สวยหวานราวเจ้าหญิง ซูมดีเทลแสนเลอค่าชุดเจ้าสาวของ ญาญ่า อุรัสยา จากแบรนด์ดังระดับโลก

สวยหวานราวเจ้าหญิง ซูมดีเทลแสนเลอค่าชุดเจ้าสาวของ ญาญ่า อุรัสยา จากแบรนด์ดังระดับโลก

สวยหวานราวเจ้าหญิง ซูมดีเทลแสนเลอค่าชุดเจ้าสาวของ ญาญ่า อุรัสยา จากแบรนด์ดังระดับโลก

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.03 น.

18 กรกฎาคม 2569 หลังจากที่คู่รักแห่งปี ณเดชน์ คูกิมิยะ และ ญาญ่า อุรัสยา เสปอร์บันด์  ได้จูงมือกันเข้าสู่พิธีฉลองมงคลสมรสสุดยิ่งใหญ่ครั้งที่ 3 ที่กรุงเทพฯ  ท่ามกลางบรรยากาศสุดอบอุ่นไป อีกหนึ่งสิ่งที่เป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์และสะกดสายตาทุกคนในงาน คงหนีไม่พ้นลุคเจ้าสาวสุดเพอร์เฟกต์ของสาวญาญ่า โดยเฉพาะ “ชุดแต่งงาน” ที่สวยงดงามจนแฟนๆ และสื่อมวลชนต่างพากันชื่นชม

ซึ่งเจ้าสาวคนสวย ญาญ่า อุรัสยา สวมใส่แบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Reem Acra จาก SoL and GRAVITE สำหรับชุดแต่งงานสุดพิเศษในลุคนี้ สาวญาญ่าเลือกสวมใส่ชุดเดรสเกาะอกทรงบอลกาวน์ ซึ่งตัวชุดถูกออกแบบมาได้อย่างสมบูรณ์แบบและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว กับดีเทลงานปักลูกไม้ทั้งชุด ตัวชุดโดดเด่นด้วยงานปักผ้าลูกไม้ลวดลายดอกไม้ที่ประณีต ละเอียดอ่อน และมีความเป็นธรรมชาติทั่วทั้งชุด ให้ความรู้สึกโรแมนติกและอ่อนหวานอย่างลงตัว

จุดเด่นที่สะดุดตาคือการออกแบบตัวเสื้อที่มีระบายลูกไม้เป็นชั้นๆ ช่วงเอว ซึ่งช่วยเน้นส่วนเว้าโค้งและสัดส่วนของเจ้าสาวให้ดูงดงาม มีมิติ และมีความหรูหราแบบคลาสสิก ตัวโครงกระโปรงทรงบอลกาวน์แผ่ขยายรับสัดส่วนได้อย่างงดงาม พร้อมชายกระโปรงด้านหลังที่ปล่อยลากยาวเพิ่มความสง่างามอลังการในทุกย่างก้าว เติมเต็มลุคเจ้าสาวในฝันด้วยผ้าคลุมผมเจ้าสาว ผืนยาวที่ปล่อยลากไปด้านหลัง ช่วยเพิ่มความนุ่มนวล เรียบหรู และดูคลาสสิกเหนือกาลเวลา

เมกอัพ และเครื่องประดับที่คอมพลีทลุคอย่างพอดิบพอดีไม่เพียงแต่ตัวชุดที่งดงามอย่างไร้ที่ติ โดยลุคนี้ เจ้าสาวคนสวย ยังเลือกทรงผมรวบครึ่งศีรษะเปิดหน้าโชว์ความสดใส พร้อมกับเครื่องประดับสร้อยคอเพชรเส้นบางที่เรียบหรู เมกอัพโทนธรรมชาติที่ขับเน้นผิวให้ดูฉ่ำโกลว์ ส่งให้งานลูกไม้และซิลูเอทอันงดงามของชุด Reem Acra ยิ่งดูโดดเด่นและเปล่งประกายออร่าความเป็นเจ้าสาวออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

งดงามดุจเทพนิยาย ณเดชน์-ญาญ่า ฉลองวิวาห์หวานรอบ 3 ที่กรุงเทพฯ อบอวลไปด้วยความรัก

งดงามดุจเทพนิยาย ณเดชน์-ญาญ่า ฉลองวิวาห์หวานรอบ 3 ที่กรุงเทพฯ อบอวลไปด้วยความรัก

งดงามดุจเทพนิยาย ณเดชน์-ญาญ่า ฉลองวิวาห์หวานรอบ 3 ที่กรุงเทพฯ อบอวลไปด้วยความรัก

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.08 น.

