ลูกเสือรวมใจปลูกต้นยางนา 1000 ต้น เตรียมผลิตน้ำมันเติมรถไถอีก 20 ปีข้างหน้า

ลูกเสือรวมใจปลูกต้นยางนา 1000 ต้น เตรียมผลิตน้ำมันเติมรถไถอีก 20 ปีข้างหน้า

ลูกเสือรวมใจปลูกต้นยางนา 1000 ต้น เตรียมผลิตน้ำมันเติมรถไถอีก 20 ปีข้างหน้า

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.47 น.

ลูกเสือสำรอง ของมูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย  ลงมือปลูกยางนา 1,000 ต้น ที่หมู่บ้านน้ำทรัพย์ในเขตมรดกโลกแก่งกระจาน เพชรบุรี เพื่อเตรียมผลิตน้ำมันจากต้นไม้ยางนาสำหรับเติมรถไถนา อีก 20 ปีข้างหน้า

การบินไทย จับมือ EM DISTRICT เปิดแคมเปญเชื่อมโลกการเดินทางและไลฟ์สไตล์แบบเอ็กซ์คลูซีฟ

การบินไทย จับมือ EM DISTRICT เปิดแคมเปญเชื่อมโลกการเดินทางและไลฟ์สไตล์แบบเอ็กซ์คลูซีฟ

การบินไทย จับมือ EM DISTRICT เปิดแคมเปญเชื่อมโลกการเดินทางและไลฟ์สไตล์แบบเอ็กซ์คลูซีฟ

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.41 น.

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) นำโดย นายอานุภาพ กิตติกุล หัวหน้าฝ่ายขายเส้นทางยุโรป และ นายพิรุณ สกุลทอง หัวหน้าทีมภูมิภาคนอร์ดิก จับมือ EM DISTRICT นำโดย นางสุธาวดี ศิริธนชัย  กรรมการผู้จัดการสายงานการตลาด เปิดตัวแคมเปญ “EM DISTRICT AURORA VOYAGE – The Nordic Weekend Escape” ที่จะมอบประสบการณ์การเดินทางลัดฟ้าสู่ดินแดนแห่งแสงเหนือ ด้วยรางวัลตั๋วเครื่องบินบนที่นั่งชั้นธุรกิจของสายการบินไทย บินตรงไป-กลับ กรุงเทพ-ออสโล ประเทศนอร์เวย์ สำหรับลูกค้าที่มียอดใช้จ่ายสะสมสูงสุดใน EM DISTRICT จำนวน 2 รางวัล รางวัลละ 2 ที่นั่ง โดยผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมแคมเปญเพื่อรับรางวัลจะต้องมียอดใช้จ่ายขั้นต่ำ 10 ล้านบาทขึ้นไปภายใน 3 ศูนย์การค้าชั้นนำ ได้แก่ EMPORIUM, EMQUARTIER และ EMSPHERE ในระหว่างวันที่ 25 เมษายน 2569 – 31 สิงหาคม 2569 

แคมเปญดังกล่าวสะท้อนกลยุทธ์พันธมิตรของการบินไทยในการสร้างการรับรู้ของผลิตภัณฑ์ รวมถึงแนวคิดการผสานโลกของแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ และการเดินทางเหนือระดับเข้าไว้ด้วยกัน โดยนอกจากเส้นทางบินตรงกรุงเทพฯ – ออสโลของการบินไทยจะนำผู้โดยสารสู่จุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมอย่างประเทศนอร์เวย์แล้ว เส้นทางนี้ยังมีบทบาทสำคัญในฐานะประตูเชื่อมต่อการเดินทางจากเอเชียสู่ภูมิภาคยุโรปเหนือ รองรับการเดินทางต่อไปยังเมืองสำคัญในกลุ่มประเทศนอร์ดิกและสแกนดิเนเวีย ตอกย้ำศักยภาพของเครือข่ายการบินของสายการบินแห่งชาติที่ตอบโจทย์ทั้งกลุ่มนักเดินทางเพื่อการพักผ่อนและการเดินทางเชิงธุรกิจระหว่างภูมิภาคในทุกมิติ 

MOCA BANGKOK จัดนิทรรศการ ICONOSTASIS 8 ศิลปินร่วมตอกย้ำคุณค่างานศิลปกรรม ไม่อาจแทนที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์

MOCA BANGKOK จัดนิทรรศการ ICONOSTASIS   8 ศิลปินร่วมตอกย้ำคุณค่างานศิลปกรรม ไม่อาจแทนที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์

MOCA BANGKOK จัดนิทรรศการ ICONOSTASIS 8 ศิลปินร่วมตอกย้ำคุณค่างานศิลปกรรม ไม่อาจแทนที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.33 น.

MOCA BANGKOK ภูมิใจนำเสนอ ICONOSTASIS: No Masters, No Icons นิทรรศการสำคัญที่รวบรวมศิลปินนานาชาติ 4 คน และศิลปินไทย 4 คน เพื่อนำเสนอคำถามร่วมสมัยในยุคปัญญาประดิษฐ์ว่า เมื่อภาพถูกผลิตได้แทบจะทันทีจากข้อความคำสั่ง งานศิลปกรรมที่อาศัยการฝึกฝนและการลงมือทำจริงยังมีน้ำหนักอย่างไรในสายตาสังคม จัดแสดง ชั้น G โถงเอเทรียม และห้องนิทรรศการชั่วคราว 1, 2 และ 3 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569

MOCA BANGKOK ตอบคำถามนี้ด้วยนิทรรศการ ICONOSTASIS ผลงานของ 4 ศิลปินนานาชาติ  และ 4 ศิลปินไทย  เพื่อยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ความชำนาญที่แท้จริง ไม่อาจถูกแทนที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ได้นิทรรศการใช้ชื่อ ICONOSTASIS มาจากคำว่า Iconostasis ผนังภาพไอคอนในโบสถ์คริสต์ตะวันออก ซึ่งทำหน้าที่กั้นพื้นที่ของผู้ร่วมพิธีออกจากเขตศักดิ์สิทธิ์ เช่นเดียวกับผนังศักดิ์สิทธิ์ที่ยกย่องบุคคลสำคัญทางศาสนาICONOSTASIS จึงเลือกยกย่องศิลปินร่วมสมัยผู้ผ่านการทำงานอย่างต่อเนื่องจนเกิดความชำนาญ และมีอัตลักษณ์ทางทัศนศิลป์ที่ชัดเจน ได้แก่ มู พัน (Mu Pan) ศิลปินไต้หวัน-อเมริกัน อเลสซานโดร ซิโอลเดอร์ (Alessandro Sicioldr) จากอิตาลี สเตฟาน บลองเกต์ (Stéphane Blanquet) จากฝรั่งเศส กี สลับบิงค์ (Guy Slabbinck) จากเบลเยียม รวมถึง กิตติศักดิ์ เทพเกาะ ผดุงศักดิ์ เขียวผ่อง อานนท์ เลิศพูลผล และ สุวัฒน์ บุญธรรม

ภายในนิทรรศการนำเสนอผลงานจิตรกรรมมากกว่า 120 ชิ้นจากคอลเลกชันส่วนตัวในประเทศไทย พร้อมผลงานใหม่ที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษโดย 8 ศิลปิน  จุดเด่นของนิทรรศการคือ ผนังอิโคโนสตาซิส (Iconostasis Wall) ที่จัดทำขึ้นใหม่บริเวณทางเข้า เป็นผลงานร่วมของศิลปินทั้งแปด เหนือผลงานดังกล่าวจะจัดแสดงจิตรกรรมขนาดเล็กจำนวน 56 ชิ้นจากศิลปินรุ่นใหม่ของไทย ซึ่งคัดเลือกผ่านการประกวดระดับประเทศ การจัดวางแบบไล่ระดับขึ้นนี้สื่อถึงการสืบทอดความชำนาญจากรุ่นสู่รุ่น ในฐานะขนบที่ยังคงมีชีวิตอยู่

