ICC ปลดอัยการ “คาริม ข่าน” พ้นตำแหน่ง ข้อหาประพฤติมิชอบร้ายแรง

ICC ปลดอัยการ “คาริม ข่าน” พ้นตำแหน่ง ข้อหาประพฤติมิชอบร้ายแรง

26 ก.ค. 2569 04:16 น.

ICC ปลดอัยการ “คาริม ข่าน” พ้นตำแหน่ง ข้อหาประพฤติมิชอบร้ายแรง

สมาชิกศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ลงมติถอดถอนนายคาริม ข่าน ออกจากตำแหน่งอัยการของ ICC ในข้อหาประพฤติมิชอบร้ายแรง หลังถูกผู้ช่วยหญิงกล่าวหาว่าล่วงละเมิดทางเพศ

ประเทศสมาชิกศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC มีมติเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (24 ก.ค.) สั่งถอดถอนนายคาริม ข่าน อัยการวัย 56 ปี ออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการ จากข้อกล่าวหาล่วงละเมิดทางเพศผู้ช่วยหญิงในทีมงานของตนเอง ขณะที่ทนายของนายข่านอ้างว่า คำตัดสินนี้มีแรงจูงใจทางการเมือง

ในการลงมติลับ ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ กรุงนิวยอร์ก มีสมาชิก 82 จาก 125 ประเทศลงคะแนนเห็นชอบให้ถอดถอนนายข่านเนื่องจาก “กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างรุนแรง” โดยมีเพียง 13 ประเทศที่ลงคะแนนให้อยู่ต่อ ขณะที่อีก 15 ประเทศงดออกเสียง

นายข่านยอมยุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 เพื่อต่อสู้คดี หลังมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนจากข้อกล่าวหาของเพื่อนร่วมงานหญิง โดยเขายังคงยืนกรานปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และเตรียมใช้ช่องทางทางกฎหมายเพื่อคัดค้านมติดังกล่าว

ผู้เสียหายซึ่งเป็นทนายความชาวมาเลเซียและอดีตผู้ช่วยโดยตรงของนายข่าน เปิดเผยผ่านสื่อ CNN ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการคุกคามที่ยกระดับขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นทำร้ายร่างกาย พร้อมระบุว่า “ภายใต้ความเหลื่อมล้ำทางอำนาจขนาดนี้ ไม่มีทางที่จะเป็นการยินยอมพร้อมใจทั้งสองฝ่ายได้ เพราะเขาไม่ได้เป็นแค่เจ้านายของฉัน แต่เป็นเจ้านายของทุกคน”

ด้านทนายความของนายข่านเตือนว่า การถอดถอนครั้งนี้อาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความเป็นอิสระของ ICC หากกระบวนการถอดถอนเกิดจากแรงจูงใจทางการเมืองหรือขาดความยุติธรรม

ขณะที่สหรัฐฯ ออกมาแสดงความยินดี โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า ข่านเป็นเพียงส่วนหนึ่งขององค์กรที่คอร์รัปชันเกินเยียวยา (สหรัฐฯ และอิสราเอลไม่ได้ลงนามเป็นสมาชิก ICC)

ส่วนรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลระบุว่า การถอดถอนครั้งนี้ล่าช้าไปมาก พร้อมชี้ว่าคำร้องขอหมายจับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู และอดีตรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมอิสราเอลก่อนหน้านี้ เป็นเพียงความพยายามของข่านในการเบี่ยงเบนประเด็นจากความผิดของตนเอง

ทางด้านองค์กรสิทธิมนุษยชน “ฮิวแมน ไรท์ส วอตช์” (Human Rights Watch) ระบุว่า ศาลอาญาระหว่างประเทศย่อมยิ่งใหญ่กว่าตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และหวังว่าองค์กรจะรักษามาตรฐานความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยในสถานที่ทำงานอย่างเคร่งครัดต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จีนสั่งปรับ Trip.com 2.6 หมื่นล้านบาท ผูกขาดตลาดจองโรงแรมออนไลน์

จีนสั่งปรับ Trip.com 2.6 หมื่นล้านบาท ผูกขาดตลาดจองโรงแรมออนไลน์

26 ก.ค. 2569 03:04 น.

จีนสั่งปรับ Trip.com 2.6 หมื่นล้านบาท ผูกขาดตลาดจองโรงแรมออนไลน์

จีนสั่งปรับเงินและริบทรัพย์ของ Trip.com เจ้าของแพลตฟอร์มจองโรงแรมรายใหญ่เป็นเงินรวม 2.6 หมื่นล้านบาท โทษฐานผูกขาดตลาด ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันและผู้บริโภค

เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ก.ค. 2569 สำนักงานกำกับดูแลการบริหารจัดการตลาดแห่งรัฐของจีน (SAMR) ระบุว่า ได้สั่งปรับและริบทรัพย์ของบริษัท Trip.com Group เป็นจำนวนเงินรวม 5,200 ล้านหยวน (ราว 2.6 หมื่นล้านบาท) จากความผิดฐานใช้อำนาจเหนือตลาดอย่างไม่เป็นธรรมในธุรกิจจองโรงแรมออนไลน์ภายในประเทศ

SAMR ระบุว่า Trip.com ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ขนาดใหญ่ที่สุดของจีน ได้ใช้กลไกการจัดสรรปริมาณการเข้าชม, กฎเกณฑ์ของแพลตฟอร์ม และมาตรการทางเทคนิค ในการทำข้อตกลงแต่เพียงผู้เดียว (Exclusive deals) กับโรงแรมบางแห่ง เพื่อมุ่งหวังที่จะเสนอราคาที่ต่ำที่สุด

SAMR ได้ทำการริบรายได้ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายจาก Trip.com เป็นจำนวน 1,660 ล้านหยวน และสั่งปรับเป็นเงินอีก 3,520 ล้านหยวน

