เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.29 น.

10 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งข้าราชการ ดังนี้

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เสนอแต่งตั้ง นายไวฑิต โอชวิช ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์น้ำ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนเชี่ยวชาญ) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์น้ำ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ปฏิบัติราชการแทนรองนายกรัฐมนตรี (นายโสภณ ซารัมย์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารออมสิน (กระทรวงการคลัง)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอให้คณะกรรมการธนาคารออมสินมีจำนวนกรรมการเกินกว่าสิบเอ็ดคนแต่ไม่เกินสิบห้าคน ตามมาตรา 6 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารออมสินเพิ่มเติม จำนวน 6 คน ดังนี้

1. นายเศรษฐจักร ลียากาศ

2. นายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์

3. นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี

4. นายปกรณ์ อาภาพันธุ์

5. นายสุพัฒน์ เมธีวรพจน์

6. นายรังสรรค์ ธรรมมณีวงศ์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป และผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการเพิ่มขึ้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ
นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (กระทรวงการคลัง)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง เสนอแต่งตั้ง นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เป็นกรรมการในคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร แทน นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง กรรมการเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป และผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งแทนนี้ให้อยู่ในตำแหน่งตามวาระของผู้ซึ่งตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เสนอแต่งตั้ง นายวิทยา นีติธรรม ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีด้วยแล้ว

เลือกตั้ง 69 เพื่อไทยเสียแชมป์ เหนือ-อีสาน

เลือกตั้ง 69 เพื่อไทยเสียแชมป์ เหนือ-อีสาน

เลือกตั้ง 69 เพื่อไทยเสียแชมป์ เหนือ-อีสาน

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.01 น.

จากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งแบบแบ่งเขต แบบบัญชีรายชื่อ และการออกเสียงประชามติ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา และมีการทราบผลคะแนนในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 แม้ยังไม่เป็นทางการ พบว่า ผลการเลือกตั้ง สส.เขตในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ซึ่งเคยเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคเพื่อไทย ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

โดยเฉพาะคะแนนและจำนวน สส.เขตของพรรคเพื่อไทยที่ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งปี 2566 สะท้อนภาพการแข่งขันทางการเมืองที่เปลี่ยนไปในสองภูมิภาคหลักของประเทศ

เมื่อย้อนดูผลการเลือกตั้งปี 2566 พรรคเพื่อไทยครองความได้เปรียบอย่างชัดเจน

– ภาคเหนือ มีทั้งหมด 59 เขต พรรคเพื่อไทยได้ 23 ที่นั่ง

– ภาคอีสาน มีทั้งหมด 133 เขต พรรคเพื่อไทยคว้า 73 ที่นั่ง มากที่สุด

แต่ในครั้งนี้ ผลการเลือกตั้งปี 2569 (อย่างไม่เป็นทางการ) กลับพบว่า

– ภาคเหนือ พรรคเพื่อไทยเหลือเพียง 9 ที่นั่ง ลดลงจากเดิม 14 ที่นั่ง ขณะที่พรรคภูมิใจไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาชน ได้ ขยับขึ้นมาครองพื้นที่แทน

– ภาคอีสาน พรรคเพื่อไทยลดลงเหลือ 30 ที่นั่ง จากเดิม 73 ที่นั่ง โดยพรรคภูมิใจไทยขึ้นมาเป็นพรรคอันดับหนึ่ง ด้วย 64 ที่นั่ง

โดยภาพรวม ผลการเลือกตั้งดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า พื้นที่ซึ่งเคยเป็นฐานเสียงหลักของพรรคเพื่อไทยในภาคเหนือและอีสานเริ่มสั่นคลอน การแข่งขันทางการเมืองกระจายไปหลายพรรคมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นการเปรียบเทียบผลปี 2566 กับ สถานการณ์ปี 2569 ซึ่งยังไม่เป็นทางการ แต่เพียงพอที่ชี้ให้เห็นว่า

“พรรคเพื่อไทยยังสามารถครองใจประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานได้เหมือนเดิมหรือไม่

– 006

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.58 น.

10 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งสรุปสาระสำคัญดังนี้

กฎหมาย

1. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาถ่ายโอนหน้าที่และอำนาจเกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้แก่หน่วยงานผู้รับผิดชอบตามกฎหมาย พ.ศ. ….

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาถ่ายโอนหน้าที่และอำนาจเกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้แก่หน่วยงานผู้รับผิดชอบตามกฎหมาย พ.ศ. …. ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ รวมทั้งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติรับความเห็นของสำนักงาน ก.พ. และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. ร่างพระราชกฤษฎีกาถ่ายโอนหน้าที่และอำนาจเกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้แก่หน่วยงานผู้รับผิดชอบตามกฎหมาย พ.ศ. …. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอ เป็นกรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เสนอเปลี่ยนแปลงกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2565 ซึ่งมาตรา 165 บัญญัติให้ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับให้ประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการเชิญผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและหัวหน้าหน่วยงานที่รับผิดชอบปฏิบัติการตามกฎหมายเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาร่วมพิจารณาเพื่อดำเนินการให้หน่วยงานดังกล่าวรับผิดชอบในการป้องกันและปราบปราม การสืบสวน และการสอบสวนการกระทำความผิดเกี่ยวกับกฎหมายนั้น ๆ ทั้งหมดหรือบางส่วนตามที่จะได้ตกลงกัน โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพและการบูรณาการในการปฏิบัติหน้าที่และการแบ่งเบาภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการดำเนินการตามบทบัญญัติดังกล่าว โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการประชุมหารือร่วมกับสำนักงาน ก.พ.ร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับการโอนภารกิจ การป้องกัน การปราบปราม การสืบสวน และการสอบสวนการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว ซึ่งได้ข้อยุติร่วมกันว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมรับโอนภารกิจด้านการป้องกัน การปราบปรามการสืบสวน (ก่อนการจับกุม) และการจับกุมภายใต้กรอบกฎหมายรวม 11 ฉบับ จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบปฏิบัติการตามกฎหมายเป็นพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เนื่องจากหน่วยงานดังกล่าวรับผิดชอบดำเนินการตามกฎหมายอยู่แล้ว อันเป็นการถ่ายโอนหน้าที่และอำนาจไปยังหน่วยงานผู้รับผิดชอบตามกฎหมายโดยตรง ซึ่งจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นไปอย่างมีเอกภาพ อันจะมีส่วนช่วยแบ่งเบาภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ลดความซ้ำซ้อนของภารกิจและอำนาจหน้าที่ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับหน่วยงานของรัฐอื่น สำหรับภารกิจด้านการสอบสวน ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติรับผิดชอบดำเนินการตามเดิม ทั้งนี้ ยังคงให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติช่วยดำเนินการในกรณีปฏิบัติการในภารกิจฉุกเฉิน เร่งด่วน หรือปฏิบัติงานในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงได้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาถ่ายโอนหน้าที่และอำนาจเกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้แก่หน่วยงาน ผู้รับผิดชอบตามกฎหมาย พ.ศ. …. ซึ่งในคราวประชุมคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2568 ได้พิจารณาแล้ว มาเพื่อดำเนินการโดยร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว มีสาระสำคัญ เป็นการกำหนดให้โอนภารกิจเกี่ยวกับการป้องกัน การปราบปราม การสืบสวน (ก่อนการจับกุม) การจับกุมการกระทำความผิดตามกฎหมายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้แก่หน่วยงานที่รับผิดชอบ รวม 11 ฉบับ ดังนี้

ลำดับกฎหมายหน่วยงานที่รับผิดชอบ
1พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484กรมป่าไม้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
2พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507กรมป่าไม้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
3พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ. 2545กรมป่าไม้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
4พระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562กรมป่าไม้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
5พระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่ง พ.ศ. 2558กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
6พระราชบัญญัติงาช้าง พ.ศ. 2558กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
7พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
8พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า
พ.ศ. 2562
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
9พระราชบัญญัติว่าด้วยสิทธิการประมง ในเขตต์การประมงไทย พ.ศ. 2482กรมประมงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
10พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558กรมประมงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
11พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่กระทรวงอุตสาหกรรม 

เว้นแต่กรณีฉุกเฉิน เร่งด่วน หรือปฏิบัติงานในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติสนับสนุนการดำเนินการ โดยให้เป็นไปตามข้อตกลงร่วมกันระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่รับผิดชอบปฏิบัติการตามกฎหมายเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดังกล่าว และกำหนดขั้นตอนการถ่ายโอนงาน ให้มีการจัดทำแนวทางปฏิบัติงานสำหรับเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการที่รับโอนภารกิจ รวมถึงแนวทางการประสานงานและปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการฝึกอบรมการปฏิบัติหน้าที่เพื่อเตรียมพร้อมในการปฏิบัติงาน รวมทั้งการโอนและรับโอนข้าราชการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อมีการโอนภารกิจ ให้เป็นไปตามความสมัครใจและดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยตำรวจแห่งชาติและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

                   ทั้งนี้ ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการปรับปรุงภารกิจของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการหรือส่วนราชการ หรือหน่วยงานอย่างอื่น หรือในระดับต่ำลงไปในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2567 ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงหน้าที่และอำนาจตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกานี้ โดยได้มีการเกลี่ยอัตรากำลังไปปฏิบัติงานยังหน่วยงานอื่นภายใต้สำนักงานตำรวจแห่งชาติในภารกิจที่ขาดแคลนอัตรากำลังหรือนโยบายที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เช่น การป้องกันและปราบปรามคดีอาชญากรรมในพื้นที่โดยจัดสรรอัตรากำลังให้กับสถานีตำรวจกองบังคับการตำรวจนครบาล และตำรวจภูธรจังหวัด ให้เป็นไปตามแผนการจัดสรรกำลังพลและกรอบอัตรากำลัง การป้องกันและปราบปรามคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีทั้งนี้ เพื่อให้กำลังพลเหมาะสมกับภารกิจ และในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหน่วยงานผู้รับผิดชอบตามกฎหมายโดยตรงซึ่งมีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายนั้นอยู่แล้ว จึงไม่มีการปรับเพิ่มอัตรากำลังแต่อย่างใด

                   2. สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับฟังความคิดเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นด้วยในหลักการ และแจ้งว่าการถ่ายโอนหน้าที่และอำนาจดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และหน่วยงานในสังกัด และไม่เป็นการเพิ่มงบประมาณแต่อย่างใด นอกจากนี้ เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายตำรวจแห่งชาติที่มุ่งหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติถ่ายโอนภารกิจที่หน่วยงานอื่นรับผิดชอบอยู่แล้วไปให้หน่วยงานที่ดำเนินการ อันจะทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติปฏิบัติภารกิจหลักได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

                   3. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงาน ก.พ.ร. และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเห็นชอบ/ไม่ขัดข้องในหลักการ โดยสำนักงาน ก.พ. มีข้อสังเกตว่า ควรมีกลไกในการประสานงานและปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการถ่ายทอดองค์ความรู้ การเพิ่มศักยภาพให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ นอกจากนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติควรมีการวางแผนอัตรากำลังในการเกลี่ยอัตรากำลังจากภารกิจที่ลดลงไปปฏิบัติงานในภารกิจที่มีความขาดแคลนอัตรากำลังหรือมีความจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งเป็นการบริหารอัตรากำลังที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุด ตลอดจนเพื่อให้การใช้งบประมาณด้านบุคลากรภาครัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้งบประมาณที่ได้รับจัดสรรและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เห็นว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติควรเร่งรัดดำเนินการจัดให้มีการฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพบุคลากรของหน่วยงานรับโอนภารกิจให้มีความเชี่ยวชาญด้านยุทธวิธี มีทักษะการสืบสวนและปราบปราม การจัดให้มีมาตรฐาน ขั้นตอนการปฏิบัติงานร่วมกัน (Standard Operating Procedure – SOP) รวมทั้งการสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่เข้าร่วมปฏิบัติภารกิจด้านการสอบสวนและการบังคับใช้กฎหมายในระดับพื้นที่โดยเร็ว เพื่อให้เกิดการบูรณาการในการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องและเสริมสร้างขีดความสามารถของเจ้าพนักงานตามกฎหมายให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

                   4. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เห็นว่าร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 165 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ซึ่งเป็นการปฏิบัติราชการตามปกติเพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายแม่บทให้อำนาจไว้มิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนั้น คณะรัฐมนตรีที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจึงสามารถพิจารณาอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกานี้ได้

2. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. ….

