“แบรนด์ซุปไก่สกัด” มอบ 1 ล้านบาท สนับสนุน “ดีป้า” จุดประกายศักยภาพเยาวชนไทย ภายใต้โครงการ “Coding Thailand 2026: AI-Inspires the Future”

27 สิงหาคม 2569 เวลา 17:38 น.

แบรนด์ซุปไก่สกัด โดย บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าสานต่อการสนับสนุนด้านการศึกษาและการพัฒนาศักยภาพสมองของเยาวชนไทย มอบเงินสนับสนุนจำนวน 1,000,000 บาท ให้กับ “สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า” เป็นปีที่ 3 ภายใต้โครงการ “Coding Thailand 2026: AI-Inspires the Future”
มุ่งส่งเสริมทักษะด้าน Coding, AI และเทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมเปิดพื้นที่ให้เยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์ และต่อยอดสู่นวัตกรรม เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศในอนาคต

 นางสาวจุฑามาศ งามจิตรกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์แบรนด์ซุปไก่สกัด บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำตลาดอาหารเสริมสุขภาพภายใต้ตราผลิตภัณฑ์แบรนด์ (BRAND’S) กล่าวว่า “แบรนด์ซุปไก่สกัดดำเนินธุรกิจภายใต้ค่านิยมองค์กร ‘Giving Back to Society’ หรือ ‘การตอบแทนกลับคืนสู่สังคม’ โดยมุ่งส่งเสริมสุขภาวะและพัฒนาศักยภาพของคนไทยในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตของประเทศ แบรนด์ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับเยาวชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI โดยเชื่อว่าการเสริมสร้างทักษะด้าน Coding และ AI ควบคู่กับการพัฒนาความคิดเชิงวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์ จะเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้เยาวชนสามารถเติบโตและประสบความสำเร็จในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างยั่งยืน

นางสาวจุฑามาศ งามจิตรกุล

ด้วยความมุ่งมั่นดังกล่าว แบรนด์ซุปไก่สกัดมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สานต่อการสนับสนุนสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เป็นปีที่ 3 ผ่านกิจกรรม ‘National Coding & AI Competition’ ภายใต้โครงการ ‘Coding Thailand 2026: AI-Inspires the Future’ โดยมอบเงินสนับสนุนจำนวน 1,000,000 บาท เพื่อเป็นทุนการศึกษาสำหรับเยาวชนรวม 43 รางวัล ได้แก่ รางวัลชนะเลิศระดับภูมิภาค, รางวัลชนะเลิศระดับประเทศ, รางวัล Best of the Best และ Best Idea from BRAND’S เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาทักษะด้าน Coding และ AI ผ่านการเรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริง ต่อยอดสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรม และแสดงศักยภาพบนเวทีระดับประเทศ”

ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) กล่าวว่า “โครงการ ‘Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future’ เป็นการต่อยอดความสำเร็จของโครงการ Coding Thailand ที่ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 โดยมุ่งขยายโอกาสให้เยาวชน ครู และบุคลากรทางการศึกษาได้เข้าถึงและพัฒนาทักษะเทคโนโลยีดิจิทัล ทั้ง Coding, AI, AIoT และ Robotics ควบคู่กับองค์ความรู้ด้านธุรกิจและ Soft Skills เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การสร้างนวัตกรรม การประกอบอาชีพในสายงานดิจิทัล และการตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต อันจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรดิจิทัลและยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ ตลอดจนวางรากฐานการพัฒนากำลังคนดิจิทัลให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ทั้งนี้ ดีป้าขอขอบคุณแบรนด์ซุปไก่สกัด ในฐานะพันธมิตรภาคเอกชนที่ร่วมสนับสนุนโครงการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างโอกาสและส่งเสริมศักยภาพของเยาวชนไทยให้พร้อมเติบโตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศต่อไป”

ดร.ศุภกร สิทธิไชย

สำหรับผลงานที่ได้รับการคัดเลือกจากแบรนด์ซุปไก่สกัดให้เป็นผลงานที่ได้รับรางวัล Best Idea from BRAND’S จำนวน 3 รางวัล รางวัลละ 50,000 บาท ประกอบด้วย ระดับประถมศึกษา ได้แก่ ทีม Sun Kids จากโรงเรียนอนุบาลแสงอรุณ กับผลงาน “Sun Kids Farm” ระดับมัธยมศึกษา ได้แก่ ทีม Dsdekerror โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี กับผลงาน “Care Motion” และระดับอาชีวศึกษา ได้แก่ ทีม Hello World จากวิทยาลัยการอาชีพแม่สะเรียง กับผลงาน “Flash Flood Alert”

Sun Kids เจ้าของผลงาน “Sun Kids Farm”

เด็กชายพิชญภูมิ บุญป้องชีพ โรงเรียนอนุบาลแสงอรุณ ระดับประถมศึกษา ตัวแทนจากทีม Sun Kids เจ้าของผลงาน “Sun Kids Farm” กล่าวว่า “ผลงานของพวกเราต้องการแก้ปัญหาที่เกษตรกรต้องเจอทุกวัน โดยใช้เซ็นเซอร์ตรวจวัดสภาพอากาศ AI วิเคราะห์ความรู้สึกของลูกเป็ด และ IoT ลงมือดูแล เพื่อให้เกษตรกรให้การเลี้ยงดูได้อย่างเหมาะสม ทั้งการให้อาหาร เติมน้ำ และเปิด-ปิดประตูโรงเรือน โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวน ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกไข่และผลผลิต พวกเราดีใจและภูมิใจมากที่ได้รับรางวัล Best Idea from BRAND’S และจะนำประสบการณ์นี้ไปพัฒนาความรู้และต่อยอดไอเดียให้เกิดประโยชน์จริงในอนาคตครับ”

ทีม Dsdekerror เจ้าของผลงาน “Care Motion”

นายปุญญพัฒน์ กูลมนุญ โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี ระดับมัธยมศึกษา ตัวแทนจากทีม Dsdekerror เจ้าของผลงาน
“Care Motion”
 กล่าวว่า “พวกเรารู้สึกภูมิใจเป็นอย่างมากที่ไอเดียของเราได้รับการคัดเลือกจากแบรนด์ โดยเราเริ่มต้นพัฒนาผลงาน ‘Care Motion’ จากปัญหาโรคพาร์กินสันที่มักถูกมองข้าม แต่หากเป็นแล้วจะส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก พวกเราจึงนำ AI และ Coding มาพัฒนาเป็นนวัตกรรมสำหรับคัดกรองความเสี่ยงโรคพาร์กินสันในระยะเริ่มต้น เพื่อช่วยให้สามารถสังเกตและประเมินความเสี่ยงได้อย่างสะดวกมากขึ้น”

