นักเคลื่อนไหวจีนล่องเรือยางหนีเข้าเกาหลีใต้ คาดขอลี้ภัยทางการเมือง

นักเคลื่อนไหวจีนล่องเรือยางหนีเข้าเกาหลีใต้ คาดขอลี้ภัยทางการเมือง

27 พ.ค. 2569 15:24 น.

นักเคลื่อนไหวจีนล่องเรือยางหนีเข้าเกาหลีใต้ คาดขอลี้ภัยทางการเมือง

อดีตตำรวจและนักเคลื่อนไหวชาวจีนวัย 68 ปี หลบหนีออกจากจีนด้วยเรือยางขนาดเล็ก ก่อนถูกพบลอยลำในน่านน้ำเกาหลีใต้ หลังถูกรัฐบาลจีนตามล่าตัวมานานหลายปี ด้านพรรคฝ่ายค้านเกาหลีใต้จี้รัฐบาลคุ้มครองตามหลักมนุษยธรรมและส่งตัวไปแคนาดาอย่างปลอดภัย

ทนายความของนายตง กวางผิง วัย 68 ปี นักเคลื่อนไหวและผู้แปรพักตร์ชาวจีนชื่อดัง ยืนยันว่า ลูกความของเขาได้หลบหนีออกจากประเทศจีนโดยการนั่งเรือยางขนาด 3.3 เมตร ที่ติดตั้งเครื่องยนต์ขนาด 9.9 แรงม้า ข้ามน่านน้ำสากลมายังประเทศเกาหลีใต้

หน่วยยามฝั่งแทอันของเกาหลีใต้เปิดเผยว่า เรือประมงลำหนึ่งได้พบตัวนายตงในสภาพลอยลำอยู่กลางทะเล ห่างจากชายฝั่งตะวันตกของเกาหลีใต้ประมาณ 38 ไมล์ทะเล (ราว 70 กิโลเมตร) เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา (25 พ.ค.) ซึ่งจุดดังกล่าวถือเป็นเส้นทางแนวตรงที่สั้นที่สุดระหว่างจีนและเกาหลีใต้ โดยมีระยะทางรวมประมาณ 310 กิโลเมตร จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เข้าควบคุมตัวเขาในข้อหาละเมิดกฎหมายคนเข้าเมือง และนำตัวไปสอบสวนเพิ่มเติม

นายตง กวางผิง ถือเป็นบุคคลที่ทางการจีนต้องการตัวอย่างมาก จากประวัติการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ยาวนาน โดยเขาเคยรับราชการเป็นตำรวจ แต่ถูกไล่ออกหลังจากร่วมลงนามในคำร้องเรียนครบรอบ 10 ปี เหตุการณ์ปราบปรามผู้ประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเมิน เมื่อปี 1989 ในปี 2001 เขาถูกจำคุกเป็นเวลา 3 ปีในข้อหา “ยั่วยุให้เกิดการล้มล้างอำนาจรัฐ” และถูกจับกุมอีกครั้งในปี 2014 จากการจัดกิจกรรมรำลึกเหตุการณ์เทียนอันเมิน

เขาเคยพาครอบครัวหนีไปยังประเทศไทย และได้รับสถานะผู้ลี้ภัยจากสหประชาชาติ แต่ในปี 2015 ทางการไทยได้ส่งตัวเขากลับให้ตำรวจจีน ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากองค์กรสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้เขายังเคยพยายามหลบหนีไปยังเวียดนามและไต้หวัน แต่ก็ถูกส่งตัวกลับจีนในท้ายที่สุด

ปัจจุบัน ครอบครัวของเขาได้รับสิทธิ์ลี้ภัยและพำนักอยู่ที่ประเทศแคนาดา ทำให้นายคิม จู-กวาง ทนายความชาวเกาหลีใต้ระบุว่า กรณีของลูกความรายนี้ “มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเป็นกรณีการลี้ภัยทางการเมือง”

แม้เกาหลีใต้จะเปิดให้ยื่นขอสิทธิ์ลี้ภัยทางการเมืองมาตั้งแต่ปี 1994 แต่ในทางปฏิบัติ มีผู้สมัครเพียงจำนวนน้อยมากที่ได้รับการอนุมัติ เนื่องจากมาตรการคัดกรองที่เข้มงวดและขั้นตอนที่ล่าช้าของรัฐบาลเกาหลีใต้

อย่างไรก็ตาม พรรคพลังประชาชนซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านของเกาหลีใต้ ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลมอบ “การคุ้มครองอย่างเต็มรูปแบบ” แก่นายตง โดยนายชู ฮยอน-ชุล โฆษกพรรคระบุในแถลงการณ์ว่า “รัฐบาลควรดำเนินมาตรการทางมนุษยธรรมอย่างเร่งด่วน เพื่อให้มั่นใจว่าเขาจะสามารถเดินทางไปแคนาดาได้อย่างปลอดภัย ซึ่งที่นั่นมีครอบครัวของเขากำลังรอคอยอยู่ด้วยความกังวล นี่คือความรับผิดชอบพื้นฐานในฐานะรัฐประชาธิปไตยที่เสรี”

ขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ เช่นเดียวกับสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงโซลและกระทรวงการต่างประเทศจีน ซึ่งยังไม่มีการตอบรับต่อการขอความเห็นในกรณีดังกล่าว

กรณีของนายตงไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ในเดือนสิงหาคม 2023 เคยมีกรณีของนายควอน พยอง นักเคลื่อนไหวชาวจีนอีกราย ที่สร้างความฮือฮาด้วยการขี่เจ็ตสกี เป็นระยะทางกว่า 300 กิโลเมตร พร้อมหอบถังน้ำมันสำรองมาถึง 5 ถัง ฝ่าคลื่นลมทะเลจากจีนมายังเกาหลีใต้ ก่อนจะถูกศาลเกาหลีใต้ตัดสินลงโทษจำคุกแต่ให้รอลงอาญาในข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมาย.

ที่มา AFP / Reuters

ญี่ปุ่นผ่านกฎหมายตั้ง “สภาข่าวกรองแห่งชาติ” รวบศูนย์ข้อมูลรับมือภัยคุกคามโลก

ญี่ปุ่นผ่านกฎหมายตั้ง "สภาข่าวกรองแห่งชาติ" รวบศูนย์ข้อมูลรับมือภัยคุกคามโลก

27 พ.ค. 2569 14:34 น.