ด้าน Trip.com ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์จองการเดินทางชื่อดังอย่าง Ctrip, Skyscanner และ Qunar ออกมายอมรับว่า “พวกเรายอมรับและพร้อมที่จะปฏิบัติตามคำตัดสินอย่างเต็มที่ โดยจะปฏิบัติตามข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแลอย่างเคร่งครัด เพื่อดำเนินการปรับปรุงแก้ไขในทุกๆ ด้านอย่างเป็นระบบ และมั่นใจได้ว่ามาตรการทั้งหมดจะมีผลบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ”

นอกจากนี้ SAMR ยังได้สั่งให้ Trip.com คืนเงินมัดจำการจองจำนวน 122 ล้านหยวนที่บริษัทยึดไว้จากผู้ประกอบการโรงแรมอีกด้วย

SAMR ระบุในแถลงการณ์บนเว็บไซต์ว่า พฤติกรรมดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการแข่งขันและผู้บริโภค เนื่องจากเป็นการจำกัดความสามารถของโรงแรมในการดำเนินธุรกิจข้ามแพลตฟอร์มและการกำหนดราคาของตนเอง

ทั้งนี้ จีนเริ่มเปิดการสอบสวนการผูกขาดทางการค้าตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา หลังได้รับข้อร้องเรียนว่า Trip.com ได้ยัดเยียดเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรมให้กับโรงแรมและมีการแทรกแซงราคา

บทลงโทษดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลปักกิ่งกำลังเร่งควบคุมการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในกลุ่มแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ต รวมถึงการสงครามราคาที่เกินขอบเขต ซึ่งทางการมองว่าส่งผลเสียต่อภาคธุรกิจและยิ่งซ้ำเติมแรงกดดันจากภาวะเงินฝืดภายในประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ม็อบอินเดียเฮ รมว.ศึกษาธิการยอมลาออก ประกาศชัยชนะ-ยุติชุมนุม

ม็อบอินเดียเฮ รมว.ศึกษาธิการยอมลาออก ประกาศชัยชนะ-ยุติชุมนุม

26 ก.ค. 2569 01:44 น.

ม็อบอินเดียเฮ รมว.ศึกษาธิการยอมลาออก ประกาศชัยชนะ-ยุติชุมนุม

รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการของอินเดียลาออกจากตำแหน่งแล้ว ตามคำเรียกร้องของผู้ชุมนุมเยาวชน ที่ร่วมประท้วงนานหลายสัปดาห์เพื่อกดดันให้รัฐบาลปฏิรูประบบการสอบที่เกิดการทุจริตบ่อยครั้ง

กลุ่มผู้ชุมนุมเยาวชนในอินเดียประกาศยุติการประท้วงที่ดำเนินมานานหลายสัปดาห์ และร่วมฉลองชัยชนะบนท้องถนนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (25 ก.ค.) หลังจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการประกาศลาออกจากตำแหน่ง และรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ยอมปฏิบัติตามข้อเรียกร้องเพื่อแก้ไขระบบการสอบแข่งขันที่มีปัญหาการทุจริตบ่อยครั้ง

นี่ถือเป็นวิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 3 ของนายโมดี หลังจากเกิดเหตุปะทะเมื่อผู้ชุมนุมนับพันบุกไปยังอาคารรัฐสภาจนตำรวจต้องใช้แก๊สน้ำตาเข้าควบคุมสถานการณ์

การประท้วงเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมิถุนายน หลังเกิดเหตุข้อสอบเข้าวิทยาลัยการแพทย์ระดับชาติรั่วไหลในเดือนพฤษภาคม ส่งผลให้ต้องยกเลิกผลสอบและจัดสอบใหม่ กระทบต่อนักเรียนกว่า 2 ล้านคน และจุดกระแสความไม่พอใจเกี่ยวกับอนาคตและการหางานของคนรุ่นใหม่

เยาวชนผู้ประท้วงก่อตั้งกลุ่มเคลื่อนไหวที่เรียกตัวเองว่า “พรรคแมลงสาบจันตา” (Cockroach Janta Party – CJP) ขึ้นมาเป็นแกนนำหลักในการประท้วงครั้งนี้

หลังการประท้วงดำเนินมาหลายสัปดาห์ นายธรรมทรา ประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการก็ตัดสินใจยื่นหนังสือลาออกตามข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม โดยเจ้าตัวระบุว่า ลาออกเพื่อป้องกันไม่ให้ “กลุ่มผู้ไม่หวังดีต่อชาติ” นำสถานการณ์ไปฉวยโอกาส พร้อมระบุว่าเขาเคารพในเจตนารมณ์ของเยาวชน

การลาออกครั้งนี้สร้างความประหลาดใจอย่างมาก เนื่องจากนายโมดีขึ้นชื่อเรื่องการไม่ยอมอ่อนข้อต่อแรงกดดันใดๆ

หลังการลาออก รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขและตัวแทนรัฐบาลได้เปิดแถลงข่าวร่วมกับโฆษกกลุ่ม CJP โดยยืนยันว่ารัฐบาลยอมรับข้อเรียกร้องทั้งหมด ได้แก่ การปฏิรูประบบการสอบแข่งขัน, การถอนฟ้องคดีอาญากับกลุ่มผู้ชุมนุม และการเยียวยาครอบครัวของนักเรียนที่ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองจากวิกฤตข้อสอบรั่ว

ด้านนายอภิชิต ดิปเก ผู้ก่อตั้งกลุ่ม CJP และทีมงาน ประกาศชัยชนะบริเวณอาคาร “จันทาร์ มันทาร์” ในกรุงเดลี พร้อมขอให้ผู้ชุมนุมเดินทางกลับบ้านอย่างสงบและปลอดภัย ท่ามกลางบรรยากาศการร้องเพลงชาติ และการแจกขนมเฉลิมฉลอง

เมื่อสถานการณ์เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทางการอินเดียก็ดำเนินการเปิดสัญญาณอินเทอร์เน็ตมือถือรอบพื้นที่ชุมนุมอีกครั้ง หลังจากสั่งระงับมาเกือบสัปดาห์ รวมถึงเปิดให้บริการสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินเดลีที่เคยปิดทำการก่อนหน้านี้ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สเปน-ฝรั่งเศสอ่วมไฟป่า อพยพแล้ว 267,000 คน ต้องส่งทหารช่วยเหลือ

สเปน-ฝรั่งเศสอ่วมไฟป่า อพยพแล้ว 267,000 คน ต้องส่งทหารช่วยเหลือ

25 ก.ค. 2569 23:42 น.

สเปน-ฝรั่งเศสอ่วมไฟป่า อพยพแล้ว 267,000 คน ต้องส่งทหารช่วยเหลือ

ฝรั่งเศสกับสเปนกำลังเผชิญไฟป่ารุนแรงครั้งประวัติศาสตร์ โดยต้องอพยพประชาชนรวมแล้วกว่า 267,000 คน และต้องระดมทั้งนักดับเพลิงและทหารเพื่อรับมือไฟป่าที่ตอนนี้ยังควบคุมไม่ได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันเสาร์ที่ 25 ก.ค. 2569 ว่า สถานการณ์ไฟป่ารุนแรงที่ยังไม่สามารถควบคุมได้ในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส และบริเวณใกล้เคียงกับกรุงมาดริด ประเทศสเปน ส่งผลให้ประชาชนกว่า 267,000 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน พร้อมกดดันให้รัฐบาลกรุงปารีสต้องส่งกำลังทหารเข้าช่วยเหลือ

รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยของฝรั่งเศสเปิดเผยว่า ฝรั่งเศสได้เร่งอพยพประชาชนจำนวน 197,000 คนออกจากพื้นที่โดยรอบเมืองบอร์โด (Bordeaux) รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่เนืองแน่นไปด้วยผู้คนในช่วงเวลานี้ของปี ซึ่งนับเป็น “ปฏิบัติการอพยพยามสงบครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่มีมา” ของฝรั่งเศส

ส่วนในประเทศสเปน ประชาชนราว 70,000 คนต้องอพยพออกจากหมู่บ้านต่างๆ ทางตะวันตกของกรุงมาดริด โดยนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ กล่าวยืนยันขณะลงพื้นที่ประสบภัยว่า ภารกิจสำคัญอันดับแรกคือ “การปกป้องชีวิตผู้คน”

ประชาชนจำนวนมากอพยพหนีไฟป่ามาอยู่ที่ศูนย์หลบภัยชั่วคราวในเมืองบอร์โด ของฝรั่งเศส
ประชาชนจำนวนมากอพยพหนีไฟป่ามาอยู่ที่ศูนย์หลบภัยชั่วคราวในเมืองบอร์โด ของฝรั่งเศส

ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าว AFP รายงานว่า ท้องฟ้าเหนือกรุงมาดริดถูกปกคลุมไปด้วยหมอกควันสีน้ำตาลเทา ขณะที่เถ้าถ่านสีดำหนาแน่นตกค้างอยู่บนชั้นดาดฟ้าของอาคารในศูนย์กลางทางตอนเหนือของเมือง ส่งผลให้ประชาชนต้องปิดหน้าต่างอย่างมิดชิดเนื่องจากกลิ่นควันระคายเคืองคอ

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงทั้งในสเปนและฝรั่งเศสซึ่งต้องรับศึกหนักและปฏิบัติหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมงติดต่อกันหลายวัน ยังไม่สามารถควบคุมเพลิงที่โหมกระหน่ำได้ทั้งหมด แม้ทางการของทั้งสองประเทศจะระบุว่าความรุนแรงของไฟป่าบางจุดเริ่มลดระดับลงบ้างแล้วก็ตาม

จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตในหมู่ประชาชนทั่วไป ทว่ามีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงชาวฝรั่งเศส 2 นายเสียชีวิตเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ใกล้กับเมืองบอร์โด

นายโลรองต์ นูเญซ รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยของฝรั่งเศส กล่าวว่า เหตุไฟป่าในภูมิภาคฌีรองด์ (Gironde) ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองบอร์โดเมื่อคืนที่ผ่านมา “มีความรุนแรงน้อยกว่าที่เรากังวล” และไม่ได้เป็นไฟป่าประเภทที่สร้างพลังงานหมุนเวียนเลี้ยงตัวเองผ่านกระแสลมพัดขึ้นอีกต่อไป

ขณะเดียวกัน คณะผู้แทนรัฐบาลในกรุงมาดริดได้โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X เมื่อช่วงเช้ามืดวันเสาร์เช่นกันว่า สภาพอากาศในคืนที่ผ่านมา “เอื้อต่อการต่อสู้กับไฟป่าเป็นอย่างมาก ทำให้ไฟป่าขยายตัวเพียงเล็กน้อยและมีความรุนแรงลดลง”

อย่างไรก็ตาม ศึกครั้งนี้ยังอีกยาวไกลกว่าจะได้รับชัยชนะ นายกรัฐมนตรีซานเชซแห่งสเปนเตือนว่า “เรากำลังจะเผชิญกับช่วงเวลาที่ซับซ้อนในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า เพราะแม้ว่าอุณหภูมิจะลดลงแล้ว แต่เรายังไม่รู้อีกว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับกระแสลม และลมจะพัดแรงแค่ไหน”

ไฟป่าคืบคลานเข้าใกล้กรุงมาดริดของสเปน
ไฟป่าคืบคลานเข้าใกล้กรุงมาดริดของสเปน

ทั้งนี้ ไฟป่าในสเปนและฝรั่งเศสลุกลามอย่างรวดเร็วเนื่องจากสภาพอากาศที่แห้งแล้งและพร้อมติดไฟทุกเมื่อ ซึ่งทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นจากคลื่นความร้อนที่พัดถล่มทั้งสองประเทศอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม

ไฟป่าในฝรั่งเศสเผาทำลายพื้นที่ไปแล้วเกือบ 98,000 เฮกตาร์ (ราว 612,500 ไร่) ซึ่งถือเป็น “สถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์” โดยเฉพาะในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้เพียงแห่งเดียว เปลวเพลิงได้เผาผลาญพื้นที่ไปมากกว่า 32,000 เฮกตาร์ หรือคิดเป็น 3 เท่าของขนาดพื้นที่ทั้งหมดของกรุงปารีส และได้ทำลายสิ่งปลูกสร้างไปแล้วอย่างน้อย 100 แห่ง

ด้านกระทรวงมหาดไทยของสเปนรายงานว่า เหตุไฟป่าทางตะวันตกของกรุงมาดริดได้เผาทำลายพื้นที่ไปแล้วมากถึง 25,000 เฮกตาร์ (ราว 156,250 ไร่) โดยไฟป่า 2 ใน 3 จุด ลุกลามมารวมกันเป็นจุดเดียว และกำลังเสี่ยงที่จะประสานรวมกับอีกจุดจนกลายเป็นทะเลเพลิงขนาดมหึมา ห่างจากเมืองหลวงเพียงไม่กี่กิโลเมตรเท่านั้น

ทั้งสองประเทศต่างได้รับความช่วยเหลือจากสหภาพยุโรป (EU) ในรูปแบบของเครื่องบินดับเพลิงที่ส่งมาจากประเทศสมาชิกอื่นๆ ในยุโรป

ฝรั่งเศสได้ตรึงกำลังทหารจำนวน 1,000 นายเข้าช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ดับเพลิงใกล้เมืองบอร์โด (Bordeaux) และในวันเสาร์ รัฐบาลได้สั่งการให้นำเครื่องบินลำเลียงทางทหารรุ่น A400M ที่ได้รับการดัดแปลงให้สามารถปล่อยสารยับยั้งการลุกลามของไฟได้มากถึง 20 ตัน เข้าร่วมกับฝูงบินขนาดเล็กที่กำลังเร่งโปรยน้ำดับเพลิงอยู่ในขณะนี้

นายกรัฐมนตรีเซบาสเตียน เลอกอร์นู ของฝรั่งเศส ได้เรียกประชุมด่วนฉุกเฉินระดับรัฐบาลเพื่อรับมือกับสถานการณ์ไฟป่าอีกครั้งในวันเสาร์ เพียงวันเดียวหลังจากที่เขาเพิ่งเป็นประธานในการประชุมนัดก่อนหน้า

หัวหน้าหน่วยดับเพลิงกรุงปารีสเปิดเผยกับสำนักข่าว AFP ว่า มีการส่งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจำนวน 100 นายจากเมืองหลวงลงพื้นที่ช่วยเหลือทางตะวันตกเฉียงใต้ เพิ่มเติมจากเจ้าหน้าที่ 45 นายและรถดับเพลิง 6 คันที่ถูกส่งไปก่อนหน้านี้

ขณะเดียวกัน มีศูนย์พักพิงฉุกเฉินหลายแห่งถูกจัดตั้งขึ้นตามโรงเรียนและโรงยิมเนเซียมทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส เพื่อรองรับเหล่านักท่องเที่ยวและชาวบ้านที่ต้องอพยพหนีไฟป่า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จีนอพยพ 20,000 คน หนีไต้ฝุ่น “โนอึล” จ่อขึ้นฝั่ง-ทำฝนตกหนัก

จีนอพยพ 20,000 คน หนีไต้ฝุ่น “โนอึล” จ่อขึ้นฝั่ง-ทำฝนตกหนัก

25 ก.ค. 2569 22:46 น.

จีนอพยพ 20,000 คน หนีไต้ฝุ่น “โนอึล” จ่อขึ้นฝั่ง-ทำฝนตกหนัก

จีนดำเนินการอพยพประชาชนในภาคใต้ของประเทศแล้วกว่า 20,000 คน ในขณะที่ไต้ฝุ่น “โนอึล” กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้มากขึ้นเรื่อย และเริ่มส่งผลกระทบทำให้เที่ยวบินต่างๆ ถูกยกเลิกหรือล่าช้า

เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ก.ค. 2569 สื่อรัฐบาลจีนรายงานว่า เจ้าหน้าที่ดำเนินการอพยพประชาชนมากกว่า 20,000 คน และสั่งระงับการให้บริการรถไฟทางตอนใต้ของจีน เนื่องจากไต้ฝุ่น “โนอึล” (Noul) ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ เสี่ยงจะก่อให้เกิดฝนตกหนักและลมกระโชกแรงระดับพายุหมุน

ศูนย์อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของจีนเปิดเผยว่า พายุไต้ฝุ่นลูกนี้คาดว่าจะพัดขึ้นฝั่งบริเวณพื้นที่ชายฝั่งตั้งแต่ฮ่องกงไปจนถึงมณฑลกวางตุ้ง ในช่วงระหว่างเย็นวันเสาร์ (25 ก.ค.) ถึงเช้าวันอาทิตย์

ทางการยังคงประกาศเตือนภัยไต้ฝุ่นระดับสีส้มในวันเสาร์ ซึ่งเป็นระดับความรุนแรงสูงสุดอันดับสองในระบบเตือนภัยสี่ระดับ หลังจากเตือนว่าพื้นที่ส่วนหนึ่งของมณฑลกวางตุ้งและมณฑลฝูเจี้ยน ที่อยู่ติดกัน จะเผชิญกับลมกระโชกแรงและฝนตกหนักอย่างหนัก