นางสาวพัชรพร ถนอมการ วิทยาลัยการอาชีพแม่สะเรียง ระดับอาชีวศึกษา ตัวแทนจากทีม Hello World เจ้าของผลงาน “Flash Flood Alert” กล่าวว่า “พวกเราได้แนวคิดในการพัฒนาผลงาน ‘Flash Flood Alert’ จากปัญหาน้ำป่าไหลหลากซึ่งมักเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและไม่สามารถคาดการณ์สถานการณ์ได้ เราจึงนำ AI มาพัฒนาเป็นระบบแจ้งเตือนน้ำป่าไหลหลากผ่านเสียงตามสายและแอปพลิเคชันแชต เพื่อช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยงและแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างทันท่วงที พวกเราดีใจและภูมิใจมากที่ได้รับรางวัล Best Idea from BRAND’S ซึ่งถือเป็นกำลังใจให้พวกเราอยากเรียนรู้และพัฒนาผลงานต่อไปค่ะ”

สวธ. จัด THAI CULTURE SDGs FORUM & AWARDS 2026 “วัฒนธรรมไทย ขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” พร้อมเชื่อมโยงภาคธุรกิจ เมือง ชุมชน และภาคีการพัฒนา

27 สิงหาคม 2569 เวลา 17:28 น.

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จัดงาน THAI CULTURE SDGs FORUM & AWARDS 2026 “วัฒนธรรมไทย ขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” เปิดมุมมองใหม่ต่อบทบาทของ “วัฒนธรรม” ในฐานะทุนและเครื่องมือสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมสร้างพื้นที่เชื่อมโยงภาคธุรกิจ เมือง ชุมชน และภาคีการพัฒนา เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่าย และค้นหาโอกาสความร่วมมือรูปแบบใหม่ ผ่านการนำเสนอแนวโน้มด้าน Culture-Led Sustainability เวทีเสวนาระหว่างภาคธุรกิจ เมือง และชุมชน รวมถึงพิธีมอบ Thailand Culture for SDGs Recognition Awards 2026 ยกย่อง 5 เมืองต้นแบบที่นำทุนวัฒนธรรมมาขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม

ในการนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม มอบหมายให้ นายสุรพันธ์ เจริญทรัพย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงาน โดยจัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569  ณ อาคาร Festie Town โครงการ Happitat ซึ่งร่วมสนับสนุนพื้นที่จัดงาน ด้วยแนวคิดที่เชื่อในพลังของวัฒนธรรม จินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ ในการเชื่อมโยงผู้คน ต่อยอดประสบการณ์ให้เกิดคุณค่าและความหมาย พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจสู่สังคม

นายสุรพันธ์ เจริญทรัพย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า “วัฒนธรรมไม่ได้มีบทบาทเพียงการอนุรักษ์ สืบสาน หรือต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์เท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเมืองให้มีอัตลักษณ์ สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง ขอแสดงความยินดีกับทุกเมืองที่ได้รับรางวัล และหวังว่ารางวัลครั้งนี้จะเป็นทั้งกำลังใจและแรงบันดาลใจให้เมืองอื่น ๆ ทั่วประเทศ นำอัตลักษณ์และศักยภาพของตนเองมาเป็นพลังในการพัฒนา เพื่อร่วมกันสร้างประเทศไทยที่โดดเด่นและสง่างามบนเวทีโลก”

ภายในงานนำเสนอแนวคิด “วัฒนธรรมคือ JIGSAW ที่หายไปของความยั่งยืน” สะท้อนว่าวัฒนธรรมสามารถเป็นทั้งกลไกขับเคลื่อน (Driver) และตัวเปิดทาง (Enabler) ที่เชื่อมโยงการพัฒนาในหลายมิติ พร้อมกิจกรรม The Future of Culture-Led Sustainability: อนาคตของการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านมิติทางวัฒนธรรม เพื่อนำเสนอมุมมองและโอกาสในการเชื่อมโยง Culture × SDGs × ESG โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่เริ่มจาก “ราก” และ “คน” ในพื้นที่ ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือ เพื่อยกระดับทุนวัฒนธรรมไปสู่การพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานคือเวทีเสวนา “Co-creating Sustainable Futures: How Business, Cities and Communities Can Grow Together Through Culture” ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้บริหารจากภาคธุรกิจชั้นนำ ได้แก่ ดร.เอกชัย ตั้งรัตนาวลี รองประธานกรรมการ สำนักประธานกรรมการ CP Group, นายทวีสุวรรณ ศิริวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท Thoresen Thai Agency และนายจรูญโรจน์ เทพที ประธานบริหารสายงาน-ซีพีพลายเชน Food Passion ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของภาคธุรกิจในการทำงานร่วมกับเมืองและชุมชน พร้อมชวนมองการยกระดับความร่วมมือจากการ “สนับสนุน” ไปสู่ Strategic Partnership ที่นำวัฒนธรรมมาเป็นจุดเชื่อมโยงในการสร้างคุณค่าร่วมระหว่างธุรกิจ เมือง และชุมชน ตลอดจนต่อยอดเป้าหมายด้าน ESG และ Sustainability ให้เกิดผลกระทบเชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรม

พร้อมกันนี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้จัดพิธีมอบรางวัลยกย่องเมืองที่พัฒนาอย่างยั่งยืนด้วยมิติวัฒนธรรม ประจำปี พ.ศ. 2569 Thailand Culture for SDGs Recognition Awards 2026 เพื่อยกย่องเมืองที่สามารถนำทุนและมิติทางวัฒนธรรมมาใช้ในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม โดยเมืองที่ได้รับรางวัลจะได้รับโล่เชิดชูเกียรติ เกียรติบัตร และเงินอุดหนุนเพื่อการพัฒนาเมืองด้วยมิติทางวัฒนธรรม

สำหรับ รางวัลการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยมิติทางวัฒนธรรมแบบองค์รวม (Holistic Sustainable Development) ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลกมลา อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ได้รับเงินอุดหนุน 200,000 บาท ส่วนรางวัลรายมิติอีก 4 รางวัล รางวัลละ 50,000 บาท ได้แก่ เทศบาลตำบลหนองผึ้ง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ด้านสิ่งแวดล้อมและความสามารถในการรับมือ (Environment & Resilience), เทศบาลตำบลเมืองที อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ด้านความมั่งคั่งและความเป็นอยู่ที่ดี (Prosperity & Livelihoods), องค์การบริหารส่วนตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ด้านทักษะองค์ความรู้ (Knowledge & Skills) และเทศบาลตำบลบางปลา อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ด้านการมีส่วนร่วมและไม่แบ่งแยกกีดกัน (Inclusion & Participation)

ทั้ง 5 เมืองสะท้อนให้เห็นว่า “ทุนวัฒนธรรม” สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาเมืองได้ในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม องค์ความรู้ และการมีส่วนร่วมของประชาชน ขณะที่รางวัลครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงปลายทาง แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลไกในการสร้างการยอมรับ เชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญ พันธมิตร และโอกาสความร่วมมือใหม่ ๆ บนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกัน ดังนั้น การจัดงาน THAI CULTURE SDGs FORUM & AWARDS 2026 จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดัน “วัฒนธรรม” จากรากฐานและอัตลักษณ์ของพื้นที่ สู่การเป็น พลังขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่เชื่อมภาครัฐ ภาคธุรกิจ เมือง ชุมชน และภาคีเครือข่ายให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

ไทยประกันชีวิต คว้า 2 รางวัล Insurance Asia Awards 2026

27 สิงหาคม 2569 เวลา 12:49 น.

บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) รับ 2 รางวัลระดับภูมิภาคเอเชียจากเวที Insurance Asia Awards 2026 ตอกย้ำความโดดเด่นในการขับเคลื่อนองค์กรผ่าน 2 มิติสำคัญ ได้แก่ การพัฒนา “คน” ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตขององค์กร และการสร้างสรรค์ “นวัตกรรมการดำเนินธุรกิจ” ที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาผสานกับการดูแลด้วยหัวใจ เพื่อยกระดับประสบการณ์และส่งมอบคุณค่าที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของลูกค้าอย่างแท้จริง โดยไทยประกันชีวิตได้รับรางวัล Employee Engagement Initiative of the Year – Thailand” จากโครงการ “School of Get” และรางวัล Service Innovation of the Year – Thailand” จากการพัฒนาแอปพลิเคชัน ไทยประกันชีวิต (TLI Application) ทั้งนี้ งานมอบรางวัล Insurance Asia Awards 2026 จัดโดยนิตยสาร Insurance Asia สื่อชั้นนำด้านธุรกิจประกันภัยจากประเทศสิงคโปร์ เพื่อยกย่ององค์กรที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นและสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมประกันภัยในภูมิภาคเอเชีย

สำหรับรางวัล Employee Engagement Initiative of the Year – Thailand สะท้อนความสำเร็จของ School of Get” โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรรูปแบบใหม่ภายใต้แนวคิด Lifelong Learning ที่มุ่งเปลี่ยนการเรียนรู้ภายในองค์กรให้เป็น “Feel Good Experience” ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ที่เติมเต็มทั้งความสุขในการทำงานและการใช้ชีวิต โดยโครงการดังกล่าวได้รับการออกแบบให้ครอบคลุมทักษะสำคัญสำหรับโลกยุคใหม่ ควบคู่กับกิจกรรมเสริมการเรียนรู้ที่ช่วยพัฒนาศักยภาพของบุคลากรไทยประกันชีวิตอย่างรอบด้าน เพื่อเสริมความพร้อมในการรับมือและปรับตัวท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ ตลอดจนเปิดโอกาสให้บุคลากรสามารถเติบโตไปพร้อมกับองค์กรอย่างมั่นคง และเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนไทยประกันชีวิตสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

ขณะที่รางวัล Service Innovation of the Year – Thailand ตอกย้ำความมุ่งมั่นของไทยประกันชีวิตในการพัฒนาบริการภายใต้แนวคิด การดูแลลูกค้าด้วยหัวใจ โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนา แอปพลิเคชัน ไทยประกันชีวิต (TLI Application) ให้เป็นมากกว่าช่องทางการทำธุรกรรมด้านประกันชีวิต แต่เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงการดูแลและบริการให้สอดคล้องกับความต้องการที่หลากหลายในทุก Life Stage, Life Event และ Lifestyle ของลูกค้า ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมด้านประกันชีวิต อาทิ การชำระเบี้ยประกันภัย การติดตามสถานะการพิจารณารับประกันภัย การยื่นเคลมสินไหมที่ลูกค้าสามารถยื่นเอกสารเคลมผ่านแอปพลิเคชัน ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลทั้งผู้ป่วยนอก (OPD) และผู้ป่วยใน (IPD) การใช้สิทธิลดหย่อนภาษี รวมถึงบริการ รับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถรับเอกสารสำคัญผ่านทางอีเมลได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย หมดกังวลกับปัญหาเอกสารสูญหาย พร้อมสนับสนุนการลดการใช้กระดาษ  รวมถึงการเข้าถึงบริการและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ การลงทะเบียนบริการไทยประกันชีวิตฮอตไลน์ บทความด้านสุขภาพ กิจกรรมด้านการดูแลสุขภาพ สิทธิพิเศษจากไทยประกันชีวิต Privilege เป็นต้น

นอกจากนี้ ไทยประกันชีวิตยังได้พัฒนาฟีเจอร์ของแอปพลิเคชัน ไทยประกันชีวิต เพื่อมอบการดูแลสุขภาพอย่างครบวงจร ผ่านบริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ บริการปรึกษาเภสัชกรออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงบริการพิเศษ “ไทยประกันชีวิต HEALTH CARE SOLUTIONS” เพื่อลูกค้าไทยประกันชีวิต ครอบคลุมการดูแลและตอบทุกความต้องการเรื่องสุขภาพ อำนวยความสะดวกในทุกสถานการณ์ เชื่อมต่อทุกโมเมนต์สุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นยามปกติ กังวลใจเมื่อเจ็บป่วย ต้องการที่ปรึกษา หรือยามฉุกเฉิน ดูแลครบวงจร ให้คุณอุ่นใจในทุกเวลา

การได้รับ 2 รางวัลจาก Insurance Asia Awards 2026 จึงไม่เพียงสะท้อนความสำเร็จในแต่ละด้าน หากยังแสดงถึงแนวทางการขับเคลื่อนองค์กรของไทยประกันชีวิตที่เชื่อมโยง “People Experience” สู่ “Customer Experience” โดยเริ่มจากการสร้างบุคลากรที่มีทักษะ มีศักยภาพ และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ก่อนต่อยอดสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ และบริการที่เข้าใจความต้องการและพร้อมดูแลลูกค้าด้วยหัวใจอย่างแท้จริง

InsuranceAsiaAwards2026ไทยประกันชีวิต

เด็กสมุทรสาคร สะท้อนคิดผ่านเลนส์ เมื่อการสร้างคอนเทนต์ ต้องเริ่มต้นด้วย “จริยธรรม”

27 สิงหาคม 2569 เวลา 12:45 น.

