เนทันยาฮูพบทรัมป์ ยกเป็นการหารือที่ดีที่สุด จับมือสกัดนิวเคลียร์อิหร่าน

เนทันยาฮูพบทรัมป์ ยกเป็นการหารือที่ดีที่สุด จับมือสกัดนิวเคลียร์อิหร่าน

29 ก.ค. 2569 03:35 น.

เนทันยาฮูพบทรัมป์ ยกเป็นการหารือที่ดีที่สุด จับมือสกัดนิวเคลียร์อิหร่าน

เนทันยาฮูเผยว่า การพบปะพูดคุยกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบขาวครั้งนี้ เป็นหนึ่งในครั้งที่ดีที่สุด โดยทั้งสองหารือเรื่องความร่วมมือภายใต้เป้าหมายเดียวกันคือ อิหร่านจะต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์

เมื่อวันอังคารที่ 28 ก.ค. 2569 นาย เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เข้าพบปะหารือกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่ทำเนียบขาวในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยเนทันยาฮูระบุว่า นี่เป็น “หนึ่งในการหารือที่ดีที่สุด” ของทั้งสอง โดยจะมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับอิหร่าน และด้านความมั่นคงอื่นๆ

“มันเป็นการหารือในเรื่องความร่วมมืออย่างเต็มรูปแบบ, การสนับสนุนซึ่งกันและกัน ด้วยความเข้าใจในเป้าหมายร่วมกันที่จะทำให้แน่ใจว่า อิหร่านจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ ตลอดจนเป้าหมายอื่นๆ” เนทันยาฮูกล่าวเป็นภาษาฮีบรูในวิดีโอที่เผยแพร่โดยสำนักงานของเขาภายหลังการประชุมลับกับนายทรัมป์

เนทันยาฮูเดินทางออกจากทำเนียบขาวเมื่อเวลา 12.25 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (ET) หลังจากการพูดคุยเริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลา 11.03 น. ตามรายงานของทำเนียบขาว โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากทั้งสองประเทศเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวด้วย แต่ไม่เปิดให้ผู้สื่อข่าวเข้าร่วมสังเกตการณ์

ด้าน แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว เรียกการหารือครั้งนี้ว่า “เป็นไปในเชิงบวกและมีประสิทธิผล”

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ของอิสราเอลซึ่งได้รับสรุปข้อมูลการประชุมระหว่างเนทันยาฮูและทรัมป์ ได้กล่าวย้ำในทิศทางเดียวกับทำเนียบขาวว่า “นี่เป็นการประชุมที่เป็นบวกมาก และดำเนินไปในบรรยากาศที่ดีร่วมกับสมาชิกระดับสูงของคณะรัฐมนตรี”

“เคมีที่เข้ากันได้เป็นอย่างดีระหว่างผู้นำทั้งสองนั้นเด่นชัดมาก” เจ้าหน้าที่กล่าว พร้อมเสริมว่าผู้นำทั้งสองได้ย้ำถึงเป้าหมายร่วมกันว่า “ไม่ว่าภายใต้สถานการณ์ใดก็ตาม จะต้องไม่ยินยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์โดยเด็ดขาด”

นอกจากนี้ ทั้งสองยังได้หารือเรื่องหุ้นส่วนความร่วมมือระหว่างอิสราเอลและสหรัฐฯ “ซึ่งแข็งแกร่งกว่าที่เคย รวมถึงโอกาสต่างๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง” อีกด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ฝรั่งเศสอ่วม ไฟป่ากลับมาแรงขึ้นอีก คลื่นความร้อนระลอก 4 จ่อเข้า

ฝรั่งเศสอ่วม ไฟป่ากลับมาแรงขึ้นอีก คลื่นความร้อนระลอก 4 จ่อเข้า

29 ก.ค. 2569 03:13 น.

ฝรั่งเศสอ่วม ไฟป่ากลับมาแรงขึ้นอีก คลื่นความร้อนระลอก 4 จ่อเข้า

เหตุไฟป่าบางจุดในฝรั่งเศสในพื้นที่ที่เคยถูกไฟไหม้ไปแล้ว กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง ขณะที่คลื่นความร้อนระลอกใหม่กำลังใกล้เข้ามา ซึ่งอาจซ้ำเติมสถานการณ์ไฟป่าในหลายประเทศของยุโรป

เมื่อวันอังคารที่ 28 ก.ค. 2569 สถานการณ์ไฟป่าในจังหวัด ฌีรงด์ (Gironde) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศสกลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้ง โดยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกำลังทำงานอย่างหนักตลอด 24 ชั่วโมง ขณะที่พื้นที่ดังกล่าวกำลังเตรียมรับมือกับคลื่นความร้อนระลอกที่ 4 ของฤดูร้อนนี้ ซึ่งจะเข้ามาในวันพุธ (29 ก.ค.) โดยคาดว่าจะทำให้อุณหภูมิพุ่งสูงถึง 40 องศาเซลเซียส

โฆษกสมาพันธ์นักดับเพลิงแห่งชาติฝรั่งเศสระบุว่า สถานการณ์นี้ตอนนี้เปรียบเหมือน “ดาวิดต่อสู้กับโกไลแอท” โดยมีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเสียชีวิตแล้ว 4 นายในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา และมีการส่งเจ้าหน้าที่กว่า 2,000 นายเข้าควบคุมเพลิงในพื้นที่ฌีรงด์

ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัด ฌีรงด์ ระบุว่าพบจุดไฟป่าปะทุขึ้นใหม่ 14 จุดในพื้นที่ที่เคยถูกไฟไหม้ไปแล้ว โดยไฟป่าได้ทำลายบ้านเรือนไปแล้วราว 240 หลัง

นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ยังดำเนินการจับกุมชายวัย 23 ปีในจังหวัด วาร์ (Var) ในฐานะผู้ต้องสงสัยก่อเหตุวางเพลิง ที่นำไปสู่เหตุไฟป่า ซึ่งเขาอาจได้รับโทษจำคุกถึง 15 ปี อนึ่ง นับตั้งแต่ 6 ก.ค.จนถึงตอนนี้ มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยว่าเป็นต้นเหตุของไฟป่าไปแล้วกว่า 184 คน

ส่วนสถานการณ์ที่เมืองบอร์โด ไฟป่าได้ลุกลามเข้าประชิดโดยอยู่ห่างออกไปเพียง 15 กม. ทำให้ถึงแม้ว่าตัวเมืองยังไม่ตกอยู่ในอันตรายโดยตรง แต่ตัวเมืองเต็มไปด้วยควันไฟและเถ้าถ่าน ร้านค้าและร้านอาหารต้องปิดประตู และนักท่องเที่ยวลดลงอย่างเห็นได้ชัด

จนถึงตอนนี้ ทางการฝรั่งเศสสั่งอพยพประชาชนที่เสี่ยงอันตรายจากไฟป่าไปแล้วกว่า 220,000 คน รวมประชาชนประมาณ 4,000 คน ในพื้นที่ตั้งแคมป์ใกล้ชายฝั่งเมือง “ลากาโน” (Lacanau) ส่วนประชาชนที่ไม่ได้รับคำสั่งอพยพ แต่อยู่ไม่ไกลจากไฟป่า ได้รับการแจ้งเตือนให้เก็บตัวอยู่แต่ในบ้านเนื่องจากมลพิษทางอากาศที่รุนแรง

อีกด้านหนึ่ง ประเทศสเปนกำลังเผชิญกับอุณหภูมิสูงถึง 40 องศาเซลเซียส โดยมีประชาชนมากกว่า 70,000 คน ได้รับคำสั่งให้อพยพตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ว่าในตอนนี้บางส่วนจะเริ่มกลับบ้านได้แล้ว เนื่องจากเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้น

ที่โปรตุเกส เจ้าหน้าที่ดับเพลิงราว 400 นายกำลังเร่งดับไฟป่าขนาดใหญ่ 3 จุด บริเวณเมือง “กวาร์ดา” (Guarda) ทางตอนเหนือและตะวันออกของประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เคนยาเร่งสืบสวน หลังช้างป่าตายปริศนา 14 ตัว ในอุทยานแห่งชาติ

เคนยาเร่งสืบสวน หลังช้างป่าตายปริศนา 14 ตัว ในอุทยานแห่งชาติ

29 ก.ค. 2569 01:24 น.

เคนยาเร่งสืบสวน หลังช้างป่าตายปริศนา 14 ตัว ในอุทยานแห่งชาติ

ทางการเคนยากำลังเร่งสืบสวนหาสาเหตุการตายของช้างป่า 14 ตัว ที่ถูกพบบริเวณอุทยานแห่งชาติในภาคใต้ของประเทศ โดยยังไม่ฟันธงว่า สาเหตุเกิดจากโรค, สารพิษ หรืออย่างอื่นกันแน่

สำนักข่าว บีบีซี (BBC) รายงานเมื่อวันอังคารที่ 28 ก.ค. 2569 ว่า เจ้าหน้าที่ของประเทศเคนยาเปิดฉากการสืบสวนอย่างเร่งด่วน หลังจากมีช้างป่าตายโดยไม่ทราบสาเหตุในเวลาไล่เลี่ยกันถึง 14 ตัว ในบริเวณอุทยานแห่งชาติ “อัมโบเซลี” (Amboseli) ทางตอนใต้ของประเทศ

องค์กรอนุรักษ์สัตว์ป่าแห่งเคนยา (KWS) เปิดเผยกับ บีบีซี ว่า ผู้เชี่ยวชาญกำลังเข้าตรวจพิสูจน์ซากช้าง และได้ส่งตัวอย่างเนื้อเยื่อไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจสอบว่าสาเหตุการตายเกิดจากโรคระบาด, การได้รับสารพิษ หรือจากปัจจัยอื่นกันแน่

ทั้งนี้ อุทยานแห่งชาติ อัมโบเซลี และพื้นที่โดยรอบเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “ระบบนิเวศอัมโบเซลี” ซึ่งเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ครอบคลุมชายแดนติดกับประเทศแทนซาเนีย และมีชื่อเสียงอย่างมากในเรื่องความสมบูรณ์ของสัตว์ป่า

เจ้าหน้าที่ระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่มีช้างตายในคราวเดียวมากขนาดนี้ หลังจากที่พวกเขาสามารถปราบปรามการลักลอบล่าสัตว์ได้อย่างเด็ดขาดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ทาง KWS ระบุว่า ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ไปที่สาเหตุการตายเพียงสาเหตุเดียว โดยซากช้างที่พบมีทั้งช้างต่างช่วงอายุและต่างเพศกัน ซึ่งบ่งชี้ว่าการครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโขลงเดียว หรือกลุ่มประชากรช้างเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