                    คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. …. ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอ และให้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย พร้อมกับร่างประกาศเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. …. ที่วุฒิสภาจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อประกาศใช้บังคับตามลำดับต่อไป

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   ร่างพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. …. ที่ สลค. เสนอ เป็นการดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในข้อ 4.1 ซึ่งเป็นกรณีที่วุฒิสภาแจ้งว่ามีความจำเป็นต้องมีการเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา เพื่อให้วุฒิสภาดำเนินการประชุมเพื่อทำหน้าที่พิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่งตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 126 (2) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้แก่ กรรมการการเลือกตั้ง จำนวน 2 ตำแหน่ง ตามมาตรา 222 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ผู้ตรวจการแผ่นดิน จำนวน 1 ตำแหน่ง ตามมาตรา 228 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน จำนวน 1 ตำแหน่ง ตามมาตรา 238 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยประธานวุฒิสภาจะได้นำร่างประกาศเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. …. (ตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569) ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ตามมาตรา 126 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และแจ้งว่าเห็นสมควรให้ปิดประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภาในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 โดยนายกรัฐมนตรีจะได้นำร่างพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. …. (ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569) ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ตามมาตรา 122 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เนื่องจากมาตรา 126 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มิได้กำหนดรูปแบบในการดำเนินการปิดประชุมดังกล่าวไว้ จึงสมควรดำเนินการจัดทำเป็นพระราชกฤษฎีกาตามความในมาตรา 122 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ซึ่งเทียบเคียงกรณีการพิจารณาให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้งและกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ แทนตำแหน่งที่ว่าง ได้มีประกาศเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. 2568 และพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. 2568)

                   โดยที่ร่างพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวกับการเรียกและปิดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญหรือสมัยประชุมวิสามัญ คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 2) ได้ตรวจพิจารณาและวางรูปแบบของร่างพระราชกฤษฎีกาไว้แล้ว ซึ่งการเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาในครั้งนี้เป็นไปตามรูปแบบของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 2)

3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ….

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. …. ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีส่งร่างกฎกระทรวงดังกล่าวไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพิจารณาลงนาม และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

                    สาระสำคัญของเรื่อง

                   ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. …. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เสนอ มีสาระสำคัญเป็นการยกเลิกกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2547 เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจตามกฎหมายที่รับผิดชอบในปัจจุบัน รวมทั้งเสริมสร้างศักยภาพในการป้องกัน ปราบปรามและควบคุมไฟป่า และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานและการจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์ โดยปรับปรุงการแบ่งส่วนราชการ รวมทั้งหน้าที่และอำนาจที่จะต้องรับผิดชอบให้สอดคล้องกับภารกิจและสภาพของงานที่เปลี่ยนแปลงไป สรุปได้ ดังนี้

การแบ่งส่วนราชการในปัจจุบันการแบ่งส่วนราชการที่ปรับปรุงใหม่หมายเหตุ
1. สำนักงานบริหารงานกลางสำนักงานเลขานุการกรมเปลี่ยนชื่อ และปรับปรุงหน้าที่และอำนาจเพื่อความครอบคลุมกับภารกิจในปัจจุบัน
2. สำนักอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำกองอนุรักษ์ต้นน้ำ
3. กองคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าตามอนุสัญญากองคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่า เปลี่ยนชื่อ และปรับปรุงหน้าที่และอำนาจเพื่อครอบคลุมถึงภารกิจอำนาจหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติพ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติงาช้างพ.ศ. 2558 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
4. กองนิติการกองกฎหมาย 
5. สำนักฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่อนุรักษ์กองจัดการที่ดินป่าอนุรักษ์ 
10. สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่ากองอนุรักษ์สัตว์ป่า ปรับปรุงหน้าที่และอำนาจ เพื่อให้ครอบคลุมถึงภารกิจอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายข้างต้น 
11. สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่1-16กองบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่1-16 
6. สำนักงานป้องกัน ปราบปรามและควบคุมไฟป่ากองป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า   ปรับปรุงหน้าที่และอำนาจ เพื่อให้ครอบคลุมกับภารกิจในปัจจุบัน ดังนี้→ ด้านการป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า รวมทั้งการบริหารงานและการจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์→ ด้านการเสนอนโยบาย การวิเคราะห์แผนงาน รวมถึงกิจกรรมตามแนวพระราชดำริ → ด้านการศึกษา วิจัย พัฒนา และกำหนดมาตรการทางทรัพยากรป่าไม้ ระบบนิเวศและพื้นที่ป่าอนุรักษ์ → ด้านการเสนอแนะนโยบาย และบริหาร จัดการอุทยานแห่งชาติและวนอุทยาน
7. สำนักแผนงานและสารสนเทศ กองแผนงานและสารสนเทศ  
8. สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืชกองวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช  
9. สำนักอุทยานแห่งชาติ กองอุทยานแห่งชาติ 
10. กลุ่มตรวจสอบภายใน คงเดิม ทำหน้าที่หลักในการตรวจสอบการดำเนินงานภายในกรม และสนับสนุนการปฏิบัติงานของกรม
11. กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร ทำหน้าที่หลักในการพัฒนาการบริหารของกรมให้เกิดผลสัมฤทธิ์ มีประสิทธิภาพและคุ้มค่า

ทั้งนี้ ในการปรับปรุงโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการดังกล่าวไม่มีการเพิ่มจำนวนกองและอัตรากำลังในภาพรวม โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ดำเนินการตามขั้นตอนและแนวทางปฏิบัติในการเสนอร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการภายในกรม ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ (วันที่ 19 ธันวาคม 2549 และวันที่ 25 สิงหาคม 2554) แล้ว ประกอบกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สำนักงานปลัดกระทรวงและกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช) สำนักงบประมาณ สำนักงาน ก.พ. และสำนักงาน ก.พ.ร. ได้ยืนยันให้ความเห็นชอบกับการแก้ไขเพิ่มเติมร่างกฎกระทรวงดังกล่าวแล้ว

                   2. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. …. เป็นการปรับปรุงชื่อและหน้าที่และอำนาจของส่วนงานภายในกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยไม่มีการเพิ่มจำนวนกอง จึงไม่ก่อให้เกิดภาระด้านโครงสร้างและงบประมาณภาครัฐ กรณีจึงเป็นการปฏิบัติราชการตามปกติเพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายแม่บทให้อำนาจไว้ และมิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

                   3. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ยืนยันว่า การปรับปรุงโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการในเรื่องนี้ไม่มีการเพิ่มจำนวนกอง อัตรากำลัง งบประมาณ ด้านบุคลากรในภาพรวมของส่วนราชการ เพื่อให้สามารถปรับตัวและตอบสนองภารกิจในการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าของส่วนราชการที่เพิ่มขึ้น มีความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน และสามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านงบประมาณ เพิ่มวงเงินหรือก่อหนี้ผูกพันที่จะเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และไม่มีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตามมาตรา 57 (1) (2) และ (7) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551

4. เรื่อง ร่างกฎสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยเครื่องแบบพิเศษ สำหรับข้าราชการสำนักงานมาตรฐาน สินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ พ.ศ. ….

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการร่างกฎสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยเครื่องแบบพิเศษสำหรับข้าราชการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอและให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับข้อสังเกตของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้

                   สาระสำคัญของร่างกฎสำนักนายกรัฐมนตรี

                   1. กษ. เสนอว่า สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กษ. มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานสินค้าเกษตร ซึ่งข้าราชการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานสินค้าเกษตร มีภารกิจในการควบคุม ตรวจสอบสินค้าเกษตร การยึด หรือการอายัดสินค้าเกษตรและทำการรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามที่กฎหมายกำหนดไว้ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวต้องปฏิบัติการตรวจสอบที่ทำการหรือห้องปฏิบัติการของผู้ประกอบการ ตรวจสอบมาตรฐาน หรือสถานที่ทำการ สถานที่เก็บสินค้าเกษตร หรือยานพาหนะของผู้ผลิต ผู้ส่งออกหรือผู้นำเข้าสินค้าเกษตร ผู้จำหน่าย หรือผู้มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อีกทั้งต้องปฏิบัติงานในพื้นที่นอกที่ตั้งทำการ
ซึ่งปัจจุบันพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานสินค้าเกษตรสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ไม่มีเครื่องแบบพิเศษสำหรับใช้ในการปฏิบัติงานดังกล่าว จึงได้เสนอร่างกฎสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยเครื่องแบบพิเศษสำหรับข้าราชการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ พ.ศ. ….

                   2. ร่างกฎสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยเครื่องแบบพิเศษ สำหรับข้าราชการสำนักงานมาตรฐาน สินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ พ.ศ. …. ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้ข้าราชการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานสินค้าเกษตร มีเครื่องแบบพิเศษที่มีความเหมาะสมกับภารกิจ และเหมาะกับพื้นที่ปฏิบัติการตามกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานด้วยสินค้าเกษตร ซึ่งสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ขัดข้องในหลักการของร่างกฎสำนักนายกรัฐมนตรีฯ ดังกล่าว โดยมีข้อสังเกตในส่วนของเครื่องแบบ เช่น หมวก รองเท้าสำหรับข้าราชการหญิง โอกาสต่าง ๆ ในการแต่งเครื่องแบบ และการประดับเครื่องหมายแสดงความสามารถหรือเข็มแสดงวิทยฐานะของสถาบันการศึกษาของทางราชการ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า คณะรัฐมนตรีสามารถพิจารณาอนุมัติหลักการได้ และมีข้อสังเกตว่ากฎสำนักนายกรัฐมนตรี (เทียบเท่ากฎกระทรวง) ซึ่งออก โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติเครื่องแบบ ข้าราชการฝ่ายพลเรือน พุทธศักราช 2478 มิได้เกี่ยวกับนโยบายสำคัญอันใด สมควรที่คณะรัฐมนตรีจะกำหนดในหลักการว่ากฎกระทรวงที่ออกตามกฎหมายดังกล่าวไม่ต้องนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีหากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบด้วยกับกระบวนการเสนอร่างกฎสำนักนายกรัฐมนตรีที่สำนักงานฯ เสนอสมควรกำหนดให้ชัดเจนว่าจะต้องเสนอร่างกฎสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยเครื่องแบบต่อสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลกฎหมายดังกล่าวเพื่อพิจารณาก่อน หากตรวจสอบแล้ว ไม่ขัดข้องให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาโดยตรง

                   ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เห็นว่าการเสนอร่างกฎสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าวเป็นการปฏิบัติราชการตามปกติเพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายแม่บทให้อำนาจไว้และมิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการอันเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการหรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

เศรษฐกิจ-สังคม

5. เรื่อง การกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้น ฤดูการผลิตปี 2568/2569

                    คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้น (ราคาอ้อยขั้นต้นฯ) ฤดูการผลิตปี 2568/2569 ทั้ง 9 เขตคำนวณราคาอ้อย เป็นราคาเดียวทั่วประเทศตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เสนอ ดังนี้

                   1. ราคาอ้อยขั้นต้น ในอัตรา 890 บาทต่อตันอ้อย ที่ระดับคุณภาพความหวานที่ 10 ซี.ซี.เอส. หรือเท่ากับร้อยละ 89.65 ของประมาณการราคาอ้อยเฉลี่ยทั่วประเทศ (992.71 บาทต่อตันอ้อย) และกำหนดอัตราขึ้น/ลง ของราคาอ้อยเท่ากับ 53.40 บาท ต่อ 1 หน่วย ซี.ซี.เอส.

