คุยกัน 7 วันหน : ส่องการแต่งตัว คิม จูแอ ไม่ใช่แค่แฟชั่น แตะสะท้อนสถานะ-ทิศทางการเมือง

คุยกัน 7 วันหน : ส่องการแต่งตัว คิม จูแอ ไม่ใช่แค่แฟชั่น แตะสะท้อนสถานะ-ทิศทางการเมือง

คุยกัน 7 วันหน : ส่องการแต่งตัว คิม จูแอ ไม่ใช่แค่แฟชั่น แตะสะท้อนสถานะ-ทิศทางการเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในโลกของสื่อรัฐเกาหลีเหนือที่ทุกอย่างถูกจัดฉากอย่างประณีต แฟชั่นไม่ใช่เพียงเรื่องของรสนิยม แต่เป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ใช้สื่อสารเรื่องสถานะผู้นำ ความชอบธรรม และอนาคตของระบอบการปกครอง การแต่งตัวที่เปลี่ยนไปของ คิม จูแอ (Kim Ju Ae) ลูกสาวของ คิม จอง-อึน คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า เกาหลีเหนือกำลังเตรียมความพร้อมให้ประชาชนยอมรับผู้นำรุ่นต่อไปอย่างไร

การแต่งตัวเพื่อสืบทอดอำนาจ

การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดคือ การที่จูแอเริ่มทิ้งเสื้อผ้าเด็กแบบทั่วไป และหันมาสวมใส่ชุดที่ถอดแบบมาจากพ่อของเธอ เช่น เสื้อโค้ทหนังสีดำ ในงานสำคัญล่าสุด เช่น การสวนสนามทางทหารในต้นปี 2026 ที่จูแอได้ปรากฏตัวในชุดเสื้อโค้ทหนังยาวสีดำ ซึ่งเหมือนกับชุดที่ คิม จอง-อึน ใส่ไม่มีผิดเพี้ยน เป็นกลยุทธ์ที่เรียกว่า “การจำลองภาพลักษณ์” (Image Replication) เพื่อสร้างความชอบธรรมในการเป็นทายาททางการเมืองโดยเน้นความคล้ายคลึงกับผู้นำปัจจุบัน ในวัฒนธรรมการเมืองของเกาหลีเหนือ เสื้อโค้ทหนังไม่ใช่แค่แฟชั่น แต่มันสื่อถึงท่านผู้นำสูงสุด ในฐานะผู้กุมอำนาจความมั่นคง การให้จูแอใส่ชุดนี้เป็นการเชื่อมโยงภาพลักษณ์ของเธอเข้ากับกองทัพและ “สายเลือดเพ็กตู” อย่างแนบเนียน ทั้งหมดล้วนเป็นกลยุทธ์ที่ถูกวางแผนมาอย่างดีโดย กรมโฆษณาชวนเชื่อและปลุกระดม (Propaganda and Agitation Department – PAD) ของรัฐบาล

สไตล์การแต่งตัวของเธอสะท้อนถึงการก้าวเข้าสู่โครงสร้างอำนาจของรัฐที่เข้มข้นขึ้น เริ่มจากปี 2022 ที่เธอปรากฏตัวครั้งแรกในชุดแจ็กเก็ตบุนวมสีขาวและรองเท้าสีแดง ดูเหมือนเด็กทั่วไปที่ตามพ่อไปทำงาน ต่อมาในช่วงปี 2023–2024 เริ่มเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวสไตล์ให้ดูคล้าย รี โซล-จู ผู้เป็นมารดา ด้วยชุดสูทกระโปรงสีขาว เสื้อโค้ทกำมะหยี่ โดยเฉพาะในงานที่ไม่ใช่การทดสอบขีปนาวุธหรือพิธีสวนสนาม จูแอมักสวมชุดสีโทนอ่อน เช่น สีเบอร์กันดีหรือสีพาสเทล และจัดทรงผมแบบผู้ใหญ่ ที่เรียกว่าทรง “Rooster” หรือทรงไก่ตัวผู้ คล้ายกับแม่ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดูเป็นผู้ใหญ่ และเข้าถึงได้ในฐานะเจ้าหญิง หรือครอบครัวตัวอย่างของชาติ และเสริมสร้างบารมีในฐานะบุคคลสำคัญที่ยืนเคียงข้างผู้นำในงานระดับชาติ

จนในช่วงหลัง ตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นมา ลุคปัจจุบันของจูแอดูขรึมขึ้น เป็นทางการมากขึ้น และมีความเป็นทหารมากขึ้น แม้จะอยู่ในวัยเพียงแค่ 13-14 ปี เธอไม่ได้ถูกนำเสนอในฐานะลูกสาวอีกต่อไป แต่เป็น “ผู้มีส่วนร่วม” ในการตรวจตรากองทัพ ประชุมพรรค ตรวจเยี่ยมสถานที่ทางทหาร หรือการปล่อยขีปนาวุธ เป็นการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ว่าเธอคือ “ทายาท” ที่กำลังถูกบ่มเพาะให้ก้าวขึ้นสู่อำนาจในอนาค

ผู้นำเทรนด์แฟชั่น: ตระกูลคิมเท่านั้นทำได้

ขณะเดียวกัน จูแอปรากฏตัวในชุดจากแบรนด์เนมตะวันตกราคาแพง เช่น เสื้อแจ็คเก็ตจาก Christian Dior แว่นกันแดดของ Gucci และนาฬิกา Cartier ซึ่งเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่ถูกแบนภายใต้กฎหมายต่อต้านวัฒนธรรมภายนอกในเกาหลีเหนือ ประชาชนทั่วไปเข้าไม่ถึง 100% สิ่งนี้ตอกย้ำว่า ตระกูลคิมมีสถานะเสมือนพระเจ้า ที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ที่บังคับใช้กับประชาชนทั่วไป เพราะอยู่ในสถานะที่เหนือกว่าทันสมัย ร่ำรวย และเชื่อมต่อกับโลก ในขณะที่ยังคงความรักชาติอย่างสุดโต่ง

แม้รัฐบาลจะสั่งห้ามประชาชนเลียนแบบการแต่งกายและทรงผมของจูแอ โดยระบุว่าเป็นพฤติกรรมต่อต้านสังคมนิยม แต่กลับมีรายงานว่า ในหมู่ชนชั้นนำและคนร่ำรวยในเมืองตามชายแดน ที่เรียกว่า “ดงจู” (Donju) และเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกรุงเปียงยาง เริ่มมีความนิยมสินค้าหรูหราและแฟชั่นตามแบบฉบับของจูแอมากขึ้น สินค้าอย่างเครื่องสำอางและน้ำหอมจาก Chanel กลายเป็นสัญลักษณ์ของสถานะทางสังคม สินค้าเหล่านี้มักถูกลักลอบนำเข้าผ่านทางจีน โดยอาศัยเครือข่ายการค้าชายแดนและการขนส่งทางเรือที่ตรวจสอบได้ยาก

เช่นเดียวกับความนิยมเสื้อขนสัตว์ในเมืองชายแดนจีน เช่น เมืองซินอึยจู หรือ ฮเยซาน หลังจากเกาหลีเหนือกลับมาเปิดพรมแดนอย่างเต็มรูปแบบในช่วงปี 2025 ทำให้สินค้าแฟชั่นจากจีนหลั่งไหลเข้ามามากขึ้น เสื้อขนสัตว์ ทั้งขนสัตว์จริงและขนเทียมคุณภาพสูง กลายเป็นไอเทมยอดฮิตสำหรับผู้ที่ต้องการอวดความมั่งคั่งจากการค้าขายชายแดน แต่แน่นอนว่า การที่ลูกสาวของ คิม จอง-อึน ปรากฏตัวในชุดเสื้อโค้ทที่มีปกขนสัตว์อยู่บ่อยครั้ง ได้สร้างกระแสแฟชั่นให้กับกลุ่มชนชั้นนำในต่างจังหวัดที่ต้องการเลียนแบบสไตล์ของตระกูลผู้นำ

การมีอยู่ของสินค้าเหล่านี้พิสูจน์ว่า เครือข่ายการจัดหาของเกาหลีเหนือนั้นมีประสิทธิภาพสูงมาก และสามารถเข้าถึงสินค้าชั้นสูงจากยุโรปได้ไม่ยากนัก สะท้อนถึงความล้มเหลวของการคว่ำบาตร ในขณะที่พื้นที่ชนบทบางแห่งยังประสบปัญหาความมั่นคงทางอาหาร แต่ในเมืองชายแดนและเปียงยางกลับมีการใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือยอย่างฟู่ฟ่า ซึ่งแสดงถึงความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มสูงขึ้นในเกาหลีเหนือยุคปัจจุบัน

ว่าที่ผู้นำคนต่อไป

ก่อนหน้านี้ สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติของเกาหลีใต้บรรยายข้อมูลสรุปประเด็นนี้ต่อณะกรรมาธิการข่าวกรองแห่งชาติ วิเคราะห์ว่าการปรากฏตัวของ คิม จูแอ ในขณะขับรถถังประจัญบานรุ่นใหม่ระหว่างการฝึกซ้อมทางทหารเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เป็นการแสดงที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเน้นย้ำถึงขีดความสามารถทางทหารที่ยอดเยี่ยมของตัวเธอ กิจกรรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อขจัดความคลางแคลงใจเกี่ยวกับผู้สืบทอดที่เป็นผู้หญิง และเพื่อสร้างความชอบธรรมในฐานะผู้นำกองทัพตามรอยพ่อของเธอ ซึ่งเคยปรากฏตัวในสื่อรัฐบาลขณะขับรถถังก่อนที่จะขึ้นสืบทอดอำนาจต่อจาก คิม จอง-อิล เช่นกัน ในสังคมเกาหลีเหนือที่ยึดถือระบบชายเป็นใหญ่มายาวนาน การแสดงภาพลักษณ์ที่ดูเข้มแข็งและมีความสามารถทางทหารของผู้หญิง เป็นความพยายามที่จะบอกว่าเธอมีความเหมาะสมที่จะคุมกองทัพได้ไม่ต่างจากผู้ชาย

ปัจจุบัน คิม จูแอ ถูกปฏิบัติในฐานะบุคคลที่มีอำนาจสูงสุดเป็นอันดับ 2 โดยพฤตินัยของเกาหลีเหนือ และเริ่มมีการตรวจพบสัญญาณว่าเธอได้เริ่มให้ความเห็นหรือมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐบางประการแล้ว

ที่ผ่านมา สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติของเกาหลีใต้เคยระบุว่า คิม จูแอ กำลังอยู่ในช่วงฝึกอบรมการสืบทอดอำนาจ แต่ในรายงานล่าสุด ได้ยกระดับเป็นการอยู่ในขั้นตอนการกำหนดตัวผู้สืบทอด ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงการประเมินที่สำคัญมาก สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติของเกาหลีใต้ ยังสังเกตเห็นการใช้คำศัพท์ที่สื่อทางการใช้เรียกเธอว่า “ฮยางโด” (Hyangdo) ซึ่งหมายถึง “ผู้นำทาง” หรือ “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่” (Great Leader/Guidance) โดยปกติคำนี้จะสงวนไว้ใช้เฉพาะกับผู้นำสูงสุดหรือผู้ที่เป็นทายาทสายตรงเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนยังคงให้ระมัดระวังในการตีความ โดยตั้งข้อสังเกตว่าเธอมักจะปรากฏตัวเคียงข้างพ่อเสมอ ไม่ได้ปรากฏตัวคนเดียวในกิจกรรมทางทหารเหมือนที่ คิม จอง-อึน เคยทำในช่วงเตรียมตัวสืบทอดอำนาจ ขณะที่นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า แม้ คิม จูแอ ยังเป็นเพียงวัยรุ่น อายุประมาณ 13-14 ปี แต่การเปิดตัวที่เร็วและชัดเจนอาจมีปัจจัยมาจากสุขภาพของ คิม จอง-อึน ที่แม้จะไม่มีการยืนยันภาวะวิกฤต แต่ประวัติสุขภาพของเขา ทั้งเรื่องน้ำหนักตัวและการสูบบุหรี่ อาจทำให้ต้องรีบสร้างความมั่นใจว่าระบบการสืบทอดอำนาจจะไม่สั่นคลอน อีกทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมระยะยาว เพื่อให้ชนชั้นนำและกองทัพเกิดความคุ้นเคยและยอมรับในตัวเธอ ก่อนที่การเปลี่ยนผ่านอำนาจจริงจะเกิดขึ้นในอนาคต

โดย ดาโน โทนาลี

Photo of the week : เท็ด เทอร์เนอร์ 1938-2026

Photo of the week : เท็ด เทอร์เนอร์ 1938-2026

Photo of the week : เท็ด เทอร์เนอร์ 1938-2026

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ร่วมไว้อาลัย เท็ด เทอร์เนอร์ ผู้ก่อตั้งซีเอ็นเอ็น สถานีข่าวยักษ์ใหญ่ของโลก สถานีโทรทัศน์แห่งแรกที่นำเสนอข่าวตลอด 24 ชั่วโมง กลายเป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จและนำมาซึ่งสถานีข่าว 24 ชั่วโมงอื่นๆ ทั่วโลก นอกจากเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ เทอร์เนอร์ยังเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อม ผู้บริจาครายใหญ่ และนักกีฬาเรือใบระดับโลก

เทอร์เนอร์เสียชีวิตเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (6 พ.ค.) ที่บ้านพักในรัฐฟลอริดา จากอาการป่วยโรคสมองเสื่อมชนิด ลิววี่ บอดี้ (Lewy Body Dementia) หรือ LBD ด้วยวัย 87 ปี

สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับความปลอดภัยในโรงพยาบาล ส่งมอบนวัตกรรม ‘วัดแผ่นดินไหว’ รับมือภัยพิบัติ – ลดความสูญเสีย

สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับความปลอดภัยในโรงพยาบาล ส่งมอบนวัตกรรม ‘วัดแผ่นดินไหว’ รับมือภัยพิบัติ – ลดความสูญเสีย

สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับความปลอดภัยในโรงพยาบาล ส่งมอบนวัตกรรม ‘วัดแผ่นดินไหว’ รับมือภัยพิบัติ – ลดความสูญเสีย

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีส่งมอบนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยและการรับมือภัยพิบัติแก่ ผศ.นพ.จักราวุธ มณีฤทธิ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ณ ห้องประชุม ชั้น 6 อาคารเพชรรัตน์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยมี ศ.เกียรติคุณ ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นสักขีพยาน

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวถึงวิสัยทัศน์และการสนับสนุนการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติภัยพิบัติ ว่า สิ่งที่ดีที่สุดคือต้องไม่เกิดภัยพิบัติหรืออย่างน้อยต้องสามารถคาดเดาได้ และพยายามทำให้นวัตกรรมนำไปใช้ได้จริง ประเทศไทยจึงต้องมีเทคโนโลยีของตัวเองอย่างจริงจัง และต้องเป็นงานวิจัยที่ได้มาตรฐาน ทำงานร่วมกันแบบบูรณาการทั้งในรั้วมหาวิทยาลัย ทีมงาน โจทย์วิจัยจากพื้นที่และประเทศอื่นที่เป็นต้นทาง โดยเริ่มจาก กทม.ซึ่งมีประชากรจำนวนมากและขยายผลไปยังสถานที่อื่นๆ โดยเฉพาะในโรงพยาบาล เนื่องจากอุปกรณ์และเครื่องมือแพทย์จำเป็นต้องได้รับการดูแล รวมถึงความปลอดภัยในโรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์และคนไข้ ซึ่งต้องใช้ทรัพยากร โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ของงานวิจัยเพื่อให้ทำงานได้ โดยมีคอขวดคือการให้ทุนวิจัยอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดภัยพิบัติและปรับตัวเพื่อรองรับโจทย์ต่างๆ โดยเฉพาะโจทย์จากคนหน้างาน จุดมุ่งเน้นคือคนไทยต้องใช้ของที่มีคุณภาพดีไม่ด้อยกว่าต่างประเทศแต่ราคาถูก เพื่อก้าวข้ามภัยพิบัติ และทำให้ทุกคนเข้าถึงนวัตกรรม

ขณะที่ ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า สกสว.ต้องการยกระดับมาตรฐานของการมีชีวิตที่มีคุณภาพด้วยนวัตกรรมเพื่อลดความสูญเสีย สร้างความปลอดภัยและความมั่นคงแก่บุคลากรการแพทย์และคนไทยทุกคน จึงเป็นหน้าที่ของ สกสว.ในการเชื่อมโยงวงการวิทยาศาสตร์และสาธารณสุขไทยนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อตอบสนองความต้องการของคนไทย ทั้งนี้ กระทรวง อว. และกองทุน ววน. โดย สกสว. ยินดีสนับสนุนการติดตั้งเซนเซอร์เพิ่มเติม ภายในอาคารโรงพยาบาล โรงเรียนแพทย์ สังกัดกระทรวง อว.