ญี่ปุ่นผ่านกฎหมายตั้ง “สภาข่าวกรองแห่งชาติ” รวบศูนย์ข้อมูลรับมือภัยคุกคามโลก

รัฐสภาญี่ปุ่นผ่านกฎหมายจัดตั้ง “สภาข่าวกรองแห่งชาติ” เพื่อรวมศูนย์ข้อมูลด้านความมั่นคงและรับมือภัยคุกคามจากต่างประเทศ ตามนโยบายด้านความมั่นคงของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ แต่ฝ่ายคัดค้านเตือนอาจเปิดทางให้รัฐใช้อำนาจเกินขอบเขตและกระทบเสรีภาพประชาชน

รัฐสภาญี่ปุ่นมีมติเห็นชอบผ่านกฎหมายจัดตั้ง “สภาข่าวกรองแห่งชาติ” (National Intelligence Council) เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลข่าวกรองด้านความมั่นคงและความปลอดภัยสาธารณะ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมด้วยรัฐมนตรีอีก 9 คน เช่น เลขาธิการคณะรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

กฎหมายฉบับนี้ถือเป็นผลงานชิ้นสำคัญของ นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทากาอิจิ ที่ประกาศเดินหน้านโยบายเชิงรุกเพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านข่าวกรองและการต่อต้านการจารกรรม โดยเธอระบุว่า ปัจจุบันญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่ซับซ้อนที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2

นายกฯ ทากาอิจิ กล่าวต่อรัฐสภาว่า “เพื่อรักษาไว้ซึ่งสันติภาพและความเจริญรุ่งเรือง รวมถึงสกัดกั้นวิกฤตการณ์ร้ายแรงล่วงหน้า มันจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่สุดในการจัดตั้งระบบที่ประชาคมข่าวกรองสามารถสนับสนุนการตัดสินใจที่ถูกต้องของผู้นำนโยบายได้อย่างแข็งแกร่ง” 

เดิมทีระบบข่าวกรองของญี่ปุ่นมีความกระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ แต่กฎหมายใหม่นี้จะตั้ง “สำนักข่าวกรองแห่งชาติ” ขึ้นมาเป็นฝ่ายเลขานุการ เพื่อบูรณาการและประสานงานข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม และองค์กรอื่นๆ อย่างเบ็ดเสร็จ

ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นมักเผชิญข้อครหาจากนานาชาติว่ามีนโยบายและการบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการจารกรรมที่หละหลวมเกินไป จนบางฝ่ายถึงกับขนานนามประเทศนี้ว่าเป็น “แดนสวรรค์ของสายลับ”  การปฏิรูปครั้งนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การป้องกันสายลับต่างชาติ การต่อต้านการก่อการร้าย การปกป้องเทคโนโลยีที่มีความอ่อนไหว ตลอดจนการรับมือภัยคุกคามสมัยใหม่อย่างการโจมตีทางไซเบอร์และการบิดเบือนข้อมูลเพื่อแทรกแซงการเลือกตั้งผ่านโซเชียลมีเดีย

นอกจากนี้ ประเด็นดังกล่าวได้รับการผลักดันอย่างเร่งด่วนยิ่งขึ้น หลังจากเกิดข้อพิพาททางการทูตกับรัฐบาลจีน จากกรณีที่นายกฯ ทากาอิจิ เคยส่งสัญญาณเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วว่าญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงทางทหาร หากจีนพยายามใช้กำลังเข้ายึดครองไต้หวัน

แม้กฎหมายจะผ่านสภาสูงได้สำเร็จด้วยการสนับสนุนจากพรรคฝ่ายค้านบางส่วน แต่ก็ต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะจาก พรรคประชาธิปไตยรัฐธรรมนูญแห่งญี่ปุ่น (CDPJ) ซึ่งเป็นแกนนำฝ่ายค้านหลัก ที่มองว่ากฎหมายฉบับนี้ล้มเหลวในการระบุขอบเขตให้รัฐสภาสามารถตรวจสอบการทำงานของหน่วยข่าวกรองได้ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาความโปร่งใสในกระบวนการประชาธิปไตย

กลุ่มผู้คัดค้านและประชาชนได้รวมตัวประท้วงทั่วประเทศ โดยแสดงความกังวลใน 2 ประเด็น คือการละเมิดสิทธิเสรีภาพ เนื่องจากหวั่นเกรงว่าการขยายอำนาจของหน่วยงานข่าวกรองจะนำไปสู่การสอดแนมที่เกินขอบเขต และล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวของประชาชน รวมถึงความเสี่ยงด้านสงคราม เนื่องจากความพยายามเพิ่มขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศของรัฐบาลทากาอิจิ อาจเป็นการลากความสัมพันธ์ของญี่ปุ่นเข้าสู่ความขัดแย้งด้วยอาวุธระดับนานาชาติ

การผ่านกฎหมายครั้งนี้เป็นเพียงก้าวแรก โดยรัฐบาลญี่ปุ่นมีแผนจะจัดตั้งสภาและสำนักข่าวกรองแห่งชาติอย่างเร็วที่สุดในเดือนกรกฎาคมนี้ พร้อมตั้งคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญเพื่อหารือเกี่ยวกับกฎหมายต่อต้านการจารกรรมเพิ่มเติม

นอกจากนี้ นายกฯ ทากาอิจิ ยังระบุถึงแผนการในอนาคตที่อาจต้องพิจารณาระบบลงทะเบียนกลุ่มบุคคลที่ดำเนินกิจกรรมล็อบบี้ให้รัฐบาลต่างชาติ รวมถึงเป้าหมายสูงสุดในการจัดตั้ง “หน่วยงานข่าวกรองกรองภายนอกประเทศ” เป็นของตัวเอง โดยคาดว่าจะมีการจัดทำนโยบายเพื่อเสนอเป็นร่างกฎหมายต่อรัฐสภาอีกครั้งในสมัยประชุมสภาปี 2027.

ที่มา Kyodo / AFP

สหภาพแรงงานซัมซุง โหวตรับดีลขึ้นโบนัส แผนกชิปรับสูงสุดคนละ 13 ล้านบาท

สหภาพแรงงานซัมซุง โหวตรับดีลขึ้นโบนัส แผนกชิปรับสูงสุดคนละ 13 ล้านบาท

27 พ.ค. 2569 13:23 น.

สหภาพแรงงานซัมซุง โหวตรับดีลขึ้นโบนัส แผนกชิปรับสูงสุดคนละ 13 ล้านบาท

สหภาพแรงงานของ “ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์” มีมติเห็นชอบข้อตกลงค่าจ้างและโบนัสฉบับใหม่ ยุติแผนการประท้วงหยุดงานครั้งใหญ่ ส่งผลให้พนักงานฝ่ายชิปเตรียมรับโบนัสก้อนโตเป็นหุ้นบริษัท มูลค่าสูงสุดถึงคนละ 600 ล้านวอน (ราว 13 ล้านบาท) แต่ข้อตกลงนี้เริ่มส่อเค้าสร้างความไม่พอใจระหว่างแผนกอื่นที่ได้เงินน้อยกว่า