นายดันแคน วานยามา หัวหน้าฝ่ายสื่อสารขององค์กรอนุรักษ์สัตว์ป่าฯ ให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นว่า พบซากช้างตามจุดต่างๆ กระจายอยู่รอบอุทยานแห่งชาติอัมโบเซลี ในระยะห่างตั้งแต่ 15 ถึง 30 กิโลเมตรจากแนวเขตอุทยาน

อนึ่ง จากข้อมูลขององค์กร Amboseli Trust for Elephants ซึ่งคอยติดตามการเคลื่อนย้ายของสัตว์ในพื้นที่ ระบุว่า นี 2568 มีประชากรช้างอาศัยอยู่ในระบบนิเวศอัมโบเซลีมากกว่า 2,000 ตัว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เซเลนสกีคุยทรัมป์เรื่องระบบป้องกัน “แพทริออต” หวังฟื้นการเจรจายุติสงคราม

เซเลนสกีคุยทรัมป์เรื่องระบบป้องกัน “แพทริออต” หวังฟื้นการเจรจายุติสงคราม

28 ก.ค. 2569 23:49 น.

เซเลนสกีคุยทรัมป์เรื่องระบบป้องกัน “แพทริออต” หวังฟื้นการเจรจายุติสงคราม

ผู้นำยูเครนเปิดเผยว่า ได้เข้าพบกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบขาวในวันอังคาร และได้พูดคุยกันเรื่องการจัดหาระบบป้องกันทางอากาศ “แพทริออต” และการฟื้นฟูกระบวนการทางการทูตเพื่อยุติสงคราม

เมื่อวันอังคารที่ 28 ก.ค. 2569 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เปิดเผยว่า เขาได้พูดคุยกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เกี่ยวกับการจัดหาระบบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานแพทริออต (Patriot) สำหรับกรุงเคียฟ รวมถึงการฟื้นฟูแนวทางการทูต ในระหว่างการ “พบปะที่ดี” ที่ทำเนียบขาว

“ขอขอบคุณสำหรับทุกสิ่งที่เราได้ทำร่วมกันเพื่อปกป้องชีวิตของชาวยูเครนและผลักดันสันติภาพให้คืบหน้า” เซเลนสกีโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ภายหลังการพูดคุยกับนายทรัมป์

ในการประชุมดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายได้หารือกันเกี่ยวกับใบอนุญาตสำหรับการผลิตระบบขีปนาวุธแพทริออต ที่นายทรัมป์เคยพูดถึงก่อนหน้านี้ ตลอดจนการจุดประกายความพยายามทางการทูตอีกครั้งเพื่อยุติสงครามในยูเครน หลังกระบวนการหยุดชะงักไปเพราะการปะทุของสงครามอิหร่าน

“มันเป็นเรื่องสำคัญที่กระบวนการทางการทูตจะต้องได้รับการฟื้นฟูใหม่อีกครั้ง โดยทีมงานของพวกเราจะจัดเตรียมรายละเอียดสำหรับการติดต่อสื่อสารในขั้นตอนต่อไป” เซเลนสกีกล่าว

นอกจากนี้ ผู้นำยูเครนยังแสดงความเสียใจต่อทรัมป์เนื่องในวันพิธีศพของวุฒิสมาชิก ลินด์เซย์ เกรแฮม พร้อมทั้งยกย่องว่าเกรแฮมเป็น “มิตรแท้ของยูเครน” ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

กลาโหมอิสราเอลอ้าง สหรัฐฯ ขัดขวางไม่ให้โจมตีภาคพลังงานของอิหร่าน

กลาโหมอิสราเอลอ้าง สหรัฐฯ ขัดขวางไม่ให้โจมตีภาคพลังงานของอิหร่าน

28 ก.ค. 2569 22:55 น.

กลาโหมอิสราเอลอ้าง สหรัฐฯ ขัดขวางไม่ให้โจมตีภาคพลังงานของอิหร่าน

รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอลเปิดเผยว่า สหรัฐฯ ขัดขวางไม่ให้อิสราเอลโจมตีเข้าใส่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน เพราะเกรงว่าจะจุดชนวนให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจและพลังงานไปทั่วโลก

เมื่อวันอังคารที่ 28 ก.ค. 2569 นายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอลกล่าวที่งานประชุมซึ่งจัดโดยสถานีโทรทัศน์ Channel 14 ของอิสราเอลว่า สหรัฐอเมริกากำลังขัดขวางไม่ให้ประเทศของเขาโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน เนื่องจากความกังวลด้านเศรษฐกิจและพลังงาน

“เรามีความต้องการอย่างยิ่งที่จะโจมตีเป้าหมายด้านพลังงานของอิหร่าน แต่สหรัฐฯ ยังไม่ยินยอมในขณะนี้” นายคัตซ์กล่าว พร้อมเสริมว่ารัฐบาลวอชิงตันมีความกังวลว่าการโจมตีดังกล่าวอาจกระตุ้นให้อิหร่านทำการตอบโต้ประเทศข้างเคียง และจุดชนวนให้เกิดวิกฤตการณ์น้ำมันทั่วโลก

