ตะลอนเที่ยว : วัดไพชยนต์พลเสพย์ราชวรวิหาร วัดโปรดเกศเชษฐาราม

ตะลอนเที่ยว : วัดไพชยนต์พลเสพย์ราชวรวิหาร วัดโปรดเกศเชษฐาราม

ตะลอนเที่ยว : วัดไพชยนต์พลเสพย์ราชวรวิหาร วัดโปรดเกศเชษฐาราม

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วัดวาอารามของพุทธศาสนาในเมืองไทยมีมากมายจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 4 หมื่น 4 พันแห่ง จังหวัดที่มีวัดมากที่สุดไล่ลำดับได้ดังนี้ นครราชสีมา (ประมาณ 2,200 วัด) อุบลราชธานี (ประมาณ 2,000 วัด) และร้อยเอ็ด (ประมาณ 1,700 วัด) ส่วนกรุงเทพมหานครมีวัดทั้งหมดประมาณ 500 วัด 

การมีวัดมากมายในเมืองไทย เพราะพระพุทธศาสนาคือศาสนาประจำชาติ ดังนั้นผู้คนที่มีกำลังทรัพย์มากพอ จึงสร้างวัดเพื่อทำนุบำรุงและส่งเสริมพระพุทธศาสนา ดังมีคำโบราณว่าไว้ดังนี้ เจ้านายชั้นสูงและบรรดาเศรษฐีไทยนับแต่โบราณกาล นิยมสร้างวัดวาอาราม เพราะเห็นว่าเป็นการบำรุงพระศาสนา และถวายเป็นพุทธบูชา แล้วยังเป็นเครื่องประดับเกียรติบารมีของตนเอง 

วันนี้จะพาไปกราบนมัสการพระพุทธรูปและชมสถาปัตยกรรมที่งดงามของวัดสองแห่งคือ วัดไพชยนต์พลเสพย์ราชวรวิหาร วัดโปรดเกศเชษฐาราม จังหวัดสมุทรปราการ

วัดไพชยนต์ฯ มีประวัติว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ กรมหมื่นศักดิพลเสพ ทรงเป็นแม่กอง ก่อสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์ให้แล้วเสร็จหลังจากถูกทิ้งค้างไว้ ดังนั้น สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพจึงทรงทำตามพระราชบัญชา แล้วทรงสร้างวัดแห่งหนึ่งในเขตคลองลัด หลังจากทรงขุดคลองลัด และทรงสร้างป้อมเพชรหึงษ์ และพระราชทานนามวัดว่า ไพชยนต์พลเสพย์ แต่มีคำสันนิษฐานว่าวัดนี้แต่เดิมชื่อวัดกรมศักดิ หรือวัดปากลัด แต่ในสมัยรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีชื่อว่าวัดวังหน้า แต่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวน่าจะพระราชทานนามใหม่ว่าวัดไพชยนต์พลเสพย์ สถาปัตยกรรมของวัดเป็นแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 คือหน้าบันพระอุโบสถเป็นแบบคล้ายวัดราชโอรสารามฯ หรือแบบจีน เพราะไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ เป็นการผสมผสานสถาปัตยกรรมไทยเข้ากับจีน

พระประธานเป็นแบบมารวิชัย ประดิษฐานบนบุษบกยอดปรางค์ทำด้วยไม้สัก บุษบกงองค์นี้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาถ วังหน้าในรัชกาลที่ 1 (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) ทรงสร้างถวายใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ครั้นสมัยรัชกาลที่ 3 วังหน้าในยุคนั้นคือสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ ทรงให้เชิญบุษบกนี้ประดิษฐานพระพระประธานของวัดศักดิพลเสพย์ เนื่องจากทรงเห็นว่าบุษบกว่าง เนื่องจากรัชกาลที่ 2 ทรงให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ไปประดิษฐานในพระอุโบสถวัดพระแก้ว ในพระบรมมหาราชวัง วัดไพชยนต์ฯ จึงเป็นวัดของกรมพระราชวังหน้าในสมัยรัชกาลที่ 3

วัดโปรดเกศเชษฐาราม คือวัดที่อยู่ท่ามกลางวัฒนธรรมมอญ เป็นวัดพุทธแบบรามัญ ในย่านพระประแดง วัดนี้ก่อสร้างโดยพระยาเพ็ชรพิไชย (เกตุ) นายกองที่ร่วมสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์ สมัยรัชกาลที่ 2 วัดนี้มีสถาปัตยกรรมแบบพระราชนิยมในรัชกาลที่ 3 คือพระอุโบสถไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบันพระอุโบสถประดับด้วยปูนปั้นลายเครือเถาประดับเครื่องลายคราม พระประธานเป็นปางมารวิชัย นามว่า พระพุทธชินนาถศาสดา และยังมีพระพุทธไสยาสน์ในพระวิหาร  ส่วนบานหน้าต่างเป็นศิลปะแบบตะวันตก วาดเป็นภาพปริศนาธรรม และยังมีพระมณฑปกลางสระน้ำ สถาปัตยกรรมไทยแบบเจดีย์ย่อเหลี่ยมไม้สิบสอง ภายในประดิษฐานพระประธานปางมารวิชัยขัดสมาธิเพชร พระพุทธบาทจำลองประดับมุก จุดเด่นของวัดนี้คือภาพวาดที่สะท้อนความเป็นเมืองของตะวันตก เป็นงานของขรัวอินโข่ง

>>>>>ขอบคุณภาพประกอบจากกลุ่มเที่ยวอิ่มบุญ<<<<<

หากสนใจเที่ยวชมโบราณสถานในไทยแบบเจาะลึกรายละเอียดของความงามของพุทธศิลป์

และสถาปัตยกรรม โดยเที่ยวแบบกลุ่มเล็ก ๆ โปรดติตต่อ Mr. Flower 0917233615

สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับห้องเรียนดิจิทัล ตอบโจทย์การศึกษา จาก ‘การเข้าถึง’ สู่ ‘ศักยภาพการใช้งาน

สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับห้องเรียนดิจิทัล ตอบโจทย์การศึกษา จาก ‘การเข้าถึง’ สู่ ‘ศักยภาพการใช้งาน

สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับห้องเรียนดิจิทัล ตอบโจทย์การศึกษา จาก ‘การเข้าถึง’ สู่ ‘ศักยภาพการใช้งาน

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในขณะที่โรงเรียนไทยส่วนใหญ่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้แล้ว ความท้าทายด้านการศึกษาได้ขยับจาก “การเข้าถึง” ไปสู่ “การพัฒนาศักยภาพการใช้เทคโนโลยีและความรู้ทางการเงินของเยาวชน” แม้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในโรงเรียนจะครอบคลุมมากขึ้น แต่ความเหลื่อมล้ำด้านอุปกรณ์และการบูรณาการเทคโนโลยียังเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยรายงานปี 2568 จากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่า โรงเรียนไทยโดยเฉลี่ยมีนักเรียนถึง 17 คนต่อคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง สะท้อนความแตกต่างด้านคุณภาพการเข้าถึงอุปกรณ์และโอกาสในการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ

ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เดินหน้าขยายโครงการ UOB My Digital Space (MDS) ครอบคลุม 10 โรงเรียนทั่วประเทศ สนับสนุนห้องเรียนดิจิทัลและหลักสูตรความรู้ทางการเงินให้แก่นักเรียนกว่า 5,500 คนแห่งทั่วประเทศ เพื่อลดช่องว่างด้านอุปกรณ์และยกระดับศักยภาพการใช้เทคโนโลยีในห้องเรียนไทย โดยครูผู้สอนระบุว่า นักเรียนมีความกล้าแสดงออกมากขึ้น, สามารถฝึกทำแบบฝึกหัดออนไลน์ด้วยตนเอง และลดข้อจำกัดจากการต้องใช้อุปกรณ์ร่วมกันหลายคน

โครงการฯมุ่งแก้ไขช่องว่างดังกล่าวผ่านการจัดตั้ง “ห้องเรียนดิจิทัล” พร้อมอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ตามหลักสูตร เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ รวมถึงการสอดแทรกหลักสูตรการเงินออนไลน์ UOB Money 101: Teen Edition วัยรุ่นเก่งการเงิน ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา เพื่อเสริมทักษะด้านการบริหารเงินและความปลอดภัยดิจิทัล นอกจากนี้ โครงการยังสนับสนุนการอบรมครู การพัฒนานักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1–3 และจัดกิจกรรมด้านความปลอดภัยไซเบอร์และทักษะชีวิตโดยพนักงานอาสาสมัครของยูโอบี

การขยายโครงการในปีนี้ต่อยอดจากความสำเร็จของโรงเรียนต้นแบบ 3 แห่งที่ยูโอบีสนับสนุนตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งได้รับอุปกรณ์ดิจิทัล เครื่องมือการเรียนรู้ และการพัฒนาศักยภาพครูอย่างครบวงจร ตลอด 3 ปีการศึกษา โรงเรียนเหล่านี้พบการพัฒนาทักษะในวิชาหลักอย่างมีนัยสำคัญ โดยโรงเรียนหนึ่งมีสัดส่วนของนักเรียนที่อยู่ในกลุ่มผลการเรียนสูงเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 31 เป็นร้อยละ 62 ขณะที่กลุ่มผลการเรียนต่ำลดลงจากร้อยละ 32 เหลือร้อยละ 10 ตามผลการประเมินหลังเรียนของสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ

นายริชาร์ด มาโลนี่ย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า เมื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมต่อมีความพร้อมมากขึ้น สิ่งสำคัญคือการสร้างความสามารถให้นักเรียนใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิผล และบริหารจัดการการเงินได้อย่างรอบคอบ ผลลัพธ์จากโรงเรียนต้นแบบสะท้อนว่าการเข้าถึงอุปกรณ์ เครื่องมือดิจิทัล และการเรียนรู้เรื่องการเงินอย่างเป็นระบบ สามารถช่วยเสริมศักยภาพนักเรียนได้จริง การขยายโครงการนี้ทำให้เราเข้าถึงนักเรียนกลุ่มกว้างขึ้น และช่วยให้พวกเขาพัฒนาทักษะสำคัญที่จำเป็นต่ออนาคต

นางสาวกนกวรรณ โชว์ศรี ผู้อำนวยการโครงการร้อยพลังการศึกษา มูลนิธิยุวพัฒน์ กล่าวว่า การสร้างผลกระทบที่ยั่งยืนต้องมองไกลกว่าเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การบูรณาการเทคโนโลยีในการเรียนรู้ประจำวัน ควบคู่กับการเสริมความรู้ทางการเงินที่นำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการลดช่องว่างเชิงคุณภาพและเสริมโอกาสระยะยาวของนักเรียน

ผู้อำนวยการโรงเรียนจากโรงเรียนคลองยางประชานุสรณ์และโรงเรียนด่านช้างวิทยา ระบุว่า ห้องเรียนดิจิทัลได้ช่วยให้นักเรียนมีส่วนร่วมอย่างสม่ำเสมอ ลดการพึ่งพาอุปกรณ์ที่ต้องใช้งานร่วมกัน และช่วยวางรากฐานความรู้ด้านการเงินอย่างเป็นระบบภายในห้องเรียน

ทั้งนี้ โครงการ UOB My Digital Space เริ่มต้นในประเทศสิงคโปร์ ก่อนขยายมายังประเทศไทยซึ่งประสบผลสำเร็จอย่างโดดเด่น และต่อยอดสู่ประเทศอินโดนีเซียในลักษณะโครงการระยะหลายปี ปัจจุบัน UOB My Digital Space ช่วยยกระดับทักษะ ความรู้ และการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับนักเรียนกว่า 100,000 คนทั่วภูมิภาค เพื่อเตรียมเยาวชนสู่โลกอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล

Science Update : ญี่ปุ่นล้มเหลวเป็นครั้งที่ 3

Science Update : ญี่ปุ่นล้มเหลวเป็นครั้งที่ 3

Science Update : ญี่ปุ่นล้มเหลวเป็นครั้งที่ 3

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัท สเปซ วัน ของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า จรวดขนาดเล็ก “ไครอส” (Kairos) ได้ทำลายตัวเองโดยอัตโนมัติหลังทะยานขึ้นจากฐานยิงได้เพียง 69 วินาทีเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (5 มี.ค.) ส่งผลให้ความพยายามในการส่งดาวเทียมเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบครั้งแรกของประเทศประสบความล้มเหลวเป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกัน

ไครอส ซึ่งเป็นจรวดใช้เชื้อเพลิงแข็ง มีความยาว 18 เมตร บรรทุกดาวเทียมทดลองจำนวน 5 ดวง รวมถึงดาวเทียมจากบริษัท อาร์คเอดจ์ สเปซ (ArkEdge Space) ที่มีสำนักงานในกรุงโตเกียว และสำนักงานอวกาศไต้หวัน (Taiwan Space Agency) โดยระบบได้สั่งยุติการบินโดยอัตโนมัติที่ระดับความสูง 29 กิโลเมตรเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก ภาพถ่ายทอดสดแสดงให้เห็นว่าจรวดไครอสมีวิถีการบินที่ไม่นิ่งภายในเวลา 2 นาทีหลังจากทะยานขึ้นจากฐานยิงส่วนตัวของบริษัทบริเวณปลายคาบสมุทรคิอิ ทางตะวันตกของญี่ปุ่น

แหวกฟ้าหาฝัน : Wilhelm Marstrand in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Wilhelm Marstrand in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Wilhelm Marstrand in National Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ใน National Museum Stockholm ไม่เพียงมีผลงานของ Jergen Sonne ศิลปินชาวเดนนิสที่น่าสนใจเท่านั้น ยังมีงานของ Nicolai Wilhelm Marstrand ชาวเดนนิสอีกคนหนึ่งที่น่าสนใจ เขาเกิดในเมืองโคเปนเฮเกนในวันที่ 24 ธันวาคม 1810 และเข้าเรียนที่ Copenhagen’s Metropolitan ก่อนลาออกไปเรียนต่อกับ Christoffer Wilehlm Eckersberg ศาสตราจารย์ที่ Royal Danish Academy of Art เพื่อนสนิทของบิดาเมื่ออายุได้เพียง 16 ปี Eckersberg เห็นพรสวรรค์ของเขาในการรังสรรค์งานศิลปะตั้งแต่เห็นเขาเขียนภาพกลุ่มคนที่มีองค์ประกอบหลากหลายจึงส่งเสริมให้เขาเรียนต่อศิลปะ

ระหว่างที่ Marstrand เข้าเรียนต่อที่ Academy of Art ตั้งแต่ปี 1826-33 แทนที่เขาจะรังสรรค์งานที่เกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์ นิยายปรัมปรา และศาสนาอย่างศิลปินรุ่นเดียวกัน เขาเลือกที่จะรังสรรค์งานที่เกี่ยวเนื่องกับชีวิตประจำวันในกรุงโคเปนเฮเกนที่มีทั้งความสนุกสนาน ความวุ่นวาย และความคึกคักอันเป็นความหลากหลายของวิถีเมืองอยู่แล้วส่งผลให้ผลงานจำนวนมากของเขาได้รับการตอบสนองเป็นอย่างดีจากตลาด อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนอย่างดีจาก Christian Waagepetersen พ่อค้าไวน์ที่ขายไวน์ให้กับราชสำนักด้วยจนรับเป็นผู้อุปถัมภ์เขา

แม้เขาจะไม่เคยชนะเหรียญทองคำในการแข่งขัน Academy แต่เขาก็ได้รับทุนให้ออกเดินทางไปเยือนหลายเมืองในเยอรมัน และได้ทุนไปอยู่อิตาลีถึง 4 ปี ระหว่างใช้ชีวิตในต่างประเทศ เขาใช้เวลาส่วนใหญ่รังสรรค์งานเกี่ยวกับชีวิตประจำวันโดยเฉพาะวันงานเทศกาลต่าง ๆ อีกทั้งยังได้มีโอกาสวาดภาพเหมือนของเพื่อนระหว่างเดินทางและอาศัยในอิตาลีด้วย เขาได้ส่งผลงาน Erasmus Montanus เพื่อสมัครเข้าทำงานที่ Art Academy ในปี 1843 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์ในปี 1848 เขาแต่งงานกับ Margrethe Christine Weidemann ในวันที่ 8 มิถุนายน 1850 และมีลูกด้วยกันถึง 5 คน หลังจากนั้นเขาหันเหกลับไปรังสรรค์งานภาพเหมือนโดยให้ครอบครัวของเขาเป็นนางแบบและนายแบบให้นับจากนั้นมา

อย่างไรก็ดี หลังการเสียชีวิตของภรรยาในปี 1867 เขาเปลี่ยนแนวทางการรังสรรค์ผลงานไปเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรและนิยายปรัมปรา และได้สร้างผลงานจิตรกรรมฝาผนังที่สำคัญให้กับหอสวดมนต์ของพระเจ้าคริสเตียนที่สี่ที่โบสถ์ Roskilde ในปี 1864 อีกทั้งยังได้รังสรรค์ผลงานแท่นบูชาที่โบสถ์ Faaborg ด้วย ปี 1871 ก่อนเขาเสียชีวิตไม่นาน เขาได้นำผลงานจิตรกรรมจำนวนมากของตัวเองมอบไว้ประดับหอประชุมมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการ Academy of Art ระหว่าง 1853-7 และ 1863 จนถึงเสียชีวิตจากโรคเส้นโลหิตในสมองแตกในปี 1873