                   2. ผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้น ที่ระดับคุณภาพความหวานที่ 10 ซี.ซี.เอส เท่ากับ 381.43 บาทต่อตันอ้อย

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. พระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 มาตรา 49 – 53 บัญญัติให้ก่อนเริ่มฤดูการผลิตน้ำตาลทราย ให้คณะกรรมการบริหารจัดทำประมาณการรายได้จากการจำหน่ายน้ำตาลทรายที่จะผลิตในฤดูนั้น เพื่อกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นฯ และเมื่อคณะกรรมการบริหารได้จัดทำประมาณการรายได้และกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นฯ แล้วให้แจ้งให้สถาบันชาวไร่อ้อยและสมาคมโรงงานทราบ และจัดให้มีการประชุมผู้แทนสถาบันชาวไร่อ้อยและผู้แทนสมาคมโรงงานเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อคัดค้าน (ถ้ามี) โดยทำเป็นหนังสือแจ้งให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบวันก่อนวันประชุม และให้สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เสนอราคาอ้อยขั้นต้นฯ และผลการประชุมรับฟังความคิดเห็นข้างต้น ต่อคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) เพื่อพิจารณาเมื่อ กอน. ได้พิจารณาราคาอ้อยขั้นต้นฯ แล้วให้เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ และหากคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นฯ แล้ว จะต้องดำเนินการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป

                   2. กอน. ในคราวประชุมครั้งที่ 9/2568 เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ได้พิจารณาการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นฯ ฤดูการผลิตปี 2568/2569 และได้มีมติเห็นชอบการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นฯ ฤดูการผลิตปี 2568/2569 ทั้ง 9 เขตคำนวณราคาอ้อยเป็นราคาเดียวทั่วประเทศ ดังนี้

                             (1) ราคาอ้อยขั้นต้น ในอัตรา 890 บาทต่อตันอ้อย ที่ระดับคุณภาพความหวานที่ 10 ซี.ซี.เอส. หรือเท่ากับร้อยละ 89.65 ของประมาณการราคาอ้อยเฉลี่ยทั่วประเทศ (992.71 บาทต่อตันอ้อย) และกำหนดอัตราขึ้น/ลง ของราคาอ้อยเท่ากับ 53.40 บาทต่อ 1 หน่วย ซี.ซี.เอส.

                             (2) ผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้นที่ระดับคุณภาพความหวานที่ 10 ซี.ซี.เอส. เท่ากับ 381.43 บาทต่อตันอ้อย

                   3. หากคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นฯ ฤดูการผลิตปี 2568/2569 แล้ว จะต้องดำเนินการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป ซึ่งจะช่วยให้ชาวไร่อ้อยได้รับค่าอ้อยสำหรับนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการเพาะปลูกการบำรุงรักษาอ้อย และการดำรงชีพ อันจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศโดยรวมในอนาคต

                   4. สคก. พิจารณาแล้วเห็นว่า การเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาภายหลังจากมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 ต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 เรื่อง แนวทางปฏิบัติอันเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎร ที่ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติในการดำเนินการให้สอดคล้องกับมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยไว้แล้ว สำหรับเรื่องนี้เห็นว่า การกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นฯ ฤดูการผลิตปี 2568/2569 ตามที่ อก. เสนอ นั้น เป็นการดำเนินการตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 ที่กำหนดว่า เมื่อ กอน. ได้พิจารณาประมาณการรายได้ราคาอ้อยขั้นต้นฯ พร้อมด้วยคำคัดค้านของผู้แทนสถาบันชาวไร่อ้อยและผู้แทนสมาคมโรงงานแล้ว ให้ กอน. เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบในราคาอ้อยขั้นต้นฯ ประกอบกับข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 7 และข้อ 12 (1) (ก) และ (2) (ก) แห่งประกาศ กอน. เรื่อง การจัดทำประมาณการรายได้ การกำหนดและการชำระราคาอ้อยและค่าผลิตน้ำตาลทราย และอัตราส่วนของผลตอบแทนระหว่างชาวไร่อ้อยและโรงงาน พ.ศ. 2562 ที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นฯ ของคณะกรรมการบริหาร กรณีจึงเป็นการปฏิบัติราชการตามปกติเพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายแม่บทให้อำนาจไว้มิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนั้น เมื่อ สอน. ได้ดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องครบถ้วนแล้วคณะรัฐมนตรีที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจึงสามารถพิจารณาให้ความเห็นชอบการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นฯ ฤดูการผลิตปี 2568/2569 ตามที่ อก. เสนอได้ตามที่เห็นสมควร

6. เรื่อง มาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2569

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2569 และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวต่อไป (ตามข้อ 2.3) ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   ทส. รายงานว่า

                   1. สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ มีแนวโน้มสูงขึ้นในช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงต้นปีเป็นประจำทุกปี โดยมีแหล่งกำเนิดมาจากไฟป่าการเผาในพื้นที่เกษตร การจราจรและขนส่ง โรงงานอุตสาหกรรม และหมอกควันข้ามแดน ที่เกิดจากการเผาในประเทศเพื่อนบ้านประกอบกับในช่วงต้นปีจะมีความกดอากาศสูงทำให้อากาศปิดลมสงบ ส่งผลให้เกิดการสะสมของฝุ่นละอองในพื้นที่เกินมาตรฐาน ทส. จึงจัดทำมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2569 (มาตรการฯ) เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ก่อนเข้าสู่สถานการณ์วิกฤตฝุ่นละอองและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน

                   2. คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ในการประชุม ครั้งที่ 5/2568 เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 มีมติเห็นชอบต่อมาตรการฯ และมอบหมายให้ ทส. (กรมควบคุมมลพิษ) เสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป โดยที่มาตรการฯ มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

                             2.1 พื้นที่เป้าหมาย

                                      2.1.1 พื้นที่ป่า ควบคุมพื้นที่เผาไหม้ สรุปได้ดังนี้

พื้นที่ป่าเป้าหมายการเผาลดลงร้อยละ
(1) ป่าทั่วประเทศไม่น้อยกว่า ร้อยละ 10
(2) ป่าแปลงใหญ่ 14 กลุ่มป่าไม่น้อยกว่า ร้อยละ 10

                                      2.1.2 พื้นที่เกษตร

                                                1) ควบคุมพื้นที่เผาไหม้ สรุปได้ดังนี้

พื้นที่เกษตรเป้าหมายการเผาลดลงร้อยละ
(1) ภาพรวมไม่น้อยกว่า ร้อยละ 15
(2) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือไม่น้อยกว่า ร้อยละ 10
(3) ภาคเหนือ 17 จังหวัดไม่น้อยกว่า ร้อยละ 20
(4) ภาคกลางไม่น้อยกว่า ร้อยละ 10
(5) ภาคตะวันตกไม่น้อยกว่า ร้อยละ 10
(6) ภาคตะวันออกไม่น้อยกว่า ร้อยละ 10

                                                          2) ควบคุมการเผาในกลุ่มพืชเป้าหมาย สรุปได้ดังนี้

พื้นที่ป่าเป้าหมายการเผาลดลงร้อยละ
(1) นาข้าวไม่น้อยกว่า ร้อยละ 10
(2) ข้าวโพดและพืชไร่หมุนเวียนไม่น้อยกว่า ร้อยละ 10
(3) อ้อยโรงงานไม่น้อยกว่า ร้อยละ 15

                                      2.1.3 พื้นที่เมือง ควบคุมการระบายฝุ่นในพื้นที่เมือง โดยตั้งเป้าหมายให้ยานพาหนะ โรงงานอุตสาหกรรม และสถานประกอบกิจการเป้าหมายปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบ ร้อยละ 100

                             2.2 ผลลัพธ์คุณภาพอากาศ กำหนดเป้าหมายผลลัพธ์คุณภาพอากาศในปี 2569 โดยตั้งเป้าหมายค่าเฉลี่ย PM2.5 และจำนวนวันที่ฝุ่น PM2.5  เกินมาตรฐาน ให้ลดลงจากค่าเฉลี่ยปี 2568 สรุปได้ดังนี้

พื้นที่เป้าหมายค่าเฉลี่ย PM2.5
(ลดลงร้อยละ)
จำนวนวันที่ PM2.5
เกินมาตรฐาน (ลดลงร้อยละ)
(1) 17 จังหวัด ภาคเหนือร้อยละ 10ร้อยละ 5
(2) กรุงเทพมหานครและปริมณฑลร้อยละ 5ร้อยละ 5
(3) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 5ร้อยละ 5
(4) ภาคกลางร้อยละ 5ร้อยละ 5
(5) ภาคตะวันตกร้อยละ 10ร้อยละ 5
(6) ภาคตะวันออกร้อยละ 10ร้อยละ 5

                             2.3 การดำเนินงาน แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะเตรียมการและระยะปฏิบัติการ มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

