฝ้ารอการค้นหา ขณะที่เจ้าหน้าที่ทยอยลำเลียงร่างผู้เสียชีวิตซึ่งบางรายมีเขม่าถ่านหินปกคลุมทั่วร่าง ออกจากอุโมงค์ด้วยเปลสนามก่อนนำส่งรถพยาบาลและรถขนย้ายศพ

อุบัติเหตุในเหมืองถ่านหินเกิดขึ้นบ่อยครั้งในปากีสถาน โดยเฉพาะในจังหวัดบาโลจิสถาน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตถ่านหินสำคัญของประเทศ แต่เหมืองจำนวนมากยังขาดระบบระบายอากาศ ระบบตรวจจับก๊าซ และอุปกรณ์ความปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน

สหภาพแรงงานและองค์กรด้านสิทธิแรงงานวิพากษ์วิจารณ์ผู้ประกอบการเหมืองมาอย่างต่อเนื่องว่า ไม่บังคับใช้มาตรการด้านความปลอดภัยอย่างจริงจัง และจัดหาอุปกรณ์ป้องกันให้คนงานไม่เพียงพอ

แม้ต้องเผชิญความเสี่ยงสูงและค่าจ้างต่ำ แต่แรงงานหลายพันคนยังคงต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมเหมืองถ่านหินเพื่อเลี้ยงชีพ เนื่องจากจังหวัดบาลูจิสถาน ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดของปากีสถาน ยังคงเผชิญปัญหาความยากจน การว่างงาน และการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ล้าหลังกว่าพื้นที่อื่นของประเทศ แม้จะอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งถ่านหิน ทองคำ และทองแดงก็ตาม.

ที่มา AFP