นายคัตซ์ยืนยันด้วยว่า เครื่องบินรบของสหรัฐฯ ปฏิบัติการโดยใช้พื้นที่ของอิสราเอลเป็นจุดออกเดินทางเพื่อไปโจมตีอิหร่าน “ชาวอิหร่านกำลังยิงใส่ทุกประเทศในภูมิภาค ยกเว้นประเทศเดียว นั่นคือรัฐอิสราเอล พวกเขารู้ดีว่าเครื่องบินรบและเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงของอเมริกาบินขึ้นจากที่นี่เพื่อไปดำเนินการโจมตี”

นายคัตซ์ย้ำด้วยว่า อิสราเอลจะตอบโต้อย่างรุนแรงหากอิหร่านโจมตีเข้าใส่พวกเขาโดยตรง “หากอิสราเอลถูกโจมตี เราจะตอบกลับด้วยกำลังทั้งหมดที่มี เราเคยโจมตีอิหร่านมาแล้วสองครั้ง และเราก็พร้อมที่จะโจมตีเป็นครั้งที่สาม”

ถ้อยแถลงของนายคัตซ์มีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล จะพบกันที่ทำเนียบขาวในวันอังคาร ซึ่งนับเป็นการพบกันครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามกับอิหร่านเริ่มขึ้นเมื่อ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา

นอกจากนี้นายคัตซ์ยังยอมรับว่า มีความเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่างทั้งสองประเทศเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินยุทธศาสตร์ต่ออิหร่าน

“สหรัฐฯ มีผลประโยชน์ในอิหร่านที่นอกเหนือไปจากผลประโยชน์ของอิสราเอล” เขากล่าว “ในขณะนี้ เราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว เรามีสหรัฐอเมริกา คอยดูว่าสหรัฐฯ จะทำอย่างไรต่อไป จะกลับมาร่วมการรบ หรือเลือกที่จะดำเนินการในรูปแบบอื่น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

แผ่นดินไหวญี่ปุ่น ห้างในคุมาโมโตะระเบิด-พังถล่ม สูญหายหลายสิบราย

แผ่นดินไหวญี่ปุ่น ห้างในคุมาโมโตะระเบิด-พังถล่ม สูญหายหลายสิบราย

28 ก.ค. 2569 21:48 น.

แผ่นดินไหวญี่ปุ่น ห้างในคุมาโมโตะระเบิด-พังถล่ม สูญหายหลายสิบราย

แผ่นดินไหวขนาด 7.1 เขย่าเกาะคิวชู สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ชั้น 2 ของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในจังหวัดคุมาโมโตะเกิดการระเบิดและพังถล่ม ทำให้มีผู้สูญหายหลายสิบราย และคาดว่ามีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

เมื่อวันอังคารที่ 28 ก.ค. 2569 เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.1 ที่จังหวัดคุมาโมโตะ บนเกาะคิวชู ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น ส่งผลให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง ทั้งอาคารพังทลาย ไฟฟ้าดับ และมีผู้เสียชีวิตรวมถึงผู้ติดค้างอยู่ใต้ซากอาคารอีกหลายสิบราย

ที่ห้างสรรพสินค้า “อีออน มอลล์” (Aeon Mall) ในเมืองคาชิมะ ของจังหวัดคุมาโมโตะ เกิดระเบิดโดยไม่ทราบสาเหตุหลังแผ่นดินไหว ทำให้ชั้น 2 ของอาคารพังลงมา และส่งผลให้ผนังด้านหนึ่งพังทลายลงมาทั้งแถบ มีรายงานผู้เสียชีวิตหลายราย และมีคนงาน 20–30 คนสูญหาย ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังเร่งค้นหาผู้รอดชีวิต

ความเสียหายที่ห้างสรรพสินค้า “อีออน มอลล์” (Aeon Mall)
ความเสียหายที่ห้างสรรพสินค้า “อีออน มอลล์” (Aeon Mall)

ขณะเดียวกัน ที่โรงงานของบริษัท “นิปปอน เปเปอร์ อินดัสทรีส์” (Nippon Paper Industries) ปล่องไฟของโรงงานพังถล่ม ทำให้มีผู้สูญหายหลายรายเช่นกัน นอกจากนั้นยังมีรายงานว่า กำแพงหินบางส่วนของปราสาทคุมาโมโตะได้รับความเสียหายและพังทลายลงมาด้วย

ตามรายงานของ “คิวชู อิเล็กทรอนิก พาวเวอร์” ผู้ให้บริการไฟฟ้าบนเกาะคิวชู ระบุว่า แผ่นดินไหวทำให้บ้านเรือน 48,000 หลังไม่มีไฟฟ้าใช้ ขณะที่ผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมอย่าง KDDI และ Docomo ระบุว่า บริการโทรศัพท์มือถือของพวกเขาขัดข้องเนื่องจากการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้า และสายส่งไฟฟ้าล้มเหลว

แผ่นดินไหวยังทำให้เกิดรอยแยกขนาดใหญ่บนถนนสายหลักหลายสาย บริษัทผู้ให้บริการรถไฟ “เจอาร์ คิวชู” (JR Kyushu) สั่งระงับบริการรถไฟของตนเอง รวมถึงรถไฟความเร็วสูง ส่วนสนามบินคุมาโมโตะ สั่งปิดรันเวย์ ทำให้เที่ยวบินต่างๆ ต้องเปลี่ยนเส้นทางหรือถูกยกเลิก

กำแพงปราสาทคุมาโมโตะพังทลายบางส่วน
กำแพงปราสาทคุมาโมโตะพังทลายบางส่วน

ด้านบริษัทเทคโนโลยีและยานยนต์ชั้นนำ เช่น ทีเอสเอ็มซี (TSMC), โซนี่, ฟูจิฟิล์ม, โตเกียว อิเล็กตรอน และ ฮอนด้า สั่งอพยพพนักงานและระงับการทำงานในโรงงานพื้นที่คุมาโมโตะชั่วคราว เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากแผ่นดินไหว

สำนักงานกำกับดูแลนิวเคลียร์ของญี่ปุ่นยืนยันว่า ไม่พบความผิดปกติใดๆ ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในพื้นที่เกาะคิวชู

หลังเกิดแผ่นดินไหว นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเร่งประเมินความเสียหาย และมีการอพยพประชาชนประมาณ 300,000 คนไปยังศูนย์พักพิง และส่งกำลังทหารหลายร้อยนายเข้าช่วยเหลือในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบแล้ว

ขณะที่การประกาศเตือนภัยคลื่นสึนามิถูกยกเลิกแล้ว หลังจากก่อนหน้านี้มีคำเตือนให้เฝ้าระวังคลื่นสึนามิสูงสุด 1 เมตร

อย่างไรก็ตาม กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นเตือนให้ระวังอาฟเตอร์ช็อกและดินถล่มตลอดช่วงสัปดาห์นี้ รวมถึงเตือนประชาชนเรื่องโรคลมแดด (Heatstroke) เนื่องจากสภาพอากาศอาจสูงถึง 34°C ในขณะที่ไฟฟ้ายังดับอยู่

สะพานที่เมืองยัตสึชิโระ จังหวัดคุมาโมโตะ พังถล่มบางส่วน
สะพานที่เมืองยัตสึชิโระ จังหวัดคุมาโมโตะ พังถล่มบางส่วน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

“โสมสุ มาทำไม” อินฟลูฯ ดัง เล่านาทีเกิด “แผ่นดินไหวญี่ปุ่น” บอกน่ากลัวมาก

"โสมสุ มาทำไม" อินฟลูฯ ดัง เล่านาทีเกิด "แผ่นดินไหวญี่ปุ่น" บอกน่ากลัวมาก

28 ก.ค. 2569 21:43 น.

“โสมสุ มาทำไม” อินฟลูฯ ดัง เล่านาทีเกิด “แผ่นดินไหวญี่ปุ่น” บอกน่ากลัวมาก

อินฟลูเอนเซอร์ดัง “โสมสุ มาทำไม” เล่านาทีเกิด “แผ่นดินไหวในญี่ปุ่น” บอกน่ากลัวมาก-โยกแรงที่สุดในชีวิต

ภายหลังจากเกิดเหตุ แผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.1 ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศญี่ปุ่น ศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดคุมาโมโตะ บนเกาะคิวชู แรงสั่นสะเทือนพุ่งสูงระดับ 7 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตามมาตราวัดชินโดะของญี่ปุ่น ส่งผลให้กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น ประกาศเตือนภัยคลื่นสึนามิสูง 1 เมตร บริเวณชายฝั่งทะเลอาริอาเกะและทะเลยัตสึชิโระ ให้ประชาชนเร่งอพยพขึ้นที่สูง ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ขณะที่ โสมสุ อินฟลูเอนเซอร์ที่โด่งดังจากการทำคลิปวิดีโอแนว ชีวิตคู่ และความน่ารักกุ๊กกิ๊กกับแฟนหนุ่ม เจ้าของช่อง โสมสุ มาทำไม ได้โพสต์คลิปวิดีโอขณะเกิดเหตุแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น พร้อมระบุข้อความ “แผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่นแรงมาก”

โดยในคลิปดังกล่าว โสมสุกำลังซื้อของอยู่ในร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง ก่อนเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว ทำให้เห็นข้าวของบางส่วนตกลงที่พื้น พร้อมสีหน้าตกใจอย่างมากของอินฟลูเอนเซอร์คนดังกล่าว พร้อมเล่านาทีเกิดแผ่นดินไหว บอกน่ากลัวมาก เป็นการเจอแผ่นดินไหวที่โยกแรงสุดในชีวิต.

ขอบคุณเฟซบุ๊ก โสมสุ มาทำไม

บิ๊กดุลย์ บินหารือด่วน รมว.กลาโหมมาเลเซีย เห็นพ้องยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง หนุนสันติภาพ

บิ๊กดุลย์ บินหารือด่วน รมว.กลาโหมมาเลเซีย เห็นพ้องยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง หนุนสันติภาพ

บิ๊กดุลย์ บินหารือด่วน รมว.กลาโหมมาเลเซีย เห็นพ้องยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง หนุนสันติภาพ

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.21 น.

บิ๊กดุลย์ บินหารือด่วน รมว.กลาโหมมาเลเซีย เห็นพ้องยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง หนุนกระบวนการสันติภาพ เดินหน้าสร้างสันติสุขชายแดนใต้

เมื่อวันที่ 29 ก.ค.2569 รกฎาคม 2569 พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางเยือนประเทศมาเลเซีย เพื่อหารือทวิภาคีกับ ดาโตะ เซอรี โมฮัมหมัด คาเลด นอร์ดิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาเลเซีย โดยมีเป้าหมายกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ พร้อมติดตามความคืบหน้าของความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศ

การหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันในการยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงให้มีความใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพื่อรองรับสถานการณ์ความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเสริมสร้างเสถียรภาพของภูมิภาคร่วมกัน

ในโอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย โดยฝ่ายไทยได้รายงานความคืบหน้าของการดำเนินงาน พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพ ควบคู่กับการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การพัฒนาคุณภาพชีวิต และการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างทุกภาคส่วน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศเห็นพ้องถึงความสำคัญของการประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดน และการสนับสนุนความพยายามในการสร้างสันติภาพ เพื่อให้เกิดเสถียรภาพ ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของทั้งสองประเทศ

พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ไทยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับมาเลเซียในฐานะประเทศเพื่อนบ้านและหุ้นส่วนสำคัญด้านความมั่นคง พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลไทยจะเดินหน้าทำงานร่วมกับมาเลเซียอย่างใกล้ชิด บนพื้นฐานของความไว้วางใจ การเคารพซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกัน เพื่อผลักดันให้พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดสันติสุขที่ยั่งยืน

“สันติภาพที่ยั่งยืนเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือ ความจริงใจ และการลงมือทำร่วมกัน ไทยพร้อมทำงานเคียงข้างมาเลเซีย เพื่อสร้างความมั่นคงและอนาคตที่มั่นคงของประชาชนทั้งสองประเทศ”พล.ท.อดุลย์ กล่าว

ทำความรู้จัก ‘ยิ่งชีพ iLaw’ ตัวตึงปมแฉฮั้ว สว.

ทำความรู้จัก 'ยิ่งชีพ iLaw' ตัวตึงปมแฉฮั้ว สว.

ทำความรู้จัก ‘ยิ่งชีพ iLaw’ ตัวตึงปมแฉฮั้ว สว.

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.00 น.

จากกรณีที่ ‘เป๋า iLaw’ หรือ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ได้ออกมาเปิดเผยหลักฐานสำคัญที่อ้างว่าแกนนำพรรคภูมิใจไทย รัฐมนตรี และ สส. ฝ่ายรัฐบาล มีส่วนเชื่อมโยงกับขบวนการฮั้วเลือก สว. ส่งผลให้ชื่อของเขากลับมาเป็นที่จับตาของสังคมอีกครั้ง วันนี้ ‘แนวหน้าออนไลน์’ จะพาไปทำความรู้จักเส้นทางตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ประวัติและการศึกษา

ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ปัจจุบันอายุประมาณ 40 ปี สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ก่อนมุ่งหน้าสู่เส้นทางกฎหมายโดยคว้าปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 2 จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นอกจากนี้ยังสอบผ่านเนติบัณฑิตไทยและได้รับใบอนุญาตว่าความตามกฎหมายอย่างครบถ้วน

เส้นทางสู่การเป็น นักกฎหมาย

แม้จะมีคุณสมบัติพร้อมสำหรับการก้าวเข้าสู่วิชาชีพผู้พิพากษา อัยการ หรือทนายความในสำนักงานกฎหมายเอกชนชั้นนำ แต่ยิ่งชีพกลับเลือกเดินบนเส้นทางภาคประชาสังคม โดยในปี 2552 เขาได้เข้าร่วมโครงการอาสาสมัครนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ของมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) และเริ่มทำงานกับโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ในฐานะเจ้าหน้าที่ ก่อนจะสั่งสมประสบการณ์และเติบโตขึ้นเป็นผู้จัดการโครงการ จนก้าวสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารในปัจจุบัน

บทบาทและผลงานที่โดดเด่น

ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปี ยิ่งชีพมุ่งเน้นการทำงานในประเด็นสิทธิมนุษยชน การปฏิรูปกฎหมาย และการผลักดันให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง ผลงานที่เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน ได้แก่

  • การรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นผู้นำรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญในปี 2563
  • การตรวจสอบอำนาจรัฐ จัดทำรายงานและฐานข้อมูลเกี่ยวกับการใช้อำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตลอดจนกฎหมายพิเศษต่างๆ
  • การติดตามการเลือกตั้ง มีบทบาทสำคัญในการติดตามและตรวจสอบกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในช่วงปี 2567-2569 พร้อมเปิดเผยข้อมูลที่นำไปสู่การตั้งคำถามในวงกว้าง

จุดยืนทางการเมืองและข้อวิจารณ์

ยิ่งชีพมักย้ำเสมอว่าตนเองทำงานในฐานะ “นักกฎหมายภาคประชาชน” โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ด้วยบทบาทที่จับตาการทำงานของรัฐอย่างเข้มข้น ทำให้มีเสียงวิจารณ์จากบางฝ่ายที่มองว่า iLaw และตัวเขามีจุดยืนทางการเมืองที่เอนเอียง ซึ่งยิ่งชีพได้ยืนยันข้อเท็จจริงว่า การดำเนินงานทั้งหมดตั้งอยู่บนหลักสิทธิเสรีภาพและหลักนิติรัฐ โดยไม่ได้สังกัดหรือรับใช้พรรคการเมืองใด

เจาะลึกแหล่งทุนและเครือข่ายของ iLaw

ประเด็นด้านเงินทุนของ iLaw มักถูกหยิบยกมาเป็นข้อถกเถียงทางการเมืองอยู่เสมอ จากข้อมูลสาธารณะที่ iLaw เปิดเผยระบุว่า ในช่วงปี 2557-2565 องค์กรได้รับเงินสนับสนุนหลักจากองค์กรไม่แสวงกำไรระหว่างประเทศ อาทิ

  • Open Society Foundations (OSF) สนับสนุนด้านประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน
  • National Endowment for Democracy (NED) องค์กรสนับสนุนภาคประชาสังคมจากสหรัฐฯ
  • Fund for Global Human Rights (FGHR) และ American Jewish World Service (AJWS)

นอกจากนี้ ยังมีทุนสนับสนุนเฉพาะกิจสำหรับบางโครงการ เช่น จากมูลนิธิ Heinrich Böll, สถานเอกอัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์, Forum Asia และ Access Now รวมไปถึงการเปิดรับเงินบริจาคจากประชาชนทั่วไป ซึ่งในช่วงปี 2566-2576 เงินบริจาคส่วนหนึ่งถูกนำไปชำระหนี้การซื้อและก่อสร้างอาคารสำนักงานเพื่อเป็นพื้นที่สาธารณะ

ต่อข้อวิจารณ์เรื่องอิทธิพลของแหล่งทุนต่างชาติ iLaw ได้ชี้แจงว่าการรับทุนเป็นกระบวนการปกติขององค์กรไม่แสวงกำไร (NGO) ข้อมูลผู้สนับสนุนทั้งหมดถูกเปิดเผยอย่างโปร่งใสบนเว็บไซต์ และยืนยันว่าผู้ให้ทุนไม่มีอำนาจในการแทรกแซงหรือกำหนดทิศทางการทำงานขององค์กรแต่อย่างใด

เอ็ดดี้ ชวนคิด ส้มรื้อโครงสร้างกับน้ำเงินยึดกลไกรัฐ อะไรจริง-เท็จ และอะไรอันตรายกว่ากัน

เอ็ดดี้ ชวนคิด ส้มรื้อโครงสร้างกับน้ำเงินยึดกลไกรัฐ อะไรจริง-เท็จ และอะไรอันตรายกว่ากัน

เอ็ดดี้ ชวนคิด ส้มรื้อโครงสร้างกับน้ำเงินยึดกลไกรัฐ อะไรจริง-เท็จ และอะไรอันตรายกว่ากัน

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.46 น.

เอ็ดดี้ ชวนคิด ส้มรื้อโครงสร้างกับน้ำเงินยึดกลไกรัฐ อะไรจริงอะไรเท็จ และอะไรอันตรายกว่ากัน

เมื่อวันที่ 29 ก.ค.2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ” ส้มรื้อโครงสร้างกับน้ำเงินยึดกลไกรัฐ อะไรจริงอะไรเท็จ และอะไรอันตรายกว่ากัน

การเมืองไทยในขณะนี้ไม่ได้มีเพียงการต่อสู้ว่าใครเป็นรัฐบาล ใครเป็นฝ่ายค้าน ใครทำผิดกฎหมายใครเปิดโปง แต่เป็นการแย่งชิงพื้นที่การรับรู้ของสังคม ใครสามารถกำหนดความหมายของเหตุการณ์ได้ก่อนว่า นี่คือ “การปฏิรูป” หรือ “การรื้อระบบ”

นี่คือ “การเปิดโปงการฮั้ว” หรือ “การสร้างเรื่องเล่าทำลายฝ่ายสีน้ำเงิน” และนี่คือ “การใช้สิทธิปกป้องชื่อเสียง” หรือ “การฟ้องปิดปาก” 

ในส่วนของฝ่ายคัดค้าน ในประเด็นที่ว่า นักกิจกรรมกำลังถูกนักการเมืองใช้คดีปิดปาก คือ ผู้กล่าวหากำลังใช้สถานะองค์กรภาคประชาสังคมเป็นเกราะ เพื่อเปิดชื่อและทำลายชื่อเสียงนักการเมืองโดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ตรวจสอบผู้อื่น

ประเด็นนี้แยกพิจารณาได้เป็นสามชั้น

ชั้นแรก หากตรวจสอบได้ว่า iLaw ได้รับเงินสนับสนุนจาก OSF, NED และองค์กรต่างประเทศอื่นอย่างมีนัยสำคัญ ก็พอกล่าวได้ว่า iLaw พึ่งพาแหล่งทุนต่างประเทศ และสังคมย่อมมีสิทธิตรวจสอบเงื่อนไข แหล่งเงิน และความเป็นอิสระขององค์กรนี้

ยิ่งไปกว่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่าง iLaw ประชาไท นักกิจกรรม และพรรคประชาชน ก็อาจสะท้อนให้เห็นได้จากประวัติบุคคล วาระที่สนับสนุนร่วมกัน เวที และแนวคิดที่สอดคล้องกัน จึงพอวิเคราะห์ได้ว่าองค์กรเหล่านี้อยู่ในระบบนิเวศทางการเมืองฝ่ายก้าวหน้าเดียวกัน และมีผลประโยชน์หรือเป้าหมายบางเรื่องที่บรรจบ

ทั้งนี้ ระบบนิเวศทางการเมืองฝ่ายก้าวหน้าดังกล่าว มีองค์กรและบุคคลบางส่วนที่ยืนอยู่ในจุดสนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112 การเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ และการปรับสถานะหรืออำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่าการเสนอนโยบายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เข้าข่ายการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อ “ล้มล้างการปกครอง”

คำว่า “ล้มล้างการปกครอง” ทางการเมืองหมายถึง การกระทำที่มีเจตนาทำลาย หรือเปลี่ยนผ่านระบบโครงสร้างหลักของรัฐให้สิ้นสลายไป โดยเฉพาะในบริบทไทยคือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งมีนัยยะสำคัญคือการเป็นภัยร้ายแรงต่อรัฐธรรมนูญและข้อห้ามตามกฎหมาย

พรรคประชาชนเสนอการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอย่างเปิดเผย ซึ่งบางเรื่องเป็นการปฏิรูปภายในระบอบ แต่ความต่อเนื่องจากพรรคก้าวไกลและประเด็นมาตรา 112 ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าโครงการเปลี่ยนแปลงอาจลึกกว่านโยบายที่ประกาศในปัจจุบัน

สิ่งที่ยืนยันได้คือ พรรคประชาชนมีความต่อเนื่องจากพรรคก้าวไกล และประเด็นมาตรา 112 เคยเป็นส่วนสำคัญของแนวทางพรรคเดิม สิ่งที่อนุมานได้อย่างมีเหตุผลคือ พรรคประชาชนอาจต้องปรับยุทธศาสตร์และลดการสื่อสารในประเด็นที่เคยนำไปสู่ความเสี่ยงทางกฎหมาย

แต่สิ่งที่ยังยืนยันไม่ได้คือ พรรคประชาชนมีมติลับให้ยกเลิกมาตรา 112 หรือถือเรื่องนี้เป็นเป้าหมายสูงสุดเหนือทุกนโยบาย และการไม่มีข้อความในเอกสารสาธารณะไม่ได้พิสูจน์ว่าไม่มีเป้าหมายดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ยังไม่ควรสรุปเจตนาลับโดยไม่มีหลักฐาน

ชั้นที่สอง คดีเลือก สว. สิ่งที่ยืนยันได้ในขณะนี้คือ มีการสอบสวนขนาดใหญ่ มีพยานและข้อมูลจำนวนมาก และมีข้อสงสัยมากพอให้หน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการ

แต่ก็ยังจำเป็นต้องแยกแยะระหว่างการรวมกลุ่ม การกระทำผิดรายบุคคล เครือข่ายจัดตั้ง และความเชื่อมโยงถึงพรรคการเมือง ออกจากกันให้ชัด

สิ่งที่ยังต้องพิสูจน์คือ มีขบวนการเดียวควบคุมการเลือกจริงหรือไม่ ผู้สมัครแต่ละคนรู้เห็นมากน้อยเพียงใด เงินแต่ละรายการมีวัตถุประสงค์อะไร และนักการเมืองหรือพรรคการเมืองใดเป็นผู้สั่งการหรือสนับสนุนหรือไม่

แต่ในสถานะปัจจุบัน “ความเสี่ยงต่อการครอบงำกลไก” เพราะการมี สว. ที่ภูมิหลังใกล้กัน ลงคะแนนสอดคล้องกัน หรือมีความสัมพันธ์กับขั้วการเมืองเดียวกัน ยังไม่เพียงพอจะพิสูจน์ว่าถูกควบคุมจากศูนย์กลาง

การยืนยันว่ามีการยึดกลไกจริงต้องมีหลักฐานเรื่องการจัดตั้ง การสั่งการ เส้นทางผลประโยชน์ รูปแบบการลงมติ และการใช้อำนาจแต่งตั้งอย่างต่อเนื่อง

ชั้นที่สาม ผู้เปิดโปงเองก็มิได้อยู่นอกสนามการเมืองแต่อย่างใด เพราะ iLaw เป็นองค์กรรณรงค์ที่มีจุดยืน แหล่งทุน และความสัมพันธ์อยู่ในระบบนิเวศฝ่ายก้าวหน้าเช่นกัน จึงต้องถูกตรวจสอบเรื่องการคัดเลือกข้อมูล วิธีนำเสนอ และผลประโยชน์ทางการเมือง ไม่ต่างจากผู้ถูกกล่าวหา อย่างไรก็ตาม บริบทดังกล่าวก็ไม่อาจนำมาใช้ลบล้างหลักฐานของ iLaw ได้ หากยังไม่ได้ตรวจสอบเนื้อหาหลักฐานนั้นอย่างจริงจัง

ข้อสรุปของบทวิเคราะห์นี้คือ

ประเทศไทยไม่ได้เผชิญเพียงการต่อสู้ระหว่างฝ่ายที่ต้องการรื้อโครงสร้างกับฝ่ายที่ถูกกล่าวหาว่ากำลังยึดกลไก แต่ยังเผชิญการต่อสู้เพื่อยึดพื้นที่การรับรู้ของสังคม ฝ่ายหนึ่งอาจใช้ภาษาการปฏิรูปเพื่อปิดบังผลของการเปลี่ยนแปลงที่ลึกกว่าที่ประกาศ อีกฝ่ายอาจใช้กลไกและเครือข่ายเพื่อรักษาอำนาจ ขณะที่องค์กรตรวจสอบก็อาจใช้ข้อมูลและเรื่องเล่าทางการเมืองสร้างคำตัดสินในสังคมก่อนกระบวนการยุติธรรม

ทางออกจึงไม่ใช่การห้ามตรวจสอบหรือห้ามฟ้องคดี แต่ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย นักการเมืองต้องตอบคำถามต่อหลักฐาน ผู้ตรวจสอบต้องเปิดเผยวิธีทำงานและผลประโยชน์ของตน และผู้ที่ใช้กฎหมายต้องพิสูจน์ว่ากำลังปกป้องสิทธิ ไม่ใช่ใช้อำนาจสร้างความหวาดกลัว”