เปิดประชุมสุดยอดหมู่เกาะแปซิฟิก ผู้นำอย่างน้อย 5 ประเทศไม่เข้าร่วมจากความตึงเครียดเรื่องไต้หวัน

เปิดประชุมสุดยอดหมู่เกาะแปซิฟิก ผู้นำอย่างน้อย 5 ประเทศไม่เข้าร่วมจากความตึงเครียดเรื่องไต้หวัน

31 ส.ค. 2569 11:25 น.

เปิดประชุมสุดยอดหมู่เกาะแปซิฟิก ผู้นำอย่างน้อย 5 ประเทศไม่เข้าร่วมจากความตึงเครียดเรื่องไต้หวัน

เปิดการประชุมสุดยอดผู้นำประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก ที่ปาเลา ประเทศพันธมิตรทางการทูตของไต้หวัน บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด มีผู้นำอย่างน้อย 5 ประเทศไม่เข้าร่วม ท่ามกลางแรงกดดันจีนขยายอิทธิพล

วันที่ 31 สิงหาคม 2569 เวทีการประชุมหมู่เกาะแปซิฟิก (Pacific Islands Forum)  เปิดการหารือประเด็นสำคัญของภูมิภาค ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาชญากรรมยาเสพติด และกรณีจีนทดสอบยิงขีปนาวุธนำวิถีที่ตกลงในมหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับอิทธิพลด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจของจีนที่เพิ่มขึ้น

ปีนี้การประชุมมีความอ่อนไหวเป็นพิเศษ เนื่องจากที่ประชุมซึ่งมีสมาชิก 18 ประเทศ จัดขึ้นที่ปาเลา ประเทศพันธมิตรทางการทูตของไต้หวัน ส่งผลให้จีนแสดงความไม่พอใจต่อการเชิญไต้หวันเข้าร่วมในฐานะหนึ่งในหุ้นส่วนด้านความช่วยเหลือ เช่นเดียวกับจีน สิงคโปร์ ญี่ปุ่น อังกฤษ และสหรัฐฯ ซึ่งผู้นำจีนปฏิเสธเดินทางไปเข้าร่วมและส่งรัฐมนตรีระดับรองหรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นเข้าร่วมแทน พร้อมงประกาศเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปปาเลา โดยระบุว่าเป็นจุดหมายปลายทางที่ไม่ปลอดภัย สำหรับนักท่องเที่ยว

ทางด้านรัฐบาลซามัวระบุในแถลงการณ์ว่า คณะผู้แทนของประเทศจะนำโดยรองนายกรัฐมนตรี ขณะที่นายกรัฐมนตรีวานูอาตู และผู้นำรัฐบาลนิวแคลิโดเนีย ดินแดนโพ้นทะเลของฝรั่งเศส ก็จะไม่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดครั้งนี้เช่นกัน

ที่ผ่านมาที่ประชุมหมู่เกาะแปซิฟิกถูกยกให้เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเอกภาพในภูมิภาคมานานหลายทศวรรษ แต่การประชุมในปีนี้กลับเกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น

นายเซอรานเกล วิปส์ ประธานาธิบดีปาเลา กล่าวว่าแปซิฟิกคือบ้าน ไม่ใช่เวทีสำหรับการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมระบุว่า ประเด็นที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน การปราบปรามอาชญากรรมยาเสพติด ความมั่นคงทางอาหาร และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนเป็นปัญหาที่ส่งผลโดยตรงต่อประชาชนในหมู่เกาะแปซิฟิก.

ที่มา AFP

จีนเร่งค้นหาผู้สูญหาย เหตุดินโคลนถล่มชายแดนทิเบต ยอดหาย 546 ราย

จีนเร่งค้นหาผู้สูญหาย เหตุดินโคลนถล่มชายแดนทิเบต ยอดหาย 546 ราย

31 ส.ค. 2569 10:55 น.

จีนเร่งค้นหาผู้สูญหาย เหตุดินโคลนถล่มชายแดนทิเบต ยอดหาย 546 ราย

ทีมกู้ภัยจีนเร่งค้นหาผู้สูญหายจากเหตุดินโคลนถล่มในพื้นที่ด่านชายแดนจีร่ง เขตทิเบต หลังธารน้ำแข็งพังถล่มจากฝั่งเนปาล คร่าชีวิต 16 ศพ สูญหาย 546 ราย

วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ทีมกู้ภัยจีนยังคงระดมกำลังค้นหาผู้สูญหายอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ด่านชายแดนจีร่ง เขตปกครองตนเองทิเบต ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน หลังเกิดดินโคลนถล่มครั้งใหญ่ โดยเจ้าหน้าที่ต้องเดินเท้าฝ่าภูมิประเทศภูเขาที่ทุรกันดารและเข้าถึงพื้นที่ได้ยาก

