‘เอส สไปน์’ มั่นใจเทคนิคการรักษา เดินหน้าสู่ Medical Hub เต็มรูปแบบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/764457

‘เอส สไปน์’ มั่นใจเทคนิคการรักษา เดินหน้าสู่ Medical Hub เต็มรูปแบบ

‘เอส สไปน์’ มั่นใจเทคนิคการรักษา เดินหน้าสู่ Medical Hub เต็มรูปแบบ

วันจันทร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

โรงพยาบาลเอส สไปน์ แอนด์ เนิร์ฟ ชูนวัตกรรมเฉพาะทางและทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกสันหลังและระบบประสาท มุ่งสร้างผลการรักษาที่ยั่งยืน เดินหน้าขยายฐานสู่ต่างชาติ ขานรับนโยบายเทรนด์การแพทย์สมัยใหม่ นำไทยสู่ Medical Hubเต็มรูปแบบ

โรงพยาบาลเอส สไปน์ แอนด์ เนิร์ฟ โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ที่มีอาจารย์แพทย์จาก
ต่างชาติร่วมเป็นพันธมิตร ซึ่งล้วนมีความเชี่ยวชาญและข้อมูลเชิงลึกในด้านการรักษาโรคหมอนรองกระดูก นำโดย นายแพทย์ดิตถพงษ์ บุญอำพล ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ได้เข้าร่วมงาน Oman Health Exhibition & Conference ณ รัฐสุลต่านโอมาน ซึ่งเป็นงานประจำปีระดับนานาชาติ ที่จัดแสดงนวัตกรรม เทคโนโลยีด้านสุขภาพและการแพทย์โดยธีมการจัดงานในปี 2023 นี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ด้านสุขภาพในปี 2050 ของรัฐบาลโอมานที่มุ่งเป้าจัดการกับความท้าทายตลอดจนการหารือเกี่ยวกับความคิดริเริ่มในการปรับปรุงด้านสุขภาพและการแพทย์

นพ.ดิตถพงษ์ บุญอำพล

ภายในงาน นายแพทย์ดิตถพงษ์ บุญอำพล ได้นำทีมแพทย์และบุคลากรเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังไปให้คำแนะนำ และตรวจอาการของผู้ที่เข้ามาร่วมงาน พร้อมวางแผนการรักษาสำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลังอันเกิดมาจากโรคที่เกี่ยวกับกระดูกสันหลัง อีกทั้ง ยังได้นำนวัตกรรมการปรึกษาผ่านระบบทางไกลแบบ VR Telemedicine สาธิตให้กับผู้ที่สนใจได้ทดลองพูดคุยกับแพทย์เสมือนกับได้นั่งตรวจอยู่ในที่เดียวกัน

นอกจากนี้ โรงพยาบาลเอส สไปน์แอนด์ เนิร์ฟ ยังได้จัดกิจกรรมพิเศษโดยการเปิดบ้านต้อนรับคณะแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังจากประเทศอินเดีย และอินโดนีเซีย ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการศึกษาดูงานการผ่าตัดกระดูกสันหลังด้วยกล้องเอ็นโดสโคปแบบครบวงจร ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นในการส่งเสริมความร่วมมือทางการแพทย์ และการพัฒนาความชำนาญ แบ่งปันเทคนิคในด้านการผ่าตัดกระดูกสันหลังโดยใช้กล้องเอ็นโดสโคปให้แก่นานาชาติ โดย นายแพทย์เมธี ภัคเวช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกสันหลัง ได้เผยเทคนิคการรักษาผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลังผ่านกล้องเอ็นโดสโคป อาทิ การรักษาหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนคอทับเส้นประสาทด้วยเทคนิค PSCD,การรักษากระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท ด้วยเทคนิค Full Endo TLIF และการรักษาหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท หรือโรคโพรงประสาทตีบแคบ ด้วยเทคนิค PSLD เป็นต้น ให้กับคณะแพทย์จากทั้งสองประเทศ

อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลเอสสไปน์ แอนด์ เนิร์ฟ ยังมีจุดแข็งในเรื่องของการรักษาโรคที่เกี่ยวกับกระดูกสันหลังและระบบประสาทที่เชี่ยวชาญ เพราะเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยทั้งในส่วนของทีมงาน นวัตกรรมใหม่ๆ เทคโนโลยีที่ทันสมัยครบวงจร พร้อมที่จะช่วยส่งเสริมการเป็น Medical Hub สะท้อนจากความมีชื่อเสียงในด้านคุณภาพการรักษา จนเป็นที่ยอมรับจากนานาชาติ ทั้งนี้ ผู้ปัญหาสุขภาพด้านกระดูกสันหลังและระบบประสาท สามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่โทร.02-0340808

‘ไทยเบฟ’สานต่อปณิธานแห่งการ‘ให้’ ส่งมอบ‘ผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก’ปีที่ 24

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/764437

‘ไทยเบฟ’สานต่อปณิธานแห่งการ‘ให้’  ส่งมอบ‘ผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก’ปีที่ 24

‘ไทยเบฟ’สานต่อปณิธานแห่งการ‘ให้’ ส่งมอบ‘ผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก’ปีที่ 24

วันจันทร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)ตอกย้ำแนวคิด BEYOND THE GREEN BLANKET… A SUSTAINABLE COMMUNITY OF GIVING “มากกว่าความอบอุ่น คือสังคมแห่งการให้ที่ยั่งยืน” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 24 ด้วยการผสานความร่วมมืออย่างต่อเนื่องกับกระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมด้วยเครือข่ายพันธมิตรภาครัฐ และภาคเอกชน จัดพิธีส่งมอบ “ผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก” (Eco Friendly Blanket) พร้อมเตรียมออกเดินทางสร้างรอยยิ้มและไออุ่นไปยังพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยครอบคลุมพื้นที่15 จังหวัด ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ, อุบลราชธานี, ร้อยเอ็ด, มุกดาหาร,กาฬสินธุ์, มหาสารคาม, เชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน, ลำปาง, แม่ฮ่องสอน, นครสวรรค์ และกำแพงเพชร

ฐาปน สิริวัฒนภักดี กก.ผอ.ใหญ่ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ

พิธีส่งมอบผ้าห่มครั้งนี้ ฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟ เวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ขอบพระคุณกระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และเครือข่ายพันธมิตรทุกภาคส่วนที่อยู่เคียงข้าง โครงการ “ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว” มาอย่างยาวนานนับเป็นเวลา 24 ปี ดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้สานต่อปณิธานแห่งการ “ให้” ของท่านประธานและท่านรองประธานคุณเจริญ-คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี ที่ท่านได้กล่าวไว้ว่า“คนไทย ให้กันได้” และได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ โครงการ “ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว” ที่ได้ส่งมอบให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อช่วยบรรเทาความหนาวเย็นปีละจำนวน 200,000 ผืน ด้วยความมุ่งมั่น และเต็มเปี่ยมด้วยหัวใจแห่งการ “ให้” ตลอดมานับตั้งแต่ปี 2543

สุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ประธานในพิธีรับมอบผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก ในโครงการ “ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว” ปีที่ 24 จำนวน 2 แสนผืน จาก ฐาปน สิริวัฒนภักดี กก.ผอ.ใหญ่ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ โดยมี รัฐพล นราดิศร รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมด้วย อภิชาติ โตดิลกเวชช์, อดิศักดิ์ เทพอาสน์ และ อาทิตย์ บุญญะโสภัต ร่วมพิธี