ศิลปะหลังยุคปัญญาประดิษฐ์

ตลอดสามปีที่ผ่านมา การสร้างภาพด้วยปัญญาประดิษฐ์จากข้อความคำสั่งกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างยิ่ง เพียงพิมพ์คำไม่กี่คำ ภาพ เสียง และแนวคิดจำนวนมากก็ปรากฏขึ้นได้แทบจะทันที เทคโนโลยีเรียนรู้ต่อเนื่อง ซับซ้อนขึ้นจากการใช้งานของผู้คน และค่อยๆ แทรกตัวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างสรรค์ร่วมสมัย ทั้งในฐานะเครื่องมือ และทำให้เราต้องหันกลับมาทบทวนอีกครั้งว่า ความเป็นผู้สร้างสรรค์ในวันนี้หมายถึงอะไร

บางคนมองสิ่งนี้เป็นภัยคุกคาม แต่ เวย์น ทร็อบ (Wayn Traub หรือ Director Jacq) ภัณฑารักษ์ของ ICONOSTASIS กลับมองเห็นโอกาส

“ในช่วงที่เทคโนโลยีภาพถ่ายถือกำเนิดขึ้น การวาดภาพเหมือนจริงย่อมถูกตั้งคำถามอย่างรุนแรง แต่ศิลปินที่แข็งแรงพอเลือกปรับตัว และศิลปะสมัยใหม่จึงเกิดขึ้น” เวย์น ทร็อบ กล่าว เขาเป็นนักประวัติศาสตร์ศิลป์ ภัณฑารักษ์ และศิลปิน ผู้พัฒนาแนวคิดนิทรรศการนี้ร่วมกับนักสะสม อุเทน พัฒนานิพล “สิ่งที่ดูเหมือนวิกฤตในวันนั้นกลับกลายเป็นจุดเปลี่ยน เราเชื่อว่าปัญญาประดิษฐ์จะทำให้เกิดสิ่งเดียวกัน คือทำให้งานที่ผลิตซ้ำตามสูตรค่อย ๆ จมหายไป และทำให้ศิลปินตัวจริงต้องพัฒนาภาษาและวิธีทำงานของตนเองต่อไป”

ศิลปินใน ICONOSTASIS คือผู้ที่อยู่แถวหน้าของความเปลี่ยนผ่านนี้ พวกเขาสั่งสมความชำนาญจากการทำงานจริงมาเป็นเวลานาน จนความชำนาญนั้นค่อย ๆ กลายเป็นภาษาเฉพาะตัว ภาษาแบบที่ไม่ต้องอธิบายมาก แค่เห็นก็รู้ว่าเป็นของใคร เส้นทางนี้ไม่ได้เกิดจากทางลัด หากเกิดจากความกล้าในการยืนอยู่กับงานของตัวเอง การทบทวนตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า และการลองผิดลองถูกอย่างไม่ยอมแพ้ ผลงานจึงยืนยันตัวเองได้ด้วยคุณภาพ และยังคงเติบโตต่อไป

เวย์น ทร็อบ กล่าวเสริมว่า “ท่ามกลางกระแสของงานภาพสำเร็จรูปที่ไร้ตัวตน ซึ่งกำลังจะหลั่งไหลเข้ามา งานศิลปกรรมที่อาศัยฝีมือและมีเอกลักษณ์จะยิ่งมีคุณค่ามากกว่าเดิม นี่คือปรมาจารย์รุ่นใหม่ที่ทำให้คำว่า ‘ฝีมือ’ กลับมามีน้ำหนักอีกครั้ง”

ICONOSTASIS เริ่มจากความคิดที่เรียบง่ายแต่ชัดเจน ความคิดสร้างสรรค์ที่แท้จริงมาจากความชำนาญ และความชำนาญนั้นเกิดจากการฝึกฝนที่ยาวนานบนฐานของขนบ

หัวใจของนิทรรศการคือ Iconostasis wall ผนังผลงานขนาดใหญ่ที่จัดทำขึ้นใหม่บริเวณทางเข้า ผู้ชมจะเดินผ่านผนังนี้เพื่อเข้าสู่พื้นที่จัดแสดงด้านใน เหมือนการเดินผ่าน “ประตู” ที่พาเราเข้าไปเห็นสิ่งที่อยู่ถัดจากการเลียนแบบ ไปสู่สิ่งที่ศิลปินค่อย ๆ สร้างขึ้นเป็นของตัวเอง ขณะเดียวกัน ผลงานของนักศึกษาจำนวน 56 ชิ้นที่จัดวางอยู่ด้านบนคือภาพของความตั้งใจและความต่อเนื่อง คนรุ่นใหม่ที่กำลังฝึกมือ เดินตามรอยของแนวทางที่ส่งต่อกันมา 

 “จากตรงนั้น แนวคิดของนิทรรศการจึงค่อยๆ ชัดขึ้น” เวย์น ทร็อบ กล่าว “เราอยากให้ศิลปินนานาชาติและศิลปินไทยมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อให้ผู้ชมได้เห็นว่า ยังมีศิลปะที่ยืนอยู่ได้ด้วยมือมนุษย์ และด้วยความชำนาญที่ผ่านการทำงานจริง”

เทค ทอยส์ บริษัทคนไทยผู้อยู่เบื้องหลังกระแส ‘คาแรคเตอร์ฟีเวอร์’ ไอเทมลิขสิทธิ์โลก

เทค ทอยส์ บริษัทคนไทยผู้อยู่เบื้องหลังกระแส ‘คาแรคเตอร์ฟีเวอร์’ ไอเทมลิขสิทธิ์โลก

เทค ทอยส์ บริษัทคนไทยผู้อยู่เบื้องหลังกระแส ‘คาแรคเตอร์ฟีเวอร์’ ไอเทมลิขสิทธิ์โลก

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.05 น.

เทค ทอยส์ (TakeToys) บริษัทสัญชาติไทย ผู้อยู่เบื้องหลังกระแส ‘คาแรคเตอร์ฟีเวอร์’ ส่งต่อความสุขผ่านไลฟ์สไตล์ไอเทมลิขสิทธิ์โลก ย้ำภาพลักษณ์ผู้นำตลาดตุ๊กตาและของสะสมคุณภาพในไทย

บริษัท เทค ทอยส์ จำกัด (TakeToys) ตอกย้ำความสำเร็จในฐานะตัวจริงเรื่องลิขสิทธิ์คาแรคเตอร์ระดับโลก เผยกลยุทธ์มัดใจแฟนคลับผ่านสินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตา พวงกุญแจแฟชั่น กระเป๋าใส่เหรียญ และเครื่องประดับผม (Hair Accessories) ชูแบรนด์ Care Bears (แคร์แบร์) และ Monchhichi (มอนชิชิ) เป็นหัวหอกสร้างปรากฏการณ์ความนิยมทั่วประเทศ

อักษร จันทรโรจน์วานิช ผู้บริหาร บริษัท เทค ทอยส์ จำกัด

อักษร จันทรโรจน์วานิช ผู้บริหาร บริษัท เทค ทอยส์ จำกัด กล่าวว่า “เป้าหมายของเทค ทอยส์ คือการทำให้คาแรคเตอร์ที่ทุกคนรัก กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น เราเลยไม่ได้ทำแค่ตุ๊กตา แต่ขยายไปสู่สินค้าไลฟ์สไตล์อย่างพวงกุญแจห้อยกระเป๋า กระเป๋าใส่เหรียญ กิ๊บติดผม และไอเทมต่างๆ ที่ทั้งน่ารัก ใช้งานได้จริง และหยิบมาใช้ได้ในทุกวัน เราเชื่อว่าไอเทมเล็กๆ ที่ตั้งใจออกแบบมาอย่างดี สามารถสร้างความรู้สึกดีๆ และเติมพลังบวกให้คนได้ในชีวิตประจำวัน”    

ทั้งนี้ อีกหนึ่งความภาคภูมิใจสำคัญคือการที่ เทค ทอยส์ เป็นบริษัทของคนไทยที่ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ “ออกแบบและผลิต” (Design & Manufacturer) สินค้าลิขสิทธิ์ด้วยฝีมือคนไทยเองทั้งหมด โดยทีมดีไซน์เนอร์ไทยได้ดึงเอาเอกลักษณ์ของคาแรคเตอร์ระดับโลกมาตีความใหม่ให้เป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัย ตรงใจพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ และมีมาตรฐานการผลิตที่ประณีตระดับสากล ซึ่งนับเป็นการโชว์ศักยภาพของแบรนด์ไทยในการสร้างสรรค์สินค้าที่ได้รับการยอมรับในระดับสัปดาห์และส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ

ปัจจุบัน เทค ทอยส์ ได้รับความไว้วางใจในการบริหารลิขสิทธิ์จากแบรนด์ดังระดับสากลมากมาย อาทิ Care Bears, Monchhichi, Disney, Sesame Street, Peanuts, Esther Bunny และ Teletubbies โดยเน้นมาตรฐานการผลิตที่ประณีต ปลอดภัย และคงเอกลักษณ์ของคาแรคเตอร์ไว้อย่างครบถ้วน เพื่อตอบโจทย์เทรนด์การสะสมของคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบความสดใสและต้องการสินค้าที่สะท้อนความเป็นตัวเอง

ออริจิ้น ร่วมกับ บริทาเนีย จับมือ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ลงนามความร่วมมือยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาพแรงงานหญิงข้ามชาติ

ออริจิ้น ร่วมกับ บริทาเนีย จับมือ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ลงนามความร่วมมือยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาพแรงงานหญิงข้ามชาติ

ออริจิ้น ร่วมกับ บริทาเนีย จับมือ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ลงนามความร่วมมือยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาพแรงงานหญิงข้ามชาติ

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.01 น.

ตอกย้ำความสำคัญของการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมครอบคลุมครบทุกมิติ ออริจิ้น ร่วมกับ บริทาเนีย ผนึกกำลัง มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ปั้นโครงการเสริมสร้างความรับผิดชอบในการจ้างงานและสรรหาแรงงานข้ามชาติ ในประเทศไทย – SAFER Work (Strengthening Accountability For Employing and Recruiting Migrant Workers in Thailand) ขับเคลื่อนความช่วยเหลือ เสริมสร้าง และยกระดับคุณภาพชีวิต สุขภาพกาย-สุขภาพใจ แรงงานข้ามชาติ สตรี และครอบครัวในแคมป์ก่อสร้างให้ดีขึ้น พร้อมเดินหน้ากิจกรรมเวิร์กช้อปกับผู้รับเหมา และแรงงานครอบคลุมไซต์ก่อสร้างโครงการทั่วกรุงเทพฯ-ปริมณฑล พื้นที่เศรษฐกิจ EEC และหัวเมืองหลักอย่าง ภูเก็ต สานต่อพันธกิจ ภายใต้หลักบรรษัทภิบาล มุ่งมั่นเป็นองค์กรที่รับผิดชอบต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง

บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมลงนามความร่วมมือและสนับสนุนในการดำเนินงานด้านแรงงานข้ามชาติภายใต้ชื่อ “โครงการเสริมสร้างความรับผิดชอบในการจ้างงานและสรรหาแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย – SAFER Work (Strengthening Accountability For Employing and Recruiting Migrant Workers in Thailand)” กับ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย (World Vision Foundation of Thailand) นำโดย นายอภิสิทธิ์  สุนทรชูเกียรติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จำกัด พร้อมด้วย นายนาวิน เล็กนาวา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) และ นางรสลิน โกแวร์  ผู้อํานวยการ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ร่วมลงนามความร่วมมือและสนับสนุนการดําเนินงานกิจกรรม ณ อาคารภิรัชทาวเวอร์ แอท ไบเทค

การร่วมลงนามความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงานด้านแรงงานข้ามชาติในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส และผู้ที่เผชิญความยากลำบากในสังคม โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเด็ก ครอบครัว และชุมชน ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ผ่านการสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ การส่งเสริมศักยภาพ และการวางรากฐานอนาคตที่มั่นคงให้แก่เด็กกลุ่มเปราะบางและผู้ด้อยโอกาส

นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังครอบคลุมถึงการสนับสนุนองค์ความรู้แก่บุคคล กลุ่มเป้าหมาย ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ เพื่อร่วมกันรับมือและแก้ไขปัญหาเร่งด่วนทางสังคมที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและผู้ยากไร้ พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ในการขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ การดำเนินงานของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ยึดหลักสิทธิมนุษยชนสากล และอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายของประเทศไทย

การผนึกกำลังระหว่าง ออริจิ้น บริทาเนีย และมูลนิธิศุภนิมิตฯ ในครั้งนี้ ยังสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับประเด็น “ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน” โดยเฉพาะด้านสิทธิแรงงานข้ามชาติ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมก่อสร้างในปัจจุบัน

นายอภิสิทธิ์  สุนทรชูเกียรติ กล่าวว่า บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับผู้รับเหมาภายใต้สังกัด จัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้แก่แรงงานข้ามชาติในไซต์งานก่อสร้าง ครอบคลุมประเด็นด้านสิทธิแรงงาน การป้องกันความรุนแรงต่อสตรี และการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ รวมถึงบริการด้านต่างๆ ที่ควรได้รับ โดยมุ่งให้แรงงานข้ามชาติและครอบครัวมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถเข้าถึงการคุ้มครองอย่างเหมาะสม นอกจากนี้              ยังส่งเสริมการมีส่วนร่วมผ่านกิจกรรมกลุ่ม การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการอภิปรายร่วมกัน ซึ่งปัจจุบัน บริษัทฯ มีไซต์งานก่อสร้างที่อยู่ระหว่างดำเนินงานทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด นายอภิสิทธิ์ กล่าวย้ำ

นายนาวิน เล็กนาวา กล่าวว่า บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกับหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจและพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อผู้มีส่วนได้เสียทั้งในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม (ESG) โดยร่วมมือกับมูลนิธิศุภนิมิตฯ ดำเนิน “โครงการเสริมสร้างความรับผิดชอบในการจ้างงานและสรรหาแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย – SAFER Work” เสริมสร้างสุขภาพและสุขภาวะที่ดีแก่แรงงานในพื้นที่ก่อสร้าง เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาพร้อมให้ความช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะแรงงานหญิงข้ามชาติและครอบครัวที่เข้ามาทำงานและพักอาศัยอยู่ในภาคอุตสาหกรรมการก่อสร้าง

นางรสลิน โกแวร์  ผู้อํานวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เผยถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า  ทางมูลนิธิฯ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อร่วมผลักดันและยกระดับมาตรฐานการจ้างงานที่มีคุณค่าในธุรกิจก่อสร้าง โดยมุ่งสร้างระบบการจ้างงานที่คำนึงถึงความยั่งยืน ควบคู่ไปกับการสร้างสมดุลระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ทั้งในด้านคุณภาพชีวิต ความมั่นคงในการทำงาน และโอกาสในการพัฒนาอย่างเท่าเทียม  อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันยังถือเป็นความท้าทายสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่ต้องใช้ชีวิตและทำงานในประเทศที่ไม่ใช่บ้านเกิด การเข้าถึงสิทธิและการอยู่ร่วมในสังคมจึงเป็นเรื่องสำคัญ

ทั้ง 3 องค์กรเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นสำคัญในการผลักดันให้ภาคอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ตระหนักและให้ความสำคัญกับสิทธิแรงงานข้ามชาติมากยิ่งขึ้น พร้อมร่วมสร้างมาตรฐานการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชน ควบคู่กับการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนในระยะยาว

หยุดทำร้ายผมโดยไม่รู้ตัว! กิฟฟารีนแนะเคล็ดลับกู้ผมเสียสู่ผมสวย

หยุดทำร้ายผมโดยไม่รู้ตัว! กิฟฟารีนแนะเคล็ดลับกู้ผมเสียสู่ผมสวย

หยุดทำร้ายผมโดยไม่รู้ตัว! กิฟฟารีนแนะเคล็ดลับกู้ผมเสียสู่ผมสวย

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.00 น.

“ผมเสีย” ไม่ใช่เรื่องเล็กที่จะถูกปล่อยปละละเลยได้ การทำร้ายเส้นผมในทุกวันส่งผลให้ผมอ่อนแอ และนำไปสู่การเสียบุคลิกภาพ อาจถูกมองได้ว่าเป็นการไม่ดูแลและใส่ใจสุขภาพเส้นผมของตัวเอง หากกำลังเผชิญกับผมแห้ง แตกปลาย ผมลีบแบน ไม่มีน้ำหนัก จัดทรงยาก ปัญหาเหล่านี้สะท้อนให้เห็นได้ถึงสัญญาณเตือนว่า “ผมพัง” ต้องเร่งกู้โดยด่วน

สาเหตุของผมเสีย มีได้หลายปัจจัยจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ทั้งความร้อนจากการใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ไดร์เป่าผม เครื่องหนีบผม หรือเครื่องม้วนผม เป็นประจำ ทำให้โครงสร้างโปรตีนในเส้นผมถูกทำลาย การทำเคมี เช่น ยืด ดัด ย้อม ฟอกสีผม เมื่อต้องเปิดเกล็ดผมเพื่อให้สารเคมีเข้าไปทำปฏิกิริยา ส่งผลให้เส้นผมสูญเสียความชุ่มชื้น แสงแดดและมลภาวะ ฝุ่น ควัน ต่าง ๆ ที่ทำร้ายเส้นผมให้แห้งเสียได้ สระผมด้วยน้ำอุ่น หรือน้ำร้อน ทำให้ผมแห้งและทำลายสมดุลของหนังศีรษะ

การดูแลเส้นผมต้องใช้การบำรุงอย่างสม่ำเสมอและปรับให้เป็นเช็กลิสต์การดูแลผมอย่างเป็นประจำ เพื่อการฟื้นฟูให้มีประสิทธิภาพที่ทำได้ทั้ง ลดใช้ความร้อนและสเปรย์ป้องกันความร้อนก่อนจัดแต่งทรงผม เว้นระยะเวลาในการทำเคมีกับเส้นผม โดยห่างออกไป 6 เดือน เล็มปลายผมที่แตกเป็นประจำ หมักผมสัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง  รวมถึงการบำรุงผมเพื่อปิดตำนานผมแห้งฟู กู้ผมพังให้กลับมาสุขภาพดี ด้วยการใช้ซีรั่มหลังสระผม เพื่อบำรุงอย่างล้ำลึก

 กิฟฟารีน (Giffarine พัฒนาผลิตภัณฑ์ซีรั่มบำรุงเส้นผมอย่าง กิฟฟารีน แอดวานซ์ รีแพร์ แฮร์ ซีรั่ม (Giffarine Advanced Repair Hair Serum) อุดมด้วยสารสกัดจากธรรมชาติเข้มข้น นำเข้าจากต่างประเทศทั้ง Murumuru Butter ช่วยบำรุงผมแห้งเสีย ลดชี้ฟู ,Pro-Vitamin B5 ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้เส้นผม ให้ผมเปล่งประกายเงางาม Hydrolyzed Keratin ฟื้นบำรุงผมแตกปลาย ให้มีน้ำหนักสุขภาพดีขึ้น และ Argan Oil ช่วยให้ผมนุ่มลื่นจัดทรงง่าย

เป็นเนื้อออยล์ที่เบา ซึมเข้าสู่เส้นผมง่าย และไม่ทำให้ผมมันเพิ่มขึ้น ช่วยฟื้นบำรุงผมแห้งเสีย พร้อมปกป้องเส้นผมจากความร้อนและสารเคมี เพิ่มความชุ่มชื้น เงางามให้เส้นผม ผมเรียบลื่น จัดทรงง่าย มีน้ำหนัก สามารถใช้ได้กับทุกสภาพผม รวมถึงผู้ที่มีปัญหาผมชี้ฟู จัดทรงยาก  ผมแห้งเสียหรือแตกปลาย  สัมผัสความร้อนเป็นประจำ  ทำสีผมหรือทำเคมีบ่อย ไม่ใช่เพียงแค่ได้ผมสวยคืนมา แต่ผมกลับมาสุขภาพดีและแข็งแรงขึ้นด้วย

ใช้ง่ายเพียงกดแฮร์ซีรั่ม 2 ปั๊ม ลูบไล้ให้ทั่วเส้นผมที่หมาดหรือแห้ง ใช้ไดร์เป่าผมหรือปล่อยให้ผมแห้งโดยไม่ใช้ความร้อน ก็เป็นการกู้ผมพังให้นุ่มสวย เงางาม เหมือนเพิ่งออกจากซาลอน พร้อมด้วยกลิ่นหอมละมุนติดผมยาวนาน พกพาสะดวกด้วยขวดที่กะทัดรัด  

กุญแจสำคัญของผมสุขภาพดี คือ เริ่มจากการดูแลที่ใส่ใจอย่างถูกต้อง อย่ามองข้ามในเรื่องเล็ก เพราะเลือกป้องกันดีกว่าต้องแก้ไขเพื่อไม่ให้ผมพัง คืนผมให้มีชีวิตชีวา สะบัดผมได้อย่างมั่นใจในทุกวัน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ของขวัญมือเปล่า ขุมทรัพย์ทางปัญญาจากนิทาน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ของขวัญมือเปล่า ขุมทรัพย์ทางปัญญาจากนิทาน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ของขวัญมือเปล่า ขุมทรัพย์ทางปัญญาจากนิทาน

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กาลครั้งหนึ่ง เมื่อราวพันปีที่ผ่านมา  ก่อนที่จะมีการสถาปนากรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของไทย  ได้มีความเจริญรุ่งเรืองในกลุ่มอาหรับ มีนครแบกแดดเป็นศูนย์กลาง  โดยมีกษัตริย์ผู้ครองนครคือ กาหลิบ อัลมาดิ(Al-Mahdi)

วันหนึ่งมีงานเฉลิมฉลองพระโอรสองค์ใหม่  คือ เจ้าชายฮารูน อัล-ราชิด (Harun al-Rashid)  โดยมีบุคคลสำคัญในประเทศและต่างประเทศมาร่วมงาน แล้วทยอยกันมอบของขวัญอันล้ำค่า ทั้งทองคำอัญมณีและม้าศึกฝีเท้าดีจากทะเลทราย                   

แต่ปราชญ์เอบิ มีเฮล (Abi Mihel) เดินเข้ามาในท้องพระโรง ด้วยมือเปล่า เขากราบทูลว่า   มีของขวัญล้ำค่าที่จะมอบให้เจ้าชาย แต่มันไม่ใช่สิ่งของที่จับต้องได้ หากแต่เป็น “นิทาน”

ผู้ร่วมงานพากันหัวร่อ เมื่อได้ยินคำของปราชญ์เอบิ

เอบิกล่าวต่อไปว่า   “เมื่อเจ้าชายโตขึ้นจนฟังนิทานรู้เรื่อง  ข้าพเจ้าจะเข้ามาที่นี่ทุกวันเพื่อเล่านิทานให้เจ้าชายฟัง   นิทานของขวัญนี้มีค่ามากกว่าเรื่องเล่าปกติ เพราะจะเป็นเครื่องบ่มเพาะปัญญาที่ไม่มีวันสึกหรอ ไม่ถูกโจรขโมย และจะเติบโตไปพร้อมกับสติปัญญาของเจ้าชายตราบชั่วชีวิต      

นิทานที่จะเล่ามีทั้งเรื่องจริงและเรื่องเฟ้อฝัน ที่จะสอดแทรกคุณธรรมความดี ที่จะทำให้เจ้าชายน้อยเติบโต   ด้วยความฉลาดรอบรู้  ใช้ปัญญาอย่างเป็นธรรม  รู้ทันเล่ห์เพทุบายของคนร้ายคนพาล  

เมื่อถึงวันที่เจ้าชายได้เป็นกษัตริย์ครองนครแบกแดด   ท่านจะเป็นหัวหน้าชาวอาหรับที่มีความสามารถสูง  ยุติธรรม มีความเมตตากรุณา  ดูแลประชาชนทั่วแดนอารเบียให้มีความสุขสมบูรณ์  

ปราชญ์ เอบิ มีเฮลล์ รักษาคำพูดของท่าน โดยเข้าไปพบเจ้าชายทุกวันตั้งแต่เจ้าชายเริ่มพูดได้  แล้วเล่านิทานจากทั่วโลก  เกี่ยวกับคนฉลาด และคนโง่  คนซื่อสัตย์และคดโกง  คนมั่งมีและยากจน  ความสมหวังและผิดหวัง  ความทุกข์และความสุข  ตลอดจนกลอุบายเล่ห์เหลี่ยมของมนุษย์  จนเจ้าชายมีความรอบรู้ผ่านนิทานหลายร้อยเรื่อง 

ต่อมาช่วงพ.ศ. 1329-1352 เจ้าชาย ฮารูน ราชิดได้รับมอบตำเหน่งกาหลิบ เป็นกษัตริย์ครองนครแบกแดดสืบต่อจากพระบิดา     กษัตริย์ราชิดมีความสามารถสูงและยุติธรรม  ประชาชนมีความสุข ไม่มีคนอดอยากหิวโหย   ชาวอาหรับมีความเจริญก้าวหน้า   มีการส่งทูตไปเมืองจีนสมัยราชวงศ์ถัง   มีการพัฒนานิทานเรื่องอาหรับราตรี 1001 เรื่อง จากนิทานโบราณของอินเดีย กรีซ อียิปต์ จีน ยิว  โดยได้บันดาลใจจากของขวัญมือเปล่าของปราชญ์ เอบิ มีเฮลล์

นิทานนี้สะท้อนให้เห็นว่า ในสายตาของนักปราชญ์โบราณนั้น “นิทาน” ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องราวเพื่อความบันเทิง แต่เป็นเครื่องมือที่มีอานุภาพสูงในการหล่อหลอมจิตใจมนุษย์ โดยมีประโยชน์หลักที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความสนุกสนานดังนี้:

1. การสร้างห้องทดลองเสมือนจริง (The Virtual Laboratory)   สำหรับเจ้าชายที่เติบโตในรั้ววัง นิทานของปราชญ์เอบิ มีเฮล เปรียบเสมือนห้องจำลองสถานการณ์ (Simulation) ให้เจ้าชายได้เรียนรู้เรื่องราวของพ่อค้าที่ถูกโกง นายพลที่ตัดสินใจผิดพลาด หรือกษัตริย์ที่ลุ่มหลงในอำนาจ นิทานช่วยให้ผู้ฟังได้ “ลองผิดลองถูก” ผ่านตัวละคร ทำให้เกิดประสบการณ์ล่วงหน้าโดยไม่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจริง

2. การปลูกฝังคุณธรรมผ่านภาพจำ (Ethical Imagery)  เนื่องจากคำสั่งสอนตรง ๆ มักถูกต่อต้านหรือลืมเลือนได้ง่าย แต่นิทานจะเปลี่ยน “คำสอน” ให้เป็น “ภาพ” เมื่อปราชญ์เล่าเรื่องสุนัขจิ้งจอกกับฝูงแกะ ภาพของความเจ้าเล่ห์และการระแวดระวังจะประทับอยู่ในใจเจ้าชาย เมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้นำ ท่านจะไม่เพียงแค่จำได้ว่าต้อง “ระวังคนพาล” แต่ท่านจะ “มองเห็น” พฤติกรรมเหล่านั้นผ่านภาพจำจากนิทาน

3. สะพานเชื่อมความเห็นอกเห็นใจ (The Bridge of Empathy)   หัวใจของการปกครองคือความเข้าใจราษฎร นิทานช่วยให้เจ้าชายฮารูน  ก้าวข้ามกำแพงวังออกไปสัมผัสความทุกข์ยากของชาวนา ความหวังของหญิงม่าย หรือความฝันของเด็กกำพร้า     การ “สวมรอย” เป็นตัวละครในนิทานคือการฝึกฝน ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ซึ่งเป็นคุณธรรมสำคัญที่ทำให้ท่านเป็นกษัตริย์ผู้ทรงธรรมในเวลาต่อมา

4. คลังอาวุธทางความคิด (Cognitive Toolset)  นิทานแต่ละเรื่องคือบทเรียนการคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) ปราชญ์เอบิ มีเฮล มักทิ้งปมปัญหาไว้ให้เจ้าชายคิดต่อว่า “ถ้าท่านเป็นตัวละครนั้น ท่านจะแก้ปัญหาอย่างไร?” กระบวนการนี้ช่วยฝึกทักษะการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์และการมองโลกหลายมิติ

เจ้าชายฮารูน อัล-ราชิด ได้เติบโตขึ้นเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้นำพากรุงแบกแดดเข้าสู่ยุคทองแห่งวิทยาการและวรรณกรรม     พิสูจน์ให้เห็นว่า “ของขวัญมือเปล่า” ของปราชญ์เอบิ มีเฮล นั้นทรงพลังเพียงใด เพราะในขณะที่ทองคำอาจถูกใช้หมดไป แต่นิทานและบทเรียนที่ได้รับกลับกลายเป็นเข็มทิศนำทางชีวิตและแผนที่ในการปกครองแผ่นดิน

การกระทำของปราชญ์ เอบิ มีเฮล  เป็นการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10  เรื่อง การสั่งสอนให้ความรู้แก่ผู้อื่น  (ธัมมเทสนามัย)

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “การมอบนิทานให้แก่ใครสักคน คือการมอบ “ปัญญา” ที่จะติดตัวเขาไปตลอดกาล”

เรียบเรียงจากนิทานพื้นบ้านโบราณอายุราว 1,000 ปี ของชาวอาหรับตะวันออกกลาง  เรื่อง The Empty -Handed Gift   

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เหล้ากับยา ไปด้วยกันไม่ได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เหล้ากับยา ไปด้วยกันไม่ได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เหล้ากับยา ไปด้วยกันไม่ได้

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญที่เพิ่งผ่านไป มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าพระโคเสี่ยงทายสร้างสถิติเลือกกินเหล้า 5 ปีติดต่อกัน หลายคนจึงแซวว่า พระโคอาจติดเหล้าหรือเปล่า ซึ่งก็เป็นเรื่องหยอกล้อเพื่อความสนุกกันไป แต่เมื่อพูดถึงเหล้าแล้ว แน่นอนว่าถ้าดื่มมันมากจนเกินไปย่อมสร้างปัญหาสุขภาพอย่างแน่นอน แล้วยังจะก่อปัญหาตีกับยาที่เรากินด้วยไม่มากก็น้อย

สัปดาห์นี้จึงขอพูดถึงปัญหาเกี่ยวกับการใช้ยาในชีวิตประจำวัน ซึ่งคอเหล้าอาจต้องพบเจอ หากยังดื่มเหล้าแล้วกินยาไปพร้อม ๆ กัน หรือในเวลาใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตามปริมาณของเหล้าที่ดื่ม มีความแตกต่างระหว่างผลกระทบต่อยาของ “นักดื่มสายสังคม” กับ “นักดื่มตัวจริง”

สำหรับกลุ่มนักดื่มแบบปาร์ตี้ ดื่มเป็นครั้งคราว อาจเกิดปัญหาแอลกอฮอล์เข้าไปตีกับยาบางชนิด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ การกินยาที่มีฤทธิ์ทำให้ง่วง เช่น ยาแก้แพ้บางชนิด ยกตัวอย่างคือยาคลอเฟนิรามีน หรือยาแก้เมารถ จำพวก ไดเมนไฮดริเนต หรือยาบางชนิดที่ใช้ในผู้ป่วยซึมเศร้า เมื่อดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปด้วย จะเสริมฤทธิ์การกดประสาทส่วนกลางมากขึ้น และอาจเกิดอันตรายได้

แต่ถ้าผู้ป่วยดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับการใช้ยาบางประเภท เช่น ยาฆ่าเชื้อบางชนิด ตัวอย่างคือ  เมโทรนิดาโซล หรือยารักษาโรคเบาหวานบางชนิด จะทำให้มีฤทธิ์เหมือนรับประทานยาเบื่อเหล้า มีอาการหน้าแดง ร้อนวูบวาบไปทั้งตัว หัวใจเต้นเร็ว ปวดศีรษะรุนแรง และอาเจียนอย่างหนัก ซึ่งเป็นผลมาจากสารพิษที่ชื่อว่าอะเซทัลดีไฮด์ค้างอยู่ในร่างกาย

แต่สำหรับนักดื่มที่ดื่มจนติด ดื่มเป็นประจำทุกวัน แถมวันละมาก ๆ ร่างกายจะมีสภาพที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ตับของนักดื่มกลุ่มนี้ต้องทำงานหนักตลอดเวลา จนเกิดความเคยชิน เอนไซม์ในตับจะถูกผลิตออกมาในปริมาณมากกว่าคนปกติ เพื่อรับมือกับแอลกอฮอล์ที่ไหลเข้ามาทุกวัน ผลที่ตามมาคือเมื่อคนกลุ่มนี้กินยารักษาโรคประจำตัวเข้าไป เช่น ยาลดความดันโลหิตกลุ่มอีนาลาพริล หรือยาเบาหวาน เช่น เมทฟอร์มิน จะเกิดปัญหาคือ ตับทำลายยาเหล่าทิ้ง ทำให้ยาไม่มีโอกาสออกฤทธิ์รักษาโรคอย่างที่ควรจะเป็น ส่งผลให้นักดื่มกลุ่มนี้มีปัญหาความดันโลหิตสูงแบบไม่สามารถควบคุมได้ หรือมีค่าน้ำตาลในเลือดที่แกว่งไปมา แท้จริงแล้

สาเหตุไม่ใช่เพราะยาไม่ดี แต่เป็นเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ไปเปลี่ยนกลไกการทำงานของตับ
แต่ที่น่ากลัวมากเป็นพิเศษสำหรับคนจำพวกดื่มหนักเป็นประจำคือ การใช้ยาพาราเซตามอล แม้จะเป็นเพียงการกินยาแก้ปวด หรือลดไข้ตามปกติก็ตาม แต่ในกลุ่มคนทั่วไปนั้น ยาพาราเซตามอลจะถูกตับเปลี่ยนเป็นสารพิษเพียงเล็กน้อย แล้วถูกกำจัดออกได้ทันที แต่สำหรับคนที่ดื่มหนัก เมื่อกินพาราเซตามอลเข้าไป ตับที่ทำงานไวผิดปกติจะเปลี่ยนยาให้กลายเป็นสารพิษในปริมาณมหาศาล จนร่างกายไม่สามารถกำจัดออกได้ ผลลัพธ์คือเซลล์ตับจะถูกทำลายอย่างรวดเร็วและรุนแรง นำไปสู่ภาวะตับอักเสบเฉียบพลันหรือตับวายได้ แม้จะกินยาเพียงไม่กี่เม็ด ซึ่งเป็นอันตรายที่หลายคนมองข้าม เพราะคิดว่าเป็นยาพื้นฐานที่ปลอดภัย

ยิ่งไปกว่านั้น หากนักดื่มกลุ่มนี้มีปัญหาปวดข้อหรือปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังแล้วต้องใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เช่น ไอบูโพรเฟน หรือไดโคลฟีแนค ความเสี่ยงต่อระบบทางเดินอาหารจะพุ่งสูงขึ้นอย่างทวีคูณ เนื่องจากแอลกอฮอล์ได้ทำลายเยื่อบุทางเดินอาหารไปส่วนหนึ่งแล้ว เมื่อยาเข้าไปซ้ำเติมโดยการลดการสร้างเมือกเคลือบกระเพาะอาหาร ผลที่ตามมาคือ เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้รวดเร็ว ประกอบกับสภาพร่างกายของนักดื่มที่มักจะมีปัญหาการแข็งตัวของเลือดร่วมด้วยจากภาวะตับเสื่อม ยาเหล่านี้จึงทำให้เลือดออกในกระเพาะอาหารได้

ฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นนักดื่มสายสังคม หรือสายดื่มหนักที่ใช้ชีวิตคู่กับแก้วเหล้า ร่างกายก็กำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงอย่างมากเมื่อต้องใช้ยาร่วมด้วย โดยอาจเผชิญกับผลข้างเคียงเฉียบพลันที่ทำให้หมดสติ หรือหัวใจล้มเหลว หรือต้องเผชิญกับการสะสมสารพิษที่พร้อมทำให้ตับพังอย่างถาวร

การพูดเน้นถึงเรื่องนี้เพื่อให้ตระหนักถึงชื่อยาที่ใช้ และไม่ละเลยสาเหตุของอาการข้างเคียง เพราะต้องการย้ำว่า ร่างกายมนุษย์นั้นซับซ้อน และละเอียดอ่อนเกินกว่าจะถูกกระหน่ำด้วยแอลกอฮอล์ และยาพร้อมกัน โดยปราศจากผลเสียรายแรง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องให้ข้อมูลตามความเป็นจริงกับบุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับพฤติกรรมการดื่มของคุณ ๆ ด้วย โดยเฉพาะเมื่อต้องรับยา และโปรดอ่านฉลากยาให้ละเอียดว่ามีข้อห้ามอะไรบ้าง เพราะเป็นวิธีเดียวที่จะช่วยรักษาชีวิตของนักดื่มได้

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คุณแหน : 18 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 18 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 18 พฤษภาคม 2569

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • สมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่านฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาเลาะห์ แห่งบรูไนดารุสซาลาม เสด็จไปทรงแสดงความยินดีกับพระราชธิดา พระองค์เล็กสุด เจ้าหญิงอามีราห์ วาร์ดาตุล โบลเกียห์ ที่ทรงสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนานาชาติเจรูดง สำหรับโรงเรียนแห่งนี้นับว่ามีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นสถาบันการศึกษาที่มีนักเรียนจากทั่วโลกเข้าศึกษา และเป็นโรงเรียนที่สมาชิกพระราชวงศ์แห่งบรูไนไว้วางพระทัยเสด็จทรงศึกษา ส่วนคำถามที่ถามว่าเจ้าชายอับดุล มาทีน แห่งบรูไนฯ เจ้าชายผู้ทรงเสน่ห์ทรงเป็นพระญาติฝ่ายใดกับเจ้าหญิง ตอบได้ชัดเจนว่าทรงเป็นพระเชษฐาของเจ้าหญิงอามีราห์
  • ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จทรงร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ครั้งที่ 79 ประเทศฝรั่งเศส เมื่อ 15 พฤษภาคม 2569 ศุภจี สุธรรมพันธ์ุ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม รวมถึง ฐปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เฝ้ารับเสด็จ และในช่วงงาน Thai Night ทูลกระหม่อมทรงประทานเพลงให้ผู้ร่วมงานด้วย โดยมีทั้งเพลงช้าและเร็ว เมื่อเพลงเร็วที่ทรงประทานดังขึ้น ผู้ว่าฯ ททท. ก็ออกไปเปิดฟลอร์ถวาย เพื่อให้แขกร่วมงานคนอื่น ๆ ออกไปบนฟลอร์ร่วมกัน
  • ม.ร.ว. จิยากร อาภากร เสสะเวช ประธานมูลนิธิราชสกุลอาภากร ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพอุปสมบทกำลังพลของกองทัพเรือ เพื่อเฉลิมพระเกียรติ ถวายพระราชกุศล สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 48 พรรษา 3 มิถุนายน 2569 ณ วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร 23 พฤษภาคม
  • ม.ล. ปนัดดา ดิสกุล ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้รับตำแหน่งองคมนตรี โดยมีประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อ 16 พฤษภาคม 2569 ม.ล. ปนัดดา หรือคุณเหลน เป็นบุตรของ ม.ร.ว. สังขดิศ ดิศกุล อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศมาเลเซีย ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และนครรัฐวาติกัน และเป็นพระปนัดดา (เหลน) ใน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
  • น้องเล็กแห่งปาร์คนายเลิศ หรือ ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูล ไปเฉิดฉายเจิดจรัสในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ด้วย คนใกล้ชิดที่ไปด้วย ส่งภาพมาอวดสายตาคนในแวดวงว่าน้องเล็กสวมชุดแดงที่เรียบแต่หรูหราของ YSL เดินบนพรมแดง
  • ศ.(พิเศษ) ดร. กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ลูกหลานคนแปดริ้ว ฝากเชิญชวนแฟนคอลัมน์คุณแหนไปเที่ยวตลาดโอกาสดี คลองเขื่อน ฉะเชิงเทรา เพื่อเลือกหาซื้อสินค้าเกษตรคุณภาพดีสดใหม่ ราคามิตรภาพ ตลาดแห่งนี้เปิดทุกเสาร์-อาทิตย์ เวลา 16.00-20.00 น. เหตุที่ชื่อตลาดโอกาสดี เพราะว่าสร้างโอกาสให้ทั้งเกษตรกรผู้ผลิตสินค้า และผู้ซื้อสินค้าได้พบปะกันโดยตรง
  • เก็บตกจากอนุสรณ์สถาน ถนนราชดำเนิน เนื่องในงานครบรอบ 17 พฤษภาฯ พฤษภาฯ ทมิฬ หรือพฤษภาฯ ประชาธรรม เหตุวิปโยคนี้ผ่านไป 34 ปีแล้ว ให้บทเรียนราคาแพงกับสังคมไทย แต่ทว่าคนไทยบางกลุ่ม โดยเฉพาะนักการเมืองกลับไม่เคยเรียนรู้บทเรียนราคาแพงนี้เลยแม้แต่น้อย แต่ยังมีนักการเมืองบางคนโหนเหตุการณ์เพื่อสร้างกระแส สร้างราคาให้ตัวเองต่อไปอย่างน่าสมเพช 

Victor Lee

คุยกัน 7 วันหน : “อีลอน มัสก์” เสี่ยงพ่ายให้คู่แข่งในศึก AI

คุยกัน 7 วันหน :

คุยกัน 7 วันหน : “อีลอน มัสก์” เสี่ยงพ่ายให้คู่แข่งในศึก AI

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การแข่งขันในตลาดแชตบอต AI กำลังเป็นไปอย่างเข้มข้น แต่ผู้ใช้งาน Grok แชตบอต AI ของ อีลอน มัสก์ กลับลดลงต่อเนื่อง สวนทางกับคู่แข่ง สะท้อนแรงกดดันที่มากขึ้น ขณะเดียวกัน มัสก์ ถูกจับตามองว่าอาจปรับกลยุทธ์ธุรกิจ หลังทำข้อตกลงให้คู่แข่งอย่าง Anthropic ใช้กำลังประมวลผลจากศูนย์ AI ของ xAI แต่ทำให้เกิดคำถามว่า จะส่งผลต่อการไล่ตามคู่แข่งของ Grok ในระยะยาวหรือไม่

ในสมรภูมิการแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) Grok แชตบอตเอไอ ของ อีลอน มัสก์ เจ้าของแพลตฟอร์ม X กำลังเผชิญกับความท้าทาย และอยู่ตามหลังคู่แข่งหลักในตลาด นิตยสารฟอร์บส์ รายงานว่า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ยอดผู้ใช้งาน Grok ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ทั้งบนแอปพลิเคชันมือถือ และเว็บไซต์ แต่คู่แข่งกลับเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

จากการติดตามของ Similarweb พบว่า ในเดือนมกราคม Grok เคยมีจำนวนผู้ใช้งานเฉลี่ยรายวันบนแอปมือถือทั่วโลก สูงเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มแชตบอต เป็นรองเพียง ChatGPT เท่านั้น แต่พอถึงเดือนเมษายน กลับลดลงมาอยู่อันดับ 5 โดยมีคู่แข่งอย่าง Claude , Gemini และ DeepSeek แซงหน้าขึ้นไป เมื่อเทียบระหว่างเดือนมีนาคม และเดือนเมษายน จำนวนผู้ใช้งาน Grok เฉลี่ยรายวันทั่วโลก ลดลงจาก13.9 ล้านคน ในเดือนมีนาคม เหลือ 12.2 ล้านคนในเดือนเมษายน ลดลงไปถึงร้อยละ 12.5  แต่สำหรับคู่แข่งพบว่ามีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงเวลาเดียวกัน โดย Claude มีผู้ใช้งานเฉลี่ยรายวันทั่วโลก เพิ่มจาก 16 ล้านคน ในเดือนมีนาคม เป็น 23 ล้านคนในเดือนเมษายน คิดเป็นเพิ่มขึ้นร้อยละ 44 ส่วน Gemini เพิ่มจาก 12.4 ล้านคน เป็น 14.8 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 19

ฝั่งเว็บไซต์ของ Grok ก็เผชิญกับแนวโน้มเดียวกัน โดยยอดเข้าชมเฉลี่ยรายวันทั่วโลก ลดลงจาก10.5 ล้านครั้ง ในเดือนมีนาคม เหลือ 9.3 ล้านครั้งในเดือนเมษายน ลดลงร้อยละ 11.6 ในทางกลับกัน คู่แข่งรายสำคัญกลับเติบโตต่อเนื่อง โดย Claude มียอดเข้าชมเฉลี่ยรายวันเพิ่มจาก 19.8 ล้านครั้งในเดือนมีนาคม เป็น 27.5 ล้านครั้งในเดือนเมษายน เพิ่มขึ้นร้อยละ 39 Gemini มียอดเข้าชมเฉลี่ยรายวัน เพิ่มจาก 83.7 ล้านครั้ง เป็นกว่า 92 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 10

นอกจากนี้ ข้อมูลในเดือนเมษายนที่ผ่านมา พบว่า ChatGPT ยังคงครองความเป็นผู้นำในตลาดนี้อย่างชัดเจน โดยมีผู้ใช้งานเฉลี่ยรายวันบนแอปมือถือทั่วโลกสูงถึง 244.9 ล้านคน มากกว่า 10 เท่า จากคู่แข่งที่อยู่อันดับ 2 อย่าง Claude ซึ่งมีจำนวนผู้ใช้งานเฉลี่ยรายวันอยู่ที่ 23 ล้านคน และตามมาด้วย Gemini, DeepSeek และ Grok ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม หากเทียบแบบรายปี จำนวนผู้ใช้งาน Grok ยังเป็นตัวเลขเพิ่มขึ้น โดยมียอดเข้าชมเว็บไซต์เฉลี่ยรายวันทั่วโลกเพิ่มขึ้นร้อยละ 42.4 เมื่อเทียบกับปีก่อน และมี ผู้ใช้งานแอปมือถือ เฉลี่ยรายวันทั่วโลกเพิ่มขึ้นร้อยละ 83.5 แต่เป็นการเติบโตที่ช้ากว่าคู่แข่ง อย่าง Claude มียอดเข้าชมเว็บไซต์เพิ่มขึ้นมากกว่า 7 เท่า หรือ 761% เมื่อเทียบเป็นรายปี ส่วนแอปมือถือ เติบโตสูงถึง 1,205% ขณะที่ Gemini มียอดเข้าชมเว็บไซต์เพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่า หรือ 575%และแอปมือถือก็เพิ่มขึ้นมากกว่า 6 เท่า (676%)

หลากหลายปัจจัยทำยอดใช้งานลด

ฟอร์บส ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนว่า เหตุใดจำนวนผู้ใช้งาน Grok จึงลดลง แต่ผู้ใช้บางส่วนบน Reddit ไม่พอใจ หลังฟีเจอร์สร้างภาพและวิดีโอถูกจำกัดไว้สำหรับสมาชิกแบบเสียเงินเท่านั้น ขณะเดียวกัน xAI ซึ่งเป็นผู้พัฒนา Grok ก็ยังเผชิญความปั่นป่วนภายในองค์กร โดยมีรายงานข่าวว่า ผู้บริหารและพนักงานจำนวนมากลาออก ท่ามกลางแรงกดดันจาก อีลอน มัสก์ ที่ต้องการเร่งพัฒนา AI ให้ทันคู่แข่ง

ขณะเดียวกัน  จากการวิเคราะห์โดย Recon Analytics พบว่ามีผู้ใช้งาน AI ในสหรัฐฯ เพียง 0.174% เท่านั้นที่ยอมจ่ายเงินเพื่อใช้งาน Grok เทียบกับ ChatGPT ของ OpenAI ที่มีผู้ยอมจ่ายเงินสูงกว่า 6% Grok ยังมีส่วนแบ่งการใช้งานในองค์กรธุรกิจเพียง 7% เท่านั้น ขณะที่คู่แข่งรายสำคัญกลับเติบโตอย่างมหาศาล โดย Claude พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 48% เพราะเน้นจุดเด่นด้านเครื่องมือช่วยเขียนโค้ด  Gemini ของ Google อยู่ที่ 40% จากความได้เปรียบเรื่องการผูกรวมเข้ากับ Google Workspace ส่วน OpenAI ยังคงนำเป็นอันดับหนึ่งด้วยสัดส่วน 56%

นอกจากนี้ การอัปเดตฟีเจอร์ก่อนหน้านี้ของ Grok เช่น ฟีเจอร์สร้างภาพ Grok Imagine เน้นไปที่การสร้างความบันเทิงที่ล่อแหลมและคอนเทนต์เชิงอนาจาร ซึ่งทำให้เกิดปัญหาภาพปลอม (Deepfakes) และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากหน่วยงานกำกับดูแล กลายเป็นว่า ยอดใช้งานที่พุ่งในช่วงแรกส่วนใหญ่มาจากเทรนด์การสร้างภาพที่ไม่ถูกคัดกรอง แต่พอ xAI เพิ่มกฎระเบียบที่เข้มงวดเพื่อป้องกัน Deepfake ผู้ใช้งานที่เข้ามาเพราะ “ความอยากรู้อยากลอง” ก็หายไปทันที

สมรภูมิ AI ดุเดือด

การที่ OpenAI เปิดตัว ChatGPT ในปี 2022 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคทั่วโลกรู้จัก AI หรือ Generative AI มากขึ้น จากนั้น ก็มีคู่แข่งรายอื่น ๆ ทยอยเปิดตัวตามมา ไม่ว่าจะเป็น Claude ของ Anthropic, Gemini ของ Google ,  Grok ของ xAI รวมถึง DeepSeek บริษัท เอไอ จากจีน และทำให้การแข่งขันในตลาดนี้ ดุเดือดขึ้นทุกปี

แต่ในขณะที่ Grok กำลังตามหลังคู่แข่งที่เติบโตอย่างรวดเร็ว บริษัทแม่ อย่าง SpaceX กลับทำข้อตกลงให้ Anthropic ซึ่งเป็นคู่แข่ง ใช้กำลังประมวลผลจากศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ เอไอ ของ xAI แทนที่จะใช้พัฒนา Grok เพียงอย่างเดียว จึงทำให้เกิดคำถามว่าแชตบอตของ อีลอน มัสก์ จะสามารถไล่ตามคู่แข่งได้หรือไม่ โดยปัจจุบัน ทั้ง Anthropic และ OpenAI ต่างก็เร่งเพิ่มกำลังการประมวลผลให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อตอบสนองกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว 

วอลล์ สตรีท เจอร์นัล รายงานว่า ข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งลงนามกันเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จะทำให้แชตบอต Claude ได้รับกำลังการประมวลผลจำนวนมากในศูนย์ข้อมูลหลักแห่งหนึ่งของมัสก์ นักวิเคราะห์ประเมินว่า อาจสร้างรายได้ให้มัสก์ปีละหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่า SpaceX อาจเดินหน้าเสนอขายหุ้น IPO ภายในปีนี้

ด้าน อาร์นัล ดายารัตน่า รองประธานฝ่ายพัฒนาซอฟต์แวร์ของ IDC ให้ความเห็นว่า ข้อตกลงนี้สะท้อนว่า อีลอน มัสก์ กำลังเริ่มเปลี่ยน Colossus ซึ่งเป็นศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ AI ขนาดใหญ่ของ xAI ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มให้เช่าพลังประมวลผลสำหรับบริษัท AI รายใหญ่ แทนที่จะใช้พัฒนา AI ของตัวเอง ก็คือ Grok เพียงอย่างเดียว แสดงให้เห็นว่า xAI กำลังเปลี่ยนจุดยืนจากการแข่งขันพัฒนาโมเดลที่ฉลาดที่สุด ไปเน้นการสร้างรายได้จากการเป็นโครงสร้างพื้นฐานและให้บริการกำลังการประมวลผล (Compute Infrastructure) ที่มีราคาถูกลงแทน

แต่ กีเยร์โม ราอุช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Vercel มองว่า ยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินตอนนี้ ว่า อีลอน มัสก์ จะพ่ายแพ้ในศึก AI โดยเชื่อว่า การปรับโครงสร้างธุรกิจ AI ล่าสุดของมัสก์นั้น อาจช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับ xAI ได้ ทั้งบอกด้วยว่า เมื่อมัสก์ทุ่มเทความสนใจอย่างจริงจัง เขามักจะสร้างผลงานได้ดี และตอนนี้ก็กำลังเกิดขึ้นกับธุรกิจ AI เช่นกัน

ขณะเดียวกัน ด้านนักพัฒนาก็ไม่ได้ยึดติดกับการใช้โมเดล AI ตัวใดตัวหนึ่ง แต่สามารถที่จะเปลี่ยนไปใช้ AI ตัวอื่นได้อย่างรวดเร็ว หาก Grok เปิดตัวโมเดลใหม่ที่มีประสิทธิภาพดีกว่าเดิม ก็มีโอกาสที่ผู้ใช้งานและวิศวกรจะกลับมาใช้งานอีกครั้ง

สรุปแล้ว Grok ยังไม่ตาย แต่สถานะเจ้าตลาดเริ่มเลือนลางลง เพราะในปี 2026 ผู้ชนะคือ AI ที่ให้ “ประโยชน์ใช้สอย” (Utility) มากกว่าแค่ “บุคลิกภาพ” (Personality)

โดย ดาโน โทนาลี