รายงานข่าวระบุว่า ตั้งแต่ช่วงเช้ามืดของวันศุกร์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้เดินทางเข้าสู่พื้นที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดใกล้ด่านจีร่ง ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนสำคัญทางตะวันตกเฉียงใต้ของทิเบต โดยต้องใช้เวลาเดินเท้าผ่านเส้นทางภูเขานานถึง 10 ชั่วโมง ก่อนเจ้าหน้าที่ค้นหาและกู้ภัยมากกว่า 60 นาย จะเริ่มปฏิบัติการค้นหาหลายรอบในรัศมี 1.7 กิโลเมตรจากจุดเกิดเหตุ

บริเวณห่างจากหุบเขาประมาณ 100 เมตร พบแนวลาดหินที่ถูกเปิดออก ซึ่งเป็นเส้นทางที่กระแสน้ำไหลทะลักผ่าน โดยเจ้าหน้าที่ประเมินว่าระดับน้ำในช่วงเกิดเหตุสูงกว่า 60 เมตร หรือเทียบเท่าอาคารสูงประมาณ 20 ชั้น สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของกระแสน้ำและดินโคลนที่พัดถล่มพื้นที่

ทีมกู้ภัยทำงานต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ขณะที่สภาพอากาศที่เลวร้ายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อภารกิจ นายโจว หมิงฉี ผู้บัญชาการภาคสนามจากทีมลาซา สังกัดหน่วยเคลื่อนที่กู้ภัยและดับเพลิงมณฑลเสฉวน กล่าวว่า ขณะนี้ทีมกู้ภัยได้ค้นหาพื้นที่มาแล้ว 2 รอบ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 40,000 ตารางเมตร แต่จะยังคงปฏิบัติการต่อไปแม้ต้องเผชิญอุปสรรคจำนวนมาก 

ที่มา AP

อิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน หลังสหรัฐฯ โจมตีเกาะลารัก

อิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน หลังสหรัฐฯ โจมตีเกาะลารัก

31 ส.ค. 2569 09:09 น.

อิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน หลังสหรัฐฯ โจมตีเกาะลารัก

อิหร่านยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ 2 แห่งในจอร์แดน หลังสหรัฐฯ โจมตีเกาะลารักทางตอนใต้ของอิหร่าน อิหร่านอ้างทหารเสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย

วันที่ 31 สิงหาคม 2569 กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน แถลงว่า อิหร่านเปิดฉากโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ 2 แห่งในจอร์แดนด้วยขีปนาวุธและโดรน เพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ ที่เกาะลารัก ทางตอนใต้ของอิหร่าน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นับเป็นการปะทะระลอกใหม่ระหว่างสองฝ่าย หลังสถานการณ์สงบลงตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม

พร้อมกันนี้ระบุว่า ปฏิบัติการโจมตีครั้งนี้ใช้ชื่อว่า “การลงโทษผู้รุกราน” (Punishment of the Aggressor) โดยมีเป้าหมายที่ฐานทัพคิง ฮุสเซน และฐานทัพอัล อัซรัก ในจอร์แดน โดยระบุว่า การโจมตีสามารถทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคนิคและซ่อมบำรุง รวมถึงพื้นที่ประจำการของเครื่องบินรบฝ่ายศัตรู และสร้างความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากฐานทัพสหรัฐฯ ทั้ง 2 แห่ง

แถลงการณ์ระบุด้วยว่า การรุกรานและก่ออาชญากรรมไม่อาจแก้ปัญหาความพยายามของฝ่ายศัตรูที่จะบั่นทอนอำนาจควบคุมช่องแคบฮอร์มุซของสาธารณรัฐอิสลาม พร้อมเตือนว่าการโจมตีทุกครั้งจะได้รับการตอบโต้ที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ก่อนหน้านี้ ทางการอิหร่านประกาศว่าจะตอบโต้สหรัฐฯ หลังเกิดการโจมตีเกาะลารัก ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งเปิดเผยว่า เป้าหมายการโจมตีของสหรัฐฯ คือแท่นยิงจรวดบนเกาะ ซึ่งเตรียมใช้ยิงจรวดบรรทุกทุ่นระเบิดเข้าสู่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ

การตอบโต้ครั้งล่าสุดเพิ่มความเสี่ยงที่การเผชิญหน้าทางทหารระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังปรับแนวทางจากการใช้ปฏิบัติการทางอากาศ ไปสู่การใช้มาตรการกดดันทางการเงินต่อรัฐบาลเตหะราน หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านเข้าสู่เดือนที่ 7 โดยในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ อ้างว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซได้ และระบุว่าน้ำมันหลายล้านบาร์เรลยังคงถูกลำเลียงผ่านเส้นทางเดินเรือสำคัญแห่งนี้ภายใต้การคุ้มกันของกองทัพสหรัฐฯ แม้อิหร่านจะประกาศปิดกั้นช่องแคบก็ตาม

ที่มา Aljazeera

น้ำป่า “แกรนด์แคนยอน” ซัดนักเดินป่าหาย 15 คน อพยพทางอากาศแล้ว 62 คน

น้ำป่า "แกรนด์แคนยอน" ซัดนักเดินป่าหาย 15 คน อพยพทางอากาศแล้ว 62 คน

31 ส.ค. 2569 08:48 น.