จนถึงวันนี้ โครงการ “ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว” ได้ส่งมอบผ้าห่มผืนเขียวไปยังพี่น้องผู้ประสบภัยให้ได้ห่มคลุมคลายหนาวแล้ว จำนวน 4,800,000 ผืน ไปพร้อมกับการลงพื้นที่เข้าถึงชุมชนเพื่อให้ความช่วยเหลือ และสนับสนุนด้านต่างๆ ทั้งในด้านของสิ่งแวดล้อม สังคม รวมถึงการพัฒนาด้านการศึกษา กีฬา และสาธารณสุข อีกทั้งยังได้แผ่ขยายการแบ่งปันให้ก่อเกิดเป็นพลังแห่งความร่วมมือของพันธมิตรทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนที่เข้ามามีส่วนร่วมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องที่สะท้อนให้เห็นว่า มากกว่าความอบอุ่นคือสังคมแห่งการ “ให้” ที่ยั่งยืน

ไทยเบฟ ยังมุ่งมั่นในการดำเนินงานตามแนวทางการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนเพื่อขับเคลื่อน โครงการ “ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว” ด้วยการสร้างพลังความร่วมมือของทุกคนในสังคมให้ตระหนัก และใส่ใจในสิ่งแวดล้อม พร้อมรณรงค์ให้ความรู้เรื่องการคัดแยกขยะในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อเป็นการปลูกจิตสำนึกให้ทุกคนปรับเปลี่ยนและ “ลงมือทำ”ด้วยการคัดแยกบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค ซึ่งการนำขวดพลาสติก PET จำนวน 38 ขวด มาเข้าสู่กระบวนการรีดเส้นใย rPET ก็สามารถถักทอให้กลายมาเป็น “ผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก”(Eco Friendly Blanket)” ได้จำนวน 1 ผืน และสามารถนำขวดบรรจุภัณฑ์พลาสติกกลับมาสู่กระบวนการรีไซเคิล ได้ปีละจำนวน 7,600,000 ขวด เพื่อที่จะนำมาผลิตผ้าห่มได้มากถึงจำนวน 200,000 ผืนต่อปี จนถึงวันนี้เราได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ที่สามารถนำขวดพลาสติกกลับมาสู่กระบวนการรีไซเคิลได้แล้วทั้งสิ้น 30,400,000 ขวด ที่ได้ถักทอความอบอุ่นมาเป็น “ผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก” ที่ได้ส่งมอบไปยังพี่น้องผู้ประสบภัยหนาวแล้วได้มากถึง จำนวน 800,000 ผืน

ไทยเบฟ สรรสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน พร้อมมุ่งมั่นขับเคลื่อน “โครงการไทยเบฟ…รวมใจ ต้านภัยหนาว” เพื่อสานต่อปณิธานแห่งการ “ให้” และการส่งต่อเพื่อสังคมแห่งการ “ให้” ที่ยั่งยืนต่อไป

ลัมโบร์กินี ฉลอง 60 ปี จัดโร้ดทริปครั้งแรกในเซาท์อีสต์เอเชีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/764472

ลัมโบร์กินี ฉลอง 60 ปี จัดโร้ดทริปครั้งแรกในเซาท์อีสต์เอเชีย

ลัมโบร์กินี ฉลอง 60 ปี จัดโร้ดทริปครั้งแรกในเซาท์อีสต์เอเชีย

วันจันทร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ลัมโบร์กินี จัดกิจกรรมโร้ดทริปครั้งยิ่งใหญ่ “LAMBORGHINI ESPERIENZA GIRO” ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรก เปิดตัวอีเวนต์สุดอลังการด้วยขบวนลัมโบร์กินีซูเปอร์สปอร์ตและซูเปอร์เอสยูวี มากกว่า 40 คัน พร้อมอวดสุดยอดสมรรถนะใน 3 ประเทศทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย

งานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปีของออโตโมบิลี ลัมโบร์กินี ได้นำลูกค้าคนสำคัญมากกว่า 100 คน จาก
ทั่วภูมิภาคร่วมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟสัมผัสประสบการณ์อันน่าดื่มด่ำในแบบฉบับลัมโบร์กินี ตลอด 3 วัน จากเมืองปีนัง ฉายาไข่มุกงามแห่งโลกตะวันออกสู่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงของประเทศมาเลเซีย พร้อมการดูแลต้อนรับระดับพรีเมียม เพื่อให้เพลิดเพลินกับการขับขี่แบบพาโนรามาอันน่าตื่นตาตื่นใจ เพลิดเพลินไปกับอาหารและค็อกเทลเลิศรสมากมายที่ได้รับการจัดอันดับจากมิชลิน ก่อนเดินทางเข้าสู่ที่พักสุดหรู
ระดับห้าดาวที่คัดสรรมาอย่างดีเยี่ยม

เส้นทางโร้ดทริปเริ่มต้นจากปีนัง เมืองที่รายล้อมด้วยมรดกทางวัฒนธรรมอันงดงาม และเดินทางต่อไปยังเมืองอิโปห์ในวันที่สอง เพื่อไปเยือนโอเอซิสที่แสนสงบ งดงามด้วยน้ำพุร้อนธรรมชาติ ภูผาถ้ำ และสวนสวยอันเขียวชอุ่ม จากนั้นเดินทางต่อไปยังเก็นติ้งไฮแลนด์ ซึ่งโอบล้อมด้วยภูมิทัศน์ภูเขาอันยิ่งใหญ่ตระการตาพร้อมโปรแกรมความบันเทิงที่สนุกสนานมากมาย การเดินทางสิ้นสุดลงที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ศูนย์กลางที่เปี่ยมด้วยสีสันอันมีชีวิตชีวาของมาเลเซีย สัมผัสเสน่ห์ของเมืองหลวงที่หลอมรวมประเพณีวัฒนธรรมและนวัตกรรมได้อย่างมีเอกลักษณ์ บอกเล่าเรื่องราวการพัฒนาจากอาณานิคมในอดีตกาล สู่มหานครอันทันสมัยในปัจจุบัน

ในคืนที่สองของการเดินทางผู้ร่วมกิจกรรมโร้ดทริปได้ร่วมงานเปิดตัวผลงานศิลปะ “Weaving The Future” ซึ่งสร้างสรรค์โดย มิเชล
ยัป ศิลปินและประติมากรระดับนานาชาติ เพื่อร่วมฉลอง 60 ปี การก่อตั้งบริษัท ออโตโมบิลี ลัมโบร์กินี ซึ่งได้นำเสนอการผสมผสานงานช่างฝีมือชาวมาเลเซียเข้ากับอนาคตอันล้ำสมัยของลัมโบร์กินี โดยผลงาน Lamborghini Revuelto ของยัป เป็นรถยนต์ไฟฟ้าเครื่องยนต์ V12 สมรรถนะสูง (PHEV) รุ่นแรกของแบรนด์ได้ประยุกต์ใช้ไฟสี LED รวมถึงเทคนิคการทอแบบดั้งเดิมของชนเผ่าพื้นเมืองในมาเลเซีย เพื่อนำเสนอภาพลักษณ์ยานยนต์อันโดดเด่นที่แฝงไปด้วยความหมาย ประวัติศาสตร์ และอนาคตได้อย่างกลมกลืน สะท้อนให้เห็นถึงวิวัฒนาการของลัมโบร์กินีตลอดระยะเวลา 6 ทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ทั้งในด้านนวัตกรรม ดีไซน์การออกแบบ และสมรรถนะการขับขี่ที่เป็นเลิศ

มร.ฟรานเชสโก้ สคาร์ดาโอนี่ ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี กล่าวว่า“กิจกรรม Esperienza Giro ทุกครั้งถือเป็นประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมสำหรับลูกค้าของเรา ซึ่งผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำเสนอกิจกรรมสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรกในปีนี้ พร้อมกับร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จครบรอบ 60 ปีของแบรนด์ร่วมกับเจ้าของรถยนต์ลัมโบร์กินีจากประเทศต่างๆ เราภาคภูมิใจที่ได้มอบประสบการณ์การขับขี่และกิจกรรมสุดประทับใจเหนือระดับด้วยไลฟ์สไตล์ในแบบฉบับลัมโบร์กินีที่แท้จริง ซึ่งขอให้ลูกค้าของเราติดตามกิจกรรมดีๆ เช่นนี้ได้อีกในอนาคต”