18 กรกฎาคม 2569 สิ้นสุดการรอคอยของคนทั้งประเทศ! สำหรับงานวิวาห์แห่งปีของซุปตาร์เบอร์ต้นเมืองไทย ‘ณเดชน์ คูกิมิยะ’ และ ‘ญาญ่า อุรัสยา’ ที่ล่าสุดควงแขนกันออกมาเปิดใจแถลงข่าวหลังเข้าพิธีวิวาห์อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางกองทัพสื่อมวลชนที่มารอทำข่าวกันและเสียงกรี๊ดแสดงความยินดีจากแฟนคลับที่ดังสนั่นหวั่นไหว

งานนี้บอกได้คำเดียวว่า คนโสดตายเรียบ! เพราะออร่าความเป็นบ่าวสาวมันพุ่งทะลุเฟรมออกมาเลยทีเดียว สาวญาญ่า มาในชุดเจ้าสาวเกาะอกสีขาวนวลขับผิวผ่อง สวมสร้อยเพชรเม็ดเป้งกระแทกแสงแฟลช ยิ้มตาหยี่ตลอดเวลา

ส่วน หนุ่มณเดชน์ ก็หล่อละมุนในสูทสีครีมผูกโบว์ไทสีดำ มองภรรยาป้ายแดงด้วยสายตาคลั่งรักแบบไม่วางตา ชนิดที่ว่ามดเดินผ่านยังต้องยอมแพ้ให้กับความหวาน

บรรยากาศในงานแถลงข่าวอบอวลไปด้วยมวลความรักและความอบอุ่น ทั้งคู่หยอดคำหวานใส่กันไม่ยั้ง ยิ้มหวานให้กันจนแก้มแทบแตก ทำเอาพี่ๆ สื่อมวลชนอดยิ้มตามไม่ได้ในความน่ารัก น่าเอ็นดู และความเป็นธรรมชาติของทั้งคู่

งานนี้เตรียมลุ้นสเต็ปต่อไปได้เลย เพราะออร่าความสุขมันล้นปรี่ขนาดนี้ แฟนๆ คงต้องเตรียมตัดชุดรอรับขวัญทายาทซุปตาร์ตัวน้อยกันแล้ว #ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์ ต้องขอแสดงความยินดีกับ คุณสามี และคุณภรรยาป้ายแดงคู่นี้ด้วยนะคะ 

วปอ.บอ.รุ่นที่3กลุ่มมรกต–ไพลิน จับมือ สกร.ยกระดับการศึกษาและอาชีพให้ปชช.

วปอ.บอ.รุ่นที่3กลุ่มมรกต–ไพลิน จับมือ สกร.ยกระดับการศึกษาและอาชีพให้ปชช.

วปอ.บอ.รุ่นที่3กลุ่มมรกต–ไพลิน จับมือ สกร.ยกระดับการศึกษาและอาชีพให้ปชช.

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.07 น.

วปอ.บอ.รุ่นที่ 3 กลุ่มมรกต–ไพลิน ร่วมกับ สกร. ดาวกระจาย ถ่ายทอดความรู้การใช้ Application Career GPS สู่ผู้เรียนการศึกษานอกระบบ เพื่อค้นหาศักยภาพและวางแผนเส้นทางการเรียนรู้และอาชีพ

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ร่วมกับคณะนักศึกษาหลักสูตรการบริหารความมั่นคงสำหรับผู้บริหาร (วปอ.บอ.) รุ่นที่ 3 กลุ่มมรกต–ไพลิน เดินหน้าขยายผลการใช้งาน Application Career GPS สู่ผู้เรียนการศึกษานอกระบบ ภายใต้โครงการ “The TEN”โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคีเครือข่าย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) และยกระดับการแนะแนวการศึกษาและอาชีพให้กับประชาชน

การดำเนินงานครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากการอบรมครูและบุคลากรผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้านการแนะแนวของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพฯ) โดยมีครูและบุคลากรจากพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม และสมุทรปราการ เข้าร่วมกว่า 150 คน เพื่อเตรียมความพร้อมในการนำ Application Career GPS ไปใช้กับผู้เรียนในพื้นที่

ในระยะขยายผล คณะนักศึกษา วปอ.บอ. รุ่นที่ 3 กลุ่มมรกต–ไพลิน ได้ลงพื้นที่จัดกิจกรรมแบบ “ดาวกระจาย” พร้อมกันในพื้นที่นำร่อง โดยร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และทดลองใช้งาน Application Career GPS ด้วยตนเอง

พื้นที่แรก คณะนักศึกษาหลักสูตร วปอ.บอ.รุ่นที่3 อาทิ ดร.วิภัชบุญ กล่าวสุนทร พันเอกไปรวิทย์ ลำน้อย นางสาวชัญญาณัฏฐ์ โอฬารธนสิน นายอธิริศร์ เตชะสินนิวัฒน์ ดำเนินการร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร และ ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับเขตคลองเตย จัดกิจกรรมอบรมให้แก่ครูและผู้เรียนจำนวน 80 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้เรียนการศึกษานอกระบบระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการค้นหาศักยภาพ ความถนัด ความสนใจ และการนำผลการประเมินไปใช้ในการวางแผนการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ และการพัฒนาคุณภาพชีวิต

อีกพื้นที่หนึ่ง คณะนักศึกษาหลักสูตร วปอ.บอ.รุ่นที่3 อาทิ ดร.วิทวัช กุยแก้ว ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ พันตำรวจโทหญิงพิชชาภา บุญโสดา นางพุทธิพร แสงสุข ดร.จิตราภรณ์ อัมระปาล ดำเนินการร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดปทุมธานี และ ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอสามโคก จัดกิจกรรมให้แก่ครูและผู้เรียนจำนวน 50 คน เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้การใช้เครื่องมือดิจิทัลในการวิเคราะห์ศักยภาพของตนเอง และสร้างแรงบันดาลใจในการกำหนดเป้าหมายชีวิตและเส้นทางอาชีพที่เหมาะสม

กิจกรรมการอบรมประกอบด้วยการบรรยายในหัวข้อ “Career GPS : เครื่องมือค้นหาศักยภาพและวางแผนเส้นทางการเรียนรู้และอาชีพ”การสาธิตการใช้งาน Application Career GPS และกิจกรรม Workshop ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทดลองใช้งานจริง พร้อมรับคำแนะนำจากวิทยากรและครูผู้ปฏิบัติงานด้านการแนะแนว เพื่อให้สามารถนำผลการประเมินไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนอนาคตของตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรม

Application Career GPS เป็นนวัตกรรมด้านการแนะแนวที่ช่วยให้ผู้เรียนค้นพบจุดแข็ง ความถนัด ความสนใจ และศักยภาพของตนเอง ผ่านกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูล พร้อมเชื่อมโยงไปสู่แนวทางการศึกษาต่อ การพัฒนาทักษะที่จำเป็น และการเลือกเส้นทางอาชีพที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละบุคคล ช่วยให้ผู้เรียนสามารถออกแบบเส้นทางชีวิตของตนเองได้อย่างมีเป้าหมายและมั่นใจมากยิ่งขึ้น

การดำเนินกิจกรรมในครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างกรมส่งเสริมการเรียนรู้ คณะนักศึกษาหลักสูตร วปอ.บอ. รุ่นที่ 3 กลุ่มมรกต–ไพลิน มหาวิทยาลัยรังสิต และภาคีเครือข่าย ในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต และยกระดับคุณภาพการแนะแนวของผู้เรียนการศึกษานอกระบบ เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษา พัฒนาศักยภาพกำลังคน และส่งเสริมให้ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถวางแผนอนาคตและพัฒนาตนเองได้อย่างยั่งยืน

CDC เตือนอย่ากินผักกาดหอม Taco Bell ใน 5 รัฐ หลังพบเป็นต้นตอพยาธิไซโคลสปอรา

CDC เตือนอย่ากินผักกาดหอม Taco Bell ใน 5 รัฐ หลังพบเป็นต้นตอพยาธิไซโคลสปอรา

18 ก.ค. 2569 11:52 น.

CDC เตือนอย่ากินผักกาดหอม Taco Bell ใน 5 รัฐ หลังพบเป็นต้นตอพยาธิไซโคลสปอรา

CDC และ FDA ยืนยันผักกาดหอมที่ใช้ในร้าน Taco Bell บางสาขาในสหรัฐฯ เป็นต้นตอการระบาดของพยาธิไซโคลสปอรา ทำให้ผู้ป่วยท้องร่วงพุ่งกว่า 5,000 รายในรัฐมิชิแกน ขณะที่ Taco Bell เร่งเรียกคืนสินค้า

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ออกประกาศเตือนประชาชน หลีกเลี่ยงการรับประทานผักกาดหอมไอซ์เบิร์กหั่นฝอย ที่ใช้ในร้าน Taco Bell บางสาขา หลังยืนยันว่าเป็นต้นตอของการระบาดของ พยาธิไซโคลสปอรา ซึ่งก่อให้เกิดอาการท้องร่วงอย่างรุนแรง