สถานีโทรทัศน์ CCTV ของรัฐบาลจีนรายงานในข่าวค่ำวันศุกร์ว่า มีประชาชนมากกว่า 20,000 คนในมณฑลกวางตุ้งได้รับการอพยพแล้ว นอกจากนี้ยังระบุเสริมว่า เรือประมงที่ปฏิบัติงานในทะเลของมณฑลดังกล่าวได้เดินทางกลับเข้าเทียบท่าเพื่อ “หลบพายุ” แล้ว

CCTV ระบุอีกว่า มณฑลกวางตุ้งจะระงับการให้บริการรถไฟบางสายในเช้าวันเสาร์ และจะระงับการให้บริการรถไฟทุกสายในมณฑลในวันอาทิตย์ ขณะที่รายงานข่าวท้องถิ่นระบุว่า โรงเรียนในเมืองแต้จิ๋ว (เฉาโจว) ของมณฑลกวางตุ้ง ได้รับคำสั่งให้ระงับกิจกรรมภายในสถานศึกษาทั้งหมด

ทางด้านท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกงเปิดเผยในเย็นวันเสาร์ว่า ไต้ฝุ่นเริ่มส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติการเที่ยวบินแล้ว โดยท่าอากาศยานระบุว่า ณ เวลา 16.50 น. มีเที่ยวบินขาออก 29 เที่ยวบินและเที่ยวบินขาเข้า 20 เที่ยวบินถูกยกเลิก ขณะที่เที่ยวบินขาออก 126 เที่ยวบินและเที่ยวบินขาเข้า 112 เที่ยวบินต้องล่าช้ากว่ากำหนด

นอกจากนี้ยังคาดว่าจะมีเที่ยวบิน “จำนวนมาก” ได้รับผลกระทบในวันอาทิตย์ โดยสำนักงานท่าอากาศยานฮ่องกงแนะนำให้ผู้โดยสารตรวจสอบประกาศล่าสุดเกี่ยวกับข้อมูลเที่ยวบินจากสายการบินที่ตนเองใช้บริการ

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนที่ผ่านมา พื้นที่ทางตอนใต้และตอนกลางของจีนเผชิญความเสียหายจากสภาพอากาศแปรปรวนขั้นรุนแรงไปแล้ว โดยมีผู้เสียชีวิต 39 ศพ จากการที่ไต้ฝุ่น “ไมซัก” (Maysak) ก่อให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง และทำให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง จนมีผู้เสียชีวิต 11 ศพ และบาดเจ็บ 331 ราย ในมณฑลหูเป่ย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กบฏฮูตีอ้าง ยิงมิสไซล์-โดรนใส่เมืองซาอุฯ ตอบโต้ริยาดทิ้งบอมบ์ท่าเรือ

กบฏฮูตีอ้าง ยิงมิสไซล์-โดรนใส่เมืองซาอุฯ ตอบโต้ริยาดทิ้งบอมบ์ท่าเรือ

25 ก.ค. 2569 22:09 น.

กบฏฮูตีอ้าง ยิงมิสไซล์-โดรนใส่เมืองซาอุฯ ตอบโต้ริยาดทิ้งบอมบ์ท่าเรือ

กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนอ้างว่า พวกเขายิงมิสไซล์และส่งโดรนโจมตีเข้าใส่เมืองชายฝั่งทะเลแดงของซาอุดีอาระเบีย อ้างเพื่อตอบโต้ที่ซาอุฯ โจมตีท่าเรือของเยเมนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ก.ค. 2569 กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน เปิดเผยว่า พวกเขาดำเนินการโจมตีสิ่งปลูกสร้างของซาอุดีอาระเบียบริเวณชายฝั่งทะเลแดง หลังจากที่รัฐบาลริยาดส่งฝูงบินทิ้งบอมบ์ใส่กลุ่มฮูตีเพียงหนึ่งวันก่อนหน้า กลายเป็นแนวรบใหม่ในความขัดแย้งแถบตะวันออกกลางที่เสี่ยงจะบานปลายยิ่งขึ้น

แถลงการณ์จากกองกำลังติดอาวุธฮูตีระบุว่า พวกเขาได้ “ดำเนินปฏิบัติการทางทหารเชิงคุณภาพ 2 ครั้ง”

“ปฏิบัติการแรกเป้าหมายคือโรงงานและสิ่งปลูกสร้างสุ่มเสี่ยงในเครือบริษัท อารัมโค (Aramco) ในเมืองจีซาน (Jizan) โดยใช้ขีปนาวุธทิ้งตัวและโดรนหลายสิบลำ ส่วนปฏิบัติการที่สองมุ่งเป้าไปที่สิ่งปลูกสร้างในเครืออารัมโคในเมืองยันบู (Yanbu) ด้วยขีปนาวุธทิ้งตัว ขีปนาวุธร่อน และโดรนจำนวนหนึ่ง” แถลงการณ์ของฮูตีระบุ

คลิปวิดีโอที่ได้รับการยืนยันพิกัดโดยสำนักข่าว CNN เผยให้เห็นกลุ่มเพลิงขนาดใหญ่กำลังลุกไหม้ในพื้นที่อุตสาหกรรมของเมืองจีซาน ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่

ทางฝั่งซาอุดีอาระเบียยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อการอ้างความรับผิดชอบของกลุ่มฮูตี แต่มีการออกแจ้งเตือนภัยด้านความมั่นคงแก่ประชาชนในเมืองยันบูและเมืองจีซานตั้งแต่ช่วงเช้ามืดวันเสาร์

นอกจากนี้ กลุ่มฮูตีได้กล่าวถึงการที่ซาอุดีอาระเบียเปิดการโจมตีทางอากาศใส่ท่าเรือโฮเดดาห์ (Hodeidah) ของเยเมนเมื่อวันศุกร์ว่า เป็นการยืนยันถึง “ความมุ่งมั่นของศัตรูอย่างซาอุดีอาระเบียที่จะปิดล้อมประชาชนของเราต่อไป รวมถึงเป็นการละเมิดอธิปไตยของประเทศเรา”

“ศัตรูผู้ก่ออาชญากรรมนี้จะไม่ได้รับสิ่งใดจากเรา นอกจากการต่อต้านและการเผชิญหน้าจากจุดยืนอันชอบธรรมของเรา” แถลงการณ์ของฮูตีระบุเสริม พร้อมย้ำว่ามาตรการปิดล้อมเส้นทางขนส่งสินค้าทางเรือของซาอุดีอาระเบียที่ประกาศไว้เมื่อต้นสัปดาห์นั้น “ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่”

“เราไม่ลังเลที่จะขยายขอบเขตปฏิบัติการและยกระดับความเคลื่อนไหวของเรา โดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงและไม่กี่วันข้างหน้า” แถลงการณ์ทิ้งท้าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เปิดโผแต่งตั้งโยกย้าย บิ๊กกระทรวงเกษตรฯ ล่าสุด! สุริยะ จ่อเสนอเข้าครม.พรุ่งนี้

เปิดโผแต่งตั้งโยกย้าย บิ๊กกระทรวงเกษตรฯ ล่าสุด! สุริยะ จ่อเสนอเข้าครม.พรุ่งนี้

เปิดโผแต่งตั้งโยกย้าย บิ๊กกระทรวงเกษตรฯ ล่าสุด! สุริยะ จ่อเสนอเข้าครม.พรุ่งนี้

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.08 น.

เปิดโผแต่งตั้งโยกย้าย บิ๊กกระทรวงเกษตรฯ ล่าสุด! สุริยะ จ่อเสนอเข้าครม.พรุ่งนี้

เมื่อวันที่ 26 ก.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงาน จากกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันจันทร์ที่ 27 ก.ค.นี้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ จะนำรายชื่อการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯ เสนอต่อ ครม. โดยมีรายชื่อที่คาดว่าจะมีการเสนอแต่งตั้งโยกย้าย ดังต่อไปนี้

นายศรัญญู  พูลลาภ อธิบดีกรมหม่อนไหม ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน

นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมปศุสัตว

นางสาวนฤมล สงวนวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์  ไปดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตร และอาหารแห่งชาติ (มกอช.) 

นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมฝนหลวง และการบินเกษตร ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมชลประทาน

นางสาวอิงอร ปัญญากิจ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ไปดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์

นายธิติ โลหะปิยะพรรณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ไปดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง ไปดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์

นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน ไปดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์

นางสาวสุมิตรา วัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ไปดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ หรือรองปลัดฯ

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมหม่อนไหม หรือ ที่เดิม 

นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร หรือที่เดิม

นายวุฒิพงศ์ เนียมหอม อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ไปดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)

มีรายงานข่าวแจ้งด้วยว่าในการแต่งตั้งโยกย้ายในครั้งนี้ นายสุริยะ ต้องการที่จะมีการขับเคลื่อนงานด้านการเกษตรให้เป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากการขับเคลื่อนงานกระทรวงเกษตร ช่วง 90 วันที่ผ่านมา การบริหารงานในกรมต่างๆ ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ และอาจจะนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านได้ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตร เพื่อขับเคลื่อนงานให้ได้ต่อไป

สถ.คุมเข้มลงพื้นที่ เยี่ยมสอบ ขรก.ท้องถิ่น สายงานผู้บริหารอปท. มธ.ศูนย์รังสิต-ชลบุรี

สถ.คุมเข้มลงพื้นที่ เยี่ยมสอบ ขรก.ท้องถิ่น สายงานผู้บริหารอปท. มธ.ศูนย์รังสิต-ชลบุรี

สถ.คุมเข้มลงพื้นที่ เยี่ยมสอบ ขรก.ท้องถิ่น สายงานผู้บริหารอปท. มธ.ศูนย์รังสิต-ชลบุรี

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.00 น.

‘รักษาการอธิบดี สถ.’ ยกคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบ ‘ขรก.ท้องถิ่นสายงานผู้บริหารอปท.’ มธ.ศูนย์รังสิต-ชลบุรี ยืนรับทักทายยันหน้าห้องสอบ กำชับคุมเข้มโกง เน้นโปร่งใส-รัดกุม-ตรงไปตรงมา เตือนอย่าตกเป็นเหยื่อหลงกลคนไม่หวังดี-ใครแอบตกลงรีบคืนเงินด่วน หากพบทุจริตฟันไม่เลี้ยง

26 กรกฎาคม 2569 ที่อาคารศูนย์ประชุมธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พร้อมด้วยนายบุญประสงศ์ นวลสายย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายกริชชัย ศิลปรายะ ผู้ตรวจราชการกรม นายเทพสุริยา สะอาด ท้องถิ่นจังหวัดปทุมธานี ลงพื้นที่ตรวจสอบความเรียบร้อยในการสอบ และระบบการตรวจข้อสอบ โดยมี นายอุดมเวท โต๋วสัจจา ผู้อำนวยการโครงการศูนย์สอบธรรมศาสตร์ให้การต้อนรับและนำเยี่ยมชม ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา

โดยนายนิรัตน์ กล่าวว่า การเตรียมความพร้อมการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งสายงานผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ได้มีการเตรียมความพร้อมของสนามสอบอย่างปลอดภัย รัดกุม ซึ่งวานนี้(25ก.ค.)เป็นการขนส่งข้อสอบและกระดาษคำตอบไปยังสนามสอบต่าง ๆ อย่างปลอดภัย มีการเก็บรักษาและกรรมการตรวจสอบทุกขั้นตอน ส่วนเช้าวันนี้แต่ละสนามสอบมีความพร้อมทั้งห้องสอบ และมาตรฐานการรักษาความปลอดภัย กรรมการคุมสอบได้ประชุมซักซ้อมความเข้าใจเพื่อจำแนกหน้าที่อย่างเคร่งครัด โดยบุคคลที่ไม่มีหน้าที่ไม่อนุญาตให้เข้าห้องสอบเด็ดขาด 

“กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะดำเนินการจัดสอบอย่างตรงไปตรงมา มีความตั้งใจ และมีการกำหนดเป้าหมายในการสอบเพื่อสร้างความเป็นธรรม ให้โอกาสกับทุกคนที่เข้าสอบ” นายนิรัตน์ กล่าว

จากนั้นนายนิรัตน์ ได้เดินทางต่อไปยังสนามสอบในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ตรวจเยี่ยมความพร้อมและความเรียบร้อยของสนามสอบโรงเรียนชลบุรีสุขบท โดยมีนายอิสรา เจริญชาศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี นายเจษ เสียงลือชา ท้องถิ่นจังหวัดชลบุรี ให้การต้อนรับ พร้อมนำเยี่ยมชมห้องสอบ และบรรยากาศรอบสนามสอบ ทั้งนี้นายนิรัตน์ ได้ยืนทักทายผู้เข้าสอบที่บริเวณหน้าห้องสอบด้วยตัวเอง เพื่อแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใส
พร้อมทั้ง ฝากเตือนไปยังผู้เข้าสอบว่าอย่าตกเป็นเหยื่อหรือหลงกลเสียเงินให้ผู้ไม่ประสงค์ดี ให้เชื่อมั่นในศักยภาพและความสามารถของตนเองเพราะหากผู้สอบถูกจับได้ว่ามีการทุจริต และบุคคลนั้นเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นอยู่แล้วจะต้องถูกออกจากราชการทันที ส่วนผู้ที่แอบตกลงหรือเจรจา ก็ให้รีบคืนเงิน อย่างไรก็ตาม สำหรับการสอบในครั้งนี้ นอกจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว ยังมีหน่วยงานภาคีเครือข่ายร่วมเฝ้าระวังการทุจริตด้วย น่าจะทำให้การกระทำผิดเป็นไปได้ยากขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในฐานะผู้จัดสอบข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ให้ดำรงตำแหน่งสายงานผู้บริหาร อปท. ได้ดำเนินการจัดสนามสอบแบ่งเป็น 5 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.อุดรธานี-จ.ขอนแก่น, ภาคกลาง จ.ปทุมธานี ภาคตะวันออก จ.ชลบุรี และภาคใต้ จ.นครศรีธรรมราช รวมผู้เข้าสอบทั้งสิ้น 37,359 คน โดยมีตำแหน่งว่าง 17,543 ตำแหน่ง ทั้งนี้ ระบบการตรวจสอบจะดำเนินการอย่างละเอียดทุกขั้นตอน เพื่อป้องกันการทุจริตไม่ให้ซ้ำรอยการทุจริตสอบแข่งขันข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี2568 คาดว่าจะประกาศผลได้ช้าที่สุดวันพรุ่งนี้ (27ก.ค.)

เขมรโกหกทุกหน่วยงานจริงๆ ผอ. JIC ไทย ซัด ข้อมูล CMAC ไร้ตรวจสอบร่วม ย้ำตัวเลขกระสุนคลัสเตอร์ยังไร้หลักฐานพิสูจน์

เขมรโกหกทุกหน่วยงานจริงๆ ผอ. JIC ไทย ซัด ข้อมูล CMAC ไร้ตรวจสอบร่วม ย้ำตัวเลขกระสุนคลัสเตอร์ยังไร้หลักฐานพิสูจน์

เขมรโกหกทุกหน่วยงานจริงๆ ผอ. JIC ไทย ซัด ข้อมูล CMAC ไร้ตรวจสอบร่วม ย้ำตัวเลขกระสุนคลัสเตอร์ยังไร้หลักฐานพิสูจน์

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.27 น.

เขมรโกหกทุกหน่วยงานจริงๆ ผอ. JIC ไทย ซัด ข้อมูล CMAC ไร้ตรวจสอบร่วม ย้ำตัวเลขกระสุนคลัสเตอร์ยังไร้หลักฐานพิสูจน์ ชี้การสร้างภาพว่าไทยเป็นผู้รุกราน จะไม่ทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลง

26 กรกฎาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย – กัมพูชา (Joint Information Center : JIC) เปิดเผยถึงกรณีที่ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งกัมพูชา (CMAC) เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการปนเปื้อนวัตถุระเบิดตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา โดยระบุว่า JIC ได้รับทราบข้อมูลดังกล่าวแล้ว และขอชี้แจงต่อสาธารณชนในหลายประเด็น

พล.อ.อ.ประภาส ระบุว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองประชาชนและการลดผลกระทบด้านมนุษยธรรมจากความขัดแย้งตามแนวชายแดน พร้อมสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตกค้างตามหลักมนุษยธรรมสากล โดยไม่เลือกปฏิบัติ

สำหรับตัวเลขและข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับจำนวนกระสุน ปริมาณลูกระเบิดย่อย และพื้นที่ปนเปื้อนที่ CMAC เผยแพร่นั้น พล.อ.อ.ประภาส  กล่าวว่าเป็นข้อมูลที่ฝ่ายกัมพูชาจัดทำขึ้นเพียงฝ่ายเดียว และยังไม่ได้ผ่านการตรวจสอบร่วม หรือได้รับการรับรองจากกลไกระหว่างประเทศที่เป็นอิสระ จึงยังไม่สามารถถือเป็นข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันได้

นอกจากนี้ ผอ.JIC ยังระบุว่า ประเทศไทยไม่สามารถรับรองความถูกต้องของข้อกล่าวอ้างที่ระบุว่ากองทัพไทยยิงกระสุนคลัสเตอร์จำนวน 120,000–130,000 นัด หรือมีลูกระเบิดย่อยตกค้างหลายล้านลูก เนื่องจากไม่มีการนำเสนอหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ การตรวจพิสูจน์ทางเทคนิค หรือผลการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญอิสระที่สามารถยืนยันข้อกล่าวอ้างดังกล่าวได้