น้ำป่า “แกรนด์แคนยอน” ซัดนักเดินป่าหาย 15 คน อพยพทางอากาศแล้ว 62 คน

น้ำป่าไหลหลากฉับพลันถล่มพื้นที่แกรนด์แคนยอนในสหรัฐฯ คาดมีนักเดินป่าราว 15 คนสูญหายหรือขาดการติดต่อ เจ้าหน้าที่อพยพทางอากาศแล้ว 62 คน ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บ

วันที่ 31 สิงหาคม 2569 เกิดน้ำป่าไหลหลากฉับพลันในพื้นที่แกรนด์แคนยอน รัฐแอริโซนา สหรัฐฯ ส่งผลให้มีนักเดินป่าประมาณ 15 คนที่ยังสูญหายหรือไม่สามารถติดต่อได้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้อพยพผู้ประสบภัยออกจากพื้นที่ทางอากาศแล้วอย่างน้อย 62 คน และคาดว่าจะมีการอพยพเพิ่มเติม โดยยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ

กรมอุทยานแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่า น้ำป่าเริ่มไหลหลากเมื่อเวลาประมาณ 14.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันเสาร์ที่ผ่านมา บริเวณไบรท์ แองเจิล แคนยอน และพื้นที่ฟาแรนช์ ซึ่งเป็นพื้นที่พักแรมและที่พักอยู่บริเวณก้นหุบเขาแกรนด์แคนยอน

ก่อนหน้านี้ทางการเคยประกาศตามหาข้อมูลของผู้ที่คาดว่าสูญหายหรือขาดการติดต่อมากกว่า 20 คน ก่อนปรับตัวเลขล่าสุดลงเหลือประมาณ 15 คน พร้อมขอให้ผู้ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับนักเดินป่าหรือนักท่องเที่ยวที่เข้าไปในพื้นที่หุบเขาชั้นในตามแนวไบรท์ แองเจิล ครีก เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ติดต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อช่วยตรวจสอบรายชื่อผู้สูญหายและติดตามสถานการณ์ต่อไป

ที่มา CNN

ส่อเดือดอีก สหรัฐฯ อ้าง โจมตีแท่นยิงจรวดของอิหร่านบนเกาะลารัค

ส่อเดือดอีก สหรัฐฯ อ้าง โจมตีแท่นยิงจรวดของอิหร่านบนเกาะลารัค

31 ส.ค. 2569 06:36 น.

ส่อเดือดอีก สหรัฐฯ อ้าง โจมตีแท่นยิงจรวดของอิหร่านบนเกาะลารัค

(ภาพจาก AFP PHOTO / SATELLITE IMAGE ©2020 MAXAR TECHNOLOGIES)

กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเข้าใส่ดินแดนของอิหร่านรอบใหม่ โดยอ้างว่าโจมตีเข้าใส่แท่นยิงจรวดของอิหร่าน ที่กำลังจะปล่อยทุ่นระเบิดลงสู่ช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ขณะที่เตหะรานยืนยันว่าจะตอบโต้

เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2569 เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายงานว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีฐานแท่นยิงจรวดของอิหร่านจำนวน 2 แห่งบนเกาะลารัค (Larak Island) ของอิหร่าน ซึ่งนับเป็นการโจมตีดินแดนอิหร่านครั้งแรกของอเมริกาที่มีการเปิดเผย นับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

สำนักข่าว CBS News อ้างคำแถลงของ นาวาโท ทิม ฮอว์กินส์ โฆษกกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ว่า “เจ้าหน้าที่พบกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) กำลังเตรียมการปล่อยจรวดที่ติดทุ่นระเบิดทางทะเลลงสู่ช่องแคบฮอร์มุซ”

ฮอสเซน โมเฮบบี โฆษกของ IRGC เรียกเหตุโจมตีครั้งนี้ว่าเป็น “ความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์และเป็นอันตรายถึงชีวิตของระบอบทรัมป์” พร้อมเสริมว่า “ศัตรูจะต้องชดใช้ให้กับคำนวณที่ผิดพลาดครั้งนี้ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการทหาร”

ขณะที่สำนักข่าว Tasnim ของอิหร่าน รายงานก่อนหน้านี้ว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นการโจมตีด้วยโดรน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ และบาดเจ็บอีก 2 ราย

เหตุการณ์นี้นับเป็นการโจมตีของสหรัฐฯ เข้าสู่ดินแดนของอิหร่านครั้งแรกที่ได้รับยืนยัน นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งระงับปฏิบัติการทางทหารชั่วคราวเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม ขณะที่ทางสหรัฐฯ ระบุว่าได้กวาดล้างทุ่นระเบิดทั้งหมดออกจากเส้นทางเดินเรือหลักในช่องแคบฮอร์มุซเสร็จสิ้นไปเมื่อช่วงต้นเดือนนี้

ทรัมป์ระบุว่าทุ่นระเบิดทั้งหมดที่อิหร่านนำมาวางไว้ในช่องแคบฮอร์มุซเพื่อปิดล้อมเส้นทาง ได้ถูกปลดชนวนหรือเก็บกู้ไปหมดแล้ว พร้อมกล่าวว่าได้เตือนอิหร่านไว้แล้วว่าเรือลำใดก็ตามที่พยายามวางทุ่นระเบิดลูกใหม่จะถูกทำลายทันที

ทางด้าน คาเซม การิบบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ออกมาโต้ตอบว่าข้อกล่าวอ้างของทรัมป์เป็นเพียง “การโฆษณาชวนเชื่อ” ลวงโลก

อนึ่ง เกาะลารัคตั้งอยู่ใกล้ชายฝั่งติดกับเมืองท่าสำคัญอย่างบันดาร์อับบาส (Bandar Abbas) และตั้งอยู่ตรงช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางน้ำสายสำคัญสำหรับการเดินเรือของโลก

ขณะนี้อิหร่านกำลังบังคับให้เรือบรรทุกน้ำมันต้องแล่นผ่านเกาะแห่งนี้เพื่อทำการตรวจสอบ และมีรายงานว่าเตหะรานเรียกเก็บเงินจากเรือต่าง ๆ สูงถึง 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแลกกับการผ่านทาง

ทั้งนี้ อิหร่านกำลังเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจระลอกใหม่ หลังจากวอชิงตันประกาศมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่เมื่อวันที่ 24 ส.ค. โดยมีเป้าหมายเพื่อโดดเดี่ยวเตหะรานเพิ่มเติม และขยายการคว่ำบาตรขั้นทุติยภูมิ (Secondary Sanctions) ไปยังพันธมิตรของอิหร่าน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

หญิงชาวอังกฤษถูกแทงเสียชีวิตที่สถานีรถไฟในเยอรมนี

หญิงชาวอังกฤษถูกแทงเสียชีวิตที่สถานีรถไฟในเยอรมนี

31 ส.ค. 2569 05:49 น.

หญิงชาวอังกฤษถูกแทงเสียชีวิตที่สถานีรถไฟในเยอรมนี

หญิงสาวชาวอังกฤษถูกแทงเสียชีวิตที่สถานีรถไฟในเมืองโรเซนไฮม์ ทางตอนใต้ของประเทศ โดยคนร้ายถูกจับกุมตัวได้ในทันที ซึ่งตำรวจกำลังสืบสวนหาแรงจูงใจในการก่อเหตุครั้งนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หญิงชาวอังกฤษวัย 31 ปี เสียชีวิตหลังจากถูกแทงที่สถานีรถไฟในเมืองโรเซนไฮม์ รัฐบาวาเรีย ทางตอนใต้ของเยอรมนีเมื่อช่วงเช้ามืดวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (30 ส.ค. 2569) โดยเธอถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

แถลงการณ์ของตำรวจระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าจับกุมชายชาวเยอรมันวัย 27 ปีในที่เกิดเหตุทันทีหลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนหาสาเหตุและแรงจูงใจในการก่อเหตุ

ตำรวจได้ขอความร่วมมือจากผู้ที่อาจเห็นเหตุการณ์ “การมีปากเสียงหรือการทำร้ายร่างกาย” ที่สถานีรถไฟในช่วงดึกวันเสาร์หรือเช้ามืดวันอาทิตย์ ให้ติดต่อเข้าให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ด้วย

สำนักข่าว DPA ของเยอรมนีรายงานว่า ผู้ต้องสงสัยซึ่งมาจากเขตเฟือร์สเทนเฟลด์บรุค (Fürstenfeldbruck) จะถูกนำตัวส่งศาลในช่วงวันอาทิตย์ ขณะที่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าทั้งสองคนรู้จักกันมาก่อนหรือไม่ หรือหญิงคนดังกล่าวมาทำอะไรในรัฐบาวาเรีย

ทั้งนี้ เมืองโรเซนไฮม์เป็นหนึ่งในเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเขตอัปเปอร์บาวาเรีย และเป็นศูนย์กลางการเดินทางทางรถไฟที่คึกคักสำหรับผู้โดยสารที่เดินทางไปยังเมืองต่างๆ ของออสเตรีย รวมถึงเวียนนา ซัลซ์บูร์ก และอินส์บรุค

ในพื้นที่กำลังมีการจัดงาน Rosenheimer Herbstfest ซึ่งเป็นเทศกาลเบียร์ที่มีลักษณะคล้ายกับเทศกาล Oktoberfest ซึ่งเป็นเทศกาลเบียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในเมืองมิวนิก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นาซาส่งกล้องโทรทรรศน์ “โรมัน” ขึ้นสู่อวกาศ มุ่งไขปริศนาจักรวาล

นาซาส่งกล้องโทรทรรศน์ "โรมัน" ขึ้นสู่อวกาศ มุ่งไขปริศนาจักรวาล

31 ส.ค. 2569 03:18 น.