ในยุคที่คอนเทนต์แข่งกันด้วยยอดวิว ครีเอเตอร์หลายคนอาจต้องทำทุกทางเพื่อให้คนหยุดดู ตั้งแต่หยิบเรื่องขัดแย้งมาขยาย ใช้ความรุนแรงเรียกอารมณ์ ไปจนถึงจัดฉากสร้างกระแสบนโลกออนไลน์ เมื่อสิ่งเหล่านี้ปรากฏซ้ำ ๆ บนหน้าจอและถูกส่งต่ออย่างรวดเร็ว สิ่งที่น่าคิดไม่ใช่เพียงว่าคลิปไหนจะดัง แต่คือเด็กและเยาวชนกำลังเรียนรู้อะไรจากสิ่งที่พวกเขาดูอยู่ทุกวัน และเมื่อคนทำคอนเทนต์มีอิทธิพลต่อความคิดและพฤติกรรมของผู้ชมมากขึ้น “จริยธรรม” จึงกลายเป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรถูกมองข้าม

(จากซ้าย) นายชาญ เธียรกาญจนวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิ๊ก คาเมร่า คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ นายฮิเดคาสึ อิโตะ ซีอีโอ กลุ่มบริษัทพานาโซนิคในประเทศไทย

กลุ่มบริษัทพานาโซนิคในประเทศไทย จึงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างทักษะควบคู่กับวิธีคิดให้กับคนรุ่นใหม่ โดยจับมือร่วมกับ BIG CAMERA จัดกิจกรรม “Young รักษ์สมุทรสาคร” ภายใต้โครงการ Panasonic Cares ปีที่ 4 เพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนจาก 8 โรงเรียนในจังหวัดสมุทรสาคร ก้าวเข้ามาเป็นตัวแทนในการผลิตคอนเทนต์สารคดี เพื่อร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ตลอดจนวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชุมชนในจังหวัดสมุทรสาคร พร้อมกิจกรรมเวิร์กช็อป เรียนรู้และซึมซับประสบการณ์จริงอย่างใกล้ชิดจาก ห่าน–สิทธิพงษ์ กองทอง ผู้กำกับภาพชื่อดังจากวงการซีรีส์และภาพยนตร์ไทย โดยตลอดกิจกรรม พานาโซนิคให้การสนับสนุนกล้องถ่ายภาพดิจิทัลพร้อมเลนส์คุณภาพสูงจาก LUMIX แก่เยาวชนทั้ง 8 ทีม ได้ใช้ถ่ายทำจริง พร้อมผู้เชี่ยวชาญจากทีม Lumix Thailand มาร่วมให้คำแนะนำการใช้งานกล้องในระดับมืออาชีพ พร้อมด้วยกาสนับสนุนอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ จาก BIG CAMERA เพื่อการผลิตคอนเทนต์คุณภาพสูง ทั้งยังนำทีมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคการถ่ายภาพ ถ่ายวิดีโอ การเก็บบันทึกเสียง โดยมี Creator มืออาชีพ มาช่วยถ่ายทอดเทคนิคการเก็บบันทึกเสียง ไปจนถึงหลักการผลิตสื่อสารคดี และให้น้อง ๆ ได้ฝึกคิด ฝึกถ่าย และฝึกเล่าเรื่องราวของท้องถิ่นผ่านมุมมองของตัวเอง พร้อมเรียนรู้การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ มีจริยธรรม และรับผิดชอบต่อเรื่องราวที่ส่งต่อสู่สังคมอย่างยั่งยืน

ห่าน–สิทธิพงษ์ กองทอง ผู้กำกับภาพจากวงการซีรีส์และภาพยนตร์ไทย (ที่ 5 จากซ้าย) พร้อมด้วย ทีม LUMIX Thailand

คิดก่อนสร้าง เล่าอย่างรับผิดชอบ จาก Engagement สู่ความถูกต้อง

ทีม D-FYNT (ดี-ไฟท์)

น้อง ๆ ทีม D-FYNT (ดี-ไฟท์) จากโรงเรียนกระทุ่มแบนวิเศษสมุทคุณ นำโดย เฟิร์ส–จิรัชยา กล่ำเสือ อายุ 15 ปี ได้เล่าถึงแนวทางการทำสื่ออย่างรับผิดชอบว่า การสร้างคอนเทนต์ที่ดีควรเริ่มตั้งแต่การวางแผน ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดประเด็น แบ่งหน้าที่ หรือวางภาพที่จะถ่าย ขณะเดียวกัน สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการค้นคว้าและตรวจสอบข้อมูลก่อนนำเสนอ โดยเฉพาะในยุคที่  คอนเทนต์สามารถถูกส่งต่อได้อย่างรวดเร็ว เพราะแม้ Engagement จะเป็นส่วนหนึ่งของการทำคอนเทนต์ แต่ความถูกต้องและความน่าเชื่อถือควรมาก่อน เพื่อไม่ให้สิ่งที่เราสื่อสารออกไปทำให้คนดูเข้าใจผิด

หลังจากได้เรียนรู้ทั้งการใช้กล้อง การถ่ายทำ และการผลิตสื่อสารคดี ทีม D-FYNT มองว่ากระบวนการทำคอนเทนต์มีรายละเอียดมากกว่าที่เห็น และสามารถนำความรู้ไปต่อยอดได้อีกหลายทาง ทั้งการถ่ายภาพ การทำหนังสั้น หรือการทำคอนเทนต์ในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงอาชีพที่สนใจในอนาคตอย่างช่างภาพ ผู้กำกับ คนเขียนบท Influencer หรือ YouTuber โดยสิ่งที่อยากยึดไว้ในการทำงานคือการสร้างเรื่องราวให้น่าสนใจไปพร้อมกับการรักษาความจริง และความน่าเชื่อถือของสิ่งที่กำลังจะส่งต่อให้ผู้ชม

ถ่ายอย่างไรให้เคารพ เมื่อเรื่องราวของคนอื่นไม่ได้เป็นเพียงภาพที่เราหยิบมาเล่า

ทีมหลักสองฟิล์ม

น้อง ๆ ทีมหลักสองฟิล์ม จากโรงเรียนหลักสองส่งเสริมวิทยา นำโดย จู–กาญจนา อุปพันธ์พงศ์ชัย อายุ 17 ปี ได้เล่าถึง การทำคอนเทนต์อย่างรับผิดชอบว่า เมื่อเข้าไปถ่ายทำในชุมชน สิ่งที่คนทำสื่อต้องคิดถึงไม่ได้มีเพียงว่าจะเล่าเรื่องอย่างไรให้น่าสนใจ แต่ต้องเคารพคนที่อยู่ในเรื่องราวด้วย ตั้งแต่การขออนุญาตก่อนถ่ายทำ ไปจนถึงการคำนึงว่าบุคคลที่ปรากฏในภาพยินยอมให้เปิดเผยตัวตนหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อภาพหรือคลิปนั้นจะถูกนำไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ เพราะคอนเทนต์หนึ่งชิ้นอาจไม่ได้ส่งผลเฉพาะกับคนทำ แต่ยังส่งผลต่อความเป็นส่วนตัวและความรู้สึกของคนอื่นได้ด้วย

สิ่งที่ทีมได้จากกิจกรรมครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงทักษะการถ่ายทำ แต่ยังเป็นการเรียนรู้ที่จะทำงานกับผู้คนอย่างเข้าใจและรับผิดชอบ   ทั้งการทำงานเป็นทีม การคิดวิเคราะห์ การสัมภาษณ์ และการตัดสินใจหน้างาน ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดด้านการสื่อสารในอนาคต โดยทีมอยากพัฒนาตัวเองเป็นครีเอเตอร์ที่สามารถสร้างคอนเทนต์ให้น่าสนใจและสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็เคารพสิทธิของผู้อื่น เพื่อให้การเล่าเรื่องของตัวเองไม่กลายเป็นการสร้างผลกระทบให้กับคนที่อยู่ในเรื่อง

เมื่อคอนเทนต์มีอิทธิพลต่อสังคม ครีเอเตอร์รุ่นใหม่ กับความรับผิดชอบต่อสิ่งที่สื่อสาร

ทีม S.ch Creator

และสุดท้าย น้อง ๆ ทีม S.ch Creator จากโรงเรียนสมุทรสาครวุฒิชัย นำโดย เลิฟ–จิรายุ สุจริต อายุ 16 ปี มองว่าครีเอเตอร์    ในวันนี้มีอิทธิพลต่อคนดู โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน เพราะสิ่งที่เห็นจากคอนเทนต์สามารถถูกนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน และบางครั้งอาจนำไปสู่การเลียนแบบพฤติกรรมได้ ดังนั้นการสร้างคอนเทนต์จึงควรคำนึงถึงความเหมาะสมของผู้ชมแต่ละช่วงวัย รวมถึงความพอดีของเนื้อหา ไม่ควรให้ยอด Engagement กลายเป็นเป้าหมายที่ต้องแลกกับคุณภาพหรือความรับผิดชอบ เพราะหากคอนเทนต์ชักจูงผู้ชมไปในทางที่ไม่เหมาะสม ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็อาจมากกว่ายอดวิวที่ได้รับ

ห่าน–สิทธิพงษ์ กองทอง ผู้กำกับภาพจากวงการซีรีส์และภาพยนตร์ไทย

จากกิจกรรมครั้งนี้ ทีมได้เห็นกระบวนการทำคอนเทนต์ตั้งแต่การวาง Storyboard ไปจนถึงการคิดว่าจะเล่าเรื่องอย่างไรให้คนดูติดตาม และทำให้เห็นว่ากว่าคลิปหนึ่งคลิปจะออกมาสมบูรณ์ต้องผ่านรายละเอียดมากกว่าที่คิด หากวันหนึ่งได้เป็นครีเอเตอร์ที่มีผู้ติดตามและมีเสียงของตัวเองในสังคม ทีมอยากใช้พื้นที่นั้นในการเล่าเรื่องวัฒนธรรมและประเพณีของชุมชน เพื่อช่วยให้คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่รอบตัว และใช้การทำคอนเทนต์เป็นอีกทางหนึ่งในการส่งต่อเรื่องราวและการอนุรักษ์วัฒนธรรมของชุมชน

ทั้งนี้ แม้เวิร์กช็อปในห้องเรียนจะจบลงแล้ว แต่เรื่องราวของน้อง ๆ กำลังจะเริ่มต้นขึ้น เพราะหลังจากนี้เยาวชนจากทั้ง 8 โรงเรียนจะนำทักษะและองค์ความรู้ที่ได้รับไปลงพื้นที่จริง เพื่อค้นหาเรื่องราวของชุมชนและถ่ายทอดออกมาเป็นสารคดีสั้น

ก่อนประชันผลงานบนเวทีประกวดในวันที่ 5 กันยายน 2569 แล้วมาดูกันว่า เมื่อเรื่องราวของสมุทรสาครถูกเล่าผ่านสายตาของคนรุ่นใหม่ จะมีมุมไหนที่ชวนให้เราได้เห็นและมองชุมชนแห่งนี้ในมุมใหม่ ติดตามผลงานและความเคลื่อนไหวของกิจกรรมได้ที่ Facebook: Lumix Thailand และ Panasonic Thailand

BIGCAMERAYoungรักษ์สมุทรสาครบริษัทพานาโซนิคในประเทศไทย

‘มิ้ลค์ – พรรษา วอสเบียน’ แขกพิเศษ Onitsuka Tiger เปิด Global Flagship Store แห่งใหม่ใหญ่ที่สุดในโลก

27 สิงหาคม 2569 เวลา 12:06 น.

Onitsuka Tiger (โอนิซึกะ ไทเกอร์) เปิด Global Flagship Store แห่งใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในย่านชินจูกุ กรุงโตเกียว โดยมีแขกคนสำคัญบินลัดฟ้าร่วมงาน อาทิ มิ้ลค์ – พรรษา วอสเบียน และ เจโน่ (JENO) – แจมิน (JAEMIN) แห่งวง NCT JNJM

คอนเซ็ปต์ของการเล่าเรื่องราวแบบแนวตั้ง (Vertical Narrative) ถูกวางเป็นหัวใจสำคัญของตัวร้าน ตั้งแต่วัสดุที่ใช้ผสมผสาน สีสัน และศิลปะการดีไซน์แบบตะวันออกของญี่ปุ่น และตะวันตกอย่างอิตาลีเข้าไว้ด้วยกัน ภายในร้านแต่ละชั้นได้นำเสนอการเลือกสรรวัสดุและการตกแต่งที่แตกต่างกันออกไป นำพาให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสประสบการณ์พิเศษที่ถ่ายทอดถึงความเป็นมาของแบรนด์

จากอาคารทั้งหมดสี่ชั้นในบริเวณพื้นที่ 1,837 ตารางเมตร ภายในร้านได้รวบรวมสินค้าทั้งหมดในพอร์ตโฟลิโอของแบรนด์ไว้ในที่แห่งเดียว ไม่ว่าจะเป็น เฮอริเทจ (Heritage) สินค้าที่ได้รับการตีความใหม่ในรูปแบบร่วมสมัยจากดีไซน์ดั้งเดิมของ Onitsuka Tiger, คอนเทมโพรารี (Contemporary) คอลเล็กชั่นที่มีการแสดงในงาน Milan Fashion Week ของ ONITSUKA TIGER และ ฟอร์มาลิตี (Formality) รองเท้าทรงสุภาพจากแบรนด์ THE ONITSUKA

ขณะที่ Onitsuka Tiger ยังคงมุ่งหมายให้ร้านค้าของแบรนด์เป็นสถานที่ที่ผู้มาเยือนได้สัมผัสประสบการณ์ผ่านคุณค่าและเรื่องราวของแบรนด์ ร้าน Global Flagship Store แห่งใหม่และเป็นแห่งที่ใหญ่ที่สุดนี้จึงได้ควบรวมมรดกของแบรนด์เข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ ผ่านการนำเสนอกลุ่มสินค้าทั้งหมดของแบรนด์ไว้ ณ สถานที่แห่งเดียวกัน ซึ่งพร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ของทางแบรนด์ให้กับผู้มาเยือนจากทั่วโลก

OnitsukaTigerพรรษาวอสเบียน

รมว. ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ผนึกพลังดีไซเนอร์เผยแพร่ ‘ชุดไทยพระราชนิยม’ ยกระดับสู่เวทีโลก

27 สิงหาคม 2569 เวลา 12:04 น.

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ เดินหน้าแคมเปญ “ชุดไทย (CHUD THAI)”  ร่วมหารือและพูดคุยกับดีไซเนอร์ ห้องเสื้อ และผู้ประกอบการด้านผ้าและสิ่งทอชั้นนำของไทย   เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดและรวมพลังขับเคลื่อน “ชุดไทยพระราชนิยม” และ “ชุดไทยพระราชทาน” ให้เป็นมากกว่าเครื่องแต่งกายประจำชาติ แต่เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ช่างทอ เกษตรกร ผู้ผลิตผ้า นักออกแบบ ช่างตัดเย็บ ไปจนถึงตลาดผู้บริโภค เปลี่ยนมรดกทางวัฒนธรรมให้เกิดทั้งคุณค่าและมูลค่า สร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการและชุมชน พร้อมยกระดับภาพลักษณ์วัฒนธรรมไทยสู่เวทีโลก

ดีไซเนอร์ และเจ้าของห้องเสื้อ นำโดย  นายธีระพันธ์ วรรณรัตน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (การออกแบบแฟชั่น) พุทธศักราช 2562 ห้องเสื้อธีระพันธ์, ห้องเสื้อเธียเตอร์, ห้องเสื้อแอตเตอลิเยร์ พิจิตรา, ห้องเสื้อภา, ห้องเสื้อเพชร บูติก, ห้องเสื้อ Glam Gold Label, ห้องเสื้อ Forgetmenot, ห้องเสื้อ Milan, ร้านนภัสสร ปริ๊นเซส, ร้านพาหุรัดดอทคอม, แบรนด์ Chai Gold Label, แบรนด์ ASAVA, แบรนด์ ISSUE, แบรนด์ Surface, แบรนด์ Finale Wedding Studio, แบรนด์ Miss Saturday, ค้ำคูณแกลเลอรี่, อัคราแกลเลอรี่ และวิเสฏฐ์อาภรณ์ พร้อมด้วย นางโชติกา อัครกิจโสภากุล อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และคณะที่ปรึกษาโครงการชุดไทยพระราชนิยมและผ้าไทย ได้แก่ ดร.ศรินดา จามรมานนายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์, นายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข, ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ และนายกุลวิทย์ เลาสุขศรี

“ชุดไทยพระราชนิยม” เป็นชื่อเรียกเครื่องแต่งกายแบบไทยของสตรี ซึ่ง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงริเริ่มให้มีการศึกษาและค้นคว้าเครื่องแต่งกายสตรีไทยในสมัยต่าง ๆ และออกแบบเพื่อทรงใช้เป็นฉลองพระองค์ ในโอกาสโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาและประเทศในยุโรปอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2503

ส่วนเครื่องแต่งกายสำหรับบุรุษ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทาน “ชุดพระราชทาน” หรือเสื้อไทยพระราชทาน เมื่อปี 2523 ให้เป็นเครื่องแบบข้าราชการและใช้แทนชุดสากลสำหรับบุรุษได้ เพื่อความประหยัดและเหมาะสมกับสภาพอากาศของประเทศไทย จนกลายเป็นเอกลักษณ์

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม มองว่า เมื่อชุดไทยได้รับการออกแบบและตัดเย็บอย่างถูกต้อง พร้อมประยุกต์ให้ร่วมสมัย จะช่วยเพิ่มการใช้ผ้าไหม ผ้าฝ้าย ผ้ายก และผ้าทอพื้นถิ่น สร้างความต้องการในตลาดและกระจายรายได้กลับสู่ชุมชนผู้ผลิต

“กระทรวงฯ จะเดินหน้าแคมเปญ “ชุดไทย (CHUD THAI)” ร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างการรับรู้ในประเทศและต่างประเทศ เปิดพื้นที่ให้ดีไซเนอร์นำอัตลักษณ์ชุดไทยมาต่อยอดอย่างสร้างสรรค์ พร้อมขยายโอกาสทางตลาดให้แก่งานฝีมือไทย เป้าหมายคือ เปลี่ยนมรดกทางวัฒนธรรมให้เกิดทั้งคุณค่าและมูลค่า สร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการและชุมชน พร้อมยกระดับภาพลักษณ์วัฒนธรรมไทยสู่เวทีโลก”

ปัจจุบัน “ชุดไทยพระราชนิยม” ได้รับการขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติแล้ว และไทยได้เสนอรายการ “Chud Thai : The Knowledge, Craftsmanship and Practices of The Thai National Costume” ต่อยูเนสโก โดยมีกำหนดเข้าสู่การพิจารณาในการประชุมช่วงเดือนธันวาคม 2569

ชุดไทยพระราชนิยมซาบีดาไทยเศรษฐ์

New Orleans x Rebel Art Space เปิดพื้นที่ประวัติศาสตร์สู่ศิลปะร่วมสมัย ประเดิมด้วย ‘Dystopia’ นิทรรศการเดี่ยวครั้งใหม่ของ ‘วสันต์ สิทธิเขตต์’

27 สิงหาคม 2569 เวลา 11:00 น.

จากอดีตสำนักงานหนังสือพิมพ์ บางกอกเวิลด์ พระนคร ที่ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2503 และร้านอาหารชื่อดังฝั่งพระนคร สู่การกลับมาเปิดพื้นที่อีกครั้งในฐานะพื้นที่ร่วมสมัย New Orleans x Rebel Art Space ขอเชิญชวนผู้สนใจในศิลปะร่วมสำรวจโลกในอีกมุมมอง ผ่านนิทรรศการ “Dystopia” ผลงานของ วสันต์ สิทธิเขตต์ ศิลปินและนักเคลื่อนไหวทางสังคม โดยมีไฮไลต์สำคัญอย่าง “Lord Buddha visit this world 2024” (พระพุทธเจ้าเสด็จโลก 2567) ขนาด 3 x 6 เมตร ซึ่งนับเป็นผลงานขนาดใหญ่ที่สุดชิ้นหนึ่งของศิลปิน ซึ่งสร้างขึ้นเป็นพิเศษเพื่อนำมาจัดแสดงในพื้นที่แห่งนี้โดยเฉพาะ และนับเป็นหนึ่งในผลงานสำคัญของนิทรรศการในครั้งนี้

Dystopia เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง New Orleans และ Rebel Art Space ในโอกาสการกลับมาเปิดพื้นที่อีกครั้ง หลังจากร้านอาหาร New Orleans ได้ปิดให้บริการชั่วคราวไปเมื่อปี พ.ศ. 2563 เพื่อคืนลมหายใจให้อาคารเก่าสไตล์ยุโรปที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและประวัติศาสตร์ของเมืองหลวง ได้กลับมามีชีวิตในฐานะพื้นที่ร่วมสมัยที่เชื่อมโยงทั้งผู้คน อาหาร ศิลปะ และวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน การประเดิมพื้นที่ในโซน Art Space ด้วยนิทรรศการของ ‘วสันต์ สิทธิเขตต์’ จึงนับเป็นการนำผลงานศิลปะร่วมสมัยมาสนทนากับบริบทของสถานที่ในรูปแบบที่น่าสนใจ

สำหรับ วสันต์ สิทธิเขตต์ Dystopia ไม่ได้เป็นเพียงการนำเสนอภาพของโลกอันมืดมน หากเป็นการรวบรวมความคิดและสติปัญญา ตลอดจนการถอดบทเรียนจากการทำงานศิลปะ การเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมืองที่ผ่านมา เพื่อส่งเสียงสื่อสารไปยังผู้คนในสังคม ตั้งคำถามถึงโลกที่เราเคยรู้จัก สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับธรรมชาติและมนุษย์

จากโลกธรรมชาติที่เคยอุดมสมบูรณ์ ทั้งทะเล ภูเขา แม่น้ำ และผืนป่า ไปจนถึงวิกฤตการณ์ด้านสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ฤดูกาลที่แปรปรวน ความแห้งแล้ง อุณหภูมิที่ร้อนจัด หนาวจัด และเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรง สิ่งเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพสะท้อนในผลงานของศิลปิน ขณะเดียวกัน Dystopia ยังชวนตั้งคำถามต่อโครงสร้างอำนาจ ระบบทุนนิยม บริโภคนิยม สงคราม กลไกทางเศรษฐกิจและการเมืองที่มีอิทธิพลต่อชีวิตของผู้คนทั่วโลก

ด้วยแนวทางการทำงานที่ไม่เคยแยกศิลปะออกจากสังคม วสันต์ สิทธิเขตต์ ถ่ายทอดประเด็นร่วมสมัยผ่านภาษาทางศิลปะที่ตรงไปตรงมา รุนแรง และเต็มไปด้วยพลังในการตั้งคำถาม ผลงานใน Dystopia จึงไม่ได้ชวนเพียงให้ผู้ชมมอง “โลกที่กำลังเป็นไป” หากยังชวนย้อนกลับมามองบทบาทของมนุษย์ และตั้งคำถามว่าเรากำลังสร้างอนาคตแบบใดให้กับตัวเอง

การเลือก “Dystopia” มาเป็นนิทรรศการแรกของ New Orleans x Rebel Art Space จึงน่าสนใจไม่น้อย เมื่อพื้นที่ที่เคยเป็นสำนักงานหนังสือพิมพ์และเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การสื่อสารของพระนคร กำลังกลับมาเป็นพื้นที่สำหรับ “การสื่อสาร” อีกครั้ง หากเปลี่ยนจากตัวอักษรบนหน้ากระดาษมาเป็นภาพ เสียง และความคิดผ่านศิลปะร่วมสมัย

Dystopia by Vasan Sitthiket จัดแสดงระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม – 29 พฤศจิกายน 2569 ณ New Orleans บนถนนพระสุเมรุ (ใกล้แยกผ่านฟ้า 200 เมตร) ตั้งแต่เวลา 10.00 – 18.00 น. (เฉพาะวันศุกร์ – วันจันทร์) กำหนดเปิดงานในวันที่ 28 สิงหาคม 2569 เวลา 17.00 น. พร้อมกิจกรรมพิเศษในวันเปิดงาน และกิจกรรมที่จัดขึ้นต่อเนื่องในแต่ละเดือน  ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ FB: New Orleans BKK / IG: neworleans.bkk / TikTok: @neworleans.bkk

DystopiaNewOrleansRebelArtSpaceวสันต์สิทธิเขตต์

โอซีซี เดินหน้าส่งมอบความสุขให้ผู้ป่วย รพ.ศิริราช

27 สิงหาคม 2569 เวลา 09:00 น.

บริษัท โอซีซี จำกัด (มหาชน) ร่วมกับคณะทำงาน CSR และทีมช่างผมจิตอาสา โอซีซี เดินหน้าส่งมอบความสุขให้ผู้ป่วยโรงพยาบาลศิริราช

รศ.พญ.เบญจาภา เขียวหวาน ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษและองค์กรสัมพันธ์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ต้อนรับ นัชชา ปรักกัมนนท์ ผู้จัดการแผนกโฆษณา-ประชาสัมพันธ์ บริษัท โอซีซี จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยคณะทำงาน CSR และทีมช่างผมจิตอาสา ที่เดินทางมาตัดผมให้กับผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ รวมกว่า 120 คน เพื่อส่งมอบความสุข สร้างรอยยิ้มและกำลังใจให้แก่ผู้ป่วยระหว่างการรักษา พร้อมนำความเชี่ยวชาญด้านความงามมาสร้างประโยชน์และคุณค่าแก่สังคมผ่านกิจกรรม “ผมสวย…ด้วยรัก ครั้งที่ 78”  ณ ศาลาศิริราช 100 ปี โรงพยาบาลศิริราช

รพ.ศิริราชโอซีซี

อิ่มอร่อย ได้ร่วมทำดี! รพ.พระมงกุฎเกล้า–CPF ชวนส่งต่อ ‘พลังแห่งการให้’ สมทบทุนซื้ออุปกรณ์การแพทย์

27 สิงหาคม 2569 เวลา 08:00 น.

โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF จัดกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” ระหว่างวันที่ 25–27 สิงหาคม 2569 เชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการในราคาพิเศษ โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปสมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ ให้แก่ศูนย์รักษาผู้ป่วยโรคข้อออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

โดยได้รับเกียรติจาก พลตรีณรงค์ ภักดีศุภผล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เป็นประธานเปิดกิจกรรม พร้อมด้วย นายอดิศร์ กฤษณวงศ์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานรัฐกิจและเอกชนสัมพันธ์ CPF ร่วมงาน

พลตรีณรงค์ กล่าวว่า โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้ามีความเชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคกระดูกและข้อ รวมถึงการดูแลผู้บาดเจ็บจากการปฏิบัติราชการสนาม ขณะที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ทำให้การดูแลโรคกระดูกและข้อ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการใช้ชีวิตและคุณภาพชีวิต มีความสำคัญมากขึ้น โรงพยาบาลฯ จึงมุ่งพัฒนาศักยภาพของศูนย์ให้มีความพร้อมทั้งด้านการรักษา อุปกรณ์ทางการแพทย์ และการฟื้นฟู เพื่อรองรับผู้ป่วยในทุกกลุ่ม และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตและดูแลตนเองได้อย่างมีคุณภาพ

ปัจจุบัน ศูนย์โรคกระดูกและข้อเทียม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า มีห้องตรวจ 24 ห้อง รองรับผู้ป่วยประมาณ 450–500 คนต่อวัน มีหอผู้ป่วยรวม 90 เตียง และห้องผ่าตัด 4 ห้อง โดยการพัฒนาศูนย์ครอบคลุมทั้งอุปกรณ์สำหรับการรักษาและอุปกรณ์ช่วยในการฟื้นฟู เพื่อเพิ่มความพร้อมในการรองรับผู้ป่วยโรคกระดูกและข้อในหลากหลายกลุ่ม

ผู้สนใจสามารถร่วมกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” ได้ถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2569 เวลา 07.00–18.00 น. ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 1 โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า.

CPFรพ.พระมงกุฎเกล้า

ปากดี มีความรู้ กับหมอณัน : คุยกับประธานราชวิทยาลัยทันตแพทย์ เมื่อความรู้เรื่องฟัน เริ่มจากมาตรฐานที่เชื่อถือได้

27 สิงหาคม 2569 เวลา 07:00 น.

หลังจากตอนที่แล้ว เราได้รู้จักบทบาทของราชวิทยาลัยทันตแพทย์แห่งประเทศไทยกันไปแล้ว ตอนนี้ขอพาผู้อ่านมาพูดคุยกับ ศ.คลินิก ดร.นพ.ทพ. ศิริชัย เกียรติถาวรเจริญ ประธานราชวิทยาลัยทันตแพทย์แห่งประเทศไทย ถึงบทบาทของผู้เชี่ยวชาญ และเหตุผลว่าทำไม “ความรู้เรื่องฟัน” จึงสำคัญกับประชาชนทุกคน

ถาม: ราชวิทยาลัยทันตแพทย์ฯ เกี่ยวข้องกับประชาชนอย่างไร

ตอบ: แม้ประชาชนอาจไม่ได้ติดต่อกับราชวิทยาลัยโดยตรง แต่ราชวิทยาลัยฯ มีบทบาทในการกำกับมาตรฐานการฝึกอบรมและการประเมินทันตแพทย์เฉพาะทางในสาขาต่างๆ เพื่อให้การรักษาที่ประชาชนได้รับมีคุณภาพ ปลอดภัย และเหมาะสมตามหลักวิชาการ กล่าวได้ว่า ราชวิทยาลัยฯ เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยดูแล“คุณภาพของผู้เชี่ยวชาญ” ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการรักษาของประชาชน

ถาม: นอกจากดูแลมาตรฐานผู้เชี่ยวชาญ ราชวิทยาลัยฯ ให้ความสำคัญกับเรื่องใดอีก

ตอบ: อีกบทบาทหนึ่งที่สำคัญมากคือ การสื่อสารความรู้ด้านสุขภาพช่องปากสู่ประชาชน เพราะหลายปัญหาในช่องปากสามารถป้องกันได้ หากประชาชนมีความเข้าใจที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น จะช่วยลดความรุนแรงของโรค และลดความจำเป็นในการรักษาที่ซับซ้อนในอนาคต

ถาม: ความเข้าใจผิดเรื่องฟันที่พบบ่อยในสังคมไทยคืออะไร

ตอบ: สิ่งที่พบได้บ่อยคือการคิดว่า “ไม่เจ็บก็ไม่จำเป็นต้องตรวจฟัน” ทั้งที่จริงแล้ว โรคในช่องปากหลายชนิดไม่แสดงอาการในระยะแรก เมื่อเริ่มมีอาการ ปัญหาอาจลุกลามไปมากแล้ว อีกเรื่องคือความเชื่อที่ถ่ายทอดต่อกันมา ซึ่งบางอย่างไม่สอดคล้องกับความรู้ทางวิชาการในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องมีการปรับความเข้าใจให้ถูกต้อง

ถาม: ราชวิทยาลัยฯ ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องได้อย่างไร

ตอบ: ราชวิทยาลัยฯ สนับสนุนให้ผู้เชี่ยวชาญจากสาขาต่าง ๆ มีส่วนร่วมในการถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านสื่อและกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และสามารถนำไปใช้ในการดูแลสุขภาพช่องปากของตนเองและครอบครัว

ถาม: มองอย่างไรกับคอลัมน์ “ปากดี มีความรู้ กับหมอณัน”

ตอบ: คอลัมน์ลักษณะนี้เป็นสะพานเชื่อมที่ดีระหว่างองค์ความรู้ทางวิชาการกับชีวิตประจำวันของประชาชน การสื่อสารด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย จะช่วยให้เรื่องฟันไม่เป็นเรื่องไกลตัว และทำให้ประชาชนกล้าตั้งคำถามเกี่ยวกับสุขภาพช่องปากมากขึ้น

ถาม: อยากฝากอะไรถึงผู้อ่านเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปาก

ตอบสุขภาพช่องปากเป็นส่วนหนึ่งของสุขภาพโดยรวม การดูแลอย่างสม่ำเสมอ ตรวจฟันตามคำแนะนำ และเลือกข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้จะช่วยให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

คอลัมน์ “ปากดี มีความรู้ กับหมอณัน” จะยังคงพาผู้อ่านไปพบกับเรื่องฟันในแง่มุมต่าง ๆ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์หรือประเด็นด้านทันตกรรมในสังคม โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากราชวิทยาลัยทันตแพทย์ฯ ในแต่ละสาขาเวียนมาร่วมให้คำตอบ เพื่อให้ทุกเรื่องฟัน เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และมีคำตอบที่เหมาะสมที่สุด

เรียบเรียงและสัมภาษณ์โดย

ผศ.ทพญ.วรณัน ประพันธ์ศิลป์

หมอฟันราชวิทยาลัยทันตแพทย์แห่งประเทศไทย

ปากดีมีความรู้กับหมอณัน