พร้อมกันนี้ ประเทศไทยยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส เป็นกลาง และตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานที่สามารถตรวจสอบได้ หากมีความจำเป็น โดยผ่านกลไกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน หรือผ่านองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

ผอ.JIC ยังแสดงความกังวลว่า การเผยแพร่ข้อมูลที่กล่าวโทษอีกฝ่ายโดยปราศจากการตรวจสอบร่วม อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศแห่งความไว้วางใจ และไม่เอื้อต่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์ภายหลังการหยุดยิงเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันที่จะหลีกเลี่ยงการยั่วยุและส่งเสริมการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์

“ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในการแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจา กลไกทวิภาคี กฎหมายระหว่างประเทศ และหลักมนุษยธรรม พร้อมสนับสนุนมาตรการที่ช่วยให้ประชาชนของทั้งสองประเทศสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน โดยเชื่อว่าการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์ ความโปร่งใส และความร่วมมือจากทุกฝ่าย มากกว่าการเผยแพร่ข้อมูลหรือข้อกล่าวหาที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบร่วม” ผอ.JIC กล่าว

– 006

กมธ.ศาสนาฯ ผลักดันกลุ่มปราสาทพนมรุ้ง–เมืองต่ำ เข้าสู่บัญชีมรดกโลกยูเนสโก

กมธ.ศาสนาฯ ผลักดันกลุ่มปราสาทพนมรุ้ง–เมืองต่ำ เข้าสู่บัญชีมรดกโลกยูเนสโก

กมธ.ศาสนาฯ ผลักดันกลุ่มปราสาทพนมรุ้ง–เมืองต่ำ เข้าสู่บัญชีมรดกโลกยูเนสโก

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.23 น.

คณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา พร้อมด้วยคณะอนุกรรมาธิการด้านมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมและประเพณี ศึกษาความพร้อมการขับเคลื่อนกลุ่มปราสาทพนมรุ้ง–เมืองต่ำ เข้าสู่บัญชีมรดกโลกขององค์การยูเนสโก รวมทัั้งการบูรณะกลุ่มปราสาทตาเมือน จังหวัดสุรินทร์ 

ทั้งนี้ ระหว่างวันที่ 15 -17 กรกฎาคม 2569  นายวิวัฒน์ รุ้งแก้ว รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง และประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมและประเพณี พร้อมด้วยนายพิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร กรรมาธิการการศาสนาฯ และที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ณ อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง และปราสาทเมืองต่ำ จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์และการผลักดันกลุ่มปราสาทพนมรุ้ง–เมืองต่ำเข้าสู่บัญชีมรดกโลกขององค์การยูเนสโก (ชมคลิปที่นี่) 

ในการนี้ นายดำรงค์ศักดิ์  นาคีสังข์ นายอำเภอประโคนชัย นายสมเดช ลีลามโนธรรม รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา นายนภสินธุ์ บุญล้อม หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง เจ้าหน้าที่อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งและสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ร่วมบรรยายและนำชมพื้นที่ รวมทั้งให้ข้อมูลเกี่ยวกับคุณค่าโดดเด่นเป็นสากลของแหล่งโบราณสถาน การดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ การบริหารจัดการพื้นที่ ตลอดจนความคืบหน้าของการจัดทำข้อมูลและการเตรียมความพร้อมเพื่อเสนอขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก พร้อมทั้งได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนการขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลก และยกระดับการบริหารจัดการแหล่งโบราณสถานของประเทศให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

ทั้งนี้ ข้อมูลที่ได้รับจากการศึกษาดูงานในครั้งนี้ จะนำมาประกอบการติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนการเสนอแหล่งมรดกโลกของประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการผลักดันกลุ่มปราสาทพนมรุ้ง–เมืองต่ำเข้าสู่บัญชีมรดกโลกขององค์การยูเนสโกอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

จากนั้นคณะกรรมาธิการการศาสนาฯ ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน กลุ่มปราสาทตาเมือน ซึ่งประกอบด้วย ปราสาทตาเมือน ปราสาทตาเมือนโต๊ด และปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เพื่อศึกษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ตลอดจนแนวทางการอนุรักษ์ บูรณะ และบริหารจัดการโบราณสถานตามหลักวิชาการ โดยมีนายวีระชัย ประเสริฐโส รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นางยุวดี มีบุญ วัฒนธรรมจังหวัดสุรินทร์ นายพัฒนา พึ่งผล นายอำเภอพนมดงรัก นายสมเดช ลีลามโนธรรม รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา จ่าสิบตำรวจธวัชชัย รัตนสงคราม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตาเมียง และผู้บริหาร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) พร้อมด้วยผู้แทนกองพันทหารราบที่ 21 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความสำคัญของกลุ่มปราสาทตาเมือน ประกอบด้วย ปราสาทตาเมือน ปราสาทตาเมือนโต๊ด และปราสาทตาเมือนธม ซึ่งเป็นกลุ่มโบราณสถานขอมโบราณที่มีความสมบูรณ์และมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และสถาปัตยกรรม อีกทั้งยังตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมโบราณที่มีความสำคัญในอดีต สะท้อนความเจริญของอารยธรรมขอมและวิถีการเดินทางในภูมิภาค พร้อมทั้งรายงานความก้าวหน้าด้านการอนุรักษ์ การดูแลรักษา และการบริหารจัดการพื้นที่

นายพิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร กรรมาธิการการศาสนาฯ  กล่าวว่า โบราณสถานคือมรดกตกทอดอันลํ้าค่าจากบรรพบุรุษไทย ที่ปกป้องด้วยเลือดเนื้อและชีวิต ลูกหลานไทยจงช่วยกันดูแลสืบต่อไป  ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวข้องไปประกอบการพิจารณาแนวทางส่งเสริมการคุ้มครองแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าของประเทศ รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ควบคู่กับการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อไป