นาซาส่งกล้องโทรทรรศน์ “โรมัน” ขึ้นสู่อวกาศ มุ่งไขปริศนาจักรวาล

นาซาปล่อยจรวดส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศ “โรมัน” ออกสู่อวกาศแล้ว เพื่อทำภารกิจสำรวจอวกาศ โดยมีจุดประสงค์เพื่อไขปริศนาของจักรวาล ทั้งเรื่องสสารมืดและพลังงานมืด

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 ส.ค. 2569 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ นาซา (NASA) ดำเนินการส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศ “แนนซี เกรซ โรมัน” (Nancy Grace Roman) ขึ้นสู่อวกาศแล้ว ด้วยจรวด “ฟอลคอน เฮฟวี” (Falcon Heavy) ของบริษัท สเปซเอ็กซ์ จากศูนย์อวกาศเคนเนดี รัฐฟลอริดา

กล้องโทรทรรศน์อวกาศ โรมัน เป็นโครงการมูลค่าราว 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มีจุดเริ่มต้นมาจากการดัดแปลงดาวเทียมสอดแนมเดิมของสำนักงานสอดแนมแห่งชาติสหรัฐฯ (NRO) ที่ยกเลิกโครงการไปแล้วนำมามอบให้นาซาในปี 2555

โรมันจะเดินทางไปประจำการ ณ “จุดลากรองจ์ที่ 2” (Lagrange Point 2) ซึ่งอยู่ห่างจากโลกประมาณ 1.6 ล้านกิโลเมตร เพื่อปฏิบัติภารกิจหลักเป็นเวลา 5 ปี (อาจขยายได้อีก 5 ปี) และคาดว่าจะส่งภาพถ่ายความละเอียดสูงแรกกลับมาได้ก่อนช่วงวันหยุดฤดูหนาวปลายปีนี้

หากเปรียบเทียบกล้องโทรทรรศน์ “เจมส์ เวบบ์” (James Webb) เป็นเลนส์ซูมเน้นส่องลึก กล้องโรมันจะเปรียบเหมือน “เลนส์มุมกว้าง” มีความคมชัดใกล้เคียงกับกล้องโทรทรรศน์ “ฮับเบิล” (Hubble) แต่สำรวจอวกาศได้เร็วกว่ามาก สามารถสำรวจกาแล็กซีทางช้างเผือกได้ทั้งหมดในเวลาเพียง 1 เดือน ขณะที่ฮับเบิลต้องใช้เวลานานถึง 1 ศตวรรษ

กล้องโรมันจะสร้างแผนที่ 3 มิติของจักรวาลที่ครอบคลุมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยจะสำรวจกาแล็กซีมากกว่า 2,000 ล้านแห่ง เพื่อช่วยนักวิทยาศาสตร์ศึกษาสิ่งที่เป็นปริศนาของจักรวาลเช่น สสารมืด (dark matter) ซึ่งอาจเป็นองค์ประกอบ 27% ของจักรวาล และพลังงานมืด (dark energy) ที่อาจเป็นองค์ประกอบ 68% ของจักรวาล

กล้องโรมันยังมีภารกิจสำรวจดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยคาดว่าจะมีการค้นพบดาวเคราะห์ดวงใหม่หลายพันดวง

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ เคยพยายามยกเลิกหรือลดงบประมาณของโครงการโรมันมาแล้ว ทั้งตอนเป็นประธานาธิบดีสมัยแรกและสมัยที่ 2 ในปัจจุบัน แต่สภาคองเกรสยังคงรักษางบประมาณของโครงการเอาไว้ได้ และทำให้การปล่อยจรวดส่งกล้องโทรทรรศน์ในครั้งนี้ เกิดขึ้นเร็วกว่ากำหนดถึง 9 เดือน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

แคนาดาติดป้ายชื่อ “ทะเลสาบออนแทริโอ” ตอบโต้ทรัมป์สั่งเปลี่ยนชื่อ

แคนาดาติดป้ายชื่อ “ทะเลสาบออนแทริโอ” ตอบโต้ทรัมป์สั่งเปลี่ยนชื่อ

31 ส.ค. 2569 01:56 น.

แคนาดาติดป้ายชื่อ “ทะเลสาบออนแทริโอ” ตอบโต้ทรัมป์สั่งเปลี่ยนชื่อ

ทางการแคนาดาติดตั้งป้ายชื่อทะเลสาบออนแทริโอ เพื่อตอบโต้ที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ พยายามจะเปลี่ยนชื่อทะเลสาบดังกล่าวเป็น ทะเลสาบอเมริกา

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 ส.ค. 2569 นายดัก ฟอร์ด นายกรัฐมนตรีรัฐออนแทริโอ สั่งดำเนินการติดตั้งป้ายขนาดใหญ่บนชายฝั่งของแคนาดา พร้อมข้อความว่า “ทะเลสาบออนแทริโอ บัดนี้และตลอดไป” เพื่อตอบโต้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่พยายามเปลี่ยนชื่อทะเลสาบแห่งนี้

ผู้นำสหรัฐฯ ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อวันพฤหัสบดี (27 ส.ค.) เพื่อพยายามเปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทริโอเป็น “ทะเลสาบอเมริกา” (Lake America) และได้แชร์วิดีโอที่สร้างด้วย AI หลายตัวเกี่ยวกับทะเลสาบที่ครอบคลุมพื้นที่ของทั้งสองประเทศแห่งนี้