ดำเนินการสาระสำคัญ เช่นหน่วยงานรับผิดชอบ
(1) ระยะเตรียมการ (ก่อนเข้าสู่สถานการณ์วิกฤตฝุ่นละออง)
(1.1) การควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตร• จัดหาเครื่องมือ/เครื่องจักรกลทางการเกษตรเพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรทำการเกษตรแบบไม่เผา เช่น เครื่องเกี่ยวข้าว เครื่องไถกลบตอซัง และเครื่องอัดฟาง เป็นต้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) และอุตสาหกรรม (อก.)
• กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข่ การบริหารการเผาในพื้นที่เกษตร (ประกอบด้วยช่วงเวลา จำนวนพื้นที่ เงื่อนไขการเผาการควบคุมดูแล) เพื่อให้แต่ละจังหวัดจัดเตรียมระบบ ขั้นตอนและผู้รับผิดชอบ รวมถึงประกาศให้เกษตรกรรับทราบโดยทั่วกันทส. ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย(มท.) กษ. และ GISTDA
• ขยายระยะเวลาประกาศ กษ. ฉบับลงวันที่ 17 มกราคม 2568 หากพบว่าเกษตรกรรายใดมีประวัติการเผาในพื้นที่การเกษตร เกษตรกรรายนั้นจะไม่ได้รับสิทธิในการเข้าร่วม โครงการสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพเกษตรกรทุกโครงการกษ.
• ประกาศกำหนดเป้าหมายการรับอ้อยไฟไหม้เข้าโรงงานไม่เกินร้อยละ 15อก.
(1.2) การจัดการไฟในพื้นที่ป่า• องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ได้รับจัดสรรงบประมาณประจำปี 2569 จัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันและควบคุมไฟป่าในพื้นที่รับผิดชอบและนำแผนและงบประมาณบูรณาการกับ ทส.อปท. และ ทส.
• จัดทำแผนที่เสียงไฟป่า 14 กลุ่มป่า วางแผนบูรณาการ ตั้งจุดเฝ้าระวังร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฝ่ายทหาร ชุมชน เครือข่าย และเตรียมความพร้อมศูนย์สั่งการและติดตามสถานการณ์ไฟป่า ทุกระดับชั้น ให้เชื่อมโยงทั้งระดับประเทศระดับจังหวัดและพื้นที่รอยต่อระหว่างจังหวัดทส. มท.และกระทรวงกลาโหม (กห.)
• พัฒนาบุคลากรชุดเฝ้าระวัง/ลาดตระเวน และชุดสนับสนุนการควบคุมไฟป่าประจำตำบลให้พร้อมใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างเชี่ยวชาญทส. มท. กห.และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.)
(1) ระยะเตรียมการ (ก่อนเข้าสู่สถานการณ์วิกฤตฝุ่นละออง)
(1.3) การควบคุมฝุ่นในเขตเมืองภาคยานพาหนะ
• ออกประกาศกำหนดให้รถยนต์ดีเซลต้องผ่านการตรวจสภาพรถยนต์ประจำปีตามเกณฑ์มาตรฐานควันดำไม่เกินร้อยละ20กระทรวงคมนาคม (คค.)กรมการขนส่งทางบก
• ปรับปรุงกฎหมายการสั่งห้ามใช้รถที่ปล่อยควันดำเกินมาตรฐานเป็นการสั่งห้ามใช้เด็ดขาดแทนการสั่งห้ามใช้ชั่วคราว จนกว่าจะปรับปรุงแก้ไข เพื่อป้องกันมิให้มีการใช้รถที่ปล่อยควันดำเกินมาตรฐานในระหว่างรอการปรับปรุงแก้ไขกรมควบคุมมลพิษและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)
• ประชาสัมพันธ์โครงการสนับสนุนการตรวจสภาพรถยนต์เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องรถยนต์ ไส้กรองอากาศ และไส้กรองน้ำมันเพื่อให้รถยนต์มีสภาพพร้อมใช้งาน ไม่ปล่อยควันดำเกินเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดร่วมกับภาคเอกชนทส. กรมควบคุมมลพิษ ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
ภาคอุตสาหกรรม
• กำหนดค่ามาตรฐานควบคุมการระบายฝุ่นละอองในกรุงเทพมหานครให้เข้มงวดขึ้น สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการใช้หม้อไอน้ำและกำหนดให้โรงงานที่มีการระบายมลพิษสูงในท้องที่กรุงเทพมหานคร ต้องติดตั้งเครื่องมือหรือเครื่องอุปกรณ์พิเศษ (CEMS)* เพื่อรายงานมลพิษอากาศจากปล่องโรงงาน ได้แก่ โรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้าโรงงานที่มีหม้อไอน้ำ โรงงานที่มีการเผาไหม้เชื้อเพลิงอก.
(1.4) การจัดการหมอกควันข้ามแดน• จัดทำประกาศกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) กำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลอดการเผา ให้เริ่มใช้บังคับในปี 2569พณ.
• จัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรว่ามีกระบวนการผลิตปลอดการเผากษ. ร่วมกับ พณ.
(1.5) การบริหารจัดการภาพรวม• จัดเตรียมโครงการขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรอง จ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น สำหรับภารกิจควบคุมไฟป่าทส. ร่วมกับ กห. กษ.กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)และสำนักงบประมาณ
• ทดสอบระบบการแจ้งเตือนสถานการณ์ เมื่อปริมาณ ฝุ่นละออง PM2s เกินมาตรฐาน ผ่านระบบ Cell Broadcastกรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) ร่วมกับ กรมควบคุมมลพิษกรมอุตุนิยมวิทยา GISTDA
และกรุงเทพมหานคร (กทม.)
(2) ระยะปฏิบัติการ (ช่วงสถานการณ์วิกฤตฝุ่นละออง)
(2.1) การควบคุม
การเผาในพื้นที่เกษตร
• บริหารการเผาในพื้นที่เกษตรที่เพาะปลูกข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อ้อยโรงงานตามรายชื่อเกษตรกรและจำนวนพื้นที่ที่ขึ้นทะเบียนมท. ร่วมกับ กษ.
• ให้ภาคเอกชนสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตร ระบบการเก็บรวบรวมและขนส่ง การผลิตเชื้อเพลิงจากเศษวัสดุทางการเกษตรสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (สกท.) ร่วมกับ กษ.
(2.2) การจัดการไฟในพื้นที่ป่า• จัดตั้งจุดตรวจ จุดเฝ้าระวังพื้นที่เสียงและพื้นที่เป้าหมาย ร่วมกับ อปท. ฝ่ายทหาร ชุมชน และเครือข่ายเพื่อเฝ้าระวังและจับกุมเมื่อเกิดการบุกรุกและเผาพื้นที่ป่า รวมถึงการสร้างการรับรู้ปลุกจิตสำนึก ให้กับชุมชนในพื้นที่ “แบบเคาะประตูบ้าน”ทส. มท. กห. และ กอ.รมน.
• ประกาศปิดป่าในห้วงเวลาที่เหมาะสมและจัดสรรสิทธิประโยชน์ตามระเบียบราชการแก่ผู้ให้ความร่วมมือในการจัดการไฟป่าทส.
(2.3) การควบคุมฝุ่นในเขตเมืองภาคยานพาหนะ
• ติดตาม เฝ้าระวังยานพาหนะเข้าเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone) ของ กทม. ให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดกทม.
• เข้มงวด ตรวจสอบยานพาหนะควันดำ หากพบเกินมาตรฐานให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดคค. ตร. ทส. และ กทม.
ภาคอุตสาหกรรม
• ตรวจกำกับ บังคับใช้กฎหมายกับโรงงานอุตสาหกรรมเป้าหมายและสถานประกอบกิจการเป้าหมายอย่างเข้มงวดอก. 
(2.4) การจัดการหมอกควันข้ามแดน• ควบคุมการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ให้เป็นไปตามประกาศกำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลอดการเผากษ.
• ดำเนินการตามกรอบความร่วมมือ เช่น แผนปฏิบัติการร่วมภายใต้ยุทธศาสตร์ฟ้าใสกระทรวงการต่างประเทศ (กต.)ทส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
(2.5) การบริหารจัดการภาพรวม• จัดเตรียมห้องปลอดฝุ่นเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง แจกจ่าย อุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากาก แก่ประชาชนในพื้นที่เสียงสธ. มท. และ กทม.
(2) ระยะปฏิบัติการ (ช่วงสถานการณ์วิกฤตฝุ่นละออง)
(2.5) การบริหารจัดการภาพรวม (ต่อ)• ยกระดับการสื่อสารและแจ้งเตือนสถานการณ์ ดังนี้1) ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ รายงานสถานการณ์การคาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นละอองภาพรวมทั่วประเทศ สู่สาธารณะและแจ้งข้อมูลต่อคณะกรรมการระดับจังหวัดและหน่วยงานกำกับดูแลแหล่งกำเนิดมลพิษ2) ผู้ว่าราชการจังหวัดตั้งศูนย์สั่งการและติดตามสถานการณ์ระดับจังหวัดเพื่อสื่อสารข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องต่อสาธารณะ3) แจ้งเตือนภัยสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ผ่านระบบ Cell Broadcast และ SMS เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลการแจ้งเตือนและรับมือสถานการณ์เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพมท. ร่วมกับ กรมควบคุมมลพิษกรมอุตุนิยมวิทยาGISTDA และ กทม.

                             2.4 กลไกการบริหารจัดการ คณะกรรมการอำนวยการเพื่อการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ [รองนายกรัฐมนตรี (นายสุชาติ ชมกลิ่น) เป็นประธาน] ทำหน้าที่ เช่นเสนอแนะนโยบายและแนวทางมาตรการเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาไฟป่า และติดตามการดำเนินงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีกรมควบคุมมลพิษเป็นหน่วยงานผู้ประสานงานหลัก

                             ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เห็นว่ามาตรการฯ เป็นภารกิจประจำ ที่จำเป็นต้องดำเนินการในช่วงเวลาเดียวกันของทุกปี โดยใช้งบประมาณของหน่วยงานที่รับผิดชอบภารกิจและไม่มีการขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติม ในชั้นนี้จึงไม่ได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนั้น คณะรัฐมนตรีจึงสามารถให้ความเห็นชอบมาตรการฯ และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวต่อไปได้ตามที่เห็นสมควร

7. เรื่อง มาตรการและแนวทางการตรวจลงตราเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมาตรการและแนวทางการตรวจลงตราเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2567 มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศรับไปดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องมาตรการและแนวทางการตรวจลงตราเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งประกอบด้วยมาตรการระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยกระทรวงการต่างประเทศได้ขอความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปประกอบการพิจารณาและการดำเนินการแล้ว จึงขอเสนอความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมาเพื่อคณะรัฐมนตรีทราบ โดยเรื่องนี้เข้าข่ายที่จะให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีได้ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 มาตรา 4 (7)  ทั้งนี้  นายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) กำกับการบริหารราชการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เห็นชอบให้นำเรื่องดังกล่าวเสนอคณะรัฐมนตรีด้วยแล้ว            

                   ผลการดำเนินงาน

                   บัดนี้ กระทรวงการต่างประเทศ (โดยกรมการกงสุล) ได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวข้างต้นสรุปได้ดังนี้

                   1. เรื่องที่ดำเนินการแล้วเสร็จ

                             1.1 มาตรการระยะสั้น ได้แก่

                                      (1) กำหนดรายชื่อประเทศและดินแดนที่ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยว ทำงานหรือการติดต่อธุรกิจ ระยะสั้น ได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราและให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ไม่เกิน 60 วัน เป็นกรณีพิเศษ (ผ.60) จำนวน 93 ประเทศ/ดินแดน

                                      (2) กำหนดรายชื่อประเทศที่ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวจะขอรับการตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa on Arrival: VoA) ระยะแรก จำนวน 31 ประเทศ/ดินแดน                                  

                                      (3) อนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเพื่อท่องเที่ยวและทำงานทางไกล เป็นกรณีพิเศษ โดยเพิ่มการตรวจลงตราประเภท Destination Thailand Visa (DTV)

                                      (4) อนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเพื่อศึกษา หรือศึกษาและทำงาน เป็นกรณีพิเศษ โดยเพิ่มการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว (Non-Immigrant) รหัส ED Plus

                                      (5) แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการตรวจลงตรา (ชุดเดิม) โดยในปี 2568 ได้จัดการประชุมไปแล้ว 2 ครั้ง ล่าสุด นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการฯ ขึ้นใหม่แล้ว ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศจะได้จัดการประชุมคณะกรรมการฯ ต่อไป

                             1.2 มาตรการระยะกลาง ได้แก่

                                      (1) จัดกลุ่มและปรับลดรหัสกำกับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว (Non-Immigrant) จากเดิม 17 รหัส เหลือ 7 รหัส มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2568  เป็นต้นมา โดยกระทรวงการต่างประเทศได้แก้ไขข้อมูลในระบบตรวจลงตราอิเล็กทรอนิกส์ (e-Visa) แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางของกระทรวงการต่างประเทศแล้ว

                                      (2) ขยายการเปิดให้บริการการตรวจลงตราอิเล็กทรอนิกส์ (e-Visa) โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นมา กระทรวงการต่างประเทศได้ขยายการเปิดให้บริการฯ ครอบคลุมสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ทั้งหมด 94 แห่งทั่วโลก ผ่านเว็บไซต์ https://www.thaievisa.go.th/

                             1.3 มาตรการระยะยาว ได้แก่ การพัฒนาระบบ Electronic Travel Authorization (ETA) โดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้พัฒนาระบบ ตม.6 ออนไลน์ (Thailand Digital Arrival Card: TDAC) ขึ้นแทน ETA และได้เริ่มใช้งานระบบ TDAC ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นมา

                   2. เรื่องที่อยู่ระหว่างดำเนินการ

                             2.1 มาตรการระยะสั้น ได้แก่ กำหนดรายชื่อประเทศที่ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวจะขอรับการตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa on Arrival: VoA) ระยะที่สอง จำนวน 8 ประเทศ

                             2.2 มาตรการระยะกลาง ได้แก่ ปรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการรับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวพำนักระยะยาว (Long Stay) สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่ประสงค์ใช้ชีวิตบั้นปลายในประเทศไทยมาตรการระยะกลาง ได้แก่ ปรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการรับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวพำนักระยะยาว (Long Stay) สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่ประสงค์ใช้ชีวิตนั้นปลายในประเทศไทย

                   ปัญหาและอุปสรรค

                   ภายหลังการใช้บังคับมาตรการ ผ.60 และ VoA ระยะแรก ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2567 เป็นต้นมา มีข้อสังเกตเกี่ยวกับผลกระทบต่อความมั่นคงและภาพลักษณ์ของประเทศ เนื่องจากชาวต่างชาติบางส่วนใช้มาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา โดยเฉพาะ ผ.60 ผิดวัตถุประสงค์ โดยแฝงเข้ามาลักลอบทำงานหรือกระทำผิดกฎหมายในไทยและในประเทศเพื่อนบ้าน               

                   แนวทางแก้ไข

                   คณะกรรมการนโยบายการตรวจลงตราชุดใหม่ที่นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้ง สามารถพิจารณาทบทวนมาตรการตรวจลงตราต่าง ๆ ได้ โดยกระทรวงการต่างประเทศจะได้นำเสนอปัญหาที่เกิดจากการใช้บังคับ ผ.60 และมาตรการตรวจลงตราอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ให้คณะกรรมการฯ พิจารณาในโอกาสแรก

8. เรื่อง ผลการดำเนินงานของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยในปีงบประมาณ 2568  นโยบายของคณะกรรมการ และโครงการและแผนงานของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยในอนาคต

                    คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานผลการดำเนินงานของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย  (รฟม.) ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 นโยบายของคณะกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (คณะกรรมการ รฟม.) และโครงการและแผนงานของ รฟม. ในอนาคตตามมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543 ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ

                   สาระสำคัญ

                   รฟม. ได้รายงานผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 นโยบายของคณะกรรมการ รฟม. โครงการและแผนงานในอนาคต ซึ่งคณะกรรมการ รฟม. ได้เห็นชอบแล้วเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2568 และวันที่ 7 ตุลาคม 2568 มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

                   1. ผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 (ณ วันที่ 30 กันยายน 2568) เช่น

                             1.1 อัตราการเติบโตของผู้โดยสารในแต่ละเส้นทางที่เพิ่มขึ้น ดังนี้

เส้นทางรถไฟฟ้าจำนวนผู้โดยสาร เฉลี่ยสะสม(คน – เที่ยว/วัน)เพิ่มขึ้น/ลดลง
ปีงบประมาณ                   พ.ศ. 2567ปีงบประมาณ                   พ.ศ. 2568คน-เที่ยว/วันร้อยละ
(1) สายเฉลิมรัชมงคล (สายสีน้ำเงิน)422,270429,5777,3071.73
(2) สายฉลองรัชธรรม (สายสีม่วง)66,16569,1282,9634.48
(3) สายนัคราพิพัฒน์ (สายสีเหลือง)38,40644,5406,13415.97
(4) สายสีชมพู53,24461,6678,42315.82

                   1.2 รายได้จากการพัฒนาธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่เพิ่มต่อปี ดังนี้

เส้นทางรถไฟฟ้ารายได้ (ล้านบาท)เพิ่มขึ้น/(ลดลง)
ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ล้านบาท ร้อยละ
(1) สายเฉลิมรัชมงคล (สายสีน้ำเงิน)141.90155.3513.459.48
(2) สายฉลองรัชธรรม (สายสีม่วง)36.7842.465.6815.44

                   1.3 การพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ สายเฉลิมรัชมงคล (สายสีน้ำเงิน) มีอัตราการเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ของโครงการรถไฟฟ้ามหานคร ร้อยละ 40.44 (เป้าหมายร้อยละ 36.39) และสายฉลองรัชธรรม (สายสีม่วง) มีอัตราการเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ของโครงการรถไฟฟ้ามหานคร ร้อยละ 35.69 (เป้าหมายร้อยละ 32.66)

                   1.4 โครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและการศึกษาและวิเคราะห์โครงการ ดังนี้

โครงการรายละเอียด
โครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง จำนวน 3 โครง
(1) โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย – มีนบุรี (สุวินทวงศ์)มีความก้าวหน้าร้อยละ 88.08 โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการในเดือนมกราคม 2571
(2) โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน -ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก)มีความก้าวหน้ารวมร้อยละ 64.74 โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการในเดือนกันยายน 2572
(3) โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ -ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยมีความก้าวหน้ารวมร้อยละ 58.95 โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการในเดือนกรกฎาคม 2573
โครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาและวิเคราะห์โครงการ จำนวน 5 โครงการ ดังนี้
(1) โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล ช่วงแคราย -ลำสาลี (บึงกุ่ม)มีความก้าวหน้าร้อยละ 13.66 โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการในเดือนตุลาคม 2573
(2) โครงการรถไฟฟ้าจังหวัดภูเก็ตมีความก้าวหน้าร้อยละ 24 โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการในเดือนธันวาคม 2574
(3) โครงการรถไฟฟ้าจังหวัดเชียงใหม่มีความก้าวหน้าร้อยละ 13.57 โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการในเดือนพฤษภาคม 2575
(4) โครงการรถไฟฟ้าจังหวัดนครราชสีมามีความก้าวหน้าร้อยละ 13.64 โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการในเดือนพฤษภาคม 2575
(5) โครงการรถไฟฟ้าจังหวัดพิษณุโลกมีความก้าวหน้าร้อยละ 3.53 โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการในเดือนกรกฎาคม 2577

                   2. นโยบายของคณะกรรมการ รฟม. เช่น

                             2.1 เร่งรัดโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนสายต่าง ๆให้สามารถเปิดบริการได้ตามแผน

                             2.2 ศึกษาเส้นทาง Feeder และดำเนินการเชิงรุก เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางจากการใช้รถส่วนบุคคลมาใช้บริการรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้น

                             2.3 มุ่งเน้นประโยชน์ของประชาชนผู้โดยสารโดยให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการให้บริการ โดยให้คนทุกกลุ่มสามารถใช้บริการและเข้าถึงรถไฟฟ้า

                             2.4 พัฒนาหน่วยธุรกิจใหม่ และพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อแสวงหารายได้เพิ่มเติมทดแทนรายได้จากสัญญาสัมปทานโครงการ รวมทั้งพัฒนาการใช้นวัตกรรม และเทคโนโลยีเพื่อยกระดับการดำเนินงานและสร้างมูลค่าเพิ่ม

                   3. โครงการและแผนงานของ รฟม. ในอนาคต เช่น

                             3.1 ด้านการเดินรถ : กำหนดเป้าหมายการดำเนินงานโครงการรถไฟฟ้าตามที่ได้รับมอบหมายในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และเมืองหลักในภูมิภาคจะต้องมีความสำเร็จตามแผน โดยมีโครงการสำคัญ เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงบางขุนนนท์ – ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โครงการรถไฟฟ้าสายสีเทา ระยะที่ 1 ช่วงวัชรพล – ทองหล่อ โครงการรถไฟฟ้าสายสีเงิน สายบางนา – ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โครงการระบบขนส่งมวลชน จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น

                             3.2 ด้านขับเคลื่อนองค์กรด้วยนวัตกรรม : เสริมสร้างและยกระดับสมรรถนะของบุคลากร โดยมีโครงการสำคัญ เช่น โครงการพัฒนาระบบแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการบูรณาการข้อมูล (One Platform for Data  Integration) โครงการส่งเสริมการบูรณาการการจัดการความรู้ร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโครงการพัฒนาระบบการส่งเสริมทักษะที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ เทคโนโลยีและภาวะการแข่งขัน เป็นต้น

                   3.3 ด้านยกระดับผลประกอบการ : กำหนดเป้าหมายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จะมีจำนวนผู้โดยสารในภาพรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.66 (620,872 คน-เที่ยว/วัน) และมีแผนศึกษาความเหมาะสมในการจัดตั้งหน่วยธุรกิจเพื่อสนับสนุนการหารายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงแผนการเพิ่มอัตราการใช้พื้นที่เชิงพาณิชย์โดยมีโครงการสำคัญ เช่น โครงการดำเนินงานขยายสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างสถานีรถไฟฟ้ากับระบบขนส่งสาธารณะอื่น โครงการจัดระบบขนส่งมวลชนรองเชื่อมต่อสถานีรถไฟฟ้า (Feeder) เป็นต้น

ต่างประเทศ

9. เรื่อง ขอความเห็นชอบโครงการป่าไม้เพื่อชีวิต – การอนุรักษ์ภูมิทัศน์ป่าเขตร้อนที่สมบูรณ์ของประเทศไทย (Forests for Life – Intact Tropical Forest Landscape Conservation in Thailand)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ  ดังนี้

                   1. เห็นชอบเอกสารโครงการ (Project Document) โครงการป่าไม้เพื่อชีวิต – การอนุรักษ์ภูมิทัศน์ป่าเขตร้อนที่สมบูรณ์ของประเทศไทย (Forests for Life – Intact Tropical Forest Landscape Conservation in Thalland) (เอกสารโครงการฯ) และข้อตกลงภาคีผู้ดำเนินการ (Operational Partners Agreement) ภายใต้โครงการดังกล่าว (ข้อตกลงภาคีฯ)

                   2. เห็นชอบให้ ทส. โดยอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ลงนามร่วมกับผู้แทนองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations : FAO) ในเอกสารโครงการฯ และข้อตกลงภาคีฯ

                   ทั้งนี้  หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขในเอกสารโครงการฯ และข้อตกลงภาคีฯ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญ หรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ขอให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก

                    สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility : GEF) เพื่อดำเนินโครงการป่าไม้เพื่อชีวิต –การอนุรักษ์ภูมิทัศน์ป่าเขตร้อนที่สมบูรณ์ของประเทศไทย (โครงการฯ) ซึ่งโครงการฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาสภาพและความยั่งยืนของป่าเขตร้อนของประเทศไทย จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ (1) ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ (2) อมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ (3) ทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก จังหวัดกาญจนบุรี และ (4) พนมดงรัก จังหวัดศรีสะเกษ ระยะเวลาดำเนินโครงการ 5 ปี (ปี 2568 – 2572) โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ขอรับงบประมาณสนับสนุนจาก GEF จำนวน 6.65 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 208.54 ล้านบาท) ซึ่ง GEF ได้เห็นชอบที่จะให้การสนับสนุนงบประมาณดังกล่าวแล้ว

                   2. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะต้องลงนามในเอกสาร 2 ฉบับ ร่วมกับองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations : FAO) (FAO เป็นหน่วยงานบริหารโครงการของ GEF) ได้แก่

                             2.1) เอกสารโครงการ (Project Document) โครงการป่าไม้เพื่อชีวิต -การอนุรักษ์ภูมิทัศน์ป่าเขตร้อนที่สมบูรณ์ของประเทศไทย (เอกสารโครงการฯ) ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับรายละเอียดข้อมูลของโครงการฯ เช่น พื้นที่เป้าหมายในการดำเนินโครงการ ระยะเวลาดำเนินโครงการ งบประมาณที่จะต้องใช้ในการดำเนินโครงการ กิจกรรมที่จะดำเนินการ เป็นต้น

                             2.2) ข้อตกลงภาคีผู้ดำเนินการ (Operational Partners Agreement) ภายใต้โครงการดังกล่าว (ข้อตกลงภาคีฯ) ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการกำหนดความรับผิดชอบของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และ FAO รวมถึงวิธีการและเงื่อนไขในการดำเนินงาน เช่น (1) การโอนเงินจาก FAO ไปยังกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (2) เงื่อนไขในการดำเนินการจัดซื้อและการรับจ้างช่วง (3) การจัดทำรายงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง (4) เงื่อนไขการเรียกคืนเงิน (5) การระงับข้อพิพาท เป็นต้น

                   3. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) พิจารณาแล้วเห็นว่า ร่างเอกสารโครงการฯ และร่างข้อตกลงภาคีฯ ไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมีความเห็นเพิ่มเติมว่า หาก ทส. ยืนยันได้ว่า เรื่องนี้ไม่เป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือไม่ก่อให้เกิดความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป เว้นแต่ที่กำหนดไว้แล้วในงบประมาณรายจ่ายประจำปี และไม่ขัดต่อเมื่อเงื่อนไขอื่นใดตามมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อีกทั้งเห็นความจำเป็นเหมาะสมที่จะเสนอเรื่องในช่วงเวลาดังกล่าว ก็สามารถพิจารณาเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาได้ (กต.) และหากในเรื่องนี้ไม่มีข้อผูกพันที่เป็นตัวเงิน (In cash) ที่ต้องร่วมสนับสนุนในการดำเนินโครงการ กรณีจะไม่มีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (สคก.) ซึ่ง ทส. ยืนยันว่าโครงการฯ ไม่มีข้อผูกพันทางการเงินที่เป็นตัวเงิน (In cash) ที่ต้องร่วมสนับสนุนในการดำเนินโครงการและไม่ส่งผลต่อการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

10. เรื่อง การขอความเห็นชอบต่อร่างขอบเขตข้อกำหนดว่าด้วยคณะกรรมการระดับสูง ไทย – อินโดนีเซีย ระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพสาธารณรัฐอินโดนีเซีย

                    คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อร่างขอบเขตข้อกำหนดว่าด้วยคณะกรรมการระดับสูง ไทย – อินโดนีเซีย ระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพสาธารณรัฐอินโดนีเซีย โดยหากมีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของร่างขอบเขตข้อกำหนดฯ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสาระสำคัญ ให้กระทรวงกลาโหมพิจารณาดำเนินการได้ตามความเหมาะสม ตามที่กระทรวงกลาโหม (กห.) เสนอ

                   สาระสำคัญ

                   1. กองทัพไทยและกองทัพสาธารณรัฐอินโดนีเซียได้จัดทำขอบเขตข้อกำหนดฯ เมื่อปี พ.ศ. 2556 ต่อมาสาธารณรัฐอินโดนีเซียได้ปรับปรุงโครงสร้างกองทัพ ทำให้อำนาจ หน้าที่และความรับผิดชอบของหน่วยต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไป ทั้งสองฝ่ายจึงได้หารือ และจัดประชุมร่วมกัน เพื่อแก้ไข ร่างขอบเขตข้อกำหนดฯ ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ที่เปลี่ยนแปลงไป

                   2. การประชุมคณะกรรมการระดับสูง ไทย – อินโดนีเซีย เป็นกลไกความร่วมมือทางทหารระดับสูง ระหว่างกองทัพไทยและกองทัพสาธารณรัฐอินโดนีเซีย จัดตั้งขึ้นภายใต้ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ว่าด้วยความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศซึ่ง ลงนามเมื่อปี พ.ศ. 2558 เป็นเวทีความร่วมมือผ่านการสื่อสาร ประสานงาน ปรึกษาหารือ สนทนาและพิจารณาในทุกความร่วมมือที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางทหารและประเด็นอื่น ๆ ระหว่างกองทัพไทยและกองทัพสาธารณรัฐอินโดนีเซีย โดยร่างขอบเขตข้อกำหนดฯ เป็นการแก้ไข ปรับปรุงจากขอบเขตข้อกำหนดฯ ฉบับปี พ.ศ. 2556 เพื่อให้สอดคล้องกับการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ที่รับผิดชอบการประชุมคณะกรรมการระดับสูงไทย – อินโดนีเซีย คือ ศูนย์ความร่วมมือระหว่างประเทศ กองทัพสาธารณรัฐอินโดนีเซีย และการปรับปรุงรายชื่อคณะอนุกรรมการร่วมด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านการข่าว ด้านยุทธการและการฝึก ด้านการศึกษาและฝึกอบรม และด้านการส่งกำลังบำรุง ให้มีความทันสมัยและเหมาะสม

                   ประโยชน์และผลกระทบ

                   การประชุมคณะกรรมการระดับสูง ไทย – อินโดนีเซีย เป็นเนื้อหาส่วนสำคัญในร่างชอบเขตข้อกำหนดฯ โดยเป็นกลไกที่มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมและยกระดับความร่วมมือด้านกลาโหมระหว่างไทยกับสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ซึ่งเอกสารฯ ดังกล่าว ช่วยกำหนดขอบเขตและทิศทางสำหรับการส่งเสริมความร่วมมือในอนาคตให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคและประเด็นท้าทายรูปแบบใหม่ได้ดียิ่งขึ้น

                   ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการทหารสูงสุดสาธารณรัฐอินโดนีเซีย มีกำหนดลงนามร่างขอบเขตข้อกำหนดฯ ร่วมกันในห้วงของการประชุมคณะกรรมการระดับสูง ไทย – อินโดนีเซีย ครั้งที่ 11 ในวันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงแรมรอยัล ออคิด เซอราตัน ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ

แต่งตั้ง

11. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สำนักนายกรัฐมนตรี)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เสนอแต่งตั้ง นายไวฑิต โอชวิช ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์น้ำ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนเชี่ยวชาญ) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์น้ำ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ปฏิบัติราชการแทนรองนายกรัฐมนตรี (นายโสภณ ซารัมย์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

12. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารออมสิน (กระทรวงการคลัง)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอให้คณะกรรมการธนาคารออมสินมีจำนวนกรรมการเกินกว่าสิบเอ็ดคนแต่ไม่เกินสิบห้าคน ตามมาตรา 6 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารออมสินเพิ่มเติม จำนวน 6 คน ดังนี้

                   1. นายเศรษฐจักร ลียากาศ

                   2. นายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์

                   3. นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี

                   4. นายปกรณ์ อาภาพันธุ์

                   5. นายสุพัฒน์ เมธีวรพจน์

                   6. นายรังสรรค์ ธรรมมณีวงศ์

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป และผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการเพิ่มขึ้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ
นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

13. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (กระทรวงการคลัง)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง เสนอแต่งตั้ง นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เป็นกรรมการในคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร แทน นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง กรรมการเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป และผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งแทนนี้ให้อยู่ในตำแหน่งตามวาระของผู้ซึ่งตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

14. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เสนอแต่งตั้ง นายวิทยา นีติธรรม ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีด้วยแล้ว

แรมโบ้อีสาน ไขก๊อก พรรคโอกาสใหม่ ผิดหวังการบริหารจัดการภายใน

แรมโบ้อีสาน ไขก๊อก พรรคโอกาสใหม่ ผิดหวังการบริหารจัดการภายใน

แรมโบ้อีสาน ไขก๊อก พรรคโอกาสใหม่ ผิดหวังการบริหารจัดการภายใน

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.51 น.

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 นายเสกสกล อัตถาวงศ์ หรือ “แรมโบ้อีสาน” ได้ยื่นหนังสือต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง เพื่อขอลาออกจากการเป็นสมาชิก พรรคโอกาสใหม่ อย่างเป็นทางการ ซึ่งนายเสกสกล เป็นผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคโอกาสใหม่ หมายเลข 5 เขตเลือกตั้งที่ 10 จังหวัดนครราชสีมา ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา

นายเสกสกล ระบุถึงเหตุผลการลาออกว่า เกิดจากความผิดหวังต่อการบริหารจัดการภายในพรรค ซึ่งส่งผลให้ผู้สมัครขาดขวัญกำลังใจ ประกอบกับมองว่าผู้บริหารพรรคไม่ให้ความสำคัญและดูแลผู้สมัครอย่างจริงจัง จนทำให้คะแนนเสียงรวมของพรรคไม่เพียงพอสำหรับการจัดสรรที่นั่งแบบบัญชีรายชื่อ และยังส่งผลให้หัวหน้าพรรคซึ่งอยู่ในลำดับที่ 1 ไม่ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร “การตัดสินใจลาออกครั้งนี้ เพราะผิดหวังจากการบริหารจัดการในพรรคที่แย่ และ ผู้ใหญ่ในพรรคไม่จริงใจห่วงใยบรรดาผู้สมัคร จนผู้สมัครหมดขวัญกำลังใจ และทำให้คะแนนของพรรคไม่สามารถทำให้บัญชีรายชื่อลำดับที่1คือหัวหน้าพรรคไม่พอ ไม่สามารถเป็นสส.ได้”

แรมโบ้

นายเสกสกล หรือ แรมโบ้ เคยเป็นผู้ช่วยประจำนายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลสมัยของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งอาจจะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคแกนนำพรรครัฐบาล เพราะอาจถูกเรียกตัวไปช่วยงานตอบโต้ทางการเมือง และชี้แจงปกป้องช่วยรัฐบาล ซึ่งถือเป็นงานที่แรมโบ้ถนัด แหล่งข่าวกล่าว

แรมโบ้

อนุทิน ร้องโอ้ว!! หลังเห็นภาพ จุลพันธ์ เปลี่ยนสี สวมเสื้อยืดน้ำเงินสูทฟ้าแถลงข่าว

อนุทิน ร้องโอ้ว!! หลังเห็นภาพ จุลพันธ์ เปลี่ยนสี สวมเสื้อยืดน้ำเงินสูทฟ้าแถลงข่าว

อนุทิน ร้องโอ้ว!! หลังเห็นภาพ จุลพันธ์ เปลี่ยนสี สวมเสื้อยืดน้ำเงินสูทฟ้าแถลงข่าว

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.33 น.

อนุทิน ร้องโอ้ว!! หลังเห็นภาพ จุลพันธ์ เปลี่ยนสี สวมเสื้อยืดน้ำเงินสูทฟ้าแถลงข่าว บอกไม่หนิมไม่หนูแล้ว ชมหนิมน่ารัก เชื่อเจอกันเรียกพี่หนูเหมือนเดิม ชี้ช่วงหาเสียงเป็นเรื่องธรรมดา มีกระทบกระทั่งโจมตี ยังอุบดึงร่วมรัฐบาล แย้มหากเจอกัน พร้อมพูดคุย ทำประโยชน์เพื่อบ้านเมืองร่วมกัน โวสีน้ำเงินสวยอยู่แล้ว

เมื่อเวลา 14.20 น. วันที่ 10 ก.พ.2569 ที่วิทยาลัยปกครอง จ.ปทุมธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวภายหลังเห็นภาพการแถลงข่าวของนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยที่ สวมเสื้อยืดสีน้ำเงิน สูทสีฟ้า นั่งแถลงข่าวภายใต้ฉากหลังที่เปลี่ยนสี จากเดิมที่เป็นโทนสีแดง นายอนุทิน ถึงกับร้องโอ้ว และอมยิ้ม และขอผู้สื่อข่าวดูภาพชัดๆ อีกครั้ง พร้อมบอกว่า ตอนนี้ไม่หนิมไม่หนูแล้ว หนิมน่ารัก 

ผู้สื่อข่าวย้ำถามว่ามีนัยยะในการประสานพูดคุยกัน เพื่อเข้าร่วมรัฐบาล ใช่หรือไม่ นายอนุทิน ถึงกลับปฏิเสธเสียงสูงว่า ไม่มี 

“จริงๆก็รักกันดีอยู่แล้ว เจอกันก็พูดคุยกัน คงเรียกผมหนูเปล่าๆแค่บนเวที แต่ยังไงเจอกันก็เรียกผมว่าพี่หนู เชื่อเถอะ”

เมื่อถามต่อว่า เป็นนัยยะว่าพร้อมที่จะมาร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า  ตนยังไม่ได้มองไกลขนาดนั้น แต่สุดท้ายอย่างที่ตนเคยบอก ทุกคนก็ต้องเล่นตามบทบาทที่ถูกกำหนดไว้ ซึ่งตนก็เชื่อว่าหากวันไหนที่เจอกับพวกเขาเหล่านี้ ก็จะยิ้มและพูดคุยกัน ว่าเราจะทำอะไรเพื่อบ้านเมือง และเราก็คงไม่เอาเรื่องของความขัดแย้ง ที่ปราศรัยโจมตีกัน เอามาคิดอะไรกันทั้งนั้น อะไรที่แซวกัน มันไม่มีเรื่องความขัดแย้งส่วนตัวแม้แต่น้อย 

เมื่อถามต่อว่า ที่นายอนุทิน เคยพูดไว้ว่า ขอให้มันจบในสนามเลือกตั้ง อะไรที่เคยกระทบกระทั่งกันในช่วงหาเสียง นายอนุทิน ตอบกลับทันทีว่า เป็นเรื่องธรรมดา 

ก่อนขึ้นรถผู้สื่อข่าวได้ย้ำถามว่า เสื้อของนายจุลพันธ์ ที่ใส่วันนี้ ที่เปิดให้ดู สีน้ำเงินสวยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า สีน้ำเงินสวยอยู่แล้ว และขอกลับไปดูภาพชัดๆ อีกครั้ง 

ก่อนที่นายอนุทิน ได้หันกลับมาถามผู้สื่อข่าวว่า แล้วเสื้อนายกองใหญ่ที่ตนใส่อยู่หล่อหรือไม่  ผู้สื่อข่าวจึงตอบไปว่า หล่อมาก 

Dongtaan Racing มก.ท็อปฟอร์ม! คว้าแชมป์ประเทศไทยสมัยที่ 6 พร้อมต่อยอดสู่อุตฯยานยนต์ระดับโลก

Dongtaan Racing  มก.ท็อปฟอร์ม! คว้าแชมป์ประเทศไทยสมัยที่ 6 พร้อมต่อยอดสู่อุตฯยานยนต์ระดับโลก

Dongtaan Racing มก.ท็อปฟอร์ม! คว้าแชมป์ประเทศไทยสมัยที่ 6 พร้อมต่อยอดสู่อุตฯยานยนต์ระดับโลก

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปิดฉากอย่างสวยงามกับการแข่งขัน TSAE Auto Challenge 2026 โดยทีม Dongtaan Racing จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน) โชว์ศักยภาพการออกแบบและวิศวกรรมขั้นสูง รักษาตำแหน่งแชมป์รถแข่ง(Formula Student) ครองถ้วยรวมแชมป์ประเทศไทยเป็น สมัยที่ 6 ได้สำเร็จ

ในปีนี้ ทีมเครื่องยนต์สันดาป (ICV) โชว์ความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องด้วยการคว้าอันดับ 1 รวมเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน โดยกวาดรางวัลชนะเลิศในเกือบทุกหมวดการทดสอบ ทั้งด้านการออกแบบ (Design), การบริหารจัดการต้นทุน (Cost), แผนธุรกิจ (Business) รวมถึงการทดสอบสมรรถนะในสนาม (Dynamic) ทั้ง Skidpad, Acceleration และ Endurance ที่สะท้อนถึงความทนทานและประสิทธิภาพของตัวรถ

นอกจากรุ่นเครื่องยนต์สันดาปแล้ว ทีม Dongtaan Racing EV ยังสร้างผลงานที่น่าจับตามองด้วยการคว้ารางวัล Best Improvement (การพัฒนาการยอดเยี่ยม)และอันดับ 3 ในหมวด Skidpad ตอกย้ำว่าวิศวกรรุ่นใหม่ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์พร้อมแล้วที่จะก้าวสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว

ชัยชนะในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเกียรติยศของมหาวิทยาลัย แต่ยังเป็นข้อพิสูจน์ถึง “ฝีมือการพัฒนารถของนิสิตไทย” ที่พร้อมต่อยอดสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก โดยได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจากมหาวิทยาลัย คณะอาจารย์ ผู้สนับสนุนภาคเอกชน และทุกภาคส่วนที่ร่วมผลักดันเทคโนโลยีของคนไทยให้ก้าวไปอีกขั้น

​SPU ดัน ‘RevisionSuccess’ เพิ่มสมรรถนะครู AI ลดภาระงานรูทีน

​SPU ดัน ‘RevisionSuccess’ เพิ่มสมรรถนะครู  AI ลดภาระงานรูทีน

​SPU ดัน ‘RevisionSuccess’ เพิ่มสมรรถนะครู AI ลดภาระงานรูทีน

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีปทุม เปิดเผยว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 (สพม.กทม.2) ในครั้งนี้ คือ “ข้อต่อสำคัญ” ที่ทำให้การเรียนรู้ด้าน AI ต่อเนื่องแบบไร้รอยต่อจากระดับมัธยมสู่มหาวิทยาลัยอย่างเป็นรูปธรรม โดยเป็นการส่งต่อระบบนิเวศ “AI University” ของ SPU ลงสู่ระดับมัธยมศึกษาในฐานะ “AI School”

“เรามองว่า SPU ไม่ได้เป็นเพียงสถานศึกษา แต่เป็นฐานนวัตกรรมที่ตั้งใจ ‘ติดอาวุธให้เด็กไทย’ ด้วยเครื่องมือที่ใช้งานได้จริงอย่าง RevisionSuccess ความร่วมมือกับ สพม.กทม.2 จะช่วยเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนได้พัฒนาตามศักยภาพแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Learning) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่แข็งแรงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก” อธิการบดี กล่าวและว่า “เราเชื่อว่าเด็กไทยไม่ได้ขาดความสามารถ แต่ขาดเครื่องมือที่ช่วยให้เขาเรียนได้ ‘ถูกจังหวะ’ ของตัวเอง ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การนำเทคโนโลยีเข้าห้องเรียน แต่คือการทำให้โอกาสทางการเรียนรู้ ‘เข้าถึงทุกคน’ มากขึ้น”

ทั้งนี้หัวใจสำคัญของการพัฒนา RevisionSuccess เกิดจากความเข้าใจลึกซึ้งในปัญหา ของระบบการศึกษาไทยที่นักเรียนเผชิญมาอย่างยาวนาน คือความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ และรูปแบบการสอนแบบเดียวใช้กับทุกคน One-size-fits-all ทั้งที่เด็กแต่ละคนมีความถนัด จุดอ่อน และความเร็วในการเรียนรู้ต่างกัน เป้าหมายสำคัญคือการสร้าง พฤติกรรมการใช้ AI เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตการทำงานและการเรียนรู้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของตนเอง จะเป็นตัวแปรสำคัญในการปรับฐานสมรรถนะเยาวชนไทยให้มีศักยภาพสูงขึ้น

“เราไม่ได้ต้องการแค่ให้เด็กใช้เครื่องมือเป็น แต่ต้องใช้อย่างทรงพลังในการยกสมรรถนะของตนเอง มหาวิทยาลัยศรีปทุมพร้อมเป็นศูนย์กลางหลักในการสนับสนุนเยาวชนที่มีศักยภาพ เพื่อเปลี่ยนจากความฝันให้กลายเป็นนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกอย่างยั่งยืน” ดร.รัชนีพร กล่าว

ดร.รัชนีพร กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ ม.ศรีปทุมให้ความสำคัญสูงสุดคือการสร้าง “Creator Mindset” หรือจิตวิญญาณของผู้สร้างนวัตกรรม ซึ่งถือเป็นวาระระดับชาติในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อเปลี่ยนสถานะประเทศไทยจาก ‘ผู้ใช้งานเทคโนโลยี’ (User) ให้กลายเป็น ‘ผู้ผลิตเทคโนโลยี’ (Creator) อย่างเต็มตัว  “ความสำเร็จของ RevisionSuccess คือข้อพิสูจน์ว่าเยาวชนไทยมีศักยภาพในการพัฒนา AI ระดับสูงได้ หากมีระบบสนับสนุนที่ถูกทาง และ การส่งเสริมสตาร์ทอัพ EdTech ฝีมือคนไทยจึงไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษา แต่คือการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ให้ประเทศ”

นางนภาพร พงษ์ขัน ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 ระบุว่า สพม.กทม.2 จะทำหน้าที่เป็น Strategic Sandbox เริ่มนำร่องใน 3 โรงเรียนต้นแบบ คือ โรงเรียนพรตพิทยพยัต, โรงเรียนมัธยมวัดบึงทองหลาง และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาสุวินทวงศ์ ก่อนจะขยายผลให้ครอบคลุมทั้ง 52 โรงเรียนในสังกัด ซึ่งดูแลนักเรียนกว่า 1.1 แสนคน และครูอีกกว่า 6,000 คน ในมิติของครูผู้สอน AI ตัวนี้จะเข้ามาทำหน้าที่เป็น ผู้ช่วยสอนอัจฉริยะที่ช่วยลดภาระงานประจำที่มีโอกาสเกิดความผิดพลาดจากคน สูง เช่น การออกข้อสอบที่หลากหลายระดับ หรือการเตรียมเนื้อหาที่ตอบโจทย์ความต่างของนักเรียน ทำให้ครูมีเวลาเหลือไปโฟกัสกับการทำหน้าที่ สร้างแรงบันดาลใจและเป็นเข็มทิศให้เด็กๆ เติบโตไปเป็นบุคลากรที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานโลก

นายพลวัฒน์ ศิรจินดาภิรมย์ และ นายภูวดิท สุทธาพร ผู้บริหาร RevisionSuccess กล่าวว่า บริษัทฯ มีจุดเริ่มต้นที่มาจาก คนรุ่นใหม่เพื่อคนรุ่นใหม่ เป็นการรวมตัวกันของเยาวชนไทยที่มีอายุเพียง 16-17 ปี ซึ่งเป็นสมาชิกในโครงการ “ชมรม AI” ของมหาวิทยาลัยศรีปทุม และได้รับการสนับสนุนอย่างเข้มข้นจาก คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจ ที่เข้ามาทำหน้าที่เป็นโค้ช จนปัจจุบันเปลี่ยนจากโปรเจกต์นักเรียนสู่การจัดตั้งบริษัทสตาร์ทอัพ EdTech ที่ให้บริการเต็มรูปแบบ ให้บริการผ่านเว็บแอปพลิเคชันรูปแบบ Freemiumให้ใช้งานได้มากว่า AI ทั่วไป มียอดผู้ใช้งานทะลุ 2,000 User หลังจากเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 5 ม.ค.69 โดยทีมพัฒนาเล็งเห็นว่าปัญหาใหญ่ที่สุดในการเรียนรู้ของเด็กไทยคือ “เด็กเก่งรู้สึกเบื่อเพราะบทเรียนช้าไป ขณะที่เด็กตามไม่ทันกลับยิ่งถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” RevisionSuccess จึงถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือแก้โจทย์นี้โดยเฉพาะ ด้วยการนำ AI อัจฉริยะมาทำหน้าที่เป็นติวเตอร์ส่วนตัว ที่คอยวิเคราะห์ข้อมูลการเรียนรู้แบบ Real-time เพื่อสร้างบทเรียน ควิซ และบัตรคำช่วยจำ ที่เหมาะสมกับระดับความสามารถของเด็กคนนั้นๆ ทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องง่าย ตรงจุด และไม่น่าเบื่ออีกต่อไป Business Roadmap สู่ความสำเร็จ โดยไตรมาส 1 ปี 2569: เปิดตัวแอปพลิเคชันเต็มรูปแบบบน iOS และ Android สิ้นปี 2569 ตั้งเป้าฐานผู้ ใช้งาน 50,000 User ระยะ 3-5 ปีข้างหน้า  มีสู่เป้าหมาย 1,000,000 User พร้อมขยายฐานสู่ภูมิภาคอาเซียน และเอเชียแปซิฟิก และมีเป้าหมายขยายตลาดไปทั่วโลก

โดยบริษัทฯได้วางกลยุทธ์ใน 2 กลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ กลุ่ม B2B (Business-to-Business) มุ่งเน้นการให้บริการแก่ กลุ่มโรงเรียนและสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะ รร.รัฐที่มีจำนวนนักเรียนต่อห้องจำนวนมา ที่ต้องการยกระดับมาตรฐานการเรียนการสอนผ่านเทคโนโลยี AI โดยแพลตฟอร์มจะช่วยให้ผู้บริหารและครูสามารถเข้าถึงข้อมูล Dashboard การเรียนรู้ของนักเรียนทั้งภาพรวมและรายบุคคล ช่วยในการวางแผนหลักสูตรที่ตอบโจทย์สมรรถนะของนักเรียนได้อย่างแม่นยำ และกลุ่ม B2C (Business-to-Consumer)  เจาะกลุ่ม นักเรียนและผู้ปกครองทั่วไป ที่ต้องการตัวช่วยในการเรียนรู้นอกห้องเรียน (Personalized Tutor) ในรูปแบบการสมัครสมาชิก (Subscription) เพื่อเข้าถึงฟีเจอร์ขั้นสูง เช่น การวิเคราะห์จุดอ่อนรายวิชาเชิงลึก และคลังข้อสอบ AI ที่ปรับระดับตามความเก่งของแต่ละบุคคล ช่วยให้เด็กไทยเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในราคาที่เข้าถึงได้

‘Mahidol x Harvard Health Systems Innovation Lab Hackathon 2026’ เฟ้นหาสุดยอดนวัตกรรม Medical AI ระดับโลก ประตูสู่ Harvard VC

‘Mahidol x Harvard Health Systems Innovation Lab Hackathon 2026’ เฟ้นหาสุดยอดนวัตกรรม Medical AI ระดับโลก ประตูสู่ Harvard VC

‘Mahidol x Harvard Health Systems Innovation Lab Hackathon 2026’ เฟ้นหาสุดยอดนวัตกรรม Medical AI ระดับโลก ประตูสู่ Harvard VC

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหิดลสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ในฐานะสถาบันการศึกษา แห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับเลือกจาก Harvard Health Systems Innovation Lab มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดให้เป็น Official Local Hub จัดการแข่งขัน Mahidol x Harvard Health Systems Innovation Lab Hackathon 2026 เพื่อคัดเลือกตัวแทนนวัตกรไทยไปแข่งขันในเวที Medical AI ระดับโลก พร้อมประกาศเปิดรับสมัครผู้สนใจอายุ 15–85 ปี ตั้งแต่ วันนี้ถึง 15 กุมภาพันธ์ 2569 ชิงเงินรางวัล 150,000 บาท พร้อมสิทธิ์เข้าร่วม Harvard-led Incubation Program และ Bootcamp ระดับนานาชาติ รวมถึงโอกาสนำเสนอผลงานต่อนักลงทุนระดับโลก ณ เมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา โดยการแข่งขันเพื่อคัดเลือกตัวแทนประเทศไทยจะจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 3–4 เมษายน 2569 ณ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ศ.นพ.ม.ล.ชาครีย์ กิติยากร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โครงการ Mahidol xHarvard Health Systems Innovation Lab Hackathon 2026 ไม่ใช่แค่การแข่งขันด้านนวัตกรรมทั่วไป แต่ถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Platform) สำหรับเชื่อมโยงการเรียนรู้ การลงมือพัฒนา และการนำไปใช้จริง พร้อมเปิดกว้างรับผู้สมัครอายุระหว่าง 15–85 ปี ครอบคลุมตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา อาจารย์ นักวิจัย ไปจนถึงบุคลากรทางการแพทย์ โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะได้ทำงานบนโจทย์ด้านระบบสุขภาพที่สะท้อนปัญหาในโลกความเป็นจริงพร้อมรับคำปรึกษาอย่างใกล้ชิดจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกจาก Harvard ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสุขภาพ และผู้นำจากภาคอุตสาหกรรม HealthTech ผ่านระบบ Mentorship ระดับโลก เพื่อพัฒนาแนวคิดสู่ต้นแบบนวัตกรรม AI ที่ตอบโจทย์การใช้งานในระบบสุขภาพจริง และสามารถต่อยอดสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ได้ในอนาคต ซึ่งมีไฮไลท์สำคัญของโครงการได้แก่ Awards, Incubation & Global Acceleration ชิงเงินรางวัล พร้อมโอกาสเข้าร่วม Harvard-led Incubation Program และ Bootcamp ระดับนานาชาติ เพื่อเร่งการพัฒนาจากต้นแบบสู่โครงการนำร่อง งานวิจัย และ Early Startup World-Class Mentorship & Expert Clinics การได้รับคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกทั้งด้านระบบสุขภาพ การแพทย์ และผู้นำอุตสาหกรรม ผ่านระบบ Mentorship From Concept to Real Prototypeการพัฒนาแนวคิดสู่ต้นแบบ AI ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในระบบสุขภาพ พร้อมเส้นทางการต่อยอดเชิงพาณิชย์ Global Pitching & Investment Opportunitiesการนำเสนอผลงานต่อ International Venture Capitalists และพันธมิตรระดับโลก เพื่อเปิดโอกาสด้านเงินทุนและความร่วมมือ International Innovation & Research Network สร้างเครือข่ายนักนวัตกรรม นักวิจัย แพทย์ และผู้ประกอบการในระดับนานาชาติ และ Real-World Impact & Societal Value มุ่งเน้นนวัตกรรมที่สามารถขยายผลได้จริง มีความยั่งยืน และสร้างผลกระทบเชิงระบบต่อสังคมและระบบสุขภาพอย่างแท้จริง

“กิจกรรมนี้เป็นโอกาสทองสำหรับนวัตกรไทยทุกคน ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจมาร่วมสมัคร เพราะสิ่งที่จะได้มากกว่าการแข่งขัน คือ ประสบการณ์ในการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ช่วง Pre-Hackathon ในรูปแบบออนไลน์ กับกิจกรรมเวิร์คช็อปเพื่อเตรียมความพร้อมด้วยมาตรฐานระดับโลก สู่การแข่งขันแบบ On-site ที่ผู้เข้าร่วมจะได้พัฒนาต้นแบบอย่างเข้มข้น พร้อมแนวทางการต่อยอดสู่การใช้งานจริงและเชิงพาณิชย์ สำหรับ ผู้ที่ได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทย นอกจากจะได้รับเงินรางวัลแล้ว หากสามารถผ่านเข้าสู่รอบ 50 ทีมสุดท้าย จะได้เข้าร่วมช่วง Post-Hackathon Incubation ร่วมกับ Harvard Health Systems Innovation Lab ผ่าน Harvard-led Incubation Program และ Bootcamp ระดับนานาชาติ เพื่อเร่งพัฒนาผลงานจากต้นแบบสู่โครงการนำร่อง งานวิจัย และ Early Startup ขณะเดียวกันทีมที่ผ่านเข้าสู่รอบ 10 ทีมสุดท้าย จะได้เข้าสู่โปรแกรมพัฒนาเชิงลึก (Venture Building Immersion) พร้อมนำเสนอผลงานต่อกลุ่มนักลงทุนและพันธมิตรระดับโลก ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการระดมทุนและขยายผลงานสู่ตลาดสากล” ศ.นพ.ม.ล.ชาครีย์ กล่าวและว่า

การที่มหาวิทยาลัยมหิดลได้รับเลือกให้เป็น Official Local Hub ในประเทศไทย สะท้อนถึงศักยภาพด้านการวิจัย การแพทย์ และนวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ รวมถึงความเชื่อมั่นในบทบาทการเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านสุขภาพของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และการมีเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งกับสถาบันการแพทย์และองค์กรชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งทำให้มหาวิทยาลัยสามารถทำหน้าที่เป็น Gateway เชื่อมนวัตกรไทยเข้าสู่ระบบนิเวศนวัตกรรมระดับโลกของ Harvard ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งตอกย้ำภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะมหาวิทยาลัยวิจัยและนวัตกรรมที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนและนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีศักยภาพและมีความสนใจด้านเทคโนโลยีสุขภาพและ AI for Healthcare ได้เข้ามาเรียนรู้ ทดลอง และแสดงศักยภาพบนเวทีระดับนานาชาติ เพื่อสร้าง Talent Pipeline เชิงยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงนวัตกรรุ่นใหม่เข้าสู่ระบบนิเวศด้านการวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยอย่างเป็นระบบพร้อมเสริมสร้างแรงจูงใจในการเข้าศึกษาต่อในสาขาที่เกี่ยวข้องในอนาคต

“นี่ไม่ใช่แค่การแข่งขันเพื่อหาผู้ชนะ แต่มันคือ Journey ในการพาทุกคนเข้าไปสัมผัสบรรยากาศการทำงานแบบ World-class อย่างแท้จริง เป็นเส้นทางลัดจากกรุงเทพฯ สู่บอสตัน ที่จะเปลี่ยนวิธีคิดและสร้างโอกาสในการเข้าถึงนักลงทุนระดับโลกให้กับนวัตกรไทย” ศ.นพ.ม.ล.ชาครีย์ กล่าวปิดท้าย

สำหรับกิจกรรม Mahidol x Harvard Health Systems Innovation Lab Hackathon 2026 เปิดรับสมัครทั้งในรูปแบบรายบุคคลและทีม ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 โดยที่ผู้สมัครจะได้เข้าสู่กิจกรรมเตรียมความพร้อม Pre-Hackathon ในรูปแบบออนไลน์ ระหว่างวันที่ 1– 28 มีนาคม 2569  และการแข่งขันในรูปแบบ On-site ระหว่างวันที่ 3–4 เมษายน 2569 ณ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตพญาไท โดยทีมที่ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 150,000 บาท พร้อมสิทธิ์การคัดเลือกสู่รอบ 50 ทีมสุดท้าย เพื่อเข้าร่วมโปรแกรม Post-Hackathon ในรูปแบบออนไลน์ ร่วมกับ Harvard Health Systems Innovation Lab ระหว่างเดือนเมษายน–มิถุนายน 2569

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นิรชา ทาราติน โทร. 02-849-6158, 091-575-5113 หรือสมัครเข้าร่วมโครงการผ่านทาง https://airtable.com/app06PiI7r4PVqBdt/pagFJFqJW3xFqnRFw/form

สอวช. เปิดเวที ‘Carbon Neutrality Campus 2026’ ชูมหาวิทยาลัยเป็นกลไกเปลี่ยนระบบ เร่งไทยสู่ Net Zero

สอวช. เปิดเวที 'Carbon Neutrality Campus 2026' ชูมหาวิทยาลัยเป็นกลไกเปลี่ยนระบบ เร่งไทยสู่ Net Zero

สอวช. เปิดเวที ‘Carbon Neutrality Campus 2026’ ชูมหาวิทยาลัยเป็นกลไกเปลี่ยนระบบ เร่งไทยสู่ Net Zero

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.26 น.

สอวช. จับมือมหิดล–UNESCAP เปิดเวที Carbon Neutrality Campus 2026 ชูมหาวิทยาลัยเป็นกลไกเปลี่ยนระบบ เร่งไทยสู่ Net Zero “ดร.สุรชัย” ชี้ ความต้องการแรงงานสีเขียวพุ่งเกือบ 3 แสนคน ภายในปี 2030

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงาน สัมมนานานาชาติ 2026 Carbon Neutrality Campus Seminar ภายใต้หัวข้อ “Carbon Neutrality in Action: Regional Insights, Local Innovations – From Campus to City” ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล และ United Nations Economic and Social Commission for Asia and the Pacific (UNESCAP) เพื่อผลักดันบทบาทสถาบันอุดมศึกษาในฐานะแกนกลางการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมาย Net Zero Emissions

การจัดงานครั้งนี้มีผู้บริหารระดับสูงจากหลายองค์กรเข้าร่วม ได้แก่ ศ.ดร.นภเรณู สัจจรักษ์ ธีระฐิติ รองอธิการบดีฝ่ายความร่วมมือระดับโลกและสภามหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล รศ.ดร.กิติกร จามรดุสิต คณบดีคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลและ ดร. ซังมิน นัม ผู้อำนวยการฝ่ายสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา UNESCAP

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวเปิดงานว่า การร่วมเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้สะท้อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างหน่วยงานนโยบายระดับประเทศ สถาบันอุดมศึกษา และองค์การสหประชาชาติ ในการขับเคลื่อนวาระการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิกอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่กำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศทั่วโลก

ดร.สุรชัย กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย การมุ่งสู่เป้าหมาย การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2050 ไม่ได้เป็นเพียงพันธกรณีมิติสิ่งแวดล้อม แต่เป็น ยุทธศาสตร์สำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตประชาชน และความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของประเทศ นอกจากนี้ ระบบนวัตกรรมแห่งชาติ (National Innovation System: NIS) และฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นเครื่องมือที่ได้รับการยอมรับในเวทีนานาชาติ รวมถึงการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP) ยกเป็นกลไกสำคัญในการแปลงเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ ไปสู่การลงมือทำที่เกิดผลจริงในวงกว้าง

ดร.สุรชัย กล่าวว่า ในฐานะหน่วยงานนโยบายหลักด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) สอวช. มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์และบูรณาการนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และการพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับวาระแห่งชาติ โดยเฉพาะการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ สอวช. ยังทำหน้าที่เป็น National Designated Entity (NDE) ของประเทศไทย ภายใต้กลไกเทคโนโลยีของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และเป็นหน่วยประสานงานการดำเนินงาน Technology Needs Assessment (TNA) และอยู่ในระหว่างการดำเนินการฉบับปรับแก้ไขจากฉบับแรกภายใต้การสนับสนุนของ Global Environment Facility (GEF)

ดร.สุรชัย กล่าวว่า ประยุกต์บทบาทดังกล่าว สอวช. ได้ริเริ่ม โครงการ Net Zero Campus เพื่อเป็นแพลตฟอร์มขับเคลื่อนเชิงระบบให้มหาวิทยาลัยสามารถแปลงจากนโยบายสู่การปฏิบัติจริง เร่งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และสร้างผลกระทบในระดับประเทศ โดยตั้งเป้าให้ อย่างน้อย 100 มหาวิทยาลัยจากทั้งหมด 172 มหาวิทยาลัย นำเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero Emissions ไปบูรณาการในนโยบาย แผนงาน และการบริหารจัดการองค์กร พร้อมขยายผลสู่ชุมชนและภาคอุตสาหกรรม

ผู้อำนวยการ สอวช. เน้นย้ำว่า มหาวิทยาลัยไม่ควรทำหน้าที่เพียงผลิตองค์ความรู้ แต่ต้องเป็น Living Laboratory ที่สามารถทดลอง พัฒนา และขยายผลนวัตกรรมด้านพลังงาน ระบบอาคาร การจัดการทรัพยากร และการลดก๊าซเรือนกระจกไปสู่การใช้งานจริง เมื่อมหาวิทยาลัยดำเนินการร่วมกันในระดับเครือข่าย จะสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ดร.สุรชัย ยังบรรยายพิเศษในหัวข้อ “From Universities to System Change: Driving Net Zero Future” โดยชี้ว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ซึ่งสถาบันอุดมศึกษาคือกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงงานวิจัย นวัตกรรม การพัฒนาทักษะ และการปฏิบัติจริงเข้าด้วยกัน

ดร.สุรชัย ยังชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนากำลังคนด้านสภาพภูมิอากาศ โดยอ้างอิงการคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 ประเทศไทยจะต้องการแรงงานในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำกว่า 235,000–275,000 คน ครอบคลุมสาขาตลาดคาร์บอน ระบบ MRV ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน เกษตรและการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ซึ่งจำเป็นต้องเร่ง Reskilling–Upskilling และปรับระบบการเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิตให้สอดรับกับการเปลี่ยนผ่านของประเทศ

‘อธิบดีกรมชลฯ’ ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะ และเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

'อธิบดีกรมชลฯ' ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะ และเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

‘อธิบดีกรมชลฯ’ ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะ และเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.11 น.

“อธิบดีกรมชลฯ”ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะ และเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ของกระทรวงเกษตรฯ

9 กุมภาพันธ์ 2569 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน ผู้บริหารระดับสูง และข้าราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมพิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะ และเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง