แฟนๆ เชียร์สนั่น เสก โลโซ ชวนลุ้น เนเน่ รอยัล ร่วมแจมคอนเสิร์ต 30 ปีโลโซ

แฟนๆ เชียร์สนั่น เสก โลโซ ชวนลุ้น เนเน่ รอยัล ร่วมแจมคอนเสิร์ต 30 ปีโลโซ

แฟนๆ เชียร์สนั่น เสก โลโซ ชวนลุ้น เนเน่ รอยัล ร่วมแจมคอนเสิร์ต 30 ปีโลโซ

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.34 น.

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเยาวชนไทยที่มีความสามารถโดดเด่นและน่าจับตามอง สำหรับ “เนเน่ รอยัล” หรือ แพรว รัตติกานต์ อำลอย สาวน้อยวัยเพียง 16 ปี จากจังหวัดภูเก็ต ที่สร้างความประทับใจด้วยฝีมือการเล่นกีตาร์ จนมีโอกาสเดินทางไปแสดงความสามารถบนเวทีระดับโลกอย่างรายการ “America’s Got Talent” ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

       ก่อนที่การแสดงของเนเน่จะถูกเผยแพร่ผ่านรายการ เจ้าตัวเคยโพสต์คลิปวิดีโอเล่นโซโลกีตาร์เพลง “5 นาที (5 Minutes)” ของศิลปินระดับตำนานอย่าง เสก โลโซ ผ่านทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ Nene Royal ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมจากแฟนเพลงจำนวนมาก จากนั้นคลิปดังกล่าวไปถึงสายตาของ “เสก โลโซ” เจ้าของบทเพลง ก่อนที่เจ้าตัวจะนำคลิปไปแชร์ต่อผ่านเพจ SEK LOSO พร้อมข้อความว่า “ชื่นชมครับ”

และต่อมา เสก โลโซ ก็ได้โพสต์ข้อความอีกว่า “ใครอยากให้เฮียเชิญน้องเนเน่มาแจมในคอนเสิร์ต30ปีโลโซบ้างครับ..?” 

       สำหรับคอนเสิร์ตฉลองครบรอบ 30 ปีโลโซ มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2569 ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน ซึ่งหลังจากข้อความดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป แฟนเพลงจำนวนมากต่างเข้ามาสนับสนุน พร้อมลุ้นว่าจะได้เห็นการร่วมเวทีสุดพิเศษระหว่าง “เสก โลโซ” และ “เนเน่ รอยัล” หรือไม่

ขอบคุณ Facebook : Nene Royal / SEK LOSO

เอ แป้ง ลุยสวนทุเรียน เปิดทุกขั้นตอนกว่าจะเป็น ทุเรียนทอดกรอบ ชิมเมนูเด็ด ขนมครกหน้าทุเรียน

เอ แป้ง ลุยสวนทุเรียน เปิดทุกขั้นตอนกว่าจะเป็น ทุเรียนทอดกรอบ  ชิมเมนูเด็ด ขนมครกหน้าทุเรียน

เอ แป้ง ลุยสวนทุเรียน เปิดทุกขั้นตอนกว่าจะเป็น ทุเรียนทอดกรอบ ชิมเมนูเด็ด ขนมครกหน้าทุเรียน

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.23 น.

“มิตรรักทั่วไทย” ส่ง “เอ-แป้ง” ลุยสวนที่ชุมพร ดูตั้งแต่ต้นทางกว่าจะเป็น “ทุเรียนทอดกรอบ” พร้อมชิม “ขนมครกหน้าทุเรียน” สูตรเฉพาะของทางชุมชน และอาหารพื้นถิ่นอย่าง แกงส้มกุ้งทุเรียน  อาทิตย์นี้ยังอยู่กันต่อที่ จ.ชุมพร   คราวนี้เอาใจสายทุเรียนแบบเต็มอิ่ม เอ-ไชยา มิตรชัย และ แป้ง-ศรันฉัตร์ จะพาแฟนรายการ “มิตรรักทั่วไทย” เดินทางต่อที่ อ.ปะทิว จ.ชุมพร ตามหาของดีประจำถิ่น พร้อมเปิดทุกขั้นตอนการผลิตทุเรียนทอดกรอบ สินค้าขึ้นชื่อของชุมชน สร้างรายได้งามให้คนในพื้นที่

เริ่มต้นเปิดรายการด้วยการสูดอากาศบริสุทธิ์ริมทะเลที่ หาดทุ่งวัวแล่น แหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของอำเภอ ก่อนมุ่งหน้าสู่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ต.ทะเลทรัพย์ ซึ่งมีชาวบ้านร่วมกว่า 50 คน นำโดย พี่อึ่ง จันตนา นามกร ประธานวิสาหกิจชุมชนฯ  พร้อมน้อง ๆ คณะกลองยาวและนางรำแม่ ๆ จากชมรมผู้สูงอายุ มาร่วมต้อนรับพ่อเอ-ลูกแป้งอย่างอบอุ่นและเป็นกันเองงานนี้ชุมชนยังจัดเมนูพิเศษต้อนรับอย่าง ขนมครกหน้าทุเรียน สูตรเฉพาะของชุมชน ที่หาชิมได้ยาก ก่อนที่ เอ-แป้ง จะพาชมสวนทุเรียน เรียนรู้เรื่องการปลูก การคัดเลือกสายพันธุ์ และดูการตัดทุเรียนจากต้น  โดย พ่อเอ ยังได้ลองรับลูกทุเรียนจากคนตัดอย่างสนุกสนาน   จากนั้นไปชมเบื้องหลังการผลิต ทุเรียนทอดกรอบ แบบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การปอกทุเรียน  การสไลซ์เนื้อทุเรียนเป็นชิ้น ไปจนถึงการทอด พร้อมล้วงเคล็ดลับความกรอบอร่อยที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ได้รับความนิยม จนทำให้สองพิธีกรถึงกับตื่นตาตื่นใจกับความพิถีพิถันในทุกกระบวนการหลังจากที่ดูการทำทุเรียนทอดแล้ว ทางชุมชนได้เตรียมเมนูอาหารพื้นถิ่นให้สองพ่อลูกได้กินมีทั้ง แกงส้มกุ้งทุเรียน  ใบเหลียงผัดไข่  ห่อหมกปลาสาก  และปลากุเลาเค็ม ปิดท้าย เอ-แป้ง นำสินค้าชุมชนมาช่วยขาย ทั้ง ทุเรียนทอด กล้วยเล็บมือนางอบน้ำผึ้ง  กล้วยเล็บมือนางเคลือบช็อกโกแลต และผลิตภัณฑ์อีกหลายชนิด พร้อมชวนแฟนรายการร่วมสนับสนุนสินค้าจากวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศที่รายการเคยเดินทางไปเยือน สามารถอุดหนุนสั่งซื้อสินค้าได้ที่เว็บไซต์ shop.bugaboo.tv   ร่วมออกเดินทางสัมผัสเสน่ห์ของชุมชน ชิมเมนูท้องถิ่น และตามหาของดีเมืองชุมพรไปพร้อมกับ เอ-แป้ง ในรายการ “มิตรรักทั่วไทย” วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคมนี้ เวลา 13.00 น. รับชมสดทาง ช่อง 7HD  กด 35  สดออนไลน์ BUGABOO.TV และติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวรายการต่าง ๆ ได้ทางช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 สดออนไลน์ BUGABOO.TV และช่องทางออนไลน์ Ch7HD (Facebook, IG,X, YouTube) และ Ch7HD Entertainment (Facebook, IG) และเว็บไซต์ www.ch7.com  