ด้าน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า การพัฒนานวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยและการรับมือภัยพิบัติของกรุงเทพมหานครมุ่งเน้นหลักการ “Smart Enough City” ที่สร้างความสมดุลระหว่างความต้องการของประชาชน ความคุ้มค่า และความเป็นไปได้ทางเทคโนโลยี โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีราคาแพงหากไม่ตอบโจทย์การใช้งานจริง ตัวอย่างความสำเร็จที่โดดเด่นคือการนำแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ซึ่ง อว. และกองทุน ววน. ทำไว้แล้วมาใช้ให้ประชาชนแจ้งปัญหาเมืองผ่านการถ่ายรูปและประยุกต์ใช้กับการรับมือภัยพิบัติ เช่น ให้ประชาชนแจ้งภาพรอยร้าวของอาคารกว่า 20,000 เคส เพื่อให้วิศวกรอาสาประเมินความปลอดภัยเบื้องต้นผ่านระบบออนไลน์ได้ทันที ซึ่งช่วยคัดกรองอาคารที่ปลอดภัยออกไปได้มาก ลดภาระการลงพื้นที่จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท้ายที่สุดนวัตกรรมที่ดีจึงควรเป็นเทคโนโลยีที่เข้าถึงง่าย ช่วยแก้ปัญหาของท้องถิ่นได้จริง และควรผลักดันให้เกิดการวิจัยหรือสร้างแพลตฟอร์มของประเทศตนเองเพื่อพัฒนาเมืองให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ในส่วนของคณะวิจัย ศ.ดร.นคร ภู่วโรดม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะหัวหน้าโครงการ ระบุว่า ปี 2564 คณะวิจัยได้พัฒนาอุปกรณ์ตรวจวัดการสั่นสะเทือนต้นทุนต่ำ (TUSHM) เป็นครั้งแรกของประเทศภายใต้การสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อมาในปี 2566 ได้ต่อยอดสู่ระบบ Structural Health Monitoring (SHM) ที่ผสานอุปกรณ์ต้นทุนต่ำกับการวิเคราะห์โครงสร้างขั้นสูง และพัฒนาเรื่อยมา เหตุการณ์แผ่นดินไหวปี 2568 ข้อมูลจากอาคารธานีนพรัตน์สามารถประเมินระดับผลกระทบต่ออาคารสูง สนับสนุนการตัดสินใจของ กทม. ในการบริหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินและถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย ทั้งนี้ในปี 2569 มีแผนจะติดตั้งในอาคารสำคัญรวมประมาณ 30 แห่ง ซึ่งโรงพยาบาลในสังกัด กทม. ใช้งบของ กทม. ส่วนในภาคเหนือใช้งบประมาณสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ รวมถึงแผนติดตั้งในภาคกลางเพิ่มเติม

จุดเด่นของระบบ TUSHM คือการผสานอุปกรณ์ตรวจวัดต้นทุนต่ำที่มีประสิทธิภาพสูง เข้ากับการประมวลผลข้อมูลและการวิเคราะห์โครงสร้างขั้นสูง ช่วยให้ประเมินผลกระทบของแผ่นดินไหวได้อย่างแม่นยำและเชื่อถือได้ นอกจากนี้ยังพัฒนาเป็นเครือข่ายสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหวในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะในภาคเหนือรวม 76 สถานี สามารถรายงานผลได้อย่างรวดเร็วในระดับพื้นที่ย่อย เช่น อำเภอหรือตำบล พร้อมแสดงระดับความรุนแรงและผลกระทบที่แตกต่างกันตามสภาพดินและระยะทางจากแหล่งกำเนิด ช่วยให้ประชาชนและหน่วยงานรับรู้สถานการณ์และตอบสนองได้อย่างเหมาะสม

สำหรับเหตุหลุมยุบขนาดใหญ่ รศ.ดร.พรหมพัฒน ธัญสิริชัยศรี และ ผศ. ดร.อมรเทพ จิรศักดิ์จำรูญศรี จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ติดตั้งอุปกรณ์ TUSHM และใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการสำรวจ ได้แก่ การสร้างแบบจำลองเสมือนจริง 3 มิติผ่านเทคโนโลยีโฟโตแกรมเมตรี และ LiDAR (การสแกนด้วยเลเซอร์), Visual Intelligence วิเคราะห์ความเสียหายอัตโนมัติ, Data Fusion การรวมข้อมูลจากหลายแหล่งเพื่อทำภาพตัดขวางสำหรับเปรียบเทียบระดับการทรุดตัวของพื้นที่ ช่วยให้กระบวนการทำงานของวิศวกรเร็วขึ้น ลดการใช้แรงงานและค่าใช้จ่าย ให้ข้อมูลที่สม่ำเสมอและแม่นยำสูงกว่าการตรวจสอบด้วยตาเปล่า อีกทั้งช่วยประเมินพื้นที่อันตรายได้อย่างปลอดภัยและสนับสนุนการวางแผนฟื้นฟูโครงสร้างในระยะยาว

ศ.ดร.อภินิติ โชติสังกาศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงประสบการณ์การเฝ้าติดตามการเอียงตัวอาคารรอบหลุมยุบวชิรพยาบาล ด้วยเทคโนโลยี IoT-Tiltmeter ว่า ตรวจพบการเอียงตัวอย่างชัดเจนต่อเนื่องจากการทรุดตัวของเสาเข็มใต้อาคารสถานีตำรวจนครบาลสามเสน (สน.สามเสน) ส่วนอาคารพาณิชย์ (สมาคมสุขภาพจิตฯ) ตรวจพบการเอียงตัวเข้าหาอุโมงค์ ขณะที่อาคารทีปังกรรัศมีโชติ (อาคารผู้ป่วยนอก) โรงพยาบาลวชิรพยาบาล พบอัตราการเอียงตัวในระยะแรกก่อนจะเข้าสู่สภาวะปกติ

“การมีนวัตกรรมจากงานวิจัยช่วยทำให้โรงพยาบาลมีข้อมูลในการตัดสินใจ และลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น โดยผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้ทันที รวมถึงช่วยไม่ให้เกิดความตระหนกแก่คนไข้และประชาชนทั่วไป” ผศ.นพ.จักราวุธ มณีฤทธิ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล กล่าวทิ้งท้าย

Health News : อินเตอร์โพลล้างยาผิดกฎหมาย

Health News : อินเตอร์โพลล้างยาผิดกฎหมาย

Health News : อินเตอร์โพลล้างยาผิดกฎหมาย

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

องค์การตำรวจสากล หรือ Interpol ประกาศความสำเร็จของปฏิบัติการ Pangea XVIII ซึ่งเป็นการกวาดล้างยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมายทั่วโลก โดยสามารถยึดของกลางได้กว่า 6.42 ล้านโดส คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 15.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 560 ล้านบาท) จากการประสานงานร่วมกับ 90 ประเทศและเขตการปกครอง สามารถจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด 269 ราย ทลายเครือข่ายอาชญากรรมได้ 66 กลุ่ม

ผลิตภัณฑ์ที่ถูกยึดมากที่สุด ได้แก่ ยารักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ยาระงับประสาท ยาแก้ปวด ยาปฏิชีวนะ และผลิตภัณฑ์ช่วยเลิกบุหรี่ ขณะที่ยากลุ่ม Antiparasitics หรือยาถ่ายพยาธิ มีการยึด Ivermectin และ Fenbendazole เพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากมีการโฆษณาชวนเชื่อว่าเป็นชุดรักษาโรคมะเร็งทางเลือก แม้จะไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ เช่นเดียวกับความต้องการยาลดน้ำหนักที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้เกิดการผลิตยาปลอมราคาถูก เริ่มที่ประมาณ 10 ดอลลาร์ ซึ่งมักพบสารอันตรายอย่าง Sibutramine ที่ถูกสั่งแบนในหลายประเทศเนื่องจากเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวาย

สำหรับในประเทศไทย เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นคลินิกเสริมความงามแห่งหนึ่งและยึดยาลดน้ำหนัก Semaglutide และ Tirzepatide กว่า 300 ขวด ที่เตรียมส่งให้ลูกค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ขณะที่ในประเทศสิงคโปร์ ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่ถูกยึดเป็นคอนแทคเลนส์ที่ไม่จดทะเบียน รองลงมาคือยาแก้ปวดและยาถ่ายพยาธิ

นาย ณภัทร เคลื่อนไหวล่าสุด ขับรถไปพักใจสระบุรี ท่ามกลางกระแสข่าวร้อนครอบครัว

นาย ณภัทร เคลื่อนไหวล่าสุด ขับรถไปพักใจสระบุรี ท่ามกลางกระแสข่าวร้อนครอบครัว

นาย ณภัทร เคลื่อนไหวล่าสุด ขับรถไปพักใจสระบุรี ท่ามกลางกระแสข่าวร้อนครอบครัว

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.37 น.