คำเตือนครอบคลุมร้าน Taco Bell ใน 5 รัฐ ได้แก่ อินเดียนา , เคนทักกี , มิชิแกน, โอไฮโอ และเวสต์เวอร์จิเนีย หลังการสอบสวนร่วมของ CDC และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ (FDA) พบว่า ผักกาดหอมดังกล่าวมาจากซัพพลายเออร์รายเดียวที่นำเข้าจากประเทศเม็กซิโก

FDA ระบุว่า ขณะนี้กำลังตรวจสอบว่าผักกาดหอมล็อตที่อาจปนเปื้อนยังถูกจำหน่ายในพื้นที่อื่นหรือไม่ พร้อมยืนยันว่า Taco Bell ได้ตกลงยุติการใช้ผักจากซัพพลายเออร์รายดังกล่าวทั้งหมด

ด้านบริษัท Taylor Fresh Foods จากรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นผู้จัดหาผักให้ Taco Bell เปิดเผยว่า ผลการตรวจของ FDA ชี้ว่าต้นตอการปนเปื้อนมาจาก ฟาร์มอิสระแห่งหนึ่งในเม็กซิโกตอนกลาง ที่เป็นผู้เพาะปลูกผักให้บริษัท ไม่ใช่โรงงานของบริษัทโดยตรง

ทางบริษัทได้ประกาศเรียกคืนผักกาดหอมไอซ์เบิร์กทั้งหมดที่จัดหาจากเม็กซิโกตอนกลาง ออกจากตลาดสหรัฐฯ โดยสมัครใจ พร้อมแสดงความเสียใจต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ ก่อนที่ CDC จะออกประกาศอย่างเป็นทางการ Taco Bell เปิดเผยว่า บริษัทได้ดำเนินการนำผักกาดหอมที่อาจได้รับผลกระทบออกจากร้านในบางรัฐทันที และจะเปลี่ยนไปใช้ซัพพลายเออร์รายใหม่ โดยวัตถุดังกล่าวจะถูกถอดออกจากห่วงโซ่อุปทานทั่วประเทศอย่างไม่มีกำหนด

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สาธารณสุขระบุว่า การระบาดครั้งนี้ อาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียง Taco Bell เพราะผู้ป่วยจำนวนมาก โดยเฉพาะในรัฐมิชิแกน ให้ข้อมูลว่าไม่ได้รับประทานอาหารจากร้านดังกล่าว จึงอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าผักล็อตเดียวกันถูกส่งไปยังร้านอาหารหรือร้านค้าปลีกอื่นด้วยหรือไม่

เจ้าหน้าที่รัฐมิชิแกนยังย้ำว่า ยังไม่มีหลักฐานว่าการระบาดเกิดจากการจัดการอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะของร้านอาหารแห่งใดแห่งหนึ่ง แต่เกิดจากวัตถุดิบที่ปนเปื้อนตั้งแต่ต้นทาง

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า การระบาดของ โรคไซโคลสปอเรียซิส ในสหรัฐฯ มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในรัฐมิชิแกน ซึ่งพบผู้ติดเชื้อยืนยันแล้ว มากกว่า 5,000 ราย และยังมีผู้ป่วยต้องสงสัยและผู้ป่วยเข้าข่ายอีกกว่า 2,000 ราย ในรัฐอื่น ๆ

แม้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต แต่มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแล้ว มากกว่า 100 คนในรัฐมิชิแกน และอีกหลายสิบรายในรัฐอื่น

ขณะที่รัฐนอร์ทแคโรไลนารายงานผู้ป่วยมากกว่า 300 ราย แต่เจ้าหน้าที่เชื่อว่าอาจไม่เกี่ยวข้องกับการระบาดในมิชิแกน และกำลังสอบสวนหาสาเหตุเพิ่มเติม

พยาธิไซโคลสปอราคืออะไร?

ไซโคลสปอรา เป็นพยาธิขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในลำไส้และแพร่กระจายผ่านการปนเปื้อนของอุจจาระในน้ำหรืออาหาร โดยเฉพาะผักและผลไม้ที่สัมผัสกับน้ำชลประทานที่ปนเปื้อน

ผู้ติดเชื้อมักมีอาการ

  • ท้องร่วงเป็นน้ำอย่างรุนแรง
  • ถ่ายบ่อย บางรายมีอาการถ่ายแบบเฉียบพลัน
  • ปวดท้อง คลื่นไส้
  • อ่อนเพลีย และน้ำหนักลด

โรคนี้สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ และโดยทั่วไปไม่ถือว่าเป็นโรคร้ายแรงถึงชีวิต

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า จำนวนผู้ป่วยไซโคลสปอราในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากทั้ง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่เอื้อต่อการแพร่กระจายของเชื้อ และการพัฒนาระบบตรวจวินิจฉัยที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น.

ที่มา : AP

อินเดียเปิดตัวรถไฟพลังงานไฮโดรเจนขบวนแรก เดินหน้าขนส่งสะอาด ลดการปล่อยคาร์บอน

อินเดียเปิดตัวรถไฟพลังงานไฮโดรเจนขบวนแรก เดินหน้าขนส่งสะอาด ลดการปล่อยคาร์บอน

18 ก.ค. 2569 10:11 น.

อินเดียเปิดตัวรถไฟพลังงานไฮโดรเจนขบวนแรก เดินหน้าขนส่งสะอาด ลดการปล่อยคาร์บอน

อินเดียเปิดให้บริการรถไฟพลังงานไฮโดรเจนขบวนแรกของประเทศ ใช้เซลล์เชื้อเพลิงกำลัง 1,200 กิโลวัตต์ ปล่อยมลพิษเพียงไอน้ำ พร้อมเปิดสถานีเติมไฮโดรเจนแห่งใหญ่ รองรับเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอน

อินเดียเปิดตัวรถไฟพลังงานไฮโดรเจนขบวนแรกของประเทศอย่างเป็นทางการ เมื่อวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาระบบรางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นส่วนหนึ่งของแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมยกระดับเครือข่ายรถไฟที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

รถไฟพลังงานไฮโดรเจนขบวนนี้ประกอบด้วย 10 ตู้โดยสาร ให้บริการบนเส้นทางระยะทาง 89 กิโลเมตร ระหว่างเมือง จินด์ และ โซนิปัต ในรัฐหรยาณา ทางตอนเหนือของอินเดีย โดยขับเคลื่อนด้วย ระบบเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนกำลัง 1,200 กิโลวัตต์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นระบบขับเคลื่อนสำหรับรถไฟพลังงานไฮโดรเจนที่มีกำลังสูงที่สุดในโลก

รถไฟประเภทนี้ผลิตกระแสไฟฟ้าจากปฏิกิริยาระหว่างไฮโดรเจนและออกซิเจน ทำให้ของเสียที่ปล่อยออกมามีเพียง น้ำและไอน้ำ จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นเทคโนโลยีขนส่งที่ช่วยลดมลพิษและลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล

นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย เป็นประธานในพิธีปล่อยขบวนรถเที่ยวปฐมฤกษ์ พร้อมโพสต์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า การเปิดตัวรถไฟพลังงานไฮโดรเจนถือเป็นวันสำคัญของอินเดียในการก้าวสู่การพึ่งพาตนเองและการพัฒนาที่ยั่งยืน

แม้กระทรวงรถไฟอินเดียจะระบุว่า รถไฟขบวนนี้ได้รับการพัฒนาทั้งหมดในอินเดีย แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงยอมรับว่า ชิ้นส่วนสำคัญบางรายการ เช่น เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน ยังคงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

พร้อมกันนี้ กระทรวงรถไฟยังเปิดใช้งาน สถานีเก็บและเติมเชื้อเพลิงไฮโดรเจน ที่เมืองจินด์ ซึ่งมีความจุประมาณ 3,000 กิโลกรัม โดยระบุว่าเป็นสถานีเติมไฮโดรเจนสำหรับรถไฟที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ เพื่อรองรับการขยายการให้บริการในอนาคต

โครงการนำร่องดังกล่าวใช้งบประมาณราว 12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 440 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าต้นทุนรถไฟระบบทั่วไปอย่างมาก อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เชื่อว่าต้นทุนจะลดลงเมื่อเทคโนโลยีได้รับการพัฒนาและมีการใช้งานในวงกว้าง

การเปิดให้บริการครั้งนี้ทำให้อินเดียเข้าร่วมกลุ่มประเทศที่กำลังทดสอบหรือใช้งาน รถไฟพลังงานไฮโดรเจน ได้แก่ เยอรมนี ญี่ปุ่น จีน และสหรัฐอเมริกา

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา อินเดียได้ลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบราง เพิ่มมาตรฐานความปลอดภัย และขยายศักยภาพการขนส่ง โดยข้อมูลของรัฐบาลระบุว่า เมื่อปีที่ผ่านมา เครือข่ายรถไฟอินเดียให้บริการผู้โดยสารกว่า 7,410 ล้านคน และขนส่งสินค้ารวม 1,670 ล้านตัน

นอกจากนี้ อินเดียยังพัฒนารถไฟ Vande Bharat ซึ่งออกแบบและผลิตภายในประเทศ สามารถทำความเร็วได้สูงสุด 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะเดียวกันยังอยู่ระหว่างก่อสร้าง รถไฟความเร็วสูงสายแรกของประเทศ ด้วยเทคโนโลยีชินคันเซ็นจากญี่ปุ่น ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการช่วงแรกในปี 2027 และรองรับความเร็วสูงสุด 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง.

ที่มา : channelnewsasia

อิหร่านยืนยันโจมตีเรือไทยในช่องแคบฮอร์มุซ หลังระบุฝ่าฝืนคำสั่งกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติ (คลิป)

อิหร่านยืนยันโจมตีเรือไทยในช่องแคบฮอร์มุซ หลังระบุฝ่าฝืนคำสั่งกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติ (คลิป)

18 ก.ค. 2569 08:31 น.

อิหร่านยืนยันโจมตีเรือไทยในช่องแคบฮอร์มุซ หลังระบุฝ่าฝืนคำสั่งกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติ (คลิป)

กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน โจมตีเรือพาณิชย์ของไทยลำหนึ่ง ขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันศุกร์ โดยอ้างว่าเรือลำดังกล่าวเพิกเฉยต่อคำเตือนและพยายามเดินเรือผ่านโดยไม่ได้รับอนุญาต

สำนักข่าวที่ใกล้ชิดกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) รายงานว่า กองทัพเรือของ IRGC ได้โจมตีเรือพาณิชย์ที่ชักธงไทยลำหนึ่ง ขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยอ้างว่าเรือลำดังกล่าวเพิกเฉยต่อคำเตือนและพยายามเดินเรือผ่านโดยไม่ได้รับอนุญาต 

สื่อของ IRGC ยังเผยแพร่วิดีโอที่อ้างว่าเป็นภาพความเสียหายของเรือหลังถูกโจมตี อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นอิสระ ว่าวิดีโอดังกล่าวเป็นของเรือที่ชักธงไทยจริงหรือไม่ และยังไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตบนเรือลำดังกล่าว 

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ทวีความรุนแรงต่อเนื่อง โดยในวันเดียวกัน สหรัฐฯ ยังคงปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายในอิหร่านเป็นคืนที่ 7 ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีเป้าหมายของสหรัฐฯ และพันธมิตรในหลายประเทศ ส่งผลให้ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก เพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง 

ขณะนี้ ยังไม่มีแถลงการณ์จากรัฐบาลไทยหรือกระทรวงการต่างประเทศของไทย เกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว และยังไม่สามารถยืนยันรายละเอียดของเรือ ลูกเรือ หรือความเสียหายได้อย่างเป็นทางการ.

ดูคลิป ที่นี่

ที่มา : iranintl.com

อินเดียเปิดตัว “รถไฟพลังงานไฮโดรเจน” ขบวนแรก เดินหน้าขนส่งสะอาด ลดการปล่อยคาร์บอน

อินเดียเปิดตัว "รถไฟพลังงานไฮโดรเจน" ขบวนแรก เดินหน้าขนส่งสะอาด ลดการปล่อยคาร์บอน

18 ก.ค. 2569 07:15 น.

อินเดียเปิดตัว “รถไฟพลังงานไฮโดรเจน” ขบวนแรก เดินหน้าขนส่งสะอาด ลดการปล่อยคาร์บอน

อินเดียเปิดเดินรถไฟพลังงานไฮโดรเจนขบวนแรกในรัฐหรยาณา นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการผลักดันระบบขนส่งพลังงานสะอาด มุ่งสู่สังคมปลอดการปล่อยก๊าซคาร์บอน

วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อินเดียเปิดให้บริการรถไฟพลังงานไฮโดรเจนขบวนแรกของประเทศอย่างเป็นทางการ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ที่รัฐหรยาณา ทางตอนเหนือของประเทศ เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในภาคการคมนาคม และสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

โดยนายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ได้เข้าร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดใช้รถไฟพลังงานไฮโดรเจน พร้อมระบุว่า โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างบริษัทในสังกัดภาครัฐกับผู้ผลิตรถไฟภาคเอกชน

รายงานระบุว่า รถไฟขบวนนี้ใช้ เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน ผลิตกระแสไฟฟ้าจากปฏิกิริยาระหว่างไฮโดรเจนกับบออกซิเจน ทำให้ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ระหว่างการเดินรถ ถือเป็นเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 2,600 คน ต่อเที่ยว

นอกจากนี้ รัฐบาลอินเดียยังเดินหน้าผลักดันการผลิต กรีนไฮโดรเจน ซึ่งเป็นไฮโดรเจนที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงสะอาดในภาคอุตสาหกรรมและการคมนาคม ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และมุ่งสู่การเป็นสังคมปลอดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในอนาคต.

ทรัมป์โทษแคนาดาต้นตอควันไฟป่า กระทบคุณภาพอากาศสหรัฐฯ ขู่บวกต้นทุนเข้าภาษี

ทรัมป์โทษแคนาดาต้นตอควันไฟป่า กระทบคุณภาพอากาศสหรัฐฯ ขู่บวกต้นทุนเข้าภาษี

18 ก.ค. 2569 07:01 น.

ทรัมป์โทษแคนาดาต้นตอควันไฟป่า กระทบคุณภาพอากาศสหรัฐฯ ขู่บวกต้นทุนเข้าภาษี

โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวหาแคนาดาละเลยการจัดการไฟป่า จนควันพิษปกคลุมหลายพื้นที่ในสหรัฐฯ พร้อมขู่คิดค่าเสียหายจากมลพิษรวมในมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าแคนาดา ก่อนนัดหารือนายกฯ แคนาดา

วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวตำหนิแคนาดาอย่างรุนแรง หลังควันจากไฟป่าที่ลุกลามในหลายพื้นที่ของแคนาดาพัดปกคลุมหลายรัฐของสหรัฐฯ จนต้องประกาศเตือนคุณภาพอากาศ ก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลก 2569 รอบชิงชนะเลิศ ซึ่งจะจัดขึ้นใกล้นครนิวยอร์ก

ทรัมป์โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม ทรูธ โซเชียล ระบุว่า สหรัฐฯ กำลังถูกรุกรานโดยไม่จำเป็น จากอากาศที่สกปรก เป็นพิษ และเป็นอันตรายต่อสุขภาพ พร้อมกล่าวหาแคนาดาว่าไม่สามารถบริหารจัดการป่าไม้และพื้นที่พุ่มไม้ได้อย่างเหมาะสม จนปล่อยให้ไฟป่าลุกลามและส่งผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้าน

ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่า จะโทรศัพท์หารือกับ นายมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา เพื่อเรียกร้องคำชี้แจงเกี่ยวกับสิ่งที่เขาเรียกว่า “ความประมาทโดยเจตนา” พร้อมขู่ว่าความเสียหายจากมลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้นควรถูกนำไปรวมเป็นต้นทุนเพิ่มเติมในมาตรการภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากสินค้านำเข้าของแคนาดา

ขณะเดียวกัน ไฟป่าหลายร้อยจุดในแคนาดายังคงลุกลาม ส่งผลให้กลุ่มควันปกคลุมพื้นที่กว้างของทวีปอเมริกาเหนือ โดยหลายเมืองใหญ่ของสหรัฐฯ เช่น ดีทรอยต์ ชิคาโก กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และนครนิวยอร์ก มีคุณภาพอากาศติดอันดับเลวร้ายที่สุดของโลกในวันเดียวกัน

ด้าน นายดัก ฟอร์ด มุขมนตรีรัฐออนแทรีโอของแคนาดา ตอบโต้เสียงวิจารณ์จากนักการเมืองสหรัฐฯ โดยระบุว่า แทนที่จะเอาแต่บ่น สหรัฐฯ ควรส่งกำลังและทรัพยากรเข้ามาช่วยควบคุมไฟป่า 

ขณะที่ทำเนียบขาวเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่กำลังหารืออย่างไม่เป็นทางการกับสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินผลกระทบของหมอกควันต่อการแข่งขันฟุตบอลโลก 2569 รอบชิงชนะเลิศในวันอาทิตย์นี้ ซึ่งจะจัดขึ้นบริเวณใกล้นครนิวยอร์ก.

อิสราเอลโจมตีกาซาดับ 14 ศพ โดรนถล่มขบวนแห่ศพ เสียชีวิต 8 ราย

อิสราเอลโจมตีกาซาดับ 14 ศพ โดรนถล่มขบวนแห่ศพ เสียชีวิต 8 ราย

18 ก.ค. 2569 06:07 น.

อิสราเอลโจมตีกาซาดับ 14 ศพ โดรนถล่มขบวนแห่ศพ เสียชีวิต 8 ราย

อิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีหลายจุดในฉนวนกาซา คร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์อย่างน้อย 14 ศพ ในจำนวนนี้ 8 รายเสียชีวิตจากโดรนโจมตีขบวนแห่ศพที่ค่ายผู้ลี้ภัยนูเซรัต ขณะที่ฮามาสกล่าวหาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงต่อเนื่อง

วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีหลายพื้นที่ในฉนวนกาซาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตอย่างน้อย 14 ศพ โดยผู้เสียชีวิตมากกว่าครึ่งอยู่ในเหตุโดรนโจมตีขบวนแห่ศพที่ค่ายผู้ลี้ภัยนูเซรัต ทางตอนกลางของฉนวนกาซา