หนุ่ม แท่ง พาเที่ยววัดหูช้าง จ.นนทบุรี หนุ่ม-แท่ง ย้อนตำนานดัง ปลัดขิกสร้างโบสถ์

หนุ่ม แท่ง พาเที่ยววัดหูช้าง จ.นนทบุรี  หนุ่ม-แท่ง ย้อนตำนานดัง ปลัดขิกสร้างโบสถ์

หนุ่ม แท่ง พาเที่ยววัดหูช้าง จ.นนทบุรี หนุ่ม-แท่ง ย้อนตำนานดัง ปลัดขิกสร้างโบสถ์

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.17 น.

ออกทัวร์กับ “หนุ่ม-แท่ง” พาย้อนตำนานดัง  ปลัดขิกสร้างโบสถ์ หลวงพ่อกี๋ วัดหูช้าง  พร้อมพาลิ้มรสอาหารไทยสไตล์ย้อนยุคที่ร้านดังย่านนนทบุรี บรรยากาศอบอุ่นชวนหวนคืนวันวาน  แฟน ๆ “หนุ่มแท่ง อารามทัวร์” ห้ามพลาดอิ่มบุญ อิ่มอร่อย ครบทุกอรรถรส กับรายการ หนุ่มแท่ง อารามทัวร์   เสาร์นี้ 2 พิธีกรคู่ซี้ หนุ่ม-คงกระพันแสงสุริยะ และ แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง  พาเปิดตำนานความศรัทธาแห่งวัดหูช้าง กับเรื่องเล่าที่เป็นที่กล่าวขานของ หลวงพ่อกี๋ กับตำนาน  ปลัดขิกสร้างโบสถ์

ทริปนี้ หนุ่ม-แท่ง พาผู้ชมย้อนเรื่องราวของหลวงพ่อกี๋ พระเกจิผู้มีชื่อเสียงด้านการสร้างปลัดขิก ซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธาของลูกศิษย์ลูกหาจำนวนมาก จนมีเรื่องเล่าขานว่าวัตถุมงคลของท่านได้รับความนิยมอย่างสูง สามารถนำรายได้มาสร้างอุโบสถหลังใหม่ให้กับวัดได้ แม้ปัจจุบันหลวงพ่อกี๋จะมรณภาพแล้ว แต่ผู้มีจิดศรัทธายังคงเดินทางมาสักการะอย่างต่อเนื่อง พร้อมกราบ หลวงพ่อตี๋ ซึ่งเป็นหลานชายผู้สืบสานวิชาปลัดขิกอันโด่งดังของท่านเอาไว้  การกราบขอพรหลวงพ่อกี๋ นิยมขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล เรื่องสุขภาพโรคภัยไข้เจ็บ การงานการเงิน  และเมื่อสมปรารถนาตามที่ขอจะนำปลาร้าสับ หรือปลาร้าหลนกับผักสด หรือผลไม้มาถวาย นอกจากนี้ทั้งคู่ยังพาเดินชมจุดสำคัญภายในวัด ไม่ว่าจะเป็นมณฑปหลวงพ่อกี๋ อุโบสถ และวิหาร ซึ่งล้วนมีประวัติและความงดงามที่น่าศึกษาหลังอิ่มบุญ ก็ถึงเวลาอิ่มท้องกับร้าน กาลครั้งหนึ่ง นนทบุรี ร้านอาหารไทยสไตล์ย้อนยุค ที่โดดเด่นเรื่องบรรยากาศและรสชาติ ให้ความรู้สึกเหมือนได้กลับไปล้อมวงรับประทานอาหารฝีมือคุณตาคุณยาย เมนูไทยรสชาติดั้งเดิมที่หาทานได้ยาก ทำให้ร้านนี้กลายเป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่มาเยือนนนทบุรีไม่ควรพลาดโดย “หนุ่ม-แท่ง” เผยความประทับใจถึงทริปครั้งนี้ว่า “วันนี้ปลื้มใจและอิ่มบุญจริง ๆ ที่ได้มากราบหลวงพ่อกี๋เกจิชื่อดังอีกหนึ่งท่านของเมื่องนนทบุรี  และได้มาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่วัดหูช้างอีกหลายแห่ง หนุ่มแท่งเชิญชวนนะครับวัดหูช้าง นนทบุรี เป็นอีกหนึ่งวัดที่น่ามาเที่ยวชมจริง ๆ ครับ”ติดตามความประทับใจแบบเต็มอิ่ม ทั้งเรื่องราวของวัดสวย และอาหารรสเด็ด ได้ในรายการ “หนุ่มแท่ง อารามทัวร์” วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคมนี้ เวลา 13.30 น. ทาง ช่อง  7HD กด  35  และติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวรายการต่าง ๆ ได้ทางช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 สดออนไลน์ BUGABOO.TV และช่องทางออนไลน์ Ch7HD (Facebook, IG, X, YouTube) และ Ch7HD Entertainment (Facebook, IG) และเว็บไซต์ www.ch7.com

