รมช.อัครนันท์ ร่วมพิธีสวดพระอภิธรรม ครูเหยื่อกราดยิงอยุธยา มอบทุนลูก 2 คนจนจบ ม.6

รมช.อัครนันท์ ร่วมพิธีสวดพระอภิธรรม ครูเหยื่อกราดยิงอยุธยา มอบทุนลูก 2 คนจนจบ ม.6

รมช.อัครนันท์ ร่วมพิธีสวดพระอภิธรรม ครูเหยื่อกราดยิงอยุธยา มอบทุนลูก 2 คนจนจบ ม.6

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.27 น.

“รมช.อัครนันท์” ร่วมพิธีสวดพระอภิธรรมศพ “ครูปภัสรา” เหยื่อเหตุกราดยิงอยุธยา พร้อมส่งกำลังใจให้ครอบครัว ยกย่องจิตวิญญาณความเป็นครู และมอบทุนการศึกษาส่วนตัวให้กับบุตรทั้ง 2 คนจนจบ ม. 6 

วันที่ 27 เมษายน 2569 เวลา 19.00 น. นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ คุณปารมี ไวจงเจริญ คณะทำงาน เข้าร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมศพ และแสดงความไว้อาลัยต่อการจากไปของ นางสาวปภัสรา เรืองฤทธิ์ ข้าราชการครู โรงเรียนสุคันธาราม ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์กราดยิง  พร้อมทั้งให้กำลังใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิต ณ วัดราษฎร์บำรุงหนองปลาดุก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ท่ามกลางบรรยากาศความโศกเศร้าของครอบครัว ญาติมิตร เพื่อนครู นักเรียน และประชาชนที่มาร่วมงาน

นายอัครนันท์ กล่าวว่า รู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง และขอให้กำลังใจกับครอบครัวของครูปภัสรา พร้อมยืนยันว่ากระทรวงศึกษาธิการจะไม่ทอดทิ้งครอบครัวครูปภัสราโดยในส่วนของตนเองได้ให้การสนับสนุนทุนการศึกษาแก่บุตรทั้ง 2 ของครูปภัสรา คนละ 10,000 บาทต่อปี จนจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ด้วย

“การจากไปของครูปภัสรา ไม่ได้เป็นเพียงความสูญเสียของครอบครัวเรืองฤทธิ์เท่านั้น แต่ถือเป็นการสูญเสียบุคลากรทางการศึกษาที่มีความมุ่งมั่น ทุ่มเท และมีจิตวิญญาณความเป็นครูอย่างเปี่ยมล้น ซึ่งสร้างความสะเทือนใจให้กับพวกเราชาวกระทรวงศึกษาธิการเป็นอย่างมาก” รมช.ศธ. กล่าว
 

ในหลวง โปรดเกล้าฯ เศรษฐพุฒิ เชิญถุงพระราชทานไปมอบแก่ราษฏรที่ประสบวาตภัย จ.ศรีสะเกษ

ในหลวง โปรดเกล้าฯ เศรษฐพุฒิ เชิญถุงพระราชทานไปมอบแก่ราษฏรที่ประสบวาตภัย จ.ศรีสะเกษ

ในหลวง โปรดเกล้าฯ เศรษฐพุฒิ เชิญถุงพระราชทานไปมอบแก่ราษฏรที่ประสบวาตภัย จ.ศรีสะเกษ

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.53 น.

“ในหลวง” โปรดเกล้าฯให้องคมนตรีเชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภคไปมอบราษฎรที่ประสบวาตภัยในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบวาตภัย ในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้องคมนตรี  ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์  เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบวาตภัยในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ

วันที่ 27 เมษายน  2569 เวลา 10.33 น.  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมให้ นายเศรษฐพุฒิ  สุทธิวาทนฤพุฒิ  องคมนตรี  ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์  ในพระบรมราชูปถัมภ์   เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค  จำนวน 720 ถุง ไปมอบแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ซึ่งเป็นตัวแทนราษฎร เพื่อเชิญไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบวาตภัยในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษต่อไป และมอบแก่ราษฎรอำเภอราษีไศล ณ  วิทยาลัยเทคนิคราษีไศล อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ  เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น และเป็นขวัญกำลังใจ

ในโอกาสนี้ องคมนตรี ได้เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี  ไปกล่าวให้ราษฎรที่ประสบวาตภัย และเจ้าหน้าที่ได้รับทราบ ในการนี้ องคมนตรี ได้ลงพื้นที่เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ครอบครัวราษฎรที่ประสบวาตภัยในพื้นที่บ้านหลุบโมก หมู่ที่ 6 และบ้านป่าม่วง หมู่ที่ 10 ตำบลเมืองคง อำเภอราศีไศล จำนวน 3 ครอบครัว  ซึ่งเป็นผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณา ทั้งนี้ องคมนตรี ได้พูดคุยให้กำลังใจ และขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และเจ้าหน้าที่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจิตอาสาพระราชทานในการปฏิบัติหน้าที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว
 

ม.มหาสารคาม เชิดชู พล.อ.บุญสิน มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ วิศวะเครื่องกล

ม.มหาสารคาม เชิดชู พล.อ.บุญสิน มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ วิศวะเครื่องกล

ม.มหาสารคาม เชิดชู พล.อ.บุญสิน มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ วิศวะเครื่องกล

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.26 น.