สหภาพแรงงานของบริษัท ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ เปิดเผยว่า สมาชิกสหภาพได้ลงคะแนนเสียงอนุมัติข้อตกลงร่วมฉบับใหม่กับฝ่ายบริหารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งข้อตกลงที่ให้ผลตอบแทนโบนัสประจำปีอย่างมหาศาลนี้ ช่วยคลายความกังวลของหลายฝ่ายเกี่ยวกับโอกาสที่จะเกิดการหยุดชะงักในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์โลก เนื่องจากความต้องการชิปสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ในการลงคะแนนเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ตลอด 6 วันที่ผ่านมา มีสมาชิกสหภาพแรงงานเข้าร่วมใช้สิทธิ์สูงถึง 95% โดย 73.7% จากผู้ลงคะแนนทั้งหมด 62,616 คนของสองสหภาพที่ใหญ่ที่สุดในบริษัท ได้ลงมติเห็นชอบข้อตกลงชั่วคราวดังกล่าว และในวันเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมลงนามในข้อตกลงอย่างเป็นทางการ โดยฝ่ายบริหารได้ให้คำมั่นที่จะร่วมมือกับสหภาพเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทในเวทีโลกต่อไป

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ฝ่ายบริหารและสหภาพแรงงานเผชิญหน้ากันมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เกี่ยวกับโครงสร้างโบนัสตามผลงานที่ผูกกับกำไรในธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI จนเกือบจะนำไปสู่การประท้วงหยุดงานนาน 18 วัน ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้เพียง 1 ชั่วโมงก่อนกำหนดเวลาเริ่มประท้วงเมื่อวันที่ 21 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งหากมีการประท้วงหยุดงานจริงจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ เนื่องจากเฉพาะซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ บริษัทเดียวมีสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) สูงถึง 12.5% และชิปหน่วยความจำก็คิดเป็น 35% ของยอดการส่งออกทั้งหมดของประเทศ

ภายใต้ข้อตกลงระยะยาว 10 ปีฉบับใหม่นี้ ซัมซุงจะจัดสรรโบนัสผลประกอบการพิเศษสำหรับแผนกเซมิคอนดักเตอร์คิดเป็น 10.5% ของกำไรจากการดำเนินงานของแผนกโดยไม่มีเพดานจำกัด และบวกเงินสดเพิ่มอีก 1.5% ซึ่งโบนัสพิเศษนี้จะจ่ายให้ในรูปแบบของ “หุ้นบริษัท” ตลอดระยะเวลาอย่างน้อย 10 ปี โดยผูกกับเป้าหมายที่ท้าทาย คือ แผนกชิปจะต้องทำกำไรจากการดำเนินงานประจำปีให้ได้มากกว่า 200 ล้านล้านวอน ในช่วงปี 2026-2028 และมากกว่า 100 ล้านล้านวอนในช่วงปี 2029-2035 โดยโบนัสก้อนนี้จะแบ่ง 40% ให้กับภาพรวมของแผนก และอีก 60% จะกระจายไปยังหน่วยธุรกิจย่อยแต่ละหน่วย

จากผลคาดการณ์ที่ว่ากำไรจากการดำเนินงานของซัมซุงอาจแตะระดับ 300 ล้านล้านวอนในปีนี้ ส่งผลให้พนักงานในแผนกชิปที่มีอยู่ราว 28,000 คน จากพนักงานทั้งหมด 125,000 คนในเกาหลีใต้ จะมีสิทธิ์ได้รับเงินโบนัสสูงถึงประมาณ 600 ล้านวอนต่อคน (ราว 13 ล้านบาท)

เงินโบนัสจำนวนมหาศาลนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยสกัดไม่ให้วิศวกรที่มีความสามารถไปทำงานในต่างประเทศ อย่างเช่นบริษัท เทสลา ในสหรัฐฯ เท่านั้น แต่มันยังสร้างปรากฏการณ์ทางสังคมในเกาหลีใต้อย่างมาก โดยก่อนหน้านี้พนักงานของบริษัทคู่แข่งอย่าง เอสเค ไฮนิกส์ (SK hynix) ได้รับโบนัสมากกว่าซัมซุงถึง 3 เท่าในปีที่แล้ว จนทำให้เสื้อแจ็กเก็ตปักโลโก้ SK hynix กลายเป็นไวรัลในโซเชียลมีเดียและถูกล้อเลียนว่าเป็น “ตั๋วทองคำ” ที่ใช้เดินเข้าชมบูติกหรูหรือเพิ่มโอกาสในการนัดเดต

สำนักข่าวยอนฮัปรายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจาก Sunoo บริษัทจัดหาคู่ชื่อดังระบุว่า ปัจจุบันงานที่ซัมซุงและเอสเค ไฮนิกส์ กลายเป็นสิ่งการันตีและช่วย “เพิ่มมูลค่าในตลาดการแต่งงาน” โดยดัชนีความน่าปรารถนาพุ่งสูงขึ้นจนไล่เลี่ยกับอาชีพดั้งเดิมที่ทรงเกียรติอย่างแพทย์และทนายความไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้กลับสร้างความตึงเครียดภายในองค์กรอย่างรุนแรง เนื่องจากทำให้เกิดช่องว่างและดึงความขัดแย้งระหว่างพนักงานในแผนกเซมิคอนดักเตอร์ที่มีกำไรสูง กับแผนกอื่น ๆ ที่กำไรทรงตัวหรือลดลง เช่น แผนกมือถือ แผนกจอภาพ และเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน

ล่าสุดเมื่อวันอังคาร สหภาพแรงงานขนาดเล็กที่เป็นตัวแทนของพนักงานนอกแผนกชิปได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอคุ้มครองชั่วคราวในการระงับข้อตกลงดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แผนกชิปอย่างไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ ความไม่พอใจยังลามไปยังบริษัทในเครือของซัมซุง เช่น Samsung Display, Samsung SDI และ Samsung Electro-Mechanics ที่จดทะเบียนแยกกันและได้โบนัสน้อยกว่ามาก ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ถือหุ้นรายย่อยบางส่วนก็แสดงความไม่พอใจและขู่จะดำเนินการทางกฎหมาย เนื่องจากมองว่าข้อตกลงนี้ไม่ผ่านความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้น

ยิ่งไปกว่านั้น การบรรลุข้อตกลงโบนัสของซัมซุงยังได้กลายเป็นชนวนกระตุ้นให้สหภาพแรงงานในภาคส่วนอื่น ๆ ของเกาหลีใต้ ตั้งแต่ไบโอเทคโนโลยี ยานยนต์ อู่ต่อเรือ ไปจนถึงอุตสาหกรรมไอที หันมาเรียกร้องขอส่วนแบ่งกำไรของบริษัทในรูปแบบของโบนัสที่สูงขึ้นตามไปด้วย จนทำให้เกิดการถกเถียงในระดับรัฐบาลว่า เม็ดเงินกำไรที่ได้จากยุค AI ควรจะถูกกระจายอย่างไร โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบประธานาธิบดีได้เสนอแนวคิด “เงินปันผลแห่งชาติ” เพื่อนำภาษีส่วนเกินจากธุรกิจ AI ไปสนับสนุนโครงการสวัสดิการสังคมแทนการกระจุกตัวอยู่แค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง.

ที่มา AFP / Yonhap

ตำรวจเกาหลีใต้จับกุมยูทูบเบอร์ดัง ใช้ AI ปลอมหลักฐานใส่ร้าย “คิม ซูฮยอน”

ตำรวจเกาหลีใต้จับกุมยูทูบเบอร์ดัง ใช้ AI ปลอมหลักฐานใส่ร้าย "คิม ซูฮยอน"

27 พ.ค. 2569 12:27 น.

ตำรวจเกาหลีใต้จับกุมยูทูบเบอร์ดัง ใช้ AI ปลอมหลักฐานใส่ร้าย “คิม ซูฮยอน”

ทางการเกาหลีใต้จับกุมยูทูบเบอร์ชื่อดัง เจ้าของช่อง Hover Lab หลังถูกกล่าวหาใช้เทคโนโลยี AI ปลอมแปลงเสียงและข้อความ เพื่อกล่าวหานักแสดงชื่อดัง “คิม ซูฮยอน” ว่าคบหากับนักแสดงสาวผู้ล่วงลับ “คิม แซรน” ตั้งแต่ยังเป็นผู้เยาว์ จนกระทบอาชีพและสภาพจิตใจของนักแสดงอย่างหนัก

ทางการเกาหลีใต้ได้ทำการจับกุมตัวยูทูบเบอร์ชื่อดัง จากการเผยแพร่ข้อมูลเท็จและปลอมแปลงหลักฐาน และหมิ่นประมาทด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จเกี่ยวกับพระเอกชื่อดัง “คิม ซูฮยอน” ซึ่งข่าวดังกล่าวได้ทำลายชื่อเสียงและทำให้เส้นทางอาชีพในวงการบันเทิงของนักแสดงหนุ่มต้องหยุดชะงักลง

โดยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (26 พ.ค.) ศาลแขวงกรุงโซลกลางได้อนุมัติหมายจับ “คิม เซอี”  ผู้ดำเนินรายการช่องยูทูบแนวคิดอนุรักษ์นิยมชื่อดังอย่าง “Hover Lab” ซึ่งมีผู้ติดตามเกือบ 1 ล้านคน เนื่องจากศาลกังวลว่าผู้ต้องหาอาจจะทำลายหลักฐานหรือหลบหนี

เจ้าหน้าที่ตำรวจและพนักงานอัยการระบุว่า คิมเซอี ได้ทำการบิดเบือนหลักฐานโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI สร้างคลิปเสียงปลอมของ “คิม แซรน” อดีตนักแสดงหญิงผู้ล่วงลับ เพื่อทำให้คนเชื่อว่าเธอเคยคบหาและมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับคิมซูฮยอนตั้งแต่เธอยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น รวมถึงปลอมแปลงภาพถ่ายหน้าจอ ข้อความแชตจากโทรศัพท์ของดาราสาว นอกจากนี้ยังกล่าวหาว่า คิมซูฮยอนได้กดดันเรื่องการชดใช้หนี้สินจนเป็นเหตุให้ดาราสาวตัดสินใจจบชีวิตตนเองในวัย 24 ปี เมื่อช่วงต้นปี 2025 ที่ผ่านมา ซึ่งข้อกล่าวหาทั้งหมดนี้ คิมซูฮยอน ได้ปฏิเสธมาโดยตลอด

ทางด้าน Gold Medalist บริษัทต้นสังกัดของคิมซูฮยอน ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันพุธระบุว่า “ในที่สุด ความจริงก็ได้รับการพิสูจน์แล้วผ่านกระบวนการทางกฎหมายและการตรวจสอบอย่างละเอียด ผลการสืบสวนยืนยันว่าข้อสงสัยและหลักฐานทั้งหมดที่ช่อง Hover Lab นำมาอ้างต่อคิมซูฮยอนนั้น ไม่มีมูลความจริง” พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่และแฟนคลับทุกคนที่เชื่อใจและอยู่เคียงข้างพระเอกหนุ่มมาโดยตลอด

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังระบุถึงตอนที่ คิมซูฮยอน เคยหลั่งน้ำตาในงานแถลงข่าวเมื่อเดือนมีนาคม 2025 โดยในตอนนั้นเขายอมรับว่าเคยคบหากับคิมแซรนเป็นเวลา 1 ปีจริง แต่เกิดขึ้นตอนที่เธอเป็นผู้ใหญ่แล้วเท่านั้น และเขาได้ลั่นวาจาไว้ว่า “ผมไม่ขอให้พวกคุณเชื่อผมในตอนนี้ แต่ผมจะพิสูจน์ตัวเองให้ได้” ซึ่งทางต้นสังกัดเผยว่า ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา พระเอกหนุ่มได้อุทิศตนเพื่อทำตามสัญญาที่ให้ไว้เพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งอนุมัติหมายจับ คิมเซอีได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวหน้าศาลโดยปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และอ้างว่าหมายจับดังกล่าวไม่ได้เรียบเรียงข้อเท็จจริงพื้นฐานอย่างถูกต้อง พร้อมประกาศว่าจะยื่นฟ้องกลับเจ้าหน้าที่ตำรวจและอัยการที่ขอหมายจับเขาในครั้งนี้ด้วย

รายงานจากสื่อท้องถิ่น “จุงอัง อิลโบ” เปิดเผยบันทึกของตำรวจระบุว่า ข้อกล่าวหาอันเป็นเท็จจากช่อง Hover Lab ได้ “ทำลายรากฐานทางสังคมและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในทุก ๆ ด้านของคิมซูฮยอน รวมถึงทำลายพื้นฐานการอยู่รอดในอาชีพการงานของเขาอย่างย่อยยับ” ยิ่งไปกว่านั้น ตำรวจยังเปิดเผยว่า ปัจจุบัน คิมซูฮยอน ยังคงต้องเข้ารับการรักษาบำบัดทางจิตจากผลกระทบของเหตุการณ์สะเทือนใจในครั้งนี้ด้วย

สำหรับช่อง Hover Lab ถือเป็นช่อง YouTube ที่มีประเด็นอื้อฉาวและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในเกาหลีใต้ โดยมักจะเน้นนำเสนอข่าววิเคราะห์การเมืองเชิงลึก และข่าวซุบซิบดาราในวงการบันเทิง ซึ่งศาลชี้ว่าพฤติกรรมในครั้งนี้มีโทษร้ายแรงทั้งในข้อหาหมิ่นประมาทและพยายามกรรโชกทรัพย์ และในเดือนมีนาคมปีที่แล้ว คิมซูฮยอนก็ได้ยื่นฟ้องดำเนินคดีอาญากับยูทูบเบอร์รายนี้ รวมถึงครอบครัวของดาราสาวผู้ล่วงลับฐานแจ้งความเท็จไปก่อนหน้านี้แล้วเช่นกัน.