“นานมากแล้วก่อนจะมีประธานาธิบดีทรัมป์ ทะเลสาบแห่งนี้ก็ชื่อทะเลสาบออนแทริโอ และอีกนานหลังจากประธานาธิบดีทรัมป์พ้นจากตำแหน่งไป ทะเลสาบแห่งนี้ก็ยังคงชื่อทะเลสาบออนแทริโอ” ฟอร์ดกล่าว

สงครามน้ำลายระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับแคนาดาปะทุขึ้นหลังจากการเจรจาการค้าระหว่างทั้งสองฝ่ายประสบความล้มเหลว ส่งผลให้สหรัฐฯ เริ่มการเก็บภาษีสินค้าที่นำเข้าจากแคนาดาหลายรายการในอัตราสูงถึง 50% โดยครอบคลุมสินค้ามูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่แคนาดาจะเริ่มใช้นโยบายภาษีตอบโต้แบบ “ดอลลาร์ต่อดอลลาร์” ในเดือนหน้า

ทั้งนี้ แม้ว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะมีอำนาจอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับวิธีการที่สหรัฐฯ จะเรียกชื่อสถานที่สำคัญต่างๆ แต่ประเทศอื่นไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม

เมื่อวันเสาร์ กูเกิล (Google) ระบุว่าได้เปลี่ยนชื่อทะเลสาบดังกล่าวบนแผนที่สำหรับผู้ใช้ในสหรัฐฯ แล้ว

“เนื่องจากเราอัปเดต Google Maps ให้สะท้อนการเปลี่ยนชื่อในแหล่งข้อมูลอย่างเป็นทางการของรัฐบาล ซึ่งก็คือ GNIS [ระบบสารสนเทศชื่อภูมิศาสตร์] ของสหรัฐฯ ผู้ใช้ Maps ในสหรัฐฯ จะเห็นชื่อ “Lake America” ส่วนผู้ใช้ในแคนาดาจะยังคงเห็นชื่อ “Lake Ontario” และผู้ใช้ภายนอกสหรัฐฯ และแคนาดาจะเห็นทั้งสองชื่อ” กูเกิลระบุ

หลังจากนั้น ทั้งฝ่ายทรัมป์กับแคนาดาต่างตอบโต้กันผ่านโซเชียลมีเดีย โดยทรัมป์พสต์วิดีโอที่สร้างจาก AI หลายตัว โดยคลิปหนึ่งแสดงภาพเขากำลังเตะป้ายทะเลสาบออนแทริโอจนล้มลง แล้วแทนที่ด้วยป้ายที่เขียนว่า: “ยินดีต้อนรับสู่ทะเลสาบอเมริกา”

อีกวิดีโอหนึ่งเป็นภาพฝูงห่านแคนาดาที่แต่งทรงผมอันเป็นเอกลักษณ์ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ และถือปืนไรเฟิลขณะเดินตรวจลาดตระเวนตามชายฝั่งของทะเลสาบอเมริกาที่เพิ่งถูกตั้งชื่อใหม่

ฟอร์ดกล่าวว่า การที่ทรัมป์เปลี่ยนชื่อทะเลสาบเป็นเพราะเขาไม่ชอบที่ออนแทริโอและแคนาดาลุกขึ้นมาปกป้องตัวเอง “เผื่อประธานาธิบดีทรัมป์หรือใครก็ตามจะลืม เราจึงติดตั้งป้ายนี้เพื่อเตือนความจำพวกเขาว่า ที่นี่คือทะเลสาบออนแทริโอ ทั้งในตอนนี้และตลอดไป”

คำพูดดังกล่าวสอดคล้องกับคำตอบก่อนหน้านี้ของมาร์ก คาร์นีย์ (Mark Carney) นายกรัฐมนตรีแคนาดา ต่อประเด็นความขัดแย้งนี้ โดยยืนยันว่า “สิ่งต่างๆ ต้องถูกเรียกด้วยชื่อของมัน และทะเลสาบแห่งนี้ชื่อทะเลสาบออนแทริโอ ทั้งในวันนี้และตลอดไป”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับแล้ว 7 ศพ เรือข้ามฟากล่มนอกฝั่งไซปรัสเหนือ สูญหายอีกจำนวนมาก

ดับแล้ว 7 ศพ เรือข้ามฟากล่มนอกฝั่งไซปรัสเหนือ สูญหายอีกจำนวนมาก

31 ส.ค. 2569 00:22 น.

ดับแล้ว 7 ศพ เรือข้ามฟากล่มนอกฝั่งไซปรัสเหนือ สูญหายอีกจำนวนมาก

เรือข้ามฟากที่บรรทุกผู้โดยสารมากว่า 270 คน ล่มนอกชายฝั่งไซปรัสเหนือ เบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตแล้ว 7 ศพ เจ้าหน้าที่ช่วยผู้ประสบภัยได้หลายร้อยราย แต่ยังเหลือผู้สูญหายอีก 23 คน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 ส.ค. 2569 เกิดเหตุเรือข้ามฟากที่บรรทุกผู้โดยสารและลูกเรือราว 270 คน ล่มนอกชายฝั่งไซปรัสเหนือ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 7 ศพ และสูญหายอีก 23 ราย ขณะที่ผู้ประสบภัยหลายคนต้องนั่งหรือเกาะอยู่กับตัวเรือที่พลิกคว่ำเพื่อรอความช่วยเหลือ

เจ้าหน้าที่ระบุว่า เรือข้ามฟากของเอกชนลำนี้ เดินทางออกจากท่าเรือคีเรเนีย (Kyrenia) เมื่อเวลา 12.30 น. และเริ่มมีน้ำไหลทะลักเข้าสู่ตัวเรือโดยยังไม่ทราบสาเหตุ ในขณะที่เรือกำลังมุ่งหน้าไปยังท่าเรือตาซูจู (Tasucu) ในจังหวัดแมร์ซิน (Mersin) ของตุรกี ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก

โศกนาฏกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นบริเวณนอกชายฝั่งคีเรเนีย ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศยอดนิยมของทั้งชาวท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว โดยเรือเฟอร์รีที่เกิดเหตุเป็นเรือสองตอน (Catamaran) ซึ่งเป็นหนึ่งในบริการเรือรับส่งประจำวันที่เชื่อมต่อระหว่างไซปรัสเหนือกับประเทศตุรกี

ทั้งนี้ ไซปรัสเหนือ หรือ ชื่อเต็มคือ สาธารณรัฐตุรกีแห่งไซปรัสเหนือ (TRNC) เป็นดินแดนประกาศเอกราชจากไซปรัสเมื่อปี 2526 โดยได้รับการยอมรับจากตุรกีเพียงประเทศเดียวเท่านั้น และปัจจุบันอยู่ในการควบคุมของตุรกี ส่วนประชาคมระหว่างประเทศถือว่าดินแดนแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐไซปรัส

นายตูฟัน เอร์ฮูร์มัน (Tufan Erhurman) ประธานาธิบดีไซปรัสเหนือ กล่าวว่า มีผู้ได้รับช่วยเหลือขึ้นมาได้อย่างปลอดภัย 237 คน ขณะที่พบผู้เสียชีวิตแล้ว 7 ราย และยังคงอยู่ระหว่างการค้นหาอีก 23 คน

เมื่อถูกถามถึงสาเหตุที่เรืออับปาง เอร์ฮูร์มันได้เอ่ยถึงพายุหมุนที่เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา แต่ยืนยันว่าสภาพอากาศในตอนเกิดเหตุนั้นถือว่าเหมาะสมต่อการเดินทาง

“ผู้คนในพื้นที่ต่างตกใจกับเหตุการณ์นี้อย่างมาก นี่ไม่ใช่สิ่งที่เราเคยพบเจอมาก่อน… พวกเรารู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ทุกคนกำลังทำทุกทางเท่าที่ทำได้และทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่” เขากล่าวขณะให้สัมภาษณ์จากศูนย์บริหารวิกฤตที่จัดตั้งขึ้นในพื้นที่

ด้านอูนัล อุสเตล (Unal Ustel) นายกรัฐมนตรีไซปรัสเหนือ กล่าวว่าปฏิบัติการกู้ภัยครั้งใหญ่กำลังดำเนินอยู่ “สิ่งที่เราให้ความสำคัญสูงสุดเพียงอย่างเดียวในตอนนี้คือชีวิตของมนุษย์ ทุกหน่วยงานของรัฐ กองกำลังความมั่นคง ทีมการแพทย์ และทีมค้นหาและกู้ภัยต่างลงพื้นที่และปฏิบัติงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ไอซ์แลนด์ลงประชามติ ค้านรื้อฟื้นเจรจาเพื่อเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป

ไอซ์แลนด์ลงประชามติ ค้านรื้อฟื้นเจรจาเพื่อเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป

30 ส.ค. 2569 22:50 น.

ไอซ์แลนด์ลงประชามติ ค้านรื้อฟื้นเจรจาเพื่อเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป

ชาวไอซ์แลนด์ลงประชามติคัดค้านการกลับมาเปิดเจรจาเพื่อเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปอีกครั้ง หลังจากที่การเจรจาหยุดชะงักไปเมื่อ 13 ปีก่อน จากความกังวลเรื่องสิทธิ์การทำประมง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 29 ส.ค. 2569 ที่ผ่านมา ชาวไอซ์แลนด์ออกไปลงคะแนนเสียงประชามติ เพื่อตัดสินว่า จะยอมรับหรือปฏิเสธข้อเสนอของรัฐบาล เรื่องการกลับมาเปิดเจรจาเพื่อเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) อีกครั้ง ซึ่งผลปรากฏว่า ประชาชนส่วนใหญ่คัดค้านแนวคิดดังกล่าว

สถานีโทรทัศน์สาธารณะ RUV รายงานว่า จากจำนวนผู้ลงคะแนนเสียงกว่า 225,000 คน มี 52.8% ที่ปฏิเสธข้อเสนอของรัฐบาล ขณะที่ 47.2% ให้การสนับสนุน โดยมีผลต่างคะแนนห่างกันประมาณ 12,600 เสียง

รัฐบาลฝ่ายซ้ายกลางของนายกรัฐมนตรี คริสตรูน ฟรอสตัดโดตตีร์ (Kristrún Frostadóttir) เคยสัญญาว่าจะจัดให้มีการลงคะแนนเสียงประชามติภายในปี 2570 แต่กำหนดการถูกเลื่อนให้เร็วขึ้น เนื่องจากความตึงเครียดระหว่างประเทศ รวมถึงคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่มีต่อกรีนแลนด์

อย่างไรก็ตาม การถกเถียงในประเทศเกาะที่มีประชากรเกือบ 400,000 คนแห่งนี้ กลับมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมประมงมากกว่าความกังวลด้านความมั่นคง

ด้วยจำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนนประมาณ 270,000 คน RUV รายงานว่าผู้ออกมาใช้สิทธิซึ่งสูงถึง 82.5% ถือเป็นสถิติสูงที่สุดในการเลือกตั้งของไอซ์แลนด์นับตั้งแต่ปี 2552

แม้ปัจจุบันไอซ์แลนด์จะเป็นส่วนหนึ่งของตลาดเดี่ยว EU และเขตเสรีเชงเกนอยู่แล้ว แต่การเป็นสมาชิก EU เต็มตัวจะทำให้ไอซ์แลนด์ต้องเข้าร่วมสหภาพศุลกากร และระบบเงินยูโรในที่สุด

ไอซ์แลนด์เริ่มยื่นเรื่องสมัครเข้าร่วม EU ในปี 2552 สืบเนื่องจากวิกฤตการเงินปี 2551 และการล่มสลายของระบบธนาคารในไอซ์แลนด์ โดยกระบวนการสมัครคืบหน้าไปมากแล้ว จนกระทั่งรัฐบาลที่มีแนวคิดต่อต้าน EU ก้าวขึ้นสู่อำนาจในปี 2556 และสั่งระงับการเจรจาลง

สิทธิการทำประมงถือเป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดในการเข้าร่วม EU ของไอซ์แลนด์ในตอนนั้น และยังคงเป็นเช่นนั้นจนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้เนื่องจาก ไอซ์แลนด์เคยประสบความสำเร็จในการต่อสู้เพื่อปกป้องน่านน้ำจับปลาจากชาวประมงต่างชาติในช่วง “สงครามปลาค็อด” (Cod Wars) กับสหราชอาณาจักรในยุค 70 และอุตสาหกรรมสัตว์น้ำของประเทศยังคงคิดเป็นเกือบ 40% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด

ผู้ลงคะแนนไม่เห็นชอบจำนวนมากเกรงว่าการเป็นสมาชิก EU จะหมายถึงการต้องสูญเสียอำนาจควบคุมพื้นที่จับปลาอันมั่งคั่งเหล่านี้ตามนโยบายของสหภาพยุโรป ซึ่งมีการกำหนดโควตาปริมาณการจับปลาของประเทศสมาชิก

ขณะเดียวกัน แม้ว่าความกังวลทางเศรษฐกิจจะเป็นประเด็นหลักในแคมเปญรณรงค์ประชามติครั้งนี้ แต่ประเด็นด้านความมั่นคงก็ถูกหยิบยกขึ้นมาเช่นกัน

ไอซ์แลนด์เป็นหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้งองค์การนาโต (NATO) แต่กลับไม่มีกองทัพเป็นของตนเอง และต้องพึ่งพาพันธมิตรในการป้องกันประเทศ การเป็นส่วนหนึ่งของ EU จะช่วยให้ไอซ์แลนด์สามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันประเทศร่วมกันของสหภาพยุโรปได้อย่างเต็มรูปแบบ

ไอซ์แลนด์ให้การสนับสนุนยูเครนมาโดยตลอดนับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากบุกเต็มรูปแบบ และเจ้าหน้าที่ก็แสดงความกังวลต่อการซ้อมรบทางเรือของรัสเซียที่เพิ่มขึ้นใกล้กับตัวเกาะ

ทว่าในช่วงหลังมีเรื่องที่สร้างความกังวลมากกว่าคือ การที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการผนวกกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเกาะในแถบอาร์กติก เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

คาทริน กุนนาร์สโดตตีร์ (Katrín Gunnarsdóttir) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของไอซ์แลนด์ กล่าวในงานแถลงข่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า เธอจะแสวงหาแนวทางเสริมสร้างความสัมพันธ์ด้านการป้องกันประเทศกับประเทศอื่นๆ หลังผลการทำประชาพิจารณ์ออกมาเช่นนี้

ขณะที่นางคริสตรูนกล่าวในงานแถลงข่าวเมื่อบ่ายวันอาทิตย์ว่า ประเด็นเรื่องการเป็นสมาชิก EU จะไม่ถูกนำกลับมาพิจารณาอีกในขณะที่รัฐบาลของเธอยังบริหารประเทศอยู่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc