ผอ.JIC สวน กัมพูชา ไปอ่านข้อตกลงหยุดยิง และปฏิบัติตามให้ครบถ้วน ก่อนเปิดเจรจาจัดทำเขตแดน

9 กันยายน 2569 เวลา 21:58 น.

ผอ.JIC สวน กัมพูชา ไปอ่านข้อตกลงหยุดยิง และปฏิบัติตามให้ครบถ้วน ก่อนเปิดเจรจาจัดทำเขตแดน สร้างความสงบชายแดนยั่งยืน

เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (ผอ.JIC) กล่าวถึงกรณีฝ่ายกัมพูชาประท้วงไทย โดยกล่าวหาว่าละเมิดอธิปไตยและดำเนินกิจกรรมในดินแดนกัมพูชา ว่า อยากให้ฝ่ายกัมพูชากลับไปทบทวนสิ่งที่ไทยและกัมพูชาได้ตกลงร่วมกัน โดยเฉพาะถ้อยแถลงร่วมลงวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ก่อนที่จะกล่าวหากัน ควรอ่านถ้อยแถลงร่วมให้ครบถ้วน และปฏิบัติตามสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันอย่างจริงจัง สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการรักษาการหยุดยิง ไม่ยั่วยุ ไม่เพิ่มกำลัง ลดความเสี่ยงทางทหาร และทำให้พื้นที่มีความปลอดภัยสำหรับประชาชนทั้งสองประเทศ

กรณีที่กัมพูชาระบุว่าทหารไทยอยู่ในพื้นที่ของกัมพูชา พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ต้องแยกให้ชัดระหว่าง “ข้อกล่าวอ้างเรื่องเขตแดน” กับ “แนววางกำลัง” หลังการหยุดยิง โดยทั้งสองฝ่ายมีหน้าที่รักษาสถานะตาม Troop Deployment Line หรือแนววางกำลังของกำลังทหารตามที่ตกลงกัน ฝ่ายไทยยืนยันว่าปฏิบัติอยู่ในแนววางกำลังของไทย ไม่ได้ใช้การหยุดยิงเป็นโอกาสในการรุกคืบหรือเพิ่มกำลัง ดังนั้น ไม่ควรนำคำกล่าวอ้างฝ่ายเดียวเกี่ยวกับเขตแดนมาใช้แทนกระบวนการตรวจสอบและปักปันเขตแดน ซึ่งมีกลไกทวิภาคีรองรับอยู่แล้ว

ส่วนกรณีกัมพูชาต้องการให้เร่งประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) และตั้งข้อสังเกตว่าไทยกำลังถ่วงเวลานั้น ผอ.JIC กล่าวว่า ไทยไม่ได้ปฏิเสธ JBC ตรงกันข้าม ไทยต้องการให้ JBC ทำงานและเกิดผลอย่างแท้จริง แต่ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่สำรวจร่วมกัน สิ่งพื้นฐานที่สุดคือพื้นที่ต้องปลอดภัย ต้องรักษาการหยุดยิง ลดการเผชิญหน้า ไม่ยั่วยุ ไม่เพิ่มกำลัง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องร่วมมือกันเก็บกู้ทุ่นระเบิดและลดอันตรายในพื้นที่ “ถ้าพื้นที่ยังไม่ปลอดภัย เจ้าหน้าที่เทคนิคจะลงไปทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร”

เมื่อถามว่า ไทยกำลังตั้งเงื่อนไขด้านความมั่นคงก่อนเดินหน้า JBC หรือไม่ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ไม่ใช่การตั้งเงื่อนไข แต่เป็นการทำให้สิ่งที่ตกลงกันสามารถเกิดขึ้นจริง Security หรือความมั่นคง ไม่ใช่อุปสรรคของ JBC แต่เป็นสิ่งที่ทำให้ JBC สามารถทำงานได้ เมื่อพื้นที่ปลอดภัย เจ้าหน้าที่จึงสามารถลงสำรวจได้ เมื่อการเผชิญหน้าลดลง การเจรจาก็เดินหน้าได้ และเมื่อความหวาดระแวงลดลง ความไว้ใจก็จะกลับมา นี่คือเหตุผลที่ทุกส่วนของถ้อยแถลงร่วมต้องดำเนินการควบคู่กัน

สำหรับการดำเนินการกับพื้นที่สแกมเมอร์ว่ามีความเกี่ยวข้องกับข้อตกลงชายแดนอย่างไร ผอ.JIC กล่าวว่า อีกเรื่องที่ต้องไม่ลืมคือปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งกระทบต่อประชาชน ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยหรือกัมพูชา แต่มีผู้เสียหายจากหลายประเทศ โดยถ้อยแถลงร่วมมีเจตนารมณ์ให้ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันลดภัยคุกคามและสร้างความปลอดภัยตามแนวชายแดน ดังนั้น การจัดการเครือข่ายสแกมเมอร์ต้องดำเนินการอย่างจริงจัง โปร่งใส และร่วมมือกัน ไม่ควรนำข้อพิพาทเรื่องเขตแดนมาเป็นเหตุให้การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติหยุดชะงัก

ผอ.JIC ย้ำว่า “สิ่งที่ไทยต้องการไม่ซับซ้อน คือควรอ่านถ้อยแถลงร่วมให้ครบ และทำตามที่เราตกลงกัน รักษาการหยุดยิง ไม่ยั่วยุ ไม่เพิ่มกำลัง รักษาแนววางกำลัง ร่วมกันทำให้พื้นที่ปลอดภัย ร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด ร่วมปราบปรามสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ แล้วให้ JBC ทำหน้าที่เรื่องเขตแดนตามกลไกที่มีอยู่ หากทั้งสองฝ่ายทำสิ่งเหล่านี้ได้ การเจรจาก็จะเดินหน้าได้”

สำหรับเป้าหมายสุดท้ายของไทย พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า เป้าหมายของไทยไม่ใช่การเอาชนะกันด้วยแถลงการณ์ แต่คือประชาชนของทั้งสองประเทศต้องปลอดภัย และชายแดนต้องกลับมาสงบ ปัญหาเขตแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จึงยิ่งต้องใช้กลไกทวิภาคี ใช้ข้อเท็จจริง ใช้กฎหมาย และพูดคุยกัน โดยต้องหยุดยิงให้จริง ทำให้พื้นที่ปลอดภัย ปฏิบัติตามข้อตกลง และให้ JBC ทำหน้าที่ นี่คือเส้นทางที่เป็นรูปธรรมที่สุดในการนำไทยและกัมพูชากลับไปสู่ความสงบสุขร่วมกัน

ทั้งนี้ ผอ.JIC สรุปแนวทางของไทยด้วยหลัก “SECURITY → TRUST → JBC → PEACE” หรือ “พื้นที่ปลอดภัย สร้างความไว้ใจ ความไว้ใจทำให้ JBC เดินหน้า และ JBC กับกลไกทวิภาคีจะนำไปสู่สันติสุขของประชาชน” พร้อมย้ำว่า “ปลายทางไม่ใช่ชัยชนะของฝ่ายใด แต่คือความสงบสุขของประชาชนทั้งสองประเทศ”ผอ.JIC กล่าว

กาฬสินธุ์ผวา! พบ ‘ปลาหมอคางดำ’ โผล่เขื่อนลำปาว สหกรณ์ปลานิลชี้โดนมือดีแอบปล่อย

10 กันยายน 2569 เวลา 12:01 น.

กาฬสินธุ์ผวา! พบ ‘ปลาหมอคางดำ’ โผล่เขื่อนลำปาว สหกรณ์ปลานิลชี้โดนมือดีแอบปล่อย ด้านประมงจังหวัดสั่งเอกซเรย์ 5 จุดลุยกำจัดด่วน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความกังวลใจให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในพื้นที่ภาคอีสาน หลังสำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ออกมายืนยันชัดเจนว่าพบปลาหมอคางดำ ซึ่งเป็นเอเลี่ยนสปีชีส์ระบาดเข้ามาปรากฏตัวในน่านน้ำเขื่อนลำปาว แหล่งเพาะเลี้ยงปลานิลกระชังรายใหญ่ของจังหวัดกาฬสินธุ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจบริเวณกระชังปลาของสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังเขื่อนลำปาว จำกัด ต.ภูดิน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ พบว่าเกษตรกรยังคงเลี้ยงปลาตามปกติ แต่มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

นายวุฒิศักดิ์ ผู้จัดการสหกรณ์ผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังเขื่อนลำปาว จำกัด เปิดเผยว่า ยืนยันหนักแน่นว่าปลาหมอคางดำไม่ได้ปะปนมากับลูกพันธุ์ปลานิลหรือปลาทับทิมอย่างแน่นอน เพราะมาจากฟาร์มมาตรฐานของกรมประมง และหากแพร่พันธุ์ตามธรรมชาติจริง ก็ต้องพบตั้งแต่ต้นน้ำที่อ่างเก็บน้ำลำพันชาด อ.วังสามหมอ จ.อุดรธานี ในปริมาณมาก แต่นี่กลับพบเพียง 3 ตัว บริเวณบ้านนาอวน ต.หนองสรวง อ.หนองกุงศรี เพียงจุดเดียว

ตนจึงตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นฝีมือมนุษย์ที่แอบนำมาจากภาคกลางแล้วนำมาปล่อยลงเขื่อน อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่าเขื่อนลำปาวเป็นน้ำจืดสนิท ทำให้อัตราการรอดและขยายพันธุ์ของปลาหมอคางดำน่าจะต่ำ และยังไม่กระทบตลาดปลากระชังในขณะนี้

ด้าน นายบุญธง เภาเจริญ ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ เปิดเผยมาตรการรับมือเร่งด่วนว่า ในวันที่ 12 กันยายน 2569 นี้ กรมประมงจะส่งทีมผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่นำมาตรการ “เอกซเรย์” ปูพรมตรวจวัดและสำรวจประชากรปลาครอบคลุมทั้งระบบ 5 จุด (ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ) ในเขต อ.ท่าคันโท, อ.หนองกุงศรี, อ.ห้วยเม็ก, อ.สหัสขันธ์ และ อ.เมืองกาฬสินธุ์

นอกจากนี้ สำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ได้ประสานความร่วมมือกับ เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และกลุ่มชาวประมงพื้นบ้าน บูรณาการกำลังร่วมกันเฝ้าระวังและจับกุมตัดวงจรการแพร่พันธุ์ของปลาหมอคางดำทันที พร้อมวอนขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนหากพบเห็นให้ช่วยกันกำจัดหรือแจ้งเจ้าหน้าที่ด่วน เพื่อปกป้องระบบนิเวศและอาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในเขื่อนลำปาวอย่างยั่งยืน

‘ดร.สุวินัย’ เตือนรัฐบาลอนุทิน ระวังการสร้าง ‘ตัวจุดชนวน’ ให้ ‘สนธิ’

10 กันยายน 2569 เวลา 07:40 น.

จากกรณีก่อนหน้านี้ที่ สนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวที่บ้านพระอาทิตย์ แถลงทิศทางการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหม่ ภายใต้แนวคิด “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” โดยประกาศเตรียมเดินหน้ารวบรวมพลังประชาชนและยกระดับการเคลื่อนไหวทางการเมือง

ล่าสุดวันนี้ 10 กันยายน 2569 ดร.สุวินัย ภรณวลัย นักเขียนและอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์วิเคราะห์ทิศทางที่รัฐบาลอนุทินควรรับมือม็อบสนธิแแบไหน พร้อมข้อความทั้งหมดระบุว่า “รัฐบาลอนุทินควรรับมือม็อบสนธิอย่างไร?
/////

สุวินัย ภรณวลัย

หลังจากคุณสนธิ ลิ้มทองกุล
ประกาศเดินหน้าเคลื่อนไหวทางการเมือง
คำถามหนึ่งที่น่าสนใจคือ
รัฐบาลอนุทิน
ควรรับมือกับการเคลื่อนไหวครั้งนี้อย่างไร?
จะตอบโต้แรง ๆ ดีไหม?
จะปล่อยผ่าน?
จะชี้แจงทุกเรื่อง?
หรือควรพยายามทำให้ม็อบยุติลงให้เร็วที่สุด?
ในความเห็นของผม
โจทย์สำคัญที่สุดของรัฐบาล
อาจไม่ใช่การ “เอาชนะคุณสนธิ” เลย (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
แต่คือ
อย่าทำอะไรจนทำให้คนที่เดิมไม่ได้คิดจะลงถนน
ตัดสินใจออกจากบ้านมาร่วมม็อบเสียเอง
…..
สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลควรเข้าใจก่อนคือ
คนที่ติดตามคุณสนธิ
คนที่เห็นด้วยกับคุณสนธิ
และคนที่พร้อมจะออกมาอยู่บนถนน
ไม่ใช่คนกลุ่มเดียวกันทั้งหมด
คนจำนวนมากอาจฟังรายการทุกสัปดาห์
เห็นด้วยบางเรื่อง
ไม่พอใจรัฐบาลบางเรื่อง
แต่ยังไม่ได้หมายความว่า
เขาจะยอมเสียเวลา
เสียงาน
เสียความสะดวก
และออกจากบ้านมาชุมนุม
…..
เพราะการออกมาชุมนุม
มีต้นทุนจริง
ต่างจากการดูคลิป
กด Like
หรือ Share ข่าว
ดังนั้น
สิ่งที่รัฐบาลควรระวังที่สุด
ไม่ใช่จำนวนคนที่มาร่วมกิจกรรมในวันใดวันหนึ่ง
แต่คือ
อย่าสร้างเหตุการณ์บางอย่าง
ที่ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกพร้อมกันว่า
“คราวนี้รับไม่ได้แล้ว”
สิ่งนี้ผมเรียกว่า
Trigger
หรือตัวจุดชนวน
…..
รัฐบาลจำนวนมากพลาด
ไม่ใช่เพราะฝ่ายค้านเก่งเกินไป
แต่เพราะรัฐบาล
สร้างตัวจุดชนวนให้ฝ่ายตรงข้ามเอง
บางครั้งเป็นเรื่องคอร์รัปชัน
บางครั้งเป็นกฎหมาย
บางครั้งเป็นการใช้อำนาจ
บางครั้งเป็นการจัดการกับผู้ชุมนุมเกินกว่าเหตุ
และบางครั้ง
เป็นเพียงการปกป้องคนของตัวเอง
จนคดีหนึ่งคดี
หรือเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์
กลายเป็นสัญลักษณ์แทนความไม่พอใจทั้งหมดของสังคม
…..
ถ้าผมเป็นรัฐบาลอนุทิน
สิ่งแรกที่ผมจะทำคือ
อย่าสร้างเรื่องที่ประชาชนเห็นแล้วเข้าใจทันทีว่า
“นี่มันเกินไปแล้ว”
เรื่องทางการเมืองที่ซับซ้อน
มักต้องอธิบายกันยาว
จึงไม่ง่ายที่จะระดมคนจำนวนมาก
แต่เรื่องที่
ไม่ยุติธรรมอย่างชัดเจน
เอื้อพวกพ้องอย่างชัดเจน
ใช้อำนาจเพื่อตัวเองอย่างชัดเจน
หรือปกปิดความผิดอย่างชัดเจน
อันตรายกว่ามาก
เพราะไม่ต้องมีใครอธิบายสองชั่วโมง
ประชาชนเข้าใจเอง
…..
ประการต่อมา
ถ้ามีข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชัน
อย่าปล่อยให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของรัฐบาลทั้งรัฐบาล
เรื่องที่ตรวจสอบได้
ก็ควรตรวจสอบ
ข้อมูลที่เปิดได้
ก็ควรเปิด
ถ้าคนของรัฐบาลผิดจริง
ก็ควรจัดการ
บางครั้งการตัดคนคนหนึ่งออกจากรัฐบาล
อาจมีต้นทุนทางการเมืองน้อยกว่า
การนำรัฐบาลทั้งรัฐบาล
ไปผูกติดกับคนคนนั้น
…..
อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากคือ
อย่าปิดกั้นกระบวนการตรวจสอบ
เพราะข้อกล่าวหาเรื่องหนึ่ง
อาจยังไม่สร้างม็อบ
แต่ถ้าประชาชนเริ่มรู้สึกว่า
รัฐบาล
หน่วยงานรัฐ
และผู้มีอำนาจ
กำลังช่วยกันปิดเรื่อง
ข้อกล่าวหาธรรมดา
สามารถเปลี่ยนกลายเป็นคำถามใหญ่ได้ทันทีว่า
“ระบบทั้งหมดกำลังปกป้องกันเองหรือไม่?”
เมื่อถึงจุดนั้น
เรื่องเฉพาะเรื่อง
อาจถูกยกระดับกลายเป็น
“ปัญหาของระบอบ”
ได้ง่ายมาก
…..
รัฐบาลควรระวังอีกเรื่องคือ
อย่าใช้อำนาจรัฐกับฝ่ายวิจารณ์หรือผู้ชุมนุมเกินกว่าเหตุ
หากมีการทำผิดกฎหมาย
ก็ดำเนินการตามกฎหมาย
แต่ต้อง
ได้สัดส่วน
โปร่งใส
มีมาตรฐานเดียวกัน
และอธิบายได้
เพราะไม่มีอะไรช่วยขยายม็อบได้ดีเท่า
ภาพที่ทำให้คนซึ่งเดิมไม่ได้เห็นด้วยกับผู้ชุมนุม
เริ่มรู้สึกว่า
“รัฐบาลทำเกินไปหรือเปล่า?”
รัฐบาลไม่ควรสร้างความชอบธรรมให้ม็อบ
ด้วยมือของตัวเอง
…..
ส่วนการตอบโต้คุณสนธิโดยตรง
ผมคิดว่า
<< ไม่ควรทะเลาะกับคุณสนธิทุกวัน >> (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
คุณสนธิมีสื่อของตัวเอง
สามารถตั้งประเด็นใหม่ได้ตลอด
ถ้ารัฐบาลวิ่งตามตอบทุกประโยค
ทุกคลิป
ทุกข้อกล่าวหา
สุดท้ายรัฐบาลจะกลายเป็น
ผู้ช่วยประชาสัมพันธ์ประเด็นของคุณสนธิ
โดยไม่รู้ตัว
เรื่องไหนเป็นข้อเท็จจริงสำคัญ
ก็ตอบด้วยข้อเท็จจริง
เรื่องไหนต้องตรวจสอบ
ก็ให้กระบวนการตรวจสอบทำงาน
ส่วนเรื่องไหนเป็นความคิดเห็น
ก็ปล่อยให้สังคมตัดสิน
ไม่จำเป็นต้องทำให้
สนธิ ปะทะ รัฐบาล
กลายเป็นละครรายวัน
…..
อีกข้อหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญมากคือ
อย่าดูถูกผู้ชุมนุม
ต่อให้คนออกมาน้อย
ก็ไม่ควรเยาะเย้ย
ไม่ควรพูดว่าเป็นคนแก่
เป็นม็อบตกยุค
หรือเป็นคนถูกหลอก
เพราะมนุษย์เมื่อถูกดูถูก
มักรวมตัวกันแน่นขึ้น
จากคนที่เดิมต่างคนต่างอยู่
อาจค่อย ๆ เกิดความรู้สึกว่า
“พวกเราถูกดูถูกเหมือนกัน”
รัฐบาลจึงไม่ควรช่วยสร้าง
“พวกเรา”
ให้ฝ่ายตรงข้าม
…..
อีกยุทธศาสตร์หนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญมากคือ
แยกปัญหาจริงทีละเรื่อง
ออกจากเรื่องเล่าใหญ่ทางการเมือง
ถ้ามีปัญหาเขากระโดง
ก็จัดการเรื่องเขากระโดง
ถ้ามีข้อสงสัยเรื่องฮั้ว สว.
ก็ให้กระบวนการตรวจสอบทำงาน
ถ้ามีปัญหาทุนพลังงาน
ก็เปิดข้อมูลและแก้ปัญหาที่ควรแก้
ถ้ามีปัญหาท้องถิ่น
ก็แก้ปัญหาท้องถิ่น
อย่าปล่อยให้ปัญหาจำนวนมาก
สะสมจนถูกนำมาร้อยเข้าด้วยกัน
แล้วกลายเป็นเรื่องเล่าว่า
ทุกอย่างเป็นหลักฐานของ
“ระบอบสีน้ำเงิน”
วิธีตอบโต้ Grand Narrative
หรือเรื่องเล่าใหญ่
ที่ดีที่สุด
อาจไม่ใช่การสร้างเรื่องเล่าใหญ่อีกชุดขึ้นมาสู้
แต่คือ
มุ่งแก้ปัญหาจริงทีละเรื่อง
แล้วแจ้งให้สังคมทราบทุกระยะ
…..
รัฐบาลควรจับตาอีกตัวแปรหนึ่งอย่างใกล้ชิด
คือ
ฐานการเมืองที่เดิมไม่ได้อยู่กับคุณสนธิ
โดยเฉพาะ
คนรุ่นใหม่
ฐานพรรคส้ม
ชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ
กลุ่มวิชาชีพ
และเครือข่ายภาคประชาชน
วันนี้คนเหล่านี้
ไม่ได้เป็นมวลชนชุดเดียวกับคุณสนธิ
มีประวัติศาสตร์ทางการเมือง
ความคิด
และวัฒนธรรมทางการเมือง
แตกต่างกันหลายเรื่อง
แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องระวังคือ
อย่าทำอะไร
ที่ทำให้ความแตกต่างเหล่านั้นหมดความสำคัญลงชั่วคราว
เพราะมีเรื่องหนึ่งเรื่อง
ที่ทุกฝ่ายรู้สึกตรงกันว่า
“รับไม่ได้”
เมื่อใดที่คนซึ่งไม่เคยคิดจะเดินตามคุณสนธิ
พูดว่า
“คราวนี้ไม่เกี่ยวแล้วว่าใครเป็นแกนนำ
ผมก็รับไม่ได้เหมือนกัน”
เมื่อนั้น
สมการการเมืองจะเปลี่ยนทันที
…..
ตรงนี้จึงนำมาสู่เรื่องที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุด
คือ
รักษาชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่
ให้อยู่ต่ำกว่าเส้นที่ทำให้เขาตัดสินใจลงถนน
รัฐบาลไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกคนรัก
ประชาชนสามารถ
ด่ารัฐบาลได้
วิจารณ์รัฐบาลได้
ไม่เลือกภูมิใจไทยได้
แชร์บทความโจมตีรัฐบาลได้
ทั้งหมดนี้
ยังเป็นเรื่องปกติของการเมือง
สัญญาณที่รัฐบาลต้องระวังคือ
เมื่อคนซึ่งปกติไม่เคยไปม็อบ
เริ่มถามกันเองว่า
“พรุ่งนี้เจอกันที่ไหน?”
เมื่อประโยคนี้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง
นั่นหมายความว่า
ความไม่พอใจ
กำลังเปลี่ยนเป็นการระดมมวลชนแล้ว
…..
รัฐบาลจึงไม่ควรประมาท
เพียงเพราะกิจกรรมช่วงแรกมีคนไม่มาก
ม็อบใหญ่หลายครั้งในประวัติศาสตร์
ไม่ได้เริ่มต้นด้วยคนจำนวนมหาศาล
คำถามที่รัฐบาลควรถาม
จึงไม่ใช่เพียงว่า
“วันนี้มากี่คน?”
แต่ควรถามว่า
“มีคนกลุ่มใหม่เริ่มเข้ามาหรือยัง?”
คนที่ไม่เคยติดตามคุณสนธิ
เริ่มออกมาหรือยัง?
ชนชั้นกลางเมือง
เริ่มขยับหรือยัง?
เครือข่ายอื่น
เริ่มเคลื่อนไหวด้วยตัวเองหรือยัง?
ถ้ายังไม่มี
รัฐบาลก็ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก
แต่ถ้าเริ่มเกิดขึ้น
อย่าหลอกตัวเองด้วยตัวเลขของเมื่อวาน
…..
ผมจึงคิดว่า
ยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดของรัฐบาลอนุทิน
อาจเป็นยุทธศาสตร์ที่ฟังดูธรรมดามาก
คือ
ทำรัฐบาลให้ปกติที่สุด
ทำงาน
แก้ปัญหา
เปิดให้ตรวจสอบ
จัดการคนของตัวเองเมื่อทำผิด
ไม่ตอบโต้เกินจำเป็น
ไม่ดูถูกฝ่ายตรงข้าม
ไม่ใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ
และไม่สร้างเรื่องอื้อฉาวใหม่ ๆ
เพราะในการเมืองมวลชน
ฝ่ายตรงข้ามสามารถ
สร้างเวทีได้
สร้างเครือข่ายได้
สร้าง Campaign ได้
สร้าง Narrative ได้
และรักษาฐานเดิมได้
แต่สิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามสร้างเองได้ยากที่สุด
คือ
เหตุการณ์ในโลกจริง
ที่ทำให้คนซึ่งเดิมไม่ได้คิดจะลงถนน
รู้สึกพร้อมกันว่า
“พอแล้ว”
…..
เพราะฉะนั้น
ถ้ารัฐบาลอนุทินถามผมว่า
ควรรับมือม็อบสนธิอย่างไร?
ผมจะไม่ตอบว่า
ต้องเอาชนะคุณสนธิ
ไม่ตอบว่า
ต้องทำให้ม็อบสลาย
และไม่ตอบว่า
ต้องโต้คุณสนธิให้ชนะทุกประเด็น
ผมจะตอบสั้น ๆ ว่า
อย่ามอบ ตัวจุดชนวน (Trigger) ให้คุณสนธิ (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
…..
เพราะบางครั้ง
คู่ต่อสู้ที่มีประสบการณ์
อาจไม่ใช่สิ่งที่อันตรายที่สุดสำหรับรัฐบาล
สิ่งที่อันตรายกว่า
คือรัฐบาลทำผิดพลาดเสียเอง
จนเปลี่ยนคนที่เดิมนั่งดูการเมืองอยู่ที่บ้าน
ให้ลุกขึ้น
ใส่รองเท้าผ้าใบ
เปิดประตู
แล้วออกไปอยู่บนถนน
โดยที่ฝ่ายตรงข้าม
แทบไม่ต้องทำอะไรเลย
~ สุวินัย ภรณวลัย”

สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สุวินัย ภรณวลัย

ลุยแก้อุเทน-ปทุมวัน หย่าศึกตีกัน สั่งงดเข้าพื้นที่3เดือน ยศชนันงัด4มาตรการ

10 กันยายน 2569 เวลา 06:09 น.

ลุยแก้อุเทน-ปทุมวัน หย่าศึกตีกัน สั่งงดเข้าพื้นที่3เดือน ยศชนันงัด4มาตรการ จี้หาสถานที่เรียนใหม่ ชี้กระทบความมั่นคง ภาพลักษณ์ท่องเที่ยว

“ยศชนัน”เดินหน้า 4 มาตรการแก้ปม “อุเทนถวาย-ปทุมวัน”สั่งงดใช้พื้นที่พิพาทอย่างน้อย 3 เดือน เร่งจัดพื้นที่เรียนใหม่ พร้อมวางแผนเปลี่ยนผ่านพื้นที่เดิมสู่พื้นที่แห่งนวัตกรรม เปิดกว้างให้ประชาชนใช้ประโยชน์ ย้ำความปลอดภัย-คุณภาพการศึกษา 2 สถาบัน ต้องไม่สะดุดเร่งแก้ปัญหาพราะพื้นที่สยาม-ปทุมวัน กระทบความมั่นคง ภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นประเทศ

เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2569 ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีการประชุมหารือเกี่ยวกับการจัดการพื้นที่การจัดการศึกษามหิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย โดยมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวง อว.เป็นประธานและมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว.,ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.ฤกษ์ชัย ฟูประทีปศิริ อธิการบดีมหิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก รศ.ดร.เสถียร ธัญญศรีรัตน์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(ผบช.น.) พล.ต.ต.ชรินทร์โกพัฒน์ตา รอง ผบช.น. (น.6) พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น.(น.1-2)พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น.(เทพนคร 1) พ.ต.อ.เอกภพ ตันประยูร รอง ผบก.น.1พ.ต.อ.ธรา แปงเครื่อง รอง ผบก.น.6พ.ต.อ.นริศ ปรารถนาพรรอง ผบก.น.6พ.ต.อ.ศิริชาติ จันทร์พรมมา ผกก.สน.ปทุมวัน พ.ต.อ.เชิดศักดิ์ รอดเข็มผกก.สส.บก.น.6 รวมทั้งหน่วยงานและฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่ห้องประชุมชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว.โดยใช้เวลาประชุมประมาณ 45นาที

จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน แถลงผลการประชุมว่า การหารือครั้งนี้เป็นการสานต่อแนวทางที่ทุกฝ่ายได้พูดคุยและดำเนินการร่วมกันมาแล้ว โดยไม่ได้เป็นการทับซ้อนหรือยกเลิกคำสั่งหรือแนวทางเดิม แต่ต้องการทำให้สิ่งที่ได้ตกลงกันไว้สามารถเดินหน้าได้รวดเร็วและเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะการพิจารณาประเด็นด้านกฎหมาย ความมั่นคง และความปลอดภัย เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามหลักเกณฑ์และกรอบเวลาที่ชัดเจน เนื่องจากเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของ2สถาบัน แต่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ปทุมวันและสยาม ซึ่งเป็นทั้งพื้นที่เศรษฐกิจ พื้นที่ท่องเที่ยว พื้นที่การศึกษาและพื้นที่ที่เยาวชนเข้ามาใช้ชีวิตร่วมกัน ดังนั้นความปลอดภัยจึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญอย่างใกล้ชิด

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า จากการหารือร่วมกับผู้บริหารของทั้งสองสถาบัน ได้กำหนดแนวทางดำเนินการต่อจากนี้ 4ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.งดจัดการเรียนการสอนในพื้นที่พิพาทอย่างน้อย 3เดือน โดยจะดำเนินการทันทีนับตั้งแต่วันที่ 9ก.ย.นี้เป็นต้นไป โดย กระทรวง อว.จะออกคำสั่งให้ทั้ง 2สถาบันปฎิบัติตาม เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยให้กับนักศึกษา บุคลากรและประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ หากการเปลี่ยนผ่านด้านพื้นที่ยังไม่แล้วเสร็จ จะยังคงงดการเข้าใช้พื้นที่พิพาทต่อไป ขณะเดียวกัน ผู้บริหารทั้ง 2สถาบันจะต้องจัดรูปแบบการเรียนการสอนที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้มาตรการด้านความปลอดภัยส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาของนักศึกษา

2.เร่งจัดพื้นที่ใหม่ให้อุเทนถวาย โดยมอบหมายให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกจัดเตรียมพื้นที่ใหม่ที่ไม่อยู่ในพื้นที่พิพาท และเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในช่วงเวลา 3 เดือนที่กำหนด เพื่อให้สามารถย้ายการจัดการเรียนการสอนไปยังพื้นที่ใหม่ได้ หากยังไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ภายในกรอบเวลาดังกล่าว จะต้องพิจารณาขยายระยะเวลาการงดใช้พื้นที่พิพาทออกไป เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัย 3.ให้สถาบันเทคโนโลยีปทุมวันจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Plan) ด้วย โดยนอกจากการปฏิบัติตามมาตรการงดใช้พื้นที่ในช่วง 3 เดือน ยังต้องเตรียมความพร้อมในระยะยาวด้วย สำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพื้นที่หากมีความจำเป็นในอนาคต โดยไม่กระทบต่อการจัดการศึกษา

และ4.พัฒนาพื้นที่เดิมให้เป็นพื้นที่ด้านการศึกษา อุตสาหกรรม และนวัตกรรม โดยพื้นที่ปัจจุบันที่อุเทนถวายใช้งาน ซึ่งเป็นพื้นที่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยืนยันจะไม่ใช้พื้นที่ดังกล่าวในเชิงการค้าหรือเชิงพาณิชย์ แต่จะรักษาแนวคิดให้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมและนวัตกรรม เปิดโอกาสให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประชาชน ทั้งนี้ จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมจากสถาบันที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยกระทรวง อว.จะร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการบริหารจัดการพื้นที่ดังกล่าวให้ยังคงมีบทบาทเป็นพื้นที่ด้านการศึกษา การพัฒนาอุตสาหกรรม และนวัตกรรมต่อไป

“ระหว่างการเปลี่ยนผ่านจะมีการดูแลด้านความปลอดภัยอย่างเข้มข้น โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกองบัญชาการตำรวจนครบาลจะเข้ามาดูแลพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักศึกษา ประชาชน และนักท่องเที่ยวว่า พื้นที่สยามและปทุมวันซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของประเทศจะเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเข้ามาใช้ชีวิตและเดินทางได้อย่างปลอดภัย โดยสิ่งที่เราต้องการเห็นคือการยุติข้อพิพาทอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า วันนี้เราจึงต้องใช้กฎหมายและหลักเกณฑ์ที่มีอยู่เป็นกรอบในการดำเนินการ พร้อมกำหนดหน้าที่และกรอบเวลาของแต่ละฝ่ายให้ชัดเจน เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเดินหน้าไปพร้อมกันได้” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวและว่า

สำหรับประเด็นด้านคุณภาพการศึกษา ศ.ดร.ยศชนัน ย้ำว่า กระทรวง อว. จะดูแลทั้ง 2 สถาบันอย่างเต็มที่ ไม่ว่าการจัดการเรียนการสอนจะอยู่ในพื้นที่ใด โดยจะสนับสนุนเครื่องมือและทรัพยากรที่จำเป็น เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนแปลงด้านพื้นที่กระทบต่อคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ของนักศึกษา พร้อมทั้งรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของทั้งสองสถาบัน ทั้งศิษย์เก่าและนักศึกษาปัจจุบัน

เป้าหมายของเราคือทำให้ทุกฝ่ายสามารถเดินหน้าต่อไปได้พร้อมกัน ทั้งในเรื่องความปลอดภัย การยุติข้อพิพาท และการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เพราะท้ายที่สุดแล้ว เรามีเป้าหมายเดียวกัน คือการทำให้การศึกษาไทยมีคุณภาพและทำให้พื้นที่แห่งนี้กลับมาเป็นพื้นที่ที่สร้างประโยชน์ให้กับคนไทยทุกคน

วว.ยกระดับอุตฯไม้ดอกและไม้ประดับ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

10 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ โดย นางวิทยาลักษณ์ สามใจ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับไม้ดอกและไม้ประดับของจังหวัดเชียงใหม่” เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ในการยกระดับอุตสาหกรรมไม้ดอกและไม้ประดับของจังหวัดเชียงใหม่ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การผลิต การพัฒนาคุณภาพ การเพิ่มมูลค่าสินค้า การตลาด และการเชื่อมโยงสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่ ภายใต้แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG Economy (Bio-Circular-Green Economy) ที่มุ่งสร้างการเติบโตควบคู่กับความยั่งยืน โดยมี นายมนตรี แก้วดวง รักษาการผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ (ศนก.) ผศ.ดร.ณัฐพงค์ จันจุฬา นักวิจัย ศนก.  คณะนักวิจัย เข้าร่วมงาน ณ ตลาดมีโชค พลาซ่า จ.เชียงใหม่

ภายในงานมีการจัดกิจกรรม BLOOM AHOLIC  “หลงรักดอกไม้ หลงรักเมืองเชียงใหม่” เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ วิสัยทัศน์ และข้อเสนอแนะจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา นักวิจัย และผู้ประกอบการด้านไม้ดอกและไม้ประดับ ร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไม้ดอกของจังหวัดเชียงใหม่ให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าดอกไม้คุณภาพของประเทศ

โอกาสนี้ นายมนตรี แก้วดวง ในฐานะผู้แทน วว. ร่วมเสวนาในหัวข้อ “การประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับสินค้าไม้ดอกและไม้ประดับของจังหวัดเชียงใหม่” โดยได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การผลิตต้นพันธุ์ การจัดการแปลงปลูก เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการเชื่อมโยงตลาดและการสร้างแบรนด์ เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก

ทั้งนี้ วว. มุ่งใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับภาคการเกษตร สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทย และผลักดันเชียงใหม่สู่การเป็นเมืองแห่งไม้ดอกและไม้ประดับระดับนานาชาติ ความร่วมมือระหว่าง วว. และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ จะร่วมดำเนินงานครอบคลุมการวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี การให้คำปรึกษาทางวิชาการ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การยกระดับมาตรฐานสินค้า การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการผลักดันการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมไม้ดอกและไม้ประดับของจังหวัดเชียงใหม่ในระยะยาว พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ว้าว! วิทยาลัยเทคนิคอ่างทอง เปิดหลักสูตร “ช่างเชื่อมใต้น้ำ” แห่งแรกของไทย รายได้สูง

9 กันยายน 2569 เวลา 15:32 น.

 

วิทยาลัยเทคนิคอ่างทอง เปิดหลักสูตร “ช่างเชื่อมใต้น้ำ” แห่งแรกของประเทศ ปั้นนักศึกษาอาชีวะสู่สายอาชีพเฉพาะทาง รายได้สูง ต้องใช้ทักษะและความเชี่ยวชาญสูง เพื่อตอบโจทย์ตลาดแรงงานทั้งในและต่างประเทศ

วันที่ 9 ก.ย. ที่วิทยาลัยเทคนิคอ่างทอง ได้เดินหน้าพัฒนาหลักสูตรช่างเชื่อมใต้น้ำ รองรับความต้องการแรงงานฝีมือเฉพาะทาง หลังพบว่าอาชีพนี้ยังขาดแคลนในประเทศไทย โดยเปิดให้นักศึกษาระดับ ปวส. ได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ พร้อมฝึกทักษะการดำน้ำและการเชื่อมใต้น้ำอย่างเป็นระบบ

ดร.ไพฑูรย์ สังข์สวัสดิ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคอ่างทอง ได้นำ นายทัศนัย สุธาพจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง เยี่ยมชมวิทยาลัย และติดตามการเรียนการสอนด้านงานเชื่อมใต้น้ำ โดยมี อาจารย์ปราโมทย์ จามรเนียม หัวหน้าแผนกช่างเชื่อม ให้การต้อนรับและนำชมการฝึกปฏิบัติ

ดร.ไพฑูรย์ กล่าวว่า การเปิดหลักสูตรช่างเชื่อมใต้น้ำ ถือเป็นการพัฒนาทักษะช่างฝีมือเฉพาะทางที่มีความต้องการในตลาดแรงงาน แต่ยังมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในไทยจำนวนจำกัด ทางวิทยาลัยจึงนำองค์ความรู้จากครูผู้สอนที่จบจากโรงเรียนช่างฝีมือทหาร และผ่านการฝึกอบรมด้านการเชื่อมใต้น้ำมาแล้ว มาพัฒนาต่อยอดเป็นหลักสูตรการสอนในระดับ ปวส.

นักศึกษาที่จะเข้ารับการฝึก ต้องมีพื้นฐานด้านงานเชื่อม สามารถว่ายน้ำได้ และมีความพร้อมในการดำน้ำ เพราะต้องฝึกทั้งทักษะการเชื่อมและการปฏิบัติงานใต้น้ำควบคู่กัน ทางวิทยาลัยได้จัดเตรียมและจัดซื้ออุปกรณ์สำหรับฝึกดำน้ำและการเชื่อมใต้น้ำ เพื่อให้นักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติจริง ภายใต้การดูแลของครูผู้มีประสบการณ์

สำหรับงานที่รองรับผู้ผ่านการฝึกอบรม ได้แก่ งานซ่อมบำรุงท่อใต้น้ำ, งานท่อส่งน้ำมันชายฝั่งและในทะเล, งานซ่อมเรือเหล็ก, เรือดูดทราย และงานโครงสร้างต่าง ๆ ใต้น้ำ โดยเฉพาะการซ่อมเรือ หากต้องยกเรือขึ้นฝั่งจะมีค่าใช้จ่ายและใช้เวลานาน การมีช่างเชื่อมใต้น้ำลงไปซ่อมจุดที่มีปัญหาได้ทันที จะช่วยลดขั้นตอนและประหยัดต้นทุนไปได้มาก

ด้านรายได้ ถือเป็นสายอาชีพที่มีโอกาสสร้างรายได้สูงมาก ผู้ที่มีประสบการณ์และทักษะเฉพาะทาง สามารถทำงานในอุตสาหกรรมทางทะเลและงานซ่อมบำรุงโครงสร้างใต้น้ำ ซึ่งบางตำแหน่งมีรายได้สูงถึงหลักแสนบาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ลักษณะงาน และจำนวนครั้งที่ลงปฏิบัติงาน โดยค่าตอบแทนการลงทำงานแต่ละครั้ง (คิดเป็นเที่ยวหรือ Standard Dive) อยู่ที่ประมาณ 5,000 บาทต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับประเภทและเงื่อนไขของงาน

ส่วนเรื่องความปลอดภัย วิทยาลัยให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ระบบที่ใช้ฝึกจะเป็นกระแสไฟฟ้าตรง (DC) ซึ่งต่างจากกระแสไฟฟ้าสลับ (AC) ตามบ้านทั่วไป พร้อมปฏิบัติตามขั้นตอนความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด โดยมีครูผู้เชี่ยวชาญควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด

การเปิดหลักสูตรครั้งนี้ จึงเป็นอีกแนวทางในการพัฒนากำลังคนสายอาชีวะ ให้มีทักษะเฉพาะทางตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และเพิ่มโอกาสให้นักศึกษาได้ประกอบอาชีพที่มีรายได้สูงในอนาคต

‘รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์’ สานฝันเด็กพิเศษสู่อนาคต ผ่าน ‘ทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษา’ หนุนการเรียนรู้ พึ่งพาตนเอง

9 กันยายน 2569 เวลา 15:31 น.

การศึกษาเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยเปิดโอกาสให้เด็กพิเศษได้ค้นพบและพัฒนาศักยภาพของตนเอง เพราะเด็กแต่ละคนมีความสามารถและความต้องการที่แตกต่างกัน การเรียนรู้จึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการอ่านเขียนหรือความรู้ในห้องเรียน แต่ควรครอบคลุมถึงการพัฒนาทักษะการสื่อสาร การใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น การช่วยเหลือตนเอง และการฝึกทักษะอาชีพ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านความถนัดของตนเองและนำไปต่อยอดในชีวิตจริง การสร้างโอกาสทางการศึกษาที่เหมาะสมจึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้เด็กพิเศษสามารถเติบโตอย่างมีคุณภาพ ก้าวสู่การมีงานทำ และพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต…

ด้วยความสำคัญของการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กพิเศษ โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ และศูนย์พัฒนาการเด็กพิเศษพระมหาไถ่ ภายใต้การบริหารงานของมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ จึงจัดโครงการ “ทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษ” ขึ้นเพื่อระดมทุนสนับสนุนการจัดการศึกษา การฝึกอาชีพ ตลอดจนจัดหาอุปกรณ์และทรัพยากรที่จำเป็น เพื่อให้เด็กพิเศษได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง พร้อมเตรียมความพร้อมสู่การมีงานทำและพึ่งพาตนเองในอนาคต โดยงานจะจัดขึ้นในวันอังคารที่ 29 กันยายน 2569 เวลา 08.00–12.00 น. ณ หอประชุมศูนย์มหาไถ่ มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี

นางสาววรรณวนัช กันพรม ผู้จัดการโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ กล่าวว่า โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ และศูนย์พัฒนาการเด็กพิเศษพระมหาไถ่ จัดตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2561 เพื่อให้บริการด้านการกระตุ้นพัฒนาการ การศึกษาและฝึกอาชีพแก่เด็กพิเศษที่มีอายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไปโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ครอบคลุมการเรียนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ไปจนถึงระดับฝึกอาชีพ ปัจจุบันมีเด็กพิเศษในโรงเรียนกว่า 170 คน

การจัดการศึกษาให้กับเด็กพิเศษไม่ได้มุ่งเพียงให้เด็กอ่านออกเขียนได้หรือเรียนจบตามระดับการศึกษาเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับการค้นหาศักยภาพของเด็กแต่ละคน เพื่อให้นำความสามารถของตนเองมาต่อยอดเป็นทักษะที่ใช้ได้จริง ทั้งในชีวิตประจำวัน การสื่อสาร การอยู่ร่วมกับผู้อื่น ตลอดจนการฝึกทักษะอาชีพที่เหมาะสมกับความถนัดและศักยภาพของแต่ละบุคคล

“เด็กพิเศษแต่ละคนมีความสามารถและศักยภาพที่แตกต่างกัน สิ่งที่โรงเรียนให้ความสำคัญคือการค้นหาว่าเด็กแต่ละคนมีความสามารถด้านใด แล้วนำสิ่งนั้นมาพัฒนาให้เกิดเป็นทักษะ ทั้งด้านการเรียนรู้ การใช้ชีวิต และการฝึกอาชีพ เพราะเราอยากเห็นเด็ก ๆ สามารถก้าวไปข้างหน้าได้ด้วยตัวเอง และมีโอกาสเข้าสู่การทำงานจริงในอนาคต” นางสาววรรณวนัช กล่าว

ขณะเดียวกัน การจัดการศึกษาและการฝึกทักษะสำหรับเด็กพิเศษจำเป็นต้องมีสื่อการเรียนการสอน อุปกรณ์ฝึกอาชีพ และเครื่องมือเฉพาะที่เหมาะสมกับความต้องการของเด็ก รวมถึงบุคลากรและทรัพยากรที่เพียงพอต่อการดูแลและพัฒนาเด็กอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนจากภาคส่วนต่างๆ จึงมีส่วนสำคัญในการช่วยให้โรงเรียนสามารถจัดการศึกษาและพัฒนาทักษะที่จำเป็นให้กับเด็กได้อย่างเต็มศักยภาพ  ทุกการสนับสนุนอาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับเด็กพิเศษอาจหมายถึงโอกาสที่จะได้เรียน ได้ฝึก ได้ค้นพบความสามารถของตัวเอง และอนาคตที่สามารถมีงานทำและดูแลตัวเองได้ การให้โอกาสเด็กพิเศษจึงไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือในวันนี้ แต่เป็นการวางรากฐานให้เด็กพิเศษสามารถเติบโตอย่างมีคุณค่าและมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเต็มศักยภาพ

สำหรับโครงการ “ทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษ” ได้รับเกียรติจาก พระโสภณคณาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดญาณสังวราราม เจ้าคณะจังหวัดชลบุรี (ธรรมยุต) และนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา ศิษย์เก่า ตลอดจนประชาชนผู้มีจิตศรัทธาในพื้นที่เมืองพัทยาและพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมงาน

นางสาววรรณวนัช กล่าวอีกว่า ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโอกาสให้เด็กพิเศษ เพราะสิ่งที่เด็กๆ ต้องการไม่ใช่ความสงสาร แต่คือโอกาสในการเรียนรู้  การพัฒนาตัวเอง และโอกาสที่จะได้แสดงให้เห็นว่าเขาก็สามารถทำอะไรได้อีกมากมาย หากได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม” โครงการ “ทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษ” จึงเป็นมากกว่ากิจกรรมระดมทุน แต่เป็นการร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษา พัฒนาทักษะชีวิตและอาชีพ และสร้างเส้นทางสู่การพึ่งพาตนเองให้กับเด็กพิเศษ เพื่อให้พวกเขาสามารถเติบโตอย่างมีคุณค่าและมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเต็มศักยภาพ

ร่วมสร้างโอกาส เพื่ออนาคตของน้องๆ ร่วมบริจาคเงินหรือสิ่งของจำเป็นได้ที่ ธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี “โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์” หรือผ่านระบบ e-Donation ซึ่งสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 092-739-0990

‘ผาณิต พูนศิริวงศ์’มอบช่อดอกไม้ร่วมยินดีทีมข่าว ‘แนวหน้าออนไลน์’คว้า 3 รางวัลใหญ่ ‘ฐานันดร ๔’

10 กันยายน 2569 เวลา 14:32 น.

ผาณิต พูนศิริวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หนังสือพิมพ์แนวหน้า จำกัด ร่วมมอบแจกันดอกช่อดอกไม้แสดงความยินดีกับทีมข่าว “แนวหน้าออนไลน์” (NaewnaOnline) หลังประสบความสำเร็จครั้งใหญ่ สามารถคว้า 3 โล่รางวัลเกียรติคุณ จากพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ “ฐานันดร ๔” ประจำปี 2569 จัดโดยสมาคมสมาพันธ์นักข่าว (ประเทศไทย) ณ กรมประชาสัมพันธ์ ถนนพระราม 6 เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร

สำหรับ 3 รางวัลใหญ่ที่แนวหน้าออนไลน์ได้รับในครั้งนี้ ประกอบด้วย รางวัลสื่อมวลชนดีเด่นได้แก่ นางสาวอัญชะลี ไพรีรัก สื่อมวลชนอาวุโสและผู้ดำเนินรายการข่าว ช่องยูทูปแนวหน้าออนไลน์

 รางวัลรายการข่าววาไรตี้ดีเด่นได้แก่ รายการ “แนวหน้าข่าวเที่ยง” ดำเนินรายการโดย อัญชะลี ไพรีรัก และ ปรเมษฐ์ ภู่โต

รางวัลรายการข่าววาไรตี้ดีเด่นได้แก่ รายการ “แนวหน้าข่าวค่ำ” ดำเนินรายการโดย พีระพัฒน์ วัฒนาภิรมย์ และ จิตกร บุษบา

บรรยากาศการมอบดอกไม้เป็นไปอย่างอบอุ่นและภาคภูมิใจ โดยรางวัลดังกล่าวนับเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นทุ่มเทของทีมงานทุกคนในการทำหน้าที่สื่อมวลชนอย่างมืออาชีพ ยึดมั่นในจรรยาบรรณวิชาชีพ นำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง รอบด้าน และตรงไปตรงมา พร้อมก้าวสู่การเป็นสื่อดิจิทัลคุณภาพที่เคียงข้างสังคมไทยภายใต้สโลแกน “มั่นคง ตรงไป ตรงมา”

มอบ 1 ล้านบาท สมทบทุนผู้ป่วยมะเร็งเด็ก มูลนิธิรามาธิบดีฯ

10 กันยายน 2569 เวลา 13:41 น.

เพิร์ล สถาวราวงศ์ เป็นผู้แทนมอบเงินในนาม พัชรินทร์ สถาวราวงศ์ จากการจัดคอนเสิร์ต FAREWELL CONCERT อัสนี–วสันต์ “อยากจะย้ำ ชัด ๆ ครั้งสุดท้าย” รอบการกุศล ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ณ อิมแพค เมืองทองธานี จำนวนเงิน 1,000,000 บาท เพื่อร่วมสมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดีฯ ในโครงการช่วยเหลือ ผู้ป่วยมะเร็งในเด็ก ในการนี้มี  ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล, อ.นพ.ไพโรจน์ บุญคงชื่น รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และ รศ.(พิเศษ) พญ.วิไล ธนสารอักษร คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นผู้แทนมูลนิธิรามาธิบดีฯ รับมอบ

การมอบเงินครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งพลังจากวงการดนตรีที่นำความสุขจากเวทีคอนเสิร์ตมาต่อยอดเป็นโอกาสในการช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กและครอบครัว พร้อมสะท้อนบทบาทของกิจกรรมบันเทิงที่สามารถสร้างคุณค่ากลับคืนสู่สังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม

‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ นั่งหัวโต๊ะคณะทำงานฯ ขับเคลื่อน Visitor Economy เชื่อมข้อมูล-ประสบการณ์-ผู้ประกอบการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

10 กันยายน 2569 เวลา 13:17 น.

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานคณะทำงานด้านพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy ครั้งที่ 5 พร้อมด้วยคณะทำงาน ร่วมประชุมกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากผู้มาเยือนของประเทศไทย โดยมุ่ง เชื่อมโยงข้อมูล ความต้องการของตลาด ศักยภาพของพื้นที่ และผู้ประกอบการ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ณ ตึกการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 

ที่ประชุมได้หารือถึงบทบาทและภารกิจหลักของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตามพระราชบัญญัติการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ควบคู่กับแนวทางการขับเคลื่อน Visitor Economy ด้วยการบริหารจัดการ Tourism Economy โดยเห็นว่า ททท. แสดงบทบาทเป็นองค์กรด้าน Tourism Intelligence ที่ใช้ข้อมูลและความเข้าใจเชิงลึกในการเชื่อมโยง Demand และ Supply รวมทั้งนำไปสู่การออกแบบ Experience Architecture ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมและความต้องการของผู้มาเยือนได้อย่างชัดเจน

ที่ประชุมยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาข้อมูล Visitor Arrival ให้ครอบคลุมทั้งนักท่องเที่ยวที่พักค้างคืนและกลุ่มผู้มาเยือนที่ไม่พักค้างคืน หรือ Excursionists รวมถึงการวิเคราะห์ Multi-purpose of Visit เพื่อให้เข้าใจพฤติกรรมผู้มาเยือนได้อย่างรอบด้าน พร้อมเสนอการจัดทำตัวชี้วัด Connect the Dots ที่เชื่อมโยงข้อมูลการเดินทาง กิจกรรม ประสบการณ์ และการใช้จ่าย โดยมี Spending per Head เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญในการสะท้อนมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง

ในด้าน Supply Side ที่ประชุมเห็นว่าการพัฒนาสินค้าและบริการต้องสอดคล้องกับทั้งศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของตลาด โดย ททท. ได้เสนอให้เห็นถึงบทบาทในการออกแบบกรอบและเชื่อมโยงข้อมูล ขณะที่ชุมชนและผู้ประกอบการควรเป็นผู้ขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์ตามบริบทและอัตลักษณ์ของตนเอง โดยเฉพาะการท่องเที่ยวโดยชุมชน พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผ่านกลไกและงบประมาณเชิงยุทธศาสตร์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ท่านวีระศักดิ์ ยังเน้นย้ำถึงการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ใน 15 Segments เพื่อสร้างห่วงโซ่มูลค่าใหม่ของประเทศ รวมถึงการส่งเสริมกองถ่ายทำหรือ Filming ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับพื้นที่ เชื่อมโยงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ และการท่องเที่ยวในระยะยาว

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เสนอการออกแบบประสบการณ์สำหรับผู้มาเยือนในทุกโอกาส โดยเฉพาะผู้เข้าร่วมประชุมระดับนานาชาติและกลุ่มผู้โดยสารต่อเครื่อง สำหรับการประชุม World Bank ได้มีแนวคิดจัดทำ Wellness & Spa Excursion Program ในกรุงเทพมหานครและพื้นที่โดยรอบ โดยคุณอดิษฐ์ได้นำเสนอแนวคิด 50 Excursion Packages ที่ครอบคลุมความสนใจหลากหลาย เพื่อเปลี่ยนเวลาว่างของผู้เข้าร่วมประชุมให้เป็นประสบการณ์และการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน ผู้ว่า ททท. เสนอให้ ATTA ร่วมออกแบบ Transit Excursion Program สำหรับผู้โดยสารต่อเครื่องที่มีเวลาพักเพียงพอ ในรูปแบบ 3 ชั่วโมง และ 6 ชั่วโมง ครอบคลุมกิจกรรม อาทิ Wellness & Spa การนวด กอล์ฟ อาหาร และ Lifestyle เพื่อเปลี่ยน “เวลารอ” ให้เป็น “เวลาแห่งประสบการณ์” และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้ประกอบการและธุรกิจบริการของไทย

ท่านวีระศักดิ์ กล่าวว่าเสริมว่า การขับเคลื่อน Visitor Economy ต้องเชื่อมโยงข้อมูล ผู้มาเยือน ตลาด ผู้ประกอบการ ชุมชน และนโยบายเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อเปลี่ยนทุกการเดินทางและทุกช่วงเวลาของผู้มาเยือนให้เป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ คณะทำงานจะร่วมกันผลักดัน Visitor Economy Framework เพื่อบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วน และเชื่อมโยง Tourism Economy, Creative Economy และ Visitor Economy เข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเปลี่ยน “ผู้มาเยือน” ให้เป็น “มูลค่าทางเศรษฐกิจ” เปลี่ยน “เวลา” ให้เป็น “ประสบการณ์” และเปลี่ยน “ประสบการณ์” ให้เป็น “รายได้ที่กระจายอย่างยั่งยืนสู่ประเทศ”