ตาโตทั้งโซเชียล ผักบุ้ง ศรัณย์พร สลัดลุคเน็ตไอดอล สวยสับสะกดตา คว้าหมุด รอง 1 มิสยูนิเวิร์สสงขลา 2026

ตาโตทั้งโซเชียล ผักบุ้ง ศรัณย์พร สลัดลุคเน็ตไอดอล สวยสับสะกดตา คว้าหมุด รอง 1 มิสยูนิเวิร์สสงขลา 2026

ตาโตทั้งโซเชียล ผักบุ้ง ศรัณย์พร สลัดลุคเน็ตไอดอล สวยสับสะกดตา คว้าหมุด รอง 1 มิสยูนิเวิร์สสงขลา 2026

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.17 น.

กลายเป็นกระแสสุดฮือฮาบนโลกโซเชียล เมื่ออินฟลูเอนเซอร์และดาว TikTok ชื่อดังอย่าง ผักบุ้ง ศรัณย์พร แจ้งประจักษ์ ที่มีผู้ติดตามบนแพลตฟอร์ม TikTok มากถึง 1.9 ล้านคน สลัดคราบเน็ตไอดอลสาวแสนสวยซุกซนลงประกวดนางงามแบบสวยสับราวกับนางพญาท่ามกลางแสงสีเสียงที่สาดส่องลงมาที่ตัวเธอบนเวทีประกวดมิสยูนิเวิร์สสงขลา จนทำเอาแฟนคลับและชาวเน็ตถึงกับตาโต ที่ต้องบอกเลยว่า ผักบุ้ง จัดเต็มทั้งหน้าผมสุดเป๊ะและการแต่งตัวสุดประณีตบนเวทีนางงาม จนลบภาพสาวน้อยสุดน่ารักในโลกโซเชียลไปจนหมดสิ้น กลายเป็นคลิปและภาพไวรัลที่ถูกแชร์ต่อและพูดถึงกันอย่างวงกว้างบนโลกออนไลน์

ซึ่ง ผักบุ้ง ศรัณย์พร แจ้งประจักษ์ สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนคว้ารางวัล รองชนะเลิศอันดับ 1 มิสยูนิเวิร์สสงขลา 2026 มาครอบครองได้สำเร็จ ท่ามกลางเสียงกองเชียร์ของเหล่าแฟนคลับและชาวเน็ตอย่างล้นหลาม

ผักบุ้ง ศรัณย์พร
ผักบุ้ง ศรัณย์พร
ผักบุ้ง ศรัณย์พร
ผักบุ้ง ศรัณย์พร
ผักบุ้ง ศรัณย์พร
ผักบุ้ง ศรัณย์พร
ผักบุ้ง ศรัณย์พร
ผักบุ้ง ศรัณย์พร
ผักบุ้ง ศรัณย์พร
ผักบุ้ง ศรัณย์พร
ผักบุ้ง ศรัณย์พร
ผักบุ้ง ศรัณย์พร
ผักบุ้ง ศรัณย์พร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก อินสตาแกรม phakbungeiei, เฟซบุ๊ก ศรัณย์พร แจ้งประจักษ์

รองปลัด อว. ฉายภาพอนาคตอุดมศึกษาไทย หนุน ม.เกษตรฯ วางยุทธศาสตร์สู่อนาคต ก้าวทันเมกะเทรนด์โลก

รองปลัด อว. ฉายภาพอนาคตอุดมศึกษาไทย หนุน ม.เกษตรฯ วางยุทธศาสตร์สู่อนาคต ก้าวทันเมกะเทรนด์โลก

รองปลัด อว. ฉายภาพอนาคตอุดมศึกษาไทย หนุน ม.เกษตรฯ วางยุทธศาสตร์สู่อนาคต ก้าวทันเมกะเทรนด์โลก

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.49 น.

15 กรกฎาคม 2569 ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “โครงการศึกษาและคาดการณ์อนาคตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2571–2590)” พร้อมบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Megatrends และภูมิทัศน์อุดมศึกษาใหม่ : ผลกระทบที่ส่งผลต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์“ โดยมี ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน กว่า 50 คน เข้าร่วม ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันสถาบันอุดมศึกษาทั่วโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนส่งผลต่อบทบาทและทิศทางของมหาวิทยาลัยในอนาคต การวางแผนพัฒนาจึงต้องอาศัยการมองอนาคตอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมรับความไม่แน่นอน เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาสามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพ สร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ ตลอดจนยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างยั่งยืน

รองปลัดกระทรวง อว. กล่าวต่อว่า กระทรวง อว. ให้ความสำคัญกับการประยุกต์ใช้กระบวนการคาดการณ์อนาคตเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Foresight) เพื่อช่วยให้สถาบันอุดมศึกษามองเห็นโอกาสและความท้าทายในระยะยาว พร้อมออกแบบยุทธศาสตร์ที่มีความยืดหยุ่นและสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผ่านกลไกสำคัญ ได้แก่ การจัดกลุ่มสถาบันอุดมศึกษาตามความเชี่ยวชาญ เพื่อลดความซ้ำซ้อน สร้างความเป็นเลิศเฉพาะด้าน จัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมุ่งพัฒนาการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและตลาดแรงงานแห่งอนาคต ปัจจุบันมีสถาบันอุดมศึกษาเข้าร่วมแล้วกว่า 111 แห่ง แบ่งเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มวิจัยระดับแนวหน้าของโลก (Global and Frontier Research) กลุ่มพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Technology and Innovation) กลุ่มพัฒนาชุมชนท้องถิ่น (Area-based and Community Development) กลุ่มพัฒนาปัญญาและกำลังคนเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Human Resource Development) และกลุ่มพัฒนาทักษะเฉพาะทางสำหรับผู้เรียน (Degree & Non-Degree) ควบคู่กับการขับเคลื่อนหลักสูตร Higher Education Sandbox เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดด้านมาตรฐานหลักสูตร ส่งเสริมการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับสถานประกอบการผู้ใช้บัณฑิตโดยตรง ให้เกิดหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่น ทันสมัย และสามารถผลิตกำลังคนสมรรถนะสูงได้ตรงตามความต้องการของประเทศ