“ม.มหาสารคาม” เชิดชู “พล.อ.บุญสิน” มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ วิศวะเครื่องกล ยกย่องผลงานด้านความมั่นคง-ความเชี่ยวชาญระดับชาติ

วันที่ 27 เมษายน 2569 สภามหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) มีมติเอกฉันท์มอบปริญญาวิศวกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล แด่ พล.อ.บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 เพื่อเชิดชูเกียรติในฐานะบุคคลผู้ทรงคุณูปการต่อประเทศชาติ

การพิจารณาดังกล่าวสะท้อนถึงบทบาทและความเชี่ยวชาญของ พล.ท.บุญสิน ที่มีผลงานโดดเด่นในภารกิจด้านความมั่นคงและการทหาร ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งบุคคลสำคัญที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ

ทั้งนี้ การมอบปริญญากิตติมศักดิ์ในครั้งนี้ นับเป็นการยกย่องเชิดชูบุคคลผู้สร้างคุณประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับพันธกิจของมหาวิทยาลัยในการส่งเสริมองค์ความรู้และแบบอย่างที่ดีให้กับสังคม

การตัดสินใจของสภามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำความเชื่อมโยงระหว่างองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมศาสตร์กับภารกิจด้านความมั่นคง ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ยศชนัน เดินหน้าปฏิรูปการศึกษา รวมฉันทามติทุกภาคส่วน ดัน พ.ร.บ.การศึกษาใหม่ สร้างคนทันโลก

ยศชนัน เดินหน้าปฏิรูปการศึกษา รวมฉันทามติทุกภาคส่วน ดัน พ.ร.บ.การศึกษาใหม่ สร้างคนทันโลก

ยศชนัน เดินหน้าปฏิรูปการศึกษา รวมฉันทามติทุกภาคส่วน ดัน พ.ร.บ.การศึกษาใหม่ สร้างคนทันโลก

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.08 น.

“รองนายกฯ ยศชนัน” เดินหน้าปฏิรูปการศึกษา รวมฉันทามติทุกภาคส่วน ดัน พ.ร.บ.การศึกษาใหม่ สร้างคนทันโลก

    วันที่ 27 เม.ย. 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุม MOE Human Capital Blueprint Workshop “การออกแบบสถาปัตยกรรมการศึกษาไทยและทุนมนุษย์” ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินัน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดศธ. พร้อมผู้บริหารระดับสูง ศธ. ตลอดจนผู้บริหารภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม เข้าร่วม

           ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมทำงานกับทุกภาคส่วน ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการบูรณาการการทำงานด้านการศึกษา เพราะ “การศึกษาเป็นเรื่องที่เราอยากจะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรายได้สูง” ซึ่งโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์ความรู้ที่เคยเรียนมา เช่น ด้านคอมพิวเตอร์หรือภาษาคอมพิวเตอร์ อาจล้าสมัยได้ในเวลาอันสั้น ดังนั้น สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “เทคโนโลยี” แต่คือ “การให้คุณค่ากับคน” และการพัฒนาศักยภาพของคนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการส่งเสริมการ Reskill และ Upskill เพื่อให้สามารถปรับตัวและรองรับการเปลี่ยนแปลง

         สำหรับการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาที่ใช้ระยะเวลาเป็นรอบ 3 ปี หรือ 5 ปี อาจไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน และอาจจะช้าไปสำหรับเด็กคนหนึ่งที่จะปรับตัว เวทีในวันนี้จึงถือเป็นนิมิตหมายสำคัญในการสร้างฉันทามติร่วมกันจากทุกภาคส่วน แม้จะมีความเห็นที่แตกต่าง โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ แต่ทุกความคิดเห็นมีคุณค่าและจำเป็นต้องรับฟัง เพื่อเติมเต็มสิ่งที่มีประโยชน์ต่อประเทศ

       โดยกระทรวงศึกษาธิการจะทำหน้าที่เป็นผู้รวบรวมและพื้นที่กลาง ที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น มีสิทธิออกเสียงต่าง ๆ ได้ ทั้งในมิติของผู้เรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา โดยได้นำข้อมูลจากอดีตมาประมวลผล และจัดกระบวนการเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เพื่อร่วมกันหาแนวทางที่เหมาะสม ตลอดจนบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสนับสนุนการจัดทำร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และในส่วนของกรอบระยะเวลาในการจัดทำร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด

        ในส่วนของทิศทางการพัฒนาทุนมนุษย์นั้น ควรมุ่งเน้นการเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวของคนไทยให้พร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์ใดขึ้นก็ตาม โดยต้องเริ่มตั้งแต่การวางรากฐานที่สำคัญในช่วงปฐมวัย โดยเฉพาะทักษะด้านภาษา การคิดวิเคราะห์ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมถึงการส่งเสริมโอกาสให้คนทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง

       การเริ่มต้นทำตามความฝันโดยไม่จำเป็นต้องยึดโยงกับกรอบเดิม เป็นแนวคิดสำคัญของการจัดการศึกษาในยุคใหม่ เด็กทุกคนควรมีโอกาสเลือกเส้นทางการเรียนตามที่ต้องการ โดยต้องคำนึงด้วยว่าผู้เรียนในแต่ละพื้นที่อาจมีความต้องการที่แตกต่างกัน ดังนั้น การพัฒนาการศึกษาจึงควรมุ่งเน้นที่ “ผลลัพธ์ของผู้เรียน” มากกว่าการยึดติดกับชื่อเสียงของสถานศึกษาเพียงอย่างเดียว

          ด้านนายประเสริฐ กล่าวว่า จากผลการประเมิน PISA 2022 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 58 จาก 81 ประเทศ และมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม OECD ในทุกด้าน ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนว่าเด็กไทยขาดศักยภาพ แต่สะท้อนให้เห็นว่า “สถาปัตยกรรมของระบบการศึกษา” ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ยังไม่สามารถปลดล็อกศักยภาพของผู้เรียนได้อย่างเต็มที่ แม้ว่าครูไทยจะมีความมุ่งมั่นและทุ่มเทอย่างมาก แต่ในทางปฏิบัติกลับต้องใช้เวลาเกือบครึ่งหนึ่งไปกับภาระงานเอกสารและกระบวนการประเมินต่าง ๆ

      ขณะเดียวกัน ในมิติของตลาดแรงงาน โลกมีการ Reskill อย่างต่อเนื่องในรอบระยะเวลาเพียง 3 ปี แต่แรงงานไทยกว่าครึ่งยังอยู่นอกระบบการพัฒนาทักษะ อีกทั้งยังมีผู้เรียนจำนวนไม่น้อยที่สามารถทำงานและมีรายได้แล้ว แต่กลับไม่ได้รับการรับรองคุณวุฒิจากระบบการศึกษา เนื่องจากข้อจำกัดด้านกฎหมาย แม้แนวคิดเรื่องระบบสะสมหน่วยกิต (Credit Bank) และการเรียนรู้ตลอดชีวิตจะถูกกล่าวถึงมาอย่างยาวนาน แต่ยังไม่สามารถขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมและเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ

     ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่ความผิดของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นข้อจำกัดของระบบที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ไข “การพัฒนาทุนมนุษย์” หมายถึงการสร้าง “พลเมืองคุณภาพ” ที่มีความรอบด้าน สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ มีศักยภาพในการทำงานและสร้างสรรค์งานใหม่ ๆ และมีความเชื่อมั่นในตนเองว่าการเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ไม่สิ้นสุด

     กระทรวงศึกษาธิการจะจัดเวทีในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกิดการรับฟัง แลกเปลี่ยน และวิพากษ์แนวคิดอย่างสร้างสรรค์ โดยมุ่งเปลี่ยนข้อสะท้อนจากผู้ปฏิบัติงานให้เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายและกฎหมายที่เป็นรูปธรรม ซึ่งวันนี้เราแบ่งการระดมสมองออกเป็น 5 ภารกิจยุทธศาสตร์ ได้แก่ 

      1. การเพิ่มความคล่องตัวให้สถานศึกษา : เราจะกระจายอำนาจให้เขตพื้นที่และโรงเรียนบริหารงบประมาณและทรัพยากรได้เองอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร 

2. การเรียนรู้ไร้รอยต่อ : เราจะทำให้ระบบสะสมหน่วยกิต (Credit Bank) และการเทียบโอนทักษะ เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร 

3. คืนเวลาให้ครู : เราจะดึงงานเอกสารออกจากครูและแยกงานบริการอาหารกลางวันออกจากงานสอนได้อย่างไร 

4. สถานศึกษาปลอดภัย : เราจะสร้างกลไกคุ้มครองสิทธิที่เป็นอิสระได้อย่างไร

5. สถาปัตยกรรมวิชาชีพครูยุคใหม่ : เราจะสร้างระบบที่ทำให้คนเก่งเข้ามาเป็นโค้ชให้เด็กไทยได้อย่างไร

               ทั้งนี้ การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบสามารถดำเนินการได้ 2 แนวทาง คือ การกำหนดนโยบายจากส่วนกลาง (โต๊ะรัฐมนตรี ศธ.) แล้วถ่ายทอดลงสู่การปฏิบัติ ซึ่งมักจะไปไม่ถึงห้องเรียน กับอีกแนวทางหนึ่งคือการเปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงานจริง ผู้บริหารสถานศึกษา และภาคีเครือข่าย เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบ ซึ่งเป็นแนวทางที่กระทรวงศึกษาธิการเลือกใช้ในครั้งนี้ โดยข้อมูลและประเด็นปัญหาที่นำมาพิจารณา ล้วนมาจากการมีส่วนร่วมของเครือข่ายภาคการศึกษา อาทิ Inskru เครือข่าย Thailand Education Partnership (TEP) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) รวมถึงเสียงสะท้อนจากครู นักเรียน และผู้ปกครองทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “All for Education” หรือ “ปวงชนเพื่อการศึกษา”

              ขณะที่ นายอัครนันท์ กล่าวด้วยว่า ขอเน้นย้ำถึง “ฐานราก” ที่สำคัญยิ่งของสถาปัตยกรรมทุนมนุษย์ของประเทศ นั่นคือ “ความปลอดภัยและสิทธิของเด็กนักเรียน” เราทุกคนทราบดีว่าต่อให้เรามีหลักสูตรที่ทันสมัย หรือมีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าเพียงใด แต่หากเด็กนักเรียนยังต้องเดินเข้าโรงเรียนด้วยความหวาดกลัว หากเขายังถูกละเมิดสิทธิ ถูกบูลลี่ หรือรู้สึกว่าไม่มีใครรับฟังเมื่อเกิดภัย การพัฒนาทุนมนุษย์ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ โรงเรียนต้องไม่ใช่แค่สถานที่ให้ความรู้ แต่ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เอื้อต่อการดูแลและคุ้มครองเด็กนักเรียนทุกคนอย่างเหมาะสมและทั่วถึง

          หน้าที่ของพวกเราในฐานะผู้บริหาร ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการกำหนดระเบียบเท่านั้น ยังรวมถึงการพัฒนากลไกคุ้มครองสิทธิ ที่สามารถนำไปใช้ มีความชัดเจน และที่สำคัญคือ “สามารถเป็นที่พึ่งพาได้อย่างแท้จริง” สำหรับเด็กนักเรียน โดยดำเนินการด้วยความโปร่งใส คำนึงถึงประโยชน์ของเด็กเป็นสำคัญ และหลีกเลี่ยงการใช้อำนาจหรือการปกปิดข้อมูลที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่น

          สำหรับกิจกรรม Workshop ในวันนี้ โดยเฉพาะกิจกรรมภารกิจที่ 4 ขอฝากความหวังในการร่วมกันออกแบบ “ระบบคุ้มครองสิทธิและระบบร้องเรียนการละเมิดสิทธิ” ด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เข้ามาใช้รับเรื่องร้องเรียนโดยตรง เพื่อเป็นการคุ้มครองและปกป้องสิทธิของเด็ก รวมทั้งครูและบุคลากรทางการศึกษาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญเพื่อให้เด็กและครู รวมทั้งบุคลากรทางการศึกษา ที่ถูกละเมิดสิทธิสามารถเข้าถึงระบบการร้องเรียนนี้ได้ โดยไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพลใด ๆ เราต้องการเปลี่ยนโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ที่เด็กไทยเติบโตได้อย่างสง่างาม มีศักดิ์ศรี และได้รับการคุ้มครองสิทธิในฐานะมนุษย์อย่างเต็มภาคภูมิ
 

กรมศิลป์ เริ่มบูรณะ ปราสาทตาควาย ปี 70 คาดทุ่มงบ 20 ล้าน ใช้เวลา 2 ปีเสร็จ

กรมศิลป์ เริ่มบูรณะ ปราสาทตาควาย ปี 70 คาดทุ่มงบ 20 ล้าน ใช้เวลา 2 ปีเสร็จ

กรมศิลป์ เริ่มบูรณะ ปราสาทตาควาย ปี 70 คาดทุ่มงบ 20 ล้าน ใช้เวลา 2 ปีเสร็จ

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.31 น.

วันที่ 27 เมษายน 2569 นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า กรมศิลปากรได้รับมอบหมายจาก น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม (วธ.) ที่ได้หารือกับ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม (กห.) ให้กรมศิลปากรเริ่มดำเนินการบูรณะซ่อมแซมปราสาทตาควาย ที่ ต.บังได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ โดยให้ตั้งงบประมาณปี 2570 คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการ 2 ปี กำหนดงบประมาณไว้ไม่เกิน 20 ล้านบาท ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่สำรวจความเสียหายเบื้องต้น 2 ครั้ง ได้มีการประชุมวางแผนการทำงานไว้ทั้งหมดแล้ว และจะเริ่มการบูรณะในปีงบประมาณ 2570 ประกอบด้วย การสำรวจพื้นที่โดยรอบปราสาทอย่างละเอียด การขุดแต่งรอบปราสาทเพื่อหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์เพิ่มเติม พร้อมเสริมมั่นคงแข็งแรงฐานราก จากนั้นจะรื้ออิฐ และเรียงหินที่ตกลงมาตัวจากปราสาท โดยจะจัดทำสัญลักษณ์ของหินทุกก้อน และในปี 2571 จะเป็นขั้นตอนประกอบหินให้กลับไปตัวปราสาท

นายพนมบุตร กล่าวว่า จากการสำรวจเบื้องต้นในส่วนตัวปราสาท พบว่า อิฐเก่าใช้ได้ 40 – 50% ที่เหลือจะเสริมอิฐใหม่เข้าไป ซึ่งการบูรณะจะทำให้เห็นว่า อะไรเป็นอิฐเก่าและส่วนของอิฐใหม่ที่เสริมเข้าไป โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมาที่มีความเชี่ยวชาญทุกสาขา ทั้งด้านสถาปัตยกรรม วิศวกรรม และโบราณคดีร่วมกันดำเนินการ โดยตลอดระยะเวลาของการบูรณะได้รับความยืนยันจาก รมว.กห.ว่าจะ จัดกำลังเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาร่วมทำงานและร่วมดูแลความปลอดภัยแก่เจ้าหน้าที่จนกว่าจะบูรณะจะแล้ว รวมทั้งจะนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาดำเนินการเพื่อป้องกันความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่ พร้อมกันนี้ จะมีการจัดทำแผนการขึ้นทะเบียนโบราณสถานตามแนวชายแดนอีสานใต้ที่มีอยู่ประมาณ 30 แห่ง เพื่อขึ้นทะเบียนด้วย

นายพนมบุตร ยังเปิดเผยอีกว่า ได้รับคำยืนยันจาก รมว.กลาโหม ว่าจะให้ทหารเข้ามาร่วมดูแลความปลอดภัยตลอดการบูรณะ เพราะสิ่งที่น่าห่วงเราไม่รู้ว่าทางทหารกัมพูชาทิ้งอะไรไว้บ้าง โดยเฉพาะในตัวปราสาทที่ใช้เป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร โดยทหารจะอยู่รักษาความปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรตลอด รวมทั้งการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้กับการบูรณะเพื่อความปลอดภัย มั่นใจ 100% ว่า กรมศิลป์ซ่อมได้ ทุกอย่างจะกลับมางดงามดังเดิม เพราะปราสาทแห่งนี้เปรียบเสมือนอนุสรณ์สถานความรักชาติของคนไทยที่มีคุณค่าทางจิตใจ ทหารได้เสียสละเลือดเนื้อปกป้องมาด้วยชีวิต จึงพร้อมระดมกำลังบูรณะอย่างเต็มกำลัง

โปรดเกล้าฯ พล.อ.ประยุทธ์ เชิญสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตร ถวาย แด่ พระธรรมวชิรปฏิภาณ 

โปรดเกล้าฯ พล.อ.ประยุทธ์ เชิญสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตร ถวาย แด่ พระธรรมวชิรปฏิภาณ 

โปรดเกล้าฯ พล.อ.ประยุทธ์ เชิญสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตร ถวาย แด่ พระธรรมวชิรปฏิภาณ 

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.31 น.

วันที่ 27 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก “วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร” เผยแพร่ภาพและข้อความระบุว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี เชิญสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตร ถวาย แด่ พระธรรมวชิรปฏิภาณ

วันจันทร์ที่ ๒๗ เดือน เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

วันนี้ เวลา ๑๐.๑๙ น. ณ ศาลาการเปรียญ วัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร

ในการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี เชิญสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตร มาถวายให้พระเทพปฏิภาณกวี (บุญมา อาคมปุญฺโญ ป.ธ.๘) เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ที่ พระธรรมวชิรปฏิภาณ สุพิธานธรรมธรนิเทศ พิเศษพุทธวัจนกวี ตรีปิฎกวิภูษิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี

โดยมีพิธีการดังนี้

เมื่อพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี เดินทางถึงศาลาการเปรียญวัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร แล้ว 
– จุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระรัตนตรัย 
– กราบราบ 
– ถวายความเคารพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 
– ถวายดอกไม้ธูปเทียนแพ 
– ถวายความเคารพ 
– นั่งเก้าอี้ที่จัดไว้ 
– เจ้าหน้าที่ อาราธนาศีล 
– ประธานสงฆ์ พระพรหมวชิรปัญญาจารย์ วัดราชโอรสาราม ให้ศีล จบแล้ว 
– พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี เชิญสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตร ถวายพระธรรมวชิรปฏิภาณ
ในขณะนั้นพระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา 
– นั่งเก้าอี้ 
– ไปประเคนเครื่องไทยธรรมแก่พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา
– นั่งเก้าอี้ 
– พระสงฆ์ทั้งนั้น อนุโมทนา 
– พระธรรมวชิรปฏิภาณ ถวายอดิเรก 

จากนั้น
– กราบที่เครื่องนมัสการ
– ถวายบังคมพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 
– กราบลาพระสงฆ์ 
– ออกจากศาลาการเปรียญวัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร 
– เดินทางกลับ 
– เป็นเสร็จพิธี 

การที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตร ตั้งสมณศักดิ์ให้พระเทพปฏิภาณกวี เป็น พระธรรมวชิรปฏิภาณ นั้น ก็เพื่อถวายให้พระเดชพระคุณได้รับภาระธุระพระพุทธศาสนามีมานะอุตสาหะเผยแผ่พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้วัฒนาสถาพรโดยยิ่งขึ้นไป เหตุเพราะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภก ตั้งพระทัยเพื่อจะยอยกพระพุทธศาสนาให้สถิตสถาพรตั้งมั่นในราชอาณาจักรไทย ตลอดนิตยกาล 
นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมอย่างหาที่สุดมิได้แล้ว

ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ 

ขอถวายพระพร 

คณะสงฆ์วัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร พร้อมด้วย คณะสงฆ์วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร

บัณฑิต มมส 7,297 คน ซ้อมใหญ่พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2567

บัณฑิต มมส 7,297 คน ซ้อมใหญ่พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2567

บัณฑิต มมส 7,297 คน ซ้อมใหญ่พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2567

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.20 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดพิธีซ้อมใหญ่พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2567 ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 โดยมีบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาเข้าร่วมเตรียมความพร้อมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อให้การดำเนินพิธีการในวันจริงเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ

บรรยากาศการรายงานตัวที่บริเวณถนนหน้าอาคารวัฒนธรรมสถาบันขงจื่อ โดยบัณฑิตที่มีกำหนดเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรในวันที่ 27 เมษายน เริ่มรายงานตัวเวลา 06.00 น. และกลุ่มวันที่ 28 เมษายน รายงานตัวเวลา 09.00 น. ซึ่งทางมหาวิทยาลัยได้นำเทคโนโลยีระบบ RFID มาใช้ในการตรวจสอบข้อมูลและยืนยันตัวตน พร้อมทั้งมีการตรวจวัดอุณหภูมิและตรวจความเรียบร้อยของเครื่องแต่งกายอย่างละเอียด ก่อนที่คณะกรรมการควบคุมแถวจะนำบัณฑิตผ่านระบบ Gateway เพื่อเข้าสู่พื้นที่ประกอบพิธีภายในอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ

ในโอกาสนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้กล่าวต้อนรับและให้โอวาทแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2567 จำนวนรวมทั้งสิ้น 7,297 คน ประกอบด้วย บัณฑิตระดับปริญญาเอก 119 คน ปริญญาโท 261 คน และปริญญาตรี 6,917 คน จากนั้นได้เข้าสู่ขั้นตอนการฝึกซ้อมพิธีการและการบันทึกภาพหมู่ร่วมกันตามคณะต่าง ๆ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจ โดยมีครอบครัวและญาติมิตรเดินทางมาร่วมแสดงความยินดีและถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ในพื้นที่มหาวิทยาลัยที่ได้รับการประดับตกแต่งอย่างสวยงาม

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประจำปีการศึกษา 2567 ในวันที่ 27 และ 28 เมษายน 2569 ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ตำบลตลาด อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม

สตาร์ทอัพญี่ปุ่นยื่นขออนุมัติ “ยาแก้โรคไตวายเรื้อรัง” ในแมว

สตาร์ทอัพญี่ปุ่นยื่นขออนุมัติ "ยาแก้โรคไตวายเรื้อรัง"  ในแมว

27 เม.ย. 2569 15:21 น.

สตาร์ทอัพญี่ปุ่นยื่นขออนุมัติ “ยาแก้โรคไตวายเรื้อรัง” ในแมว

นักวิจัยญี่ปุ่นยื่นขออนุมัติผลิตและจำหน่ายยารักษาโรคไตวายเรื้อรังในแมวอย่างเป็นทางการ หลังการทดสอบทางคลินิกพบช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้สูงถึง 80% เผยเป็นยาที่พัฒนาจากโปรตีน AIM ซึ่งได้รับเงินบริจาคสนับสนุนจากคนรักแมวทั่วโลกกว่า 300 ล้านเยน

สถาบันวิจัยการแพทย์ AIM (Institute for AIM Medicine) สตาร์ทอัพด้านเวชภัณฑ์ในกรุงโตเกียว ได้ยื่นคำร้องต่อกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของญี่ปุ่น เพื่อขออนุมัติการผลิตและจำหน่ายยาตัวใหม่สำหรับรักษาโรคไตวายเรื้อรังในแมว ซึ่งเป็นโรคยอดฮิตที่คร่าชีวิตแมวทั่วโลกและยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด

ยาตัวนี้ถูกพัฒนาโดยใช้โปรตีนที่ชื่อว่า AIM (Apoptosis Inhibitor of Macrophage) ซึ่งถูกค้นพบในเลือดของมนุษย์ โดย ดร.โทรุ มิยาซากิ อดีตศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยโตเกียวและผู้อำนวยการสถาบันฯ เป็นผู้ค้นคว้าวิจัยมาอย่างยาวนาน

จากการทดสอบทางคลินิกในโรงพยาบาลสัตว์ทั่วประเทศญี่ปุ่นกับแมวที่มีอาการป่วยในระดับหนึ่ง พบผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง โดยแมวกลุ่มที่ได้รับยาตัวนี้สามารถรักษาค่าการทำงานของไตไว้ได้ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับยา และที่สำคัญคือ “อัตราการรอดชีวิต” ในช่วง 6 เดือนถึง 1 ปี เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยกลุ่มที่ได้รับยามีอัตราการรอดชีวิตสูงถึง 80-83% ขณะที่กลุ่มที่ไม่ได้รับยามีอัตราการรอดชีวิตเพียง 20% เท่านั้น

โครงการวิจัยของ ดร.มิยาซากิ เคยเกือบจะต้องยุติลงเมื่อ 5 ปีก่อน เนื่องจากขาดแคลนทุนวิจัยในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่หลังจากเรื่องราวนี้ถูกเผยแพร่ออกไปผ่านสื่อต่างๆ บรรดาคนรักแมวทั่วโลกได้ร่วมกันบริจาคเงินสนับสนุนรวมกว่า 300 ล้านเยน (ประมาณ 61 ล้านบาท) ในช่วงปี 2021-2022 จนทำให้การวิจัยดำเนินต่อได้สำเร็จ

ข้อมูลจากศูนย์สุขภาพแมวคอร์เนล (Cornell Feline Health Center) ระบุว่า โรคไตวายเรื้อรังเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ ของแมวสูงวัย โดยพบว่าแมวอายุมากกว่า 10 ปี มีโอกาสเป็นโรคนี้ถึง 40% ส่วนแมวอายุมากกว่า 15 ปี มีโอกาสเป็นโรคนี้สูงถึง 80%

ดร.มิยาซากิ กล่าวทิ้งท้ายว่า “แมวส่วนใหญ่ต้องทนทุกข์จากโรคไต และหลายตัวต้องตายจากสภาวะไตวายระยะสุดท้ายหรือภาวะปัสสาวะเป็นพิษ เราพัฒนาสิ่งนี้ด้วยเป้าหมายที่จะเอาชนะอุปสรรคดังกล่าว และช่วยลดภาระทั้งทางกาย ทางใจ และทางด้านการเงินให้แก่ทั้งน้องแมวและเจ้าของ”

หากได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลญี่ปุ่น ยาตัวนี้จะเป็นก้าวสำคัญของวงการสัตวแพทย์ทั่วโลกในการยืดอายุขัยและคุณภาพชีวิตของแมวที่ป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังให้ดียิ่งขึ้น.

ที่มา NHK / AFP

วัยรุ่นฝรั่งเศสส่อคุกสิงคโปร์ หลังอุตริ “เลียหลอด” ตู้ขายน้ำส้มแล้วเก็บที่เดิม

วัยรุ่นฝรั่งเศสส่อคุกสิงคโปร์ หลังอุตริ "เลียหลอด" ตู้ขายน้ำส้มแล้วเก็บที่เดิม

27 เม.ย. 2569 14:38 น.

วัยรุ่นฝรั่งเศสส่อคุกสิงคโปร์ หลังอุตริ “เลียหลอด” ตู้ขายน้ำส้มแล้วเก็บที่เดิม

วัยรุ่นฝรั่งเศสวัย 18 ปี ถูกตั้งข้อหาในสิงคโปร์ หลังถ่ายคลิปเลียหลอดจากตู้กดน้ำส้มแล้วนำกลับไปใส่ที่เดิม ก่อนเผยแพร่ลงโซเชียล สร้างกระแสวิจารณ์รุนแรง และอาจเผชิญโทษจำคุกพร้อมค่าปรับ

นักศึกษาชาวฝรั่งเศสถูกตั้งข้อหาหนักในสิงคโปร์ ทั้งก่อความวุ่นวายและสร้างความเดือดร้อนรำคาญ หลังถ่ายคลิปเลียหลอดในตู้กดน้ำส้มคั้นสดแล้วนำกลับไปวางในที่กดหลอดตามเดิม ด้านบริษัทเจ้าของตู้ต้องสั่งเปลี่ยนหลอดใหม่ยกแผง 500 อันเพื่อความปลอดภัย

กลายเป็นประเด็นฉาวในโลกออนไลน์ของสิงคโปร์ เมื่อนายดีดิเยร์ กัสปาร์ โอเวน แม็กซิมิเลียน (Didier Gaspard Owen Maximilien) วัย 18 ปี นักศึกษาชาวฝรั่งเศส ถูกนำตัวขึ้นศาลและตั้งข้อหาฐานก่อเหตุไม่สมควรและสร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่สาธารณชน จากพฤติกรรมที่ไม่สุขลักษณะภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา ณ ศูนย์การค้าโกลด์ฮิลล์ ถนนทอมสัน โดยนายแม็กซิมิเลียนถูกกล่าวหาว่าได้นำหลอดออกมาจากที่จ่ายหลอดของตู้ขายน้ำส้มคั้นสดอัตโนมัติยี่ห้อ iJooz จากนั้นได้เลียหลอดแล้วนำกลับไปเสียบไว้ที่เดิม ก่อนจะโพสต์คลิปวิดีโอการกระทำดังกล่าวลงในสตอรีของอินสตาแกรมของตนเอง พร้อมคำบรรยายว่า “เมืองนี้ไม่ปลอดภัย” (city is not safe)

คลิปดังกล่าวถูกนำไปแชร์ต่ออย่างกว้างขวางในเพจชุมชนและสื่อท้องถิ่น ซึ่งสร้างความโกรธแค้นและรังเกียจให้กับชาวสิงคโปร์เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม

ทางบริษัท iJooz เจ้าของตู้ขายน้ำส้มอัตโนมัติเปิดเผยกับสำนักข่าวแชนแนลนิวส์เอเชีย (CNA) ว่า ทันทีที่ทราบเรื่องบริษัทได้ดำเนินการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ และสั่งเปลี่ยนหลอดใหม่ทั้งหมด 500 อันในเครื่องดังกล่าวทันที พร้อมทั้งทำความสะอาดฆ่าเชื้อและตรวจสอบเครื่องอย่างละเอียดเพื่อความมั่นใจของผู้บริโภค

ขณะนี้นายแม็กซิมิเลียนซึ่งเป็นนักศึกษาของสถาบันบริหารธุรกิจชื่อดัง ESSEC Business School วิทยาเขตสิงคโปร์ กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินคดี โดยสถานศึกษาได้เริ่มการสอบสวนวินัยภายในแล้ว ขณะที่พ่อแม่ของเขาได้เดินทางจากฝรั่งเศสมายังสิงคโปร์เพื่อดูแลลูกชาย โดยมีตัวแทนจากโรงเรียนเป็นผู้ประกันตัวให้

หากศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง เขาอาจต้องเผชิญกับบทลงโทษในข้อหาทำความผิดอันเกิดจากความคึกคะนอง ที่มีโทษจำคุก 2 ปี หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ และข้อหาก่อความเดือดร้อนรำคาญแก่สาธารณชน ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 3 เดือน หรือปรับสูงสุด 2,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 50,800 บาท) หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยศาลสิงคโปร์มีกำหนดนัดพิจารณาคดีนี้อีกครั้งในวันที่ 22 พฤษภาคมที่จะถึงนี้.

ที่มา CNA / BBC

บังกลาเทศสังเวย “ฟ้าผ่า” ดับพุ่ง 14 ศพ เหตุพายุถล่มไล่หลังคลื่นความร้อน

บังกลาเทศสังเวย "ฟ้าผ่า" ดับพุ่ง 14 ศพ เหตุพายุถล่มไล่หลังคลื่นความร้อน

27 เม.ย. 2569 13:22 น.

บังกลาเทศสังเวย “ฟ้าผ่า” ดับพุ่ง 14 ศพ เหตุพายุถล่มไล่หลังคลื่นความร้อน

บังกลาเทศเผชิญพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงหลังคลื่นความร้อนยาวนาน ส่งผลให้เกิดฟ้าผ่าคร่าชีวิตประชาชนอย่างน้อย 14 รายใน 7 เขต ขณะที่ทางการเตือนฝนยังตกต่อเนื่องและเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน

เกิดเหตุฟ้าผ่าคร่าชีวิตประชาชนอย่างน้อย 14 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีกหลายคน ในหลายพื้นที่ของประเทศบังกลาเทศ หลังพายุฝนฟ้าคะนองพัดถล่มต่อเนื่องภายหลังคลื่นความร้อนที่ยาวนานกว่าหนึ่งสัปดาห์

รายงานระบุว่า มีผู้เสียชีวิตในอย่างน้อย 7 เขต ได้แก่ ไกบันดา โบกูรา นาโตเร ปันชาการห์ ทากูร์กาวน์ จามาลปูร์ และสิราจกานจ์ โดยเฉพาะเขตไกบันดามีผู้เสียชีวิตถึง 5 ราย รวมถึงเด็ก 2 คน

เหตุฟ้าผ่าเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่ทำงานกลางแจ้ง เช่น ในเขตจามาลปูร์และสิราจกานจ์ มีชาวนาถูกฟ้าผ่าขณะทำงานในไร่นา ขณะที่บางรายเสียชีวิตระหว่างเดินทางกลับบ้านหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง

กรมอุตุนิยมวิทยาบังกลาเทศระบุว่า ฝนที่ตกลงมาช่วยบรรเทาคลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมถึง 24 เขตก่อนหน้านี้ โดยอุณหภูมิสูงสุดเคยแตะระดับ 35–40 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ตาม คาดว่าฝนจะยังคงตกต่อเนื่องในอีกหลายวัน และอาจเกิดพายุฝนฟ้าคะนองเพิ่มเติม

แม้ฝนจะช่วยคลายความร้อน แต่พายุลูกเห็บในบางพื้นที่กลับสร้างความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าวที่กำลังเก็บเกี่ยว ทำให้เกษตรกรได้รับความเสียหาย

ขณะเดียวกัน ศูนย์พยากรณ์และเตือนภัยน้ำท่วมของประเทศได้ออกคำเตือนน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ลุ่มน้ำทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยระดับน้ำในแม่น้ำสายสำคัญมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในช่วง 3 วันข้างหน้า

องค์กรรณรงค์ด้านความปลอดภัยจากพายุฟ้าคะนองเปิดเผยว่า ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากฟ้าผ่าในบังกลาเทศเฉลี่ยราว 300 คน โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงฤดูร้อนและต้นฤดูฝน

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สาเหตุสำคัญของการสูญเสียจำนวนมากมาจากการขาดความตระหนักด้านความปลอดภัย โดยแนะนำให้เกษตรกรหลีกเลี่ยงการทำงานกลางแจ้งในช่วงพายุ และสวมอุปกรณ์ป้องกัน เช่น รองเท้าบูทยาง เพื่อลดความเสี่ยงจากฟ้าผ่า สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศสุดขั้ว ซึ่งยังคงส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในบังกลาเทศอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา Anadolu / The Daily Star