นาย ณภัทร เคลื่อนไหวล่าสุด โพสต์ภาพขับรถชิลไปสระบุรี ท่ามกลางดราม่าร้อนความสัมพันธ์ห่างเหินแม่หมู

10 พฤษภาคม 2569 ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์สนั่นโซเชียล หลังพระเอกหนุ่ม นาย ณภัทร ออกมาเปิดใจถึงความสัมพันธ์ที่ห่างเหินกับคุณแม่ ล่าสุดเจ้าตัวเคลื่อนไหวผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว โพสต์ภาพขณะขับรถเที่ยวพักผ่อน พร้อมแคปชั่นสั้นๆ ที่ทำเอาแฟนคลับแห่ให้กำลังใจ

โดย นาย ณภัทร ได้โพสต์ภาพลงในอินสตาแกรมเผยให้เห็นบรรยากาศ ขณะกำลังขับรถมุ่งหน้าไปยังจังหวัดสระบุรี พร้อมระบุข้อความว่า “One for the road” ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวครั้งแรกหลังจากที่เจ้าตัวได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นความสัมพันธ์กับคุณแม่ หมู พิมพ์ผกา ว่าไม่ได้ติดต่อกันมานานกว่า 4 ปี และต่างคนต่างเลือกเดินตามเส้นทางของตัวเอง จนกลายเป็นประเด็นที่คนทั้งประเทศกำลังให้ความสนใจ

แม้ในโพสต์ดังกล่าวจะเป็นภาพไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวที่ดูเรียบง่าย แต่ก็มีเหล่าแฟนคลับและชาวเน็ตเข้าไปคอมเมนต์ส่งอิโมจิหัวใจและข้อความให้กำลังใจพระเอกหนุ่มอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนภายในครอบครัว ที่ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคมในขณะนี้

ส้มโอ มนัญญา เพื่อนรุ่นน้องเล่านาทีบีบหัวใจ แม่หมู แพนิคกำเริบ หลัง นาย ณภัทร สัมภาษณ์จบ

ส้มโอ มนัญญา เพื่อนรุ่นน้องเล่านาทีบีบหัวใจ แม่หมู แพนิคกำเริบ หลัง นาย ณภัทร สัมภาษณ์จบ

ส้มโอ มนัญญา เพื่อนรุ่นน้องเล่านาทีบีบหัวใจ แม่หมู แพนิคกำเริบ หลัง นาย ณภัทร สัมภาษณ์จบ

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.40 น.

10 พฤษภาคม 2569 เป็นประเด็นร้อนสนั่นวงการบันเทิง เมื่อมีการเปิดเผยอาการล่าสุดของ แม่หมู พิมพ์ผกา เสียงสมบุญ หลังลูกชาย นาย ณภัทร ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความสัมพันธ์ที่ห่างเหินกันมานานกว่า 4 ปี

โดย ส้มโอ มนัญญา นางแบบรุ่นน้องและเพื่อนสนิทของแม่หมู ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียเปิดเผยนาทีบีบหัวใจขณะที่พวกเธอเดินทางไปพักผ่อนด้วยกันที่มาเก๊า โดยระบุว่า 

ทริปนี้เริ่มจากพี่ฮาน่าสงสารที่ส้มต้องเดินทางมาเกาหลีคนเดียว ก็จองตั๋วจะมาด้วยเพราะห่วง แล้วอีกไม่กี่วันพี่ฮาน่าก็บอกชวนพี่หมูมาด้วยเพราะพี่หมูไม่ได้เดินทางมา6ปีละ และอยู่คนเดียวแทบจะไม่ได้ติดต่อใครเลย เราก็มาสิมาเลย พอมาเจอกัน4พค เราก็บอกเราต้องไปฮ่องกงต่อวันที่ 7พค เพราะต้องไปเจอนกสิกขรินทร์ เราก็ลากฮาน่ากับพี่หมูมาด้วยมาเพื่อเซอร์ไพรส์นก แล้วเราก็โดนฮาน่ากับพี่หมูลากมามาเก๊าต่อเพราะพี่หมูอยากมามาเก๊ามาก เพราะมีผู้ใหญ่ที่รักและนับถือกันอยู่ที่นั่น เราก็ยกโขยงกันมามาหาแม่ตุ้กผู้ใจดี

อยากจะบอกว่าโชคดีของพี่หมูมากๆที่อยู่กับเพื่อนในช่วงเวลายากลำบากแบบนี้ เพราะถ้าอยู่คนเดียวส้มก็นึกภาพไม่ออกเหมือนกันจะเป็นยังงัย แต่ที่เห็นพี่หมูเมื่อวานอดร้องไห้ตามไม่ได้ สงสารพี่หมูมาก ร้องไห้แบบล้มทั้งยืนเดินต่อไม่ได้เป็นแพนิคแอตแทกหายใจไม่ได้ หลังจากเห็นข่าว คือมันภาพที่บีบหัวใจมากค่ะ

อยากวอนขอร้องทุกคนอย่าคอมเมนท์ไม่ดีใช้คำพูดไม่ดีมาต่อว่าพาดพิงพี่หมู ถ้าทุกคนเห็นว่า4ปีที่ผ่านมาพี่หมูไม่เคยออกมาให้สัมภาษณ์หรือพูดอะไรไม่ดีเลย ปลีกวิเวกไปอยู่คนเดียวเพราะการที่พูดอะไรออกไปก็จะเกิดผลกระทบกับลูก หยุดแสดงความเห็นซึ่งจะเป็นการทำร้ายทั้ง2ฝ่าย ให้แม่ลูกเค้าได้จัดการปัญหาครอบครัวเค้ากันเองค่ะ สิ่งที่ดีที่สุดคือส่งกำลังใจให้เค้าทั้งสองคนค่ะ ขอบคุณค่ะ
คือส้มรู้จักกับพี่หมูนานมากตั้งแต่ยังไม่แต่งงานก็ไปงานแต่งงานพี่หมูด้วย ได้เจอกันบ้างเป็นครั้งคราวเพราะส้มไปเป็นนางแบบที่ต่างประเทศ

1 เจ้าฟ้า 1 สามัญชน ผู้ต้องดั้นด้นสู่ ‘รัสเซีย’

1 เจ้าฟ้า 1 สามัญชน ผู้ต้องดั้นด้นสู่ ‘รัสเซีย’

1 เจ้าฟ้า 1 สามัญชน ผู้ต้องดั้นด้นสู่ ‘รัสเซีย’

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“นายพุ่มเป็นคนไม่มีตระกูล แต่เป็นคนฉลาดเฉียบแหลมอยู่ ก็คงจะได้ราชการดีในภายหน้า และบางทีจะได้ติดตัวลูกทำการร่วมหน้าที่กันต่อไป…”

            ความตอนหนึ่งในพระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีถึงพระยาวิสุทธิศักดิ์ อัครราชทูตไทยประจำราชสำนักอังกฤษ ทรงกล่าวถึง “นายพุ่ม” นักเรียนไทย ที่ผ่านการคัดเลือกให้ตามเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก พ.ศ. 2440
            นายพุ่มเป็นบุตรนายซุ้ย ชาวตลาดพลู เป็นนักเรียนโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ สอบคัดเลือกเพื่อตามเสด็จไปยุโรปได้เพียงคนเดียว เป็นที่กล่าวขวัญกันว่า “เป็นคนไม่ใช่บุตรผู้มีตระกูล แต่เกิดมาเป็นช้างเผือก กิริยาวาจาเป็นที่ชอบของคนทั้งหลาย ฉลาดในการเล่าเรียน” เพราะเมื่อสอบได้ทุนนั้นอายุเพียง 15 ปี

            ครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5  ทรงมีพระราชดำริให้นักเรียนไทยตามเสด็จ เพื่อเข้าศึกษาในประเทศต่างๆ ตามความเหมาะสม นักเรียนที่ตามเสด็จครั้งนั้นมี 19 คน เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ 5 พระองค์ ลูกหลานขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยอีก 13 คน มีเพียง “นายพุ่ม” เท่านั้นที่เป็นลูกชาวบ้าน ผ่านการสอบคัดเลือกจากนักเรียนทั่วไป อาจนับได้ว่าเป็นนักเรียนทุนคิงสกอลาชิบคนแรกของไทยก็ได้

            นักเรียนไทยทั้ง 19 คนนี้ จะต้องกระจายเรียนตามประเทศต่างๆ ในยุโรป ต่อมาได้ทรงกำหนดให้ พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ เข้าเรียนการทหารต่อที่ประเทศรัสเซีย และจะต้องคัดเลือกนักเรียนไทยอีกคนหนึ่งจากสามัญชนให้ไปร่วมเรียนด้วย ทั้งนี้ ก็เพื่อจะได้เกิดการแข่งขัน ทำให้พระเจ้าลูกยาเธอมีขัตติยะมานะไม่ยอมแพ้นักเรียนผู้นั้น
            การคัดเลือกนักเรียนที่จะไปเป็นคู่แข่งกับเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯครั้งนี้ มีขั้นตอนวิธีการพิถีพิถันอย่างยิ่ง และมีนักเรียนไทยที่อยู่ในข่ายคัดเลือก 10 คน โดยมีพระยาวิสุทธิศักดิ์ (ม.ร.ว.เปีย มาลากุล) อัครราชทูตไทยประจำราชสำนักเซ็นต์เยมส์แห่งอังกฤษ เป็นผู้คัดเลือกระหว่างที่พักอยู่กรุงลอนดอน

            ท่านทูตได้ใช้วิธีเรียกตัวมาพิจารณาคนละ 4 วัน โดยท่านทูตพิจารณาเอง 2 วัน แล้วส่งไปให้เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯทรงพิจารณาอีก 2 วัน โดยมีพันโท ซี.วี.ฮยูม และ ดร.เอ็ม.เอฟ.ยาร์ พระอภิบาลและแพทย์ประจำพระองค์ของเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ (ร.6) ขณะดำรงพระยศเป็นมกุฎราชกุมารและกำลังทรงศึกษาอยู่ที่นั่น ถวายคำปรึกษาแก่เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ด้วย
            เกี่ยวกับเรื่องนี้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงเล่าไว้ในหนังสือเกิดวังปารุสก์ ความตอนหนึ่งว่า

            “…การส่งพ่อไปศึกษาในราชสำนักรัสเซียในครั้งนั้น ทูลหม่อมปู่ทรงมีความคิดอย่างใหม่ คือไม่ทรงอยากจะให้พ่อไปได้รับความสุขสบายและหรูหราที่นั่นแต่องค์เดียว เกรงว่าอาจบังเกิดความสบายและเกียจคร้าน และขาดมานะที่จะพยายามเล่าเรียนให้เต็มที่ จึงทรงตกลงจะส่งนักเรียนไทยที่เป็นสามัญชนไปด้วยอีกคนหนึ่ง เพื่อจะได้เป็นคู่แข่งในการเล่าเรียน หวังว่าพ่อจะมีขัตติยมานะไม่ยอมแพ้นักเรียนคนนั้น จึงจะทำให้ขยันขันแข็งขึ้นอีก…”

            ดังที่กล่าวแล้วว่า การคัดเลือกนักเรียนที่จะร่วมเรียนกับสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์นี้นั้น พิถีพิถันเป็นอย่างมาก เพราะต้องมีคุณสมบัติเหมาะสมหลายประการ และยังต้องเป็นที่พอพระทัยสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ด้วย
            นายพุ่มได้รับการคัดเลือกเป็นเอกฉันท์ ดังปรากฏในจดหมายกราบบังคมทูลของอัครราชทูตไทยประจำราชสำนักอังกฤษ ความตอนหนึ่งว่า “…ทูลกระหม่อมเล็กเลือกเป็นที่หนึ่ง เคอแนลฮยูม ดอกเตอร์ยาร์ เลือกเอาเป็นที่หนึ่งด้วย  ข้าพระพุทธเจ้าก็ชอบ และได้กราบทูลไว้แล้วครั้งหนึ่งที่เนเปิลว่าหลักแหลมมาก…”

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงพอพระราชหฤทัย ทรงมีความหวังว่านายพุ่มจะสามารถทำประโยชน์แก่บ้านเมืองต่อไปในอนาคต จึงทรงมีพระราชหัตถเลขาตอบท่านทูตว่า

            “…นายพุ่มเป็นคนไม่มีตระกูลแต่เป็นคนฉลาดเฉียบแหลมอยู่ ก็คงจะได้ราชการดีในภายหน้า และบางทีจะได้ติดตัวลูกทำการร่วมหน้าที่กันต่อไป ข้อสำคัญก็เพียงแต่ให้เป็นที่พึงพอใจกันกับลูกชายเล็กได้จริงๆ…”
            ข้อความในพระราชหัตถเลขานี้แสดงอย่างแจ่มชัดถึงพระเมตตา ที่ทรงมีต่อบุคคลผู้มีความสามารถในอันที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ โดยมิได้ทรงคำนึงถึงชั้นวรรณะและชาติตระกูล
            เหตุที่ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ (ทูลกระหม่อมเล็ก) ต้องเสด็จไปศึกษาต่อด้านการทหารที่จักรวรรดิรัสเซียในปี พ.ศ. 2441 ด้วยเหตุผลหลักๆ ทางการเมืองและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดังนี้
            1.กระชับความสัมพันธ์สยาม-รัสเซีย : ในช่วงเวลานั้นสยามกำลังเผชิญหน้ากับการล่าอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศส รัชกาลที่ 5 ทรงเห็นว่ารัสเซียเป็นมหาอำนาจยุโรปที่มีความสัมพันธ์อันดีกับสยาม จึงทรงต้องการสร้างพันธมิตรที่แน่นแฟ้น  เมื่อครั้งที่จักรพรรดินิโคลัสที่ 2 ยังทรงเป็นมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จเยือนสยาม และมีความสนิทสนมกับรัชกาลที่ 5 ต่อมาเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ ได้ทรงกราบบังคมทูลเชิญให้ส่งพระราชโอรสไปศึกษาที่รัสเซีย โดยทรงรับอุปการะเสมือนพระญาติวงศ์
            2.สร้างความเข้มแข็งทางทหาร : การไปศึกษาที่รัสเซียถือเป็นการเรียนรู้วิชาการทหารชั้นสูงจากประเทศมหาอำนาจ เพื่อนำกลับมาพัฒนาการทหารของสยามให้ทันสมัย
            3.เป็นการศึกษาในสถาบันระดับสูง : เจ้าฟ้าจักรพงษ์ทรงเข้าศึกษาใน โรงเรียนนายร้อยมหาดเล็ก (Corps de Pages) ซึ่งเป็นสถาบันชั้นสูงที่ฝึกฝนทั้งวิชาการและระเบียบวินัยทหาร
            เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ และนายพุ่ม สามัญชนที่สามารถสอบชิงทุนเล่าเรียนหลวงได้เป็นคนแรก เดินทางไปศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยมหาดเล็กที่รัสเซีย ใน พ.ศ. 2441 ที่นั่นมีการเรียนการสอน 7 วิชา เทียบเท่าหลักสูตรโรงเรียนมัธยมสามัญทั่วไป รวมถึงการฝึกภาคสนามสำหรับรายวิชาเฉพาะด้านการทหารอีก 2 วิชา
            เนื่องจากเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทรงอยู่ภายใต้พระอุปถัมภ์ของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 อีกทั้งทรงเป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง พระองค์และนายพุ่มจึงมีคณาจารย์พิเศษช่วยสอน เพื่อช่วยให้ติดตามบทเรียนได้ทัน ถึงอย่างนั้นก็ยังเป็นเรื่องท้าทายไม่น้อย เพราะต้องเรียนเป็นภาษารัสเซีย และอังกฤษทั้งหมด เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ และนายพุ่มจึงต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก
            ทั้งสองต้องตื่นนอน 7 โมงเช้า เรียนคณิตศาสตร์เวลา 8 โมง พอถึง 11 โมงก็รับประทานอาหารกลางวันร่วมกับร้อยเอกครูลอฟแห่งกรมทหารม้ารักษาพระองค์ ที่เป็นผู้อภิบาลเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ และปิยอตร์ วาสิลิเยวิช เปตรอฟ อาจารย์ภาษารัสเซีย (ต่อมาได้ถวายการสอนให้พระราชโอรส และพระราชธิดาของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2) ระหว่างเที่ยงถึงบ่าย 2 มีชั้นเรียนอื่น ๆ และตั้งแต่บ่าย 2 ถึง 4 โมง เป็นการฝึกภาคสนาม และเรียนวิชาพละ

            เวลา 4 โมงเย็น กลับพระราชวังฤดูหนาวไปเรียนต่อจนถึง 5 โมง แล้วรับประทานอาหารค่ำพร้อมกับฝึกพูดภาษารัสเซียเพิ่มเติม จากนั้นเรียนต่อตั้งแต่ 6 โมงเย็นจนถึง 3 ทุ่ม เว้นแต่ร้อยเอกครูลอฟจะจัดกิจกรรมพิเศษให้ เช่น ออกไปชมละคร อุปรากร ละครสัตว์ ส่วนด้านดนตรี ทั้งเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ และนายพุ่มได้เรียนเปียโน ไวโอลิน และบาลาไลกา ซึ่งเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ โปรดบาลาไลกาเป็นพิเศษ ทั้งยังทรงเปียโนได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
            ทุกเช้าวันอาทิตย์มีชั้นเรียนเต้นรำ ที่ห้องโถงพระราชวังฤดูหนาว โดยมีผู้อำนวยการคณะบัลเลต์หลวงรับหน้าที่ครูสอนลีลาศฉบับสมบูรณ์ถวายเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทั้งจังหวะง่ายจนถึงยาก ตลอดจนการเต้นรำที่งดงามนานาประเภทของรัสเซีย และฮังการี

            ยังมีชั้นเรียนวาดเขียน เรียนขี่ม้าที่โรงม้าหลวงหรือที่โรงเรียนนายร้อยมหาดเล็ก ส่วนในฤดูหนาว เดือนละครั้งในวันอาทิตย์ ทั้งสองจะขับเลื่อนทรอยกาเทียมม้า 3 ตัว กับร้อยเอกครูลอฟ และนายทหารอื่น ๆ ไปไกลราว 30 กิโลเมตร เพื่อล่ากระต่ายป่า นกกระทา และนกคุ่ม แต่ทั้งคู่ไม่ได้เพลิดเพลินกับการล่าสัตว์นัก เพราะถือเป็นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
            การเรียนของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ และนายพุ่มก้าวหน้าเป็นลำดับ กระทั่งเดือนเมษายน พ.ศ. 2445 เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทรงสอบไล่ได้เป็นลำดับที่ 1 ได้รับการจารึกพระนามบนแผ่นหินอ่อนร่วมกับชื่อของนักเรียนที่เคยได้คะแนนสูงสุดคนอื่น ๆ ในอดีต โดยคะแนนที่เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทรงทำได้ คือ 11.82 คะแนน นับเป็นสถิติสูงสุดในประวัติของโรงเรียนนายร้อยมหาดเล็ก ส่วนนายพุ่มได้คะแนน 11.53 มาเป็นลำดับที่ 2

            หลังสำเร็จการศึกษา “นายพุ่ม” ได้รับการบรรจุเป็นนายทหารประจำ “กรมทหารม้าฮุสซาร์รักษาพระองค์”   ซึ่งเป็นหน่วยทหารม้าชั้นยอดที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรปยุคนั้น ก่อนจะศึกษาต่อในโรงเรียนเสนาธิการของรัสเซีย และไต่เต้าจนได้รับยศระดับพันเอก

            ในที่สุด นายพุ่มเปลี่ยนสัญชาติและเข้ารับศาสนาคริสต์นิกายออร์ทอดอกซ์ โดยมีพระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ 2 ทรงเป็นบิดาอุปถัมภ์ทางศาสนา พระองค์พระราชทานชื่อ “นิโคลาส” ให้แก่เขา จนเกิดชื่อที่ชาวรัสเซียเรียกกันว่า “นิโคลาส พุ่มสกี้”  ขณะที่เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ เสด็จกลับพระนครพร้อมหม่อมแคทยา (แคทยา เดสนิตสกายา)

            ก่อนการปฏิวัติรัสเซียใน พ.ศ. 2460 “พุ่มสกี้” ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารม้าฮุสซาร์ หนึ่งในตำแหน่งที่สูงและทรงเกียรติที่สุดสำหรับนายทหารต่างชาติในกองทัพรัสเซีย ว่ากันว่าเมื่อสถานการณ์การเมืองเริ่มรุนแรง พระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ 2 เคยรับสั่งเตือนเขาให้รีบหนีออกจากประเทศ เพราะ “นี่คือปัญหาของชาวรัสเซีย ไม่ใช่ของเจ้า”

            เหล่าทหารชั้นผู้น้อย ต่างพากันยึดอำนาจผู้บังคับบัญชา บ้างก็ถึงฆ่าผู้บังคับบัญชา แต่เหล่าทหารม้าฮุสซาร์กลับพากันเลือก “พันเอกนิโคลาส พุ่มสกี้” เป็นผู้บังคับบัญชาของตนต่อไป แต่พุ่มสกี้ปฏิบัติตามรับสั่งของพระเจ้าซาร์  แล้วพาสุภาพสตรีชาวรัสเซียผู้หนึ่ง ซึ่งนายพุ่มเคารพรักเหมือนแม่ และกำลังตกอยู่ในอันตรายจากการปฏิวัติ หลบหนีไปจนถึงประเทศฝรั่งเศส อดีตผู้บังคับการกรมทหารม้าฮุสซาร์ต้องเข้าไปสมัครงานเป็นเสมียนธนาคาร เพื่อหาเงินเลี้ยงตัวเองและแม่เลี้ยง จนกระทั่งแม่เลี้ยงเสียชีวิต

            ที่ฝรั่งเศสนี้เอง พุ่มสกี้ก็ได้พบกับ “พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์” พระโอรสของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ซึ่งพระองค์จุลฯก็ได้ให้การช่วยเหลือนายพุ่ม  โดยพาไปเป็นเลขานุการของมิสซิสสโตน ซึ่งก็คือ อดีตหม่อมคัทริน ณ พิศณุโลก (สะกดตามการสะกดในสมัยนั้น) หรือ “แคทยา เดสนิตสกายา” มารดาของพระองค์ที่ได้แต่งงานใหม่กับมิสเตอร์สโตนนั่นเอง

            พระองค์จุลฯยังได้พานายพุ่มกลับมาเมืองไทยอีกครั้ง ซึ่งขณะนั้น ตระกูลของนายพุ่มมีนามสกุลใช้แล้วว่า “สาคร” ทั้งพระองค์จุลฯยังช่วยจัดการให้ได้สัญชาติไทยคืน และแนะนำให้เข้ารับราชการทหาร  ทางกระทรวงกลาโหม โดย พ.อ. หลวงพิบูลสงคราม รัฐมนตรีว่าการ ยินดีที่จะรับนายพุ่มเข้ารับราชการทหารในตำแหน่งอาจารย์วิชาทหาร แต่ไม่อาจจะให้ยศถึงขั้นพันเอกเท่าเดิมได้ นายพุ่มก็คงจะรักษาเกียรติแห่งกรมทหารม้าฮุสซาร์ จึงปฏิเสธที่จะรับยศต่ำกว่าพันเอก และกลับไปทำงานกับมิสซิสสโตนที่ปารีสต่อ โดยเดินทางกลับออกไปเมื่อกลางเดือนธันวาคม 2480

            เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในปี 2482 กรุงปารีสถูกโจมตีอย่างหนัก มิสเตอร์สโตนเห็นว่าไม่ปลอดภัยจึงพาอดีตหม่อมคัทรินอพยพไปอยู่ประเทศสเปน จนต่อไปถึงสหรัฐอเมริกา ส่วนนายพุ่มก็ยังคงอยู่ดูแลบ้านที่กรุงปารีสต่อไป

            เมื่อสงครามโลกสงบลง กรุงปารีสอยู่ในสภาพขาดแคลนหลายอย่าง โดยเฉพาะถ่านหินที่ใส่เตาผิงให้ความอบอุ่น ประกอบกับในปีนั้นอากาศกรุงปารีสหนาวเย็นเป็นพิเศษ นายพุ่มถึงกับมีอาการไม่สบาย อดีตหม่อมคัทรินจึงส่งข่าวถึงพระองค์จุลฯให้รับนายพุ่มไปอยู่ที่อังกฤษด้วย ซึ่งนายพุ่มได้เดินทางไปถึงอังกฤษอีกครั้งเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2490 ซึ่งเป็นต่างแดนประเทศแรกที่เขาเคยเดินทางมา และหลังจากนั้นอีก 4 วันนายพุ่มก็ถึงแก่กรรมด้วยหัวใจวายที่บ้านพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ในอังกฤษนั่นเอง

            หากชีวิตคนคือการเดินทาง  “นายพุ่ม” นับว่าเป็นสามัญชนที่เดินทางไกล บนเส้นทางที่วกวนและมิได้ราบเรียบเท่าใดนัก จนกระทั่งถึงการเดินทางครั้งสุดท้ายของชีวิตสู่สัมปรายภพ

รัชกาลที่ 5 เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ และสมเด็จฯพระพันปีหลวง

รัชกาลที่ 5 เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ และสมเด็จฯพระพันปีหลวง

เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ พระองค์จุลฯ และหม่อมคัทริน

เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ พระองค์จุลฯ และหม่อมคัทริน

เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ กับพระองค์จุลฯ

เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ กับพระองค์จุลฯ

นายพุ่ม หรือ “พันเอกนิโคลาส พุ่มสกี้”

นายพุ่ม หรือ “พันเอกนิโคลาส พุ่มสกี้”

เจ้าฟ้าจักรพงษ์ ในเครื่องแบบทหารรัสเซีย

เจ้าฟ้าจักรพงษ์ ในเครื่องแบบทหารรัสเซีย

นายพุ่ม ในเครื่องแบบทหารม้าฮุสซาร์

นายพุ่ม ในเครื่องแบบทหารม้าฮุสซาร์

เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯและนายพุ่ม ในหมู่นายทหารของรัสเซีย

เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯและนายพุ่ม ในหมู่นายทหารของรัสเซีย

พาส่องลุคสุดแกลมของตัวเหล่าท็อป ‘พอลล่า-มิว นิษฐา-เจมส์จิ-ต้าเหนิง-หมิว ณัชชา’

พาส่องลุคสุดแกลมของตัวเหล่าท็อป ‘พอลล่า-มิว นิษฐา-เจมส์จิ-ต้าเหนิง-หมิว ณัชชา’

พาส่องลุคสุดแกลมของตัวเหล่าท็อป ‘พอลล่า-มิว นิษฐา-เจมส์จิ-ต้าเหนิง-หมิว ณัชชา’

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ค่ำคืนสุดแกลมของเหล่าซุปตาร์ชื่อดัง ในงาน Night at the Museum” สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ณ MOCA BANGKOK ที่ 3 แบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์อย่าง VVON SUGUNNASIL, Jasmina Collection Thailand และ Scintilla Gioielli ร่วมกันเนรมิตค่ำคืนแห่งศิลปะและแฟชั่นให้กลายเป็นโมเมนต์สุดแกลมที่อบอวลไปด้วยความหรูหรา

พอลล่า เทเลอร์เดียร์น่า ฟลีโปมิว-นิษฐา คูหาเปรมกิจเจมส์-จิรายุ ตั้งศรีสุขไอซ์-พาริส อินทรโกมาลย์สุตต้าเหนิง-กัญญาวีร์ สองเมือง และ หมิว-ณัชชา เตชะมงคลาภิวัฒน์ ปรากฏตัวในลุคจาก VVON SUGUNNASIL

พอลล่า เทเลอร์ ที่สะกดทุกสายตาด้วยเดรสซาตินโทนแชมเปญนู้ด ดีไซน์จับเดรปบริเวณเอว เผยลุค Timeless Elegance ที่ทั้งสง่างามและทรงพลัง ขณะที่ เดียร์น่า ฟลีโป ปรากฏตัวในลุคสาวหวานแสนโรแมนติกผ่านเดรสซาตินพลิ้วไหวที่ดูละมุนแต่ยังคงความโมเดิร์นอย่างลงตัว

ด้านหนุ่ม เจมส์จิรายุ มาในลุคเทเลอร์โอเวอร์ไซซ์สุดเนี้ยบ ที่ผสมความคลาสสิกเข้ากับความแฟชั่นร่วมสมัยได้อย่างมีสไตล์ ส่วนหนุ่ม ไอซ์พาริส เพิ่มดีกรีความเท่ด้วยแจ็กเก็ตหนังสีดำสุดชิค ถ่ายทอดภาพลักษณ์ผู้ชายยุคใหม่ที่ทั้งคูลและมีเอกลักษณ์

ขณะที่ ต้าเหนิงกัญญาวีร์ มาในลุคเดรสอีฟนิ่งโทนเข้มสุดเฉียบ เผยซิลูเอตคมชัดพร้อมดีเทลโมเดิร์นที่ช่วยขับลุคให้ดูโดดเด่นทุกมุมมอง ด้าน หมิวณัชชา สวยสะกดในเดรสยาวโทนขาวงาช้าง เลเยอร์ด้วยผ้าซีทรูบางเบา
เพิ่มความละมุนและโรแมนติกให้ลุคดูหรูหรา ปิดท้ายด้วยคู่รักสุดหวาน มิว-นิษฐา และ เซนต์-ธราภุช คูหาเปรมกิจ
ที่ควงคู่มาเติมสีสันให้ค่ำคืนครั้งนี้ ด้วยลุคอีฟนิ่งแฟชั่นที่ทั้งหรูหรา อบอุ่น และร่วมสมัย สะท้อนภาพของหญิงสาวและ
ชายหนุ่มที่รักการแต่งตัวและกล้าแสดงออกผ่านสไตล์ของตัวเอง

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานคือการเปิดตัว Ceremony Collection” คอลเลกชัน Evening Wear ใหม่ล่าสุดจาก VVON SUGUNNASIL ที่ถ่ายทอดนิยามของ “ชุดสำหรับวันพิเศษ” ผ่านดีไซน์ที่ครอบคลุมตั้งแต่งานดินเนอร์ งานแต่งงาน ไปจนถึงค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลอง โดยฝั่งผู้หญิงโดดเด่นด้วยเดรสอีฟนิ่งซิลูเอตสง่างาม ขณะที่ฝั่งผู้ชายนำเสนอเทเลอร์ลุคที่ฉีกกรอบสูทแบบดั้งเดิม เติมความแฟชั่นและความร่วมสมัยให้สามารถสวมใส่ได้หลากหลายโอกาส

Celebrity Gossip : 10 พฤษภาคม 2569

Celebrity Gossip : 10 พฤษภาคม 2569

Celebrity Gossip : 10 พฤษภาคม 2569

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

– ถือเป็นปีแรกที่ 4 สาว BlackPink มาร่วมงานกาล่าระดับโลกอย่าง Met Gala 2026 แบบพร้อมหน้าพร้อมตาครบเป็นปีแรก แต่ละคนพยายามแต่งตัวให้กับธีม Costume Art เด่นที่สุด เห็นจะเป็น จีซู ที่มาในชุดเลื่อมสีชมพูประดับดอกไม้สั่งตัดพิเศษของ Dior แบรนด์คู่บุญของเจ้าตัว และยังได้รับเสียงชื่นชมยกให้เป็น 1 ใน 13 ชุดที่ดีที่สุดของ Met Gala 2026 จากนิตยสาร Elle USA ส่วน ลิซ่า นับได้ว่าโดดเด่นกว่าเพื่อน และกล้าที่จะสนุก เจ้าตัวมาในชุดสั่งทำพิเศษของ Robert Wun ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากคอลเลคชันฤดูใบไม้ร่วงปี 2025 นอกจากนี้ เจ้าตัวยังเป็น Host Committee ผู้รับหน้าที่เป็นคนคัดเลือกและเชิญแขก VIP ทั้งคนดัง อินฟลูเอนเซอร์ ดีไซเนอร์ นักร้อง นักแสดง หรือผู้มีชื่อเสียงในแวดวงต่างๆ ระดับโลกมาร่วมงานด้วย

– ความขัดแย้งครั้งใหญ่ระหว่าง เบลก ไลฟ์ลี และ จัสติน บัลโดนี จากภาพยนตร์ It Ends With Us ได้ข้อยุติลงแล้ว ก่อนถึงกำหนดขึ้นศาลเพียงสองสัปดาห์ ทั้งสองฝ่าย รวมถึงบริษัทผู้ผลิต Wayfarer Studios ออกแถลงการณ์ร่วมยืนยันว่าได้บรรลุข้อตกลงยุติคดีเป็นที่เรียบร้อย ทีมกฎหมายของไลฟ์ลี เรียกข้อตกลงนี้ว่าเป็นชัยชนะอย่างท่วมท้น เนื่องจากเป็นการยืนยันว่าข้อเรียกร้องของเธอไม่ใช่เรื่องที่กุขึ้นมาเอง ในขณะที่ทนายของ บัลโดนี ก็ยืนยันกับสื่อ NBC News ว่านี่คือชัยชนะที่สมบูรณ์แบบของฝั่งพวกเขาเช่นกัน โดยชี้ให้เห็นว่าคำร้องหลักๆ ของ ไลฟ์ลี ถูกยกฟ้องไปก่อนหน้านี้แล้ว แม้จะยอมความกันในคดีหลัก แต่ไลฟ์ลียังคงดำเนินการเรียกค่าธรรมเนียมทางกฎหมายและค่าเสียหายจากบัลโดนีอยู่ดี หลังประกาศการยอมความเพียงไม่กี่ชั่วโมง ไลฟ์ลีได้ไปปรากฏตัวที่งาน Met Gala 2026 ส่วน บัลโดนี และภรรยา ถูกพบเห็นที่แนชวิลล์ด้วยท่าทีผ่อนคลาย

กอเรียนกา คิลเชอร์ นักแสดงอเมริกันที่เป็นชนพื้นเมืองแต่เกิดในเยอรมนี ยื่นฟ้อง เจมส์ คาเมรอน และ วอลต์ ดิสนีย์ คอมพานี กล่าวหาว่าพวกเขาใช้ใบหน้าของเธอโดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อเป็นพื้นฐานในการออกแบบตัวละคร Neytiri ในภาพยนตร์ชุด Avatar คิลเชอร์อ้างว่า ใบหน้าของเธอตอนอายุ 14 ปี จากภาพถ่ายโปรโมตภาพยนตร์เรื่อง The New World ตอนปี 2005 ถูกนำไปสกัและใช้เป็น ” สมอใบหน้า” (facial anchor) สำหรับโครงสร้างใบหน้าส่วนล่างของตัวละคร Neytiri คำฟ้องระบุว่า คาเมรอนเคยให้สัมภาษณ์ โดยยอมรับว่าคิลเชอร์คือ ‘แหล่งที่มาที่แท้จริง’ สำหรับการออกแบบ และระบุว่าส่วนใบหน้าด้านล่างนั้นคือใบหน้าของเธอจริงๆ ทีมกฎหมายของคิลเชอร์ระบุว่า แฟรนไชส์ที่ทำรายได้หลายพันล้านดอลลาร์นี้พยายามนำเสนอเนื้อหาที่เห็นอกเห็นใจการต่อสู้ของชนเผ่าพื้นเมือง แต่กลับแอบแสวงหาผลประโยชน์จากเยาวชนพื้นเมืองตัวจริง โดยไม่มีการให้เครดิตหรือค่าตอบแทน คิลเชอร์เรียกร้องค่าเสียหายเชิงลงโทษ  การแบ่งส่วนแบ่งผลกำไรจากภาพยนตร์ รวมถึงการขอคำสั่งศาลห้ามใช้ภาพลักษณ์ของเธอในอนาคต

– ทีมผู้สร้างและนักแสดงจาก The Summer I Turned Pretty ซีรีส์ดรามาวัยทีนที่ได้รับความนิยมต่อเนื่องนับตั้งแต่ซีซันแรกในปี 2022 ขอความร่วมมือให้แฟนคลับหยุดเดินทางไปยังกองถ่ายภาพยนตร์และหยุดแชร์สถานที่ถ่ายทำลงบนโซเชียลมีเดีย เจนนี่ แฮน ผู้เขียนและผู้กำกับ ระบุว่าการที่มีผู้คนจำนวนมากมารวมตัวกันทำให้บรรดานักแสดงหลุดจากคาแร็กเตอร์และเกิดความวิตกกังวล ทีมงานต้องหยุดการถ่ายทำอยู่บ่อยครั้งเพื่อเคลียร์ฝูงชนออกจากฉาก ซึ่งทำให้การทำงานล่าช้าและทำลายสมาธิของทีมงาน ขณะที่การแชร์สถานที่ถ่ายทำแบบเรียลไทม์ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย โดยทีมงานต้องการสร้างสภาะแวดล้อมที่ได้รับการปกป้อง เพื่อให้สามารถผลิตผลงานออกมาได้ดีที่สุด ก่อนหน้านี้ มีภาพแอบถ่ายจากการถ่ายทำในวิลมิงตัน รัฐนอร์ทแคโรไลนา หลุดออกไปในโลกออนไลน์ ซึ่งอาจทำให้เนื้อเรื่องสำคัญรั่วไหลก่อนกำหนด

– นาตาลี พอร์ตแมน ในวัย 44 ปี ได้แชร์ภาพถ่ายบรรยากาศชีวิตในกรุงปารีสผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวในสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมแคปชันสั้น ๆ ว่า Paris lately ซึ่งนับเป็นภาพหายากที่เธอเปิดเผยต่อสาธารณะ พอร์ตแมนกำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่ 3 ซึ่งเป็นลูกคนแรกกับ ตองกีย์ เดสตาบล์ โปรดิวเซอร์เพลงชาวฝรั่งเศส เธอตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่ปารีสตั้งแต่ปี 2014 และเลือกที่จะพำนักอยู่ที่นี่ต่อไปหลังการหย่าร้าง เพื่อให้ลูกทั้งสองคนคือ อเลฟ และ อมาเลีย ได้รับการศึกษาที่นี่ เธอเคยให้สัมภาษณ์ว่าชอบมารยาททางสังคมของชาวปารีส เช่น การกล่าวทักทาย “Bonjour” ทุกครั้งเมื่อเข้าร้านค้า ซึ่งต่างจากวัฒนธรรมในสหรัฐฯ และเธอยังชื่นชมว่า ชาวฝรั่งเศสให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวเป็นอย่างมาก

คอมเมนต์ถล่มไอจี มายด์ ลภัสลัล โยงปมร้อน ทราย สก๊อต แห่ห่วงสภาพจิตใจว่าที่คุณแม่

คอมเมนต์ถล่มไอจี มายด์ ลภัสลัล โยงปมร้อน ทราย สก๊อต แห่ห่วงสภาพจิตใจว่าที่คุณแม่

คอมเมนต์ถล่มไอจี มายด์ ลภัสลัล โยงปมร้อน ทราย สก๊อต แห่ห่วงสภาพจิตใจว่าที่คุณแม่

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.03 น.

9 พฤษภาคม 2569 กลายเป็นดรามาเมื่อทราย สก๊อต น้องชาย พาย สุนิษฐ์ สก๊อต ได้ออกมาอัดคลิปพูดทั้งน้ำตา ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นภายในครอบครัว ขอร้องว่าอย่าเรียกตัวเองว่าเป็นทายาทตระกูลดัง อ้างโดนพี่ชายล่วงละเมิดและทุกคนในครอบครัวรู้หมด อีกทั้งยังบอกด้วยว่าคุณแม่จะฟ้องร้องเอาทรัพย์สินที่คุณตายกให้คืน

ซึ่งดูเหมือนเรื่องราวจะไปกันใหญ่ลามไปถึงนักแสดงสาวไซซ์มินิ มายด์ ลภัสลัล จิรเวชสุนทรกุล ภรรยาของ พาย สุนิษฐ์ ที่เพิ่งประกาศข่าวดีตั้งครรภ์ลูกคนแรกไปหมาดๆ ต้องมาเจอกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้

โดยพบว่าภาพบนอินสตาแกรมส่วนตัวของเธอนั้น เต็มไปด้วยคอมเมนต์ถึงประเด็นร้อนดังกล่าว อีกทั้งภาพโมเมนต์การประกาศข่าวดีว่ากำลังตั้งท้องอยู่ โดยก็ได้มีชาวเน็ตเข้าไปคอมเมนต์กันสนั่นไอจี 

ซึ่งหลายๆ คอมเมนต์ได้เข้าไปแสดงความเป็นห่วงเธอ กลัวว่าเรื่องราวที่กำลังเป็นประเด็นดรามานี้จะกระทบจิตใจของว่าที่คุณแม่ เพราะเธอกำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ อยู่ อีกด้านก็มีคอมเมนต์ที่คาดคั้นถามหาความจริงจากเธอ