หนุน‘รพ.ราชพิพัฒน์’หน่วยเก็บ‘DNA’ ช่วย‘คนไทยมีปัญหาทางทะเบียน’เข้าถึงสิทธิ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/764449

หนุน‘รพ.ราชพิพัฒน์’หน่วยเก็บ‘DNA’  ช่วย‘คนไทยมีปัญหาทางทะเบียน’เข้าถึงสิทธิ

หนุน‘รพ.ราชพิพัฒน์’หน่วยเก็บ‘DNA’ ช่วย‘คนไทยมีปัญหาทางทะเบียน’เข้าถึงสิทธิ

วันจันทร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

กรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมด้วย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และหน่วยงานภาคีเครือข่าย หนุน “โรงพยาบาลราชพิพัฒน์” เป็นเป็นหน่วยเก็บสิ่งส่งตรวจสารพันธุกรรม (DNA) โซนธนบุรี พื้นที่ กทม. เพื่อพัฒนาการเข้าถึงบริการระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ให้กับกลุ่มคนไทยที่มีปัญหาสิทธิสถานะในพื้นที่ กทม. โดยจัดพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ ไปเมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2566 ที่ผ่านมา

รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า เดิมทีในการพิสูจน์ตัวตนนั้น ประชาชนอาจจะต้องกลับไปดำเนินการตามภูมิลำเนาเดิม แต่ปัจจุบันกรมการปกครองได้อำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถพิสูจน์ตัวตนในพื้นที่ กทม. ได้ ผ่านหน่วยตรวจ DNA ใน กทม. ที่มี 2 แห่ง คือ 1.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งให้บริการทั้งในรูปแบบเดินทางเข้ามาตรวจที่สถาบัน กับรูปแบบการลงพื้นที่หรือใช้เครือข่ายหน่วยเก็บสิ่งส่งตรวจส่งให้สถาบันฯ กับ 2.โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งให้บริการตรวจที่โรงพยาบาลเท่านั้น

“ในวันนี้ทาง กทม. เราได้ทำการ Kick off ให้โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ เป็นหน่วยเก็บสิ่งส่งตรวจให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งถือเป็นแห่งแรกในพื้นที่ กทม. ที่จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับการพิสูจน์ตัวตน โดยเฉพาะประชาชนที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียนในโซนธนบุรี ซึ่งหวังว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสให้คนกลุ่มนี้ได้เข้ารับการพิสูจน์ตัวตน เพื่อให้ได้รับบัตรประชาชน และสามารถมีสิทธิเข้ารับบริการสุขภาพได้เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป” รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าว

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า สิทธิบัตรทองถือเป็นกลไกหลักของประเทศไทยที่ช่วยดูแลประชาชนให้เข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นอย่างครอบคลุมและทั่วถึง อย่างไรก็ตามยังคงมีประชากรจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถเข้าถึงสิทธินี้ได้ อันเนื่องมาจากการมีปัญหาสถานะทางทะเบียน ด้วยปัจจัยสาเหตุต่างๆ เช่น ไม่ได้รับแจ้งเกิดเอกสารบุคคลสูญหาย เป็นต้น ส่งผลให้ไม่มีเลขบัตรประชาชน 13 หลัก จึงไม่สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานได้เฉกเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป

ซึ่งบุคคลที่มีปัญหาสถานะเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเปราะบาง กลุ่มคนไร้บ้าน กลุ่มคนไร้สิทธิ ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันแก้ปัญหาเพื่อให้คนเหล่านี้ได้รับการคุ้มครองสิทธิ โดยนำมาสู่การลงนามบันทึกความร่วมมือ “การดำเนินงานพัฒนาการเข้าถึงสิทธิหลักประกันสุขภาพของคนไทยที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน” ระหว่าง9 หน่วยงาน ตั้งแต่วันที่ 8 ก.ค. 2563 เพื่อเชื่อมโยงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ และบูรณาการพัฒนาระบบข้อมูลของคนไทยที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียนร่วมกัน

“9 หน่วยงาน ที่ลงนามบันทึกความร่วมมือดังกล่าว ประกอบด้วย กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กทม. สสส. สปสช. องค์การแพลน อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และ มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย โดยที่ผ่านมาหน่วยงานทั้ง 9 ต่างขับเคลื่อนการดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่และภารกิจของแต่ละแห่งเพื่อแก้ปัญหาสิทธิของคนไทยที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน” รองเลขาธิการ สปสช. ระบุ

พญ.ปานใจ โวหารดี ผู้อำนวยการกองนิติวิทยาศาสตร์บริการ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า กระบวนการพิสูจน์และสืบข้อมูลบุคคลที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน สำหรับในพื้นที่ กทม. นั้นทางเจ้าหน้าที่เขตจะทำการพูดคุยและรวบรวมหลักฐานที่มี หรือที่สำนักงานเขตหาได้ ซึ่งหากการพิสูจน์ผ่านไปได้ด้วยดี ก็จะนำไปสู่การทำบัตรประชาชนและสามารถใช้สิทธิต่างๆ ได้ทันที แต่หากกรณีที่มีหลักฐานไม่มากเพียงพอ ตามระบบจะมีการเก็บสิ่งส่งตรวจสารพันธุกรรม หรือ DNA เป็นอีกช่องทางในการพิสูจน์ตัวตน

“การตรวจ DNA จะเป็นขั้นตอนที่ช่วยพิสูจน์ทราบจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถออกบัตรให้กับผู้ที่เข้ารับการตรวจได้ หากพบความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับผู้ที่มีสัญชาติไทย ซึ่งกระบวนการเข้ารับการตรวจนั้น จะดำเนินการร่วมกับโรงพยาบาลในพื้นที่ที่เข้าร่วม โดยที่ประชาชนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด” พญ.ปานใจ กล่าว

นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ผู้ที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน
นับเป็นหนึ่งในประชากรกลุ่มเฉพาะที่ สสส. ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิสูจน์สัญชาติเพื่อให้เกิดการเข้าถึงสิทธิ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การส่งเสริมสุขภาวะด้านอื่นๆ โดยบทบาทของสสส. จะเข้าไปสนับสนุนองค์ความรู้ การพัฒนาต้นแบบ กระบวนการแก้ไขปัญหาคนไทยที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายในการช่วยเหลือให้คนไทยเหล่านี้ได้เข้าถึงการมีสุขภาวะที่ดี

“ที่ผ่านมาเราเป็นส่วนหนึ่งที่ได้หนุนเสริมให้กระบวนการพิสูจน์สัญชาติมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น เอื้อให้เกิดการเก็บข้อมูลที่แม่นยำขึ้น และสนับสนุนหลายองค์กรในการทำข้อมูลของกลุ่มคนไร้สัญชาติเพื่อให้เกิดเป็นองค์ความรู้ และสนับสนุนในด้านต่างๆ ซึ่งการ Kick off หน่วยเก็บ DNA เพิ่มขึ้นในพื้นที่ กทม. นี้จะช่วยให้กระบวนการพิสูจน์สัญชาติและคืนสิทธิ์นี้สามารถทำได้มากขึ้นอีกระดับ” ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

‘เอลนีโญ’พลังบวก‘ผันนํ้ายวม’เติมเขื่อนภูมิพล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/764451

‘เอลนีโญ’พลังบวก‘ผันนํ้ายวม’เติมเขื่อนภูมิพล

‘เอลนีโญ’พลังบวก‘ผันนํ้ายวม’เติมเขื่อนภูมิพล

วันจันทร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)” หรือ “ภาวะโลกร้อน” ที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบทำให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง น้ำท่วม แผ่นดินไหวดินถล่ม และภัยธรรมชาติอื่นๆ ที่รุนแรงและถี่ขึ้น พื้นที่ที่ไม่เคยประสบภัยก็ประสบภัยทางธรรมชาติ เช่น หายนะที่เกิดจากน้ำท่วมประเทศลิเบีย ภัยแล้งคุกคามยุโรปแม่น้ำไรน์ตื้นเขินจนถึงจุดวิกฤต

ธารน้ำแข็งของเทือกเขาแอลป์และธารน้ำแข็งอีกหลายแห่งละลายตัวและหดสั้นลง แผ่นดินไหวรุนแรงที่ตุรกีและซีเรีย ผู้เสียชีวิตกว่า 40,000 รายไฟไหม้ป่าที่มลรัฐฮาวาย น้ำท่วมนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ภัยแล้งรุนแรงในทวีปอเมริกาใต้ เป็นต้น ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ (El Nino)” ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยขณะนี้ เป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่มีผลมาจากภาวะโลกร้อนเช่นกัน ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น ฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ทั้งที่ในปี 2565ที่ผ่านมาเกิดปรากฏการณ์ “ลานีญา (La Nina)” ฝนตกมากกว่าค่าปกติ เรียกว่า เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมืออย่างรวดเร็ว

ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน

อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ว่า ฝนจะไม่ตกในฤดูฝน ฝนก็ตกปกติ เนื่องจากประเทศไทยภูมิประเทศตั้งอยู่ในเขตมรสุม ทำให้ในบางพื้นที่ฝนตกหนักเกิดภาวะน้ำท่วมด้วยซ้ำ ส่งผลดีต่อปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำต่างๆ ที่มีปริมาณน้ำเก็บกักไว้เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่จะมีปริมาณน้ำต้นทุนรับมือฤดูแล้งปี 2566/67 และสภาวะเอลนีโญที่เกิดขึ้น ถึงกระนั้น เมื่อพิจารณาเฉพาะ “ลุ่มเจ้าพระยา” ซึ่งเป็น “อู่ข้าวอู่น้ำ” และพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศแล้ว

ปริมาณน้ำต้นทุนของเขื่อนหลักขนาดใหญ่ 4 แห่ง คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์แล้ว ปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างน้อย กรมชลประทานได้คาดการณ์ว่า หลังสิ้นสุดฤดูฝน ณ วันที่1 พ.ย. 2566 จะมีปริมาณน้ำที่ใช้การได้รวมกันประมาณ 9,673 ล้าน ลบ.ม. หรือ ร้อยละ 53 ของปริมาณน้ำที่ใช้การได้ในขณะที่ในช่วงเดียวกันของปี 2565มีปริมาณน้ำที่ใช้การได้ถึง 14,074 ล้าน ลบ.ม.ดังนัั้นคาดว่าในปีนี้ปริมาณน้ำต้นทุนที่ใช้การได้ในลุ่มเจ้าพระยา อาจจะน้อยกว่าปีที่แล้วถึง 4,391 ล้าน ลบ.ม. หรือหายไปเกือบ 1 ใน 3

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานได้สั่งการให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยได้วางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างปราณีตครอบคลุมในทุกมิติ เพื่อลดผลกระทบจากสภาวะฝนตกหนักในช่วงปลายฤดูฝนควบคู่ไปกับการเก็บกักน้ำไว้ในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำต่างๆ ให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ยังได้ขอความร่วมมือให้เกษตรกรที่เก็บเกี่ยวข้าวนาปีแล้ว งดปลูกนาปีต่อเนื่องพร้อมทั้งให้กักเก็บน้ำในแหล่งเก็บน้ำของตนเองให้ได้มากที่สุด และรณรงค์ใช้น้ำอย่างประหยัด

“กรมชลประทานได้วางแผนจัดสรรน้ำสอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนหลักของลุ่มเจ้าพระยาทั้ง 4 แห่งดังกล่าว เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างยั่งยืน ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่จะเพียงพอสำหรับการอุปโภค-บริโภค การรักษาระบบนิเวศ ไม้ยืนต้นและพืชที่ใช้น้ำน้อย ตลอดช่วงฤดูแล้งปี 2566/67 อย่างแน่นอน” รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าว

ปรากฏการณ์เอลนีโญที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำต้นทุนของลุ่มเจ้าพระยา และในอนาคตเชื่อว่าจะต้องเกิดขึ้นและรุนแรงกว่านี้อย่างแน่นอน ผนวกกับความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ปริมาณน้ำต้นทุนมีจำนวนจำกัด จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งหาแนวแก้ปัญหาดังกล่าวเพื่อสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับลุ่มเจ้าพระยา ดังที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศ รศ.ดร.เสรีศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัย พิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต เคยกล่าวไว้ว่า

“…อนาคตข้างหน้าแล้งหนักแน่ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญต่างบอกว่ามันไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว มันเร็วกว่านั้น อัตราเร่งมันใกล้ตัวมากขึ้น อนาคตหนีไม่พ้นเรื่องแล้ง อย่าไปบอกว่าจะไม่เจอ เพราะมันมีแน่ๆ คำถามคือจะแก้ปัญหายังไงมันมีความจำเป็นที่เราต้องปรับตัว และเรื่องของน้ำยวมก็เป็นหนึ่งในมาตรการเพื่อการนี้…”

ที่ผ่านมา กรมชลประทานดำเนินการมาตรการต่างๆ ที่จะสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้กับลุ่มเจ้าพระยามาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำของระบบชลประทานที่มีอยู่ เพิ่มปริมาณการกักเก็บน้ำของแหล่งน้ำต่างๆ หรือแม้แต่การรณรงค์ใช้น้ำอย่างประหยัดและใช้ให้ประโยชน์สูงสุด แต่ก็ไม่เพียงพอกับความต้องการโดยเฉพาะในฤดูแล้ง ซึ่งจะทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคตหากไม่ได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วน

“โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล แนวส่งน้ำยวม-อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล” เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะตอบโจทย์แก้ปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดเสถียรภาพและความมั่นคงในการใช้น้ำในลุ่มเจ้าพระยา ตลอดจนยังช่วยส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่รอบโครงการอีกด้วย และที่สำคัญจะทำให้การใช้ประโยชน์จากเขื่อนภูมิพลได้เต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ซึ่งเขื่อนภูมิพลมีความจุทั้งสิ้น 13,462 ล้านลบ.ม. แต่มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนเฉลี่ยปีละประมาณ 5,900ล้านลบ.ม.เท่านั้น และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่นในปี 2566 นี้ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนก็น้อยกว่าปีที่ผ่านมา ในขณะที่พื้นที่ลุ่มน้ำยวม จ.แม่ฮ่องสอน และจ.ตาก แต่ละปีมีปริมาณน้ำจำนวนมากทว่าไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ ไหลทิ้งลงสู่แม่น้ำสาละวิน และออกทะเลที่ประเทศเมียนมา

รวถมึงปีนี้ก็เช่นเดียวกันฝนตกหนัก เกิดน้ำท่วม ปริมาณน้ำท่าที่เกิดขึ้นไหลออกนอกประเทศทั้งหมดน่าเสียดายหากปริมาณน้ำเหล่านี้ถูกผันมาเก็บไว้ที่เขื่อนภูมิพลใช้ภายในประเทศ ซึ่งนอกจากจะสร้างผลประโยชน์ให้ลุ่มเจ้าพระยา ชาวนาสามารถทำนาปรังได้แล้ว ยังจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมให้กับลุ่มน้ำยวม และลุ่มน้ำสาขา รวมทั้งยังได้พลังงานไฟฟ้าที่สะอาดแถมมาอีกด้วย