รายงานระบุว่า โดรนอิสราเอลโจมตีบริเวณตลาดอัล-บาลาตา ใกล้มัสยิดอาห์หมัด ยัสซิน ขณะประชาชนกำลังรวมตัวเพื่อร่วมพิธีศพของชาวปาเลสไตน์ที่เสียชีวิตจากการโจมตีของอิหร่านก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน ข้อมูลของสำนักงานป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนในกาซาและโรงพยาบาลอัล-อาวดา ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ศพ และบาดเจ็บอีก 20 ราย

พยานในที่เกิดเหตุระบุว่า ผู้ร่วมพิธีกำลังเดินออกจากมัสยิดเพื่อเริ่มขบวนแห่ศพ ก่อนที่โดรนจะยิงโจมตีใส่กลุ่มผู้ร่วมงานโดยตรง ขณะที่ การโจมตีครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการสู้รบยังคงดำเนินต่อไป แม้อิสราเอลและฮามาสจะอยู่ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงก็ตาม

ด้านกองทัพอิสราเอลยอมรับว่าเป็นผู้ดำเนินการโจมตีเป้าหมายคือกลุ่มติดอาวุธที่เรียกว่า “กลุ่มก่อการร้าย” ในพื้นที่ตอนกลางของฉนวนกาซา พร้อมระบุว่าได้รับทราบรายงานว่ามีพลเรือนที่ไม่เกี่ยวข้องได้รับผลกระทบ และอยู่ระหว่างตรวจสอบผลของปฏิบัติการ

ขณะที่กลุ่มฮามาสออกแถลงการณ์ประณามเหตุโจมตีว่าเป็น “อาชญากรรมอันโหดร้าย” พร้อมกล่าวหาอิสราเอลละเมิดข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซาอย่างเป็นระบบ และเรียกร้องให้ประเทศผู้ไกล่เกลี่ย รวมถึงประชาคมระหว่างประเทศ เร่งดำเนินการยุติการโจมตี

ที่มา Aljazeera

เกิดแผ่นดินไหว 7.3 เขย่าชายฝั่งเม็กซิโก-กัวเตมาลา เตือนสึนามิในรัศมี 300 กม.

เกิดแผ่นดินไหว 7.3 เขย่าชายฝั่งเม็กซิโก-กัวเตมาลา เตือนสึนามิในรัศมี 300 กม.

17 ก.ค. 2569 23:51 น.

เกิดแผ่นดินไหว 7.3 เขย่าชายฝั่งเม็กซิโก-กัวเตมาลา เตือนสึนามิในรัศมี 300 กม.

เกิดแผ่นดินไหว 7.3 นอกชายฝั่งทางตอนใต้ของเม็กซิโก ใกล้พรมแดนกัวเตมาลา แรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ในทั้งสองประเทศ พร้อมประกาศเตือนสึนามิในรัศมี 300 กิโลเมตร ด้านเจ้าหน้าที่เร่งประเมินความเสียหาย

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.3 นอกชายฝั่งรัฐเชียปัส ทางตอนใต้ของเม็กซิโก ใกล้พรมแดนประเทศกัวเตมาลา ส่งผลให้เกิดแรงสั่นสะเทือนรุนแรงในทั้งสองประเทศ และมีการประกาศเตือนภัยสึนามิในพื้นที่ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก

รายงานระบุว่า ศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่บริเวณนอกชายฝั่งเมืองปวยร์โต มาเดโร รัฐเชียปัส ที่ความลึกราว 10 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นแผ่นดินไหวระดับตื้น ทำให้แรงสั่นสะเทือนส่งผลกระทบต่อพื้นผิวอย่างรุนแรงกว่าปกติ โดยมีการเตือนให้เฝ้าระวังคลื่นสึนามิที่อาจเกิดขึ้นภายในรัศมี 300 กิโลเมตร จากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว

หลังเกิดเหตุ ประชาชนในหลายพื้นที่ของเม็กซิโกและกัวเตมาลาต่างอพยพออกจากอาคารเพื่อความปลอดภัย ขณะที่ทางการทั้งสองประเทศได้ประกาศใช้มาตรการฉุกเฉิน พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับอาคาร บ้านเรือน และโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงประเมินว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้หรือไม่

เบื้องต้น สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ ระบุว่า จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่บริเวณนอกชายฝั่งรัฐเชียปัส และยังไม่มีรายงานความเสียหายร้ายแรงหรือผู้เสียชีวิตในทันที ขณะที่เจ้าหน้าที่เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจเกิดอาฟเตอร์ช็อกและความเสี่ยงจากคลื่นสึนามิตามมา.

ที่มา  BBC USGS