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ กระทรวง อว. ยังได้จัดตั้ง ”กองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา“ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบอุดมศึกษา โดยสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพอาจารย์ การยกระดับหลักสูตร และการพัฒนานักศึกษาให้มีสมรรถนะสูง สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและทิศทางการพัฒนาประเทศ พร้อมส่งเสริมการสร้างงานวิจัย นวัตกรรม และการผลิตกำลังคนเฉพาะทางที่มีคุณภาพ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงในอนาคต

“มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นับเป็นหนึ่งในสถาบันอุดมศึกษาที่ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมสู่อนาคต การดำเนินโครงการครั้งนี้จึงเป็นตัวอย่างของการวางแผนเชิงรุกที่นำแนวคิด Strategic Foresight มาประยุกต์ใช้ในการกำหนดทิศทางการพัฒนามหาวิทยาลัยระยะ 20 ปี โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศและการเปลี่ยนแปลงของโลกในระยะยาว อันจะนำไปสู่การพัฒนามหาวิทยาลัยที่มีความพร้อมในการสร้างกำลังคน งานวิจัย และนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าว

ด้าน ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ กล่าวว่า การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและพัฒนาภาพฉากทัศน์อนาคต (Scenarios) ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในระยะ 20 ปีข้างหน้า ให้ครอบคลุมบริบทการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับโลก ระดับประเทศ และบริบทเฉพาะของมหาวิทยาลัย เพื่อนำข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ที่ได้ไปใช้ประกอบการจัดทำแผนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2571–2590)

รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวต่อว่า การดำเนินงานจัดขึ้นในรูปแบบการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น วิเคราะห์ปัจจัยแห่งการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาภาพอนาคตของมหาวิทยาลัย เพื่อวางรากฐานเชิงยุทธศาสตร์ที่เข้มแข็ง เสริมสร้างความยืดหยุ่น และเตรียมความพร้อมให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงและสร้างคุณค่าแก่ประเทศและสังคมโลกในอนาคต

สำหรับการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ ประกอบด้วยกิจกรรมวิเคราะห์ปัจจัยขับเคลื่อน (Drivers of Change) การระดมสมองเพื่อค้นหาปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อมหาวิทยาลัยในอีก 20 ปีข้างหน้า การสร้างภาพอนาคต (Scenario Building) การพัฒนาฉากทัศน์ทางเลือก (Alternative Scenarios) และการกำหนดภาพอนาคตที่พึงประสงค์ (Preferred Scenarios) เพื่อใช้เป็นกรอบกำหนดทิศทางการพัฒนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในระยะยาว

ไทยพีบีเอสจับมือทีมไทบ้าน เปิด ‘Documentary Masterclass’ ปั้นนักสร้างสารคดีไทยสู่เวทีสากล

ไทยพีบีเอสจับมือทีมไทบ้าน เปิด 'Documentary Masterclass' ปั้นนักสร้างสารคดีไทยสู่เวทีสากล

ไทยพีบีเอสจับมือทีมไทบ้าน เปิด ‘Documentary Masterclass’ ปั้นนักสร้างสารคดีไทยสู่เวทีสากล

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.32 น.

ไทยพีบีเอสจับมือทีมไทบ้าน เปิด “Documentary Masterclass” ปั้นนักสร้างสารคดีไทยสู่เวทีสากล

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาสื่อสาธารณะ ร่วมกับทีมไทบ้าน เปิดตัวหลักสูตร “Documentary Masterclass” หลักสูตรการผลิตภาพยนตร์สารคดีเพื่อยกระดับสู่สากล ภายใต้ธีม “More แดนอีสาน” มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีไทยให้สามารถต่อยอดจากแนวคิดสร้างสรรค์สู่ผลงานคุณภาพที่พร้อมแข่งขันในระดับนานาชาติ พร้อมเปิดพื้นที่ให้เรื่องราวจากภาคอีสานได้รับการถ่ายทอดในมิติใหม่สู่สายตาผู้ชมทั่วโลก

นางสาวเสาวณีย์ ฉัตรแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาสื่อสาธารณะ ไทยพีบีเอส กล่าวว่า หลักสูตรดังกล่าวนับเป็นความร่วมมือครั้งแรกระหว่างไทยพีบีเอสกับทีมไทบ้าน ภายใต้การสนับสนุนของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ก่อนเปิดหลักสูตร ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมประชุมและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันออกแบบเนื้อหาและกระบวนการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์การผลิตสารคดีในบริบทปัจจุบัน โดยมุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการผลิตภาพยนตร์และการเล่าเรื่องจากทีมผู้สร้างที่ประสบความสำเร็จและมีผลงานเผยแพร่บนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งระดับนานาชาติ เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตสารคดีรุ่นใหม่ ภายใต้แนวคิด More แดนอีสาน หลักสูตรมุ่งชวนผู้เข้าร่วมค้นพบว่า อีสานมีมากกว่าที่เคยรู้และเคยเห็น ผ่านการเรียนรู้กระบวนการสร้างสารคดีอย่างมืออาชีพ ตั้งแต่การพัฒนาแนวคิด การกำหนดประเด็น การค้นคว้าข้อมูล การวางแผนการผลิต การจัดหาแหล่งทุน ไปจนถึงเทคนิคการนำเสนอผลงาน (Pitching) เพื่อสร้างสรรค์สารคดีที่สะท้อนคุณค่าทางวัฒนธรรมอีสานในมุมมองร่วมสมัย และสามารถก้าวสู่เวทีระดับสากลได้