จากผลการศึกษาพบว่า หากสามารถดำเนินโครงการแล้วเสร็จจะสร้างประโยชน์อย่างมหาศาล ทั้งในด้านเกษตร เกษตรกรได้รับประโยชน์กว่า 70,000 ครัวเรือน ด้านอุปโภค-บริโภคจะมีการจัดสรรน้ำเฉลี่ยปีละ 300 ล้าน ลบ.ม.ได้รับประโยชน์ กว่า 1.3 ล้านครัวเรือนด้านการผลิตไฟฟ้า โรงไฟฟ้าพลังน้ำของเขื่อนภูมิพล ผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น426 ล้านหน่วย ผู้ใช้ไฟฟ้าได้รับประโยชน์100,000 ครัวเรือน รวมทั้งยังสร้างประโยชน์ด้านประมงในเขื่อนน้ำยวม ด้านการท่องเที่ยว ด้านธุรกิจและอุตสาหกรรมรวมถึงยังช่วยการรักษาความสมดุลของระบบนิเวศอีกด้วย

ทั้งนี้ “โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ย่อมมีผลกระทบเป็นธรรมดาแต่ได้มีการศึกษาและวางแผนลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น” โดยเฉพาะต่อสิ่งแวดล้อม จะมีการการปลูกป่าทดแทนเป็นจำนวน 2 เท่า หรือ 7,284 ไร่พร้อมทำแนวกันไฟและดูแลรักษาต่อเนื่องเป็นเวลา 9 ปี ส่วนสัตว์ป่าในพื้นที่จะมีการช่วยเหลือหรือผลักดันให้โยกย้ายออกตามธรรมชาติอย่างปลอดภัย ในส่วนของสัตว์น้ำ ก็จะมีการใช้งานนวัตกรรมอุโมงค์สั่นสะเทือนคัดแยกพันธุ์ปลาเพื่อป้องกันปลาเข้ามาในบริเวณสูบน้ำ ส่วนประชาชนที่ได้รับผลกระทบก็จะได้รับการทดแทนอย่างคุ้มค่าสมเหตุสมผล

โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล ประกอบด้วยงานหลักๆ คือ งานสร้างอ่างเก็บน้ำในแม่น้ำยวม ความจุ69 ล้านลบ.ม. งานสร้างสถานีสูบน้ำที่บ้านสบเงา งานสร้างอุโมงค์ส่งน้ำ ความยาวประมาณ 62 กิโลเมตร และงานปรับปรุงลำน้ำแม่งูด ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตรเมื่อแล้วเสร็จจะผันน้ำมาเติบเขื่อนภูมิพลได้ปีละประมาณ 1,800 ล้านลบ.ม.

สำหรับความคืบหน้าของโครงการขณะนี้อยู่ระหว่างการขับเคลื่อน สร้างความรู้ ความเข้าใจ และสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชน หลังจากผ่านความเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่เข้มข้นจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแล้ว ล่าสุด นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี ที่รับผิดชอบเรื่องน้ำของประเทศ ได้ให้ความสนใจ สอบถามความคืบหน้าและประโยชน์ที่ได้รับโครงการดังกล่าว

ถ้ามีแรงผลักดันจากรัฐบาล ผนวกกับปรากฏการณ์ เอลนีโญ ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ น่าจะเป็นพลังบวกเร่งที่จะขับเคลื่อน “โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล” ให้เป็นจริงเสียที!!!

‘ม.มหิดล’เปิดหลักสูตรป.เอก ‘ศัลยกรรมผิวหนัง’ครบวงจร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/764448

‘ม.มหิดล’เปิดหลักสูตรป.เอก  ‘ศัลยกรรมผิวหนัง’ครบวงจร

‘ม.มหิดล’เปิดหลักสูตรป.เอก ‘ศัลยกรรมผิวหนัง’ครบวงจร

วันจันทร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ในขณะที่คนไทยจำนวนไม่น้อยยอมเก็บหอมรอมริบเพื่อทำตามความใฝ่ฝันที่จะเดินทางไป “เสริมความงาม” ที่ต่างประเทศ แต่หารู้ไม่ว่า ชาวต่างประเทศกลับมีความใฝ่ฝันที่จะเดินทางมาเสริมความงามที่ประเทศไทย ด้วยเชื่อมั่นในศักยภาพของแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ อย่างไรก็ดี วิทยาการแห่งการเสริมความงามที่ยั่งยืน จะต้องพัฒนาควบคู่ไปกับศักยภาพของการทำหัตถการเพื่อการรักษา

มหาวิทยาลัยมหิดล โดย ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล นับเป็นแห่งแรกของประเทศไทยที่พร้อมเปิดหลักสูตรปริญญาเอกนานาชาติ ตจศัลยศาสตร์ (ศัลยกรรมผิวหนัง) ครบวงจรสู่ความเป็นเลิศในระดับโลก เพิ่มเติมจากหลักสูตรปริญญาโทที่ได้เปิดรับนักศึกษาไปแล้วก่อนหน้านี้ ซึ่งนับตั้งแต่ได้มีการเปิดหลักสูตรปริญญาโทตจศัลยศาสตร์ (นานาชาติ) ขึ้นที่ ภาควิชาตจวิทยาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ก็ได้รับความสนใจจากผู้เรียน โดยมีนักศึกษาไทยและต่างชาติในอัตราส่วนครึ่งถึงครึ่งต่อครึ่ง

ศ.ดร.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา ประธานหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาตจศัลยศาสตร์ (นานาชาติ) ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เปิดเผยถึงการเปิดหลักสูตรปริญญาเอก เพื่อผลิตตจศัลยแพทย์ครบวงจรระดับโลกครั้งแรก เกิดขึ้นเนื่องจากชื่อเสียงของศิริราช ในฐานะโรงพยาบาลและโรงเรียนแพทย์ที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 135 ปี

“เหตุที่มหาวิทยาลัยมหิดล โดย ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล สามารถยกระดับวิชาการด้านการผลิตตจศัลยแพทย์ผิวหนังครบวงจรถึงหลักสูตรระดับปริญญาเอก เนื่องจากมีความพร้อมทั้งทางด้านคณาจารย์ที่จบการศึกษาและผ่านการฝึกอบรมมาจากสถาบัน
ระดับโลก และมีผลงานทางวิชาการที่โดดเด่นทั้งทางด้านการทำหัตถการทางผิวหนัง เพื่อการรักษาและเพื่อความงาม โดยมีผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติมากถึง 10 เรื่องต่อปี” ศ.ดร.พญ.รังสิมา กล่าว

จุดเด่นของหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตสาขาตจศัลยศาสตร์ (นานาชาติ) ภาควิชาตจวิทยาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล อยู่ที่การออกแบบให้เป็นไปตามแนวโน้มการศึกษาโลกที่มีความยืดหยุ่น มีทางเลือกหลากหลาย ทั้งการเรียนและการฝึกอบรมที่ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และการเรียนตามอัธยาศัยผ่านระบบออนไลน์ในภาคทฤษฎี

พร้อมเปิดโอกาสให้เก็บหน่วยกิตในภาคปฏิบัติตามเป้าหมายที่วางไว้ของผู้เรียนแต่ละราย ซึ่งตอบโจทย์วิกฤตทางการศึกษาต่อของบัณฑิตแพทย์ไทยในปัจจุบัน ที่ในแต่ละปีมีบัณฑิตแพทย์ต้องการเรียนต่อด้านผิวหนังและหัตถการทางผิวหนังเป็นจำนวนมาก แต่ยังหาที่เรียนไม่ได้ นอกจากนี้ การเปิดหลักสูตรปริญญาเอก จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับการประกอบการทำหัตถการทางผิวหนังเพื่อการรักษา และความงามของประเทศไทย ให้เกิดการยกระดับทางเศรษฐกิจ สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศได้มากขึ้น

และนำพาประเทศไทยสู่ความเป็นเลิศในระดับโลกที่สร้างพลังดึงดูดได้ไม่แพ้กัน!!!

มอบตราตั้งเจ้าอาวาสวัดไทยในทวีปยุโรป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/764434

มอบตราตั้งเจ้าอาวาสวัดไทยในทวีปยุโรป

มอบตราตั้งเจ้าอาวาสวัดไทยในทวีปยุโรป

วันอาทิตย์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 14.28 น.

มอบตราตั้งเจ้าอาวาสวัดไทยในทวีปยุโรป

21 ตุลาคม 2566 พระเดชพระคุณพระวิมลศาสนวิเทศ ประธานสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโป (ส.ธ.ย.) เจ้าอาวาสวัดไทยนอร์เวย์ เป็นประธานพิธีมอบตราตั้งเจ้าอาวาสวัดที่เป็นสมาชิกของสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรปในเขต 4 จำนวน 17 วัด ณ วัดศรีนครินทรวราราม  เมืองเกรทเซ่นบาค รัฐโซโลธูร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีพระธรรมทูตไทยจาก 6 ประเทศในทวีปยุโรป พร้อมด้วยพุทธศาสนิกชนจากหลายประเทศเข้าร่วมพิธี

ทั้งนี้พิธีมอบตราตั้งเจ้าอาวาสดังกล่าวมีกำหนดจัดขึ้น 4 ครั้งตามเขตการบริหาร ซึ่งสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรปแบ่งการบริหารเป็น 4 เขต ประกอบด้วย เขต 1 ได้แก่วัดไทยในประเทศฝรั่งเศส ,เบลเยี่ยม ,เนเธอร์แลนด์ ,ลักแซมเบิร์ก มีพระครูไพโรจน์ภาวนาวิเทศ วิ. เจ้าอาวาสวัดมหาพุทธารามกรุงปารีส เป็นประธาน เขต 2 ได้แก่วัดไทยในประเทศเยอรมนี มีพระโพธิคุณวิเทศ เจ้าอาวาสวัดพุทธวิหาร กรุงเบอร์ลิน เป็นประธาน เขต 3 ได้แก่วัดไทยในประเทศประเทศฟินแลนด์ ,สวีเดน ,นอร์เวย์ ,เดนมาร์ก มีพระครูศรีญาณวิเทศ เจ้าอาวาสวัดพุทธราม ฟินแลนด์เป็นประธาน และเขต 4 ได้แก่วัดไทยในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ,ออสเตรีย ,อิตาลี ,สาธารณรัฐเช็ก ,กรีซ ,ฮังการี มีพระครูวิเทศวิหารธรรม เจ้าอาวาสวัดพุทธวิหารเอชาลองส์ เป็นประธาน

บุคคลในข่าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/local/2734699

“ประกาศิต เพิ่มนาค” เปิดตัว “Citi Payments Express” ระบบชำระเงินผ่านพร้อมเพย์รูปแบบใหม่

23 ต.ค. 2566 05:04 น.

“ประกาศิต เพิ่มนาค” เปิดตัว “Citi Payments Express” ระบบชำระเงินผ่านพร้อมเพย์รูปแบบใหม่

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ…..ยอดจำหน่ายมากที่สุดของประเทศ…..ตรงกับวันปิยมหาราช ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 23 ตุลาคม 2566

  • สงคราม อิสราเอล–ฮามาส ขยายวงบานปลาย ไม่เฉพาะ ประเทศในตะวันออกกลาง ….ทั่วโลกกำลังจับตาความรุนแรงและความสูญเสียในสงครามครั้งนี้…..ประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีพลเมืองสูญเสียมากที่สุด….จากตัวเลขอย่างเป็นทางการ มีคนไทยเสียชีวิตจากสงคราม ไม่ต่ำกว่า 30 ราย…ถูกจับเป็นตัวประกัน เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 19 ราย และ ยังมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ….ที่น่าวิตกคือ การอพยพคนไทยจากอิสราเอล ที่ยังต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าอีกสองสัปดาห์…เนื่องจาก มีผู้ประสงค์ที่จะเดินทางกลับไทยกว่า 8 พันราย…ที่ยังไม่ขอกลับมีเพียง 100 กว่าราย…ในขณะที่ การอพยพโดยเครื่องบินของกองทัพและเครื่องบินพาณิชย์ ยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะเส้นทางและระยะเวลาในการบิน
มีเมตตา – อินทิรา ธนวิสุทธิ์ และ พัฒพงษ์–ปรียามล ธนวิสุทธิ์ จัดงานกาลาดินเนอร์การกุศล พร้อมประมูลกระเป๋า Judith Lieber เพื่อหารายได้มอบให้ศูนย์พักพิงสุนัข จ.สุพรรณบุรี โดยมี อนุทิน ชาญวีรกูล, วราวุธ ศิลปอาชา และ สารัชถ์–นลินี รัตนาวะดี มาร่วมงานด้วย ที่ รร.โรสวูด วันก่อน.
  • ล่าสุด กระทรวงการต่างประเทศ ได้มีการเจรจาขอบินผ่านน่านฟ้า ประเทศกลุ่มอาหรับ ได้สำเร็จ….ตั้งแต่วันที่ 21 ต.ค.เป็นต้นมา สามารถบินผ่านน่านฟ้า เมียนมา อินเดีย โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย จอร์แดน และ อิสราเอล ประเทศต้นทางที่สามารถลงจอดที่ ท่าอากาศยานนานาชาติเบนกูเรียน กรุงเทลอาวีฟ ได้แล้ว …ย่นระยะเวลาการบินเหลือประมาณ 8 ชั่วโมงครึ่ง จากเดิมที่ต้องใช้เวลาในการบินถึง 13 ชั่วโมงเศษ….แนวโน้มสงครามที่ทวีความรุนแรงและขยายวงกว้างหลังจาก อิสราเอล จะเปิดศึกกับ ฮามาส เต็มรูปแบบภายใน 24 ชั่วโมงนับจากนี้ …วินาทีนี้ชีวิตคนไทยมีค่ามากที่สุด
  • ส่วน นายกฯเศรษฐา ทวีสิน ที่เพิ่งจะเดินทางกลับจากการร่วมประชุม สายแถบและเส้นทาง ที่ กรุงปักกิ่ง เข้าหารือกับ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน….ต่อจากนั้นเดินทางเข้าเฝ้าฯ เจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อาล ซะอูด มกุฎราชกุมาร และนายกฯซาอุดีอาระเบีย ที่ กรุงริยาด….ก่อนจะตอบคำถาม เรื่องเรือดำน้ำจีน ….เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่ สุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม และ พล.ร.อ.อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผบ.ทร. ทำการบ้านมาดี….คาดว่าจะมีทางออกที่ทั้งสองฝ่ายรับได้ …สำทับโดย รมว.กลาโหมไทย สุทิน คลังแสง ปัญหาเรือดำน้ำที่ขาดเครื่องยนต์ ……อ้างว่าเป็นเผือกร้อนจาก รัฐบาลชุดที่แล้ว และ อดีต ผบ.ทร. …โดยยื่นข้อเสนอจะขอเปลี่ยนรายการ ไม่เอาเรือดำน้ำ….ขอเป็น เรือฟริเกต 3 ระบบ หรือถ้าไม่ได้ เรือฟริเกต ขอเป็น เรือ OPV เรือตรวจการณ์ระยะไกลแทน… โดยเฉพาะ รัฐบาลไทย ขอเลือกเปลี่ยนเป็น เรือฟริเกตที่ราคาสูงกว่าเรือดำน้ำ 1,000 ล้านบาท…มีศักยภาพที่จะนำไปปรามเรือดำน้ำได้
ปลื้มใจด้วย – ดร.สมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล จัดงานเลี้ยงแสดงความยินดีให้ ลวรณ แสงสนิท ในโอกาสได้เป็นปลัดกระทรวงการคลัง โดยมี ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล, ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, ดร.ณัฐพล รังสิตพล และ กีรติ รัชโน มาร่วมปลื้มด้วย ที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล วันก่อน.
ใช้ดีค่ะ – รุจิตร สุธนะเสรีพร เปิดตัว “เดอะ รีไวเทอไรซิ่ง นูริชชิ่ง แชมพู” แชมพูสูตรนูริชชิ่งสำหรับเส้นผมและหนังศีรษะแห้งมีวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็น โดยมี ดร.สมศักดิ์ ชลาชล, พรรณิภา ปวนะฤทธิ์ และ ธนภรณ์ เวชสุภาพร มาร่วมงานด้วย ที่โรงแรมเดอะ สลิล ริเวอร์ไซด์ วันก่อน.
  • บรรทัดนี้ “อินทรีเหล็ก” ห่วงว่าปัญหาจะบานปลายมากกว่าเดิม….ส่วนเรื่อง การช่วยเหลือคนไทยในอิสราเอล รัฐบาลซาอุดีอาระเบีย พร้อมให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี ….รวมทั้งการ ดูแลแรงงานไทยในซาอุดีอาระเบีย กว่า 6 พันคน….แต่ที่กลายเป็นประเด็นดราม่า เมื่อ สื่อต่างชาติ นำเสนอ บทวิเคราะห์ภาษากายจากผู้เชี่ยวชาญ ของ นายกฯเศรษฐา ในระหว่างการเข้าพบ วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำ รัสเซีย…..มีความตึงเครียด หวาดกลัว หดตัว และพยายามรักษาพื้นที่ให้แคบที่สุด แสดงท่าทีสยบยอมเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้มีอำนาจและมีประสบการณ์มากกว่า …ชี้ให้เห็นว่า ประสบการณ์ด้านการบริหารธุรกิจ ไม่ช่วยให้คนมีความมั่นใจในด้านนโยบายต่างประเทศ……นานาจิตตัง
  • เอ้า นโยบายดิจิทัลวอล เล็ต จะจบอย่างไร…หลัง สุวณา สุวรรณจูฑะ ป.ป.ช. ชี้แจงต่อที่ประชุม วุฒิสภา ถึง การทำหน้าที่ของ ป.ป.ช.ในการตรวจสอบนโยบายรัฐบาลเศรษฐา เกี่ยวกับการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท….ซึ่ง ป.ป.ช. อยู่ในระหว่างรวบรวมรายละเอียด และนำไปวิเคราะห์ตามเกณฑ์ชี้วัดความเสี่ยงในการทุจริตเชิงนโยบาย…..โดยทาง ป.ป.ช. ถือเป็นวาระเร่งด่วน…..ขณะที่ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง…ออกมายอมรับ อาจต้องเลื่อนกำหนดการแจกเงินดิจิทัล ออกไปจากกำหนดเดิม …..ที่กำหนดไว้ในวันที่ 1 ก.พ. 2567…..เนื่องจากยังหา บทสรุปแหล่งที่มาของเงินที่จะใช้ดำเนินโครงการ และ ช่องทางการจ่ายเงิน ไม่สะเด็ดน้ำ……เข้าทางฝ่ายค้าน พิสิฐ ลี้อาธรรม ประธานนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ ระบุ….นโยบายแจกเงินดิจิทัลของรัฐบาลเศรษฐา เป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ….ไม่เห็นด้วยที่จะนำเงินไปแจกคนรวยและชนชั้นกลาง….ทั้งนี้ เงินจำนวน 5.6 แสนล้าน สามารถสร้างรถไฟความเร็วสูงจากกรุงเทพฯไปเชียงใหม่…ที่ใช้เงินเพียง 4 แสนล้านเท่านั้น…แต่อยู่ได้เป็นสิบๆปี เมื่อเทียบกับเงินดิจิทัล ที่ใช้ภายใน 6 เดือน…..ไม่เอาไม่พูด
เกมออนไลน์ – ดร.ธนพล คงฤทธิ์ แถลงข่าวการแข่งขัน “PUBG Global Championship” ประจำปี 2023 การแข่งขันเกมออนไลน์ พับจี ชิงแชมป์โลกในประเทศไทย ที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว ระหว่าง 18 พ.ย.-3 ธ.ค. โดยมี ไพรัช คุ้มวัน และ เป่ยหัว เชน มาร่วมแถลงด้วย ที่อาคารสยามสเคป วันก่อน.
จ่ายเร็ว – ประกาศิต เพิ่มนาค เปิดตัว “Citi Payments Express” ระบบชำระเงินผ่านพร้อมเพย์รูปแบบใหม่สำหรับภาคธุรกิจ รองรับการทำธุรกรรมได้ถึง 5,000 รายการต่อวินาที โดยมี ปริวัฒน์ กนิษฐเสน และ เจษฎา ธนสิทธิพันธ์ มาร่วมงานด้วย ที่ธนาคารซิตี้แบงก์ สนง.ใหญ่ วันก่อน.
  • ฮัดเช้ย สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ถูกมือดีปล่อยข่าว มีเอี่ยวกับขบวน การหมูเถื่อน ก่อนหน้านี้ก็มีเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ถูกยิงเสียชีวิตในระหว่างเข้าตรวจสอบการนำเข้าเนื้อหมู….การเอา จริงเอาจังกับขบวนการลักลอบนำเข้าหมูเถื่อนกลายเป็นก้างขวางคอผู้มีอิทธิพล …หมูเขาจะหามเอาคานเข้าไปสอด…คนทำงานหมดกำลังใจ
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมลงนามหนังสือแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวกับ 8 พันธมิตรบริษัทชั้นนำของ สาธารณรัฐประชาชนจีน ประกอบด้วย Huawei Technologies, Trip.com Group, Meituan.com, Spring Airlines, Sina News, Alipay, iQIYI และ jegoTrip เพื่อเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่น พัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างรอบด้าน โดยมี นายกฯเศรษฐา ทวีสิน เป็นสักขีพยานพิธีลงนามระหว่าง ททท. โดย ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กับผู้บริหารระดับสูง 8 บริษัทชั้นนำ ตอบสนองนโยบายรับนักท่องเที่ยวกลุ่มศักยภาพจากจีนในอีกระดับ
  • ข่าวสังคม วันนี้ เวลา 07.00 น. เจ้าคุณพระประชานาถมุนี เจ้าอาวาสวัดดอนจั่น อ.เมือง จ.เชียงใหม่ จัดพิธีเทวาภิเษก-พุทธาภิเษก วันปิยมหาราช ทำบุญตักบาตร สืบชะตาเสริมดวงประเทศไทย น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่บริเวณลานอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 วัดดอนจั่น…..นาถวีณา ล้อมทรัพย์ แนะนำโปรโมชันวันหยุด วันปิยมหาราช กับอาหารบุฟเฟต์นานาชาติ หลากหลายเมนู มื้อกลางวัน 690 บาท อายุ 65 ปี ทานฟรี เมื่อมาพร้อมครอบครัว 4 ท่าน ที่ห้องอาหารสรัสวดี โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น สำรองที่นั่ง 0-2159-5888.
มอบหลอดไฟ – ฮิเดคาสึ อิโตะ ซีอีโอกลุ่มบริษัทพานาโซนิค มอบผลิตภัณฑ์หลอดไฟ LED ประหยัดพลังงานจำนวน 500 หลอด ในโครงการ “พานาโซนิค แคร์” ให้ นพ.อุรส สิงห์งาม โดยมี ชินกร แก่นคง และ เคนจิ โจเนน มาร่วมในพิธีด้วย ที่โรงพยาบาลน้ำพอง จ.ขอนแก่น วันก่อน.
ไว้จ้างครู – ฟิลิปป์ โบรยานิโก้ และ อนันต์ ตันติปัญญาคุณ จากห้างโรบินสัน มอบทุนจัดจ้างครูชาวต่างชาติพร้อมอุปกรณ์การเรียนและอุปกรณ์กีฬา มูลค่า 694,151 บาท ให้ ร.ร.บ้านฉลอง โดยมี บุญวันดี วุ่นซิ้ว และ สุรวุฒิ เอี่ยวสกุล มาร่วมในพิธีด้วย ที่โรงเรียนบ้านฉลอง จ.ภูเก็ต วันก่อน.

“อินทรีเหล็ก”

‘บลิงเคน’ ลั่น สหรัฐฯ พร้อมตอบโต้ หากทหารอเมริกันถูกโจมตีในตะวันออกกลาง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2734917

'บลิงเคน' ลั่น สหรัฐฯ พร้อมตอบโต้ หากทหารอเมริกันถูกโจมตีในตะวันออกกลาง

23 ต.ค. 2566 13:30 น.

‘บลิงเคน’ ลั่น สหรัฐฯ พร้อมตอบโต้ หากทหารอเมริกันถูกโจมตีในตะวันออกกลาง

แอนโทนี บลิงเคน รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ลั่น สหรัฐฯ พร้อมตอบโต้หากกำลังทหารอเมริกันตกเป็นเป้าโจมตีในตะวันออกกลาง พร้อมกับชี้ว่ามีความเป็นไปได้ที่ความขัดแย้งอาจจะลุกลามไปทั่วตะวันออกกลาง

เมื่อ 23 ต.ค. 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวให้สัมภาษณ์กับทางสถานีโทรทัศน์ช่อง NBC ในสหรัฐอเมริกา วานนี้ (22 ต.ค.) ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ พร้อมตอบโต้หากกำลังทหารอเมริกันตกเป็นเป้าโจมตีในตะวันออกกลาง พร้อมกับระบุว่ามีความเป็นไปได้ที่ความขัดแย้งครั้งนี้จะลุกลามไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง

นายบลิงเคน ยังคาดว่า สงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสจะบานปลายขึ้นจากการเข้ามามีส่วนร่วมของกลุ่มติดอาวุธต่างๆ ที่เป็นตัวแทนของอิหร่าน จึงทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องเตรียมพร้อมที่จะตอบโต้ หากกำลังทหารอเมริกันที่ประจำการในตะวันออกกลางกลายเป็นเป้าหมายถูกโจมตี

“เรากำลังดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่าเราจะสามารถปกป้องประชาชนของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตอบโต้อย่างเด็ดขาดหากมีความจำเป็น” นายบลิงเคน กล่าว และยังไม่มีการแจ้งว่าสหรัฐฯ จะส่งกำลังทหารไปเสริมกำลัง ขณะที่ตอนนี้สหรัฐฯ ได้ส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำ พร้อมกองเรือจู่โจมไปประจำการในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ใกล้น่านน้ำของอิสราเอล

รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังการหารือกับเจ้าหน้าที่อิสราเอล ทางการอิสราเอลยืนยันว่าอิสราเอลไม่ต้องการปกครองฉนวนกาซา ภายหลังการสู้รบกับกลุ่มฮามาสสิ้นสุด แต่เมื่อสงครามยุติลงแล้ว ฉนวนกาซาจะไม่สามารถกลับไปอยู่จุดเดิมได้

ขณะเดียวกันมีรายงานว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ ได้พูดคุยกับ นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล เมื่อวันอาทิตย์ (22 ต.ค.) ที่ผ่านมา เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในอิสราเอล และฉนวนกาซา.


ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : Aljazeera

ฟิลิปปินส์เรียกทูตจีนเข้าพบจากเหตุเรือฟิลิปปินส์ชนกับเรือจีนบริเวณหมู่เกาะพิพาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2734934

ฟิลิปปินส์เรียกทูตจีนเข้าพบจากเหตุเรือฟิลิปปินส์ชนกับเรือจีนบริเวณหมู่เกาะพิพาท

23 ต.ค. 2566 12:55 น.

ฟิลิปปินส์เรียกทูตจีนเข้าพบจากเหตุเรือฟิลิปปินส์ชนกับเรือจีนบริเวณหมู่เกาะพิพาท

ฟิลิปปินส์เรียกทูตจีนเข้าพบ หลังเกิดเหตุเรือฟิลิปปินส์ชนเข้ากับเรือจีนบริเวณหมู่เกาะสแปรตลีย์ หรือที่จีนเรียกว่าหมู่เกาะหนานชา โดยทั้งสองฝ่ายต่างโทษกันไปมาว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการชนกันขึ้น พร้อมทั้งยังนำคลิปภาพขณะเกิดเหตุมาเผยแพร่กันทั้งคู่

เหตุเรือฟิลิปปินส์ชนกับเรือจีนบริเวณหมู่เกาะพิพาท ดูท่าจะลุกลามบานปลาย หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายต่างโทษกันไปมาว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เรือเฉี่ยวชนกัน โดยล่าสุดโฆษกกระทรวงต่างประเทศของฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า ได้มีการเรียกนาย หวง ซีเหลียน เอกอัครราชทูตของจีน เข้าพบเพื่อพูดคุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว เพื่อพยายามหาทางแก้ไขผ่านทางการทูตก่อน อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า เอกอัครราชทูตไม่สะดวกเข้าพบ และให้ผู้ช่วยรักษาการเข้าพบหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศแทน โดยเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ฟิลิปปินส์เคยเรียกนายซีเหลียนเข้าพบมาแล้ว จากการที่หน่วยยามฝั่งจีนใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูงฉีดใส่เรือของฟิลิปปินส์ ใกล้แนวสันดอนโธมัสที่สองเช่นกัน

ก่อนหน้านี้สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีของจีน เผยคลิปขณะเรือฟิลิปปินส์แล่นมาเฉี่ยวชนเข้ากับเรือยามฝั่งของจีน หลังมีรายงานว่า เกิดเหตุชนไม่รุนแรง หลังจากเรือฟิลิปปินส์เพิกเฉยต่อคำเตือนหลายครั้ง และจงใจแล่นฝ่าการบังคับใช้กฎหมายของจีนอย่างไม่เป็นมืออาชีพและเป็นอันตราย โดยเหตุเกิดในน่านน้ำห่างจากแนวสันดอนโธมัสที่สอง ใกล้กับหมู่เกาะหนานชา หรือหมู่เกาะสแปรตลีย์ เมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

โดยหน่วยยามฝั่งของจีนยืนยันว่า จะดำเนินการลาดตระเวนน่านน้ำภายใต้เขตอำนาจศาลของจีนตามกฎหมายต่อไป เพื่อปกป้องอธิปไตยและสิทธิประโยชน์ทางทะเลของจีน

ด้านทางการฟิลิปปินส์ได้นำคลิปภาพเหตุการณ์อีกด้านหนึ่งมาเปิดเผยเช่นกัน พร้อมแถลงถึงเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า การที่เรือของหน่วยยามฝั่งจีนแล่นมากีดขวางอย่างเป็นอันตราย ทำให้เรือชนกับเรือเติมเสบียงท้องถิ่นที่ได้รับว่าจ้างจากกองทัพฟิลิปปินส์ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ละเมิดอธิปไตยของฟิลิปปินส์ในระดับรุนแรงที่สุด.

ที่มา : แชนแนลนิวส์เอเชีย

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ “หมู่เกาะสแปรตลีย์