ประธานค่ายเพลง “จอห์นนี” ยอมรับผู้ก่อตั้งบริษัทล่วงละเมิดทางเพศผู้เยาว์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2723492

ประธานค่ายเพลง "จอห์นนี" ยอมรับผู้ก่อตั้งบริษัทล่วงละเมิดทางเพศผู้เยาว์

8 ก.ย. 2566 09:28 น.

ประธานค่ายเพลง “จอห์นนี” ยอมรับผู้ก่อตั้งบริษัทล่วงละเมิดทางเพศผู้เยาว์

บริษัท จอห์นนี แอนด์ แอสโซซิเอตส์ ซึ่งเป็นบริษัทต้นสังกัดของศิลปินญี่ปุ่น ได้กล่าวขอโทษหลังยอมรับว่านายจอห์นนี คิตากาวะ ผู้ก่อตั้งบริษัทผู้ล่วงลับ ได้ล่วงละเมิดทางเพศผู้เยาว์นานหลายปี

จูลี ฟูจิชิมะ ประธานของจอห์นนี แอนด์ แอสโซซิเอตส์ บริษัทผลิตเพลงป๊อปที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ประกาศลาออกแล้ว หลังจากยอมรับว่านายจอห์นนี คิตากาวะ ผู้ก่อตั้งบริษัทผู้ล่วงลับ ได้ล่วงละเมิดทางเพศผู้เยาว์นานหลายปี

การลาออกของฟูจิชิมะมีขึ้นหนึ่งสัปดาห์ภายหลังการสืบสวนพบว่านายคิตากาวะ ล่วงละเมิดเด็กชายและชายหนุ่มหลายร้อยคนในช่วง 60 ปีที่ผ่านมาในฐานะประธานบริษัท

นายจอห์นนี คิตากาวะ เสียชีวิตในปี 2562 โดยปฏิเสธการกระทำผิดมาโดยตลอด และเขาไม่เคยเผชิญข้อกล่าวหาใดๆ

โดยนางฟูจิชิมะ ซึ่งเป็นหลานสาวของเขา ยอมรับการล่วงละเมิดทางเพศของเขาเป็นครั้งแรก “ทั้งต้นสังกัดและฉันต่างรับรู้ว่ามีการล่วงละเมิดทางเพศโดยจอห์นนี คิตากาวะ เกิดขึ้น” และกล่าวว่า “ฉันขอโทษเหยื่อของเขาจากก้นบึ้งของหัวใจ”

ในการแถลงข่าวในกรุงโตเกียว สื่อญี่ปุ่นเผยให้เห็นภาพของเหยื่อบางส่วนที่ร่วมในการแถลงข่าว และบางส่วนมีสีหน้าโกรธอย่างเห็นได้ชัด หลังจากการแถลง เหยื่อของคิตากาวะบางคนกล่าวว่า พวกเขาคิดว่าคำพูดของเธอจริงใจและช่วยพวกเขาได้มาก แต่หนทางยังอีกยาวไกล

จุนยะ ฮิราโมโตะ หัวหน้าสมาคมเหยื่อการล่วงละเมิดทางเพศของจอห์นนี กล่าวว่า “ผมคิดว่าเธอส่งข้อความถึงเราโดยตรง รวมถึงพูดคุยถึงความช่วยเหลือ ซึ่งเตรียมมาอย่างดีด้วยคำพูดของเธอเอง ไม่ใช่แค่อ่านจากสคริปต์เท่านั้น” 

ยูกิฮิโระ โอชิมะ สมาชิกสมาคมกล่าวว่า “ผมคิดว่าพวกเขาขอโทษอย่างจริงใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนี้จะเยียวยาผมได้ เมื่อเทียบจากตัวเลข 100 ผมว่ามันสร้างความแตกต่างได้แค่ 10” ส่วนชายอีกคนบอกว่าเขาไม่มีอะไรต้องละอายใจ “ผมได้เรียนรู้ว่าหากคุณตัดสินใจลงมือทำ คุณสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ได้ เราไม่จำเป็นต้องเดินก้มหน้า แต่เราสามารถมองไปข้างหน้าได้”

เรื่องอื้อฉาวนี้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมดนตรี เทียบเท่ากับเรื่องของฮาร์วีย์ ไวน์สตีน เจ้าพ่อฮอลลีวูด ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานข่มขืนและล่วงละเมิดทางเพศ

คิตากาวะถือเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลและทรงอิทธิพลที่สุดในวงการบันเทิงของญี่ปุ่น บริษัทของเขาถือเป็นประตูสู่การเป็นดาราของชายหนุ่มหลายคนตลอดหลายปีที่ผ่านมา

เหยื่อหลายคนบอกกับสารคดี Predator: The Secret Scandal of J-Pop ของบีบีซีว่า พวกเขาคิดว่าอาชีพของพวกเขาจะได้รับอันตรายหากไม่ปฏิบัติตามความต้องการทางเพศของคิตากาวะ

ข่าวลือและรายงานของสื่อบางส่วนเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศของเขาเป็นที่รู้กันมานานหลายปี แต่ไม่มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม คิตากาวะไม่เคยถูกดำเนินคดีทางอาญา เขายังคงรับสมัครและฝึกอบรมเด็กวัยรุ่นต่อไปจนกระทั่งเขาเสียชีวิตเมื่อสี่ปีที่แล้ว ขณะอายุ 87 ปี การเสียชีวิตของเขาถือเป็นเหตุการณ์ระดับชาติ และแม้แต่นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นก็แสดงความเสียใจด้วย

และแม้ว่าข้อกล่าวหาบางส่วนจะได้รับการพิสูจน์ในศาลแพ่งตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ แต่คิตากาวะก็ประสบความสำเร็จในการฟ้องร้องข้อหาหมิ่นประมาทอย่างน้อยหนึ่งครั้ง สื่อกระแสหลักของญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่ได้ครอบคลุมข้อกล่าวหาดังกล่าวมานานหลายทศวรรษ ทำให้เกิดข้อกล่าวหาเรื่องการปกปิดในอุตสาหกรรม

โดยเมื่อเดือนมีนาคม การสอบสวนของบีบีซีที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการละเมิดของคิตากาวะได้ออกอากาศ ทำให้เกิดการอภิปรายกันทั่วทั้งญี่ปุ่นและเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างเต็มรูปแบบ แฟนๆ เจป๊อปหลายพันคนยังได้ลงนามในคำร้องเพื่อเรียกร้องให้มีการสอบสวนบริษัทอีกด้วย สารคดีให้รายละเอียดข้อกล่าวหาจากเหยื่อที่ทำงานให้กับบริษัท เมื่อตอนที่พวกเขายังเป็นวัยรุ่น ที่แสดงให้เห็นรูปแบบของการเอารัดเอาเปรียบ โดยการละเมิดเกิดขึ้นที่บ้านพักของคิตากาวะ และเด็กชายคนอื่นๆ มักพบเห็นการกระทำดังกล่าว

การรายงานข่าวของบีบีซีทำให้เหยื่อต้องออกมาแสดงตัวมากขึ้น รวมถึงอดีตนักร้องเพลงป๊อป คะอุอัน โอคะโมโตะ ที่บอกว่าเขาถูกคิตากาวะทำร้ายมาเป็นเวลา 4 ปีตั้งแต่อายุ 15 ปี

ความกดดันจากสาธารณะส่งผลให้บริษัทเริ่มดำเนินการสอบสวนโดยอิสระ คณะผู้อภิปรายซึ่งประกอบด้วยอดีตอัยการสูงสุดของญี่ปุ่น โดยมาโกโตะ ฮายาชิ ซึ่งเป็นจิตแพทย์และนักจิตวิทยาคลินิก ได้สัมภาษณ์คน 41 คน รวมถึงเหยื่อ 23 คน และนางฟูจิชิมะ

ในรายงานฉบับสุดท้ายที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พวกเขาพบว่าคิตากาวะเริ่มล่วงละเมิดทางเพศเด็กผู้ชายในช่วงทศวรรษ 1950 ไปจนถึงทศวรรษ 1960 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการก่อตั้งบริษัทจอห์นนี แอนด์ แอสโซซิเอตส์ จนกระทั่งถึงปี 2553

พวกเขายังพบว่าฝ่ายบริหารของบริษัทปล่อยให้การละเมิดเกิดขึ้นมานานหลายทศวรรษ เจ้าหน้าที่สืบสวนกล่าวว่า นางฟูจิชิมะ ซึ่งเป็นผู้บริหารของบริษัทมายาวนาน ไม่สามารถแก้ไขข้อกล่าวหาได้ แม้ว่าเธอจะรู้เรื่องนี้ก็ตาม ในตอนแรกนางฟูจิชิมะต่อต้านการสอบสวนโดยหน่วยงานอิสระ แต่ในเดือนพฤษภาคม เธอได้ขอโทษเหยื่อ แต่ไม่ได้บอกว่าข้อกล่าวหาส่วนบุคคลเป็นเรื่องจริง และอ้างว่าไม่ทราบเกี่ยวกับการกระทำของลุงของเธอในขณะนั้น

เมื่อวันพฤหัสบดี เธอได้เสนอชื่อโนริยูกิ ฮิงาชิยามะ เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งของเธอ โดยฮิงาชิยามะ วัย 56 ปี เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น และคนนี้ยังเป็นหนึ่งในเด็กหนุ่มกลุ่มแรกๆ ที่ได้รับคัดเลือกจากจอห์นนี แอนด์ แอสโซซิเอตส์ ฮิงาชิยามะกล่าวว่าเขาไม่เคยตกเป็นเหยื่อของคิตากาวะ แต่รับรู้ถึงข่าวลือดังกล่าว.

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

จีนเล็งออกกฎหมายห้ามแต่งกายที่ “ทำร้ายความรู้สึก” ประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2723396

จีนเล็งออกกฎหมายห้ามแต่งกายที่ “ทำร้ายความรู้สึก” ประเทศ

7 ก.ย. 2566 18:15 น.

จีนเล็งออกกฎหมายห้ามแต่งกายที่ “ทำร้ายความรู้สึก” ประเทศ

จีนเตรียมออกกฎหมายห้ามเผยแพร่คำพูดและห้ามสวมใส่เสื้อผ้าที่จะกระทบกระเทือนจิตวิญญาณความเป็นจีน ผู้ใดฝ่าฝืนอาจจำคุก 15 วัน หรือปรับ 5,000 หยวน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน จีนเล็งออกกฎหมายห้ามการพูดและการแต่งกายด้วยชุดที่จะเป็น “อันตรายต่อจิตวิญญาณชาวจีน” หากกฎหมายมีผลบังคับใช้จริง ผู้กระทำผิดจะได้รับโทษตั้งแต่ถูกปรับเงิน ไปจนถึงจำคุก โดยร่างกฎหมายดังกล่าวกำลังเป็นที่ถกเถียงในสังคมจีน

ร่างกฎหมายห้ามพูดและห้ามแต่งกายที่อาจจะกระทบกระเทือนจิตใจชาวจีน กำลังถูกพูดถึงในโลกโซเชียลของจีนอย่างดุเดือด หลังมองว่ากฎหมายนี้ไม่สมเหตุสมผล และเกินกว่าเหตุ ขณะเดียวกันบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ก็แสดงความกังวลเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ เนื่องจากมองว่ามีความคลุมเครือ และอาจจะทำให้ภาครัฐใช้อำนาจเกินกว่าเหตุได้ 

ทั้งนี้ ทางการจีนเพิ่งเปิดเผยแผนปรับปรุงกฎหมายความมั่นคงของประเทศ นับเป็นการปฏิรูปกฎหมายความมั่นคงครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ

เบื้องต้นมีรายงานว่า ผู้ที่สวมใส่ หรือบังคับให้ผู้อื่นสวมใส่เสื้อผ้าที่กระทบกระเทือนจิตวิญญาณชาวจีน อาจถูกจำคุกนานสูงสุด 15 วัน และปรับสูงสุด 5,000 หยวน หรือราว 24,000 บาท โดยบทลงโทษนี้จะบังคับใช้กับผู้ที่มีการกล่าว หรือเผยแพร่บทความที่ทำร้ายจิตใจชาวจีนเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ร่างกฎหมายใหม่ยังรวมถึงการห้ามดูหมิ่น ใส่ร้าย และละเมิดชื่อเสียงของวีรบุรุษ และผู้เสียสละชาวจีนอีกด้วย โดยสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย รวมทั้งสาธารณชนยังคงเป็นกังวลเกี่ยวกับร่างกฎหมายนี้ก็คือ การนิยาม หรือจำกัดความ ว่าการแต่งกายที่ไม่เหมาะสม ซึ่งกระทบกระเทือน หรือทำร้ายจิตวิญญาณชาวจีนนั้นมีหลักเกณฑ์ใดในการตัดสิน เพราะทันทีที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ก็อาจจะเป็นปัญหาตามมาได้.

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : BBC

นักแสดงซีรีส์ดัง “แดนนี มาสเตอร์สัน” ถูกศาลจำคุก 30 ปี คดีข่มขืนหญิง 2 ราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2723504

นักแสดงซีรีส์ดัง "แดนนี มาสเตอร์สัน" ถูกศาลจำคุก 30 ปี คดีข่มขืนหญิง 2 ราย

8 ก.ย. 2566 10:03 น.

นักแสดงซีรีส์ดัง “แดนนี มาสเตอร์สัน” ถูกศาลจำคุก 30 ปี คดีข่มขืนหญิง 2 ราย

“แดนนี มาสเตอร์สัน” นักแสดงจากซีรีส์ “That 70’s Show” ถูกตัดสินจำคุก 30 ปี ฐานข่มขืนผู้หญิง 2 คน

แดนนี มาสเตอร์สัน นักแสดงชาวอเมริกัน ถูกตัดสินให้รับโทษจำคุก 30 ปี ฐานข่มขืนผู้หญิง 2 คน โดยมาสเตอร์สันร่วมแสดงในซีรีส์ That ’70s Show ซึ่งเป็นซีรีส์ทางโทรทัศน์ที่ออกอากาศในช่วงเวลาที่เขาก่ออาชญากรรมในช่วงต้นทศวรรษ 2000

อัยการแย้งว่ามาสเตอร์สัน วัย 47 ปีอาศัยสถานะของเขาในฐานะสมาชิกลัทธิ “ไซเอนโทโลจี” (Scientology) ที่มีชื่อเสียง เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ ผู้พิพากษา ชาร์เลน โอลเมโด อนุญาตให้เหยื่อของเขาอ่านคำให้การในศาลก่อนการพิจารณาตัดสินคดี

ลีอาห์ เรมินี อดีตสมาชิกลัทธิไซเอนโทโลจีและนักแสดงชื่อดัง เข้าร่วมการพิจารณาคดีเมื่อวันพฤหัสบดี (7 ก.ย.) และปลอบโยนผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อทั้งก่อนและหลังจากที่พวกเธอแถลง

ผู้หญิงคนหนึ่งกล่าวว่า “ฉันอยากจะแจ้งความเขาให้ตำรวจทราบเร็วกว่านี้” ส่วนผู้หญิงอีกคนหนึ่งบอกกับมาสเตอร์สัน ว่า “ฉันยกโทษให้คุณ ความป่วยไข้ของคุณไม่ใช่สิ่งที่ฉันที่จะทนแบกรับอีกต่อไป” ขณะที่มาสเตอร์สันนั่งเงียบตลอดการพิจารณาคดี ด้านบิจู ฟิลลิปส์ ภรรยาของเขา ถึงกับหลั่งน้ำตาขณะที่ผู้พิพากษาอ่านคำพิพากษาให้เขารับโทษสูงสุด 

มาสเตอร์สันถูกตัดสินว่ามีความผิดในเดือนพฤษภาคมในการพิจารณาคดีใหม่ หลังจากที่คณะลูกขุนชุดแรกไม่สามารถตัดสินได้ในปี 2565 หลังจากการตัดสินว่ากระทำผิด มาสเตอร์สันถือว่าเสี่ยงต่อการหลบหนีและจะถูกควบคุมตัวในเรือนจำ

มาสเตอร์สันถูกตัดสินลงโทษ หลังจากผู้หญิง 3 คนให้การเป็นพยานว่าเขาล่วงละเมิดทางเพศพวกเธอที่บ้านในฮอลลีวูด ระหว่างปี 2544-2546 ในช่วงที่เขามีชื่อเสียงทางโทรทัศน์

คณะลูกขุนระบุคำให้การว่าเขาวางยาก่อนจะทำร้ายเหยื่อ เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานข่มขืนผู้กล่าวหา 2 ใน 3 คน ข้อกล่าวหาของผู้กล่าวหาคนที่ 3 ได้รับการประกาศว่าเป็นโมฆะ และอัยการกล่าวว่าพวกเขาไม่ได้วางแผนที่จะขอดำเนินคดีอีกครั้ง

มาสเตอร์สันถูกกล่าวหาว่าข่มขืนครั้งแรกในปี 2560 ในช่วงที่เกิดกระแส #MeToo เขาปฏิเสธข้อกล่าวหาและกล่าวว่าการเผชิญหน้าแต่ละครั้งได้รับความยินยอมจากอีกฝ่าย ข้อกล่าวหาเกิดขึ้นหลังจากการสอบสวนของสำนักงานตำรวจลอสแอนเจลิสเป็นเวลา 3 ปี อัยการไม่ได้ยื่นฟ้องอีก 2 คดี เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอและอายุความสิ้นสุดลง

ตลอดการพิจารณาคดี อัยการแย้งว่าคริสตจักรไซเอนโทโลจี ได้ช่วยปกปิดการทำร้ายร่างกาย ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่องค์กรปฏิเสธอย่างเด็ดขาด

ในช่วงเวลาของการทำร้ายร่างกาย มาสเตอร์สันและผู้กล่าวหาทั้ง 3 คนเป็นสมาชิกลัทธิไซเอนโทโลจี ผู้หญิงหลายคนกล่าวว่าต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะกล้าออกมาชี้แจง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของคริสตจักรไซเอนโทโลจีขัดขวางไม่ให้พวกเธอแจ้งความเรื่องการข่มขืนต่อตำรวจ

เจ้าหน้าที่ไซเอนโทโลจีบอกกับเหยื่อคนหนึ่งว่า เธอจะถูกไล่ออกจากลัทธิไซเอนโทโลจี เว้นแต่เธอจะลงนามในข้อตกลงไม่เปิดเผยข้อมูลและยอมรับการจ่ายเงิน 400,000 ดอลลาร์ และในคำแถลงหลังคำตัดสินเมื่อเดือนพฤษภาคม คริสตจักรไซเอนโทโลจีกล่าวว่า ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนที่สนับสนุนข้อกล่าวหาที่ว่าคริสตจักรคุกคามผู้กล่าวหา.

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

นักวิทยาศาสตร์ชี้ มิ.ย.-ส.ค.ปีนี้ โลกร้อนเป็นประวัติการณ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2723329

นักวิทยาศาสตร์ชี้ มิ.ย.-ส.ค.ปีนี้ โลกร้อนเป็นประวัติการณ์

7 ก.ย. 2566 15:58 น.

นักวิทยาศาสตร์ชี้ มิ.ย.-ส.ค.ปีนี้ โลกร้อนเป็นประวัติการณ์

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกชี้ ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ทั่วโลกเผชิญอุณหภูมิที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

ข้อมูลจากหน่วยงานติดตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรปที่เผยแพร่ในวันพุธ (6 ก.ย. 66) ระบุว่าในช่วง เดือนมิถุนายนจนถึงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงที่ทั่วโลกเผชิญอากาศที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ด้วยอุณหภูมิเฉลี่ย 16.8 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าเฉลี่ยราว 0.66 องศา

ขณะที่เดือนสิงหาคมองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ประเมินว่าอุณหภูมิในเดือนสิงหาคมปีนี้เป็นเดือนสิงหาคมที่ร้อนที่สุดของโลกนับตั้งแต่มีการบันทึกมา โดยสูงกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยในยุคก่อนอุตสาหกรรมช่วงปี ค.ศ. 1850-1900 ราว 1.5 องศาเซลเซียส ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 จากเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม

โดยในทวีปยุโรป ในเดือนสิงหาคมเป็นเดือนที่มีฝนมากกว่าปกติ ทำให้ทั้งยุโรปตอนกลางและสแกนดิเนเวียต้องเผชิญกับน้ำท่วม ขณะที่ฝรั่งเศส กรีซ อิตาลี และโปรตุเกสเผชิญกับความแห้งแล้ง จนนำไปสู่ไฟป่า

ขณะเดียวกัน อุณหภูมิผิวน้ำของมหาสมุทรทั่วโลกก็ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยคาดว่า 4 เดือนที่เหลือของปีนี้ น่าจะทำให้ปีนี้เป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับที่ 2 จากที่เคยมีบันทึกมา โดยตามหลังเพียงปี 2016 เท่านั้น

ทั้งนี้ จากรายงานขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลกเมื่อเดือนพฤษภาคม ระบุ มีความเป็นไปได้ 98% ที่ในอีกไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า โลกจะเผชิญอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง 

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : ABC, Reuters 

รัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มตลาดในยูเครน ตาย 17 เจ็บ 35 (ชมคลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2723299

รัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มตลาดในยูเครน ตาย 17 เจ็บ 35 (ชมคลิป)

7 ก.ย. 2566 15:04 น.

รัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มตลาดในยูเครน ตาย 17 เจ็บ 35 (ชมคลิป)

รัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มตลาดและย่านการค้าในเมืองทางตะวันออกของยูเครน ช่วงกลางวันแสกๆ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 17 ราย บาดเจ็บ 35 คน

เจ้าหน้าที่ยูเครนกล่าวว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 17 ราย รวมถึงเด็ก 1 คน และผู้บาดเจ็บอีก 35 คน หลังจากขีปนาวุธรัสเซียโจมตีตลาดในเมืองคอสติยันตินิฟกา ในภูมิภาคโดเนตสก์ ทางตะวันออกของยูเครน ถือเป็นการโจมตีที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายเดือน

นายเดนิส ชมีฮาล นายกรัฐมนตรียูเครน ระบุในเทเลแกรมว่า “กองทหารรัสเซียเป็นผู้ก่อการร้ายที่จะไม่ได้รับการอภัยและจะไม่ได้อยู่อย่างสงบ จะต้องมีผู้ได้รับโทษอย่างยุติธรรม”

การโจมตีด้วยขีปนาวุธของรัสเซียมักโจมตีพื้นที่ของพลเรือนบ่อยครั้ง แต่ยอดผู้เสียชีวิตที่สูงขนาดนี้ถือว่าไม่ปกติ การโจมตีตึกอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในเมืองอูมานในเดือนเมษายน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 23 ราย รวมถึงเด็กๆ และการโจมตีที่คล้ายกันที่เมืองดนีโปร คร่าชีวิตผู้คนไป 40 ศพในเดือนมกราคม

คลิปวิดีโอการโจมตีที่ประธานาธิบดิโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนเผยแพร่ เผยให้เห็นประชาชนจำนวนมากกำลังเดินบนถนนสายหนึ่งในเขตตลาด ก่อนที่จะถูกขีปนาวุธโจมตีเมื่อบ่ายวันพุธ ส่วนคลิปวิดีโอรายการหนึ่งแสดงให้เห็นการระเบิดขนาดใหญ่กลางถนนที่มีผู้คนพลุกพล่าน ส่งผลให้หน้าต่างกระจกอาคารใกล้เคียงแตกเสียหาย ขณะที่ผู้คนต่างวิ่งหนีเอาชีวิตรอด

ภาพต่อมาเผยให้เห็นผลกระทบของการระเบิด โดยมีเลือดเปื้อนบนพื้นร้านขายยา รถยนต์ที่ถูกไฟไหม้ อาคารที่ถูกทำลาย และศพที่ถูกหน่วยฉุกเฉินเคลื่อนย้ายออกไป

เซเลนสกี กล่าวใน “เอ็กซ์” ประณามการโจมตีดังกล่าวว่า “เมื่อมีคนในโลกนี้ยังคงพยายามจัดการกับทุกสิ่งที่เป็นภาษารัสเซีย นั่นหมายถึงการเมินเฉยต่อความเป็นจริงนี้ ความอหังการของปิศาจ ความชั่วร้ายที่ไร้ยางอาย ไร้มนุษยธรรมอย่างยิ่ง”

การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เดินทางถึงกรุงเคียฟ ที่นับเป็นการเยือนยูเครนครั้งที่สามนับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากการรุกรานเต็มรูปแบบ นายบลิงเคนมีกำหนดพบกับผู้นำยูเครน ซึ่งเขาคาดหวังว่าจะได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับความพยายามของยูเครนในการยึดพื้นที่รอบเมืองบักห์มุต ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของเมืองคอสติยันตินิฟกา

นอกจากนั้น สหรัฐฯ ประกาศว่าจะส่งอาวุธที่เป็นที่ถกเถียงไปยังยูเครน โดยเป็นส่วนหนึ่งของความช่วยเหลือทางทหารและมนุษยธรรมมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 35,000 ล้านบาท ขณะที่รัสเซียประณามความเคลื่อนไหวดังกล่าวที่จะติดอาวุธให้รถถังเอบรามส์ของสหรัฐฯ ซึ่งมีเกราะที่แข็งแกร่งพอที่จะเจาะเกราะรถถังทั่วไปได้

โดยเกราะดังกล่าวทำจากยูเรเนียมด้อยสมรรถนะ (depleted uranium) ซึ่งเป็นยูเรเนียมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติที่ถูกทำให้สารกัมมันตภาพรังสีมีปริมาณลดลง เนื่องจากยูเรเนียมมีความหนาแน่นสูงและเป็นโลหะหนัก และอาจใช้เป็นตัวกําบังรังสีที่มาจากต้นกําเนิดรังสีอื่นๆ ได้ด้วย.

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

มท.จับมือสมาคมแม่บ้าน มท.และภาคีเครือข่าย ช่วยซื้อผลผลิตทางการเกษตรที่ล้นตลาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755306

มท.จับมือสมาคมแม่บ้าน มท.และภาคีเครือข่าย ช่วยซื้อผลผลิตทางการเกษตรที่ล้นตลาด

มท.จับมือสมาคมแม่บ้าน มท.และภาคีเครือข่าย ช่วยซื้อผลผลิตทางการเกษตรที่ล้นตลาด

วันศุกร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2566, 10.51 น.

มท.จับมือสมาคมแม่บ้าน มท.และภาคีเครือข่าย ช่วยซื้อผลผลิตทางการเกษตรที่ล้นตลาด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และยกระดับคุณภาพชีวิตพี่น้องเกษตรกรให้มีความสมบูรณ์พูนสุขกันถ้วนหน้าอย่างยั่งยืน

วันนี้ (8 ก.ย.66) นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ความเดือดร้อนของประชาชนผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรชาวสวนผลไม้ที่กำลังประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ อันเป็นสภาพปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญในการบรรเทาปัญหาเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และทำให้พี่น้องประชาชนมีความสมบูรณ์พูนสุขกันถ้วนหน้าอย่างยั่งยืน

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้ประสานสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นำโดย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ได้ช่วยซื้อผลผลิต “สละ” ที่พบว่าปีนี้มีจำนวนผลผลิตออกมาเป็นจำนวนมากจนเกิดภาวะสินค้าล้นตลาด ส่งผลทำให้พ่อค้าคนกลางกดราคา ที่จากเดิมเกษตรกรเคยขายได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 500 บาท แต่เมื่อพ่อค้าคนกลางกดราคาจึงขายได้เพียงกิโลกรัมละ 200 – 250 บาท ซึ่งหลังจากนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทยได้ช่วยซื้อสละจากเกษตรกรผู้ปลูกจากในพื้นที่จังหวัดพัทลุง ราคากิโลกรัมละ 300 บาท จำนวน 500 กิโลกรัม คิดเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 150,000 บาท ส่งผลทำให้ราคาสละกระเตื้องขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 350 – 400 บาท นอกจากนี้ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ยังได้ช่วยซื้อเงาะและมังคุดจากเกษตรกรอีกด้วย ทำให้ราคาผลไม้สูงขึ้น พี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์จากการขายผลไม้ มีรายได้ที่เหมาะสม ส่งผลให้ครอบครัวได้มีเงินในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

“นอกจากนี้ จังหวัดลำปาง โดยนายชัชวาลย์  ฉายะบุตร ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ได้ทำการส่งมอบผลผลิต “ลองกอง” จากจังหวัดยะลา และผลผลิต “มังคุด” จากจังหวัดพัทลุงให้แก่ผู้ที่สั่งซื้อ ซึ่งจังหวัดลำปางได้นำแนวทางของกระทรวงมหาดไทยที่มุ่งมั่นในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนเกษตรกรชาวสวนผลไม้พื้นที่ภาคใต้เพื่อกระจายผลผลิตมังคุดจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ระนอง และพัทลุง จำนวนรวม 17.10 ตัน มูลค่า 580,500 บาท ลองกองจากจังหวัดยะลา ปริมาณ 2.576 ตัน มูลค่า 115,920 บาท อีกด้วย” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงมหาดไทย โดยผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ตลอดจนส่วนราชการในส่วนกลาง และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ให้ความสำคัญในการดูแลคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย เพื่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนในทุกเรื่อง ครอบคลุมทั้งมิติสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งในเรื่องผลผลิตทางการเกษตรที่ล้นตลาดนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดต่าง ๆ ได้ช่วยประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดพื้นที่ที่เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน ด้วยการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้ประชาชนผู้สนใจในพื้นที่ได้ซื้อผลผลิต อันเป็นการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนคนไทยด้วยกัน ซึ่งเป็นการลดผลกระทบจากภาวะสินค้าล้นตลาด และเป็นการหนุนเสริมเศรษฐกิจฐานรากอีกด้วย ทั้งนี้ ด้วยเพราะหน้าที่ของคนมหาดไทย คือ “การบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และทำให้พี่น้องประชาชนมีความสมบูรณ์พูนสุขกันถ้วนหน้าอย่างยั่งยืน”

– 006

สกู๊ปพิเศษ : สืบทอดอาหารปักษ์ใต้สูตรเด็ด ให้กับลูกหลานเพื่อสานต่อ ‘ไตปลาแห้งสูตรแม่บุญส่ง’ เพื่อให้ประชาชนลิ้มรสชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755222

สกู๊ปพิเศษ : สืบทอดอาหารปักษ์ใต้สูตรเด็ด ให้กับลูกหลานเพื่อสานต่อ  ‘ไตปลาแห้งสูตรแม่บุญส่ง’ เพื่อให้ประชาชนลิ้มรสชาติ

สกู๊ปพิเศษ : สืบทอดอาหารปักษ์ใต้สูตรเด็ด ให้กับลูกหลานเพื่อสานต่อ ‘ไตปลาแห้งสูตรแม่บุญส่ง’ เพื่อให้ประชาชนลิ้มรสชาติ

วันศุกร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นี่คือ..ไตปลาแห้งแม่บุญส่ง ที่บรรจุใส่กระปุก พร้อมส่งให้กับลูกค้าตามที่ได้ออเดอร์เข้ามา ได้ลองลิ้มชิมรสชาติไตปลาแห้งแม่บุญส่ง สูตรโบราณดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาให้ลูกหลาน และได้ผ่านการตรวจสอบและได้รับเครื่องหมาย อย.ประกันคุณภาพและความมั่นใจให้กับลูกค้าเรียบร้อยแล้ว ซึ่งคุณแม่บุญส่ง รามสูต วัย 65 ปี ชอบในรสชาติอาหารปักษ์ใต้มาเป็นเวลานานและมีสูตรการทำแกงไตปลาที่อร่อย ปรุงอาหารรับประทานกันในครัวเรือน และได้คำชมจากผู้ที่ได้ลองลิ้มชิมรสชาติแกงไตปลาสูตรเด็ดของแม่บุญส่ง ที่มีอายุมากแล้วลูกหลานก็อยากจะสานต่อการทำแกงไตปลาเพื่อสืบทอดอาหารปักษ์ใต้จากคุณแม่บุญส่ง โดยมีการพัฒนาแกงไตปลาสูตรเด็ดมาทำเป็นไตปลาแห้งและยังรักษาสูตรเดิมเอาไว้ ทั้งรสชาติ ก็ไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าจะเป็นไตปลาแห้งก็ตาม และยังคงใช้ชื่อไตปลาแห้งแม่บุญส่ง เป็นโลโก้เครื่องหมายและได้ผ่านการรับรองจาก อย.เรียบร้อยแล้ว โดยลูกหลานได้ควักเงินลงขันเปิดเป็นโรงงานเล็กๆ บริเวณท่าเทียบเรือประมงใหม่เลขที่ 285-287 ซอย 1 ถนนสงขลา-พลาซ่า อ.เมืองจ.สงขลา ในชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด ไตปลาแห้งแม่บุญส่ง ซึ่งเป็นโรงงานเล็กๆ ผลิตไตปลาแห้งแม่บุญส่งตามออเดอร์ลูกค้า และคุณแม่บุญส่งก็จะมาควบคุมดูแลด้วยตัวเอง

ในส่วนนางสาวบุญศิริ รามสูต วัย 30 ปี ซึ่งเป็นหลานสาวของคุณแม่บุญส่งก็ได้เข้ามาเป็นทายาทสืบทอดอาหารปักษ์ใต้สูตรเด็ด “ไตปลาแห้งแม่บุญส่ง” เพื่อให้ชาวสงขลาได้ชิมรสชาติรวมทั้งประชาชนทั่วไป เพื่ออนุรักษ์อาหารปักษ์ใต้ให้คงอยู่สืบไป โดยนางสาวบุญศิริ จะควบคุมดูแลการผลิตทั้งหมด โดยมีคุณแม่บุญส่งเข้ามาให้คำปรึกษาแนะนำ หากมีข้อสงสัย เนื่องจากเห็นว่า มีทายาทสืบทอดการทำไตปลาแห้งแม่บุญส่ง มีความตั้งใจและสามารถดำเนินการได้ รวมทั้งมีความเข้าใจขั้นตอน วิธีการในการทำอย่างถูกต้อง ตามที่ อย.ได้เข้ามาตรวจและแนะนำเพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีมาตรฐานและความสะอาด ตามกำหนดทุกประการ

ไตปลาแห้งแม่บุญส่ง วัตถุดิบที่ใช้คือ ปลาซาบะโดยคัดสรรปลาจากแพปลาที่ท่าเทียบเรือประมงใหม่ เนื่องจากโรงงานอยู่ใกล้กับท่าเทียบเรือประมง ปลาที่นำมาใช้ก็จะสด สะอาดมาก เมื่อทางแพปลานำปลาซาบะมาส่ง ก็จะดำเนินการตามขั้นตอนโดยการตัดหัวปลาและนำไส้ออกจนหมดและล้างทำความสะอาด จากนั้นก็จะนำปลามาเข้าตู้อบโดยมีการปรับอุณหภูมิ ที่สูง 90-100 องศาฯ เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อที่ดีที่สุด หลังจากนั้นก็จะเป็นการเตรียมวัตถุดิบในเรื่องเครื่องแกง ซึ่งจะซื้อวัตถุดิบ เพื่อมาจัดเตรียมเอง เพื่อความสะอาดในการผลิตวัตถุดิบทุกอย่าง จะมีการชั่งและตวง ตามน้ำหนักที่กำหนดตามสูตร จากนั้นก็จะนำวัตถุดิบทั้งหมด ทำการบดเป็นเครื่องแกง ทุกกรรมวิธีจะทำเองทั้งหมดตามสูตร รวมไปถึงการทำน้ำไตปลา ก็จะต้มน้ำไตปลาเองด้วย เมื่อทุกอย่างพร้อมก็จะนำลงผสมในกระทะกวนหรือเครื่องกวนโดยมีการควบคุมอุณหภูมิของผลิตภัณฑ์เพื่อความสะอาด ให้ได้ตามที่ อย.กำหนด จะต้องมีอุณหภูมิ 70-75 องศาฯ เมื่อไตปลาแห้งสุกแล้วก็จะนำมาบรรจุในห้องบรรจุแบบปิดเพื่อป้องกันเชื้อ ตอนนี้ไตปลาแห้งแม่บุญส่งได้รับมาตรฐานของ อย.เป็นที่เรียบร้อยแล้วผู้บริโภคสามารถมั่นใจและเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ไตปลาแห้งแม่บุญส่งได้เลยว่า มีความสะอาดตามมาตรฐาน อย.

นางสาวบุญศิริ กล่าวว่า ไตปลาแห้งแม่บุญส่งได้ควบคุมการผลิตทุกขั้นตอนไม่ว่าจะเป็นการรับวัตถุดิบ การอบปลา การชั่งเตรียมวัตถุดิบ รวมถึงการผสมผลิตภัณฑ์ของเราจะมีการควบคุมมาตรฐานทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิ ความร้อน หรือแม้แต่ความสะอาดของพนักงานในโรงงานของเราเอง สำหรับสูตรที่เราใช้เป็นสูตรไตปลาแห้งแม่บุญส่ง ซึ่งปกติแม่บุญส่งจะใช้บริโภคกันในครัวเรือน แต่เราได้นำมาทำการปรับปรุง พัฒนา เพื่อที่จะทำให้ผู้บริโภคมีความชื่นชอบมากยิ่งขึ้นจึงใช้สูตรนี้มา จึงอยากให้ผู้บริโภคทุกคนช่วยกันอุดหนุนสินค้าตัวนี้ เพราะเราตั้งใจที่จะทำขึ้นมาให้รสชาติถูกปากคนใต้และคนไทยแน่นอน สำหรับการติดต่อสามารถติดต่อได้ทางเพจ แม่บุญส่งไตปลาแห้งเบอร์โทรศัพท์ 061-2355963 ที่แนบไว้ในเพจ สามารถแอดไลน์ได้ในเพจเลย

ปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์

‘พีรพันธ์’ประชุมจัดทำแผน โครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755228

วันศุกร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายพีรพันธ์ คอทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประชุมจัดทำแผนปฏิบัติการโครงการ “รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” ระยะที่ 4 (พ.ศ. 2567 – 2570) จัดขึ้นโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) (สวพส.) มีผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดที่เกี่ยวข้อง
7 จังหวัด (11 ลุ่มน้ำ) เข้าร่วม ที่โรงแรมเซ็นทารา ริเวอร์ไซด์จ.เชียงใหม่ โดยหน่วยงานและเกษตรกรต้นแบบ ได้มีการนำเสนอสรุปภาพรวมผลการดำเนินงานโครงการที่ผ่านมา และการถอดบทเรียนโครงการ และมีการระดมความคิดเห็นเพื่อประกอบการทบทวน/จัดทำ ร่างแผนปฏิบัติการโครงการ “รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” ระยะที่ 4 (พ.ศ. 2567 -2570)

ทั้งนี้ นายพีรพันธ์ ได้ให้ข้อแนะนำในเรื่องวิธีการทำงาน วิธีการออกแบบโครงการ วิธีการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ภายใต้ข้อจำกัด และความท้าทาย พร้อมทั้ง
มอบนโยบาย/กรอบทิศทางการขับเคลื่อนโครงการ โดยเน้นย้ำ1.การใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ สังคม ประกอบการวางแผนจัดทำโครงการ 2.การเกษตรบนพื้นที่สูงมีข้อจำกัดที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว 3.ทีมทำงานในทุกระดับ มีทัศนคติ พฤติกรรม ทักษะ ที่หนุนเสริมหลักความยั่งยืน 4.ทีมทำงานต้องเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและการตลาดสินค้าเกษตร เพื่ออนาคตที่ดีกว่า และ 5.โครงการต้องสะท้อนเป้าหมาย ตัวชี้วัด แผนปฏิบัติการ ระยะที่ 4

ปลัดฯร่วมเปิดงาน ThaiTradeที่ซาอุฯ ส่งเสริมภาพลักษณ์ หนุนสินค้าเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755220

วันศุกร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “Thai Trade Exhibition Saudi Arabia 2023”โดยมีนายดามพ์ บุญธรรม เอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาด นายอับดุลลาซิส อัลซาครานรองผู้ว่าการสำนักการค้าต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย ดร.ซามี่ บิน อับดุลลาห์ อัลโอไบดี ประธานสภาหอการค้าไทย-ซาอุดีอาระเบีย เอกอัครราชทูตและผู้แทนสถานทูตจากประเทศต่างๆ ภาคธุรกิจไทยและซาอุดีอาระเบีย เข้าร่วม ที่ Riyadh International Convention and Exhibition Center กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ว่างานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์อันดีงามให้แก่ประเทศไทย และเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ซาอุดีอาระเบียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในด้านการค้าการลงทุน เป็นโอกาสให้สินค้าเกษตรและอาหารของไทย สามารถเดินหน้าเข้าสู่ตลาดซาอุดีอาระเบีย ได้อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งสินค้าพืช ประมง และไม้ตัดดอก

นายประยูร เน้นย้ำว่าประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะเป็น “แหล่งความมั่นคงอาหารของโลก” จึงให้ความสำคัญกับการผลิต แปรรูปสินค้าเกษตรและอาหารที่ปลอดภัย และได้รับการยอมรับว่ามีมาตรฐานเทียบเท่าระดับสากล โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้ตรวจสอบทั้งห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประเทศคู่ค้าและผู้บริโภคชาวต่างชาติ ภายใต้นโยบาย 3S คือ Safety Security และ Sustainability รวมถึงการขับเคลื่อนภาคการเกษตรโดยเชื่อมโยงกับโมเดลทางเศรษฐกิจ“Bio-Circular-Green” Economy หรือ “BCG”

‘ธรรมนัส’ขอ100วันแก้ปัญหาเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755226

วันศุกร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายไชยา พรหมา และนายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ ได้เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงเกษตรฯ โดยสักการะห้องพิรุณ 130 (ห้องพระ อาคาร 1 ชั้น 4) สักการะศาลพระภูมิชัยมงคลสักการะศาลท้าวเวสสุวรรณ สักการะศาลตา-ยาย สักการะองค์พระพิรุณทรงนาค(หน้าอาคาร) และสักการะองค์พระพิรุณทรงนาค (ห้องพิพิธภัณฑ์) และถ่ายภาพร่วมกับผู้บริหาร ข้าราชการและเจ้าหน้าที่

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ได้มอบหมายนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ประชุมผู้บริหารและหัวหน้าส่วนราชการทั้งหมด เพื่อหารือมาตรการและการขับเคลื่อนการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ ที่มีความเร่งด่วน อาทิ การแก้ปัญหาภัยแล้งซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การแก้ไขปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมายตามข้อสั่งการของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี การปราบปรามการลักลอบนำเข้าเนื้อสัตว์ผิดกฎหมาย และนโยบายพักหนี้เกษตรกร ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาเร่งด่วนที่นายกรัฐมนตรีให้ความเป็นห่วง ส่วนการแบ่งงานของ รมช.เกษตรฯ จะมีการประชุมแบ่งงานภายหลัง
และสามารถเดินหน้าทำงานได้ทันที

สำหรับปัญหามังคุดใต้นั้น ได้เร่งระบายผลผลิตจนสถานการณ์คลี่คลายแล้ว นอกจากนี้ได้มอบหมายปลัดกระทรวงเกษตรฯ เดินหน้ามาตรการแก้ปัญหาในระยะกลาง และระยะยาวอย่างยั่งยืน

รมว.เกษตรฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอฝากถึงพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ ว่ากระทรวงเกษตรฯ มีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยให้มีความอยู่ดีกินดีอย่างยั่งยืน ซึ่งนโยบายเร่งด่วนต่างๆ ที่กล่าวข้างต้นจะต้องมีความชัดเจนและเห็นผลภายใน 100 วัน