ที่มา Yonhap / BBC

ดราม่าโรงแรมหรูอิตาลี นักท่องเที่ยวฟ้องโรงแรมไม่เสิร์ฟน้ำฟรี สุดท้ายศาลยกฟ้อง

ดราม่าโรงแรมหรูอิตาลี นักท่องเที่ยวฟ้องโรงแรมไม่เสิร์ฟน้ำฟรี สุดท้ายศาลยกฟ้อง

27 พ.ค. 2569 11:39 น.

ดราม่าโรงแรมหรูอิตาลี นักท่องเที่ยวฟ้องโรงแรมไม่เสิร์ฟน้ำฟรี สุดท้ายศาลยกฟ้อง

ศาลสูงสุดของอิตาลีพิพากษายกฟ้องโรงแรมหรูระดับ 5 ดาวในแคว้นโดโลไมต์ ชี้โรงแรมสามารถปฏิเสธการเสิร์ฟน้ำประปาฟรีและขายน้ำแร่ให้กับนักท่องเที่ยวได้ หลังนักท่องเที่ยวสาวฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงฤดูสกีปี 2019 ที่โรงแรมซาสซองเฮอร์ (Hotel Sassongher) ในเมืองคอร์วารา ทางตอนเหนือของอิตาลี โดยหญิงรายดังกล่าวยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายราว 2,700 ยูโร หรือกว่า 100,000 บาท อ้างว่าถูกละเมิดสิทธิผู้บริโภคและได้รับผลกระทบทางจิตใจ

เธอให้เหตุผลว่าน้ำเป็นทรัพยากรธรรมชาติและเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน พร้อมเปรียบเทียบว่า การมีน้ำดื่มให้บริการควรเป็นเรื่องพื้นฐานไม่ต่างจากเตียงที่มีผ้าปู หรือ สบู่ในห้องน้ำ

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาอิตาลีมีคำตัดสินยกฟ้อง โดยระบุว่ากฎหมายอิตาลีไม่ได้กำหนดให้ร้านอาหารหรือโรงแรมต้องบริการน้ำประปาฟรีแก่ลูกค้า และการจะเสิร์ฟหรือไม่ถือเป็นสิทธิในการตัดสินใจของแต่ละสถานประกอบการ

ซิลวิโอ เบลาร์ดี (Silvio Belardi) ทนายความของโรงแรมกล่าวว่า ศาลยืนยันอย่างชัดเจนว่าไม่มีข้อบังคับในการจัดหาน้ำประปาให้ลูกค้า

รายงานระบุว่า หญิงรายดังกล่าวเคยยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นในกรุงโรมมาก่อน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ โดยไม่มีการเปิดเผยชื่อหรือข้อมูลส่วนตัวของเธอ โดยคดีนี้ยังกลายเป็นประเด็นถกเถียงในอิตาลีเกี่ยวกับสิทธิผู้บริโภคและบริการพื้นฐานในธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร

ทั้งนี้ กฎหมายในอังกฤษและเวลส์จะมีความแตกต่างออกไป โดยสถานประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม มีหน้าที่ต้องบริการน้ำดื่มฟรีแก่ลูกค้าเมื่อมีการร้องขอ.

ที่มา :BBC

“คิม จองอึน” คุมเอง เกาหลีเหนือทดสอบเครื่องยิงขีปนาวุธน้ำหนักเบารุ่นใหม่-ขีปนาวุธนำวิถี AI

"คิม จองอึน" คุมเอง เกาหลีเหนือทดสอบเครื่องยิงขีปนาวุธน้ำหนักเบารุ่นใหม่-ขีปนาวุธนำวิถี AI

27 พ.ค. 2569 11:35 น.

“คิม จองอึน” คุมเอง เกาหลีเหนือทดสอบเครื่องยิงขีปนาวุธน้ำหนักเบารุ่นใหม่-ขีปนาวุธนำวิถี AI

เกาหลีเหนือประสบความสำเร็จในการทดสอบระบบเครื่องยิงขีปนาวุธเอนกประสงค์น้ำหนักเบารุ่นใหม่ พร้อมด้วยขีปนาวุธร่อนยุทธวิธีขับเคลื่อนด้วยระบบ AI โดยมี “คิม จองอึน” ร่วมสังเกตการณ์และควบคุมการทดสอบด้วยตนเอง

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) ของทางการเกาหลีเหนือรายงานว่า เกาหลีเหนือได้ทำการทดสอบระบบเครื่องยิงขีปนาวุธเอนกประสงค์น้ำหนักเบาที่พัฒนาขึ้นใหม่ รวมถึงระบบอาวุธขีปนาวุธร่อนยุทธวิธีหลายประเภท โดยมีนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของประเทศ ร่วมสังเกตการณ์และควบคุมการทดสอบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย

รายงานดังกล่าวมีขึ้นทำเนียบหลังจากที่กองทัพเกาหลีใต้ตรวจพบว่า เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธทิ้งตัวพิสัยใกล้ (CRBM) ซึ่งมีรัศมีทำการไม่เกิน 300 กิโลเมตร และจรวดปืนใหญ่หลายลูกจากบริเวณเมืองจงจู จังหวัดพยองอันเหนือ มุ่งหน้าสู่ทะเลเหลือง  โดยกองทัพเกาหลีใต้ระบุว่า ขีปนาวุธดังกล่าวบินเป็นระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร

สื่อเกาหลีเหนือระบุว่า การทดสอบเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (26 พ.ค.) เป็นส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนาการป้องกันประเทศระยะเวลา 5 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และประเมินอานุภาพของหัวรบภารกิจพิเศษของขีปนาวุธทิ้งตัวยุทธวิธี, ความแม่นยำของจรวดปืนใหญ่ขนาด 240 มิลลิเมตรที่ขยายระยะยิงไกลขึ้นด้วยระบบนำทางอัตโนมัติที่มีความแม่นยำสูง และความแม่นยำในการโจมตีด้วยระบบนำทางปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของขีปนาวุธร่อนยุทธวิธี

รายงานข่าวระบุว่า นายคิม จองอึน แสดงความพึงพอใจอย่างยิ่งต่อผลการทดสอบ พร้อมระบุว่านี่คือสัญญาณที่ชัดเจนของการยกระดับกองทัพและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ นอกจากนี้ ผู้นำเกาหลีเหนือยังได้กล่าวชื่นชมขีปนาวุธร่อนยุทธวิธีเป็นพิเศษ ซึ่งมีแผนจะนำไปประจำการในหน่วยปืนใหญ่ระยะไกลบริเวณชายแดนใต้ โดยขีปนาวุธนี้ได้รวมระบบนำทางที่หลากหลายเข้าด้วยกัน รวมถึงการทำแผนที่ภูมิประเทศและระบบล็อกเป้าหมายด้วย AI ทำให้สามารถโจมตีเป้าหมายใด ๆ ในระยะ 100 กิโลเมตรได้อย่างแม่นยำสูงสุด

คิม จองอึน กล่าวเสริมว่า “มันเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับปฏิบัติการของกองทัพเรา ที่จะต้องมีอานุภาพทำลายล้างที่รุนแรงพอที่จะทำให้กองกำลังใดก็ตามที่เผชิญหน้ากับเรา ไม่สามารถมีชีวิตรอดได้ในทางทฤษฎี โดยไม่ต้องพึ่งพาเรื่องของโชคชะตา” 

นอกจากนี้ ภาพถ่ายที่เผยแพร่โดยเคซีเอ็นเอเผยให้เห็นภาพขีปนาวุธพุ่งทะยานออกจากฐานยิงเคลื่อนที่ พร้อมเปลวเพลิงและกลุ่มควันหนาทึบพวยพุ่งรอบตัวรถ และอีกภาพหนึ่งเผยให้เห็นนายคิม จองอึน ยืนสั่งการอยู่ข้าง ๆ รถฐานยิงเคลื่อนที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูง

ฮง มิน นักวิเคราะห์จากสถาบันเพื่อการรวมชาติแห่งเกาหลีในกรุงโซล แสดงความเห็นว่าการทดสอบครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าเปียงยางมีเจตนาที่จะใช้งานระบบอาวุธดังกล่าวในสถานการณ์สงครามจริง โดยมันคือ “ระบบโจมตีที่แม่นยำแบบบูรณาการ” ที่ผสมผสานทั้งขีปนาวุธร่อน จรวดนำวิถีหลายลำกล้อง และขีปนาวุธทิ้งตัวเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นการเน้นย้ำถึงอาวุธตามแบบที่มีประสิทธิภาพสูง อัตโนมัติ ระยะไกล และสามารถโจมตีเกาหลีใต้ได้อย่างราบคาบโดยไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธนิวเคลียร์

การทดสอบร่วมกันของขีปนาวุธระยะใกล้และจรวดปืนใหญ่ในครั้งนี้ ถือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก และถูกมองว่าเป็นความพยายามของเกาหลีเหนือในการสาธิตขีดความสามารถที่จะโจมตีเป้าหมายโดยสามารถหลบเลี่ยงระบบป้องกันภัยทางอากาศได้ ทั้งนี้ การยิงขีปนาวุธดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกในรอบ 37 วัน และเป็นการทดสอบครั้งที่ 8 ของเกาหลีเหนือในปีนี้ โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 19 เมษายน เกาหลีเหนือเพิ่งทดสอบขีปนาวุธทิ้งตัวยุทธวิธีแบบพื้นสู่พื้นจากพื้นที่ซินโพเพื่อทดสอบหัวรบระเบิดลูกปราย

ขณะเดียวกัน เกาหลีใต้ก็ได้ประกาศแผนการเชิงรุก โดยนายอัน กยูแบก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้เปิดเผยว่า รัฐบาลมีแผนที่จะพัฒนาและต่อเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ โดยตั้งเป้าที่จะนำเข้าประจำการหลังช่วงปลายทศวรรษ 2030 เป็นต้นไป เพื่อตอบโต้ภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์และขีปนาวุธจากเกาหลีเหนือ เนื่องจากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์มีความสามารถในการกบดานอยู่ใต้น้ำได้เป็นระยะเวลานานและมีความคล่องตัวสูงกว่าเรือดำน้ำทั่วไป.

ที่มา Yonhap / AFP

ทำเนียบขาวสร้างเวทีแข่ง UFC กลางสนามหญ้า ฉลอง 250 ปีประกาศอิสรภาพสหรัฐฯ

ทำเนียบขาวสร้างเวทีแข่ง UFC กลางสนามหญ้า ฉลอง 250 ปีประกาศอิสรภาพสหรัฐฯ

27 พ.ค. 2569 11:09 น.

ทำเนียบขาวสร้างเวทีแข่ง UFC กลางสนามหญ้า ฉลอง 250 ปีประกาศอิสรภาพสหรัฐฯ

ทำเนียบขาวเริ่มก่อสร้างเวทีแข่งขัน UFC บริเวณสนามหญ้าด้านหน้า เตรียมจัดศึก “UFC Freedom 250” ฉลองครบรอบ 250 ปีการประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าจะเป็นอีเวนต์ UFC ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ทำเนียบขาวได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างกรงสังเวียนต่อสู้ของ UFC บนบริเวณสนามหญ้าทิศใต้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับงานเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ ที่จะจัดขึ้นในเดือนมิถุนายนนี้

โดยมีผู้พบเห็นคนงานกำลังประกอบโครงเหล็กรูปโดมและพื้นที่เวที ซึ่งเมื่อเทียบกับภาพจำลองออนไลน์แล้ว โครงสร้างนี้จะกลายเป็นสังเวียนรูปแปดเหลี่ยมที่ล้อมรอบด้วยรั้วตาข่ายลวด และมีที่นั่งชั่วคราวรองรับผู้ชมได้หลายพันที่นั่ง

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เคยกล่าวไว้ว่า โปรเจกต์นี้จะเป็น “อีเวนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” เท่าที่ UFC เคยจัดมา โดยจะเป็นการยก “อารีน่ามาไว้ที่บริเวณหน้าประตูบ้านของทำเนียบขาว”

ศึกครั้งนี้ใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า “UFC Freedom 250” มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 14 มิถุนายนนี้ โดยทาง UFC คาดว่าจะทุ่มงบประมาณสูงถึง 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการเนรมิตโปรเจกต์นี้ขึ้นมา แม้จะเป็นการโปรโมตในสเกลระดับยักษ์ใหญ่ แต่ไฮไลต์ของงานจะมีตารางการแข่งขันชิงแชมป์เพียงแค่ 2 คู่เท่านั้น

คู่แรกเป็นการพบกันระหว่าง อเล็กซ์ เปเรย์รา นักชกจากบราซิล จะดวลกับ ซีริล กาน จากฝรั่งเศส เพื่อชิงแชมป์เฉพาะกาลรุ่นเฮฟวี่เวต ส่วนอีกคู่คือ อิลียา โทปูเรีย ชาวจอร์เจีย จะขึ้นสังเวียนพบกับ จัสติน เกทจี แชมป์เฉพาะกาลคนปัจจุบันในรุ่นไลต์เวต

ดานา ไวต์ ประธานของ UFC เปิดเผยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่า จะมีผู้ชมราว 4,300 คน ได้รับสิทธิ์เข้าชมการแข่งขันแบบติดขอบสนามบนสนามหญ้าทิศใต้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบุคลากรจากกองทัพ นอกจากนี้ จะมีการแจกตั๋วเข้าชมฟรีอีก 85,000 ใบ ให้กับประชาชนทั่วไปเพื่อร่วมชมการถ่ายทอดสดผ่านจอใหญ่ ณ สวนสาธารณะดิ อิลลิปส์ ที่อยู่ใกล้เคียง โดย UFC ยืนยันว่าจะไม่มีการเปิดขายตั๋วแก่สาธารณชนทั่วไปในระบบปกติแต่อย่างใด

ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวถึงกระแสความต้องการตั๋วเข้าชมที่ล้นหลามว่า “ผมไม่เคยเห็นใครต้องการอะไรมากเท่ากับที่คนอยากได้ตั๋วพวกนี้เลย” 

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเสนอแพ็กเกจสำหรับแขก VIP ระดับกระเป๋าหนัก ซึ่งจะได้รับสิทธิ์พิเศษในการเข้าถึงพื้นที่ต่าง ๆ ในงาน แม้ทาง UFC จะไม่ได้ออกมายืนยันราคาอย่างเป็นทางการ แต่มีรายงานจาก แอเรียล เฮลวานี ผู้สื่อข่าวสายศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน (MMA) ชื่อดังระบุว่า แขก VIP อาจต้องควักกระเป๋าจ่ายสูงถึง 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

ขณะเดียวกัน ทาง TKO Group Holdings ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ UFC โดยประธาน มาร์ก ชาปิโร  ระบุว่า UFC จะไม่มีผลกำไรใด ๆ จากการจัดงานครั้งนี้ และมองว่าโชว์ดังกล่าวเป็นการ “ลงทุนในระยะยาว”

ที่ผ่านมา ทำเนียบขาวเคยถูกใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมกีฬาเพื่อสันทนาการมาบ้างแล้ว ทว่าศึก UFC ในครั้งนี้ จะถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการจัดแข่งขันกีฬาอาชีพในรูปแบบถ่ายทอดสดภายในอาณาเขตของทำเนียบขาว

การก่อสร้างสังเวียนนี้ถือเป็นหนึ่งในแผนงานปรับปรุงพื้นที่ทำเนียบขาวหลายโครงการภายใต้รัฐบาลของทรัมป์ โดยนับตั้งแต่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งที่ทำเนียบขาว เขาได้สั่งเพิ่มการตกแต่งด้วยสีทองในห้องทำงานรูปไข่ เทคอนกรีตทับสวนกุหลาบเพื่อทำเป็นพื้นที่ระเบียง นั่งเล่น ปรับปรุงห้องน้ำที่ติดกับห้องนอนลินคอล์น รวมถึงทุบตึกฝั่งตะวันออก เพื่อเคลียร์พื้นที่สำหรับสร้างห้องบอลรูมแห่งใหม่ด้วยเช่นกัน.

ที่มา BBC

วิกฤตโรคหัดบังกลาเทศ เด็กดับกว่า 500 รายในไม่กี่เดือน ติดเชื้อพุ่งกว่า 6 หมื่นราย

วิกฤตโรคหัดบังกลาเทศ เด็กดับกว่า 500 รายในไม่กี่เดือน ติดเชื้อพุ่งกว่า 6 หมื่นราย

27 พ.ค. 2569 10:27 น.

วิกฤตโรคหัดบังกลาเทศ เด็กดับกว่า 500 รายในไม่กี่เดือน ติดเชื้อพุ่งกว่า 6 หมื่นราย

บังกลาเทศเผชิญวิกฤตการระบาดของโรคหัดรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี หลังจำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งทะลุกว่า 60,000 ราย ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน และมีเด็กเสียชีวิตมากกว่า 500 คน ท่ามกลางปัญหาวัคซีนขาดแคลน

กระทรวงสาธารณสุขบังกลาเทศเปิดเผยว่า ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา จำนวนผู้ติดเชื้อโรคหัดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกรุงธากาและพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น ขณะที่หลายครอบครัวต้องพาลูกหลานเดินทางเข้าเมืองเพื่อหาที่รักษา เนื่องจากสถานพยาบาลท้องถิ่นไม่สามารถรองรับผู้ป่วยได้ 

องค์การยูนิเซฟ (UNICEF) ระบุว่าโรงพยาบาลหลายแห่งอยู่ในภาวะเกินขีดความสามารถ และต้องเร่งแยกผู้ป่วยเด็กเพื่อควบคุมการแพร่เชื้อ เนื่องจากโรคหัดเป็นโรคติดต่อที่แพร่กระจายได้ง่ายผ่านการไอและจาม โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีที่ยังไม่ได้รับวัคซีน

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การระบาดครั้งนี้เกิดจากหลายปัจจัยสะสม ทั้งช่องว่างการฉีดวัคซีนตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ความหนาแน่นของประชากร และความล่าช้าในการจัดซื้อวัคซีนของภาครัฐ

ยูนิเซฟเปิดเผยว่า หลังการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในปี 2024 รัฐบาลชั่วคราวได้เปลี่ยนแนวทางการจัดซื้อวัคซีน ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการสั่งซื้อ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการขาดแคลนวัคซีนในประเทศ

อย่างไรก็ตาม อดีตเจ้าหน้าที่รัฐบาลชั่วคราวออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว พร้อมยืนยันว่ากระบวนการจัดซื้อวัคซีนยังดำเนินต่อเนื่องตามปกติ

รัฐบาลบังกลาเทศได้เริ่มโครงการฉีดวัคซีนฉุกเฉินทั่วประเทศตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อเร่งควบคุมการระบาดและลดจำนวนผู้เสียชีวิต

แม้บางพื้นที่เริ่มมีสัญญาณว่าจำนวนผู้ติดเชื้อทรงตัว แต่ผู้เชี่ยวชาญยังคงกังวลว่า การเดินทางจำนวนมากในช่วงเทศกาลอีฎิ้ลอัดฮา อาจทำให้เชื้อโรคหัดแพร่กระจายไปยังพื้นที่ใหม่ ๆ ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ด้านกระทรวงสาธารณสุขบังกลาเทศยืนยันว่า ระบบสาธารณสุขของประเทศยังสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ และคาดว่าจำนวนผู้ติดเชื้อจะเริ่มลดลงในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า หลังประชาชนได้รับวัคซีนเพิ่มมากขึ้น.

ที่มา : BBC

สื่อลาวตีข่าว รองผู้ใหญ่บ้านในแขวงไซสมบูน แถลงขอโทษใช้คำไม่เหมาะสมแซะทีมกู้ภัยไทยช่วย 7ชีวิตติดถ้ำ

สื่อลาวตีข่าว รองผู้ใหญ่บ้านในแขวงไซสมบูน แถลงขอโทษใช้คำไม่เหมาะสมแซะทีมกู้ภัยไทยช่วย 7ชีวิตติดถ้ำ

27 พ.ค. 2569 10:18 น.

สื่อลาวตีข่าว รองผู้ใหญ่บ้านในแขวงไซสมบูน แถลงขอโทษใช้คำไม่เหมาะสมแซะทีมกู้ภัยไทยช่วย 7ชีวิตติดถ้ำ

รองผู้ใหญ่บ้านในไซสมบูนออกมาขอโทษ หลังโพสต์ข้อความถูกมองว่าไม่เหมาะสมต่อทีมกู้ภัยไทยที่เข้าช่วยภารกิจค้นหาชาวบ้าน 7 คน ติดถ้ำน้ำท่วมในเมืองล่องแจ้ง ท่ามกลางเสียงวิจารณ์หนักจากชาวลาวและไทย ขณะภารกิจกู้ภัยยังเดินหน้าต่อเนื่อง

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 นายสมชาย วิไลวง รองผู้ใหญ่บ้านในแขวงไซสมบูน ของลาว ออกมาขอโทษต่อสาธารณะ หลังโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับทีมกู้ภัยจากไทยที่เข้าร่วมภารกิจค้นหาชาวบ้าน 7 คน ซึ่งติดอยู่ภายในถ้ำที่ถูกน้ำท่วมในเขตเมืองล่องแจ้ง จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักทั้งในลาวและไทย

กระแสดราม่าเกิดขึ้นหลังนายสมชายแสดงความคิดเห็นใต้โพสต์ที่แชร์คำร้องขอความช่วยเหลือจากสมาคมอาสาสมัครลาว โดยระบุในลักษณะว่าทีมกู้ภัยไทยเข้ามาเองเพราะต้องการชื่อเสียง ซึ่งถ้อยคำที่ใช้ยังถูกมองว่าไม่ให้เกียรติอาสาสมัคร เนื่องจากใช้คำสรรพนามว่า “มัน” ่ซึ่งในภาษาลาวมักใช้กับสิ่งของหรือสัตว์ ทำให้หลายคนตีความว่าเป็นการดูหมิ่นผู้เข้าร่วมภารกิจ โดยข้อความนี้ถูกแชร์ออกไปอย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์ ก่อนเกิดเสียงวิจารณ์ตามมาเป็นวงกว้าง

ต่อมาในวันที่ 26 พฤษภาคม นายสมชายเผยแพร่วิดีโอผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว กล่าวขอโทษต่อสังคมและอาสาสมัครกู้ภัยทุกฝ่าย พร้อมยอมรับว่าความเห็นของเขาเกิดจากความเข้าใจไม่ครบถ้วน และสร้างผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้อง พร้อมยืนยันสนับสนุนทุกหน่วยงานที่กำลังช่วยเหลือชาวบ้านให้ออกจากถ้ำอย่างปลอดภัย และจะระมัดระวังไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้อีก

ขณะเดียวกัน ปฏิบัติการค้นหายังคงดำเนินต่อเนื่อง หลังชาวบ้านทั้ง 7 คนติดอยู่ภายในถ้ำตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม จากฝนตกหนักที่ทำให้น้ำไหลเข้าท่วมปากถ้ำ โดยปฏิบัติการครั้งนี้มีหลายฝ่ายเข้าร่วม ทั้งทีมอาสาสมัครลาว นักดำน้ำจากลาวและไทย เจ้าหน้าที่แพทย์ รวมถึงชาวบ้านในพื้นที่ โดยมีทางการแขวงไซสมบูนดูแลการประสานงานด้านสถานที่ ทีมแพทย์ และความปลอดภัย จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถติดต่อชาวบ้านทั้ง 7 คนได้ และภารกิจค้นหายังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางความหวังว่าจะสามารถเข้าถึงจุดที่คาดว่าทั้งหมดติดอยู่ภายในถ้ำได้ในเร็วที่สุด.

ที่มา The Laotian Times

นาซาเลือก “บลู ออริจิน” และบริษัทอวกาศเอกชนหลายราย ร่วมภารกิจพัฒนายานสำรวจ-โดรนบนดวงจันทร์

นาซาเลือก "บลู ออริจิน" และบริษัทอวกาศเอกชนหลายราย ร่วมภารกิจพัฒนายานสำรวจ-โดรนบนดวงจันทร์

27 พ.ค. 2569 09:03 น.

นาซาเลือก “บลู ออริจิน” และบริษัทอวกาศเอกชนหลายราย ร่วมภารกิจพัฒนายานสำรวจ-โดรนบนดวงจันทร์

นาซาประกาศมอบสัญญามูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ให้บริษัทอวกาศเอกชนหลายแห่ง รวมถึงบริษัท บลู ออริจิน ของมหาเศรษฐี เจฟฟ์ เบซอส เพื่อพัฒนายานลงจอด รถสำรวจ และโดรนสนับสนุนภารกิจสำรวจดวงจันทร์

นาซาประกาศมอบสัญญามูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ให้บริษัทอวกาศเอกชนหลายแห่ง รวมถึงบริษัท บลู ออริจิน ของมหาเศรษฐี เจฟฟ์ เบซอส เพื่อพัฒนายานลงจอด รถสำรวจ และโดรน สนับสนุนภารกิจสำรวจดวงจันทร์ในอนาคต

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ นาซา ประกาศมอบสัญญามูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ให้บริษัทอวกาศเอกชนหลายแห่ง เพื่อสนับสนุนภารกิจสำรวจดวงจันทร์ ภายใต้โครงการ “อาร์เทมิส” (Artemis)   ได้แก่  บริษัท แอสโทรแล็บ (Astrolab) ได้รับสัญญามูลค่า 219 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8,000 ล้านบาท เพื่อสร้างและส่งมอบยานสำรวจพื้นผิวดวงจันทร์ ขณะที่บริษัท ลูนาร์ เอาต์โพสต์ (Lunar Outpost) ได้รับสัญญาอีก 220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับพัฒนายานลักษณะเดียวกัน ด้าน บลู ออริจิน ได้รับสัญญามูลค่า 188 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อขนส่งยานสำรวจเหล่านี้ไปยังพื้นผิวดวงจันทร์ ผ่านยานลงจอดไร้มนุษย์รุ่น “มาร์ก 1” (Mark 1)

โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนระยะยาวของนาซาในการขยายขอบเขตการสำรวจอวกาศของมนุษยชาติ และเตรียมความพร้อมสำหรับภารกิจอวกาศห้วงลึกในอนาคต

นอกจากนี้ นาซายังคัดเลือกบริษัท ไฟร์เออร์ฟลาย แอโรสเปซ (Firefly Aerospace) ให้พัฒนายานอวกาศสำหรับขนส่งโดรนจากวงโคจรของโลกไปยังดวงจันทร์ ภายใต้ภารกิจ “MoonFall” ซึ่งมีกำหนดปล่อยตัวในปี 2571

แผนอาร์เทมิสฉบับปรับปรุง ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในสมัยแรกของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) มุ่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานและฐานปฏิบัติการบนดวงจันทร์ เพื่อรองรับการอยู่อาศัยและการสำรวจระยะยาว

ก่อนหน้านี้ นาซาเพิ่งปล่อยภารกิจอาร์เทมิส 2 เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยส่งนักบินอวกาศ 4 คน โคจรรอบดวงจันทร์และเดินทางกลับโลก ถือเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญ ก่อนการส่งมนุษย์ลงจอดบนดวงจันทร์อีกครั้งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2515.

ที่มา :channelnewsasia