‘Sahapat Admission’ ครั้งที่ 29 ระดมทัพติวเตอร์ อัปสกิล #DEK70 เตรียมพร้อมก่อนลงสนามสอบ TCAS

‘Sahapat Admission’ ครั้งที่ 29 ระดมทัพติวเตอร์ อัปสกิล #DEK70 เตรียมพร้อมก่อนลงสนามสอบ TCAS

‘Sahapat Admission’ ครั้งที่ 29 ระดมทัพติวเตอร์ อัปสกิล #DEK70 เตรียมพร้อมก่อนลงสนามสอบ TCAS

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บมจ.สหพัฒนพิบูล เปิดตัวโครงการ “Sahapat Admission ครั้งที่ 29” มหกรรมติวฟรีระดับประเทศ ภายใต้แนวคิด “วัยรุ่น TEST ดี TEST นี้ต้องรอด อัปสกิลให้พร้อมก่อนลงสนามสอบ TCAS” ระดมทัพติวเตอร์และกูรูชื่อดัง ร่วมอัปเดตข้อมูลสำคัญ วิเคราะห์แนวข้อสอบ และถ่ายทอดเทคนิคการทำข้อสอบ เสริมความพร้อมให้เยาวชน #DEK70 ทั่วประเทศ พร้อมสานต่อการมอบทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสทางการเรียนรู้แก่เยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสและผลักดันเด็กไทยสู่มหาวิทยาลัยในฝัน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

นางชัยลดา ตันติเวชกุล รองกรรมการผู้อำนวยการ SPC กล่าวว่า การสอบเข้ามหาวิทยาลัย เป็นอีกก้าวสำคัญของชีวิต เราจึงดำเนินโครงการ สหพัฒน์แอดมิชชั่น มาอย่างต่อเนื่องถึง 29 ปี ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเปิดโอกาสความเท่าเทียมทางการศึกษา และเสริมความรู้ให้กับน้องๆทุกคนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทางโครงการฯ ได้รับความร่วมมือจากติวเตอร์ชั้นนำของประเทศ มาให้ความรู้ เทคนิคการทำข้อสอบ พร้อมถ่ายทอดให้กับน้องๆ อย่างเข้มข้น

กิจกรรมฯในปีนี้ ประกอบด้วย กิจกรรม Upskill TCAS70 เสวนาพิเศษ “วัยรุ่น TEST ดี TEST นี้ต้องรอด” จัดขึ้นในวันเปิดตัวโครงการ เมื่อวันที่ 23 ก.ค.69 ที่ผ่านมา ณ ห้อง Auditorium อาคารบางกอกทาวเวอร์ SPC และถ่ายทอดสดผ่าน Facebook: Sahapat Admission โดยกูรู TCAS ชื่อดังระดับประเทศ ได้แก่ พี่เฟรนด์ OnDemand (อ.ภัทรพล ไพศาลภาณุมาศ) พี่น็อต SmartMathPro (ดร.ธีระยุทธ บุญมา) และพี่อะตอม “เด็กโชว์พอร์ต” (ขจรเกียรติ ดลตรี) ร่วมอัปเดตทุกประเด็นสำคัญที่ #DEK70 ต้องรู้ก่อนสอบ TCAS

กิจกรรมติวสดออนไลน์ ติวเข้มฟรี 5 วันติด จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 2 ตุลาคม 2569 โดยจะเน้นวิเคราะห์แนวข้อสอบ พร้อมเทคนิคการทำคะแนน เพื่อเพิ่มความพร้อมในทุกสนามสอบ สามารถเข้าร่วมติวสดออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ http://www.sahapatadmission.com

และ Exclusive Clip รวบรวมคลิปตะลุยโจทย์เข้มข้นในวิชาสำคัญสำหรับการสอบ คณิตศาสตร์ประยุกต์ (A-Level) (คณิต 1+2) และ ฟิสิกส์ (A-Level)

นอกจากนี้ ยังรวบรวมคอนเทนต์ทบทวนสาระสำคัญสำหรับ #DEK70 เพื่อให้น้องๆที่พลาดการติวออนไลน์ หรือผู้ที่ต้องการทบทวนเนื้อหาเพิ่มเติม สามารถติดตามบทเรียนและประเด็นสำคัญได้อย่างต่อเนื่อง เตรียมความพร้อมและเพิ่มความมั่นใจก่อนลงสนามสอบจริง โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน เป็นต้นไป

ติวเข้มโค้งสุดท้าย TPAT (1 วันเต็ม) เจาะลึกวิชา TPAT1 ความถนัดแพทย์ TPAT3 ความถนัดด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ และ TPAT5 ความถนัดครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2569

นอกจากนี้ โครงการฯยังมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรม โดยในปีที่ผ่านมา มีนักเรียนผ่านเกณฑ์การพิจารณาได้รับทุนการศึกษารวม 9 ทุนจาก 6 จังหวัด ได้แก่ จ.สงขลา 1 คน จ.เชียงใหม่ 1 คน จ.ตรัง 3 คน จ.น่าน 2 คน จ.ตาก 1 คน และจ.ร้อยเอ็ด 1 คน

ตลอดระยะเวลา 29 ปี โครงการ Sahapat Admission ที่จัดโดย SPC ร่วมกับผลิตภัณฑ์มาม่า บิสชิน มองต์เฟลอ ริชเชส และมูลนิธิ ดร.เทียม โชควัฒนา เดินหน้าสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนก้าวสู่คณะและมหาวิทยาลัยในฝัน สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทในการร่วมพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ผู้ปกครอง และสถานศึกษาทั่วประเทศ สามารถเข้าร่วมโครงการได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการและติดตามรายละเอียดกิจกรรมได้ที่  http://www.sahapatadmission.com

รายงานพิเศษ : เคาะ 4 วาระพลิกโฉมประเทศ! ชูยุทธศาสตร์ ‘เศรษฐกิจควอนตัม-AI ขั้นสูง’ สู่ผู้นำอาเซียน

รายงานพิเศษ : เคาะ 4 วาระพลิกโฉมประเทศ! ชูยุทธศาสตร์ ‘เศรษฐกิจควอนตัม-AI ขั้นสูง’ สู่ผู้นำอาเซียน

รายงานพิเศษ : เคาะ 4 วาระพลิกโฉมประเทศ! ชูยุทธศาสตร์ ‘เศรษฐกิจควอนตัม-AI ขั้นสูง’ สู่ผู้นำอาเซียน

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สภานโยบาย) ครั้งที่ 3/2569 โดยมี ศ. ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และ ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ในฐานะเลขานุการสภานโยบาย พร้อมด้วยรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง และผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ณ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล

ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยว่า ที่ประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ได้มีมติเห็นชอบ 4 วาระสำคัญในการพลิกโฉมประเทศ โดยเริ่มต้นจากการเร่งพัฒนากำลังคนทักษะสูง การยกระดับคุณภาพชีวิตและระบบสาธารณสุข การแก้ปัญหาความยากจนเชิงพื้นที่ ไปจนถึงการวางรากฐานเทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อใช้เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

ในด้านการเร่งสร้างคน ปัจจุบันมีการอนุมัติแล้วถึง 24 ข้อเสนอ ตั้งเป้าผลิตบุคลากรทักษะสูงกว่า 26,620 คน โดยมีหลักสูตรที่เริ่มเปิดสอนจริงแล้ว 16 ข้อเสนอ มีนักศึกษาเข้าร่วมกว่า 2,077 คน ตัวอย่างที่เห็นผลชัดเจนคือ หลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีดิจิทัล ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ปรับมาเน้นการเรียนแบบเจาะลึก  และให้นิสิตฝึกงานจริงตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ร่วมกับภาคธุรกิจกว่า 200 แห่ง ผลการประเมินพบว่า นิสิตปี 1 ถึงร้อยละ 80 สามารถทำงานได้ดีเทียบเท่าหรือดีกว่านักศึกษาชั้นปีที่ 3 ในหลักสูตรปกติ ความสำเร็จนี้เป็นนวัตกรรมที่ช่วยให้เด็กรู้ข้อจำกัดและความถนัดของตนเองเพื่อนำไปต่อยอดได้จริง พร้อมกันนี้ กระทรวง อว. ยังเตรียมเร่งสร้างกำลังคนคุณภาพสูงเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งจะเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ ควบคู่ไปกับการผลักดันมาตรการ Talent Mobility เพื่อส่งเสริมการเคลื่อนย้ายนักวิจัยและอาจารย์เข้าสู่ภาคเอกชน หวังเปลี่ยนผ่านธุรกิจไทยจากการแข่งขันด้วยราคาไปสู่การใช้นวัตกรรม

สำหรับมิติของสังคมและระบบสาธารณสุข ที่ประชุมได้เห็นชอบโครงการผลิตแพทย์เพิ่มแห่งประเทศไทย ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2571–2580) โดยตั้งเป้าผลิตแพทย์เพิ่มให้ได้ 22,200 คน ภายใน 10 ปี ผ่านความร่วมมือของโรงเรียนแพทย์ 22 แห่ง เพื่อรองรับปัญหาสังคมสูงวัยและแก้ไขวิกฤตการขาดแคลนบุคลากร โดยจะปรับลดสัดส่วนแพทย์ต่อประชากรจาก 1 ต่อ 922 คน ให้เหลือ 1 ต่อ 650 คน ภายในปี 2580 ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีแพทย์ในระบบรวมกว่า 97,763 คน ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิต ที่ประชุมยังได้อนุมัติแผนการขจัดความยากจนและยกระดับฐานะทางสังคมใน 5 มิติ ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ มาตรฐานความเป็นอยู่ สุขภาพ การศึกษา และการคุ้มครองทางสังคม โดยเตรียมขยายผลโครงการสู่ 20 จังหวัดต้นแบบ ใช้มหาวิทยาลัยเป็นศูนย์กลางในการแก้ปัญหาเชิงพื้นที่ เพื่อให้ความช่วยเหลือลงลึกถึงมือประชาชนอย่างแม่นยำและยั่งยืน นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม โดยมุ่งเพิ่มจำนวนสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นจาก 3 เป็น 7 บริษัท สร้างรายได้ให้ธุรกิจ SME แตะ 75,000 ล้านบาท รวมถึงผลักดันเกษตรกรเข้าสู่ระบบเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) เพื่อเพิ่มรายได้เฉลี่ยให้ก้าวกระโดดถึง 3 เท่า หรือจาก 236,000 บาท เป็น 600,000 บาทต่อครัวเรือนต่อปี

เพื่อเป็นการปูทางสู่อนาคต ที่ประชุมได้เห็นชอบยุทธศาสตร์การพัฒนา “เศรษฐกิจควอนตัมของประเทศ” ผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่ การผลักดันเทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรม การยกระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ การสร้างศูนย์กลางพัฒนาบุคลากร และการต่อยอดฐานการผลิตฮาร์ดแวร์ควอนตัม “ควอนตัมคือเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่เป็นไปได้จริง หากเรากล้าเปลี่ยนวิธีคิด แม้ในสงครามเทคโนโลยีนี้จะยังไม่มีใครเป็นผู้ชนะที่ชัดเจน แต่ไทยจะไม่ปล่อยให้โอกาสสำคัญนี้ผ่านไป เราจะเน้นนำควอนตัมมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าในอุตสาหกรรมที่เราถนัด มากกว่าการลงไปแข่งสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ควอนตัมโดยตรง” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ยกให้ “ปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง” (AI) เป็นวาระเร่งด่วนระดับชาติ โดยมุ่งยกระดับไทยจากการเป็นเพียง “ผู้ใช้” สู่การเป็น “ผู้พัฒนาและต่อยอด” ผ่านการเตรียมความพร้อมทั้งด้านบุคลากร ข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐาน GPU โดยตั้งเป้าเป็นผู้นำภูมิภาคในด้านเอไอทางการแพทย์และชีวภาพ เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับอาเซียนอย่างมั่นคง

เครือข่าย ร.ร.คาทอลิก จับมือสถาบัน พว.นำร่องพลิกโฉมการศึกษาภาคใต้! สร้าง ‘นวัตกรตัวน้อย’

เครือข่าย ร.ร.คาทอลิก จับมือสถาบัน พว.นำร่องพลิกโฉมการศึกษาภาคใต้! สร้าง 'นวัตกรตัวน้อย'

เครือข่าย ร.ร.คาทอลิก จับมือสถาบัน พว.นำร่องพลิกโฉมการศึกษาภาคใต้! สร้าง ‘นวัตกรตัวน้อย’

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.38 น.

พลิกโฉมการศึกษาใต้! เครือข่ายโรงเรียนคาทอลิกชื่อดัง เขตมิสซังสุราษฎร์ธานี จับมือสถาบัน พว.ยกระดับครูสู่การจัดการเรียนรู้ Active Learning ด้วยกระบวนการ GPAS 5 Steps มุ่งสร้าง “นวัตกรตัวน้อย”

เครือข่ายโรงเรียนเทพมิตรศึกษา จ.สุราษฎร์ธานี ร่วมกับสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน ผ่านนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ร่วมกับกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps และการประเมินตามสภาพจริง” ณ โรงแรมวังใต้ อำเภอเมือง จ.สุราษฎร์ธานี ในวันที่ 25-26 กรกฎาคม 2569 เพื่อเตรียมความพร้อมผู้บริหารโรงเรียนและคณะครูก้าวสู่การจัดการศึกษาฐานสมรรถนะอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีผู้บริหารโรงเรียนและคณะครูโรงเรียนเทพมิตรศึกษา อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษา และโรงเรียนมารีย์พิทักษ์ศึกษา อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงประถมศึกษา รวมประมาณ 220 คน เข้าร่วมการอบรม

ทั้งนี้ ไฮไลต์ของการอบรมครั้งนี้ สถาบัน พว.ได้เพิ่มความเข้มข้นในภาคปฏิบัติ โดยมีการแยกห้องอบรมปฏิบัติการเจาะลึกตามระดับชั้นเรียนออกเป็น 3 ห้อง เพื่อตอบโจทย์จิตวิทยาและพัฒนาการของนักเรียนอย่างตรงจุด โดยมีคณะวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ ประกอบด้วย ห้องที่ 1 ระดับปฐมวัย : วิทยากรโดย ดร.อภิรัตน์ดา ทองแกมแก้ว , ห้องที่ 2 ระดับประถมศึกษา : วิทยากรโดย ดร.ปพนวัจน์ ลภัสภิญโญโชค และห้องที่ 3-4 ระดับมัธยมศึกษา : วิทยากรโดย รศ. ดร.ชนสิทธิ์ สิทธิ์สูงเนิน และ ดร.สรัล สุวรรณ เพื่อบรรลุตามเป้าหมายสูงสุดของโครงการตลอดการอบรมทั้ง 2 วัน โดยคณะครูจะได้ร่วมกันลงมือปฏิบัติ ถอดบทเรียน และออกแบบ “หน่วยการเรียนรู้บูรณาการกลุ่มละ 1 หน่วย” ที่สมบูรณ์พร้อมและสามารถนำกลับไปทดลองใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนจริงในชั้นเรียนได้ทันที ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ของการพัฒนาครูที่เน้นผลลัพธ์เชิงพฤติกรรม เพื่อขับเคลื่อนคุณภาพผู้เรียนในพื้นที่ภาคใต้ให้เติบโตอย่างมีสมรรถนะในระดับสากลต่อไป

บาทหลวงยุทธการ ยนปลัดยศ ผู้รับใบอนุญาตสถานศึกษา โรงเรียนเทพมิตรศึกษา จ.สุราษฎร์ธานี กล่าวในระหว่างเป็นประธานพิธีเปิดการอบรมเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ว่า ถือเป็นโอกาสดีที่คณะครูและผู้บริหารโรงเรียนในเครือเทพมิตรศึกษา จะได้มาร่วมกันเรียนรู้จากสถาบัน พว.ในการเพิ่มสมรรถนะให้กับนักเรียน ผ่านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ร่วมกับกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps และการประเมินตามสภาพจริง ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยทำให้ครูได้ปรับเปลี่ยนมุมมองการจัดการเรียนการสอนแบบเก่า จากผู้ถ่ายถอดเนื้อหามาเป็นผู้ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ ให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ คิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา ซึ่งจะเป็นการดึงศักยภาพของนักเรียนออกมาได้อย่างสูงสุด เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นนวัตกรรมที่มีคุณค่าต่อสังคม อันเป็นทักษะที่จำเป็นในโลกศตวรรษที่ 21

“การร่วมมือกับสถาบัน พว.ครั้งนี้ เชื่อว่าจะทำให้ครูของโรงเรียนในเครือเทพมิตรศึกษาสามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างโดดเด่นกว่าโรงเรียนแห่งอื่นๆ และสอดรับกับที่โรงเรียนของเราได้ตั้งเป้าการเป็นโรงเรียนนำร่องสร้างนวัตกรรมทั้งของครูและนักเรียน” บาทหลวงยุทธการ กล่าว

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการสามัญของคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา และอดีตกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา บรรยายพิเศษในหัวข้อ “กรอบแนวคิดหลักของการพลิกโฉมกระบวนการเรียนรู้” โดยได้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับคุณภาพห้องเรียนไทย จากระบบท่องจำ (Passive Learning) ไปสู่ปฏิบัตินิยม (Active Learning) บ่มเพาะทักษะผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เพื่อสร้างสมรรถนะนักเรียนให้ก้าวไปสู่การเป็น “นวัตกร” ที่สร้างสรรค์นวัตกรรมมีคุณค่าประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นชัดเจนจากผลงานนวัตกรรมของนักเรียนโรงเรียนดรุณาราชบุรี ที่สถาบัน พว.ได้ไปช่วยสร้างให้เป็นโรงเรียนต้นแบบมาตรฐานระดับโลก เช่น นวัตกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่คิดค้นสร้างเสียงสะท้อนไล่นกพิราบไม่ให้มารบกวนตามอาคารบ้านเรือน หรือผลงานนวัตกรรมของนักเรียนชั้น ม.4 เกี่ยวกับแสงที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลหาเส้นเลือดของผู้ป่วยเพื่อเจาะไปตรวจได้อย่างง่ายดาย

ดร.ศักดิ์สิน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการบรรยายว่า การที่ประเทศไทยจะสามารถก้าวไปสู่ยุค 4.0 ได้ จำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาจากการถ่ายทอดเนื้อหา (Content) ไปสู่การพัฒนาสมรรถนะนักเรียนให้สามารถคิดวิเคราะห์ สร้างองค์ความรู้ และสร้างนวัตกรรมได้ด้วยตนเอง แต่โรงเรียนส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังยึดติดกับการสอนเพื่อสอบ และตัดสินนักเรียนจากคะแนน ซึ่งเป็นเพียงการจำแนกเด็กเก่งหรืออ่อน มากกว่าการประเมินเพื่อดึงศักยภาพของนักเรียนแต่ละคนออกมา แตกต่างจากหลักสากลที่ใช้กระบวนการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม Active Learning ให้นักเรียนเป็นผู้ลงมือทำ และสร้างความรู้ด้วยตนเอง ครูจะทำหน้าที่เป็นเพียงออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ แทนการถ่ายทอดเนื้อหาเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งจะทำให้นักเรียนได้เรียนรู้แต่ละรายวิชาอย่างรู้ความหมาย ค้นพบความรู้และสร้างขึ้นเองกลายเป็นความจำระยะยาว และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง แตกต่างจากการเรียนแบบท่องจำที่ผ่านไปไม่กี่วันก็ลืมแล้ว

“สถาบัน พว.จะเดินหน้าพัฒนาสมรรถนะครูและนักเรียนในโรงเรียนภูมิภาคอื่นๆ ด้วย เพื่อให้เยาวชนไทยทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม” ดร.ศักดิ์สิน กล่าว

นายชาญชัย ชื่นพระแสง ผู้อำนวยการโรงเรียนเทพมิตรศึกษา จ.สุราษฎร์ธานี ให้สัมภาษณ์ว่า ตนเชื่อว่าการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ร่วมกับกับกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps จะเป็นเครื่องมือช่วยให้ครูของโรงเรียนสามารถออกแบบการเรียนรู้ที่ตอบสนองศักยภาพของนักเรียนแต่ละคนที่แตกต่างกัน จะช่วยให้นักเรียนทุกคนสามารถพัฒนาไปพร้อมๆ กันได้ เพื่อให้นักเรียนมีสมรรถนะ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่ในแต่ละห้องเรียนย่อมมีทั้งนักเรียนที่เรียนรู้ได้เร็วและนักเรียนที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ

นางศุภลักษณ์ สวนจันทร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายประถมศึกษาตอนต้น โรงเรียนเทพมิตรศึกษา จ.สุราษฎร์ธานี ให้สัมภาษณ์ว่า การอบรมครั้งนี้ทำให้เห็นแนวทางการพัฒนาสมรรถนะนักเรียนที่เป็นรูปธรรม สามารถนำไปปรับใช้ในห้องเรียนได้ทันที เพียงแค่ปรับเปลี่ยนบทบาทของครูจากผู้ถ่ายทอดเนื้อหามาเป็นผู้ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ และอำนวยความสะดวกให้นักเรียนได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ เพื่อคิดค้นสร้างความรู้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะในปัจจุบันมีแหล่งเรียนรู้มากมาย ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแต่ในหนังสือเท่านั้น

นายชนก ณ วาโย ผู้ช่วยผู้อำนวยการ กลุ่มบริหารงานมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนเทพมิตรศึกษา จ.สุราษฎร์ธานี ให้สัมภาษณ์ว่า การจัดอบรมของสถาบัน พว.ครั้งนี้ จะช่วยให้ครูมีความเข้าใจชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับขั้นตอนและกระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning ร่วมกับกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ซึ่งเป็นความท้าทายของครูในการออกแบบการเรียนรู้ให้นักเรียนทุกคนได้รับโอกาสการพัฒนาอย่างเท่าเทียม มีความสุขกับการเรียน ไม่หนีคาบเรียน และมีทักษะที่สามารถต่อยอดในอนาคตได้ ครูนิภาวรรณ เทพีรัตน์ หัวหน้ากลุ่มงานวิชาการ โรงเรียนเทพมิตรศึกษา จ.สุราษฎร์ธานี ใหสัมภาษณ์ว่า กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning ร่วมกับกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ตามแนวทางของสถาบัน พว. ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการเรียนการสอน เพราะเปลี่ยนบทบาทนักเรียนเรียนจากผู้รับความรู้ไปสู่ผู้สร้างความรู้ด้วยตนเอง ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นลำดับขั้น โดยกรอบการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 Steps จะช่วยให้ครูออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ ส่งเสริมให้นักเรียนได้ค้นคว้า รวบรวมข้อมูล คิดวิเคราะห์ ลงมือปฏิบัติ และนำเสนอผลงานด้วยตนเอง นักเรียนไม่ได้เป็นเพียงผู้ฟัง แต่ได้มีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการเรียนรู้ เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กที่มีความสามารถแตกต่างกันได้แสดงศักยภาพในด้านที่ตนถนัด ซึ่งจะทำให้ทั้งครูและนักเรียนสนุกกับการเรียนการสอนมากขึ้น

ครูสาคร มาตพงษ์ โรงเรียนมารีย์พิทักษ์ศึกษา จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า การมาเข้าร่วมอบรมกับวิทยากรจากสถาบัน พว.ในครั้งนี้ ทำให้มีความรู้ความเข้าใจในการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ร่วมกับกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ตนเชื่อว่าจะเป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนการสอนที่ช่วยพลิกโฉมคุณภาพของนักเรียนได้อย่างแน่นอน ซึ่งคิดว่าไม่ใช่เรื่องยากที่ครูจะนำไปถ่ายทอดต่อให้กับลูกศิษย์ของเรา ทั้งนี้ ที่ผ่านมาครูในโรงเรียนมารีย์พิทักษ์ศึกษาก็มีการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning อยู่บ้าง แต่หลังจากนี้ก็คงดำเนินการกันอย่างเข้มข้นขึ้น และคงจะเป็นโมเดลตัวอย่างให้กับโรงเรียนอื่นๆ ใน จ.นครศรีธรรมราชได้ด้วย

พลอากาศเอก สมคิด เป็นประธานเปิดกิจกรรมบริการสร้างเสริมสุขภาพผู้ต้องขังหญิง ภายใต้โครงการ ราชทัณฑ์ปันสุขฯ

พลอากาศเอก สมคิด เป็นประธานเปิดกิจกรรมบริการสร้างเสริมสุขภาพผู้ต้องขังหญิง ภายใต้โครงการ ราชทัณฑ์ปันสุขฯ

พลอากาศเอก สมคิด เป็นประธานเปิดกิจกรรมบริการสร้างเสริมสุขภาพผู้ต้องขังหญิง ภายใต้โครงการ ราชทัณฑ์ปันสุขฯ

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.12 น.

พลอากาศเอก สมคิด เป็นประธานเปิดกิจกรรมบริการสร้างเสริมสุขภาพผู้ต้องขังหญิง ภายใต้โครงการ ราชทัณฑ์ปันสุขฯ

26 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง กรรมการมูลนิธิราชทัณฑ์ ปันสุข ทำความ ดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานเปิดกิจกรรม “บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค” ให้แก่ผู้ต้องขังภายใต้“โครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความ ดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ” ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง แขวงลาดยาว เขตจตุจักร โดยมี นางจิรภา สินธุนาวา รองปลัดกระทรวงยุติธรรม พันตำรวจโท ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ นางสาววลัยลักษณ์ ชุ่มชื่น ผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงกลาง พร้อมเจ้าหน้าที่รอรับ

“โครงการราชทัณฑ์ ปันสุข ทำความ ดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์” เป็นการดำเนินงานตามพระราชดำริใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีเล็งเห็นว่า โรงพยาบาลราชทัณฑ์เป็นโรงพยาบาลแห่งเดียวในสังกัดกระทรวงยุติธรรมที่ต้องให้บริการแก่ผู้ต้องขังเป็นจำนวนมาก และยังขาดแคลนบุคลากร เครื่องมือแพทย์ ตลอดจนเวชภัณฑ์ที่จำเป็น จึงพระราชทานความช่วยเหลือ เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียมตามหลักมนุษยธรรมของ เพื่อให้ผู้ต้องขังมีสุขภาพกายและใจอย่างเหมาะสม เมื่อพ้นโทษแล้วสามารถประกอบอาชีพสุจริตและใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมั่นคง ซึ่งมีการดำเนินงานภายใต้มูลนิธิราชทัณฑ์ปันสุข ทำความ ดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้า พัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นองค์ประธานกรรมการ ได้ทำงานร่วมกับกรมราชทัณฑ์ กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานอื่น ๆ ในการช่วยเหลือ เพื่อให้ผู้ต้องราชทัณฑ์ได้เข้าถึงบริการด้านการแพทย์

โดยกิจกรรมบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้แก่ผู้ต้องขัง ในวันนี้เป็นการดำเนินการในระยะที่ 4 ของโครงการ  ซึ่งจะเน้นการบำบัดฟื้นฟู และการกลับคืนสู่สังคม ประกอบด้วย กิจกรรมการตรวจสายตา และตัดแว่นสายตา ตรวจรักษาโรคทางสายตาโดยจักษุแพทย์ผู้ชำนาญการ การมอบแว่นสายตาแก่ผู้ต้องขังหญิง

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีตรวจหาเชื้อ HPV DNA การตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบี และซี ผ่านการเจาะปลายนิ้วซึ่งสามารถทราบผลเบื้องต้นได้ภายใน 15 นาที การตรวจหาไขมันพอกตับด้วยเครื่องมือ FibroScan (ไฟโบรสแกน) ที่ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงตรวจวัดระดับความแข็งของเนื้อตับเพื่อหาภาวะพังผืด และประเมินปริมาณไขมันสะสมในตับ ใช้เวลาตรวจประมาณ 5-10 นาที  การตรวจมะเร็งลำไส้ใหญ่  นอกจากนี้ยังมีการมอบเครื่องฟังเสียงหัวใจทารกจำนวน 1 เครื่อง รวมถึงมอบของเยี่ยมของใช้ที่จำเป็นแก่ ผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ จำนวน 5 ราย และตัวแทนเด็กติดผู้ต้องขัง จำนวน 3 ราย

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้เป็นความร่วมมือของภาครัฐ และเอกชน บุคคลากรทางการแพทย์ และจิตอาสาทุกภาคส่วน อาทิ มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ คณะผู้อบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์ สำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 11 (ปธพ.11) คณะผู้อบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรกฎหมายทางการแพทย์ รุ่นที่ 2 (ปกพ.2) และคณะผู้อบรมหลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรม ระดับสูง รุ่นที่ 30 (บยส.30) เป็นต้น เพื่อร่วมกันลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ และสร้างโอกาสให้ผู้ต้องราชทัณฑ์ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อันจะนำไปสู่การฟื้นฟูทั้งร่างกาย จิตใจ และการเตรียมความพร้อมก่อนกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพ เป็นการสนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีและพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชรมหาวัชรราชธิดา ในการสร้างการเข้าถึงบริการสุขภาพของผู้ต้องราชทัณฑ์อย่างเท่าเทียม ซึ่งมีสิทธิที่จะได้รับบริการขั้นพื้นฐานของรัฐ รวมทั้งเป็นไปตามหลักมนุษยธรรม

เครือข่ายครูอิตาลี เรียกร้องใช้เหตุวัยรุ่นทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมในไทย เป็นบทเรียนของระบบการศึกษา

เครือข่ายครูอิตาลี เรียกร้องใช้เหตุวัยรุ่นทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมในไทย เป็นบทเรียนของระบบการศึกษา

26 ก.ค. 2569 08:39 น.

เครือข่ายครูอิตาลี เรียกร้องใช้เหตุวัยรุ่นทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมในไทย เป็นบทเรียนของระบบการศึกษา

เครือข่ายครูด้านสิทธิมนุษยชนของอิตาลีแสดงความกังวล หลังนักเรียนแลกเปลี่ยนชาวอิตาลีแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมบนรถไฟฟ้าบีทีเอสในกรุงเทพฯ จนสถานเอกอัครราชทูตอิตาลีต้องออกแถลงการณ์ พร้อมชี้ควรใช้เหตุการณ์นี้เป็นโอกาสทบทวนบทบาทของระบบการศึกษา

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 Tecnica della Scuola สำนักข่าวของอิตาลีรายงานว่า เครือข่ายประสานงานครูด้านสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของอิตาลี (National Coordination of Teachers in the Human Rights Sector: CNDU) ออกแถลงการณ์แสดงความกังวล กรณีกลุ่มนักเรียนมัธยมชาวอิตาลีที่เดินทางมาแลกเปลี่ยนในประเทศไทย แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมบนรถไฟฟ้าบีทีเอสในกรุงเทพมหานคร จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

CNDU ระบุว่า การที่สถานเอกอัครราชทูตอิตาลีในประเทศไทยต้องออกแถลงการณ์แยกจุดยืนจากพฤติกรรมของนักเรียนที่อยู่ระหว่างกิจกรรมทางการศึกษา ถือเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งทั้งในด้านการศึกษาและสถาบัน

แถลงการณ์ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการหยอกล้อหรือการกระทำคึกคะนองธรรมดา และไม่ควรถูกอธิบายว่าเป็นเพียงผลจากกระแสบนสื่อสังคมออนไลน์เท่านั้น เพราะเมื่อพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงภาพลักษณ์ของประเทศ จำเป็นต้องตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบด้านการศึกษาของทุกภาคส่วนในชุมชนโรงเรียน

เครือข่ายครูด้านสิทธิมนุษยชนของอิตาลีระบุเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์นี้ควรถูกนำมาใช้เป็นโอกาสในการทบทวนและสะท้อนบทเรียนสำหรับระบบการศึกษาของประเทศ เพื่อส่งเสริมความรับผิดชอบ การเคารพผู้อื่น และความตระหนักถึงผลกระทบของการกระทำเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ

ทั้งนี้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังกลุ่มนักเรียนแลกเปลี่ยนชาวอิตาลีซึ่งเดินทางมาศึกษาดูงานในกรุงเทพฯ มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมส่งเสียงดังบนรถไฟฟ้าบีทีเอส จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักทั้งในประเทศไทยและอิตาลี และทำให้สถานเอกอัครราชทูตอิตาลีต้องออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจ พร้อมยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมของนักเรียนกลุ่มนี้.

ที่มา  Tecnica della Scuola

สื่ออิตาลีรายงานข่าวคลิปวิดีโอวัยรุ่นชาวอิตาลีบนรถไฟฟ้า ในกรุงเทพฯ

สื่ออิตาลีรายงานข่าวคลิปวิดีโอวัยรุ่นชาวอิตาลีบนรถไฟฟ้า ในกรุงเทพฯ

26 ก.ค. 2569 08:22 น.

สื่ออิตาลีรายงานข่าวคลิปวิดีโอวัยรุ่นชาวอิตาลีบนรถไฟฟ้า ในกรุงเทพฯ

สื่ออิตาลีรายงานกรณีคลิปวิดีโอวัยรุ่นชาวอิตาลีแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมบนรถไฟฟ้าบีทีเอสในกรุงเทพฯ จนเกิดกระแสวิจารณ์ในไทย และทำให้สถานเอกอัครราชทูตอิตาลีต้องออกแถลงการณ์ขอโทษ พร้อมเผยแพร่คลิปขอโทษจากนักเรียนที่เกี่ยวข้อง

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569  Corriere della Sera สื่อชั้นนำของอิตาลี และอีกหลายสื่อ รายงานกรณีคลิปวิดีโอกลุ่มนักเรียนชาวอิตาลีที่เดินทางมาทัศนศึกษาในประเทศไทย แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมบนรถไฟฟ้าบีทีเอสในกรุงเทพมหานคร จนกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง และทำให้สถานเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทยต้องออกมาแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

รายงานข่าวระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังผู้โดยสารหญิงชาวไทยขอให้นักเรียนกลุ่มนี้ลดระดับเสียงระหว่างโดยสารรถไฟฟ้า แต่กลับถูกบางคนในกลุ่มใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายคลิป ล้อเลียน และพูดจาในลักษณะดูหมิ่น ซึ่งหนึ่งในประโยคที่สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก คือคำพูดว่า “เราขอโทษที่นำเงินมาให้ประเทศของคุณ” ซึ่งถูกมองว่าเป็นการดูหมิ่นคนไทยและวัฒนธรรมของประเทศ

คลิปวิดีโอถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม และแพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนสื่อสังคมออนไลน์ของไทย ก่อนที่สถานีโทรทัศน์หลายแห่งจะนำเสนอข่าว ส่งผลให้ชาวเน็ตจำนวนมากเรียกร้องให้สถานเอกอัครราชทูตอิตาลีดำเนินการกับผู้ก่อเหตุ

ภายหลังเกิดกระแสวิจารณ์ สถานเอกอัครราชทูตอิตาลีได้เผยแพร่คลิปวิดีโอคำขอโทษจากนักเรียน รวมถึงคนที่เป็นผู้กล่าวถ้อยคำอื้อฉาว โดยทั้งหมดแสดงความเสียใจต่อการกระทำของตนเอง ขออภัยประชาชนชาวไทยสำหรับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและการล่วงเกินวัฒนธรรมไทย พร้อมเปิดเผยว่า นักเรียนผู้ที่กล่าวคำพูดดังกล่าวจะเดินทางกลับประเทศอิตาลีในอีกไม่กี่วันข้างหน้า.

ที่มา Corriere della Sera

ยูเนสโกขึ้นทะเบียน “บึงโอคีเฟโนกี” มรดกโลกทางธรรมชาติแห่งใหม่ของสหรัฐฯ

ยูเนสโกขึ้นทะเบียน "บึงโอคีเฟโนกี" มรดกโลกทางธรรมชาติแห่งใหม่ของสหรัฐฯ

26 ก.ค. 2569 08:02 น.

ยูเนสโกขึ้นทะเบียน “บึงโอคีเฟโนกี” มรดกโลกทางธรรมชาติแห่งใหม่ของสหรัฐฯ

ยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียน “บึงโอคีเฟโนกี” ในรัฐจอร์เจีย เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งใหม่ ยกย่องให้เป็นหนึ่งในระบบนิเวศน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดของโลก และแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญ  

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คณะกรรมการมรดกโลกแห่งองค์การยูเนสโก (UNESCO) ซึ่งประชุมที่เมืองปูซาน ของเกาหลีใต้ ได้มีมติขึ้นทะเบียน บึงโอคีเฟโนกี (Okefenokee Swamp) ในรัฐจอร์เจีย ของสหรัฐฯ เป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งใหม่ โดยระบุว่า บึงโอคีเฟโนกีเป็นหนึ่งในระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดของโลก ครอบคลุมพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ที่เป็นถิ่นอาศัยของสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด และยังเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสายสำคัญ 2 สาย

นอกจากนี้ ยังระบุว่า ชั้นพรุที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ภายในพื้นที่ยังเก็บบันทึกการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมย้อนหลังได้ราว 5,000 ปี ทำให้บึงแห่งนี้มีความสำคัญทั้งในฐานะแหล่งอนุรักษ์ธรรมชาติระดับโลก และแหล่งข้อมูลสำหรับศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมในระยะยาว

ด้านนางคิม เบดนาเรก ผู้อำนวยการบริหารองค์กรไม่แสวงหากำไร Okefenokee Swamp Park ซึ่งร่วมจัดทำเอกสารเสนอชื่อกับรัฐบาลสหรัฐฯ กล่าวว่า การขึ้นทะเบียนครั้งนี้ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นพันธสัญญาที่จะร่วมกันอนุรักษ์บึงโอคีเฟโนกีให้คงความอุดมสมบูรณ์และยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไป

ทั้งนี้ การขึ้นทะเบียนครั้งนี้ทำให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งชาติโอคีเฟโนกี อยู่ในรายชื่อมรดกโลกเคียงข้างสถานที่สำคัญของสหรัฐฯ อาทิ แกรนด์แคนยอน อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านบางส่วนคัดค้านการขึ้นทะเบียน โดยกังวลว่าอาจทำให้องค์การสหประชาชาติเข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการพื้นที่มากขึ้น.

ระทึก รถตู้พุ่งชนฝูงชนงานไพรด์ พาเหรด ในเบอร์ลิน เยอรมนี ดับ 1 ศพ บาดเจ็บอย่างน้อย 15 ราย

ระทึก รถตู้พุ่งชนฝูงชนงานไพรด์ พาเหรด ในเบอร์ลิน เยอรมนี ดับ 1 ศพ บาดเจ็บอย่างน้อย 15  ราย

26 ก.ค. 2569 06:37 น.

ระทึก รถตู้พุ่งชนฝูงชนงานไพรด์ พาเหรด ในเบอร์ลิน เยอรมนี ดับ 1 ศพ บาดเจ็บอย่างน้อย 15 ราย

เกิดเหตุรถตู้พุ่งชนฝูงชนระหว่างงานพาเหรด LGBTQ+ ในกรุงเบอร์ลิน -v’เยอรมนี ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บอย่างน้อย 15 ราย หลายรายอาการสาหัส ตำรวจสั่งยุติงานและเร่งล่าตัวผู้ก่อเหตุ

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุรถตู้พุ่งชนฝูงชนระหว่างงานพาเหรดเฉลิมฉลองความหลากหลายทางเพศ หรือ  “คริสโตเฟอร์ สตรีท เดย์” (Christopher Street Day) ในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ และบาดเจ็บอย่างน้อย 15 ราย โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าผู้บาดเจ็บหลายรายมีอาการสาหัส

ตำรวจกรุงเบอร์ลิน เปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นบริเวณสวนเทียร์การ์เทิน ซึ่งอยู่ใกล้เส้นทางเดินขบวนพาเหรด หลังรถคันหนึ่งพุ่งเข้าชนประชาชนที่เข้าร่วมงาน ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ นักดับเพลิง และหน่วยกู้ชีพระดมกำลังเข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บอย่างเร่งด่วน พร้อมขอให้ประชาชนออกจากพื้นที่จัดงานทันที และระบุว่ากำลังเร่งติดตามตัวผู้ต้องสงสัย ขณะนี้ตำรวจยังอยู่ระหว่างสอบสวนสาเหตุ  และยังไม่เปิดเผยแรงจูงใจของผู้ก่อเหตุ

ภายหลังเกิดเหตุ ผู้จัดงานประกาศยุติงานเฉลิมฉลองบริเวณประตูบรันเดินบวร์ค เมื่อเวลาประมาณ 22.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยการแสดงดนตรีบนเวทีถูกยุติลงกลางคัน และขอให้ผู้ร่วมงานเดินทางกลับบ้าน รวมทั้งหลีกเลี่ยงเส้นทางผ่านสวนเทียร์การ์เทิน

ทั้งนี้ ก่อนเกิดเหตุ บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนหลายแสนคนเข้าร่วมเดินขบวน เต้นรำ และร่วมชมขบวนรถพาเหรดกว่า 80 คัน โดยถือเป็นหนึ่งในเทศกาลเฉลิมฉลอง LGBTQ+ ที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป.

สลดซีเรีย รถบัส 2 คันชนกัน ดับแล้ว 35 ศพ เจ็บอีกหลายสิบราย

สลดซีเรีย รถบัส 2 คันชนกัน ดับแล้ว 35 ศพ เจ็บอีกหลายสิบราย

26 ก.ค. 2569 06:17 น.

สลดซีเรีย รถบัส 2 คันชนกัน ดับแล้ว 35 ศพ เจ็บอีกหลายสิบราย

เกิดเหตุรถบัสโดยสาร 2 คันชนกันบนถนนหลวงทางตะวันออกของซีเรีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 35 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบราย ท่ามกลางภาวะถนนทรุดโทรมจากสงครามกลางเมืองนานนับทศวรรษ

เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ก.ค. 2569 สำนักข่าว SANA สื่อของรัฐบาลซีเรียรายงานว่า เกิดเหตุรถบัสโดยสารสองคันชนกันบนทางหลวงสายดามัสกัส-เดียร์ เอสซอร์ ข้ามทะเลทรายทางตอนกลางค่อนไปทางตะวันออกของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 35 ศพ และได้รับบาดเจ็บอีก 30 ราย

กระทรวงมหาดไทยระบุว่า อุบัติเหตุครั้งนี้เป็นการชนกันระหว่างรถบัสบรรทุกเจ้าหน้าที่กองกำลังความมั่นคงภายในประเทศ กับรถบัสโดยสารของประชาชนทั่วไป โดยไม่ได้จำแนกว่าผู้เสียชีวิตมาจากรถคันใดบ้าง

สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลได้เผยแพร่ภาพเหตุการณ์ เผยให้เห็นรถบัสกำลังถูกเพลิงลุกไหม้และมีเศษซากกระจัดกระจายเกลื่อนทางหลวง โดยทางการส่งเฮลิคอปเตอร์ทหารเข้าพื้นที่เพื่อลำเลียงผู้ได้รับบาดเจ็บออกจากจุดเกิดเหตุอย่างเร่งด่วน

นายราเอด อัล ซาเลห์ รัฐมนตรีกระทรวงการจัดการภาวะฉุกเฉินและภัยพิบัติ กล่าวว่า นี่คือหนึ่งในอุบัติเหตุทางถนนที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในซีเรียในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และเหตุการณ์ครั้งนี้ “ถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันระดับชาติของพวกเราทุกคน ที่จะต้องร่วมมือกันป้องกันไม่ให้เหตุการณ์อันน่าสะเทือนใจเช่นนี้ซ้ำรอยอีก”

อัล ซาเลห์ เสริมว่า เหตุการณ์นี้ช่วยย้ำเตือนถึงความจำเป็นในการเร่งแก้ไขโครงสร้างพื้นฐานทางถนนของซีเรีย ซึ่งเขาชี้ว่าได้รับผลกระทบจากการถูกละเลยมานานหลายปีและความเสียหายจากสงคราม

ทั้งนี้ สงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมานานหลายปีได้ส่งผลให้เครือข่ายถนนส่วนใหญ่ของซีเรียอยู่ในสภาพทรุดโทรม โดยสื่อโทรทัศน์ของรัฐได้อ้างคำกล่าวของ โมอัซ นัจจาร์ ผู้อำนวยการฝ่ายการขนส่งทางบกในกรุงดามัสกัส ซึ่งระบุว่า ได้สั่งการให้การซ่อมบำรุงถนนในภาคตะวันออกเป็นภารกิจเร่งด่วนอันดับแรกแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ยูเครนส่งโดรนถล่มโรงกลั่นน้ำมันไซบีเรีย คาซัคสถานจี้ยุติสงคราม

ยูเครนส่งโดรนถล่มโรงกลั่นน้ำมันไซบีเรีย คาซัคสถานจี้ยุติสงคราม

26 ก.ค. 2569 05:16 น.

ยูเครนส่งโดรนถล่มโรงกลั่นน้ำมันไซบีเรีย คาซัคสถานจี้ยุติสงคราม

ยูเครนส่งโดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันในแคว้นไซบีเรียของรัสเซีย ทำให้เกิดไฟไหม้ ขณะที่ผู้นำคาซัคสถานประชุมร่วมกับ วลาดิเมียร์ ปูติน และกล่าวต่อหน้าผู้นำรัสเซียว่า สงครามควรยุติได้แล้ว

เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ก.ค. 2569 โดรนของยูเครนได้พุ่งเป้าโจมตีโรงกลั่นน้ำมันแห่งหนึ่งในภูมิภาคไซบีเรียของรัสเซีย ส่งผลให้การแข่งขันกรีฑาในแถบเทือกเขาอูราลต้องหยุดชะงักลง ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีของคาซัคสถานได้บอกกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ว่า สงครามยูเครนควรจะยุติลงได้แล้ว

ผู้ว่าการแคว้นตูเมน (Tyumen) ในไซบีเรีย เปิดเผยว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นที่โรงกลั่นน้ำมันท้องถิ่นหลังการโจมตีของยูเครน ขณะที่สมาพันธ์กรีฑารัสเซียระบุว่า การแข่งขันกรีฑาทั่วประเทศในเมืองเยกาเตรินเบิร์ก (Yekaterinburg) บริเวณเทือกเขาอูราล ต้องถูกสั่งระงับชั่วคราวเนื่องจากภัยคุกคามจากโดรน

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ออกมาอ้างความรับผิดชอบต่อเหตุโจมตีในไซบีเรีย พร้อมระบุว่ารัฐบาลเคียฟได้โจมตีโรงงานทางทหารในภูมิภาคคีรอฟ (Kirov) เป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน หลังจากเหตุโจมตีเมื่อวันก่อนหน้าส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย ตามรายงานของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น

เคียฟระบุว่า การโจมตีตอบโต้มีวัตถุประสงค์เพื่อบั่นทอนศักยภาพในการทำสงครามของมอสโก และบีบให้รัฐบาลเครมลินยอมเข้าสู่โต๊ะเจรจา

อีกด้านหนึ่ง ที่การประชุมสุดยอดผู้นำรัสเซีย-คาซัคสถาน ในเมืองออมสค์ แคว้นไซบีเรีย นาย คาสซีม-โจมาร์ต โตกาเยฟ ผู้นำคาซัคสถาน ได้กล่าวต่อหน้านายปูตินว่า สงครามยูเครนควรยุติลงได้แล้ว

“มันน่าเศร้าสลดใจ คนหนุ่มสาวต้องมาเสียชีวิต… สิ่งเหล่านี้ควรต้องหยุดได้แล้ว” โตกาเยฟกล่าวขณะนั่งข้างปูติน และเสริมว่า ความขัดแย้งนี้ควรถูกแช่แข็งเอาไว้ก่อน และเสนอให้กลับไปใช้แนวทางการเจรจาที่อิสตันบูล ก่อนจะก้าวไปสู่ “สันติภาพที่เฝ้ารอมานาน”

นับเป็นภาพที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นที่บุคคลระดับผู้นำประเทศ จะกล่าวต่อหน้าปูตินโดยตรงในที่สาธารณะว่า การสู้รบในยูเครนควรจะหยุดลง โดยผู้นำคาซัคสถาน แม้จะเป็นพันธมิตรของมอสโก แต่เขาไม่เคยออกมาสนับสนุนการรุกรานของรัสเซียเลย โดยเขากล่าวว่า ต้นตอของสงครามครั้งนี้ “ยากที่จะเข้าใจได้”

ส่วนปูตินตอบกลับว่า เขาจะแจ้ง “รายละเอียด” ของสงครามให้โตกาเยฟได้รับทราบต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna