ศุภจี เดินหน้าจริงจังแก้ปัญหา มะพร้าวน้ำหอม เล่าเบื้องลึกถูกล้งขู่หยุดขาย 2 วัน

ศุภจี เดินหน้าจริงจังแก้ปัญหา มะพร้าวน้ำหอม เล่าเบื้องลึกถูกล้งขู่หยุดขาย 2 วัน

ศุภจี เดินหน้าจริงจังแก้ปัญหา มะพร้าวน้ำหอม เล่าเบื้องลึกถูกล้งขู่หยุดขาย 2 วัน

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.34 น.

ศุภจี ยันเดินหน้าจริงจังแก้ปัญหา มะพร้าวน้ำหอม เล่าเบื้องลึกถูกล้งขู่หยุดขาย 2 วัน โต้แรงเล็งสร้าง ล้งกลาง มาทำแทน

เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะสมาชิกพรรคภูมิใจไทย กล่าวตอนหนึ่งต่อ สส.ของพรรคทั้ง192คน ในการสัมมนา สส. ผู้บริหารพรรค และสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ”พูด แล้ว ทำ พลัส“ ถึงเรื่องราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำว่า ปัญหามะพร้าวน้ำหอมเป็นปัญหามาเนิ่นนาน ไม่ใช่เพิ่งเกิดตอนนี้ และเป็นจุดสำคัญที่ทำให้มะพร้าวน้ำหอมราคาไม่สูง เพราะคนปลูกมะพร้าวไม่มีกำลังพอที่จะไปซื้อปุ๋ยมาบำรุงให้ผลผลิตมะพร้าวมีคุณภาพมากขึ้น อย่างมะพร้าวทลายหนึ่งสมมุติว่า 10 ลูก แต่มีที่ผ่านเนี่ยคัดเกรดแล้วสามารถขายได้ราคาเนี่ยเต็มที่ 2 ลูก หรือไม่งั้นก็ 3 ลูก ที่เหลืออีก 70-80% ของผลิตภัณฑ์เนี่ย มันก็เลยกลายเป็น เหลือลูกละ 2 บาท 3 บาท จริงๆแล้วมันก็ไม่ได้ถึงขนาดนั้นหรอก เพราะนั่นมันมีเรื่องความชื้นเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ประเด็นก็คือว่าการที่เราต้องจัดการ กับสื่อจัดการกับข่าวเนี่ยมัน ก็ต้องพยายามดูให้ครบทั้งหมดทั้งระบบ

“เพราะงั้นมะพร้าวต้องเริ่มดูแลตั้งแต่อุปทาน มันออกมาเยอะมากเลย แต่ถ้าเราช่วยเรื่องแปรรูปได้จะช่วยเรื่องนี้ได้หมด รวมทั้งคุณภาพที่ต้องทำให้ดีขึ้น และถ้าอุปทานเกินต้องไปจัดการ ส่วนเรื่องล้งที่ไม่ถูกต้อง ก็ต้องจัดการีเช่นกัน เพราะว่าเขารวมหัวกันกดราคา เพราะใช้วิธีการเหมาเฉลี่ย 2 บาท 3 บาท ชาวสวนชาวไร่ถึงอยู่ไม่ได้ เขาบอกว่าเขาจะซื้อเหมา บอกขอให้ซื้อไม่เหมาได้มั้ยล่ะ ซื้อเฉพาะลูกที่ดี ลูกที่มันไม่ดีเดี๋ยวเอามาทำเป็นมะพร้าวขนก็ได้ มะพร้าวขนก็ขายจีนได้ เหมือนกันมะพร้าวขนก็คือแหวกๆเอาไปไม่ต้องควั่น แล้วก็ไปเจาะน้ำแล้วทำแปรรูปได้จะบอกว่าเขาไม่เข้าใจหรือยังไงก็ไม่ทราบ ก่อนแต๋มจะลงไปเนี่ยเขาบอกว่ารวมตัวกัน 239 ล้ง แล้วบอกว่าเขาจะงดซื้อมะพร้าวไปสัก 2 วัน ดูซิว่าศุภจีหรือว่าพาณิชย์จะทำอะไรได้ ก็เลยฝากคำลงไปในพื้นที่ก่อนที่จะลงไปบอกว่าล้ง 239 ทั้งล้ง ไม่ต้องหยุดแค่ 2 วันนะ หยุดไปเลยไม่ต้องซื้อ เดี๋ยวเราทำล้งกลางโดยที่เอาคนมีความตั้งใจดีมาทำแทน เพราะว่าล้งเนี่ยมันจะต้องมีเรื่องของการดูแลเรื่องคุณภาพหลายอย่าง ไม่ใช่รับซื้ออย่างเดียว เรา ก็ไปดูเลยอย่างสมมติเรามีอยู่ 5 จังหวัด ที่เป็นจังหวัดเกี่ยวกับมะพร้าวน้ำหอม เราก็ลงไปดูเลยว่าเราทำล้งกลางได้ตรงนั้นและกับใครได้บ้าง แล้วชาวไร่ชาวสวน มีปํญหาอะไร อย่างขาดเรื่องปุ๋ย แล้วทำให้คุณภาพมันไม่ดี เพราะไม่มีทุนทำ เราก็เอาปุ๋ยไปให้ ถ้าเราทำแบบเนี้ยมันก็เป็นการให้เบ็ดพ่วงปลา ตามนโยบายเศรษฐกิจของพี่เอกนิตินี่แหละ” นางศุภจี กล่าว

พรรคส้มไม่ทนอีกต่อไป! ขู่จัดหนัก ‘เพจข่าวปลอม-กลุ่มคนใส่ร้าย’ ลั่นใช้กฎหมายจัดการ

พรรคส้มไม่ทนอีกต่อไป! ขู่จัดหนัก 'เพจข่าวปลอม-กลุ่มคนใส่ร้าย' ลั่นใช้กฎหมายจัดการ

พรรคส้มไม่ทนอีกต่อไป! ขู่จัดหนัก ‘เพจข่าวปลอม-กลุ่มคนใส่ร้าย’ ลั่นใช้กฎหมายจัดการ

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.17 น.

พรรคประชาชน โพสต์โซเชียล ประกาศยกระดับรับมือ ต่อสู้กับข่าวบิดเบือน ขู่ฟ้องกลุ่มคนใส่ร้ายป้ายสีพรรค

วันนี้ 8 มี.ค.69 เพจ Fact Check พรรคประชาชน โพสต์แถลงการณ์ยกระดับแนวทางของพรรคประชาชนในการรับมือและต่อสู้กับข่าวปลอมและข่าวบิดเบือน อย่างเป็นระบบผ่านมาตรการทางการสื่อสารและมาตรการทางกฎหมาย โดยได้ระบุเนื้อหาว่า


ในช่วงเวลาที่ผ่านมา พรรคได้เผชิญความท้าทายมาอย่างต่อเนื่องจากกระบวนการสร้างข่าวปลอม ข้อมูลเท็จ ข่าวบิดเบือน และการใส่ร้ายป้ายสีที่สร้างความเสียหายต่อพรรคประชาชน – ที่ผ่านมา พรรคได้พยายามให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ตักเตือนผู้กระทำไม่ให้กระทำอีก แต่หลายกรณีก็ไม่เป็นผลให้คนเหล่านั้นหยุดการกระทำดังกล่าว อันสะท้อนว่าเป็นการกระทำที่มีเจตนาในการสร้างความเข้าใจผิดและความเกลียดชังอย่างไม่ยุติธรรมต่อพรรคจากสิ่งที่ไม่เป็นความจริง

ที่ผ่านมา พรรคได้รับฟังถึงเสียงสะท้อนและข้อแนะนำจากประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบและแนวทางในการรับมือกับปัญหาดังกล่าว โดยหลังจากนี้ พรรคจะดำเนินการยกระดับแนวทางการรับมือและต่อสู้กับข่าวปลอมและข่าวบิดเบือนอย่างเป็นระบบ ใน 2 มิติสำคัญ

1. ในมิติทางการสื่อสาร: พรรคจะตั้งทีมที่รับผิดชอบกับการจัดการกับข่าวปลอมอย่างเป็นทางการ เพื่อยกระดับการชี้แจงให้มีความรวดเร็วขึ้น เพื่อขยายการสื่อสารในเชิงช่องทางหรือแพลตฟอร์ม ขยายรูปแบบการสื่อสารเพื่อให้เข้าถึงประชาชนในวงกว้างมากขึ้น รวมถึงจัดทำระบบหรือเว็บไซต์ที่สะดวกต่อประชาชนในการค้นหาคำชี้แจงต่อข่าวปลอมหรือข่าวบิดเบือนในอดีตที่ถูกนำมาเผยแพร่ซ้ำ

2. ในมิติทางกฎหมาย: พรรคจะสงวนสิทธิในการปกป้องตนเอง โดยเฉพาะการดำเนินการทั้งในทางแพ่งและอาญากับผู้มีอิทธิพลทางความคิดหรือเครือข่ายต่างๆ ที่จงใจกล่าวหา ใส่ร้าย สร้างข้อมูลเท็จ บิดเบือนข้อมูล และกระทำซ้ำอย่างเป็นระบบหรือสม่ำเสมอ ในทางที่เสียหายต่อพรรคและบุคลากรของพรรค อย่างไรก็ตาม พรรคจะดำเนินการด้วยมาตรการทางกฎหมายดังกล่าวอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน ซึ่งเป็นสิทธิเสรีภาพที่ต้องได้รับการคุ้มครองในระบอบประชาธิปไตย

ในขั้นต้น พรรคได้รวบรวมและจะดำเนินคดีกับอย่างน้อย 3 แอคเคาท์ที่จงใจสร้างข่าวปลอม สร้างข้อมูลเท็จ และใส่ร้ายป้ายสีที่ทำให้พรรคประชาชนได้รับความเสียหาย ซึ่งรวมถึง:
(1) ผู้มีอิทธิพลทางความคิดที่มีชื่อเสียงทางโลกออนไลน์ที่มีการนำเสนอข่าวบิดเบือนเกี่ยวกับพรรคประชาชนอย่างต่อเนื่องทาง Facebook
(2) แอคเคาท์ X ที่กล่าวหาใส่ร้ายพรรคและบุคลากรของพรรคอย่างสม่ำเสมอมาเป็นเวลาหลายปี
(3) นักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีชื่อเสียง ซึ่งใส่ร้ายพรรคประชาชนอย่างรุนแรงด้วยการเผยแพร่ข้อมูลเท็จต่อสาธารณะ เกี่ยวกับปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารซึ่งไม่เป็นความจริง

พรรคกำลังดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐานในกรณีอื่นๆ เพื่อดำเนินการทางกฎหมายด้วยมาตรฐานเดียวกันต่อไป

สภาฯ เงียบกริบ!! รายงานตัววันที่ 11 ไร้เงา พีระพันธ์ุ นัดแล้วเท ด้านพรรคส้มนัดสส. 119 คนพรุ่งนี้

สภาฯ เงียบกริบ!! รายงานตัววันที่ 11 ไร้เงา พีระพันธ์ุ นัดแล้วเท ด้านพรรคส้มนัดสส. 119 คนพรุ่งนี้

สภาฯ เงียบกริบ!! รายงานตัววันที่ 11 ไร้เงา พีระพันธ์ุ นัดแล้วเท ด้านพรรคส้มนัดสส. 119 คนพรุ่งนี้

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.42 น.

สภาเงียบเหงา!  เปิดรายงานตัววันที่ 11 ไร้เงา สส. พีระพันธ์ุ ทำเจ้าหน้าที่เก้อหลังนัดแล้วเท ด้าน พรรคส้ม สส. 119 คนตบเท้ารายงานตัว 10 โมงพรุ่งนี้ ล่าสุดตัวเลข สส.รายงานตัวคงที่ 377 

เมื่อวันที่ 8 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้เปิดให้สส. เข้ารายงานตัวเป็นวันที่ 11 ตั้งแต่เวลา 08.30 น. – 16.30 น. ปรากฏว่า ไม่มีสส. มารายงานตัวแม้แต่คนเดียว โดยก่อนหน้านี้นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ว่าจะเข้ามารายงานตัวแต่ไม่ได้แจ้งเวลา  จนกระทั่งเวลา 16.30 น. ก็ยังไม่มารายงานตัว ทำให้เจ้าหน้าที่รอเก้อ ซึ่งล่าสุดมี สส.มารายงานตัวแล้ว รวม 377 คน 

สำหรับ สส.ที่ยังไม่เข้ารายงานตัวคือพรรคประชาชน 119 คน  จะเข้ารายงานตัว วันที่ 9 มี.ค.เวลา 10.00 น. รวมถึงนายอิสรา สุนทรวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะเข้ารายงานตัว ในวันที่ 9 มี.ค.เวลา 10.00 น. เช่นเดียวกัน 

ส่วนนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อหัวหน้าพรรคไทยภักดี จะเข้ารายงานตัวในวันที่ 10 มี.ค.เวลา 10.00 น.ซึ่งถือเป็นคนสุดท้าย ทำให้สส.รายงานตัวครบ 499 คน ทั้งนี้มีรายงานว่าจะมีรัฐพิธีเปิดสมัยประชุมรัฐสภาในวันที่ 14 มี.ค. เวลา 17.00 น. ส่วนเปิดประชุมสภาฯเพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น ต้องรอพระราชกฤษฎีกาอีกครั้งว่าจะเป็นวันไหน

บรรยากาศสุดชื่นมื่น! ‘พรรคภูมิใจไทย’ จัดกิจกรรมละลายพฤติกรรม-ช่วงวัย ‘ศุภจี’ ขนมะพร้าวน้ำหอมเสิร์ฟ

บรรยากาศสุดชื่นมื่น! 'พรรคภูมิใจไทย' จัดกิจกรรมละลายพฤติกรรม-ช่วงวัย 'ศุภจี' ขนมะพร้าวน้ำหอมเสิร์ฟ

บรรยากาศสุดชื่นมื่น! ‘พรรคภูมิใจไทย’ จัดกิจกรรมละลายพฤติกรรม-ช่วงวัย ‘ศุภจี’ ขนมะพร้าวน้ำหอมเสิร์ฟ

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.40 น.

พรรคภูมิใจไทย ละลายพฤติกรรมจัดกิจกรรมทะลายช่วงวัย อนุทินนำทีมหนู ก่อพีระมิด ‘ศุภจี’ ขนมะพร้าวน้ำหอมราชบุรี เสิร์ฟ สส. ช่วยแก้ปัญหาราคาตก

วันนี้ 8 มี.ค.69 เวลา 12.00 น. บรรยากาศสัมมนาพรรคภูมิใจไทย ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ เป็นไปอย่างคึกคัก ช่วงหนึ่งได้จัดกิจกรรมละลายพฤติกรรม โดยแบ่งสส.ทุกช่วงวัย เป็นกลุ่มตามชื่อสัตว์ โดยนายกรัฐมนตรีอยู่กลุ่มหนู ร่วมกับสส.ของพรรค ร่วมเต้น ร่วมทำกิจกรรม ก่อพีรมิดจากแผ่นฟิวเจอบอร์ด เพื่อสร้างความสัมพันธ์ของสส.พรรค ที่มีการทลายช่วงวัย ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน

โดยการสัมมนานี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นำมะพร้าวมา 1 คันรถ มาให้ ส.ส.ได้รับประทาน โดยนายกรัฐมนตรี ได้ดื่มน้ำมะพร้าวสดๆ จากลูก ซึ่งผู้สื่อข่าวสอบถามว่า ตอนนี้ราคามะพร้าวมีปัญหา เพื่อให้จะได้ให้นายกรัฐมนตรีช่วยดันราคาให้สูงขึ้น โดยนายกรัฐมนตรีบอกว่า ก็ต้องดันอยู่แล้ว ไม่ปล่อยให้มีปัญหา โดยมะพร้าวน้ำหอม มาจาก จ.ราชบุรี

ปิดดีลตั้งรัฐบาลภท.! ยืน 292 เสียง ไร้ กล้าธรรม-ปชป.-ไทรวมพลัง

ปิดดีลตั้งรัฐบาลภท.! ยืน 292 เสียง ไร้ กล้าธรรม-ปชป.-ไทรวมพลัง

ปิดดีลตั้งรัฐบาลภท.! ยืน 292 เสียง ไร้ กล้าธรรม-ปชป.-ไทรวมพลัง

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.27 น.

ปิดดีลตั้งรัฐบาลภูมิใจไทย! ยืน 292 เสียง ไร้ ‘กล้าธรรม – ประชาธิปัตย์-ไทรวมพลัง’ พรรคน้ำเงินยึด โควตา 14 กระทรวง 26 ตำแหน่ง 1 ประธานสภาฯ – รองประธานฯคนที่ 1 หลัง ‘กก.บห.’ ส่งรายชื่อเกินจำนวนให้ ‘อนุทิน’ เคาะ  ด้าน ‘เพื่อไทย’ ได้ ‘5รมว.-3รมช.-รองปธ.คนที่ 2’ ไม่มีล็อกแบ่งคนรุ่นใหม่- เก่า ขอ ‘คุณสมบัติ’ ไม่ขัด ‘คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ’ ขณะที่ ‘พปชร.’ ได้ 1 เก้าอี้ ส่วนใครได้ตำแหน่งใด รอโหวต ‘เสี่ยหนู’ เป็น ‘นายกฯ‘ ก่อนเคาะ100% ยึดวางคนให้เหมาะสมกับสายงาน

เมื่อวันที่ 8 มี.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในงานสัมมนา สส.พรรคภูมิใจไทย 192 คน คณะกรรมการบริหาร(กก.บห.)พรรคภูมิใจไทย ได้นำรายชื่อของบุคคลที่เหมาะสมจะเป็นรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โดยมีจำนวนเยอะกว่าเก้าอี้รัฐมนตรี เพื่อให้หัวหน้าพรรคคัดเลือก และนำรายชื่อส่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีนำไปตรวจสอบผ่าน 9 หน่วยงาน

โดยล่าสุดพรรคภูมิใจไทย จะได้เก้าอี้รัฐมนตรี 26 ตำแหน่ง ซึ่งอาจจะมีการพิจารณาตามความเหมาะสมอีกครั้ง แต่จะดูแลครอบคลุม 14 กระทรวง คือ  กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงยุติธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

แบ่งเป็นโควตานายอนุทิน  5 ตำแหน่ง คือ นายอนุทิน ที่ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ  นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี 

ขณะที่โควต้ากลุ่มบ้านใหญ่ ปรากฎชื่อนายทรงศักดิ์ ทองศรี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ นายไชยชนก ชิดชอบ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ นายภราดร ปริศนานันทกุล นายสุชาติ ชมกลิ่น นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ นายวราวุธ ศิลปอาชา น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี นายนภินทร ศรีสรรพางค์ และนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ 

นอกจากนี้กลุ่มเลือดแท้ที่ทำงานให้กับพรรคภูมิใจ​ไทย มาโดยตลอด ปรากฎมีชื่อของนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี​ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ​ นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบล​ราชธานี​ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สส.สตูล  นายภัทรพงศ์  ภัทรประสิทธิ์ สส.พิจิตร  นางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ​

ขณะที่ตำแหน่งประธานสภาฯชัดเจนแล้ว คือ นายโสภณ ซารัมย์ ส่วนรองประธานสภาฯคนที่หนึ่งเป็นโควตาของพรรคภูมิใจไทย แต่ได้มอบหมายให้สส.ภาคใต้ ตกลงคัดเลือกกันอีกครั้ง

ขณะที่โควตาพรรคร่วม คือ พรรคเพื่อไทยจะได้ 8 คน 9 ตำแหน่ง (รวมรองนายกฯ) ซึ่งพรรคเพื่อไทยส่งรายชื่อผู้ที่จะเหมาะสมได้เป็นรัฐมนตรีมาเกินกว่าโควตาเช่นกัน โดยพรรคภูมิใจไทยให้อำนาจเพื่อไทยในการคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสม โดยไม่ได้กำหนด หลักเกณฑ์ว่าจะต้องเป็นคนรุ่นใหม่หรือเป็นคนรุ่นเก่า แต่จะต้องยึดตาม คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ประกอบด้วยรองนายกรัฐมนตรี ควบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ส่วนรัฐมนตรีช่วย 3 ตำแหน่ง และรองประธานสภาฯคนที่ 2 ยังไม่ได้ข้อสรุป 

ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ จะได้โควตารัฐมนตรี1ตำแหน่ง คือนางตรีนุช เทียนทอง หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ส่วนพรรคเล็ก1-2เสียง จะไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะพรรคภูมิใจไทย ไม่ต้องการรวมเสียงหรือตั้งมุ้ง ขณะที่ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจะเป็นการเคาะในตำแหน่งสุดท้าย ซึ่งจะรอดูสถานการณ์ในโค้งสุดท้าย

ขณะที่โผครม. ”อนุทิน 2 “ จะเสร็จสมบูรณ์ในทันทีที่มีการโหวตนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี เรียบร้อยแล้ว และการจัดครม.ครั้งนี้ให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ของพรรค ที่ต้องการวางคนให้เหมาะกับงาน ที่ต้องจัดแต่ละกระทรวงทำงานสอดคล้องเป็นเนื้อเดียวกันขึ้นตรงกับนายกฯ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำอย่างรัฐบาลต่างๆ ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้แน่นอนแล้วว่า รัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำจะมี 292 เสียง ประกอบด้วยพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาชาติ และพรรคเล็ก โดยไม่มีพรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคไทรวมพลัง 

อดีตบิ๊กข่าวกรอง ข้องใจ ‘ด้อม’ ไม่ออกมาตำหนิลุงแซม บอกอายแทน​สิทธิมนุษยชนจอมปลอม

อดีตบิ๊กข่าวกรอง ข้องใจ 'ด้อม' ไม่ออกมาตำหนิลุงแซม บอกอายแทน​สิทธิมนุษยชนจอมปลอม

อดีตบิ๊กข่าวกรอง ข้องใจ ‘ด้อม’ ไม่ออกมาตำหนิลุงแซม บอกอายแทน​สิทธิมนุษยชนจอมปลอม

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.09 น.

อดีตบิ๊กข่าวกรอง ข้องใจ ‘ด้อม’ เงียบกริบ ไม่ออกมาตำหนิลุงแซม บอกอายแทน​สิทธิมนุษยชนจอมปลอม

เมื่อวันที่ 8 มี.ค.2569 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “ถามจริงๆ ไทยจะเดินตามตูดประชาธิปไตยแบบแซม เสรีภาพในการถล่มใครก็ได้​ ด้วยข้ออ้างที่ไม่ต้องมีหลักฐาน​ อุ้มใครก็ได้ ด้อมทั้งหลายจะเอาอย่างนั้นใช่ไหม นี่คือหนทางที่ดีงามที่ด้อมจะเดินตามตูด

“ไม่เห็นด้อมออกมาตำหนิลุงแซมเลย ไม่ได้ชวนใครออกมาต่อต้านใครนะ เพียงอายแทน​สิทธิมนุษยชนจอมปลอม”

สอศ.จัดแข่งขันอาชีวศึกษาเพชรยอดมงกุฎ ครั้งที่ 2 เสริมศักยภาพกำลังคนอาชีวะสู่เวทีสากล

สอศ.จัดแข่งขันอาชีวศึกษาเพชรยอดมงกุฎ ครั้งที่ 2 เสริมศักยภาพกำลังคนอาชีวะสู่เวทีสากล

สอศ.จัดแข่งขันอาชีวศึกษาเพชรยอดมงกุฎ ครั้งที่ 2 เสริมศักยภาพกำลังคนอาชีวะสู่เวทีสากล

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ โดยผู้ชนะเลิศได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนการศึกษาจาก สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี โดยมี สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ประธานมูลนิธิร่มฉัตร และสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล ประธานในพิธี  ร่วมด้วย  ฯพณฯ นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย รองศาสตราจารย์ ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา นายพูลศักดิ์ ประณุทนรพาล เลขาธิการมูลนิธิร่มฉัตร นายหลี่ จินซง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ถัง อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็ดดูเคชั่น แอนด์ เทคโนโลยี จำกัด นางนวลอนงค์ ธรรมเจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนจิตรลดาวิชาชีพ สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา คณะจากสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

โอกาสนี้ สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี กล่าวตอนหนึ่งว่า ความร่วมมือของโครงการ One Belt and One Road (หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และอาชีวศึกษาถือเป็นหัวใจสำคัญในการเชื่อมโยงประเทศต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ไม่เพียงแต่ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน แต่รวมถึงการเชื่อมโยงผู้คน ทักษะ และองค์ความรู้

การแข่งขัน “ภาษาจีน+ทักษะวิชาชีพ” อาชีวศึกษาเพชรยอดมงกุฎ จึงสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของโครงการหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง ที่มุ่งสร้างความร่วมมือทางการศึกษา การพัฒนาทักษะแรงงาน และการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน เวทีนี้เป็นตัวอย่างอันดีของการเตรียมความพร้อมให้เยาวชนอาชีวศึกษาของประเทศไทยได้ก้าวสู่บทบาทของกำลังคนรุ่นใหม่ที่สามารถทำงานในสภาพแวดล้อมพหุวัฒนธรรม เข้าใจภาษา เข้าใจวิชาชีพ และเข้าใจโลก และเป็นกำลังสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือไทย-จีนให้มั่นคงและยั่งยืนสืบไป

ด้าน นายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า การแข่งขันครั้งนี้มุ่งคัดสรรและยกย่องนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาที่มีความรู้ความสามารถโดดเด่นในสาขาวิชาชีพที่ประเทศต้องการ พร้อมส่งเสริมการบูรณาการทักษะภาษาจีนควบคู่ทักษะวิชาชีพ รองรับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนเตรียมกำลังคนอาชีวศึกษาให้พร้อมต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการทักษะภาษาจีนในทุกสาขาวิชา การแข่งขันครั้งนี้จึงนับเป็นเวทีสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของนักเรียน นักศึกษาจากสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั่วประเทศ และขอแสดงความยินดีและชื่นชมกับนักเรียน นักศึกษาผู้แข่งขันทุกคนที่ได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มความสามารถ เวทีนี้จะเป็น พลังสำคัญในการก้าวสู่การเป็นกำลังคนคุณภาพของประเทศในอนาคตต่อไป

สำหรับผลการแข่งขัน แบ่งเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ดังนี้ รางวัลชนะเลิศ ถ้วยพระราชทาน กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พร้อมทุนการศึกษา 10,000 บาท เกียรติบัตร และเหรียญทองคำ หนัก 1 บาท ระดับ ปวช. ได้แก่ นางสาววรกมล หมุดเพชร สาขาการท่องเที่ยวและโรงแรม วิทยาลัยบริหารธุรกิจและการท่องเที่ยวกรุงเทพ , ระดับปวส. ได้แก่ นายเอกภักดิ์ รัตนะ สาขารถยนต์พลังงานใหม่ (ยานยนต์ไฟฟ้า) วิทยาลัยเทคนิคกันทรลักษณ์

รองชนะเลิศเหรียญเงิน รับโล่ และทุนการศึกษา 7,000 บาท เหรียญเงิน ระดับ ปวช. ได้แก่ นายอภิชา ประทุมโพธิ์ สาขารถยนต์พลังงานใหม่ (ยานยนต์ไฟฟ้า) วิทยาลัยเทคนิควังน้ำเย็น , ระดับ ปวส. ได้แก่ นายภานุวัฒน์ พลอยสมบูรณ์ สาขารถยนต์พลังงานใหม่ (ยานยนต์ไฟฟ้า) วิทยาลัยเทคนิคชลบุรี

และรองชนะเลิศเหรียญทองแดง รับโล่ และทุนการศึกษา 5,000 บาท เหรียญทองแดง ระดับ ปวช. ได้แก่ นายรุ่งตะวัน ชางยึ สาขาโลจิสติกส์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาแม่สาย , ระดับ ปวส. ได้แก่ นายฐนภูมิ เสือทับ สาขารถยนต์พลังงานใหม่ (ยานยนต์ไฟฟ้า) วิทยาลัยเทคนิคนครสวรรค์  

นอกจากนี้ยังมีรางวัลชมเชยเพชรยอดมงกุฎ 7 รางวัล รับเกียรติบัตร พร้อมทุนการศึกษา 2,000 บาท รางวัลชมเชย 40 รางวัล รับเกียรติบัตร พร้อมทุนการศึกษา 1,000 บาท และรางวัลผ่านเกณฑ์ 50 รางวัล รับเกียรติบัตร และโล่เกียรติยศสำหรับสถานศึกษา เกียรติบัตรสำหรับครู อาจารย์ และผู้ปกครอง 

ครบรอบ 81 ปี ‘สถาปนาคุรุสภา’ พร้อมนำเทคโนโลยีทันสมัย ยกระดับคุณภาพการศึกษา – ครู – ผู้เรียน

ครบรอบ 81 ปี ‘สถาปนาคุรุสภา’ พร้อมนำเทคโนโลยีทันสมัย ยกระดับคุณภาพการศึกษา - ครู - ผู้เรียน

ครบรอบ 81 ปี ‘สถาปนาคุรุสภา’ พร้อมนำเทคโนโลยีทันสมัย ยกระดับคุณภาพการศึกษา – ครู – ผู้เรียน

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธานในพิธีเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนา สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ครบรอบ 81 ปี  โดยมี ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา พร้อมด้วย คณะกรรมการคุรุสภา คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนผู้รับรางวัล แขกผู้มีเกียรติ และพนักงานเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง ณ ห้องประชุมบุณยเกตุ อาคารหอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ​

โดย รมช.ศธ. ได้เป็นประธานพิธีบวงสรวง องค์พระพฤหัสบดี สักการะศาลตายาย พระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระยาศรีสุนทรโวหาร และ ฯพณฯ ทวี บุณยเกตุ ผู้ก่อตั้งคุรุสภา และพิธีทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้น รมช.ศธ. พร้อมผู้ร่วมงาน ได้ยืนสงบนิ่งเพื่อถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นเวลา 1 นาที

ในโอกาสนี้ รมช.ศธ. ได้มอบรางวัล “ครูถิรคุณ” เพื่อประกาศเกียรติคุณยกย่องครูผู้เสียสละและมีอุดมการณ์ในวิชาชีพ โดย รมช.ศธ. ได้มอบรางวัลแด่ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ จ.สงขลา โดยมี นายเจษฎา สินสโมสร สามี เป็นผู้รับมอบรางวัลแทน และคณะผู้บริหาร ครู และเจ้าหน้าที่ธุรการ โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ อีก 4 ท่าน ได้แก่ นายคมคาย แก้วพรหม, นางสาวสุวรรณา รัตนบุรี, นางสาวขนิษฐา เครือวัลย์ และนางทิพวรรณ เพชรหนู ที่ได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว ยืนหยัดปกป้องนักเรียนจากเหตุการณ์อันตราย เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 แม้ต้องประสบอันตรายจนผู้อำนวยการโรงเรียนถึงแก่ชีวิต การกระทำดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความหมายอันลึกซึ้งของคำว่า “ครู” ที่เป็นทั้งผู้นำและผู้พิทักษ์ศิษย์อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ รมช.ศธ. ยังได้มอบรางวัลเพื่อเป็นการยกย่องผู้สนับสนุนการดำเนินงานของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน รวมจำนวน 89 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลผู้มีคุณูปการต่อสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา 30 รางวัล, รางวัลผู้บริหารภารกิจคุรุสภา ส่วนภูมิภาค ดีเด่น 17 รางวัล, รางวัลผู้บริหารการศึกษาที่ส่งเสริม สนับสนุนผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาดีเด่น ประจำปี 2568 จำนวน 34 รางวัล และรางวัล “คนดี ศรีคุรุสภา” จำนวน 8 รางวัล

“รางวัล “ครูถิรคุณ” มิได้เป็นเพียงโล่ประกาศเกียรติคุณ แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งการเชิดชูความกล้าหาญ ความเสียสละ และความมั่นคงในจิตวิญญาณแห่งวิชาชีพครู อันเป็นคุณค่าที่สังคมไทยให้ความเคารพยกย่องอย่างสูงสุด สำหรับก้าวต่อไปของคุรุสภา รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ มีทิศทางมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพการศึกษาควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของครู คุรุสภาจึงต้องมีความพร้อมและปรับตัวสู่การเป็นองค์กรที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย เน้นความคล่องตัว (Agility) ปรับตัวเร็วด้วยข้อมูล (Data-driven) เพื่อนำไปสู่การยกระดับการทำงานและช่วยลดภาระครูได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะส่งผลให้ผู้เรียนเติบโตอย่างมีคุณภาพ สร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากสังคมและประเทศชาติอย่างยั่งยืน” รมช.ศธ. กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า นับตั้งแต่จัดตั้งสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2488 จนถึงปัจจุบัน การดำเนินงานของคุรุสภาเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาวิชาชีพครูอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่กำหนดมาตรฐานและควบคุมวิชาชีพครูเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยสร้างครูที่มีคุณภาพ การจัดงานวันนี้เพื่อเป็นการสืบทอดประวัติศาสตร์และเจตนารมย์ของการจัดตั้งคุรุสภาให้เป็นสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่มุ่งมั่นดำเนินการด้านการพัฒนามาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพให้มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับของผู้ประกอบวิชาชีพและสังคม

“ก้าวต่อไปของคุรุสภาจะมุ่งมั่นพัฒนาและขับเคลื่อนพันธกิจเพื่อยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ และพัฒนาวิชาชีพให้เป็นที่ประจักษ์และได้รับการยอมรับในระดับสากล พร้อมพัฒนาศักยภาพ ” ครูยุคใหม่“ ที่เปลี่ยนด้วยคุณธรรมและจรรยาบรรณของวิชาชีพ มีจิตวิญญาณความเป็นครู เพื่อสร้างคนดี คนเก่ง มีคุณธรรม และพัฒนาการศึกษาไทยให้มั่นคงยั่งยืนสืบไป” เลขาธิการคุรุสภา กล่าว

วว.พัฒนาระบบการกักเก็บสารสกัด ‘พรมมิ’ สำหรับใช้ในผลิตภัณฑ์สมุนไพร

วว.พัฒนาระบบการกักเก็บสารสกัด ‘พรมมิ’ สำหรับใช้ในผลิตภัณฑ์สมุนไพร

วว.พัฒนาระบบการกักเก็บสารสกัด ‘พรมมิ’ สำหรับใช้ในผลิตภัณฑ์สมุนไพร

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดร.พงศธร ประภักรางกูล รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  และนายแพทย์จักรพงศ์  เอี้ยวตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทจักระ กรุ๊ป จำกัด ร่วมลงนามบริการวิจัยเรื่อง การพัฒนาระบบการกักเก็บสารสกัดพรมมิสำหรับการใช้ในผลิตภัณฑ์สมุนไพร ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของความร่วมมือด้านงานวิจัยทางด้านสมุนไพรระหว่างภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมในการขับเคลื่อนนวัตกรรมสมุนไพรของประเทศ ณ ห้องประชุม กวท. ชั้น 8  อาคาร RD 1 วว. เทคโนธานี คลองห้า จ.ปทุมธานี 

ความร่วมมือดังกล่าวจะดำเนินงานโดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร วว. ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของการนำองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยให้มีมาตรฐานสูงขึ้น สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างยั่งยืน

สมุนไพร พรมมิ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bacopa monnieri  (L.) Wettst. เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก สูง 10-40 เซนติเมตร ลำต้นเลื้อยทอดไปตามพื้นดินที่ชุ่มชื้น หรือมีน้ำขัง แตกกิ่งก้านมาก งอกรากที่ข้อใกล้พื้นดิน ลำต้นเกลี้ยง อวบน้ำ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปช้อน หรือรูปไข่กลับ กว้าง 1-5 มิลลิเมตร ยาว 6-20 มิลลิเมตร ปลายใบมน โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ ไม่มีก้านใบ ดอกเดี่ยว ออกที่ซอกใบ เป็นดอกสมบูรณ์เพศ กลีบดอกมี 5 กลีบ รูปขอบขนานแกมไข่กลับ กลีบดอกสีม่วงอ่อนเกือบขาวติดกันเป็นหลอดปลายแยกเป็น 5 แฉก กลีบดอกยาวประมาณ 8-10 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยง 5 กลีบ โคนกลีบติดกันเป็นรูปกรวย เกสรเพศผู้มี 4 อัน รังไข่มี 2 ช่อง ภายในมีไข่อ่อนจำนวนมาก ใบประดับ รูปดาบ ยาว 2-3 มิลลิเมตร ผลแห้งแตกได้ รูปไข่ กว้าง 3 มิลลิเมตร ยาว 5 มิลลิเมตร พบตามพรุน้ำร้อน หนองน้ำที่โล่ง และตามริมน้ำทั่วไป

พรมมิ”  เป็นสมุนไพรไทยบำรุงสมอง มีสารสำคัญในกลุ่มบาโคไซด์  (Bacosides)  ที่มีการรายงานเกี่ยวกับการเพิ่มความจำ ชะลออัลไซเมอร์และโรคสมองเสื่อม ลดความวิตกกังวล รวมทั้งต้านอนุมูลอิสระ

โดยภายใต้ความร่วมมือนี้ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร วว. จะดำเนินการด้านกระบวนการสกัด การเพิ่มปริมาณสาระสำคัญ การศึกษาความเป็นพิษของสารสกัด รวมถึงการพัฒนาระบบการกักเก็บสารสกัดพรมมิในรูปแบบอนุภาคนาโนไขมันและรูปแบบแกรนนูล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์ โดยทั้งสองหน่วยงานเชื่อมั่นว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะนำไปสู่ผลสำเร็จ และนำไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงอุตสาหกรรม อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพของประเทศไทยในระยะยาวต่อไป

หายห่วง! ‘ศุลกากรช่องจอม’ คุมเข้มขนส่งน้ำมัน-สินค้าเกษตรเขตอีสานใต้ ยันน้ำมันในไทยไม่ขาดแคลน

หายห่วง! 'ศุลกากรช่องจอม' คุมเข้มขนส่งน้ำมัน-สินค้าเกษตรเขตอีสานใต้ ยันน้ำมันในไทยไม่ขาดแคลน

หายห่วง! ‘ศุลกากรช่องจอม’ คุมเข้มขนส่งน้ำมัน-สินค้าเกษตรเขตอีสานใต้ ยันน้ำมันในไทยไม่ขาดแคลน

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.39 น.

“ศุลกากรช่องจอม” คุมเข้มการขนส่งน้ำมันและสินค้าเกษตรในเขตอีสานใต้ .. ยืนยันน้ำมันในไทยยังมีพอและไม่ขาดแคลน!!

วันนี้ 8 มี.ค.69 นายประสิทธิ์ ดีจงเจริญ นายด่านศุลกากรช่องจอม เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ยังคงดำเนินการสู้รบ มีการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้สถานการณ์น้ำมันทั่วโลกเกิดความตื่นตระหนก รวมถึงการที่รัฐบาลไทยสั่งระงับการการส่งออกน้ำมันไปต่างประเทศยกเว้นลาวและพม่านั้น 

นายประสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร น.ส.สุนทรียา ทวิชาประสิทธิ์ รองอธิบดีฯ น.ส.ลลิตา อรรถพิมล ผอ.ศุลกากรภาค 2 ได้กำชับเป็นให้ด่านศุลกากรช่องจอม ในฐานะที่รับผิดชอบ 3 จังหวัดในเขตอีสานใต้ คือ สุรินทร์ , บุรีรัมย์ และนครราชสีมา ซึ่งมีพรมแดนติดกัมพูชา และเป็นเส้นทางหลักที่จะผ่านไปยังอีสานตอนบนซึ่งติดกับลาวให้เข้มงวดกวดขันสินค้าประเภทน้ำมันอย่างจริงจัง

นายประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่าจากข้อห่วงใยของรัฐบาลและผู้ฅนในแถบอีสานใต้ที่มีความกังวลว่าน้ำมันกำลังจะกลายเป็นของหายากและขาดแคลน ทางด่านศุลกากรช่องจอมจึงได้จัด “รถตรวจการณ์ศุลกากร” ออกพื้นที่ตามถนนเส้นทางหลักที่มุ่งสู่เขตอีสานตอนบนเพื่อ “กดดัน เข้มงวด กวดขัน และป้องปราม” สินค้าประเภทน้ำมันรวมถึงสินค้าเกษตรที่ไม่พึงปรารถนาประเภทอื่นๆ เช่น “มันสำปะหลัง หอมใหญ่ ไข่ไก่ ฯลฯ“ เพื่อสร้างความอุ่นใจและมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่

“สถานการณ์น้ำมันและปั๊มน้ำมันในเขตพื้นที่อีสานใต้ที่อยู่ความรับผิดชอบของด่านศุลกากรช่องจอมยังคงปกติเพียงพอและอยู่ในสายตาของเราตลอด .. ทั้งนี้เรายังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเข้มงวดอยู่เสมอเพื่อไม่ให้สินค้าที่มีความอ่อนไหวเหล่านี้ออกนอกลู่นอกทางและสร้างความเดือดร้อนและไม่สบายใจให้กับพี่น้องประชาชนตามนโยบายของรัฐบาล กระทรวงการคลัง และกรมศุลกากร”
นายประสิทธิ์กล่าวทิ้งท้าย