ตัวอย่างงานของเขาใน National Museum Stockholm อาทิ Auction Scene ภาพการประมูลสินค้าในเมืองโคเปนเฮเกนที่เกิดขึ้นตลอดเวลานี้สะท้อนให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัด สังเกตุจากสีหน้าท่าทางของผู้คนที่ขับเคี่ยวอย่างดุเดือดในการกระเหี้ยนกระหือรือแย่งชิงกันเพื่อให้ได้สินค้าซึ่งก็คือชุดเครื่องแบบยามให้กับสามีจนเด็กที่นั่งอยู่บนบันไดต้องเบือนหน้าหนีด้วยความอับอาย  Street Scene in the Dogdays ภาพแนวการ์ตูนของชีวิตบนท้องถนนในโคเปนเฮเกนเป็นภาพที่เป็นที่นิยมอย่างมากในทศวรรษที่ 1830 ภาพคนจับสุนัขกำลังยกสวิงจะจับสุนัขพันธุ์ทางบนท้องถนนตัดกับภาพคนฝึกสุนัขที่กำลังจูงสุนัขหลายสายพันธุ์ทำสีหน้าตกใจกับพฤติกรรมของคนจับสุนัขเป็นสร้างคำถามที่แหลมคมให้กับสังคมว่า มนุษย์แต่ละคนเท่าเทียมกันตามกฎหมายจริงหรือ

นอกจากภาพชีวิตประจำวันแล้ว ศิลปินยังมีผลงานภาพเหมือนด้วย นั่นคือ Otto Marstrand’s two Daughters and their West-Indian Nanny ภาพลูกสาวของน้องชาย 2 คนพร้อมกับพี่เลี้ยงผิวสีในสวนสาธารณะ Frederiksberg นี้สะท้อนให้เห็นถึงยุคมืดของประวัติศาสตร์เดนมาร์ก ในช่วงเวลานั้น น้องชายของเขาเป็นกงสุลที่หมู่เกาะ St Thomas ซึ่งเป็นอาณานิคมของเดนมาร์กได้ใช้ Justina ลูกที่เกิดจากทาสซึ่งอพยพมาจากแอฟริกามาเป็นพี่เลี้ยงเด็กก่อนที่เดนมาร์กจะยกเลิกระบบทาสไปในภายหลัง Ottilia and Christy Marstrand ภาพเหมือนของลูกสาวคนเล็ก 2 คนในสวนที่บ้านบนถนน Rosenvanget ที่เต็มไปด้วยความสุขก่อนที่เขาจะสูญเสียภรรยาในอีก 1 ปีต่อมา

Health News : AI ช่วยพบความเสี่ยงมะเร็งเต้านม

Health News : AI ช่วยพบความเสี่ยงมะเร็งเต้านม

Health News : AI ช่วยพบความเสี่ยงมะเร็งเต้านม

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วารสารทางการแพทย์ระดับโลกอย่าง The Lancet Digital Health รายงานว่า ทีมวิจัยจากออสเตรเลีย นำโดย St Vincent’s BreastScreen Melbourne ได้พัฒนาอัลกอริทึมครื่องมือ AI ตัวใหม่ที่ชื่อว่า BRAIx ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่หาจุดมะเร็งในปัจจุบัน แต่ทำหน้าที่พยากรณ์โอกาสเกิดมะเร็งในอนาคต โดยใช้ข้อมูลจากภาพเอกซเรย์เต้านม (Mammograms) ของผู้หญิงเกือบ 400,000 คน

งานวิจัยพบว่า ผู้หญิงที่ AI จัดให้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงสุด 2% แรก มีโอกาสเกิดมะเร็งเต้านมภายใน 4 ปีอยู่ที่ 9.7% หรือเกือบ 1 ใน 10 คน ซึ่งเป็นระดับความเสี่ยงที่สูงเท่ากับหรือมากกว่าผู้ที่มีการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1/2 ซึ่งเป็นยีนก่อมะเร็งเต้านมที่อันตรายที่สุด AI ยังสามารถตรวจพบรูปแบบความผิดปกติที่ซับซ้อนในเนื้อเยื่อ ซึ่งรังสีแพทย์อาจมองว่าเป็นเนื้อเยื่อปกติหรือเป็นเพียงความหนาแน่นของเต้านมทั่วไป

ปัจจุบัน ระบบการคัดกรองมะเร็งเต้านมทั่วโลกมักใช้มาตรฐานเดียวกันหมด เช่น การตรวจทุกๆ 2 ปีสำหรับผู้หญิงที่มีอายุ 50-74 ปี แต่ผลการวิจัยนี้จะเปลี่ยนรูปแบบเป็นการตรวจตามความเสี่ยงเฉพาะบุคคล หาก AI ประเมินว่ามีความเสี่ยงสูง แม้ผลเอกซเรย์วันนี้จะปกติ แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจถี่ขึ้น หรือใช้เทคโนโลยีอื่นร่วมด้วย เช่น การทำ MRI หรือ Contrast Mammography เพื่อไม่ให้พลาดมะเร็งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ส่วนผู้หญิงกลุ่มเสี่ยงต่ำ อาจสามารถขยายระยะเวลาการตรวจให้นานขึ้นกว่าเดิม ช่วยลดความกังวลและลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

Photo of the week : Inside Iran เกาะติดสถานการณ์ในอิหร่าน

Photo of the week : Inside Iran เกาะติดสถานการณ์ในอิหร่าน

Photo of the week : Inside Iran เกาะติดสถานการณ์ในอิหร่าน

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ติดตามสถานการณ์ในอิหร่าน ที่ตกเป็นเป้าโจมตีทางอากาศของทั้งอิสราเอลและสหรัฐฯ ตลอด 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา คร่าชีวิตผ้นำสูงสุด นายทหารระดับสูงของกองทัพ และพลเรือนผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่แล้วมากกว่า 1,000 คน เป้าหมายทางทหารรวมถึงอาคารบ้านเรือนเสียหายย่อยยับ ขณะที่ยังไม่มีความชัดเจนว่า ชาวอิหร่านส่วนใหญ่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศ ตามที่ผู้นำสหรัฐฯ เรียกร้องหรือไม่

แต่ที่แน่ๆ พวกเขาต้องการให้สงครามและปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ยุติลงโดยเร็วมากกว่า เพื่อที่จะได้กลับมามีชีวิตชีวิตที่ปกติอีกครั้ง หลังจากที่ต้องเผชิญเหตุความวุ่นวายในประเทศมาตั้งแต่ต้นปี 2026

สืบสานศรัทธา บูชา ‘พระบรมธาตุนาดูน’ อัตลักษณ์ ‘พุทธมหายานทวารวดี’ ผสานจารีต ‘อีสานล้านช้าง’ อย่างสง่างาม

สืบสานศรัทธา บูชา ‘พระบรมธาตุนาดูน’ อัตลักษณ์ ‘พุทธมหายานทวารวดี’ ผสานจารีต ‘อีสานล้านช้าง’ อย่างสง่างาม

สืบสานศรัทธา บูชา ‘พระบรมธาตุนาดูน’ อัตลักษณ์ ‘พุทธมหายานทวารวดี’ ผสานจารีต ‘อีสานล้านช้าง’ อย่างสง่างาม

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานศิลปวัฒนธรรมอันล้ำค่า นำขบวนเครื่องสักการะและเครื่องพีชภาคตามคติความเชื่อโบราณ เข้าร่วมพิธีเปิดงานนมัสการพระบรมธาตุนาดูน ประจำปี 2569 ชูอัตลักษณ์พุทธมหายานทวารวดี ผสานจารีตอีสานล้านช้างอย่างสง่างาม

ที่พระบรมธาตุนาดูน อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดย รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม นำคณะผู้บริหาร บุคลากร นิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมจัดขบวนแห่ในพิธีเปิดงานนมัสการพระบรมธาตุนาดูน ประจำปี 2569 โดยในปีนี้มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้เป็นขบวนนำในการจัดขบวนเครื่องสักการะและเครื่องพีชภาคอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อรื้อฟื้นและสืบสานคติความเชื่อทางศาสนาที่ผสานพุทธมหายานสมัยทวารวดีเข้ากับจารีตอีสานล้านช้างอย่างกลมกลืน ซึ่ง “เครื่องพีชภาค” (อ่านว่า พี-ชะ- พาก) หมายถึงเครื่องสักการะที่ประกอบด้วยเมล็ดพืชและธัญพืชมงคล

ขบวนเครื่องบูชาแบ่งเป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ เครื่องสักการะแบบมหายานทวารวดี ตามแนวคิด “อัษฏบูชา” หรือเครื่องบูชา 8 ประการ ได้แก่ น้ำสะอาด รัตนะ ดอกไม้ ธูป ประทีป น้ำหอม อาหาร และดนตรี เพื่อฝึกจิตให้เกิดทานบารมี และ ขบวนเครื่องสักการะตามจารีตอีสานล้านช้าง ซึ่งโดดเด่นด้วย “เครื่องพีชภาค” หรือธัญพืชมงคล สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ทางเกษตรกรรม

นอกจากนี้ ยังมีการจัดองค์ประกอบเครื่องสักการะรวม 16 ประการ เช่น ขันหมากเบ็ง บายศรีหลวง และเครื่องปรุงอาหารพื้นถิ่น ซึ่งมิใช่เพียงวัตถุประกอบพิธี แต่เป็น “ระบบสัญลักษณ์” ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิต ภูมิปัญญาท้องถิ่น และโครงสร้างสังคมอีสาน การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นกลไกสำคัญในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและเชื่อมโยงความศรัทธาสู่บริบทสังคมร่วมสมัยอย่างเป็นระบบ

พิธีเปิดงานนมัสการพระบรมธาตุนาดูน ในปีนี้ได้รับเกียรติจากพลเอก บุญสิน พาดกลาง นายทหารราชองครักษ์พิเศษ ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานเปิดงาน โดยมีนายสราวุธ นามสีลี นายอำเภอนาดูน กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ พร้อมนำหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนจากทุกภาคส่วนและประชาชน ร่วมชมพิธีการแสดง “มอลำชี สักการ์กราน พุทธมณฑลอีสานพระบรมธาตุนาดูน” จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ชมการแสดง “จัมปาศรีนาฎการ” โดยดารานักแสดงชื่อดัง เดียร์น่า ฟลีโป และนางรำร่วมรำบูชาพระบรมธาตุนาดูน

งานนมัสการพระบรมธาตุนาดูน ประจำปี 2569 จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมพระพุทธศาสนาถวายเป็นพุทธบูชา พร้อมทั้งเพื่อประชาสัมพันธ์องค์พระบรมธาตุนาดูน ให้เป็นที่ประจักษ์ของประชาชนเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนในท้องถิ่น เห็นความสำคัญตระหนักในคุณค่าและเกิดความหวงแหนในศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น และเพื่อจัดหารายได้พัฒนาและทำนุบำรุงรักษาบริเวณพุทธมณฑลอีสาน ในปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 8 มีนาคม 2569  รวม 9 วัน 9 คืน

สยามซัน – DEVELON จับมือขับเคลื่อนตลาดเครื่องจักรกลหนักไทย สู่การเติบโตระยะยาว

สยามซัน - DEVELON จับมือขับเคลื่อนตลาดเครื่องจักรกลหนักไทย สู่การเติบโตระยะยาว

สยามซัน – DEVELON จับมือขับเคลื่อนตลาดเครื่องจักรกลหนักไทย สู่การเติบโตระยะยาว

วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.20 น.

บริษัท สยาม ซัน ออโต้เซลส์ จำกัด ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจาก DEVELON แบรนด์เครื่องจักรก่อสร้างชั้นนำระดับโลก ให้เป็น ผู้แทนจำหน่ายรายเดียวในประเทศไทย (Sole Authorized Distributor) อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมสิทธิ์ในการจัดจำหน่าย ดูแลการตลาด บริการหลังการขาย และการบริหารเครือข่ายบริการทั่วประเทศแต่เพียงผู้เดียว

พิธีลงนามแต่งตั้งจัดขึ้น ณ Renaissance Bangkok Ratchaprasong Hotel โดยมีผู้บริหารระดับสูงของทั้งสององค์กรร่วมลงนามในข้อตกลงแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางสื่อมวลชนและพันธมิตรธุรกิจที่เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลหนักในประเทศไทย

นายอรรถพล วงษ์พิทักษ์โรจน์ ตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยาม ซัน ออโต้เซลส์ จำกัด กล่าวว่า “การได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้แทนจำหน่ายรายเดียวของ DEVELON ในประเทศไทย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่แบรนด์ระดับโลกมีต่อศักยภาพขององค์กรเรา ทั้งในด้านโครงสร้างธุรกิจ เครือข่ายบริการ ทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ และความเข้าใจตลาดเครื่องจักรกลหนักของไทยอย่างลึกซึ้ง เราพร้อมยกระดับบทบาทสู่การเป็น Total Solution Provider ที่ดูแลลูกค้าตลอดอายุการใช้งานเครื่องจักร ตั้งแต่การให้คำปรึกษา การจัดหาเครื่องจักรที่เหมาะสม ไปจนถึงระบบ After Sales ที่ได้มาตรฐานผู้ผลิตระดับสากล”

ด้าน Jumseok Byun ตำแหน่ง Vice President ของ DEVELON กล่าวเสริมว่า “ประเทศไทยเป็นตลาดยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพการเติบโตสูงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การแต่งตั้ง สยาม ซัน ออโต้เซลส์ เป็นผู้แทนจำหน่ายรายเดียวในครั้งนี้ เกิดจากความเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ระยะยาว ความแข็งแกร่งด้านเครือข่ายบริการ ความพร้อมของทีมงานมืออาชีพ และความสามารถในการลงทุนเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน เรามั่นใจว่าองค์กรแห่งนี้จะสามารถขับเคลื่อนแบรนด์ DEVELON ให้เติบโตอย่างมั่นคง และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดประเทศไทย”

DEVELON เป็นแบรนด์เครื่องจักรกลหนักที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดดเด่นด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และมาตรฐานการผลิต ครอบคลุมผลิตภัณฑ์สำคัญ เช่น รถขุด รถตักล้อยาง และเครื่องจักรสำหรับภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตร โดยมุ่งเน้นประสิทธิภาพการทำงาน ความทนทาน และความคุ้มค่าในระยะยาว 

ในฐานะผู้แทนจำหน่ายรายเดียวอย่างเป็นทางการ บริษัท สยาม ซัน ออโต้เซลส์ จำกัด จะดูแลการจัดจำหน่ายเครื่องจักร DEVELON ครบทุกไลน์ผลิตภัณฑ์ในประเทศไทย พร้อมเดินหน้าขยายเครือข่ายศูนย์บริการ การบริหารจัดการอะไหล่ให้มีความพร้อมสูงสุด และยกระดับทีมวิศวกรและช่างเทคนิคให้ได้มาตรฐานเดียวกับผู้ผลิต เพื่อรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตรทั่วประเทศ 

การแต่งตั้งครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตร่วมกันในระยะยาว โดยบริษัท สยาม ซัน ออโต้เซลส์ จำกัด มุ่งขยายส่วนแบ่งตลาด เสริมความแข็งแกร่งด้านเครือข่ายบริการ และยกระดับมาตรฐาน After Sales ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน DEVELON พร้อมสนับสนุนด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้จากระดับโลก เพื่อผลักดันให้ตลาดเครื่องจักรกลหนักในประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง แข็งแรง และยั่งยืนในอนาคต

ฉลองวันสตรีสากล ‘คาร์นีย์’ ฉาพภาพต้นแบบ ‘ผู้นำธุรกิจหญิงแถวหน้า’ สะท้อนบทบาทเสริมสร้างศักยภาพสตรีรุ่นใหม่ กลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

ฉลองวันสตรีสากล ‘คาร์นีย์’ ฉาพภาพต้นแบบ ‘ผู้นำธุรกิจหญิงแถวหน้า’ สะท้อนบทบาทเสริมสร้างศักยภาพสตรีรุ่นใหม่ กลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

ฉลองวันสตรีสากล ‘คาร์นีย์’ ฉาพภาพต้นแบบ ‘ผู้นำธุรกิจหญิงแถวหน้า’ สะท้อนบทบาทเสริมสร้างศักยภาพสตรีรุ่นใหม่ กลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วันสตรีสากล 8 มีนาคม ปีนี้ ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการเฉลิมฉลองบทบาทของสตรี หากแต่เป็นการเปลี่ยน “ความมุ่งมั่น” ให้เกิดเป็น “การลงมือทำ” ภายใต้แนวคิด “Rights. Justice. Action. For ALL Women and Girls.” ที่สะท้อนถึงความสำคัญของการเสริมสร้างศักยภาพสตรีและการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ คาร์นีย์ (Kearney) บริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการระดับโลก ร่วมกับ Egon Zehnder บริษัทที่ปรึกษาด้านการสรรหาผู้บริหารระดับสูงระดับโลก เห็นพ้องว่าการพัฒนาผู้นำสตรีไทย คือหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและภาคธุรกิจของประเทศในระยะยาว         

ภาวะผู้นำ ไม่ได้จำกัดอยู่ที่เพศ และผู้หญิงไทยได้พิสูจน์ศักยภาพมาอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับองค์กรและระดับประเทศ เช่น ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการขยายตัวทางการค้า ซึ่งมีส่วนช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับประเทศในระดับหลายพันล้านบาท

ประเทศไทย ยังมีโอกาสต่อยอดได้อีกมาก การเพิ่มสัดส่วนของสตรีในตำแหน่งผู้นำระดับที่มีอำนาจตัดสินใจมิใช่เพียงเรื่องของความเท่าเทียมเท่านั้น หากแต่เป็นการเพิ่มศักยภาพแรงงาน และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ความหลากหลายของระดับผู้นำยังมีส่วนสำคัญในการผลักดันนวัตกรรม การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งมีความสำคัญต่อบทบาทของประเทศไทยในระดับอาเซียนและเวทีโลก โดยงานวิจัยของคาร์นีย์ยังชี้ให้เห็นว่า ความหลากหลายและการมีส่วนร่วมในองค์กรสามารถช่วยส่งเสริมนวัตกรรมและเพิ่มผลิตภาพได้  ขณะที่ปัจจุบัน สตรีที่ดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทในประเทศไทยมีเพียงประมาณ 19% เทียบกับค่าเฉลี่ยในยุโรปที่อยู่ราว 30–40% สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างเชิงโครงสร้างมากกว่าข้อจำกัดด้านศักยภาพ

การลดช่องว่างดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความมุ่งมั่นและการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องโครงการอย่าง IGNITE Thailand ซึ่งพัฒนาโดย Kearney ร่วมกับ Egon Zehnder สะท้อนการเปลี่ยนแปลงผ่านการเล็งเห็นความสำคัญของผู้นำสตรี ไปสู่การเร่งสร้างพัฒนาผู้นำหญิงรุ่นใหม่ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม แพลตฟอร์มความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรมนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้นำธุรกิจหญิงชั้นนำของประเทศ ในฐานะคณะที่ปรึกษา ได้แก่ นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) วัลยา จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ มณีรัตน์ อนุโลมสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Sea (ประเทศไทย)

ผู้นำสตรีเหล่านี้เป็นภาพสะท้อนอย่างชัดเจนว่าบทบาทของผู้หญิงในตำแหน่งผู้นำมีส่วนสำคัญต่อการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและการเติบโตของภาคธุรกิจไทย อีกทั้ง ยังตอกย้ำถึงความจำเป็นในการเพิ่มจำนวนผู้นำหญิงในระดับสูงขององค์กรในอนาคต

นวลพรรณ ล่ำซำ

นวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการที่ปรึกษาโครงการ IGNITE Thailand และผู้สนับสนุนการพัฒนาผู้นำและการสร้างโอกาสสำหรับผู้หญิงมาอย่างต่อเนื่อง นอกเหนือจากบทบาทในภาคธุรกิจ ยังมีส่วนสำคัญในการผลักดันบทบาทของผู้หญิงในวงการกีฬา โดยเฉพาะฟุตบอลไทย ซึ่งช่วยเปิดพื้นที่และโอกาสให้ผู้หญิงเติบโต ทั้งในด้านกีฬาและการเป็นผู้นำรุ่นใหม่ ในฐานะหนึ่งในผู้นำธุรกิจหญิงที่โดดเด่นของประเทศ คุณนวลพรรณพิสูจน์ให้เห็นว่าผู้หญิงสามารถก้าวสู่บทบาทผู้นำในระดับสูงได้ พร้อมมองว่า IGNITE Thailand เป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้ผู้หญิงก้าวสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงมากขึ้น

วัลยา จิราธิวัฒน์

วัลยา จิราธิวัฒน์ มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาธุรกิจศูนย์การค้าและอสังหาริมทรัพย์ ของประเทศไทย ภายใต้การนำของเธอ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา ประสบความสำเร็จในการขยายโครงการขนาดใหญ่ทั่วประเทศ และมีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับเมืองและภูมิภาค ในฐานะหนึ่งในผู้นำธุรกิจหญิงชั้นนำของเอเชีย คุณวัลยามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเติบโตสู่ตำแหน่งผู้นำมากขึ้น โดยมองว่า IGNITE Thailand เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยเสริมพลังและสร้างเครือข่ายผู้นำสตรีจากหลากหลายอุตสาหกรรม และเนื่องในวันสตรีสากล ได้เน้นย้ำว่า เมื่อผู้หญิงก้าวหน้า สังคมก็จะก้าวหน้าตามไปด้วย

กลอยตา ณ ถลาง

กลอยตา ณ ถลาง มีบทบาทอย่างแข็งขันในการขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานสู่ความยั่งยืน โดยมีบทบาทโดดเด่นด้านพลังงานแห่งอนาคตและการเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ รวมถึงการมีส่วนร่วมในเวทีระดับโลกอย่าง World Economic Forum ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของผู้นำสตรีไทยในการมีส่วนร่วมต่อทิศทางการพัฒนาในระดับนานาชาติ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนการเติบโตระยะยาวของประเทศไทย เธอเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างองค์กร เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ มุมมองที่หลากหลาย และพลังสนับสนุนร่วมกัน ให้ผู้หญิงสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกและมีความรับผิดชอบได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ เธอยังมองว่าโครงการต่าง ๆ เช่น IGNITE Thailand เป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรม และเร่งพัฒนาศักยภาพความเป็นผู้นำให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

มณีรัตน์ อนุโลมสมบูรณ์

มณีรัตน์ อนุโลมสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Sea (ประเทศไทย) มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย ภายใต้การนำของเธอ แพลตฟอร์มดิจิทัลได้ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายตลาดและเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจโลกได้มากขึ้น เธอมองว่า IGNITE Thailand เป็นกลไกสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้ผู้หญิงก้าวสู่บทบาทผู้นำในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเนื่องในวันสตรีสากล ปัจจุบันผู้หญิงเป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่มีสัดส่วนสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs และธุรกิจออนไลน์ การเสริมทักษะด้านดิจิทัลและการเปิดโอกาสด้านความเป็นผู้นำให้กับผู้หญิง จะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อคศักยภาพการเติบโตของประเทศไทยในอนาคต

ลีโอน่า มนูญพงศ์

ลีโอน่า มนูญพงศ์ หัวหน้าฝ่ายประสานงาน IGNITE Thailand และพรินซิเพิล บริษัท Kearney ประเทศไทย อธิบายว่า IGNITE Thailand ได้แปลงความตั้งใจให้เกิดเป็นการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมผ่านกรอบแนวคิด R.A.I.S.E. ซึ่งประกอบด้วย การยกย่องและเชิดชูความสำเร็จ การผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก การแบ่งปันข้อมูลเชิงลึก การสนับสนุนผ่านระบบพี่เลี้ยง และการเสริมสร้างศักยภาพผู้นำ โดยโครงการได้สร้างเครือข่ายผู้นำข้ามอุตสาหกรรมผ่านกิจกรรมพัฒนาภาวะผู้นำและระบบพี่เลี้ยง ซึ่งได้จับคู่ที่ปรึกษาและผู้เข้าร่วมจากองค์กรชั้นนำ อาทิ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ไมโครซอฟท์ โคคา-โคลา และ ปตท. เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนด้านภาวะผู้นำสตรีอย่างต่อเนื่อง

สิทธารถะ ปาตัก พาร์ทเนอร์บริษัท Kearney กล่าวทิ้งท้ายว่า ความมุ่งมั่นของคาร์นีย์ในการพัฒนาผู้นำสตรีสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว ในวันสตรีสากล การพัฒนาศักยภาพผู้หญิงไทยมิใช่เพียงแนวคิด แต่เป็นการขับเคลื่อนเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยปลดล็อกศักยภาพทุนมนุษย์ สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การผลักดันการพัฒนาผู้นำสตรีอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการลงทุนในการพัฒนาศักยภาพผู้นำหญิงในวันนี้ คือการวางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างเข้มแข็ง ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และมีขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกในอนาคต

จัดหนักของดีโคราช ! ‘มิตรรัก ทั่วไทย’ บุกวังน้ำเขียว

จัดหนักของดีโคราช ! 'มิตรรัก ทั่วไทย' บุกวังน้ำเขียว

จัดหนักของดีโคราช ! ‘มิตรรัก ทั่วไทย’ บุกวังน้ำเขียว

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สองพิธีกรอารมณ์ดี “พ่อเอ-ไชยา” และ “ลูกแป้ง-ศรันฉัตร์” พาเที่ยวแหล่งโอโซนอันดับ 7 ของโลก และอันดับ 1 ของประเทศไทย “สวิตเซอร์แลนด์แดนอีสาน” ที่อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมาเปิดทริปที่สวนดอกเบญจมาศ ตำบลไทยสามัคคี ท่ามกลางบรรยากาศงาน “เบญจมาศบานในม่านหมอก” พร้อมการต้อนรับอบอุ่นจากชาวบ้าน ต้อนรับสองพ่อลูกด้วยเพลง “ประวัติหมู่บ้านไทยสามัคคี” ร้องโดยผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ตีกลองโดยกำนันของตำบลไทยสามัคคี โดยมี พี่กบ-ดารารัตน์ สระเจริญ ผู้ประสานงานหมู่บ้านท่องเที่ยว เล่าถึงจุดเด่นชุมชนที่โดดเด่นทั้งแหล่งท่องเที่ยวและสินค้าเกษตรคุณภาพจากนั้นพาไปที่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรแปรรูปแก่นตะวันไทบ้าน ชมแปลงปลูก “แก่นตะวัน” พืชพรีไบโอติกที่มีใยอาหารสูง ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย และเป็นสินค้าโอทอปเด่นของพื้นที่ พร้อมชิมผลิตภัณฑ์แปรรูปหลากหลายทั้งชาดอกแก่นตะวัน ชาใบแก่นตะวัน แก่นตะวันสด คุกกี้แก่นตะวัน รวมถึงขมิ้นขาวและขมิ้นหนึบของดีประจำชุมชน

ต่อด้วยการเยือนสวนผักสลัดป้าแดง แปลงผักปลอดสารของชาวบ้านไทยสามัคคี ชมขั้นตอนเพาะต้นกล้า  ตัดผักสด ๆ จากแปลง และชิมเมนูผักสลัดจานโตจากนั้นไปอร่อยกันที่ร้านครัวต้นไทร ร้านอาหารพื้นบ้านที่ขึ้นชื่อเมนูปลาและเห็ด อาทิ น้ำพริกเห็ด และปลานึ่งสมุนไพร พร้อมเกริ่นต่อเทปหน้ากับการพาไปดูของดีของวังน้ำเขียว ทั้งพาไปดูฟาร์มเห็ด และผลิตภัณฑ์แปรรูปชื่อดังอย่างแหนมเห็ด และข้าวเกรียบเห็ดสอง ปิดท้ายด้วยการช่วยชาวบ้านขายสินค้าชุมชม ตามสไตล์ พ่อเอ-ลูกแป้ง แฟน ๆ ทางบ้านที่สนใจสินค้าของวิสาหกิจชุมชนไหนที่ รายการ มิตรรัก ทั่วไทย เดินทางไป  สามารถสนับสนุนสั่งซื้อสินค้าได้ที่เว็บไซต์ shop.bugaboo.tv