ตลอดหลักสูตร ผู้เข้าอบรมจะได้รับคำแนะนำอย่างใกล้ชิดจากผู้เชี่ยวชาญด้านสารคดีและภาพยนตร์ทั้งจากไทยพีบีเอส ทีมไทบ้าน และผู้ทรงคุณวุฒิในวงการ อาทิ นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท., นายสมชัย พุทธจันทรา รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านเนื้อหา, นายคริษ อรรคราช ผู้อำนวยการสำนักสร้างสรรค์เนื้อหา ไทยพีบีเอส, นายภาณุ อารีย์ ผู้อำนวยการฝ่ายคอนเทนต์ M Studio, นายสักก์สีห์ พลสันติกุลผู้อำนวยการสำนักภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน), นายสิทธานต์ ฉลองธรรม นักผลิตรายการสารคดี รวมถึงทีมไทบ้าน ได้แก่ นายศุภณัฐ นามวงศ์ โปรดิวเซอร์และผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ สัปเหร่อ และจักรวาลไทบ้าน, นายสุรศักดิ์ ป้องศร โปรดิวเซอร์และผู้กำกับภาพยนตร์ ไทบ้าน เดอะ ซีรีส์, นายบุญโชค ศรีคำ ผู้กำกับ Music Video และนักแสดง เซียนหรั่ง เดอะมูฟวี่, นายอัจฉริยะ ศรีทา อาจารย์ประจำสาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ และนักแสดงภาพยนตร์ สัปเหร่อ และนายฤทธิชัย ชีโพธิ์ ผู้บันทึกเสียง (Sound on Set) เจ้าของผลงาน อาทิ สัปเหร่อ และ Analog Squad

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมอบรมยังมีโอกาสพัฒนาผลงานสารคดีของตนเองสู่การผลิตจริง โดยผลงานที่โดดเด่นจะได้รับการคัดเลือกให้นำไปผลิตและออกอากาศผ่านไทยพีบีเอส พร้อมได้รับค่าตอบแทน จำนวน 10,000 บาทต่อเรื่อง รวมถึงมีโอกาสร่วมทีมผลิตภาพยนตร์สารคดีอีสานกับไทยพีบีเอสในอนาคต

หลักสูตรเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 30 คน โดย ไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดโครงการ ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดหลักสูตรได้ที่เว็บไซต์ https://www.thaipbs.or.th/org/activities/58025/ และเฟซบุ๊ก Thai PBS Academy

นิทรรศการศึกษาต่อ ณ สาธารณรัฐเกาหลี ในประเทศไทย

นิทรรศการศึกษาต่อ ณ สาธารณรัฐเกาหลี ในประเทศไทย

นิทรรศการศึกษาต่อ ณ สาธารณรัฐเกาหลี ในประเทศไทย

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.52 น.

นิทรรศการศึกษาต่อ ณ สาธารณรัฐเกาหลี ในประเทศไทย ประจำปี 2569 จัดขึ้นอย่างประสบความสำเร็จ–เปิดมิติใหม่ของการแลกเปลี่ยนบุคลากร ไทย–เกาหลี จากการศึกษาต่อสู่การทำงาน และการตั้งถิ่นฐานในประเทศเกาหลี

สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ศูนย์การศึกษาเกาหลี ประจำประเทศไทย และสถาบันการศึกษานานาชาติแห่งชาติ (NIIED) ได้ร่วมกันจัดงาน “นิทรรศการศึกษาต่อ ณ สาธารณรัฐเกาหลี ในประเทศไทย ประจำปี 2569” ระหว่างวันที่ 11–12 กรกฎาคม 2569 ณ โรงแรมแลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ โดยประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง

ภายในงานมีมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐและบริษัทจากประเทศเกาหลีเข้าร่วมงาน รวมทั้งสิ้น 50 แห่ง เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาต่อในประเทศเกาหลี พร้อมทั้งสนับสนุนการวางแผนศึกษาต่อและเส้นทางอาชีพของนักเรียนไทย โดยมีนักเรียน ผู้ปกครอง และครูเข้าร่วมงานประมาณ 1,450 คน

ในปีนี้ มีมหาวิทยาลัยและหน่วยงานเข้าร่วมมากกว่าปีก่อน ส่งผลให้รูปแบบและกิจกรรมของงานมีความหลากหลายยิ่งขึ้น นอกจากการให้คำปรึกษาด้านการสมัครเข้าศึกษาและทุนการศึกษาแล้ว ยังมีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานในบริษัทและหน่วยงานภาครัฐของเกาหลี นโยบายสนับสนุนนักศึกษาต่างชาติ และการใช้ชีวิตในประเทศเกาหลี เพื่อนำเสนอรูปแบบใหม่ของการศึกษาต่อที่เชื่อมโยง “การศึกษาต่อ–การทำงาน–การตั้งถิ่นฐาน”

โดยเฉพาะ โซนพิเศษจังหวัดปูซาน (Busan Special Zone) ซึ่งดำเนินงานร่วมกันโดยมหาวิทยาลัยและหน่วยงานในเมืองปูซาน ได้แนะนำข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาต่อ การฝึกงาน การจ้างงาน และการตั้งถิ่นฐาน เพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมสามารถวางแผนเส้นทางอาชีพและอนาคตหลังศึกษาต่อในประเทศเกาหลีได้

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีทอล์กคอนเสิร์ต ที่เชิญตัวแทนจากบริษัทและหน่วยงานเกาหลีในประเทศไทย รวมถึงรุ่นพี่ชาวไทยที่กำลังศึกษาต่อในประเทศเกาหลี มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์จริงเกี่ยวกับการเรียน การทำงาน การเตรียมตัว และการใช้ชีวิตในเกาหลี ซึ่งได้รับความสนใจและเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้เข้าร่วมงาน

อีกทั้งยังได้มีการจัดการประชุมหารือแลกเปลี่ยนระหว่างมหาวิทยาลัยเกาหลีกับโรงเรียนมัธยมศึกษาไทย และระหว่างมหาวิทยาลัยเกาหลีกับมหาวิทยาลัยไทยเป็นครั้งแรก โดยสถาบันที่เข้าร่วมได้หารือแนวทางการขยายความร่วมมือระหว่างประเทศ เช่น การแลกเปลี่ยนนักศึกษา การจัดการศึกษาร่วม การแข่งขัน และความร่วมมือด้านการวิจัย เพื่อวางรากฐานความร่วมมืออย่างต่อเนื่องในอนาคต

ภายในงานยังมีกิจกรรมหลากหลายควบคู่กับบูธให้คำปรึกษา อาทิ การสวมชุดฮันบก การละเล่นพื้นบ้านเกาหลี การทำของที่ระลึกสไตล์เกาหลี การชิมอาหารเกาหลี (K-Food) รวมถึงการแสดง K-Pop จากนักเรียนโรงเรียนเครือข่ายการสอนภาษาเกาหลี ทำให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสทั้งการศึกษาและวัฒนธรรมเกาหลีอย่างใกล้ชิด

นาย ปาร์ค ยงมิน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “หวังเป็นอย่างยิ่งว่านักเรียนไทยที่มีศักยภาพจะได้เรียนรู้และเติบโตในประเทศเกาหลี และก้าวสู่การเป็นบุคลากรแห่งอนาคตที่เชื่อมโยงทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน สถานเอกอัครราชทูตฯ จะเดินหน้าสนับสนุนการศึกษาต่อในเกาหลีและขยายความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างไทย–เกาหลีอย่างต่อเนื่อง”

ด้าน นายปาร์ค ซ็องฮา ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาเกาหลี ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “นิทรรศการศึกษาต่อฯ ในปีนี้มีความหมายมากกว่าการให้คำปรึกษาด้านการศึกษาต่อ เพราะเป็นการนำเสนอแนวทางใหม่ที่เชื่อมโยงการศึกษาต่อกับการทำงานและการตั้งถิ่นฐาน พร้อมทั้งจะขยายความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนไทยได้สานฝันการศึกษาต่อในประเทศเกาหลีได้มากยิ่งขึ้น”-002

จุฬาราชมนตรี ถวายความอาลัย หน้าพระโกศพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

จุฬาราชมนตรี ถวายความอาลัย หน้าพระโกศพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

จุฬาราชมนตรี ถวายความอาลัย หน้าพระโกศพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.01 น.

14 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.00 น. นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี พร้อมด้วยคณะ เข้าถวายความอาลัย หน้าพระโกศพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวชิรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง

นักดาราศาสตร์ตรวจพบ “น้ำตาลธรรมชาติ” ในราสเบอร์รี” บนกลุ่มฝุ่นในทางช้างเผือก

นักดาราศาสตร์ตรวจพบ "น้ำตาลธรรมชาติ" ในราสเบอร์รี" บนกลุ่มฝุ่นในทางช้างเผือก

14 ก.ค. 2569 14:47 น.

นักดาราศาสตร์ตรวจพบ “น้ำตาลธรรมชาติ” ในราสเบอร์รี” บนกลุ่มฝุ่นในทางช้างเผือก

นักดาราศาสตร์ประสบความสำเร็จ หลังใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุตรวจพบ “เอริทรูโลส” (Erythrulose) ซึ่งเป็นน้ำตาลธรรมชาติชนิดเดียวกับที่พบในผลราสเบอร์รีและโลชั่นผิวแทน ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางกลุ่มเมฆฝุ่นและก๊าซใกล้ใจกลางทางช้างเผือก ที่อาจช่วยสนับสนุนสมมติฐานว่า “วัตถุดิบของชีวิต” อาจก่อตัวขึ้นในอวกาศ ก่อนถูกนำมายังโลกผ่านดาวหางและอุกกาบาต

วารสารวิชาการ Nature Astronomy ได้ตีพิมพ์ผลงานการค้นพบครั้งสำคัญของคณะนักวิจัย นำโดย ดร. อิซาสกุน ฆิเมเนซ-เซร์รา นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากศูนย์ชีวดาราศาสตร์แห่งสเปน ซึ่งระบุว่า ทีมงานได้ใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุรูปจานสองตัวในสเปน ส่องสำรวจกลุ่มเมฆฝุ่นและก๊าซขนาดมหึมาที่มีชื่อว่า “G+0.693-0.027” ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก

จากการวิเคราะห์สัญญาณคลื่นวิทยุที่สะท้อนกลับมาเปรียบเทียบกับแบบจำลองในห้องปฏิบัติการ ทีมงานได้ตรวจพบโมเลกุลในสถานะก๊าซของ “เอริทรูโลส” (Erythrulose) ซึ่งเป็นน้ำตาลคาร์บอน 4 อะตอม ที่มีความซับซ้อนอย่างมาก โดยน้ำตาลชนิดนี้ในโลกมนุษย์เป็นสารธรรมชาติที่พบได้ในผลราสเบอร์รีสีแดง และมักถูกนำไปใช้เป็นส่วนผสมในโลชั่นทาผิวแทนเพื่อทำปฏิกิริยากับกรดอะมิโนในเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้กลายเป็นสีน้ำตาล

การค้นพบครั้งนี้สร้างความประหลาดใจให้แก่ทีมวิจัยอย่างมาก เนื่องจากอุณหภูมิในกลุ่มเมฆอวกาศดังกล่าวมีอุณหภูมิติดลบ 250 องศาเซลเซียส แต่โมเลกุลอินทรีย์สองชนิดที่มีอยู่หนาแน่นในอวกาศอย่าง ไกลโคลาลดีไฮด์ (Glycolaldehyde) และ เอทิลีนไกลคอล (Ethylene glycol) กลับสามารถรวมตัวกันบนพื้นผิวของเม็ดฝุ่นอวกาศขนาดเล็กจนเกิดเป็นน้ำตาลชนิดนี้ขึ้นมาได้

ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์มักประสบปัญหาในการอธิบายว่า น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวเหล่านี้มีปริมาณมหาศาลบนโลกได้อย่างไร เนื่องจากผลการศึกษาในห้องแล็บชี้ว่า สภาพแวดล้อมของโลกในยุคแรกเริ่มไม่เอื้อต่อการสร้างน้ำตาลเหล่านี้ได้ง่ายนัก

แต่การค้นพบน้ำตาลเอริทรูโลสในสสารระหว่างดาว ซึ่งเป็นบริเวณเดียวกับที่ยานโวเยเจอร์ (Voyager) ของนาซากำลังเดินทางผ่าน ได้ช่วยสนับสนุนสมมติฐานสำคัญที่ว่า ส่วนประกอบพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตอาจจะไม่ได้ก่อตัวขึ้นบนโลก แต่ถูกส่งมาจากห้วงอวกาศลึก

ดร. ฆิเมเนซ-เซร์รา อธิบายว่า ในช่วงประวัติศาสตร์โลกยุคที่ถูกระดมชนอย่างหนักหน่วงด้วยอุกกาบาตและดาวหาง น่าจะมี “ฝนน้ำตาลและสารอินทรีย์” ตกลงมาสู่โลกนับล้านตัน สารเหล่านี้ได้ผสมโรงกลายเป็น “ซุปพรีไบโอติก” (Prebiotic soup) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นที่เอื้อให้โมเลกุลชีวภาพชนิดแรก ๆ สังเคราะห์ตัวเองขึ้นมาได้ โดยน้ำตาลเหล่านี้สามารถเปลี่ยนรูปไปเป็น ไรโบนิวคลีโอไทด์ (Ribonucleotides) ซึ่งเป็นบล็อกสิ่งก่อสร้างของ RNA และพัฒนาไปสู่ DNA ที่เป็นรหัสพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตในเวลาต่อมา

ศาสตราจารย์เอริกา แฮมเดน นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแอริโซนา ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการวิจัย กล่าวชื่นชมว่า นี่คือตัวอย่างที่บริสุทธิ์และชัดเจนที่สุดของสารอินทรีย์ที่ล่องลอยอยู่ในกาแล็กซีของเรา

ขณะที่ศาสตราจารย์โยชิฮิโระ ฟูรุคาวา จากมหาวิทยาลัยโทโฮคุ ประเทศญี่ปุ่น ผู้ซึ่งเคยค้นพบน้ำตาลจากตัวอย่างฝุ่นดาวเคราะห์น้อยเบนนู (Bennu) ที่เก็บกลับมาโดยยานโอซิริส-เร็กซ์ (OSIRIS-REx) ของนาซา ระบุว่า การค้นพบนี้ยืนยันว่าน้ำตาลที่เดินทางผ่านฝุ่นดาวหางสามารถมาถึงโลกได้จริง แต่อย่างไรก็ตาม กระบวนการที่สิ่งมีชีวิตจะพัฒนาขึ้นมาจากโมเลกุลเหล่านั้นยังคงเป็นปริศนาที่ต้องศึกษาต่อไป

ดร. ฆิเมเนซ-เซร์รา กล่าวทิ้งท้ายว่า “การพบวัตถุดิบสำคัญในจุดนี้ หมายความว่าพวกมันก็น่าจะซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดอื่น ๆ ของกาแล็กซีเช่นกัน สารตั้งต้นที่จำเป็นต่อการกำเนิดสิ่งมีชีวิตอาจกระจายอยู่ทั่วทางช้างเผือก ซึ่งมันได้เปิดความเป็นไปได้ที่ว่า สิ่งมีชีวิตอาจจะสามารถพัฒนาขึ้นในที่แห่งอื่นของจักรวาลได้เช่นเดียวกัน”.

ที่มา Associated Press / Guardian

ศาลสหรัฐฯ สั่งคว่ำข้อตกลง “ทรัมป์-สรรพากร” 1.8 พันล้านดอลลาร์ ปิดทางคุ้มกันการตรวจสอบภาษี

ศาลสหรัฐฯ สั่งคว่ำข้อตกลง "ทรัมป์-สรรพากร" 1.8 พันล้านดอลลาร์ ปิดทางคุ้มกันการตรวจสอบภาษี

14 ก.ค. 2569 13:31 น.

ศาลสหรัฐฯ สั่งคว่ำข้อตกลง “ทรัมป์-สรรพากร” 1.8 พันล้านดอลลาร์ ปิดทางคุ้มกันการตรวจสอบภาษี

ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีคำสั่งเพิกถอนข้อตกลงทางกฎหมายระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับหน่วยงานรัฐบาลกลาง ซึ่งเคยเปิดทางให้ทรัมป์และบุคคลใกล้ชิดได้รับความคุ้มกันจากการตรวจสอบภาษีของกรมสรรพากรสหรัฐฯ และอนุญาตให้ฝ่ายบริหารของเขาจัดตั้งกองทุน “ต่อต้านการใช้รัฐเป็นเครื่องมือทางการเมือง” มูลค่า 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต่อมาได้ยกเลิกไปแล้ว

แคธลีน วิลเลียมส์ ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ มีคำสั่งเพิกถอนข้อตกลงยอมความระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับหน่วยงานของรัฐ ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวเคยคุ้มครองให้ทรัมป์ได้รับข้อยกเว้นจากการถูกตรวจสอบภาษี และอนุญาตให้รัฐบาลจัดตั้งกองทุน “ต่อต้านการใช้รัฐเป็นอาวุธทางเมือง” (Anti-Weaponisation Fund) มูลค่า 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.3 หมื่นล้านบาท) ซึ่งปัจจุบันกองทุนนี้ได้ถูกล้มเลิกไปแล้ว

เดิมที กองทุนดังกล่าวถูกตั้งขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2026 เพื่อชดเชยให้แก่บุคคลที่อ้างว่าตนเองถูกรัฐบาลกลั่นแกล้งอย่างไม่เป็นธรรม โดยเป็นข้อแลกเปลี่ยนกับการที่ทรัมป์ยอมถอนฟ้องส่วนตัวเรียกค่าเสียหาย 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อกรมสรรพากรสหรัฐฯ (IRS)

อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาวิลเลียมส์ระบุในคำวินิจฉัยว่า การฟ้องร้องที่ทรัมป์ บุตรชายทั้งสองคน และองค์กรทรัมป์ (Trump Organization) ร่วมกันยื่นฟ้องในปี 2026 นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากข้อพิพาทที่เป็นธรรมระหว่างสองฝ่ายตรงข้ามกันจริง แต่มันเป็นปฏิบัติการที่ดำเนินการโดยกลุ่มทนายความที่มีความเชื่อมโยงกับทรัมป์ และกลุ่มคนที่อ้างว่าเป็นเป้าหมายของการถูกรัฐบาลกลั่นแกล้ง

“คดีนี้ไม่เคยเกี่ยวข้องกับการที่คู่ความพยายามแสวงหาข้อยุติทางกฎหมายหรือข้อพิพาททางข้อเท็จจริงระหว่างทรัมป์กับกรมสรรพากร ซึ่งทรัมป์ควบคุมอยู่ในฐานะประธานาธิบดี แต่มันคือความพยายามที่จะสร้างความชอบธรรมให้แก่ข้อตกลง เพื่อมอบสิทธิ์คุ้มกันให้แก่บุคคลและองค์กรที่มีความเกี่ยวข้องกับประธานาธิบดี และเป็นการเจียดเงินภาษีของประชาชนอเมริกันหลายพันล้านดอลลาร์ไปเยียวยาความอัดอั้นตันใจที่ไม่ได้ถูกกำหนดไว้ในกฎหมาย” ผู้พิพากษาวิลเลียมส์ ระบุ

ที่มาของคดีนี้เริ่มจากการที่ทรัมป์อ้างว่า รัฐบาลไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ ชาร์ลส์ ลิตเติลจอห์น อดีตคู่สัญญาของกรมสรรพากร นำข้อมูลภาษีส่วนตัวของเขาไปรั่วไหล ซึ่งข้อมูลที่หลุดออกมานั้นได้กลายเป็นฐานข้อมูลสำคัญให้หนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์ ตีพิมพ์รายงานสืบสวนก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2020 โดยเปิดเผยว่า ทรัมป์จ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้รัฐบาลกลางเพียง 750 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 26,000 บาท) ในปีที่เขาชนะเลือกตั้งเมื่อปี 2016 และไม่ได้จ่ายภาษีเลยถึง 10 ปี จากช่วง 15 ปีล่วงหน้านั้น

ผู้พิพากษาวิลเลียมส์ชี้ข้อพิรุธว่า ทรัมป์ไม่ได้ดำเนินการฟ้องร้องเรียกร้องสิทธิ์ใด ๆ เลย จนกระทั่งเขากลับมาดำรงตำแหน่งในทำเนียบขาวอีกครั้ง และได้แต่งตั้งอดีตทนายความส่วนตัวของเขา รวมถึงอดีตทนายความของผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์จากกองทุนดังกล่าว ให้เข้าดำรงตำแหน่งระดับสูงในกระทรวงยุติธรรม 

ผู้พิพากษาระบุว่า “เจ้าหน้าที่เหล่านี้ได้เจรจาในนามของสหรัฐฯ กับกลุ่มทนายความปัจจุบันของทรัมป์ รวมถึงอดีตที่ปรึกษากฎหมายประจำทำเนียบขาวของเขา เพื่อทำข้อตกลงยอมความกันเอง มันเป็นเรื่องที่น่าขบขันสิ้นดีหากจะบอกว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายมีความขัดแย้งต่อสู้กันจริงในคดีนี้” 

คำตัดสินในครั้งนี้ยังสั่งห้ามไม่ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงทรัมป์และบุตรชาย นำข้อตกลงยอมความนี้มาใช้อ้างอิงในกระบวนการยุติธรรมใด ๆ อีกในอนาคต ซึ่งส่งผลให้ผู้พิพากษาระบุ สามารถเดินหน้าตรวจสอบการยื่นภาษีของทรัมป์ย้อนหลังได้ตามปกติ

นอกจากนี้ ศาลยังได้ส่งเรื่องของ นายอเลฮานโดร บริโต หนึ่งในทนายความของทรัมป์ ให้แก่เนติบัณฑิตยสภารัฐฟลอริดาเพื่อพิจารณาลงทัณฑ์ทางวินัย ขณะที่แดเนียล เอปสไตน์ ทนายความอีกคน ถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้าร่วมว่าความในศาลเขตฟลอริดาตอนใต้เป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี

โฆษกทีมกฎหมายของทรัมป์ได้ชี้แจงต่อสำนักข่าวบีบีซี โดยระบุว่าผู้พิพากษาระบุปล่อยปละละเลยให้เจ้าหน้าที่ที่มีแรงจูงใจทางการเมืองนำข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลลับไปรั่วไหลให้แก่สื่อมวลชน และย้ำว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์จะยังคงเดินหน้าเอาผิดผู้ที่ทำร้ายอเมริกาและชาวอเมริกันต่อไป”

ด้าน แบรนดอน เดบอต ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายของศูนย์กฎหมายภาษี แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก กล่าวว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเหมือน “ดีลหวานเจี๊ยบตบตา” ที่มอบข้อยกเว้นอันไม่เคยมีปรากฏมาก่อนให้แก่ทรัมป์ ซึ่งเป็นการทำลายระบบปกป้องการแทรกแซงทางการเมืองของกลไกภาษี

“คำตัดสินของศาลมีความสำคัญมาก แต่ก็ยังไม่เพียงพอ สภาคองเกรสจำเป็นต้องดำเนินการทางกฎหมายเพื่อล้างบางข้อตกลงนี้ทั้งหมด และป้องกันไม่ให้เกิดความพยายามที่ประธานาธิบดีจะหาผลประโยชน์ให้ตัวเองในลักษณะนี้อีกในอนาคต”

สำหรับแผนการจัดตั้งกองทุน 1.8 พันล้านดอลลาร์นั้นได้ถูกล้มเลิกไปตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน หลังจากผู้พิพากษาอีกท่านหนึ่งสั่งระงับเป็นการชั่วคราว เนื่องจากชายสองคนได้ยื่นฟ้องที่รัฐเวอร์จิเนีย โดยระบุว่ากองทุนนี้มีลักษณะเลือกปฏิบัติ เนื่องจากพวกเขาเองก็ตกเป็นเป้าหมายของการล้างแค้นทางการเมืองโดยรัฐบาลทรัมป์เช่นกัน แต่กลับไม่มีสิทธิ์ยื่นขอเงินชดเชยจากกองทุนนี้ ขณะเดียวกัน แผนการจัดตั้งกองทุนดังกล่าวยังถูกวิพากษ์วิจารณ์และสร้างความกังวลให้แก่พรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันบางส่วน เพราะเกรงว่าเงินจำนวนมหาศาลนี้อาจถูกนำไปจ่ายให้แก่กลุ่มผู้ก่อเหตุจลาจลบุกอาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021 รวมถึงผู้ที่ต้องคดีทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย.

ที่มา BBC